อลงกรณ์ พลบุตร แจ้งผลการตรวจสอบองค์ประชุมและนำรายงานการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีฟิสิกส์อนุภาคเข้าสู่การพิจารณา ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงส่วนใหญ่ พร้อมทั้งชี้แจงบทบาทของ สทท. ภายใต้กฎหมายการประกอบกิจการวิทยุและโทรทัศน์เพื่อการสื่อสารเพื่อสาธารณะ และเสนอแนวทางการใช้ช่องรายการของ NBT ในการเผยแพร่ข้อมูลของหน่วยงานรัฐเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารกับประชาชน รวมถึงเสนอการใช้ทรัพยากรร่วมกันแทนการตั้งสถานีใหม่ ก่อนขอให้กรรมาธิการอภิชาต จงสกุล นำเสนอรายงานต่อที่ประชุมต่อไป
ขอบคุณท่านประธานและกรรมาธิการนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณา รายงานเรื่อง การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีฟิสิกส์อนุภาค หรือพาร์ติเคิลฟิสิกส์ (Particle Physics) แล้ว ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
สมาชิกได้ใช้สิทธิแสดงตนครบถ้วนแล้วนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จํานวน ผู้เข้าประชุม ๑๔๙ ท่าน เป็นอันว่าครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงานเรื่อง การใช้ประโยชน์ จากเทคโนโลยีฟิสิกส์อนุภาค หรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบคณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็น และข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ดําเนินการต่อไปนะครับ ต่อไปเป็นการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ นะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนไหมครับ ถ้าไม่มีแล้ว ผมขอปิดการลงคะแนน เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ ผลของการลงคะแนนเสียงเป็นดังนี้นะครับ จํานวนผู้เข้าร่วมประชุม ๑๔๙ ท่าน เห็นด้วย ๑๔๕ คน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๓ คน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ คนนะครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เรื่อง การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีฟิสิกส์อนุภาค ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุง ก่อนที่จะ ส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปนะครับ จบการพิจารณารายงาน ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาทั้ง ๒ เรื่องแล้ว ขอขอบคุณ กรรมาธิการและผู้มาชี้แจงทุกท่านนะครับ
ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓.๒ รายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน เรื่อง การปฏิรูปสถานีวิทยุโทรทัศน์ แห่งประเทศไทย (สทท.) เพื่อยกระดับการสื่อสารของรัฐ ประชาชน และสาธารณประโยชน์
ท่านประธานและท่านสมาชิกครับ เอกสารเล่มใหญ่ทีเดียว แต่ในเนื้อหาหลัก มีทั้งหมด ๒๑ หน้านะครับ ที่เหลือจะเป็นภาคผนวก ตั้งแต่ผนวก ก ถึงผนวก ช ในโอกาสแรกนี้ ผมขออนุญาตเอาผนวกสุดท้ายขึ้นมาก่อนครับ ผนวกสุดท้ายมีแค่ ๒ แผ่น คือในมาตรา ๑๐ ของ พ.ร.บ. ประกอบกิจการวิทยุและโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งผมถ่ายมาเฉพาะ ในมาตรา ๑๐ ได้กําหนดให้ใบอนุญาตของสถานีโทรทัศน์มี ๓ ประเภท
ประเภทที่ ๑ คือส่งเสริมความรู้การศึกษาด้านศาสนา ด้านศิลปะและวัฒนธรรม
ประเภทที่ ๒ เขียนไว้สั้น ๆ ครับ คือในด้านความมั่นคงของรัฐ สําหรับสถานี วิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย สทท. ถ้าเป็นภาษาอังกฤษย่อว่า เอ็นบีที (NBT) นั้นอยู่ใน ประเภทที่ ๓ ซึ่งผมจะได้กราบเรียนท่านประธานต่อไป
ในประเภทที่ ๓ นั้นวัตถุประสงค์เพื่อกระจายข้อมูลข่าวสาร เพื่อส่งเสริม ความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐบาลกับประชาชน และระหว่างรัฐสภากับประชาชน เพื่อส่งเสริม สนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และเพื่อ ประโยชน์สาธารณะในการบริการข้อมูลข่าวสารอื่น ๆ ครับ ดังนั้นสถานีวิทยุโทรทัศน์ แห่งประเทศไทย ช่อง ๑๑ สทท. หรือเอ็นบีที (NBT) นี้จึงดําเนินการตาม พ.ร.บ. ประกอบ กิจการวิทยุและโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ในมาตรา ๑๐ เป็นประเภทที่ ๓ ในข้อเท็จจริง ในปัจจุบันถามว่าประชาชนคนไทยรู้จักช่อง ๑๑ เยอะไหม เรามีทีวีธุรกิจ ๒๔ ช่องนะครับ มีการแข่งขันกันอย่างสูง อันนี้เป็นสาธารณะคนละประเภทกันนะครับท่านประธาน คําตอบ ก็คือคนไม่ค่อยรู้จัก ช่อง ๑๑ ไม่ค่อยรู้จักเอ็นบีที (NBT) ไม่ค่อยรู้จัก สทท. ถามว่า ประชาชน เปิดดูบ่อยไหม คําตอบคือไม่ค่อยบ่อย ถามเรื่องของเรตติง (Rating) ซึ่งก็จริงอยู่นะครับ อันนี้ เป็นสาธารณะ ไม่ควรที่จะไปเทียบกับทีวีธุรกิจ ซึ่งมีการลงทุน มีการประมูลคลื่น มีการ แข่งขันในเรื่องของการโฆษณา ดังนั้นเรื่องของเรตติง (Rating) จึงควรจะแยกออกจากกัน ในขณะที่ส่วนราชการอีกหลายกระทรวงมีแนวความคิดที่จะขอช่องรายการทีวีไปยัง กสทช. ซึ่ง กสทช. ได้จัดไว้ทั้งหมด ๑๒ ช่องนะครับ ขณะนี้ใช้ไปแล้วก็คือ ช่อง ๑๐ รัฐสภา ช่อง ๑๑ ช่องไทยพีบีเอส (Thai PBS) แล้วก็ช่อง ๕ นะครับ แต่ในเรื่องของาการตั้งสถานีใหม่นั้นต้อง ใช้เงินลงทุนสูง ต้องมีมัลติเพล็กเซอร์ (Multiplexer) ต้องมีโครงข่าย ดังนั้นกรรมาธิการของ กระผมทั้งหมดข้างบนนี้ครับ จึงได้ยกเรื่องนี้ขึ้นมาแล้วศึกษาดูว่าในขณะที่บางกระทรวง มีความต้องการที่จะประชาสัมพันธ์กิจกรรมของท่าน แล้วท่านก็จะขอตั้งสถานีวิทยุสาธารณะ ไปยัง กสทช. ทําไมไม่มาใช้เวลาที่เหลือของสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยเอ็นบีที (NBT) หรือ สทท. ครับ นี่คือเป็นที่มาที่เราได้ศึกษา แล้วเสนอแนะทั้งหมด ๗ ข้อในตอนท้ายนะครับ ในรายละเอียดทั้งหมดผมขออนุญาตท่านประธานมอบให้ท่าน สปท. อภิชาต จงสกุล ท่านเป็น โฆษกคณะกรรมาธิการของกระผมได้เป็นผู้นําเสนอ แล้วก็ยินดีที่จะรับข้อคิดเห็น ข้อสังเกต จากท่านประธานและท่านสมาชิก กราบขอบคุณครับ
ขอเชิญท่านกรรมาธิการอภิชาต จงสกุล นําเสนอรายงานต่อครับ