กษิต ภิรมย์ หารือประเด็นการพัฒนาบุคลากรไทยให้เป็นพลเมืองที่มีศักยภาพในยุคโลกาภิวัตน์ โดยเน้นลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างประเทศและทบทวนระบบการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน พร้อมเสนอให้มหาวิทยาลัย ภาครัฐ และภาคเอกชนร่วมกันพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า การเกษตร 4.0 และอุตสาหกรรมสุขภาพ รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือในการฝึกงานและวิจัยนวัตกรรม เพื่อผลักดันให้ประเทศก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตความรู้อย่างแท้จริงโดยอาศัยจุดแข็งด้านวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗ ท่านประธาน ผมค่อนข้างจะเสียดายนิด ๆ ที่ว่าเรื่องนี้เข้ามาที่ สปท. ของเรา ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายหรือเกือบสุดท้ายเสียแล้ว เพราะเรื่องนี้น่าจะได้มีการพูดคุยกันมาตั้งแต่ สปท. เริ่มใหม่ ๆ เพราะทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของการพัฒนาบุคลากรของประเทศไทยที่จะได้ ยืนหยัดอย่างสง่างามในโลกของการแข่งขันของยุคโลกาภิวัตน์ ก็อยากจะเท้าความสักนิดหนึ่ง ในงานที่ผมทําในกรอบของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการเมืองในส่วนที่ การส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองที่ทํามาตลอดร่วมปีครึ่ง แล้วก็ผ่านการพิจารณาของ สปท. ไป ๓ – ๔ ครั้ง ไปสู่รัฐบาลของท่าน พลเอก ประยุทธ ก็คือเรื่องของการพัฒนาคนไทย ให้เป็นพลเมืองประชาธิปไตย เป็นเรื่องระยะยาว ระยะสั้น ระยะปานกลาง เพราะต้องทําตั้งแต่ เด็กไปจนถึงผู้หลักผู้ใหญ่เพื่อจะได้เปลี่ยนทัศนคติความคิดความอ่าน การยึดมั่นในขนบธรรมเนียม ประเพณีที่ดีงาม เช่น ไม่อยู่ภายใต้อาณัติของอามิสสินจ้างหรือว่าระบบอุปถัมภ์ต่าง ๆ เหล่านี้ เพื่อให้คนไทยได้หลุดพ้นออกจากการเป็นราษฎรสู่ความเป็นพลเมืองประชาธิปไตย ฉันใดฉันนั้น ในขณะเดียวกันเราก็ต้องให้คนไทยทั้งประเทศนั้นหลุดพ้นจากการพึ่งพาองค์ความรู้แล้วก็ เทคโนโลยีของฝ่ายตะวันตก ของประเทศไต้หวัน ของประเทศเกาหลีใต้ ของประเทศญี่ปุ่น แม้กระทั่งของประเทศจีน แล้วก็ต้องหลุดพ้นจากการเป็นมือปืนรับจ้างของผู้ประกอบการ ใช้ภาษาอังกฤษคือว่า อยู่ในแอสเซมบลีไลน์ (Assembly Line) ประกอบชิ้นส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วเราก็ตระหนักดีว่าเราเป็นมือปืนรับจ้าง แล้วการแข่งขันของเราก็ถูกกระชับตัว ด้วยยุคโลกาภิวัตน์เมื่อโลกแห่งยุคสงครามเย็นสิ้นสุดลง ที่เคยแบ่งออกเป็น ๒ ฝ่าย ซึ่งไทยเคยมีแต้มต่อเพราะอยู่กับทางฝ่ายโลกเสรี ได้รับความช่วยเหลือมากมายจากทาง ฝ่ายตะวันตก แต่เมื่อประมาณ ๓๐ ปีที่แล้วโลกสงครามเย็นหมดไปทุกประเทศเป็นคู่แข่ง ของเรา ประเทศใกล้ไกล รอบ ๆ ในอาเซียน (ASEAN) ในชมพูทวีป ไปจนถึงแอฟริกา (Africa) ตะวันออกกลาง ไปจนถึงลาตินอเมริกา (Latin America) ผมคิดว่าเราตระหนักประเด็นปัญหา ต่าง ๆ เหล่านี้ว่าเราเป็นมือปืนรับจ้าง เราซื้อแฟรนไชส์ (Franchise) ซื้อของเขากิน ซื้อเทคโนโลยี เขาไม่ได้ แล้วก็ด้วยเหตุเช่นนั้นถึงได้มีการตั้งกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขึ้นมา
ประเด็นแรก อยากจะฟังทางคณะกรรมาธิการผ่านท่านประธาน คือมันมีประเด็น ปัญหาอะไรกับการทํางานของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ได้มีการตั้งศูนย์เฉพาะการ ใช่ไหมครับ ล่าสุดก็ทางด้านนาโน (Nano) ศูนย์อิเล็กทรอนิกส์ ศูนย์แมทีเรียล ไซเอนซ์ ไบโอเทค (Materials Science Biotech) ต่าง ๆ เหล่านี้เราต้องกลับมาถามตัวเองเสียก่อนว่าที่มีกระทรวง ขึ้นมา มีงบประมาณ มีบุคลากรเป็นดอกเตอร์ พีเอชดี (Ph.D) หลายร้อยคนนั้น มันมีประเด็น ปัญหาอะไรที่ว่าเรายังไม่ได้หลุดพ้นจากการเป็นมือปืนรับจ้าง และยังต้องพึ่งเทคโนโลยีต่าง ๆ จากต่างประเทศเสียส่วนใหญ่ กับอันที่ ๒ มันมีประเด็นปัญหาอะไรในแวดวงมหาวิทยาลัย ของเราโดยเฉพาะคณะวิทยาศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ แล้วอาจจะไล่ไปถึงพวกโรงเรียน อาชีวะด้วยว่าทําไมเราถึงผลิตช่างกลให้ตีกันเก่งแล้วทําไมไม่ทํางานให้มันเก่ง ต่าง ๆ เหล่านี้ ผมคิดว่าเราต้องมาทบทวนตรงนี้เสียก่อนเราถึงจะตั้งหลักได้ แล้วเราจะต้องแก้จุดอ่อนของ การพัฒนาคนในแวดวงการศึกษาในกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างไร นั่นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ เมื่อสักครู่ทางท่านกรรมาธิการได้มาชี้แจงว่า หอการค้าเยอรมัน ก็ดี หอการค้าอเมริกันก็ดี ท่านไม่ได้พูดด้วยว่าองค์กรเจสโทร (JASTRO) โออีซีดี (OECD) ธนาคารโลก เอดีบี (ADB) ต่าง ๆ เหล่านี้เขาได้วิพากษ์วิจารณ์ความขาดแคลนของบุคลากร ของไทยในทุกระดับอย่างไร ทําไมมันมีเยอะแยะไปหมด แล้วเราก็รู้กันอยู่ ก็ต้องถามว่า แล้วทางสภาอุตสาหกรรม สมาคมธนาคารพาณิชย์ของไทย แล้วก็สภาหอการค้าได้ทําอะไรให้กับ ตัวเองบ้าง ทางสภาหอการค้าก็มีเครือข่ายของสภาหอการค้าต่างชาติประมาณ ๓๐ – ๓๒ หอการค้า ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ อะไรก็ว่ากันไปเยอะแยะทั้งหมด และเขาเองได้ทําอะไรในการ ที่จะช่วยฝึกบุคลากรในโรงงานของเขา มันเป็นภาระร่วมกันครับ ไม่ใช่จะโยนทุกสิ่งทุกอย่าง มาที่ภาครัฐบาล ผมคิดว่าเราต้องมาทบทวนกันเสียก่อนว่ารู้เรื่องประเด็นปัญหามาตั้งเกือบ ๓๐ ปี ตั้งแต่กําแพงเบอร์ลินล่มสลายไปแล้วคู่แข่งเพิ่มขึ้นมาอีก ๑๐๐ ประเทศ แล้วทําไม ที่เราเพียรพยายามที่จะตั้งองค์กรขึ้นมา นอกจากสภาวิจัยเราก็มีสํานักงานคณะกรรมการ ส่งเสริมการวิจัย แล้วแต่ละมหาวิทยาลัยก็มีงบวิจัย เงินเหล่านี้เอาไปทําอะไร แล้วผลงานวิจัย ทําไมถึงไม่ได้มาตอบสนองการที่พัฒนาทักษะของคนทางด้านเซอร์วิสอินดัสทรี (Service Industry) การบริการ ทั้งหมดรวมทั้งโลจิสติกส์ (Logistics) ภาคเกษตร ภาคเอสเอ็มอี (SMEs) แล้วก็ทําไมเอนจิเนียร์ (Engineer) ของเรา นักวิทยาศาสตร์ของเรามันถึงยังขาดแคลน ผมว่า เราต้องมาทบทวนตรงนี้เสียก่อน เราจะได้ดูว่าจุดบกพร่องมันอยู่ที่ไหนแล้วไปเติมให้เต็ม เสียก่อน ตรงนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ แล้วถ้าต่อไปนี้เราจะบอกผ่านทางรัฐบาลท่านประยุทธ์ไปยัง ที่ประชุมอธิการบดีว่าให้แต่ละมหาวิทยาลัยนั้นไม่ต้องขยายคณะบริหารธุรกิจหรือว่าตั้งคอสต์ (Cost) มาเพื่อให้เป็นที่ชุบตัวของคนหมู่เหล่าบางกลุ่มได้ไหม แล้วก็ตั้งภาควิชาหรือคณะ มาเพื่อจะมาตอบสนองความต้องการของประเทศไทยในการที่จะเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ให้ได้ภายใน ๑๐ – ๑๕ ปีข้างหน้านะครับ อันนี้ก็เป็นอีกอันหนึ่งเหมือนกันว่าแล้วมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทําอะไร แล้วผมก็ได้เคยเสนอ ในสภานี้ว่ารายได้จากที่ดินทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งผม เป็นศิษย์เก่าผมคิดว่าผมมีสิทธิที่จะพูดว่ารายได้จากสามย่านทั้งหมด ผมขอ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ มาลงที่การวิจัยและค้นคว้า และต้องแยกการบริหารของรายได้ของมหาวิทยาลัยจากการ บริหารว่าด้วยเรื่องวิชาการให้เป็นกิจจะลักษณะ แล้วผมก็คิดว่ามีหลาย ๆ มหาวิทยาลัยที่มี ที่ดิน มีพรอเพอร์ตี (Property) ต่าง ๆ แล้วก็ไปทําในเชิงพาณิชย์ แต่ก็ถามว่าแล้วทําไม หอพักของนักเรียน ของนิสิตนักศึกษายังไม่มี นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่าทิ้งไว้ตรงนั้นเสียก่อน แต่ว่าประเด็นที่จะกลับมาก็คือว่ากระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็ดี มหาวิทยาลัยทั้งหลาย ท่านอธิการบดีทั้งหมดก็ดี ต้องมาคิดอ่านในทิศทางเดียวกัน ท่านบอกว่าท่านได้จัดประชุมไป มีคนมาเข้าร่วม ๑๕๐ คน มีอธิการบดีสักคนบอกว่าแล้วผมจะรับไปดําเนินการในการที่จะ ปรับปรุงการเรียนการสอน แล้วก็ให้การเรียน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็การวิจัย ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วในการวิจัยนั้นผมก็ต้องถามบอกว่าไปวิจัยอะไรเป็นสําคัญ อันนี้ผมก็กลับมาต่อที่ประเด็น ว่าเมื่อสักครู่ทางฝ่ายกรรมาธิการได้พูดเรื่อง ๔.๐ ผมอยากไม่ให้เราไปท่องเป็นสูตรคูณ นะครับ ท่องจําแล้วก็พูดกันทุกคน ผมอยากจะให้มีการนิยาม ดีไฟน์ (Define) คําว่า ๔.๐ ให้ชัดว่า ณ ทีนี้หมายความว่าอะไรสําหรับประเทศไทย เพราะว่า ๔.๐ แล้วมาบอกว่ามันมี เอไอ (AI) มันมีบิ๊กดาต้า (Big Data) มีโรบอต (Robot) มีอิเล็กทริกคาร์ (Electric Car) มันก็พูดง่ายนะครับ แต่มันต้องแปลง ๔.๐ มาเป็นแขนงอุตสาหกรรม แขนงบริการให้มันชัด นะครับ ผมหวังว่าท่านประธานและกรรมาธิการจะเข้าใจผม สมมุติว่าผมบอกว่าต่อไปนี้ ผมอยากจะขอเสนอให้รัฐบาลท่าน พลเอก ประยุทธ์ ประกาศให้ชัดว่าภายใน ๑๐ ปีข้างหน้า จะไม่มีรถยนต์ที่ผลิตมาโดยบริษัทต่างชาติทั้งหลายที่ใช้น้ํามันกับแก๊ส แล้วก็อีก ๑๐ ปี ข้างหน้าประมาณปี ๒๕๗๐ บริษัทรถยนต์ทุกคันในประเทศไทยจะต้องมีผลิตแค่รถ อิเล็กทรอนิกส์ เมื่อผมตั้งเป้าในเรื่องอุตสาหกรรมรถยนต์ได้แล้ว ผมก็จะย้อนกลับมาที่ โรงเรียน มาที่มหาวิทยาลัย แล้วก็มาที่อาชีวะว่าผมจะผลิตบุคลากรเพื่อจะรองรับ ๔.๐ ว่าด้วยอิเล็กทริกคาร์ (Electric Car) ได้หรือไม่อย่างไร ผมคิดว่ามันต้องมีตัวของวิชาชีพ หรือแขนงอุตสาหกรรมให้มันชัดเพื่อจะรองรับคําว่า ๔.๐ นั่นเป็นอันที่ ๑ อันที่ ๒ เราก็บอกว่า เราเป็นประเทศเกษตร แล้วกสิกรรมเราจะเป็นอย่างนี้ไปอีกนาน แต่มันก็ไปโยงกับอุตสาหกรรม การเกษตร ก็ต้องถามบอกว่าถ้าเผื่อเราจะเป็นศูนย์ครัวของโลก คิตเชน ออฟ เดอะ เวิลด์ (Kitchen of the World) ๔.๐ ของอะกริคัลเจอร์ (Agriculture) กับอะโกรอินดัสทรี (Agro Industry) เกษตรและเกษตรแปรรูปนั้นคืออะไร มันก็ต้องมีเรื่องของการค้นคว้าวิจัย ในเรื่องของการเก็บ อาหาร การออมอาหารต่าง ๆ เรื่องระบบไซโล (Silo) มาจนถึงเรื่องของการบรรจุหีบห่อ แพกเกจจิง (Packaging) ทั้งหลาย มันก็จะมีเรื่องของฟู้ดไซเอนซ์ (Food Science) วิทยาศาสตร์ว่าด้วยอาหารโภชนาการต้องเข้ามา เรื่องนูทริชัน (Nutrition) การรับประทาน อาหารให้มันถูกกับสุขภาพ ไม่ทําลายสิ่งแวดล้อม มันก็เป็นอันที่ ๒ ใช่ไหมครับ อันแรก เกี่ยวกับรถยนต์ อันที่ ๒ เกี่ยวกับอาหาร
อันที่ ๓ เราก็บอกว่าเราอยากจะเป็นเมดิคัลฮับ (Medical Hub) ของโลก การแพทย์ เราก็คงไม่ต้องไปซื้ออุปกรณ์ทางด้านการแพทย์จากต่างประเทศเข้ามาหมด แล้วเราจะค้นคว้า วิจัย แล้วก็ผลิตอะไรเองบ้าง วัคซีนเราก็ยังผลิตไม่พอ เตียงผ่าตัดเราก็ยัง ไม่มี อะไร ๆ เราก็จะจัดซื้อจัดจ้างกันอย่างเดียว เราจะมีอุตสาหกรรมว่าด้วยการแพทย์ กี่อุตสาหกรรมในกรอบของคําว่า ๔.๐ แล้วเราจะมีเทคนิเชียน (Technician) ในห้องแล็บ (Lab) กี่คน จะมีการวิจัยค้นคว้าในเรื่องอะไรบ้าง ทั้งในเรื่องของยาอุปกรณ์การใช้ต่าง ๆ เหล่านี้ และเราจะผลิตบุคลากรที่อาชีวะ และเราจะไปสร้างค่านิยมให้กับเด็ก ม. ๔ ม. ๕ ม. ๖ อย่างไรให้เข้ามาเรียนวิทยาศาสตร์ แล้วเราจะเปิดการเรียนการสอนทางด้านการแพทย์ การวิจัย ให้มันเป็นเสรีได้ไหม แพทยสภา จะว่าอย่างไรถ้าเผื่อฝรั่งมังค่าเขาอยากจะมาเปิดเมดิคัลคอลเลจ (Medical Collage) ที่นี่ แล้วก็แพทย์เราก็ไม่พอให้เขาเข้ามาทํางาน ๓ ปี ๕ ปี ระหว่างที่เรายังขาดบุคลากร เราจะ เปิดใจกว้างในเรื่องนี้ได้ไหม เพื่อที่โรงพยาบาลเอกชนจะได้ไม่มาขโมยหรือมายืมตัวของ แพทย์ที่เป็นข้าราชการเมื่อตอน ๔ โมงครึ่ง คือผมคิดว่าการเป็นข้าราชการมันไม่ได้หมด เมื่อตอน ๔ โมงครึ่งครับ มันเป็น ๒๔ ชั่วโมง ผมก็ไม่ค่อยจะเห็นด้วยที่ว่าทํางานหลวงจนถึง ๔ โมงครึ่งแล้วก็ไปทํางานเอกชน ก็เท่ากับเอกชนมาขโมยบุคลากรของชาติที่เขาเรียนแพทย์ มาด้วยเงินภาษีของประเทศทั้งนั้น ตรงนี้ในเรื่องการศึกษาก็ต้องดูด้วยว่าเราจะผลิตบุคลากร อย่างไรให้มันเกิดความเป็นธรรมและยุติธรรมต่อสังคมโดยองค์รวม อันนี้ก็อยากจะฝากไว้ว่า ต้องแจงแขนงมาเสียก่อน คราวนี้ก็มาในส่วนของภาพกว้าง คือเรื่องไอที (IT) ทั้งหมด เราได้ พูดกันในที่นี้นะครับ ในกรอบของคณะกรรมาธิการปฏิรูปเรื่องสื่ออะไรต่าง ๆ ผมก็ได้พูดไว้ หลายครั้งว่าเราอยากจะเป็นสังคมไอที (IT) เป็นดิจิทัลอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วเราเตรียม บุคลกรอย่างไร มันก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง เพราะว่าอีกหน่อยเราก็จะมีเครื่องมือเครื่องใช้ จากต่างประเทศเข้ามามากมายนอกเหนือที่จะเพียรพยายามผลิตเอง เราจะเตรียมบุคลากร ในเรื่องนี้อย่างไร เพื่อใช้ให้เป็น แล้วก็ซ่อมให้เป็น รักษาให้เป็น แล้วก็เริ่มที่จะผลิตชิ้นส่วน แล้วก็เริ่มที่จะให้มีการค้นคว้าวิจัยอย่างกว้างขวางผ่านทางกระทรวงศึกษาธิการ ผ่านทาง ที่ประชุมอธิการบดี ผ่านทางกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ส่วนประเด็นสุดท้ายครับเพราะเวลาจํากัด ผมคิดว่าการทํางานร่วมกัน ๓ เส้า เป็นเรื่องประเทศเยอรมนี ที่ประเทศญี่ปุ่น ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เขาก็ทํา ไม่ใช่ ๒ เส้า คือฝ่ายวิชาการ ๑ ขา มหาวิทยาลัยทั้งหมด อันที่ ๒ รัฐบาล อาจจะเป็นกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือจะเป็นสํานักนายกรัฐมนตรี หรือจะเป็น สํานักงบประมาณ แล้วก็อันที่ ๓ คือทางภาคเอกชนต้องมาลงขันร่วมกันในการที่จะพัฒนา บุคลากร ค้นคว้าวิจัย ผมอยากจะเสนอผ่านท่านประธานไปที่กรรมาธิการ ต้องขอให้ บริษัทเอกชนทั้งหมดรับเอาเด็กนักเรียนอาชีวะหรือมัธยม หรือว่าในมหาวิทยาลัยนั้น ไปฝึกงานเป็นประจําในช่วงปิดภาคฤดูร้อนได้ไหมครับ ๒ เดือน แล้วก็ให้ค่าตอบแทนเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ค่าอาหารด้วย มันก็จะได้เพิ่มทักษะของเยาวชนเราตั้งแต่เยาว์วัย แล้วก็เริ่มที่จะให้ มีการทํางานร่วมกันทั้ง ๓ เส้าให้เป็นกิจจะลักษณะ แล้วเราต้องเป้าว่าภายใน ๕ ปี ๑๐ ปี ข้างหน้านั้นเราสามารถที่จะเปลี่ยนสภาพของสังคมไทยจากการเป็นมือปืนรับจ้างซื้อเขาเอามาใช้ มาเป็นผู้ที่สามารถที่จะคิดเอง บริหารเองได้อย่างจริงจัง แล้วก็ต้องโยงใยกับสิ่งที่เรามีอยู่ ก็คือ ที่เรามีความสามารถคือมรดกวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษให้มาบนผืนแผ่นดินสยามอันนี้ เรื่องของ ภาคเกษตร แล้วก็สติปัญญาของคนไทย แล้วก็ฝีมือที่จะทําอะไรที่มันวิจิตรแล้วก็งดงามได้ มันต้องโยงมากับสิ่งที่เรามี แล้วก็ย้อนกลับไปให้มันไปที่ ๔.๐ ให้ได้ครับ ขอขอบคุณมากครับ ท่านประธาน