วิวัฒน์ ศัลยกําธร หารือเรื่องการพัฒนาคุณภาพของประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงจุดแข็งของประเทศในด้านการผลิตทางการเกษตร อุตสาหกรรมการเกษตร การผลิตแพทย์ พลังงานที่เกี่ยวข้องกับชีวภาพ และการท่องเที่ยว
ขอบพระคุณครับ ได้หารือ กันเร็ว ๆ นะครับ
เรื่องแรก ชื่อนี่เห็นด้วยที่ให้เพิ่ม การพัฒนาคุณภาพ เข้าไปนะครับ เรื่องแรก
เรื่องที่ ๒ เรื่องที่จะมีสถาบันหรือศูนย์ที่จะคาดการณ์ล่วงหน้าในหลักการ เราเห็นด้วย เรื่องนี้คงต้องไปทําความตกลงร่วมมือกับทางสภาพัฒน์ฯ เพราะว่าเขามี หน่วยงานโดยตรงอยู่ แต่ในหลักการเราเห็นด้วยเรื่องนี้อย่างซีเรียส (Serious) นะครับ เห็นด้วยอย่างจริงจังในคณะทํางานที่ได้หารือกันสั้น ๆ ช่วงเวลาสั้น ๆ
ส่วนเรื่องเป้าหมายได้หารือกันในระยะสั้น ๆ ก็เป็นเป้าหมาย ๕ ประการ ซึ่งไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) รัฐบาลได้ประกาศไปแล้วที่เน้นถึงเรื่องหุ่นยนต์ เรื่องโลจิสติกส์ (Logistics) เรื่องขนส่งและการบิน เรื่องของการแพทย์ เรื่องของเชื้อเพลิง ชีวภาพและเรื่องดิจิทัล ๕ เรื่องหลัก ๆ
แต่ว่าท่านถามความเห็นผมโดยส่วนตัว ความเห็นผมโดยส่วนตัวผมเห็นด้วย กับเป้าหมายที่ตั้งไว้แล้วไม่ทั้งหมด ข้อแรก ผมคิดว่าน้ําหนักที่ควรเอาจริงที่จะพัฒนาต่อ บนพื้นฐานศักยภาพที่เรามีจริง ผมว่าด้านการแพทย์เราพัฒนาต่อได้กว้างไกลมาก ทําไมผมพูด อย่างนี้ เพราะว่าผมเกิดในตระกูลแพทย์ชนบท แพทย์ที่ไม่ได้เรียนในระบบ แพทย์นอกระบบ บ้านเรามีเยอะมากถ้าได้รับการพัฒนาดี ๆ เราจะเป็นผู้นําโลกบวกกับแพทย์ในระบบ ซึ่งเป็นอยู่ขณะนี้ ซึ่งก็มีแนวโน้มที่จะก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ ลูกผมเป็นแพทย์ผมก็พยายามยุให้ไป เรียนแพทย์ที่กําลังขาดแคลนอย่างหนัก เขาเรียกแฟมเมด (FamMed) แฟมิลีเมดิซิน (Family Medicine) ซึ่งบ้านเรายังผลิตได้ช้ากว่าโลกคอมมิวนิสต์เยอะนะครับ ในประเทศ คิวบาผลิตได้ เดิมเมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้วความสามารถการผลิตเขาพอ ๆ กับบ้านเรา แต่วันนี้เนื่องจากผู้นําเขาเป็นแพทย์ ประเทศคอมมิวนิสต์อย่างคิวบาผู้นําเป็นแพทย์ใช้เวลา เพียง ๑๐ กว่าปี เขาพัฒนาระบบการผลิตแพทย์ อาจารย์แพทย์บ้านเราไปดูงานตกใจ มากเลย แพทย์ประจําบ้านของเขา ประจําหมู่บ้านซึ่งเป็นแฟมเมด (FamMed) องค์ความรู้ เขามากมายจนน่าทึ่งมาก ในขณะเดียวกันเขาผลิตได้เร็วกว่าเรา ๕ เท่า ซึ่งเราทําถ้าเราจะเร่ง เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยาก อันนี้ผมถามความเห็นส่วนตัวผม นี่เรื่องที่ ๑
เรื่องที่ ๒ จุดแข็งสําคัญอันหนึ่งก็คือเรื่องเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร บ้านเรามีการผลิตทางการเกษตรและมีเทคโนโลยีอุตสาหกรรมการเกษตรแบบบ้าน ๆ เต็มไปหมด เพียงแต่ว่ามันต้องผ่านการพัฒนาวิทยาศาสตร์บวกเข้าไป แต่วิทยาศาสตร์อย่างเดียว ไม่พอ นักเกษตรและนักอุตสาหกรรมเกษตรบ้านเรามีคุณธรรมสูงมาก เป็นคนดี อาศัย ความเป็นคนดีและพัฒนาฝีมือทางด้านวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์การแปรรูป การเก็บรักษา ผมเคยทําตัวอย่าง ทรงใช้ คําว่า ป่า ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ อย่าง เราแปรรูปผลิตภัณฑ์จากป่า ซึ่งก็เป็นการเกษตรอย่างหนึ่ง ไร่หนึ่งสามารถทํารายได้ ๔,๐๐๐,๐๐๐ – ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท เป็นเรื่องง่าย ๆ ครับ แต่ว่าทั้งหมดต้องถูกจัดระบบการพัฒนาดี ๆ ชาวบ้านเขาจะเรียนรู้ ได้ง่ายเพราะมันเป็นพื้นฐานของเขา นี่คือเรื่องที่ ๒
เรื่องที่ ๓ ผมคิดว่าบ้านเรามีจุดแข็งเรื่องการขนส่งทางเรือมาในอดีต แต่ว่า มันเป็นแบบบ้าน ๆ เป็นแบบเก่า ๆ บ้านเรามีคนพยายามพัฒนาการต่อเรือ การขนส่งทางเรือ การท่องเที่ยวทางเรือมีอยู่เกือบ ๑๐๐ บริษัทเหมือนกัน แต่ว่าเราไม่ได้กําหนดทิศทางเอาจริง เรื่องนี้ เราอยากจะพัฒนาการบิน ซึ่งผมก็คิดว่าทางด้านการบินนั้นพื้นฐานบ้านเรายังมีน้อยมาก เมื่อเทียบกับการเดินเรือ ถ้าพัฒนาการเดินเรือ การต่อเรือเซอร์วิส (Service) ทางเรือ มากมาย เราเคยมีโรงเรียนต่อเรือถึง ๓ โรง แต่ว่าขณะนี้ในโรงเรียนต่อเรือมีเด็กเรียนวิชา ต่อเรืออยู่โรงเรียนละ ๓ คนเท่านั้นเอง นอกนั้นกลายเป็นวิชาอื่น ๆ ที่ต้องหาเลี้ยงโรงเรียน อันนี้ก็เป็นทิศทาง ซึ่งเป็นเรื่องที่ ๓ ผมคิดว่าอย่างนั้นนะครับ
เรื่องที่ ๔ เรื่องพลังงานที่เกี่ยวข้องกับชีวภาพ บ้านเราก็มีศักยภาพ มีคนที่จะ พัฒนาต่อได้ไม่ยาก
สุดท้ายผมคิดว่าจุดแข็งสําคัญสุดถ้ามองในมิติทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ด้วยอาศัยทั้งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมของไทย เรามีจุดแข็ง มีทะเลเป็น ของตัวเอง มีวัฒนธรรมที่แข็งแรง ถ้าเราพัฒนาการท่องเที่ยว บุคลากรที่จะไปเซิร์ฟ (Serve) การท่องเที่ยว ขณะนี้วันนี้การท่องเที่ยวนําเงินเข้าประเทศมากเป็นอันดับ ๑ เมื่อเทียบกับ ทุกอุตสาหกรรม เพราะฉะนั้นถ้าให้ผมเลือกท่านถามความเห็นส่วนตัวผมด้วย ๕ ประการนี้ อย่างที่กราบเรียนไปครับ นอกนั้นอย่างไรก็ตามเราก็ต้องฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน ถามความเห็นผมในเบื้องต้นก็ขออนุญาตตอบท่านเท่านี้ก่อน ขอบพระคุณครับ