ประยูร ชี้ปัญหาขาดแรงงานทักษะสูง กระทบลงทุนและไทยแลนด์ 4.0

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๙ · ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๐

ประยูร เชี่ยววัฒนา หารือประเด็นการปฏิรูปการผลิตกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อรองรับประเทศไทย 4.0 โดยชี้ปัญหาความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานแรงงาน ทั้งการขาดแคลนแรงงานมีทักษะในสาขาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมสำคัญ ขณะที่ระบบการศึกษาผลิตบัณฑิตเกินความต้องการตลาด โดยเฉพาะสายสังคม และขาดการเชื่อมโยงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม จึงเรียกร้องให้มีการปรับโครงสร้างการศึกษา ทบทวนหลักสูตร และส่งเสริมทักษะปฏิบัติจริง เพื่อดึงดูดการลงทุนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม

นายประยูร เชี่ยววัฒนา กรรมาธิการ

ขอบพระคุณครับท่านประธาน กราบเรียนท่านประธาน เรียนท่านสมาชิก สปท. ที่เคารพรักทุกท่าน วันนี้ผมขอใช้เวลา สักประมาณ ๒๐ – ๒๕ นาที เพื่อนําเสนอในประเด็นปฏิรูปการพัฒนาและเพิ่มกําลังคน ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ประเทศที่ยั่งยืนนะครับ สาระสําคัญที่ผมจะขออนุญาต นําเสนอวันนี้ก็มุ่งที่จะให้มีการปฏิรูปให้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตกําลังคน ของประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีลักษณะที่อาจจะบิดเบี้ยว เพื่อให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถ ในการแข่งขันในเวทีโลก ทั้งทางด้านเกษตร อุตสาหกรรม และการบริการ เพื่อให้เกิด ความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันการที่เราสามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างบุคลากร ภายในประเทศของเราย่อมนําพาไปสู่การที่เราสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มใหม่ ๆ ซึ่งอดีตที่ผ่านมา เราจะถูกจํากัดนะครับ ซึ่งจะนําไปสู่ความมั่งคั่งภายในประเทศ และทั้ง ๒ องค์ประกอบนี้ จะเป็นรากฐานที่ทําให้การพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของประเทศมีความยั่งยืน

ผมขออนุญาตเรียนว่าในการนําเสนอคราวนี้ ขอเรียนถึงความเป็นไปเป็นมา ให้ท่านสมาชิกทุกท่านทราบเล็กน้อย เอกสารที่นําเสนอวันนี้เราผ่านการพิจารณา จากคณะทํางาน เรามีการประชุมทั้งหมด ๖ ครั้ง ตั้งแต่เดือนเมษายนจนถึงกลางเดือน มิถุนายน ๖ ครั้งนี้เราเชิญผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประกอบด้วย ภาคอุตสาหกรรม ก็คือผู้ใช้ บุคลากร ภาคการผลิตตั้งแต่อาจารย์ ผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา อาชีวศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงผู้ที่ดูแลทางด้านนโยบาย สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สํานักงบประมาณ เพื่อให้เขาเข้าใจบริบท ช่วยในการพิจารณาว่าเราจะดูแลประเด็นปัญหานี้อย่างไร เราใช้ เวลานั้นประชุมเสร็จและเราก็สรุปความเห็นเบื้องต้นจากสิ่งที่เรารับฟังมา แล้วก็จัดสัมมนา อย่างที่ท่านประธานอาจารย์วิวัฒน์พูดไป เรามีการสัมมนาครั้งใหญ่ เมื่อวันที่ ๒๙ มิถุนายน โดยเรียนเชิญท่านรองนายกรัฐมนตรี พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง ท่านมาเป็นประธาน ในการสัมมนา วันนั้นก็มีผู้เข้าร่วมประมาณ ๑๕๐ ท่าน จากทุกวงการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เขา ระดมความเห็น วิจารณ์ รวมทั้งให้ความเห็นเพิ่มเติม ก็เป็นเอกสารที่วางอยู่ให้กับท่านสมาชิก ทุกท่านนะครับ วันนี้ผมขออนุญาตเป็นตัวแทนของคณะทํางานเพื่อนําเสนอ แล้วก็หวังว่า จะได้รับความกรุณาจากท่านสมาชิกให้ความเห็นเพิ่มเติม ปรับแก้ หรือชี้แนะ เพื่อสามารถ ทําให้ข้อเสนอการปฏิรูปนี้มีความครบถ้วนสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ขอสไลด์ (Slide) ครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

สิ่งที่ผมจะนําเสนอวันนี้ มีองค์ประกอบสําคัญอยู่ ๓ ส่วน สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ อันนี้ขออนุญาตนํารายชื่อ คณะทํางาน แล้วก็อันนี้คือประเด็นการนําเสนอมีอยู่ ๖ หัวข้อ ซึ่งจะเป็นประเด็นตอบคําถาม ๒ คําถาม ๓ หัวข้อแรกคือจะตอบคําถามว่าทําไมต้องเอาเรื่องพวกนี้มาพูด เรื่องพวกนี้มันรู้ กันมานานแล้วไม่ใช่หรือ แล้วอย่างไร ส่วน ๓ หัวข้อหลังนี้จะตอบคําถามว่าแล้วเราจะทํา อย่างไร ถ้าอันนี้คือปัญหาจริง ๆ ของประเทศชาตินะครับ ผมจะขออนุญาตลําดับความแล้วก็ นําเสนอท่านสมาชิกดังต่อไปนี้ครับ

จุดเริ่มต้นที่เราต้องพูดถึงเรื่องนี้ ก็คือประเทศไทย ๔.๐ ซึ่งเป็นนโยบายหลัก สําคัญอันหนึ่งของประเทศ คําถามก็คือเราจะไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร มีการพูดกันมากมาย แล้วประเทศไทย ๔.๐ เงื่อนไขความสําเร็จอยู่ที่ไหน สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ เราก็ไปกลั่นกรอง เอาสิ่งซึ่งมีการเขียนขึ้นโดยผู้ที่อาจจะเป็นเบรน (Brian) ท่านหนึ่งในการผลักดันนโยบายนี้ คือดอกเตอร์สุวิทย์ องค์ประกอบที่ท่านพูดถึงมี ๔ องค์ประกอบ

องค์ประกอบแรก ก็คือเปลี่ยนภาคเกษตรจากเกษตรดั้งเดิมไปสู่เกษตร ที่มีบริหารจัดการและใช้เทคโนโลยี ก็คือทําให้เกษตรมีบุคลิกภาพมากขึ้น มีการแตกต่าง ไม่ใช่ทุเรียนที่ไหนก็เหมือนกัน แต่จะมีทุเรียนซึ่งมีความแตกต่างตามพื้นที่ ราคาจะมีคุณค่า ต่างกัน แล้วก็สร้างมูลค่าเพิ่มขึ้น

ประเด็นที่ ๒ ก็คือเปลี่ยนแปลงภาคอุตสาหกรรม ขนาดกลาง ขนาดย่อม ซึ่งมีการจ้างงานถึง ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ของประเทศ แต่ผลิตรายได้ไม่ถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เศษ ๆ ทําอย่างไรให้คนกลุ่มนี้ อุตสาหกรรมเหล่านี้มีกําลังการผลิต มีการสร้างมูลค่าเพิ่ม ได้มากกว่านี้ อันนั้นก็จะเป็นกําลังขับเคลื่อนประเทศไทยที่สําคัญได้ อันนี้คือประเด็นที่ ๒

ประเด็นที่ ๓ ก็คือประเด็นที่ทําอย่างไรเราจะเปลี่ยนแปลงกิจการบริการ อย่างการท่องเที่ยว ทําอย่างไรให้การท่องเที่ยวของเรามีความหลากหลาย มีมูลค่า ทําให้คน สนใจ ไม่ใช่มาเพราะมันราคาถูก แต่มาเพราะมีอะไรที่ทั้งโลกเขาหาไม่ได้ อันนี้ก็จะเป็น สิ่งซึ่งนําไปสู่มูลค่าเพิ่มอันที่ ๓

ทีนี้สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ องค์ประกอบทั้ง ๓ เรื่อง ซึ่งเป็นองค์ประกอบ เพื่อพาไปสู่ความสําเร็จจะเกิดไม่ได้ ถ้าองค์ประกอบที่ ๔ เป็นไปไม่ได้ ก็คือเราต้อง เปลี่ยนแปลงจากประเทศซึ่งใช้แรงงานทักษะต่ําไปสู่ประเทศซึ่งใช้แรงงานที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทักษะสูง และภาพนี้ผมคิดว่าสะท้อนให้เราเห็นชัดเจนเมื่อสัก ๑ – ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมา แรงงานจํานวนหนึ่งที่เข้ามาอาจจะผิดกฎหมาย ออกนอกประเทศ ประมาณ ๒๐,๐๐๐ – ๓๐,๐๐๐ คน แล้วก็มีการพูดกันมากมายว่าเศรษฐกิจไทยจะมีปัญหา กระทบอย่างแรง อันนั้นคือสิ่งซึ่งชี้ให้เราเห็นว่าปัจจุบันประเทศไทยยังไม่อยู่ในขั้นตอนของสิ่ง ซึ่งเรียกว่า มีการเปลี่ยนแปลงจากแรงงานทักษะต่ําไปสู่แรงงานทักษะสูง เพราะฉะนั้นอันนี้ ทั้ง ๔ ประเด็นคือประเด็นสําคัญ ประเด็นชี้ขาดว่าเราจะไปสู่ประเทศไทย ๔.๐ ได้หรือไม่ได้ แล้วตัวที่เป็นปัจจัยสําคัญที่สุดก็คือกําลังคน ซึ่งเป็นเรื่องสําคัญที่สุดในทุกภารกิจสําคัญ

สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ คราวนี้ผมขอถอยมานิดหนึ่ง เพื่อมาดูว่าเพื่อนของเรา พันธมิตรทางธุรกิจของเรา สหรัฐอเมริกา เยอรมัน ญี่ปุ่น เขามองเราอย่างไร ในประเด็น ที่เมื่อกี้ผมเรียนท่านสมาชิกไปนะครับ เรื่องนี้เกิดขึ้นประมาณ ๑๐ ปีมาแล้ว เท่าที่ผมเช็ก (Check) ดูในอินเทอร์เน็ต (Internet) ตั้งแต่ปี ๒๐๐๗ จนถึงปี ๒๐๑๗ มีการพูดถึงอย่างน้อย ๓ ครั้ง โดยพันธมิตรทางธุรกิจที่สําคัญของเรา ๓ ประเทศ อันแรกสุดก็คือหอการค้าสหรัฐ ในวารสารที่เขาลง เขามีการให้สัมภาษณ์ แล้วก็เขียนพาดพิงถึงปัญหานี้ ในนี้เขียนชัดเจน การขาดแคลนวิศวกรและแรงงานที่มีทักษะ มีผลในการชะลอการลงทุนจากต่างประเทศ ส่งผลให้บริษัทต่าง ๆ ทําการประเมินความดึงดูดใจด้านการลงทุนของประเทศไทยใหม่ ซึ่งอันนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ถ้าเขาเริ่มไม่มั่นใจกับประเทศไทย เราก็คงพอจะทราบว่ามันจะกระทบ เราอย่างไร

สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ ประมาณ ๖ ปี หลังจากนั้น ปี ๒๐๑๓ อันนี้เป็น หอการค้าเยอรมัน มิสเตอร์เฮกเคาน์ซัน ได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์เนชั่น ก็พูดอะไรคล้าย ๆ ย้ําว่าประเทศไทยควรให้ความสําคัญในลําดับต้นต่อการพัฒนาการศึกษาเพื่อรองรับการ ขยายตัวของอุตสาหกรรม ไม่เช่นนั้นการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ อันได้แก่วิศวกรและช่าง จะลดความเชื่อมั่นของนักลงทุน เพราะเขาลงทุน เขาไม่ใช่ลงทุน ๑,๐๐๐ – ๒,๐๐๐ ล้านบาท เขาลงทุนเป็นหมื่น ๆ ล้าน และเป้าหมายเขาจะอยู่กับเราเป็นสิบ ๆ ปี ถ้าเขามองไม่เห็น ในอนาคตว่ากําลังคนเราจะสามารถรองรับได้ ความเชื่อมั่นในการลงทุนย่อมจํากัดนะครับ ตอนท้ายเขาพูดเพิ่มเติมนิดหนึ่งตรงบรรทัดสุดท้ายว่า ปัญหาการขาดแคลนแรงงานได้รับ การกล่าวถึงมาเป็นเวลาหลายปี โดยนักลงทุนต่างประเทศจํานวนมาก ประเทศไทยยังไม่ได้ มีแนวทางที่เป็นรูปธรรมในการแก้ปัญหาแต่อย่างใด ซึ่งอันนี้ก็เป็นอะไรที่สะท้อนว่าในช่วง ๗ – ๘ ปีที่ผ่านมา เกือบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ อันนี้คือสิ่งซึ่งเกิดในปัจจุบันเมื่อต้นปีนี้เอง ผมมี โอกาสเข้าร่วมประชุมกับท่านรัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กับสภา หอการค้าญี่ปุ่น เขาก็รายงานมา ซึ่งอันนี้คือสภาพที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย เขาสํารวจ อุตสาหกรรมญี่ปุ่น ๒๗๗ แห่ง ถามถึงปัญหาการขาดแคลน คําตอบก็คือว่า ๖๖ เปอร์เซ็นต์ ของโรงงานเหล่านั้นบอกว่าเขาหาวิศวกรไม่ได้ ๒๑ เปอร์เซ็นต์บอกว่าหาช่างเทคนิคไม่ได้ อันที่ผมคิดว่าน่าจะทําให้เรารู้สึกวิตกหรือตระหนก ก็คือบรรทัดสุดท้าย เขาต้องการวิศวกร ที่ทําวิจัยและพัฒนา แต่เขาหาไม่ได้ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอันนี้ผมคิดว่าอันนั้นคือโอกาสทอง ของเราที่บริษัทต่างชาติต้องการขึ้นไปสู่ต้นน้ํา สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ แต่เขา หากําลังคนที่จะทําสิ่งนั้นให้เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะฉะนั้น ๓ อันนี้ก็จะเป็นตัวสะท้อนให้เรา เห็นว่ามิตรของเราเขาพบประเด็นอะไรบ้างเกี่ยวกับเรื่องแรงงานที่มีทักษะในประเทศไทย

สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ คราวนี้ขออนุญาตกลับมาดูข้อเท็จจริง เราพูดถึงว่า เราจะไปสู่ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) อย่างไร อะไรคือปัจจัยสําคัญ เพื่อนเราเตือนเรา อย่างไร ทีนี้เรามาดูข้อเท็จจริงว่าจริง ๆ มันเกิดอะไรขึ้นบ้างในประเทศไทย อันนี้เป็นเอกสาร ในหนังสือพิมพ์ที่พูดถึงสภาวะการจ้างงาน ก็บอกว่า กลุ่มสายงานวิศวกรในปี ๒๕๕๘ ซึ่งในเร็ว ๆ นี้นะครับ ติดอันดับเป็นอาชีพสุดฮอต (Hot) ที่มีการลงประกาศรับสมัครงาน ต่อเดือนประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าอัตรา แต่รับได้จริงประมาณ ๘,๐๐๐ อัตรา ก็คือประมาณ ๑๐,๐๐๐ กว่าอัตรานี้ต้องประกาศไปเรื่อย ๆ เพื่อจะหา บางครั้งอาจจะต้องใช้เวลาถึง ๓ เดือน ๖ เดือนกว่าจะได้

สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ อันนี้เป็นตัวเลขของธนาคารไทยพาณิชย์ที่ผมได้มา เป็นข้อมูลที่แสดงให้เห็นสภาพการจ้างงานในประเทศไทย สีเขียวกับสีส้ม ๆ นี้คือแรงงาน ไร้ฝีมือ ม. ๓ ถึง ม. ๖ ดูคอนสทรักชัน (Construction) สิครับ คอนสทรักชัน (Construction) ประมาณเกือบ ๙๐ เปอร์เซ็นต์เป็นแรงงานเหล่านั้น อาหารก็คล้าย ๆ กัน อาหารประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ อุตสาหกรรมซึ่งพอจะมีแรงงานที่มีฝีมือทํางานเยอะหน่อยก็จะเป็นยานยนต์ ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ อันนี้คือสภาพว่าในบ้านเรา เรามีการจ้างงานอย่างไร

สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ คราวนี้มาดูทางด้านอุปทาน ภาคการศึกษาของเรา มีการผลิตบุคลากรอย่างไรเพื่อป้อน เพื่อสนับสนุนในสิ่งซึ่งเราต้องการไปสู่ประเทศไทย ๔.๐ ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขค่อนข้างล่าสุด ประมาณปี ๒๕๕๘ ปี ๒๕๕๙ สัดส่วนเด็กที่จบมัธยมต้น เข้าเรียนสายสามัญต่อสายอาชีพ สายสามัญประมาณ ๖๕ เปอร์เซ็นต์ สายอาชีพ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ สัดส่วนนี้ถ้าเทียบกับประเทศสิงคโปร์ ประเทศฟินแลนด์ หรือประเทศ เยอรมนีผิดกันเยอะ ประเทศเหล่านั้นอย่างน้อยครึ่งต่อครึ่ง หรือถ้าประเทศเยอรมนี ดีไม่ดี อาจจะถึงมากว่าด้วยซ้ํา ๖๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ที่เรียนสายอาชีพ แต่ของเราส่วนใหญ่คือเรียน สายสามัญ คําถามคือเราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ปัญหาที่ ๒ สัดส่วนผู้จบปริญญาสายสังคม ต่อสายวิทยาศาสตร์ คือเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเสร็จแล้ว ส่วนใหญ่เลือกเรียนสายสังคม ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่ผมได้มาจากเว็บ (Web) นะครับ กระทรวงศึกษาธิการ โดย สกอ. ให้ตัวเลข ที่น่ากลัวกว่านี้ เขาให้ตัวเลขประมาณ ๗๐ : ๓๐ ตัวเลขที่ผมมีคือ ๖๒ : ๓๓ แต่ตัวเลข กระทรวงศึกษาธิการคือ ๗๐ : ๓๐ เขาก็พูดว่าเขาพยายามจะแก้ แต่ตัวเลขเลวร้ายลง และอัตราการไม่มีงานทําของบัณฑิตร้อยละ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ก็คือเราผลิตบุคลากรออกมา แต่เป็นบุคลากรซึ่งตลาด อาจจะไม่มีความต้องการนะครับ

สไลด์ (Slide) ถัดไป อันนี้ก็จะเป็นข่าวซึ่งเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้เมื่อ ๑ ปีก่อนหน้านี้ เป็นข่าวที่ลงในหนังสือพิมพ์ เข้าใจว่ามติชน วันที่ ๙ กรกฎาคม ปีที่แล้ว ผู้ที่ให้สัมภาษณ์ ก็เป็นรองเลขาธิการ สกอ. ในขณะนั้น ท่านสรนิต ศิลธรรม บอกว่าเด็กที่จบมาไม่มีงานทําถึง ประมาณ ๒๗ เปอร์เซ็นต์

สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ อันนั้นคือภาพทั้งหมดว่าทําไมคณะทํางานถึงคิดว่า เราจําเป็นต้องมาพูดถึงเรื่องนี้ หาทางออกเพื่อแก้ปัญหานี้นะครับ

ทีนี้ก่อนจะไปถึงจุดนั้นผมขออนุญาตพูดถึงผลกระทบสักเล็กน้อยนะครับ ผลกระทบจากการขาดแคลนบุคลากร ขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ เกิดอะไรขึ้น สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ ผมขอยกกรณีรูปธรรมอันหนึ่งซึ่งคงไม่ใช่เรื่องเดียว แต่อันนี้เป็นเรื่องที่ ค่อนข้างใหญ่ บริษัทฮาร์ดดิสก์ (Hard disk) บริษัทหนึ่ง เมื่อประมาณเกือบ ๑๐ ปีที่แล้ว มีความประสงค์จะขยายไปสู่ต้นน้ํา ก็คือผลิตวัตถุดิบขึ้นในประเทศไทยเพื่อซัปพอร์ต (Support) ให้กับอุตสาหกรรมที่อยู่ในเมืองไทย ปรากฏว่าหลังจากที่เขาสํารวจกําลังคนที่มี บุคลากรที่ผลิตออกมาเขาตัดสินใจไม่ลงทุนในประเทศ เลือกประเทศสิงคโปร์และประเทศ มาเลเซียแทน คราวนี้ผลกระทบ ผมลองประเมินคร่าว ๆ โอกาสที่เราจะขึ้นต้นน้ํา หมด นั่นคือโอกาสที่ดีที่จะทําให้อุตสาหกรรมอยู่กับเราอย่างยั่งยืนมากขึ้น เงินลงทุนอย่างน้อย ๆ ๔๐,๐๐๐ – ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้คือตัวเลขประมาณการนะครับ หายไป การจ้างงาน นับพัน ๆ คน ทั้งแรงงานฝีมือ ไม่มีฝีมือ ส่วนใหญ่คือแรงงานมีฝีมือ อันที่สําคัญกว่านั้นก็คือ การจ้างงานนักวิทยาศาสตร์ วิศวกรที่สามารถช่วยในการวิจัยพัฒนา ซึ่งเราอยากจะขึ้นบันได ขั้นนั้น ทําไม่ได้ อันต่อมาก็คืองานใหม่ ๆ งานวิเคราะห์ทดสอบ งานสําหรับนักเคมี ฟิสิกส์ ก็ไม่มีโอกาสเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นอุตสาหกรรมรองรับอื่น ๆ ก็ไม่เกิด อันนี้คือผลกระทบที่ เกิดขึ้นเพราะการลงทุนไม่เกิดในประเทศไทย

คราวนี้ผมขออนุญาตลองสรุปผลกระทบโดยภาพรวม โดยภาพรวมผมคิดว่า สิ่งซึ่งจะเกิดขึ้นถ้าเราไม่ทําอะไรที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสําคัญ อันแรกสุดก็คือ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศย่อมจะลดทอนลงเรื่อย ๆ ตัวเลขที่เห็นชัดเจนก็คือ การลงทุนในประเทศไทยเมื่อเทียบกับอินโดนีเซียของเราจะลดลง อินโดนีเซียเพิ่มขึ้น เพราะ เขาไม่ได้ลงทุนเพียง ๑ – ๒ ปี เขาลงทุนเป็น ๑๐ ปี เขาก็มองไม่เห็นฝั่งว่าเรามีคนที่ซัปพอร์ต (Support) เขาได้ โอกาสเขาจะลงทุนต่อก็จะยาก อันที่ ๒ ซึ่งผมคิดว่าสําคัญพอ ๆ กัน หรืออาจจะมากกว่าคือโอกาสลงทุนในอุตสาหกรรมซึ่งใช้เทคโนโลยี ซึ่งผมใช้คําว่า เทคโนโลยี พลิกเปลี่ยนคือดิสรัปทิป (Disruptive) คือเทคโนโลยีซึ่งจะทําให้เกณฑ์ในการแข่งขัน กติกา ในการแข่งขันเปลี่ยนไปอย่างหน้ามือหลังมือ อย่างพวกดิจิทัล พวกออโตเมชัน (Automation) ถ้าเขาไม่มีคนเขาก็ไม่มากับเรา เมื่อไม่มากับเรา พื้นฐานที่เราจะแข่งก็ยิ่งอ่อนแอมากขึ้น อันถัดไปก็คืออุตสาหกรรมที่มีอยู่เดิม ซึ่งจริง ๆ ถ้าเขาจะแข่งได้เขาต้องขึ้นต้นน้ําเพื่อให้เขา สามารถมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เมื่อเขาขึ้นต้นน้ําไม่ได้เขาก็ถูกกดดันมากขึ้น หลายประเทศก็เริ่ม โยกย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่น แล้วผมคิดว่าอันที่ ๔ อันที่สําคัญอันสุดท้าย แต่ผมเชื่อว่า เป็นอันที่สําคัญที่สุดสําหรับประเทศไทย คืออุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมของไทย ถูกกดดันและบีบคั้นอย่างหนัก เข้าหาคนไม่ได้ เขาเกือบไม่มีโอกาสโต เขาเกือบไม่มีโอกาสที่ จะทํางานที่เขาอยากจะทําเพราะเขาจ้างไม่ได้ สมมุติจ้างได้สักพักหนึ่งก็มีคนดึงไป เพราะถ้า ตรงนี้เราไม่แก้โอกาสที่เราจะทําให้เรื่องอุตสาหกรรมขนาดกลาง ขนาดย่อม เราโตและเป็น รากแก้วของสังคมเศรษฐกิจประเทศก็คงไม่ใช่เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ง่ายนะครับ

สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ คราวนี้ผมขอกลับมาดูเรื่องปัญหาเชิงระบบว่าอะไร คือปัญหาจริง ๆ ที่ทําให้เกิดสิ่งซึ่งเราพูดกันมา ๑๐ กว่านาทีที่ผ่านมา อันที่ ๑ ก็คือความไม่ สมดุลของอุปสงค์กับอุปทาน มีการผลิตบางอย่างมากแต่ความต้องการมีน้อย บางอย่างที่มี คนต้องการมากแต่การผลิตก็ไม่มี อันที่ ๒ ความไม่สมดุลของสาขาวิชาที่ผลิต อันที่ ๓ ความไม่คล่องตัวหรือความล่าช้าในการปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนหรือหลักสูตรไปสู่ สาขาวิชาใหม่ ๆ อันที่ ๔ คณาจารย์ นักศึกษา และบัณฑิต ขาดทักษะการทํางานจริง อันนี้ ผมขีดเส้นใต้คําว่า คณาจารย์ ด้วยนะครับ ไม่ใช่เฉพาะนักศึกษา เพราะคณาจารย์ไม่น้อยที่ เราเรียนจากต่างประเทศกลับมาเมืองไทย แล้วเขาก็ทํางานอยู่มหาวิทยาลัย โดยที่เขาเกือบ ไม่เคยเจอไม่เคยเข้าใจสังคมอุตสาหกรรมของประเทศไทยเลย ทําอย่างไรจะทําให้เขาเข้าใจ ปัญหาประเด็นของประเทศไทยบ้าง และอันสุดท้าย ซึ่งอันนี้ก็สําคัญ ดี ไม่ดีอาจจะสําคัญกับ ๔ เรื่องแรก ก็คือในระยะยาวอินพุต (Input) ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเราจะถูก กดดันมากขึ้นเด็กสนใจน้อยลง เด็กสนใจเรียนอะไรซึ่งจบง่าย เราจะปรับค่านิยม ปรับแนวคิดนี้ อย่างไร อันนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่ ผมขออนุญาตมีภาพชิ้นหนึ่ง อันนี้เป็นตัวเลขซึ่งสภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทยทําร่วมกับทางสถาบันการศึกษาเปรียบเทียบดีมานด์ (Demand) และซัป พลาย (Supply) ของกลุ่มอาชีพ สีแดงคือกําลังการผลิต สีเขียวคือความต้องการ ณ ปัจจุบันนี้ มีกําลังการผลิตกลุ่มคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ๒๐,๐๐๐ กว่าคน แต่ความต้องการประมาณ ๘,๐๐๐ กว่าคน อันนี้ส่วนหนึ่งจะเห็นว่าบางอย่างมันล้าสมัยแล้วมันไม่จําเป็นต้องผลิต มากขนาดนั้น แต่ก็ยังผลิตอยู่ คือไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีกลไกการตลาดที่มาเรกูเลต (Regulate) เขาได้ ในด้านกลับกันช่างทางด้านอุตสาหการก็ดี ช่างทางด้านอุตสาหกรรมก็ดี เครื่องกลก็ดี กลับมีการผลิตน้อย แต่ความต้องการมีมาก ซึ่งในนี้บังเอิญไม่มีตัวเลข

สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ ตัวที่มีความสําคัญที่สุดต่อเราในอนาคตก็คือ เทคโนโลยีเหล่านี้ ซึ่งคือเทคโนโลยีในการแข่งขันในอนาคต แล้วเราต้องการที่จะดึง อุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามาในประเทศเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้น ในการฝึกอบรมบุคลากรของเราให้มีความรู้ความสามารถเพิ่มขึ้น นับตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมาแน่นอน บิ๊กดาต้า (Big Data) ในการใช้ดาต้า (Data) ในการวิเคราะห์ทั้งการตลาด ทางการแพทย์ก็ใช้ แม้แต่ทางงบประมาณก็เป็นประโยชน์ อินเทอร์เน็ต ออฟ ทิงส์ (Internet of Things) ในการสร้างระบบอัตโนมัติทําให้การผลิตของภาคอุตสาหกรรมมีความยืดหยุ่น มากขึ้น เอไอ (AI) อาร์ทิฟิเชียลอินเทลลิเจนต์ (Artificial Intelligent) ซึ่งอันนี้คือแบ็กออฟฟิศ (Back Office) ที่สําคัญที่สุดในเกือบทุกธุรกิจต่อไป และสุดท้ายโรโบติกส์ (Robotics) นะครับ

สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ ต่อไปก็จะเป็นข้อเสนอแนะเพื่อแก้ปัญหา เราก็มี การพูดคุยในการประชุมอย่างที่ผมเรียนไปแล้ว ๖ ครั้ง แล้วก็ไปจัดสัมมนารับฟังความคิดเห็น มีทั้งคอมเมนต์ (Comment) มีทั้งกระดาษส่งเข้ามามากมาย แล้วก็ไปปรับเปลี่ยนตามนั้น เราก็ได้เป้าหมายการแก้ไขอยู่ประมาณ ๕ ประเด็น ประเด็นแรก ก็คือทําอย่างไรจะสร้าง แรงจูงใจให้นักเรียนนักศึกษาของเราสนใจสายวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้น อันที่ ๒ ปรับสมดุลของ การเรียนต่อในสายสามัญต่อสายอาชีพ และสมดุลของการเรียนสายสังคมต่อสายวิทยาศาสตร์ ให้อยู่ในภาวะที่พอเหมาะพอสม ไม่ใช่เอียงเกินไป อันที่ ๓ สร้างสมดุลของการผลิตบุคลากร ให้สอดคล้องกับความต้องการ ไม่ใช่ผลิตมากเกินไป ขณะที่อีกบางสาขาก็ผลิตน้อยไป อันที่ ๔ เร่งรัดพัฒนาหลักสูตรสาขา ซึ่งจะตอบสนองต่อเทคโนโลยีใหม่ ๆ และสุดท้ายคือ พัฒนาระบบการเรียนการสอน คือพัฒนาระบบการศึกษาของเราเพื่อให้สอดคล้องกับระบบ ที่ดีที่สุดในโลก ก็คือ ๒ อัน อาชีวะนี้ก็คืออาชีวะทวิภาคี ส่วนอุดมศึกษาก็คือสหกิจศึกษา ซึ่งอันนี้เป็นที่ยอมรับทั่วโลก อันนี้คือกรอบใหญ่ ๆ เป้าหมายในการแก้ไข

ทีนี้จะมีกลไก กลไกนี้ผมเรียนท่านสมาชิกว่ามันจะมี ๓ กลุ่มใหญ่ ๆ กลไกแรก จะมี ๒ เรื่อง เราหวังว่าจะเรกูเลตซัปพลาย (Regulate Supply) เรกูเลต (Regulate) ผู้ผลิต ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ผลิตให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น อีก ๒ กลุ่มที่เหลือคือเป็น กลไกที่จะโน้มน้าวผู้เรียนให้มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และอีก ๒ กลไกที่เหลือเป็นกลไก เพื่อทําให้ระบบการศึกษาเราตอบสนองกับความต้องการของภาคเศรษฐกิจ ภาคสังคม ดียิ่งขึ้นครับ ๒ กลไกแรกที่ผมเรียนว่ามันน่าจะช่วยในการปรับพฤติกรรมของผู้ผลิตก็คือ กลไกด้านงบประมาณและกลไกการเปิดเผยข้อมูล กลไกด้านงบประมาณนี้เรามีการคุยกับ สํานักงบประมาณ ซึ่งสํานักงบประมาณก็เข้าใจและเห็นด้วย เพียงแต่ต้องหาวิธีทําให้เป็น รูปธรรม ก็คืองบประมาณควรจะไปยังหน่วยงานที่ผลิตบุคลากรที่สอดคล้อง ไม่ใช่ใครทํา อะไรก็ทําได้ และสุดท้ายคนออกมาล้นตลาดในบางสาขา และบางสาขาไม่พอ อันนี้อันที่ ๑ อันที่ ๒ ซึ่งมีทําในหลาย ๆ ประเทศที่ผมทราบ ในประเทศญี่ปุ่นมีทํา ในประเทศเยอรมนีก็มีทํา ก็คือให้สถาบันการศึกษาเปิดเผยข้อมูลว่าบุคลากรที่จบมานี้มีงานทํากี่เปอร์เซ็นต์ เอาให้ ชัดเจนเป็นตัวเลขนะครับ เพื่อจะได้เรกูเลต (Regulate) ตัวเขาเองว่าอันไหนที่เขามีเด็กไม่มี งานทํานี้เขาควรจะปรับไปใช้หลักสูตรอื่นเพิ่มเติม อันนี้ก็คือส่วนของผู้ผลิต

ทีนี้ในส่วนของนักศึกษา ผู้เรียนเราก็เสนออีก ๒ กลไก อันหนึ่งก็คือปฏิรูป ค่านิยมทางสังคมนะครับ คือปรับเปลี่ยนแนวคิดทั้งทางด้านการเรียนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการเรียนสายอาชีพ ทําให้เขาเห็นว่าการทํางานเป็นของมีเกียรติ นั่งโต๊ะอย่างเดียวไม่ใช่ เป็นของที่มีเกียรติเสมอไปนะครับ อันนี้คืออันแรก อันที่ ๒ ก็เป็นแรงจูงใจให้คนที่เรียน สายอาชีพนี้มีเพิ่มขึ้น ก็คือการปรับเส้นทางอาชีพให้กับผู้เรียนสายอาชีพ คืออาจจะต้องไปคุย กับสภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า เพื่อให้เขาเข้าใจว่าเขาจะต้องมีเส้นทางอาชีพให้กับ ผู้เรียนสายอาชีพดีเท่า ๆ กับผู้เรียนจบปริญญา ไม่เช่นนั้นคนที่อยากจะเรียนสายอาชีพ ก็จะถูกบั่นทอน ไม่อยากมาเรียนนะครับ กลไกที่ ๓ ก็คือกลไกในการปรับระบบการเรียน การสอน อันแรกก็คือความร่วมมือของประชารัฐ ตัวสําคัญที่สุดก็คือความร่วมมือในการ ทําให้อุปสงค์ อุปทาน มันแจ่มชัดขึ้น ปัจจุบันตัวเลขนี้ไม่ค่อยชัดเจน ถ้าร่วมมือกันได้ก็น่าจะ ดีขึ้น พัฒนาหลักสูตร ส่วนใหญ่ภาคอุตสาหกรรมจะเห็นเทคโนโลยีได้เร็ว ถ้ามีความร่วมมือ ตรงนี้ การพัฒนาหลักสูตรใหม่ ๆ ก็จะเกิดได้ดีขึ้น และอันสุดท้ายก็คือระบบการศึกษา ซึ่งจะทําให้เด็กสามารถจบมามีความมั่นใจ มีวินัย และทํางานได้ ที่พูดถึงนี่ไม่เฉพาะเจาะจง ว่าต้องเป็นช่าง สาขาเกษตร สาขาบริการก็ใช้ระบบนี้ได้ ก็คือระบบทวิภาคีและสหกิจศึกษา พัฒนาทักษะ และที่สําคัญคือพัฒนาความเชื่อมโยงของห้องเรียนกับโลกแห่งความเป็นจริง ทําให้ครูบาอาจารย์เข้าใจว่าอุตสาหกรรมประเทศไทยคืออะไร ต้องการอะไร และจะผลิต ให้สอดคล้องกับเขาได้อย่างไร อันนั้นคือทั้งหมดที่ผมกราบนําเรียนท่านประธานแล้วก็ ท่านสมาชิก และหวังว่าคงจะได้รับข้อคิดเห็นคําแนะนําที่เป็นประโยชน์ ขอบพระคุณครับ