เฉลิมชัย เครืองาม อภิปรายประเด็นการปฏิรูปช่อง 11 หรือ NBT ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยเสนอให้ทบทวนโครงสร้างองค์กรเพื่อความเป็นกลางและประสิทธิภาพ ไม่สนับสนุนการแปลงเป็นรัฐวิสาหกิจที่เน้นแสวงหากำไร แต่เสนอให้ออกเป็นพระราชบัญญัติเพื่อกำหนดกรอบการบริหารทีวีสาธารณะในรูปแบบองค์การมหาชนที่รวมแนวคิดจากไทยพีบีเอส เพื่อให้มีสถานะนิติบุคคล บริหารอิสระ และยั่งยืน พร้อมแสดงความกังวลต่อปัญหาธรรมาภิบาลและการจัดตั้งหน่วยบริการรูปแบบพิเศษที่อาจเปิดช่องทุจริตหากขาดกลไกตรวจสอบและไม่ส่งรายได้เข้าคลัง
ขอบคุณท่านประธาน เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ ท่านประธานครับ โชคดีที่ผมขึ้นอภิปรายหลังท่านเบญจวรรณ ขออภัย ที่เอ่ยนามท่าน ท่านอดีตเลขาธิการ ก.พ. ท่านได้ช่วยเน้นย้ําในสิ่งที่ผมกําลังจะอภิปราย เพราะฉะนั้นคําอภิปรายของท่านก็คงมีน้ําหนัก ผมก็จะลดเนื้อหาที่ผมจะพูด แต่ว่าคงจะมี แทรกเพิ่มเติมบ้างเล็กน้อย ท่านประธานครับ เรื่องการปฏิรูปสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรืออีกชื่อหนึ่ง ช่อง ๑๑ หรืออีกชื่อหนึ่ง เอ็นบีที (NBT) หรืออีกชื่อหนึ่ง หอยม่วง เป็นประเด็น ที่มีการพูดคุยกันมาโดยตลอดเป็นสิบ ๆ ปีก็ว่าได้ แทบจะกล่าวได้ว่าเกือบทุกงานของรัฐบาล พอแถลงนโยบายจะเริ่มทํางานปั๊บ เกือบจะเป็นเรื่องแรกที่รัฐมนตรีสํานักนายกรัฐมนตรี ที่กํากับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ กํากับดูแลช่อง ๑๑ จะต้องรับงานไปทําก็คือไปพิจารณา เปลี่ยนแปลง ผอ. ช่อง ๑๑ หรืออธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ก็แล้วแต่ ขึ้นอยู่กับว่าขั้วรัฐบาล ที่ขึ้นมาตอนหลังนั้นเป็นคนละขั้วกับขั้วแรกที่เป็นรัฐบาลอยู่ก่อนหรือเปล่า แทบจะเป็น ประเพณี แต่เป็นประเพณีที่ไม่สู้จะดีนัก มีการศึกษามาหลายรูปแบบในเรื่องของโครงสร้าง การบริหารงานของช่อง ๑๑ ผมขออนุญาตเรียกสั้น ๆ ง่าย ๆ ว่าช่อง ๑๑ ก็แล้วกันครับ พี่น้องทางบ้านรับชมรับฟังอยู่จะได้เข้าใจง่าย ๆ ไม่อยากจะใช้คําเสียดสีว่าหอยม่วง มันจะดู รุนแรงไป รูปแบบการปรับโครงสร้างนั้นเป็นสิ่งที่มีความจําเป็นอย่างยิ่ง เพราะต้องบอกว่า ช่อง ๑๑ นั้นเปรียบเสมือนลูกฟุตบอลทางการเมือง จะถูกเตะไปเตะมา เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ปีแล้วปีเล่า รัฐบาลแล้วรัฐบาลเล่า เดี๋ยวศึกษา ๆ ศึกษาแล้วก็ไม่ได้ทําสักทีหนึ่ง คําตอบอยู่ใน การอภิปรายของท่านสมาชิกก่อนหน้ากระผม คือโครงสร้างที่คิดกันมานั้นต้องบอกว่ามีผู้ได้ มีผู้เสีย เป็นโครงสร้างที่ยังไม่ตกผลึกดีนัก มีข้อดี มีข้อเสียอยู่แตกต่างกันไป แล้วแต่จะหยิบเอา มุมไหน ประเด็นไหนขึ้นมาพิจารณา ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าจะเสนอให้เป็นรัฐวิสาหกิจ ก็ต้อง บอกว่ารัฐวิสาหกิจที่เป็นสื่อนั้นจะคิดในเชิงพาณิชย์เป็นหลัก พูดง่าย ๆ ว่าทํามาหารับประทาน เซ็งลี้ หาสปอนเซอร์ (Sponsor) หาโฆษณาให้เยอะ ๆ เพื่อจะได้กําไรเยอะ ๆ นั่นเป็นรัฐวิสาหกิจ ซึ่งไม่สู้จะเหมาะสมนักกับช่อง ๑๑ เพราะโดยอุดมการณ์นั้นรัฐประสงค์ที่จะให้มีสื่อของรัฐ เพื่อไว้ประชาสัมพันธ์ผลงานของรัฐบาล ซึ่งอันนี้ไม่ผิดครับ อุดมการณ์หรือวัตถุประสงค์ตั้งแต่ ตอนเริ่มต้นเมื่อ ๒๐ กว่าปี ถ้าผมจําไม่ผิดสมัย พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ นั้น วัตถุประสงค์ คือเป็นเช่นนั้นจริง ให้มีสื่อของรัฐที่จะทําประชาสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจระหว่างรัฐ ผลงาน ของรัฐ รัฐบาล กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ หน่วยงานราชการต่าง ๆ กับพี่น้องประชาชน ก็ออกมา ในรูปแบบเช่นนี้ แต่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาในที่สุดการบริหารงานนั้นมีปัญหา เพราะพัฒนาการ ของสื่อต่าง ๆ นั้นก้าวหน้าไปเยอะ หลักการตอนแรก วัตถุประสงค์ตอนแรกเริ่มเปลี่ยนไป ถ้าจําไม่ผิด ตอนแรกเราบอกว่าช่อง ๑๑ นั้นทําโฆษณาไม่ได้ หาสปอนเซอร์ (Sponsor) ไม่ได้ เมื่อ ๒๐ กว่าปีที่แล้วเป็นเช่นนั้นครับ ใช้งบประมาณจากรัฐอย่างเดียว การบริหารราชการ ในรัฐที่เป็นสื่อนั้นหาจุดสมดุลยาก จุดสมดุลระหว่างความอิสระ การทําสื่อ การรับใช้พี่น้อง ประชาชน ความเป็นกลางทางการเมือง มันรวนไปหมด ในที่สุดมีผู้เสนอว่าถ้าจะให้มีพัฒนาการ ถ้าจะให้มีการปรับปรุงพัฒนาแล้วต้องเป็นสื่อที่สามารถทําโฆษณาได้ หาสปอนเซอร์ (Sponsor) เข้ามาได้ก็เริ่มเปลี่ยนไปทีละน้อย ๆ จากสื่อจากรัฐ จากหน่วยงานกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ เริ่มมีภาคเอกชนเข้ามา เริ่มมีชกมวยเข้ามา เริ่มมีสารพัดเกมโชว์ (Game Show) เข้ามา มีอะไรเข้ามาในสื่อช่อง ๑๑ มากขึ้น ๆ พูดง่าย ๆ ว่าเริ่มบิดเบี้ยวไป เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่ารูปแบบการเป็นรัฐวิสาหกิจนั้นคงไม่เหมาะแน่นอน
ถัดมาทีวีสาธารณะ ขณะนี้เรามีทีวีสาธารณะคือไทยพีบีเอส (Thai PBS) ซึ่งจําเป็นจะต้องออกเป็นพระราชบัญญัติของตัวเอง อยากจะใส่เอาไว้อย่างไร อยากจะบริหาร อย่างไร อยากจะมีโครงสร้างอย่างไร มีกรรมการอย่างไร มีกรรมการบริหาร รูปแบบกรรมการ บริหารนั้นมาจากการสรรหาอย่างไร มีคุณสมบัติอย่างไร ใส่ไว้ให้หมด ผลของค่าตอบแทน เป็นอย่างไร การบริหารเป็นอย่างไร นั่นเป็นทีวีสาธารณะ แต่หาโฆษณาไม่ได้ มีสปอนเซอร์ (Sponsor) ไม่ได้ พูดง่าย ๆ ว่าไม่แสวงหากําไร แล้วก็ไม่แสวงหารายได้
ถัดมาครับ คือรูปแบบอันนี้ที่กําลังพิจารณาเสนออยู่คือเอสดียู (SDU) ซึ่งผม ต้องขอกราบเรียนว่ามีทั้งที่มีปัญหาและไม่มีปัญหา มีทั้งคุณและโทษ โทษนั้นท่านเบญจวรรณ ขออภัยที่เอ่ยนาม ได้อภิปรายไว้แล้วว่าความมั่นคงของระบบราชการ ของความเป็นข้าราชการ มันจะสั่นคลอน บุคลากรในองค์กรคงจะต่อต้านอันนั้นเป็นเกิดขึ้นแน่นอนจริง ๆ แต่รูปแบบอื่น ที่ผมขออนุญาตกราบเรียนเสริมเพิ่มเติมก็คือเอสดียู (SDU) หรือหน่วยบริการรูปแบบพิเศษนั้น เป็นไปตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ในมาตรา ๔๐/๑ ซึ่งมีการปรับปรุง แก้ไขเพิ่มเติมขึ้นมาบอกว่า หน่วยงานราชการสามารถที่จะเป็นรูปแบบหน่วยบริการพิเศษ หรือเอสดียู (SDU) ได้ แต่ในวรรคสี่ ซึ่งขออนุญาตกราบเรียนและทางกรรมาธิการไม่ได้ กล่าวถึง ผมขออนุญาตกราบเรียนตรงนี้ครับว่า วรรคสี่บัญญัติไว้ว่า รายได้ที่ได้จากการ บริหารงานของหน่วยบริการรูปแบบพิเศษนั้นเป็นรายได้ที่ไม่ต้องส่งคลังและไม่ต้องปฏิบัติ ตามพระราชบัญญัติเงินคงคลัง อันนี้เริ่มมีปัญหาครับ หน่วยบริการรูปแบบพิเศษหรือเอสดียู (SDU) นั้นจริง ๆ แล้วก็คือกิ่งก้านสาขาหรือคือการแปลงร่างของส่วนราชการ แต่ไม่เป็น รัฐวิสาหกิจ ไม่เป็นองค์การมหาชน แต่ว่าทํารายได้ ได้ เมื่อได้รายได้แล้วไม่ต้องส่งคลัง อันนี้ ผมต้องขอกราบเรียนว่าเพราะในอดีตที่ผ่านมานั้นต้องบอกว่าช่อง ๑๑ เป็นบ่อเงินบ่อทอง ของนักการเมืองมาเกือบจะทุกยุคทุกสมัยก็ว่าได้ ปฏิเสธไม่ได้ครับ มีใบสั่งให้จัดรายการ อย่างโน้นอย่างนี้ มีออร์เดอร์ (Order) หรือมีคําขอร้องไปที่อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ หรือ ผอ. ช่อง ๑๑ ให้ช่วยถ่ายทอดสดรายการนี้มีหนังสือมาที่รัฐมนตรีสํานักนายกรัฐมนตรี ที่กํากับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ว่าให้ช่วยถ่ายทอดรายการนี้ช่องนี้ ๆ บางทีกินหัวคิวมาก็มี รับมารายการชั่วโมงละ ๓๐๐,๐๐๐ บาท อาจจะบอกกรมประชาสัมพันธ์ว่าเขาให้มาชั่วโมงละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท อีก ๒๐๐,๐๐๐ บาทก็กินหัวคิวไป เคยมีครับ ไม่รู้ใครกิน ผมไม่ทราบ เช่นนี้ สร้างความหนักใจให้กับรัฐมนตรีที่กํากับกรมประชาสัมพันธ์หรือช่อง ๑๑ มาโดยตลอด ถ้าไปขอ หรือคําสั่งขอ หรือคําขอนั้นมาจากพรรคการเมืองพรรคเดียวกัน บางทีขอฟรีก็มีครับ แต่ถ้ามาจากคนละขั้ว คนละพรรคบางทีก็มีคิดค่าเวลา สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่จะต้องมี การพัฒนาปรับปรุงในระบบการเงินการคลังของช่อง ๑๑ แน่นอน เพราะฉะนั้นเอสดียู (SDU) ถ้าให้บริหาร บริการประชาชนหรือบริการหน่วยราชการอื่นแบบไม่ต้องส่งได้รายได้แล้วไม่ต้อง ส่งคลังอันนี้คงจะมีปัญหาเรื่องธรรมาภิบาล ข้อสําคัญก็คือเงินบริหารนั้นท่านเบญจวรรณ ได้กล่าวแล้ว ไม่ได้มาจากเงินงบประมาณที่ตัวเองไม่มีสิทธิตั้ง เอสดียู (SDU) ไม่มีสิทธิขอ หรือตั้งงบประมาณของตัวเองต้องเป็นหน่วยงานอื่นที่จะว่าจ้างเอสดียู (SDU) นั้นเป็นคนตั้ง งบประมาณ บอกว่าปี ๒๕๖๑ จะมีการว่าจ้างช่อง ๑๑ ให้ทํารายการนี้ ๆ หน่วยงานนั้นก็ตั้ง งบประมาณ ขึ้นมา แต่เอสดียู (SDU) ไม่มีสิทธิที่จะตั้งงบประมาณของตัวเอง คือพูดง่าย ๆ ว่า เป็นหน่วยราชการที่ไม่ใช่หน่วยราชการ ขออภัย เป็นการแปลงร่างของหน่วยราชการที่พิสดาร ในระดับหนึ่ง อันนี้ก็เกิดความไม่มั่นคงทางเสถียรภาพทางการเงินของเอสดียู (SDU) นั้น ๆ
ประเด็นถัดมาที่ควรจะต้องพูดถึงว่าช่อง ๑๑ นั้นนอกจากจะเป็นเอสดียู (SDU) แล้ว เป็นหน่วยงานองค์การมหาชนแล้ว หรือเป็นลักษณะแบบไทยพีบีเอส (Thai PBS) แล้ว มีรูปแบบไหนที่สามารถเป็นได้ ผมขออนุญาตเสนอเป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ คือท่านเอา กึ่งกลางระหว่างองค์การมหาชนกับไทยพีบีเอส (Thai PBS) มาผสมกัน เอสดียู (SDU) นั้นเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปได้ทุกวินาทีครับ ไม่มีความมั่นคงเลย เกิดขึ้นจากมติคณะรัฐมนตรี ท่านดูสิครับมีมติ คณะรัฐมนตรี ปี ๒๕๕๐ สมัยท่าน พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ให้ช่อง ๑๑ เป็นเอสดียู (SDU) แล้วมีการปฏิบัติไหม แล้วอย่างนี้จะปฏิรูปได้อย่างไร ทุกอย่างมันเกิดขึ้นได้ พรรคการเมืองนี้ มาบอกว่าให้เป็นเอสดียู (SDU) อีกพรรคการเมืองหนึ่งมาบอกว่าไม่เอาแล้ว ล้มเอสดียู (SDU) นี้ไป เปลี่ยนแปลงใหม่ มันก็จะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมามันไม่มีความมั่นคง ผมเสนอให้ออกเป็น พระราชบัญญัติต่างหาก ท่านเอาไทยพีบีเอส (Thai PBS) มาผสมกับองค์การมหาชน ข้อสําคัญคือ ให้มีความเป็นนิติบุคคล เพราะเอสดียู (SDU) นั้นไม่ได้เป็นนิติบุคคล ถามว่าเอสดียู (SDU) นั้น ทั้ง ๆ ที่ไม่เป็นนิติบุคคล แต่บริหารราชการได้อย่างไรครับ บริหารราชการด้วยการมอบอํานาจ ใช่ไหมครับ อันนี้เป็นไปตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยเอสดียู (SDU) ท่านไปพลิกดู ผมจํามาตราไม่ได้ ให้ต้นสังกัดมอบอํานาจการบริหารต่าง ๆ ให้กับเอสดียู (SDU) นี่จึงพูดได้ว่า เขาอิสระ อิสระคือบริหารตัวเองได้ บริหารตัวเองด้วยอะไร ผู้มีอํานาจ ผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไป มอบอํานาจให้กับตัวเอง แต่กฎหมายก็ไม่ได้บังคับว่าต้องมอบอํานาจเสมอไป จะเอาอํานาจ ที่มอบไปนั้นคืนกลับมาเมื่อไรก็ได้ เพราะฉะนั้นการบริหารจึงไม่มีความมั่นคง ผมจึงเสนอว่า ถ้าท่านจะปฏิรูปเรื่องนี้ ท่านออกเป็นพระราชบัญญัติต่างหาก ร่างใหม่เลยครับ คล้าย ๆ กับ พระราชบัญญัติไทยพีบีเอส (Thai PBS) ให้มีความกลมกลืน ให้มีความทันสมัย ไทยพีบีเอส (Thai PBS) นี้ก็ยังไม่ทันสมัยนะครับ ให้มีกรรมการบริหาร กรรมการอํานวยการ มีผู้อํานวยการ มีการกําหนดเรื่องของงบประมาณได้ มีการตรวจสอบ มีการประเมินผล มีการอะไรต่าง ๆ แล้วก็จะมีความมั่นคงด้วย ไม่ใช่รัฐบาลหนึ่งมาก็เอาเอสดียู (SDU) อีกรัฐบาลหนึ่งมาบอกให้ยุบ เอสดียู (SDU) แล้วเขาจะอยู่กันได้อย่างไร เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่ผมขออนุญาตเรียนสรุปจริง ๆ มีข้อมูลอีกเยอะที่ผมจะอภิปรายเอาไว้ตอนซักถาม ขอบคุณท่านประธานครับ