เลิศรัตน์ ชี้ปัญหาเอ็นบีที ความเป็นราชการถ่วงการปรับตัว

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๙ · ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๐

เลิศรัตน์ รัตนวานิช หารือการปฏิรูปสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (เอ็นบีที) โดยชี้ปัญหาความเป็นราชการที่ส่งผลต่อความคล่องตัวในการบริหารและเนื้อหารายการ พร้อมเสนอแนวทางปรับเป็นหน่วยบริการพิเศษแต่ติดขัดด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณและโครงสร้างองค์กร

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสอภิปรายในวาระปฏิรูปของกรรมาธิการ สื่อสารมวลชน ในเรื่องของการปฏิรูปปรับปรุง สทท. คือสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือเอ็นบีที (NBT) ที่ท่านสุรินทร์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านได้อภิปรายมาก็แทบจะครอบคลุม เกือบทุกประเด็นนะครับ ตรงใจกับที่ผมคิดไว้หลาย ๆ เรื่องเกือบทั้งหมด ซึ่งที่จริงแล้วปัญหา ของเอ็นบีที (NBT) ปัญหาใหญ่สุดก็คือความเป็นราชการ ผมสนิทกับอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ หลายท่าน ก่อนจะมาอภิปรายก็โทรคุยกับท่านหนึ่ง ปัญหาใหญ่ที่สุดคือความเป็นราชการ ที่ทําให้มีปัญหาในเรื่องการเบิกจ่าย ปัญหาในเรื่องบุคลากรที่เราจะเลือกมาใช้ทํางานโน้น ทํางานนี้ เบี้ยเลี้ยงต่าง ๆ ก็ต้องเบิกไปตามระเบียบราชการทั้งหมด เพราะฉะนั้นการที่จะ มาทําสถานีโทรทัศน์ให้เป็นสถานีข่าวแบบในฝัน ให้สามารถที่จะปรับเปลี่ยนรายการอะไร ต่าง ๆ นานาได้ บางทีก็ทําได้ยาก ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจและเข้าใจได้ว่าทําไมผู้อํานวยการ สถานีโทรทัศน์ช่อง ๑๑ เอง หรือว่าผู้บริหารระดับต่าง ๆ จึงไม่สามารถทําในสิ่งที่คนอื่นเขา ทําได้ ตอนนี้เขาเบรกกิงนิวส์ (Breaking News) ไปแล้ว ไปเรื่องแถลงข่าวแล้ว ฆ่า ๘ ศพ แล้ว สทท. ทําไม่ได้ เพราะถ้าทําไปใครจะไปจ่ายเงิน ใครจะไปชดเชยค่าเวลาของรายการนั้น รายการนี้ต่าง ๆ มันมีข้อจํากัดอยู่พอสมควร แล้วข้อจํากัดในเรื่องของรายการที่ขอมา กึ่งบังคับพวกรายการประชาสัมพันธ์ของส่วนราชการของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งเป็นภาครัฐเอง ทั้งกึ่งรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ที่ขอถ่ายทอดรายการต่าง ๆ ก็จําเป็นจะต้องสนองตอบ ซึ่งบางรายการ อาจจะดีสําหรับหน่วยงานนั้น แต่สําหรับประชาชนทั่วไปอาจจะไม่สนใจพวกงานประกวด อะไรต่าง ๆ กระทงทั้งหลาย งานพิธีเปิดมันก็จึงเห็นใจอย่างยิ่งสําหรับช่อง ๑๑ ที่จะบริหาร ไปแข่งขัน เพราะฉะนั้นผมจึงไม่ชอบคําว่า แข่งขัน กับ เรตติง (Rating) เลย ไม่อยากให้ กรรมาธิการใช้ ๒ คํานี้เลย มันไม่ใช่เลยสําหรับช่อง ๑๑ จะไปแข่งขันกับใครหรือจะไปดู เรตติง (Rating) แล้วเรตติง (Rating) ในปัจจุบันนี้ของทีวีก็ไม่ใช่ว่าใครมีเกมโชว์ (Game Show) ดีกว่ากัน หรือใครมีละครดีกว่ากันแล้วจะเป็นผู้ชนะ สังเกตว่าแม้แต่ทีวีคอมเมอร์เชียล (TV Commercial) เองเขาก็เอาข่าวมาเป็นรายการนํา เดี๋ยวนี้ช่องที่ชนะหรือเรตติง (Retting) สูง ๆ เป็นช่องที่มีข่าวดี ทีวีดิจิทัลที่ไม่ขาดทุนหรือที่มีรายได้ดีที่สุดตอนนี้ก็เป็นสถานีโทรทัศน์ ดิจิทัลที่มีรายการข่าว มีสารคดีในเรื่องข่าว มีรายการที่เกี่ยวกับการบ้านการเมือง เศรษฐกิจ ที่คนนิยมดู มีพิธีกรที่เก่งกล้าก็แล้วกันนะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้การทําทีวีก็จึงอยู่ที่เรื่องของ บุคลากรเรื่องของความคล่องตัว ความอ่อนตัวในการปรับเปลี่ยนรายการต่าง ๆ ผมเองเคยเป็น เลขานุการของช่อง ๕ ถึง ๕ ปีครึ่ง เป็นบอร์ด (Board) ช่อง ๕ ประมาณ ๑๒ – ๑๓ ปี เพราะฉะนั้นก็เป็นคนที่ปฏิรูปทีวีช่อง ๕ ปรับเปลี่ยนจากเจ้ากรมสื่อสารทหาบกหรือเจ้ากรม การทหารสื่อสาร มาเป็นผู้ที่เหมาะสม ไม่จําเป็นต้องเป็นเจ้ากรมการทหารสื่อสาร ก็จึงทําให้ ช่อง ๕ มีความอ่อนตัวขึ้นในการทํางาน ตั้งแต่ปี ๒๕๓๖ เป็นต้นมา มีบุคลากรที่เราสามารถ ผู้บัญชาการทหารบกสามารถคัดสรรได้ ปรับเปลี่ยนได้ แล้วก็มีการบริหารงานที่คล่องตัว แต่เมื่อเปรียบเทียบกับทางเอ็นบีที (NBT) แล้วต่างกันมาก ถึงจะดูเหมือนว่าเป็นราชการ เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราก็เห็นใจนะครับ ทีนี้ข้อเสนอของกรรมาธิการเรื่องการเป็นเอสดียู (SDU) เป็นหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ ทําไมถึงเสนอมา ๒ – ๓ ครั้ง ทําไมถึงเข้าไป ครม. ๒ – ๓ ที แล้วไม่ได้รับอนุมัติให้จัดตั้ง หรือจัดปรับรูปแบบ ผมคิดว่าคนที่อยู่ในช่อง ๑๑ เองนี้คงไม่เห็นด้วย เพราะการปรับเปลี่ยน สถานะเขานี้ถึงจะมาอ้างว่าคุณก็ยังมีตําแหน่งอยู่ แต่คุณมาอยู่ตรงนี้ทํางานตรงนี้ไป มันต่างกันเยอะครับ คนที่อยู่ในระบบราชการนี้มา แล้วก็มีหลายสิ่งหลายอย่าง มีสวัสดิการ มีอะไรต่าง ๆ เขาก็ยังอยากจะอยู่ในระบบอย่างนั้น แล้วถ้าเผื่อมาแบบเป็นเอกชนเลย จ่ายเงินเขา ๓ เท่า ๕ เท่ามันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งนะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้จึงเป็นปัญหาที่ว่า การจะมาเป็นเอสดียู (SDU) จึงไม่ประสบความสําเร็จ และเอสดียู (SDU) เองก็มีปัญหา ในตัวของมันเอง ปัจจุบันนี้มีอยู่แค่ ๒ หน่วยงานเล็ก ๆ เท่านั้นเองที่ใช้เอสดียู (SDU) อยู่ ในข้อกําหนดของความเป็นเอสดียู (SDU) นั้นท่านก็ไม่สามารถตั้งงบประมาณมาสนับสนุนได้ ยกเว้นในปีแรก ทุกวันนี้ช่อง ๑๑ นี้ตั้งงบประมาณผ่านกรมประชาสัมพันธ์เข้ามาสนับสนุน ทั้งด้านสาธารณูปโภค ทั้งด้านเงินเดือน การปรับปรุงเครื่องส่งต่าง ๆ อุปกรณ์เครื่องใช้ ใช้งบประมาณทั้งนั้น ถ้าเป็นเอสซียู (SCU) ท่านทําได้เฉพาะปีแรก ปีต่อ ๆ ไปท่านทําไม่ได้ครับ อันนี้จึงมีหลายหน่วยงานที่เราเสนอในที่ประชุมแห่งนี้ที่พอผมพูดเอสซียู (SCU) เขาก็ไม่เอาเลย เพราะเขาบอกมันเอาเงินเขามาสนับสนุนไม่ได้ เงินงบประมาณไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้น ความเป็นเอสซียู (SCU) นี้เป็นรูปแบบพิเศษที่มีข้อจํากัดอยู่ในบางเรื่องบางราวเหมือนกัน จึงไม่ได้ถูกนําไปใช้มากมายเหมือนองค์การมหาชน แต่ผมก็เข้าใจได้ว่าช่อง ๑๑ หรือเอ็นบีที (NBT) ก็น่าจะยังอยู่ในกรมประชาสัมพันธ์เป็นหน่วยงานสถานีโทรทัศน์ที่เป็นหลักของรัฐบาล ของภาครัฐ ในการเป็นเครือข่ายที่ใช้ประโยชน์ในการประชาสัมพันธ์ ในการสร้างภาพลักษณ์ ในการส่งเสริมความมั่นคงของสถาบันหลักของประเทศตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ แล้วก็ยังเป็น สถานีโทรทัศน์แบบสาธารณะในรูปแบบที่ ๓ ที่ กสทช. กําหนดไว้ในกฎหมายนี้ ซึ่งก็เป็น ข้อกําหนดให้ท่านจะต้องทําอะไรได้บ้าง ทําอะไรไม่ได้ เพราะฉะนั้นการจะไปแข่งขันกับ ทีวีเสรีนั้นผมก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะไปพิจารณาในประเด็นนั้น ข้อเสนอปฏิรูปของท่าน คือบางเรื่องพอมันเปลี่ยนเป็นเอสดียู (SDU) ไม่ได้ข้อเสนอการปฏิรูปมันก็ยาก เช่น การจะให้ เงินเพิ่มสําหรับบุคลากรบางกลุ่ม บางคนต่าง ๆ นานา อันนี้ผมคิดว่าท่านก็ต้องกลับไปคิดใหม่ นะครับว่าถ้าไม่เป็นเอสดียู (SDU) แล้วมันจะเป็นอะไรดีที่มันจะมีความเป็นอิสระในเรื่องของ การเบิกจ่าย ในเรื่องของการจ้างบุคลากรหรือการจัดซื้อจัดหาต่าง ๆ แต่ข้อหนึ่งที่ท่านเสนอ ในเรื่องการแบ่งรูปแบบรายการเป็น ๖๐ : ๔๐ คือ ๖๐ สถานีทําเอง และ ๔๐ ให้หน่วยราชการอื่น หรือภาคเอกชนมารับผิดชอบดําเนินการ ผมคิดว่าในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในมาตรา ๓๕ วรรคห้า จะมาสนับสนุนแนวคิดของท่าน มาตรา ๓๕ วรรคห้า กล่าวว่า การให้เงินหรือทรัพย์สินอื่นเพื่อ อุดหนุนกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นของเอกชน รัฐจะกระทํามิได้ หน่วยงานของรัฐ ที่ใช้จ่ายเงินหรือทรัพย์สินให้สื่อมวลชนไม่ว่าเพื่อประโยชน์ในการโฆษณา หรือประชาสัมพันธ์ หรือเพื่อการอื่นใดในทํานองเดียวกันต้องเปิดเผยรายละเอียดให้คณะกรรมการตรวจเงิน แผ่นดินทราบตามนโยบายที่กําหนดและประกาศให้ประชาชนทราบด้วย ด้วยข้อกําหนดนี้ ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่เราใช้อยู่นี้จะทําให้ส่วนราชการนี้จะหันกลับมาหาเอ็นบีที (NBT) เพิ่มมากขึ้น เพราะถ้าเขาจะไปโฆษณาอะไร คือทุกส่วนราชการในประเทศไทยมีงบ ประชาสัมพันธ์เราทราบดี แล้วเขาก็เลือกสื่อที่เขาอยากจะใช้ไปลงหนังสือพิมพ์บ้าง อะไรบ้าง แต่ต่อไปนี้พอโดนข้อนี้เข้าผมว่าเขาถอยกันไปเยอะ จะต้องมาแจงต่อ สตง. ประกาศให้ ประชาชนว่าเขาไปโฆษณาหนังสือพิมพ์ฉบับนี้กี่หน้า เป็นเงินเท่าไร กี่วันต่าง ๆ เพราะฉะนั้น เอ็นบีที (NBT) นี้จะได้อานิสงส์จากข้อกําหนดนี้ของรัฐธรรมนูญ มันก็อยู่ที่ว่าท่านจะสามารถ ทํารายการ แบ่งรายการอย่างที่กรรมาธิการเสนอให้เป็นที่รองรับความต้องการของหน่วย ราชการ แล้วก็มีการช่วยการผลิตอย่างที่ท่านบอกแล้ว เอ็นบีที (NBT) นี้มีเครือข่ายที่ใหญ่โตมาก มีสถานีลูกอยู่ในภูมิภาคถึง ๘ แห่ง สามารถสนับสนุนการทําข่าว การผลิตรายการต่าง ๆ ได้ และผมก็ไปมาเกือบทุกแห่งแล้ว สถานีแต่ละแห่งก็มีความกว้างขวางใหญ่โตและทันสมัย บุคลากรก็ดูใช้ได้ทั้งนั้น ฉะนั้นผมก็คิดว่าการเสนอปรับปรุงเอ็นบีที (NBT) ที่ให้มีคณะกรรมการขึ้นมาก็น่าจะลองดู มีคณะกรรมการมาปฏิรูป มาคิดว่าเราจะปฏิรูปเอ็นบีที (NBT) ให้เป็นหน่วยงานแบบไหน ปัจจุบันนี้มันมีกฎหมายที่เราสามารถจะออกให้เป็นหน่วยงานอิสระก็ได้ แล้วก็มาสังกัดอยู่ กรมประชาสัมพันธ์ ไม่จําเป็นจะต้องเป็นรูปแบบที่มีอยู่เลย มีกฎหมายหลายฉบับที่ออกมาใช้ ในปัจจุบันนี้กําหนดให้หน่วยงานของรัฐเป็นหน่วยงานอิสระ มีรูปแบบที่ไม่ใช่องค์การมหาชน ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ผมคิดว่าอยากให้ไปในรูปแบบนั้นมากกว่า ก็ยกร่างกฎหมายออกมา แล้วก็ให้สังกัดอยู่กรมประชาสัมพันธ์ก็จะมีความอ่อนตัว แล้วก็จะสามารถดําเนินการในการ ปฏิรูปตามข้อเสนอของท่านได้ในหลาย ๆ เรื่อง ทั้งเรื่องการแบ่งเวลาในการผลิต ทั้งการจ้าง การรับจ้างผลิต ทั้งการจ้างบุคลากรที่มีความสามารถเข้ามาทํางานที่ท่านสามารถจะให้ แรงจูงใจเขาได้มากกว่าความเป็นข้าราชการ ก็ขอให้กําลังใจ แล้วก็คิดว่าเราก็ควรจะปฏิรูป หรือปรับปรุงช่อง ๑๑ ให้เป็นที่ยอมรับของพี่น้องประชาชนมากขึ้นเพื่อเขาจะได้มาติดตาม ข่าวสาร ซึ่งเป็นข่าวสารที่สําคัญที่ประชาชนควรจะรับทราบ ขอบพระคุณครับ