พรรณประภา แจงแผนปฏิรูปช่อง 11 ปรับโครงสร้าง-เนื้อหา-บุคลากร

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๙ · ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๐

พรรณประภา อินทรวิทยนันท์ หารือการปฏิรูปสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยภายใต้กรอบหน่วยงานรูปแบบพิเศษ เพื่อปรับโครงสร้างให้คล่องตัวและมีประสิทธิภาพในการให้บริการสาธารณะ พร้อมเสนอการปรับรูปแบบการบริหารงาน งบประมาณ และบุคลากร โดยเน้นการผลิตสื่อคุณภาพสูงที่ส่งเสริมความรู้และคุณภาพชีวิต ตอบโจทย์ประชาชนโดยไม่เน้นเรตติ้ง รวมถึงเรียกร้องการสนับสนุนเพื่อให้การเปลี่ยนแปลงเป็นรูปธรรมท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและสื่อสมัยใหม่

นางพรรณประภา อินทรวิทยนันท์ ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ แล้วก็ขอกราบเรียน ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติทุกท่านในห้องประชุมนี้นะคะ ดิฉัน พรรณประภา อินทรวิทยนันท์ ในฐานะที่เป็นอนุกรรมาธิการปฏิรูปสื่อด้านวิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคมนะคะ วันนี้ก็คงจะเป็นงานชิ้นสุดท้ายของอนุกรรมาธิการชุดนี้ ซึ่งเรามี ความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง เพราะว่าเป็นประเด็นซึ่งการปฏิรูปสถานีโทรทัศน์ช่อง ๑๑ นี้มีที่มา ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ มติ ครม. ให้ปรับรูปแบบไปเป็นรูปแบบหน่วยงานแบบพิเศษอยู่แล้ว แต่มี ประเด็นทางการเมืองเกิดขึ้นก็เลยทําให้ยังไม่ได้ลงมือปฏิบัติ ต่อมาในรัฐบาล พลเอก สุรยุทธ์ ก็ยังมีระเบียบออกมาซ้ําอีกว่าให้ปรับโครงสร้างไปเป็นหน่วยงานรูปแบบพิเศษนี้ แล้วก็ สุดท้ายสมัยรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อเร็ว ๆ นี้ก็ได้มีมติยืนยัน อีกเช่นเดิมที่จะให้ปรับรูปแบบไปเป็นหน่วยงานรูปแบบพิเศษ ซึ่งจะมีอยู่ในภาคผนวกของ เอกสารชิ้นนี้จะบอกขั้นตอนละเอียดที่หน่วยงานต่าง ๆ หน่วยงานที่จะออกมาในรูปแบบนี้ ของรัฐสามารถนําไปปฏิบัติและดําเนินการได้ ปัจจุบันมีหน่วยงาน ๒ หน่วยงานที่ได้ทํา รูปแบบนี้แล้วก็คือหน่วยงานที่เป็นโรงพิมพ์ของรัฐบาล แล้วก็อีกที่หนึ่งในนี้ก็จะยืนยันนะคะ เพราะฉะนั้นท่านก็จะถามว่า ทําไมมีหน่วยงานน้อย ก็ไม่น้อยนะคะ คือเนื่องจากภาษาอังกฤษหน่วยงานรูปแบบพิเศษเราเรียกว่า เซอร์วิส เดลิเวอรี ยูนิต (Service Delivery Unit) เพราะฉะนั้นหน่วยงานใดที่ทําหน้าที่มีภารกิจในการที่จะให้บริการ บริการหน่วยงานภาครัฐ ส่วนใหญ่จะเป็นภาครัฐนะคะเพราะยังอยู่ในราชการ เพราะฉะนั้น คือต้องเป็นคํานี้นะคะ คือให้บริการ การจะให้บริการมันจึงต้องมีภารกิจ มีความคล่องตัว มีความสามารถเป็นเกี่ยวกับวิชาชีพนั้น เพราะฉะนั้นโรงพิมพ์ที่ออกไปเป็นหน่วยงานรูปแบบ พิเศษนี้ก็เป็นเพียงแค่สื่อสิ่งพิมพ์ เพราะฉะนั้นการที่สื่อวิทยุและโทรทัศน์ เอ็นบีที (NBT) ที่จะ ใช้หน่วยงานรูปแบบพิเศษดิฉันคิดว่าไม่น่าจะเป็นคําถามนะคะ นี่คือประเด็นแรก

ประเด็นที่ ๒ ดิฉันคงจะนําเสนอลงลึกไปเลยนะคะ คิดว่าที่นําเสนอมาแล้ว คงได้ประเด็นครบถ้วนไปแล้ว ดิฉันคงจะลงลึกในเรื่องวิธีการปฏิรูปในประเด็นที่สําคัญ ๆ ก็คือในวิธีการปฏิรูปในเฉพาะภาคที่เกี่ยวกับสื่อนะคะ การทําวิชาชีพสื่อท่านคงนึกภาพออก ว่ามันต้องแข่งขัน คือไม่ต้องแข่งขันกับผู้อื่นหรอกค่ะ มันมีขีดความสามารถที่ต้องแข่งขันกับ ตัวเองสูงมากอยู่แล้ว ทั้งในเรื่องสติปัญญา เทคโนโลยี แล้วก็ในเรื่องของข่าวสารอันท่วมท้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นสื่อของรัฐ คํานี้อย่าหลุดนะคะว่า สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เป็นสื่อของรัฐ เพื่อบริการรัฐ ประชาชน และสาธารณประโยชน์ ขอบเขตความรับผิดชอบ กว้าง ลึก ชัดมาก เพราะฉะนั้นบทบาทและหน้าที่ของสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยนี้ จะไม่ควรอย่างยิ่งที่จะนําไปเปรียบเทียบกับวิทยุโทรทัศน์ในประเภทอื่นตามกฎหมายของ ประกอบกิจการวิทยุโทรทัศน์ของ กสทช. นะคะ เพราะว่าเดี๋ยวเกิดจะมีการบอกว่าจะไปแข่ง กับใคร กับใคร ไม่หรอกค่ะ ขีดความสามารถในการแข่งขัน ในการตอบสนองกับรัฐของเรา ประเทศของเรา ประชาชนของเรา สาธารณประโยชน์ของเราก็มากมายมหาศาลเพียงพอ เพราะฉะนั้นในการปฏิรูปครั้งนี้ในส่วนดิฉันซึ่งไม่เคยรับราชการแต่ว่าทั้งชีวิตก็คือทําสื่อ ก็พูดได้เป็นสื่อเล็ก ๆ แต่ทําครบทุกด้าน ทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุโทรทัศน์ แล้วก็ แม้แต่สื่อออนไลน์ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นในการปรับอะไรก็ตามแต่ในการดําเนินงานมันมี ปรับอยู่แค่นี้ค่ะ ปรับวิธีการคือรูปแบบในการบริหาร จากนั้นก็คือยุ่งอยู่กับเรื่อง ๓ ตัว คือ งาน งบ แล้วก็คน ดิฉันก็จะลงเนื้อหาตรงนี้ว่าในประเด็นปฏิรูป ๔ ข้อ วิธีการปฏิรูปในเรื่อง ของที่เกี่ยวกับวิชาชีพโดยเฉพาะเลย ขอดูในสไลด์ (Slide) อีกครั้งหนึ่งน่าจะเป็นหมายเลข ๘

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ข้อ ๓ วิธีปฏิรูป การปรับผังรายการและเนื้อหาสาระ รวมทั้งรูปแบบรายการ นี่คือหัวใจของ การที่เราเรียกว่า โทรทัศน์ มันเห็นด้วยตา ภาพ รูปแบบการนําเสนอนี้มันเป็นหัวใจนะคะ เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายผู้ทรงเกียรติก็คงทราบว่าท่านก็นับจํานวนเวลาที่ท่านดูเอ็นบีที (NBT) เทียบกับสถานีอื่น ๆ แล้วท่านให้น้ําหนักเขามากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้นการที่เราจะดึงให้ท่าน กลับมาดูเอ็นบีที (NBT) ให้ได้ทั้งผังรายการ เนื้อหา รวมทั้งวิธีรูปแบบการนําเสนอที่หลากหลาย เช่น ถ้าจะพูดว่าสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งนี้ถูกกํากับโดย กสทช. มาตรา ๑๐ ว่าเป็นสถานีวิทยุ โทรทัศน์ที่ต้องผลิตข่าว ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นและหรืออื่น ๆ เพราะฉะนั้น ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ที่ต้องทําข่าว ข่าวไม่ได้มีรูปแบบเดียว ข่าวไม่ได้มีแค่มาอ่านข่าวหรือการสนทนาข่าว มันมี เป็นหลาย ๆ สิบรูปแบบ อั้นนั้นละค่ะ ดิฉันหมายถึงว่ารูปแบบนําเสนอที่หลากหลายจะทําให้ ความน่าสนใจในลักษณะข่าวที่หลากหลาย พอถึงเรื่องเนื้อหาก็จะสู่ประเด็นที่เรียกว่า ถ้าเนื้อหาของสถานีโทรทัศน์วิทยุทําแบบเดิมซึ่งทั้งหมดนี้ต้องขออภัยนะคะ สําหรับ ข้าราชการที่อยู่สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ท่านทํางานหนัก ท่านทํางานดีมาตลอด ไม่อย่างนั้นอยู่ไม่ได้มาถึงป่านนี้นะคะ ด้วยข้อจํากัดทุกด้าน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นด้วยระเบียบราชการ ด้วยโครงสร้างของท่าน ทําให้ท่านไม่สามารถที่จะ เปลี่ยนตัวเอง ปรับตัวเอง เพียงพอที่จะแข่งขันกับภูมิทัศน์สื่อทั้งภายนอก คือข้างนอกเลย เทคโนโลยีทั้งหลาย รวมทั้งบริบทการเปลี่ยนแปลงของสื่อภายในด้วยกันเอง หมายถึงไม่ใช่ สื่อรัฐนะคะ สื่อที่เป็นบทบาทอื่น ๆ ท่านต้องแข่งขันกับเขาหมด เพราะฉะนั้นนี่คือความ จําเป็น การที่ท่านจะได้มาซึ่งเนื้อหาที่หลากหลายและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมาย ของสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายเพื่อจะทําเรตติง (Rating) และไปขายโฆษณาตามที่ท่านเข้าใจเลยนะคะ กลุ่มเป้าหมายของสถานีวิทยุโทรทัศน์ แห่งประเทศไทยมีความหลากหลายตามวัตถุประสงค์ของกระทรวง ทบวง กรม หน่วยงานรัฐ ด้วยกัน ตามวัตถุประสงค์ของหน่วยงานภาคประชาสังคม ตามวัตถุประสงค์ของเอกชน ด้วยกันเองที่เขาอยากจะได้ข่าวสารประเภทไหน เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อเราสามารถที่จะทําให้ ความหลากหลายนี้เกิดขึ้นในช่องนี้ ถามว่าเอามาจากไหน ความได้เปรียบของสถานีวิทยุ โทรทัศน์แห่งประเทศไทยคือต้นทุน ถ้าพูดทางด้านธุรกิจ บอกทุนสูงมากนะคะ สูงในแง่ของ โครงข่ายที่มหาศาลครอบคลุม มีสถานีวิทยุเอเอ็ม (AM) ทั่วประเทศ ๖๐ สถานี มีสถานี เอเอ็ม (AM) ๘๕ สถานี มีสถานีโทรทัศน์ภูมิภาคอีก ๘ สถานี และส่วนกลางอีก ๑ สถานี ที่กําลังปรับตัวเองเข้าสู่ระบบดิจิทัล ซึ่งจะมีช่องที่จะทําให้แตกตัวออกไปอีกในการที่จะเป็น ช่องที่เราเรียกว่า เนชันนัล (National) คือในประเทศ และเป็นช่องสําหรับต่างประเทศ คือเป็นช่องอินเตอร์เนชันนัล (International) เพราะฉะนั้นศักยภาพตรงนี้ดิฉันเชื่อว่ารัฐบาล ทุกรัฐบาลมองเห็น แต่ทําอย่างไร บุคลากรในกรมประชาสัมพันธ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ สถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง ๑๑ นี้ค่ะ เขาจะได้มีโอกาสสักทีหนึ่งในการที่จะพัฒนาตัวเองไปได้ โดยการที่มีการสนับสนุน เพราะฉะนั้นตรงนี้คือการปฏิรูปผังรายการ เนื้อหาสาระและ รูปแบบรายการ จะทําได้คงไม่ใช่เตี้ยอุ้มค่อมนะคะ คือคงไม่ใช่ ดิฉันขอชาร์ต (Chart) เกี่ยวกับโครงสร้างของสถานีวิทยุโทรทัศน์ปัจจุบันดีกว่านะคะ ท่านจะเห็นว่าในโครงสร้างนั้น จะมีผู้บริหารอยู่แค่ ๒ ตําแหน่ง ในขณะที่โครงข่ายใหญ่มหึมาขนาดนี้ แล้วก็มีเนื้อหามากมาย ขนาดนี้ เนื้อหาคือถ้าเรามองโครงสร้างของรัฐด้วยกัน เอาแค่ระดับกระทรวง เรามี ๒๐ กระทรวง ซึ่งจากที่ท่านโฆษกที่เป็นผู้นําเสนอเมื่อสักครู่ ท่านอภิชาต ขออนุญาตพาดพิง นิดหนึ่งนะคะ ท่านก็บอกแล้วว่าเราได้ทําการรับฟังจาก ๒๐ กระทรวง ทุกกระทรวงไม่มี กระทรวงใดปฏิเสธเลยนะคะว่าอยากมีส่วนร่วมมาก ๆ กับการเข้ามาใช้สถานีวิทยุโทรทัศน์ แห่งประเทศไทย ทั้งในแง่ของการเอาเนื้อหาแล้วมาปรึกษาหารือในการจัดทําผลิตออกไป เพราะว่าความสามารถในด้านการผลิตของกระทรวงต่าง ๆ อาจจะไม่สู้สถานีโทรทัศน์ช่อง ๑๑ หรืออาจจะมาจ้างผลิต มาใช้สตูดิโอ (Studio) มาใช้เครือข่ายเวลาในการออกอากาศ เพราะฉะนั้นตรงนี้เพียงแค่ดิฉันจะยืนยันว่าเนื้อหาของรัฐไทยนั้นมีเนื้อหามากมายมหาศาล ที่จะนํามาเป็นต้นทุนในการผลิตรายการดี ๆ ออกไปนําเสนอ ไม่ต้องไปแข่งกับภาคเอกชน ซึ่งถึงจะแข่งเขาก็ไม่ทําตรงนี้หรอกค่ะ เพราะว่าเรตติง (Rating) ของเขานั้นจะมุ่งไปสู่ เป้าหมายคือตลาดโฆษณาเป็นหลัก แต่ของเรามุ่งไปที่ประชาชน จะถูกยกระดับความรู้ จะถูกยกระดับคุณภาพชีวิต จะถูกยกระดับว่าเขาจะรักรัฐของไทย ทําไมรัฐต้องมีรัฐบาลชุดนี้ นโยบายของกระทรวงคมนาคม กฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยบนท้องถนมากมายมหาศาล ซึ่งดิฉันจะไม่ระบุลงไปในแต่ละกระทรวง ซึ่งเขาได้มาแจงกับพวกเราเรียบร้อยแล้วค่ะว่า เขามีเนื้อหาประเภทไหนบ้างที่อยากจะผลิต จึงไปสู่การปฏิรูปในข้อปรับผังรายการและเนื้อหา มันก็เลยต้องแบ่งสัดส่วนว่าเอ็นบีที (NBT) เดิมที่เคยทําอยู่ปั้นข่าว ๗๐ เปอร์เซ็นต์ มันจึง เห็นอย่างที่ท่านเห็นอยู่นี่ละค่ะว่ามันก็ทําไม่ทันแล้ว มันก็ออกไปแบบที่ท่านเห็น แต่ถ้าเผื่อว่า ในหน่วยงานภาครัฐและดึงภาคประชาสังคมมาด้วย และเอกชนเข้ามาในสัดส่วนที่ต้องการ ในระยะเริ่มต้นเราควรจะแบ่งให้เขาไปสัก ๔๐ โดยอยู่ภายใต้การกํากับความเชี่ยวชาญการผลิต ของเรานี่ค่ะ คือเขาเรียกว่า คิวซี (QC) รายการของเรา อันนี้ก็จะช่วยทําให้ขีดความสามารถ ในการผลิตมันเพิ่มขึ้นได้เร็วแล้วก็ไปได้ดีขึ้น เพราะฉะนั้นประเด็นปฏิรูปไปสู่เรื่องที่ดูเหมือนว่า จะถูกกังวลกันตั้งแต่เจ้าของ ก็คือตัวสถานีวิทยุโทรทัศน์เอง คือกรมประชาสัมพันธ์ ประเด็นในเรื่องของการปรับรูปแบบคือโครงสร้างการบริหาร คณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ ไม่ลังเลใจเลย เสนอตรงเป๊ะไปเลย ปกติเสนอเปเปอร์ (Paper) เลยอาจจะให้ทางเลือกว่า เป็นโน่นเป็นนี่ เป็นองค์การมหาชนไหม เข้าตลาดหลักทรัพย์ไหม หรือเป็นแบบบีทีเอส (BTS) ไหม หรือไม่อย่างนั้นก็ยุบเลิกไปเลย แต่เราฟันธงว่าควรจะเป็นเอสดียู (SDU) ทําไมหรือคะ ก็เพราะว่ากฎหมายมาตรา ๑๐ ของ กสทช. บังคับไว้ กับ ๒. มติของ ครม. ใน ๓ สมัยนั้น ก็บังคับไว้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นไม่มีจะต้องไปเปรียบเทียบหาทางเลือกอื่น ถามว่าดิฉัน คงจะลงรายละเอียดตรงนี้นิดเดียวเท่านั้นค่ะว่า คําถามเกี่ยวกับเอสดียู (SDU) ท่านไปดู ในเอกสารแนบได้นะคะ ในเอกสารแนบที่เป็นคําถาม หรือภาคผนวก ก หน้า ๒๑ จะตอบ คําถามที่สงสัยหมดเลยเกี่ยวกับเอสดียู (SDU) นะคะ ในส่วนนี้ที่ถามกันมากก็คือ แล้วถ้าเผื่อว่า พนักงานของช่อง ๑๑ ปรับไปเป็นหน่วยงานรูปแบบพิเศษยังจะเป็นข้าราชการอยู่ไหม ยังมี ตําแหน่งข้าราชการรองรับอยู่ในตําแหน่งเดิม แต่ท่านปรับไปเพื่อจะไปอยู่เอสดียู (SDU) รูปแบบใหม่ ในรูปแบบใหม่ท่านก็จะทํางานในรูปแบบใหม่ที่มีการวัดผลแบบใหม่ มีค่าตอบแทน แบบใหม่ เมื่อท่านทําไปแล้วก็เจริญก้าวหน้าไปในแบบใหม่นั้นนะคะ ท่านยังไม่ได้เสียสิทธิ ในการที่จะกลับมาเข้ามาอยู่ในระบบราชการเพราะท่านไม่ได้หลุดออกไปค่ะ ท่านเพียงเป็น หน่วยงานรูปแบบพิเศษ เนื่องจากท่านมีภารกิจที่มันไม่ใช่หน่วยงานที่นั่งแล้วก็เสนอรายงาน ขออนุมัติงบประมาณรายปีนะคะ มันเป็นหน่วยงานที่ทั้งเรื่องงบประมาณ ทั้งเรื่องการผลิต ทั้งเรื่องอิควิปเมนต์ (Equipment) ทั้งเรื่องอุปกรณ์ ทั้งเรื่องเทคโนโลยี มันจะมาโดยที่ท่าน ไม่สามารถจะเอาแผนการบริหารงานแบบระเบียบระบบราชการ ระเบียบระบบงบประมาณ ระเบียบระบบการเลื่อนชั้น เลื่อนยศ การวัดผลแบบเดิมมันใช้ไม่ได้นะคะ ทําไมเราจึง เห็นด้วยกับรูปแบบพิเศษของหน่วยงานวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย แล้วก็บุคลากร ของสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยก็ไม่ได้เสียสิทธิอะไรของท่านเลยนะคะ นอกจากนั้นไม่น่าจะเป็นสาระสําคัญเท่าไร แต่ดิฉันมีประเด็นเพิ่มเติมเมื่อสักครู่นี้ ไปในเรื่อง โครงสร้าง ไปในเรื่องของงานแล้ว และไปในเรื่องของคนแล้ว ขอลงในเรื่องของงบ ทุกครั้ง ถ้าจะนําเสนอเกี่ยวกับสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เราต้องยอมรับและเราต้องเห็นใจ จริง ๆ ก็คือว่างบประมาณไม่เพียงพอ คนสมองไหล อุปกรณ์ ดิฉันว่าแข่งขันได้ แต่จํานวน มีเพียงพอ เยอะ ใช้ไม่เต็มศักยภาพ ถ้าในภาษาการบริหารทั่วไปต้องบอกว่ามีของดีไว้เยอะ แต่ว่าใช้ไม่คุ้ม ก็คือโครงข่ายที่มีอยู่ทั้งหมดครอบคลุมทั่วประเทศ รวมทั้งที่เรายังไม่ได้ทํา ภาษาอังกฤษออกไปนะคะ เพราะฉะนั้นในเรื่องของงบ การที่เรามาจัดสัดส่วนแล้วให้มีภาคส่วน ถ้าในภาษาบริหารเขาเรียกว่า เพิ่มสเต๊กโฮลเดอร์ (Stakeholder) คือผู้มีส่วน ๑๐ ส่วน ก็คือ มาทั้งในเรื่องของเนื้อหา ความรู้ คือตัวที่จะมาผลิต กับมาทั้งงบ ซึ่งในที่นี้มิได้หมายความว่า หน่วยงานรัฐทั้ง ๒๐ กระทรวงจะเทงบมาให้กับสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย หรอกค่ะ เขาแบ่งมาเท่าที่จําเป็น ก็จะทําให้สถานีวิทยุโทรทัศน์นี้มีลูกค้า ต้องพูดอย่างนี้ค่ะ ซึ่งจริง ๆ เป็นภารกิจ เพิ่มอยู่แล้วในตัวของตัวเอง แต่สิ่งที่จะเพิ่มได้อย่างมหาศาลก็คือ การเพิ่มให้สถานีวิทยุโทรทัศน์นั้นกลายเป็นโพรดักชันเฮาส์ (Production House) กลายเป็น ผู้ที่มีความสามารถสูงในการที่จะผลิตผู้อํานวยการผลิต ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า โพรดิวเซอร์ (Producer) รายการ ซึ่งโพรดิวเซอร์ (Producer) รายการพูดถึงเฉพาะ โพรดิวเซอร์ (Producer) รายการข่าวนี้ค่ะมันเป็นสิบ ๆ ความสามารถ ไม่ใช่แค่บอกว่าเป็นหัวหน้าข่าว หัวหน้าข่าวภูธร ข่าวต่างประเทศ ข่าวในประเทศไม่ใช่นะคะ คือโพรดิวเซอร์ (Producer) คือหัวใจสําคัญ เรามีความจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทุ่มสรรพกําลัง ให้โพรดิวเซอร์ (Producer) แล้วทําให้โพรดักชันเฮาส์ (Production House) ซึ่งสถานีวิทยุ โทรทัศน์แห่งประเทศไทยมีเครื่องมือ มีห้องส่ง มีสถานที่ปฏิบัติการ ซึ่งก็จะหมายถึงว่า ท่านทําได้ทั้งในรูปของอะเจนดาเบส (Agenda based) คืออะเจนดา (Agenda) ของรัฐบาล ของรัฐด้วยกัน และท่านยังสามารถที่จะปรับฟังก์ชันนัลเบส (Functional based) ของท่าน ที่ท่านมีอยู่แล้วให้ปรับขึ้นมาเกื้อกูล ถ้าท่านมองภาพต่อไปท่านจะเห็นว่าถ้าเผื่อสถานีวิทยุ โทรทัศน์แห่งประเทศไทยมีขีดความสามารถในการที่จะเอาเครื่องไม้เครื่องมือที่ตัวเองมีอยู่นั้น มาผลิตได้ ไม่ต้องถึง ๒๔ ชั่วโมง เอาแค่ ๘ ชั่วโมงต่อวัน ไม่ให้มีห้องช่วงไหนว่างแล้วก็ใส่ สัญญาณจากส่วนกลางไปอย่างเดียว อันนั้นละค่ะคือมูลค่าเพิ่มจากการที่จะได้รับงบประมาณ เพิ่มโดยไม่ต้องขอจากรัฐบาลอีกแล้ว อันนี้ก็คือเอสดียู (SDU) ก็เอื้อตรงนี้ให้ด้วย

สุดท้ายค่ะ ดิฉันก็คงจะขอเรียนท่านประธานที่เคารพ แล้วก็ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติค่ะ ถึงแม้ว่าถ้าท่านหรือท่านผู้ฟังหรือท่านที่ได้อ่านเอกสารชิ้นนี้ไม่เห็นด้วย แล้วไม่อยากจะปฏิรูปในแนวทางนี้ แต่จุดจบก็คือจะเหมือนกับที่เราเห็นและเป็นปรากฏการณ์ ที่เราเห็นกันอยู่คือกรณีของโนเกีย (Nokia) ระดับโลก โกดัก (Kodak) ระดับโลก และถ้าใน ประเทศไทยกรณีที่เห็นชัดเจนไปแล้วก็คือ รสพ. เขาไม่มีความผิดอะไรเลย แต่เขาก็ต้องหยุด ไปเพราะว่าไม่สามารถจะอยู่ในโลกที่มีความคล่องตัว เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป และมีการ แข่งขันรอบด้านตลอดเวลา ขอบพระคุณค่ะ