อภิชาต จงสกุล หารือประเด็นการปฏิรูปองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (เอ็นบีที) โดยวิพากษ์ปัญหาด้านโครงสร้าง ประสิทธิภาพ และการขาดอิสระ พร้อมเสนอแนวทางปรับบทบาทให้เป็นสื่อสาธารณะที่มีความคล่องตัว มีส่วนร่วมจากประชาชน และสามารถแข่งขันกับสื่อเอกชนได้ รวมถึงการจัดตั้งหน่วยบริการพิเศษ การแบ่งปันแพลตฟอร์มการสื่อสารระหว่างหน่วยงาน และการพัฒนาเนื้อหารายการให้สอดคล้องกับบทบาทของรัฐในยุคดิจิทัล เพื่อยกระดับการสื่อสารสาธารณะให้มีประสิทธิภาพและเข้าถึงประชาชนได้อย่างแท้จริง
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ และเพื่อนสมาชิกที่เคารพครับ สําหรับรายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน เรื่อง การปฏิรูปสื่อวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (สทท.) เพื่อยกระดับการสื่อสารของรัฐ ประชาชน และ สาธารณประโยชน์ ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน โดยอนุกรรมาธิการวิทยุโทรทัศน์ก็ได้เสนอเป็นรายงานเพิ่มเติมจากตามแผนเดิมนะครับ เพราะว่าเห็นความสําคัญของเรื่องนี้เป็นอย่างมากนะครับ ซึ่งความเป็นมานั้นเราก็คงทราบดีว่า สทท. ซึ่งผมจะขอเรียกเป็น เอ็นบีที (NBT) จะได้ประหยัดเวลานิดหนึ่งนะครับ เป็นหน่วยงาน สื่อมวลชนของรัฐ ขึ้นกับกรมประชาสัมพันธ์ สํานักนายกรัฐมนตรี ภารกิจที่สําคัญก็คือ เป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารจากภาครัฐไปสู่ประชาชน รับฟังความคิดเห็นจาก ภาคประชาชนมาสู่รัฐบาล แล้วก็หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง แต่ว่าสภาพปัญหาในการ ดําเนินงานของเอ็นบีที (NBT) นั้นก็จะพบอยู่มากมายนะครับ
เรื่องแรก ก็คือเรื่องของรูปแบบ แล้วก็โครงสร้างของการบริหารงาน เอ็นบีที (NBT) คือทํางานแบบข้าราชการนะครับ เจ้าหน้าที่ของเอ็นบีที (NBT) เป็นข้าราชการ เพราะฉะนั้นกระบวนการทํางานต่าง ๆ นั้นก็จะมีขั้นตอนที่เยอะแยะมากมาย งานขาดความ คล่องตัว ล่าช้า ไม่ทันต่อสถานการณ์ นั่นคือเรื่องสําคัญในการที่คงจะต้องปฏิรูปในเรื่อง โครงสร้างของเอ็นบีที (NBT) เรื่องของความเป็นอิสระ การทําหน้าที่ของสื่อมวลชนที่จะต้อง มีความเป็นอิสระในการที่จะทํางาน ในข้อนี้เมื่อทํางานในฐานะของข้าราชการเองก็จะเจอ ปัญหาในเรื่องของความอิสระ ความคล่องตัว เรื่องของบุคลากรของเอ็นบีที (NBT) เอง ก็คง ทราบดีกันว่าการทํางานในลักษณะของสื่อมวลชนนั้น ข้าราชการเมื่อเข้ามาทํา ได้ฝึกเหมือนกับ เป็นโรงเรียนฝึกเป็นพิธีกร เป็นผู้จัดรายการ เป็นผู้ดําเนินรายการ เมื่อเริ่มทํางานเก่งขึ้น มีชื่อเสียง แต่ว่าผลตอบแทนนั้นก็คือรับแบบราชการ การแข่งขันในเรื่องของทีวีทั่วไปเขาพร้อม ที่จะซื้อตัวด้วยราคาแพง เพราะฉะนั้นเอ็นบีที (NBT) ก็เหมือนเป็นโรงเรียนที่จะฝึกหัด สร้าง บุคลากรสําหรับให้คนมาซื้อตัวไป เพราะฉะนั้นปัญหาสมองไหลเกิดขึ้นเป็นประจํากับเอ็นบีที (NBT) สําหรับพิธีกรผู้ดําเนินรายการที่มีชื่อเสียง แล้วก็การพัฒนาตนเองของผู้จัดรายการ อะไรต่าง ๆ นั้นก็คงจะสู้กับที่ไปทํางานที่มีผลตอบแทนสูง ๆ ไม่ได้ เรื่องของการมีส่วนร่วม ของภาคประชาชนในวันนี้ก็ยังถือว่าเอ็นบีที (NBT) ก็ยังขาดความคล่องตัวในการที่จะทํางาน ร่วมกับทางภาคประชาชน งบประมาณภาครัฐต้องจ่ายแน่นอน ทั้งเงินเดือน ทั้งค่างบลงทุน งบอะไรต่าง ๆ ในการดําเนินงานของเอ็นบีที (NBT) แต่ว่าสิ่งที่ตามมาก็คือคนดูน้อย จะเห็นว่า เรตติง (Rating) อยู่อันดับรั้งท้ายหรือรองท้ายอยู่เป็นประจําตลอดมานะครับ นั่นอาจจะ อย่างที่ประธานกรรมาธิการได้กล่าวไว้ว่า เรตติง (Rating) จะไปเทียบกับทีวีธุรกิจนั้นคงไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็เป็นดัชนีชี้ตัวหนึ่งว่ามีคนดูมากน้อยเพียงไร ในเมื่อภาครัฐเองต้องเสียเงินทุ่มไป ปีแล้วปีเล่า แต่ว่าไม่สามารถที่จะทําให้คนหันมาให้ความสนใจในเรื่องของเอ็นบีที (NBT) ได้ ปัจจุบันนี้ก็คงทราบดีเรื่องของโซเชียลมีเดีย (Social Media) ในเรื่องของสื่อออนไลน์ (Online) ต่าง ๆ นั้นมีความรวดเร็ว เอ็นบีที (NBT) มีคู่แข่งนอกจากทีวีของภาคธุรกิจแล้ว สื่อออนไลน์ (Online) ให้ข่าวสารที่รวดเร็ว แต่ว่าในเรื่องของความถูกต้องต่าง ๆ นั้นอาจจะ ไม่มาก นั่นคือสิ่งที่ทางกรรมาธิการมองว่าเราคงจะต้องมองในจุดในการที่จะแข่งขันกับ สื่อออนไลน์ (Online) พวกนั้นในเรื่องของข้อมูล ข้อเท็จจริง และเรื่องของความรวดเร็วในการ นําเสนอ เอ็นบีที (NBT) ถ้ายังอยู่ในสภาพปัจจุบัน การที่จะพัฒนาเพื่อแข่งขันในเรื่องของ ข่าวเองก็ตามคงเป็นไปได้ลําบาก แล้วก็การเข้าถึงภาคประชาชนถ้ามองในเรื่องของคุณภาพเอง ก็สู้แข่งขันลําบากมาก ที่สําคัญที่กรรมาธิการมองก็คือเอ็นบีที (NBT) ไม่มีเอกลักษณ์ของ ตัวเอง ไม่มีแบรนด์ (Brand) ของตัวเอง นั่นคือสิ่งที่จะต้องสร้างขึ้นมา จะเป็นทีวีเพื่อเสนอ ข่าวสารภาครัฐที่คนหันมาดู ก็จะต้องสร้างแบรนด์ (Brand) ของตัวเองขึ้นมา
ในส่วนของนโยบายของรัฐและกฎหมายที่เกี่ยวข้องก็จะมีอยู่ ๒ เรื่องด้วยกัน เรื่องแรก คือนโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ฉบับที่ ๕ ปี ๒๕๕๙ ถึงปี ๒๕๖๔ ซึ่งคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติได้เขียนนโยบายและแผนตัวนี้มาเพื่อใช้เป็นคู่มือ ในการที่จะจัดทําแผนบูรณาการในเรื่องของการประชาสัมพันธ์ของภาครัฐ กับเรื่องของ พ.ร.บ. ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งท่านประธานคณิต ได้กล่าวแล้วว่าเอ็นบีที (NBT) จัดอยู่ในสื่อสาธารณะประเภทที่ ๓ แต่ว่าวันนี้การทํางาน ของสื่อสาธารณะประเภทที่ ๓ ก็ยังไปไม่ถึงจุดที่ควรจะให้บริการสาธารณะได้มากกว่านี้ คณะกรรมาธิการได้ดําเนินการมีทั้งเรื่องของการศึกษาวิเคราะห์จากเอกสารที่เกี่ยวข้อง มีการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ๔ ภาค มีการรับฟังความคิดเห็นเฉพาะกลุ่ม เราได้เชิญผู้เกี่ยวข้องเฉพาะกลุ่มเข้ามาจัดโฟกัสกรุป (Focus Group) ขึ้นมา แล้วก็ได้เรียนเชิญ ตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐจากกระทรวงต่าง ๆ ขึ้นมาแลกเปลี่ยนให้ความคิดเห็นร่วมกับ ทางอนุกรรมาธิการ ซึ่งก็ได้รับความกรุณาจากแต่ละกระทรวง มีผู้บริหารระดับสูงมาให้ ความคิดเห็น ทั้งระดับปลัดกระทรวง ระดับรองปลัดกระทรวง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่มาร่วม แลกเปลี่ยนความคิดเห็นมากมาย ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นทําให้เราได้ผลการรับฟังความคิดเห็น ที่ค่อนข้างชัดเจนว่าทุกวงที่เราไปร่วมจัดประชุม จัดสัมมนา จะเห็นพ้องต้องกันว่ามีความ จําเป็นที่จะต้องปฏิรูปทางเอ็นบีที (NBT) เพื่อให้เป็นสื่อของรัฐที่มีประสิทธิภาพแล้วก็สามารถ ที่จะให้บริการเป็นสถานีของทุกส่วนราชการที่จะมาเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์กับ พี่น้องประชาชนต่อไปนะครับ
แล้วเรื่องสําคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือ วันนี้หลาย ๆ กระทรวงพยายามที่จะขอ กสทช. ในการที่จะขอรับช่องสาธารณะจากทีวีดิจิทัล (TV Digital) ซึ่งในเรื่องของช่องสาธารณะนั้น ๑๒ ช่อง วันนี้มีช่อง ๕ ที่ไปอยู่ที่ช่อง ๑ มีเอ็นบีที (NBT) ที่ช่อง ๒ มีไทยพีบีเอส (Thai PBS) ที่ช่อง ๓ แล้วก็ทีวีรัฐสภาที่ช่อง ๑๐ ก็จะมีเหลือช่อง ๔ ช่อง ๕ ช่อง ๖ ช่อง ๗ ช่อง ๘ ช่อง ๙ แล้วช่อง ๑๑ ช่อง ๑๒ หลายหน่วยงาน หลายองค์กรอยากจะมีทีวีเป็นของตัวเองก็พยายามขอมา แต่ว่าวันนี้ทาง กสทช. ก็ยังไม่ได้อนุญาตให้นะครับ ซึ่งทางคณะอนุกรรมาธิการเราพิจารณาว่า ถ้าทุกกระทรวงไปตั้งสถานีทีวีของตัวเองอีกจะเอางบประมาณที่ไหนมาทํา จะเอาผู้เชี่ยวชาญ จะเอาบุคลากรที่ไหนมาทํา ที่มีความรู้เรื่องกล้อง เรื่องการดําเนินการ การทํารายการอะไรต่าง ๆ แต่ละกระทรวงจะมีแต่ตัวสารัตถะ มีแต่คอนเทนต์ (Content) แต่ว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นไม่มี แล้วทําไมในเมื่อเอ็นบีที (NBT) มีแพลตฟอร์ม (Platform) ที่ใหญ่ที่พร้อมที่จะให้บริการ แล้วมาทํา เรื่องของการแชริง (Sharing) เอ็นบีที (NBT) กันกับส่วนราชการจะไม่เป็นประโยชน์มากกว่า หรือเอ็นบีที (NBT) เองแทนที่จะต้องเอาเจ้าหน้าที่ของเอ็นบีที (NBT) ไปทําข่าวเจาะลึก ต้องไป ศึกษาเริ่มต้นใหม่ ก็ให้หน่วยงานที่เป็นเจ้าของเรื่อง ซึ่งข้อมูลเขามีพร้อมอยู่แล้ว เป็นผู้ชํานาญการ เฉพาะด้านแต่ละด้านอยู่แล้วทําตัวเรื่องเนื้อหาแล้วมาร่วมกัน จัดเวลาให้เหมาะสม เราก็จะได้ ประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ่ายด้วยซ้ําไป นั่นคือสิ่งที่เรามอง เป็นความเห็นร่วมกันของผู้แทนของแต่ละ กระทรวง ประเด็นการปฏิรูปทางกรรมาธิการได้เสนอไว้เป็น ๔ ประเด็นด้วยกัน
ประเด็นแรก ก็คือเรื่องของการปรับรูปแบบแล้วก็โครงสร้างการบริหารงาน เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการดําเนินงาน ข้อเสนอที่เสนอไว้ก็คือเป็นหน่วยงานบริการรูปแบบ พิเศษ หรือเซอร์วิส เดลิเวอรี ยูนิต (Service Delivery Unit) หรือเอสดียู (SDU) ซึ่งเรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีการดําเนินการให้จัดตั้ง ให้ทํารูปแบบของเอสดียู (SDU) มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ มีระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีรองรับ กระทรวงการคลังมีระเบียบกระทรวงการคลังในเรื่อง ของเงินรายได้ของเอสดียู (SDU) เรียบร้อยหมดแล้ว แต่วันนี้ยังไม่ได้ทํา ทํามาหลายครั้งแล้ว ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ สมัยรัฐบาลท่าน พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็มีมติ ครม. มีระเบียบสํานัก นายกรัฐมนตรีออกมา สมัยรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ก็มีการกระตุ้นเรื่องนี้ขึ้นมา แต่วันนี้ก็ยังไม่ได้เริ่มต้น ปัญหาเนื่องจากตัวผู้ปฏิบัติงานเองก็มีความกังวลว่าตัวเองจะโดน ออกจากราชการหรือจะไปอยู่อย่างไร ขาดความมั่นคงต่าง ๆ หรือเปล่า แต่ความจริงแล้ว ทางสํานักงาน ก.พ.ร. ได้วางรูปแบบในการทํางาน ออกขั้นตอนกระบวนการทํางานไว้ทั้งหมด เรียบร้อยหมดแล้วด้วย แต่ว่ายังไม่มีการนําเรื่องนี้มาปฏิบัติ
ประเด็นที่ ๒ ก็คือเรื่องของการเพิ่มการมีส่วนร่วมของส่วนราชการ แล้วก็ ภาคประชาชนในการสื่อสารต่อสาธารณะ นั่นก็คือข้อเสนอในเรื่องของแชริง (Sharing) เวลา ให้ส่วนราชการมีเวลา จัดสรรเวลา จะแบ่งสัดส่วนกันอย่างไร เดี๋ยวจะนําเสนอต่อไปนะครับ
ประเด็นที่ ๓ เป็นเรื่องของการปรับเปลี่ยนให้เป็นการบริการสาธารณะ ประเภทที่ ๓ ตามกรอบกฎหมายให้ชัดเจนยิ่งขึ้นในการที่จะนําข้อมูลข่าวสารที่เป็นสาระ สู่พี่น้องประชาชนผู้รับชม
ประเด็นสุดท้าย ก็คือมองเรื่องของการส่งเสริมพัฒนาบุคลากรของสถานีวิทยุ เอ็นบีที (NBT) ต่อไป วิธีการปฏิรูปที่ทางกรรมาธิการจะขอนําเสนอ เรื่องแรก ก็คือการปรับ ผังรายการแล้วก็เนื้อหาสาระ ทางเอ็นบีที (NBT) โดยข้อกําหนดของ กสทช. จะต้องเป็น สถานีที่ออกรายการที่เป็นข่าวสาร ที่เป็นสาระประโยชน์ในสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๐ ของเวลาทั้งหมด นั่นคือระเบียบของ กสทช. ที่เป็นเงื่อนไขบังคับที่จะต้องปฏิบัติ เรื่องที่ ๒ ก็คือ เมื่อกําหนดสัดส่วนของรายการแล้ว กรรมาธิการอยากจะให้มีการแบ่งสัดส่วนการดําเนินการ ของผู้จัดรายการนะครับ ก็คงจะเป็นสัดส่วนของภาครัฐกับผู้มีส่วนร่วมภาคประชาสังคม เอกชน เข้าร่วมผลิตรายการนะครับ โดยชั้นต้นเสนอไว้ที่ร้อยละ ๔๐ แล้วก็การผลิตข่าวสาร และเนื้อหาของเอ็นบีที (NBT) เองก็คงจะอยู่ที่ร้อยละ ๖๐ นะครับ อันนี้เป็นช่วงแรกที่คิดว่า ตรงนี้อาจจะเป็นสัดส่วนซึ่งอาจจะขยับ คงไม่ได้ฟิกซ์ (Fix) ว่าจะต้องเป็น ๔๐ ต่อ ๖๐ แต่ว่า ในการพิจารณาต่าง ๆ อาจจะมองสัดส่วนตรงนี้ให้ยืดหยุ่นได้นะครับ
วิธีการปฏิรูปเรื่องที่ ๒ ก็คือการปรับโครงสร้างอํานาจบริหารองค์กรให้ภาครัฐ ประชาชนมีส่วนร่วมตามอัตราที่กําหนดไว้แล้วก็คงจะต้องมีการจัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษา สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เมื่อเป็นเอ็นบีที (NBT) แล้วก็คงจะต้องมีกรรมการ ที่กํากับดูแล ในชั้นต้นอาจจะเป็นท่านอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ท่านอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ อาจจะไปเป็นประธานบอร์ด (Board) นี้เอง หรือถ้ารัฐบาลให้ความสนใจอาจจะมอบระดับ ท่านรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีมาเป็นประธานก็ได้นะครับ แต่ว่ายังไม่ได้กําหนดลงไปว่า จะต้องเป็นใคร แล้วก็องค์ประกอบจะมาจากสัดส่วนจากที่ไหน แต่ว่าการบริหารงานบอร์ด (Board) ตัวนี้คงจะต้องมามองในเรื่องของการจัดรายการต่าง ๆ สําหรับบุคคลที่ปฏิบัติงาน ในหน่วยเอสดียู (SDU) นั้น เอสดียู (SDU) จะเป็นองค์กรที่ไม่ใช่ราชการโดยตรง ไม่ใช่ รัฐวิสาหกิจ ไม่ใช่องค์การมหาชน จะเป็นรูปแบบใหม่ ทําไมไม่ทําเป็นรูปองค์การมหาชน ทําไม ไม่ทําเป็นรัฐวิสาหกิจอื่น ๆ นะครับ รัฐวิสาหกิจปัจจุบันนี้มีตัวอย่างแล้วก็คือ อสมท. องค์การ มหาชนที่ชัดเจนตั้งตาม พ.ร.บ. ก็คือไทยพีบีเอส (Thai PBS) ซึ่งทั้ง ๒ หน่วยนี้ก็ห่างจาก รัฐบาลนะครับ แต่เอสดียู (SDU) ที่จะจัดตั้งนั้นยังมีสายใยที่เกี่ยวข้องเพราะว่าเขาคือ หน่วยงานหนึ่งของกรมหรือของหน่วยงานของรัฐ เราต้องยอมรับว่าเอ็นบีที (NBT) จะต้องเป็น กระบอกเสียงของรัฐบาลต่อไปนะครับ ไม่ใช่หลุดขาดออกไปอย่างที่มีการจัดตั้ง ไม่ว่าจะเป็น รัฐวิสาหกิจหรือองค์การมหาชนที่เคยปฏิบัตินะครับ เพราะฉะนั้นนี่คือจุดที่เอสดียู (SDU) ที่ของเอ็นบีที (NBT) นี้จะเกี่ยวกับภาครัฐ นโยบายต่าง ๆ ภาครัฐยังส่งต่อได้ แต่วิธีการ ปฏิบัติงาน ผลตอบแทนของเจ้าหน้าที่คงจะสูงกว่าที่เป็นราชการเพื่อป้องกันเรื่องของสมองไหล เรื่องของการซื้อตัวไป ทางเอ็นบีที (NBT) คงต้องกําหนดในเรื่องของกฎเกณฑ์ จริยธรรม เรื่องของมาตรฐานวิชาชีพของผู้สื่อข่าวของเจ้าหน้าที่อย่างเป็นระบบอย่างชัดเจน เอ็นบีที (NBT) ต้องเป็นหน่วยงานหลักในการสื่อสารนโยบายและข้อมูลข่าวสารของรัฐตามนโยบาย ของรัฐบาล แล้วก็สิ่งสําคัญก็คือเอ็นบีที (NBT) ต้องมีเอกลักษณ์ของตัวเอง จะเป็นสถานี โทรทัศน์ด้านข่าวที่มีชื่อเสียง มองไปถึงวันข้างหน้ายกระดับไปเทียบเท่ากับบีบีซี (BBC) ของอังกฤษหรือซีเอ็นเอ็น (CNN) ของสหรัฐอเมริกาก็เป็นความฝันที่คิดว่าวันหนึ่งคงจะต้อง ทําได้ ถ้าเอ็นบีที (NBT) เรามีการปฏิรูปตัวเองแล้วก็ปรับก้าวไปสู่จุดนั้น เรากําหนดระยะเวลา ปฏิรูป ระยะแรกคิดว่าภายใน ๓ เดือนหลังจากที่มีการนําเสนอรายงานฉบับนี้แล้วก็จะเป็น การประสานงานเรื่องของการวางนโยบาย เรื่องของผังรายการ เรื่องของการจัดสรรช่วงเวลา ในระยะที่ ๒ อีก ๖ ถึง ๙ เดือนนั้นก็จะมีการตั้งกรรมการเพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างของ เอ็นบีที (NBT) จัดสรรช่วงเวลา เริ่มต้นเราอาจจะจัดให้ส่วนงานที่เข้ามาร่วมจัดรายการ สัก ๔๐ นะครับ แล้วก็เอ็นบีที (NBT) ทําผลิตข่าวสารเองสัก ๖๐ ก่อนนะครับ เป็นเรื่องของ การเริ่มต้นในการชิมลางที่จะปรับเปลี่ยน ที่จะปรับตัว ระยะที่ ๓ หลังจากนั้นภายใน ๑ ปีก็จะ มีการจัดสรรช่วงเวลาที่เพิ่มมากขึ้น มองว่าอาจจะให้ส่วนราชการภาคอื่น ๆ เข้ามา อาจจะถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์เข้ามาดําเนินรายการ แล้วก็เอ็นบีที (NBT) เองทํา ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ให้เป็น ผู้ชํานาญในเรื่องของการทําข่าวนะครับ การชี้แจงข่าวที่รวดเร็ว ถูกต้องแม่นยํา สุดท้ายก็มอง เรื่องของเอ็นบีที (NBT) คงต้องยกระดับเป็นสถานีโทรทัศน์แห่งชาติในระดับชาติ แล้วก็ อาจจะก้าวไปถึงระดับนานาชาติต่อไปนะครับ ก็คือการทําภาคภาษาอังกฤษ งบประมาณที่ใช้ ก็เป็นงบสนับสนุนจากรัฐบาลงบประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีการตั้งอยู่โดยปกติ อยู่แล้ว แทนที่จะใช้เงินตรงนี้ทั้งหมดไปทํากับทีวีภาคธุรกิจก็อาจจะไปใช้บริการของรัฐก็คือ เอ็นบีที (NBT) นี้เอง แล้วก็มีรายการได้ภาคอื่น ๆ ที่มาจากการเช่าเวลาบ้าง แล้วก็สิ่งที่อยาก เสนอออกไปก็คือเอ็นบีที (NBT) มีห้องส่ง มีห้องจัดรายการนะครับ ทําโพรดักชันเฮาส์ (Production House) ของตัวเอง รับทั้งส่วนราชการหรือจะรับผลิตรายการของภาคเอกชน ให้มาเช่าห้องจัดรายการ ห้องทํารายการต่าง ๆ เป็นรายได้อันหนึ่งที่จะเข้ามาเสริม แล้วก็สุดท้ายก็เป็นเรื่องของการรับจ้างผลิตรายการ และอาจจะขอใช้เงินกองทุนวิจัยและ พัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ จาก กสทช. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงก็คือกรมประชาสัมพันธ์ สํานักนายกรัฐมนตรี ซึ่งทางอนุกรรมาธิการได้ไปพบท่านรักษาการอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ผู้บริหาร แล้วก็ ผู้บริหารของเอ็นบีที (NBT) แล้วก็เป็นความเห็นที่ตรงกันเหมือนกันในเรื่องที่เราอยากจะให้มี การปฏิรูปเอ็นบีที (NBT) ที่เกี่ยวข้องอีกก็คือทาง กสทช. แล้วก็หน่วยงานที่จะมีความต้องการ เรื่องของการประชาสัมพันธ์เนื้อหา ทางกรรมาธิการได้เสนอข้อเสนอแนะไว้ ๗ ประการ ด้วยกันนะครับ
ประการที่ ๑ ก็คือรัฐบาลต้องกําหนดเป้าหมายและนโยบายการทํางานของ เอ็นบีที (NBT) ให้ชัดเจน
ประการที่ ๒ เรื่องของการปรับเปลี่ยนรูปแบบบริหารและปรับปรุงโครงสร้าง ของเอ็นบีที (NBT)
ประการที่ ๓ เสนอให้มีการแบ่งสัดส่วนในการผลิตรายการเองร้อยละ ๖๐ ให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาชนเป็นผู้ผลิตร้อยละ ๔๐ นะครับ แต่ทั้งหมดรวมกันแล้ว สาระจะต้องอยู่ ๗๐ : ๓๐ ตามข้อกําหนดของ กสทช. ๖๐ : ๔๐ นี่คือการแบ่งการจัดรายการ ร้อยละ ๗๐ : ๓๐ คือเนื้อหาสาระที่ กสทช. กําหนด
ประการที่ ๔ เสนอให้เอ็นบีที (NBT) เป็นสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ในระดับชาติ ทั้งภาคภาษาไทยและภาคภาษาอังกฤษ
ประการที่ ๕ เสนอให้มีการปรับรูปแบบการบริหารองค์กรให้เป็นหน่วยงาน บริการรูปแบบพิเศษ หรือเอสดียู (SDU) ที่ผมได้กล่าวเริ่มต้นไว้แล้ว
ประการที่ ๖ ให้มีการสรรหาคณะกรรมการเพื่อสรรหาคณะกรรมการปฏิรูป วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยขึ้น
ประการสุดท้าย การพัฒนาองค์กร การพัฒนาบุคลากร การบริหารงบประมาณ และรายได้ ซึ่งจะต้องมีการระดมผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ มาให้คําปรึกษาหรือมาเป็นผู้บริหาร ต่อไป ก็เป็นรายงานในเรื่องของการปฏิรูปเอ็นบีที (NBT) ที่ทางกรรมาธิการเสนอนะครับ ขออนุญาตท่านประธานทางดอกเตอร์พรรณประภาจะขอนํารายละเอียดในบางประการ เพิ่มเติมนะครับ