เลิศรัตน์ สนับสนุนปฏิรูปกำลังคนวิทย์-เทคโนโลยี สู่ไทยยั่งยืน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๙ · ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๐

เลิศรัตน์ รัตนวานิช หารือการพัฒนาและเพิ่มกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเน้นปัญหาคุณภาพการศึกษา ทั้งด้านคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษที่ถดถอย ความไม่สอดคล้องระหว่างอุปสงค์และอุปทานแรงงาน รวมถึงข้อเสนอการปฏิรูปการศึกษาตั้งแต่ระดับอาชีวะถึงอุดมศึกษาและการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสในการอภิปรายในหัวข้อวาระปฏิรูป เรื่อง การพัฒนา และเพิ่มกําลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ประเทศไทยที่ยั่งยืน ของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ซึ่งผมได้ลงชื่อร่วมอภิปรายก็เพื่อสนับสนุน ข้อคิดเห็น ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการนะครับ แล้วก็แสดงความคิดเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง ที่มีความสําคัญยิ่งต่อประเทศที่จะก้าวเดินต่อไปตามยุทธศาสตร์ของรัฐบาล ๒๐ ปี ประเด็น ปัญหาที่ทางกรรมาธิการได้กรุณาทําการศึกษาแล้วก็เขียนไว้ในเอกสาร ก็มีหลาย ๆ ประเด็นซึ่งก็ตรงกับปัญหาข้อเท็จจริงของประเทศ ซึ่งผมก็คงจะช่วยชี้แนะ เพิ่มเติมว่ามันเป็นปัญหาจริง ๆ แล้วมันก็เป็นสิ่งที่เราจะต้องหาทางแก้ไข ข้อเสนอในการ ปฏิรูปของกรรมาธิการมี ๖ ด้านหลัก ๆ ตั้งแต่มาตรการเฉพาะหน้า มาตรการในระดับ อาชีวศึกษา ระดับอุดมศึกษา ไปจนถึงในเรื่องของการขยายบทบาทภาคเอกชน แล้วก็ การปรับค่านิยมการเรียนสายอาชีพ ก็จะเห็นว่าจริง ๆ แล้วในเรื่องนี้มันต้องแยกออกเป็น ๒ เรื่องใหญ่ พอเราเขียนรวมกันว่าเป็นเรื่องของการเพิ่มกําลังคนด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเราก็จะมองไปในระดับของนักวิทยาศาสตร์ ระดับของผู้ที่จบปริญญา ผู้ที่เป็น นักวิจัย แต่ที่จริงในเอกสารฉบับนี้ได้พูดถึง ๒ เรื่อง คือเรื่องของภาคกําลังคนในการผลิต คือพวกทํางานในโรงงาน พวกที่จบอาชีวศึกษา ซึ่งพวกนั้นเป็นพวกระดับเมคะนิก (Mechanic) ระดับเป็นช่าง ไม่จําเป็นต้องเป็นคนที่เก่งมาก ไม่จําเป็นต้องเป็นคนที่มีไอคิว (IQ) สูง ๆ อีกส่วนหนึ่งก็คือพูดถึงนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ นักวิศวกร ที่ต้องเรียนสูง ๆ มีความรู้ ความสามารถ ไม่ใช่แค่จบมาได้ใบปริญญาแล้วก็ไปทําอาชีพอื่น แต่จะมีความรู้ความสามารถ ในการที่จะสานงานด้านการวิจัย ด้านการผลิตของประเทศให้ทัดเทียมกับประเทศที่เขามี ความเจริญในด้านอุตสาหกรรม เพราะฉะนั้นที่จริงเราพูดถึง ๒ เรื่องไว้ในเรื่องเดียวกัน บางที ข้อเสนอแนะอาจจะคร่อม ๆ กัน แล้วก็เลยไม่รู้ว่าเป็นข้อเสนอแนะของเรื่องหนึ่งเรื่องใด แต่ปัญหาของบุคลากรของประเทศไทยมีมาช้านาน สมัยผมเป็นนักเรียน ๓๐ – ๔๐ ปีที่แล้ว เด็กไทยเป็นเด็กที่เก่งในด้านคณิตศาสตร์ สอบจีแมท (GMAT) จีอาร์อี (GRE) ของประเทศ สหรัฐอเมริกาได้คะแนนดี ๆ ทั้งนั้นเลย มหาวิทยาลัยระดับท็อป (Top) ก็ต้อนรับ มีจุดอ่อน ด้านภาษาอังกฤษ สอบตก สอบได้คะแนนต่ํามาก แต่เขาก็ยังให้โอกาสให้ไปเรียนภาษา อังกฤษสัก ๑ เทอม ๒ เทอม เพราะเขาเชื่อมั่นในความสามารถ ในด้านของคณิตศาสตร์ แต่ปัจจุบันนี้ทั้งคณิตศาสตร์ ทั้งภาษาอังกฤษของเราอ่อนทั้ง ๒ อย่าง ไม่ว่าจะเปรียบเทียบ กับประเทศในอาเซียน (ASEAN) เอง ไปดูในการรับเข้าเรียนในประเทศสหรัฐอเมริกานะครับ มหาวิทยาลัยดี ๆ ไอวีลีก (Ivy League) เอ็มไอทีฮาร์เวิร์ด (MIT Harvard) นักเรียนไทย มีแห่งละไม่กี่สิบคน เปรียบเทียบกับนักเรียนที่มาจากต่างชาติอื่น ๆ อีกมากมาย นั่นเป็น อินดิเคชัน (Indication) อันหนึ่งที่เห็นว่าคุณภาพของเด็ก การศึกษาของเด็กไทย คุณภาพ ของไอคิว (IQ) ของการพัฒนาในด้านสมองต่ําลงกว่าสมัยเมื่อ ๓๐ – ๔๐ ปีก่อน อันนี้เห็นได้ ชัดเจน ไปดูจากสถิติการสอบซึ่งของประเทศสหรัฐอเมริกาค่อนข้างจะได้มาตรฐาน คนที่เก่ง เท่าไรสอบกี่ครั้งก็ได้คะแนนเท่านั้นล่ะ เพราะฉะนั้นจึงเป็นข้อมูลหนึ่งที่ผมอยากจะฝากไว้ว่า เรามีปัญหาในเรื่องการเรียนการสอนแน่นอน ภาษาอังกฤษของเราเป็นจุดอ่อนที่สุด ในอาเซียน (ASEAN) นอกจากไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของประเทศที่เขาใช้ภาษาอังกฤษแล้ว การเรียนการสอนด้านภาษาอังกฤษของเราก็อ่อน มีวิธีการที่ไม่เป็นมาตรฐาน ก็ต้องขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนปัจจุบันนะครับ ตอนท่านเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ ท่านก็เลยมาทํางานร่วมกับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพที่ผมเป็นประธานอยู่ เราได้ช่วยกันสร้าง มาตรฐานการสอนและการเรียนภาษาอังกฤษของทุกระดับ ซึ่งท่านบอกว่าอีกหน่อยจะบันทึก ไว้ในใบเซอร์ทิฟิเคต (Certificate) ตอนจบ ทั้งมหาวิทยาลัย ทั้งอาชีวะ ทั้ง ม. ๖ ม. ๓ ว่า มีความสามารถในด้านภาษาอังกฤษขนาดไหน อันนี้ก็จะเป็นอันหนึ่งที่จะทําให้ถ้าคนเรียน ภาษาอังกฤษไม่เก่ง ความรู้ภาษาอังกฤษไม่ดี เขาก็ไม่สามารถจะไปเรียนต่อด้านคณิตศาสตร์ ด้านวิทยาศาสตร์สูง ๆ ได้ อันนั้นก็เป็นปัญหาหนึ่งที่ทําให้คนไทยเลือกเรียนวิชาสังคมศาสตร์ เลือกเรียนวิชานิเทศศาสตร์ เลือกเรียนวิชามนุษยศาสตร์ ซึ่งเรียนเสร็จแล้วก็ไปทํางานอะไร ก็ไม่รู้ อันนี้ก็เป็นปัญหาที่เรียนไม่ตรงกับงานที่จะไปทํา หรือกับปัญหาที่ทางกรรมาธิการ ได้หยิบยกมาว่าความต้องการคือดีมานด์ (Demand) กับซัปพลาย (Supply) มันไม่ สอดคล้องกัน ไม่ว่าในระดับของอาชีวะเองหรือระดับของมหาวิทยาลัย จริง ๆ แล้วในเรื่อง ของการพัฒนาด้านอาร์แอนด์ดี (R&D) ถ้าเราดูรูปแบบในหลาย ๆ ประเทศจะต่างกัน อย่างของ ประเทศสหรัฐอเมริกาเขาไม่มีกระทรวงวิทยาศาสตร์หรอกครับ ถึงเขาจะมีแต่ก็ไม่ได้มา ควบคุมการเรียนการสอนแบบอย่างที่เราต้องการ เอาทุกกระทรวงมารวมกันไว้ด้วยกันหมด อย่างนี้ มันเป็นเรื่องของภาคเอกชนที่เขาทํากันเอง มหาวิทยาลัยที่ดี ๆ มีโพรเฟสเซอร์ (Professor) ดี ๆ ก็มีบริษัทที่ใหญ่ ๆ บริษัทข้ามชาติ เข้าไปส่งเสริม ไปสร้างตึกให้ ไปสร้างศูนย์ให้ อย่างที่ผมเคยเรียนในที่ประชุมแห่งนี้ที่เอ็มไอจี (MIG) ซึ่งผมไปเยี่ยมมาเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีทั้งศูนย์รักษามะเร็ง มีศูนย์ของ ไมโครซอฟต์ (Microsoft) ศูนย์ของบริษัทต่าง ๆ ที่เข้ามาสร้างให้เลย แล้วก็มานั่งวิจัย มานั่ง ทํางานร่วมกัน ผลงานออกมาก็สามารถไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ ไปใช้ในทางการแพทย์ได้ ไปใช้ ในการส่งคนไปสู่อวกาศได้ อย่างที่เป้าหมายที่ตั้งไว้ของรัฐบาลของประเทศสหรัฐอเมริกา อันนั้นเป็นเรื่องของการที่มีการจับมือร่วมกันอย่างใกล้ชิด ซึ่งก็ได้ผลประโยชน์ร่วมกัน โพรเฟสเซอร์ (Professor) เก่ง ๆ ก็มาอยู่ที่นี่ เพราะมีรายได้ที่ดีกว่าไปอยู่มหาวิทยาลัยที่อ่อน ๆ เพราะฉะนั้นก็เป็นการสร้างนักวิทยาศาสตร์ สร้างนักอาร์แอนด์ดี (R&D) ที่เป็นความร่วมมือ ระหว่างเอกชนด้วยกัน และระหว่างภาคการศึกษา ผมไปที่ระยองก็มีบริษัทด้านปิโตรเคมี บริษัทหนึ่ง ซึ่งเขาก็จ้างนักวิทยาศาสตร์เข้ามาตั้ง ๑๐๐ กว่าคน คนไทยนี่ครับมาทํางานเลย มันเป็นแนวทางในการสร้างผู้ที่จะมาช่วยในการต่อยอดทางด้านการผลิตนักวิทยาศาสตร์ มันก็มีหลายแนวทางที่เราจะต้องเดิน ไม่ใช่ต้องพึ่งพาภาครัฐอย่างเดียว ส่วนในเรื่องของ ภาคอาชีวะ ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์เองตั้งแต่ปีแรกที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านไป เป็นประธานประชุม เรื่องการพัฒนาการเรียนการสอนแบบทวิภาคีระหว่างอาชีวะกับบริษัท ซึ่งช่วงนั้นก็มีอยู่แค่เพียงสัก ๑๐๐ บริษัทที่เข้ามาร่วมในกิจกรรมนี้ วันนี้ก็ไม่รู้ว่าเดินหน้า ไปถึงไหน แต่ก็คงยังไม่มากเพียงพอที่จะทะลุไปถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ อย่างที่ทางกรรมาธิการ อยากเห็นนะครับว่านักศึกษามีโอกาสไปฝึกงาน จบแล้วก็ทํางานเลย มีภาพ ๆ หนึ่งที่อยู่ใน รายงานในหน้า ๒๓ ซึ่งเขียนไว้ดีมากว่า วอต เดอะ ยูเอส แคน เลิร์น ฟอร์ม เดอะ เวย์ เยอรมนี เทรน อิต เวิร์กฟอร์ซ (What the US can learn from the way Germany trains it workforce) หลายท่านอาจจะอ่านแล้วไม่รู้ว่ามันอะไรนะครับ ก็หมายความว่า ประเทศสหรัฐอเมริกาควรจะเรียนรู้อย่างไรจากประเทศเยอรมนีในการพัฒนาภาคแรงงาน ในด้านโรงงาน เวิร์กฟอร์ซ (Workforce) ตัวนี้เขาพูดถึงแรงงานในด้านโรงงาน เมื่อ ๒ ปีที่แล้ว ผมไปดูงานที่ประเทศเยอรมนีที่บริษัทบอสเรคซอท เขามีโรงเรียนของเขาเองเลยในการสร้าง คนที่จะเข้ามาทํางานในโรงงานของเขา ไม่ว่าในด้านของอิเล็กทรอนิกส์ เมคาทรอนิกส์ (Mechatronics) ต่าง ๆ ด้านการกลึง การเชื่อม การหล่อ เขาเปิดโรงเรียนเองเลย เพราะฉะนั้น เด็กที่เรียนก็มาจากโรงเรียนอาชีวะ แต่มาเรียนอยู่ที่นี่ แล้วเมื่อจบก็ได้ทั้ง ๒ เซอร์ทิฟิเคต (Certificate) ได้ของโรงเรียนด้วย และได้ของโรงงานด้วย แล้วเขาก็เลือกเด็กเหล่านั้น เข้าทํางานต่อเลย ส่วนเด็กที่ไม่ประสงค์จะอยู่ก็สามารถไปทํางานที่อื่นได้ เพราะฉะนั้นนั่นคือ สิ่งที่เป็นความหมายของภาพนี้ คือว่าบริษัทในประเทศเยอรมนีเขาสร้างเวิร์กฟอร์ซ (Workforce) ของเขาเอง เกินเลยไปกว่าทวิภาคีที่เราพูดถึงเสียอีกนะครับ เพราะทวิภาคีของพวกเราก็ไป เรียนกันแค่ไม่กี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่นั่นคือมาอยู่ที่โรงงานเลย บริษัทสร้างครูขึ้นมาเพื่อสอน เด็กเหล่านี้เลย แล้วก็มีหลักสูตรเพิ่มเติม ครูที่อยู่โรงเรียนก็มาสอนที่นี่ในวิชาที่อาจจะเป็น สหศึกษาวิชาอื่น ๆ เพื่อให้เด็ก เพราะการเรียนการสอนด้านวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ อย่างเดียวไม่สามารถสร้างคนให้เป็นคนที่ดีของสังคมได้ จึงต้องมีการเรียนการสอนในด้าน สังคม ในด้านจิตวิทยา ในด้านมนุษยศาสตร์อะไรรวมอยู่ด้วย เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นตัวอย่าง ที่เห็นว่าการสร้างเวิร์กฟอร์ซ (Workforce) จะประสบความสําเร็จได้มันต้องลงไปทํางาน กันอย่างจริงจัง มือต้องเปื้อนมันถึงจะเกิดความรู้ความเข้าใจในการทํางานได้ เพราะฉะนั้น ในบ้านเราก็ยังไม่แน่ใจว่ามีกี่บริษัท ก็เริ่มมีที่ตั้งบริษัทขึ้นมาสอนคนของตัวเองเพื่อให้เข้าไปสู่ แรงงานของตัวเองนะครับ ซึ่งก็คงจะไม่อยากจะกล่าวถึงชื่อบริษัทเหล่านั้นนะครับ สุดท้ายก็ดีใจในหน้า ๒๕ บรรทัดรองสุดท้าย เป็นข้อเสนอของกรรมาธิการ ข้อ ๖.๒ พัฒนาระบบคุณวุฒิวิชาชีพซึ่งเป็นที่ยอมรับเพื่อให้มีการจ่ายค่าตอบแทนตามสมรรถนะ เพราะถ้าไม่เขียนตรงนี้ผมคงจะต้องอภิปรายเพิ่มเติมมากขึ้นเยอะ เพราะระบบคุณวุฒิ วิชาชีพเป็นเรื่องใหม่ของประเทศ คือโพรเฟสชันนัลควอลิฟิเคชัน (Professional Qualification) หรือระบบการสร้างสมรรถนะ การที่เราวัดความสามารถจากสมรรถนะคือความสามารถ ในการทํางานจริง อันนี้ก็จะช่วยทั้งในภาคการศึกษา คือเมื่อสร้างระบบคุณวุฒิวิชาชีพขึ้นมา แล้วก็จะไปปรับระบบการศึกษาให้เรียนตามที่จะออกไปทํางาน แล้วก็รวมถึงการที่ใช้ในการ ทดสอบคนที่ทํางานอยู่แล้วให้สามารถที่จะพัฒนาตัวเองเข้าไปสู่ระดับสูงขึ้นได้ด้วยการใฝ่ ในการที่จะทํางานหรือเรียนรู้เพิ่มเติมเขาก็จะได้รับการเลื่อนตําแหน่ง เลื่อนหน้าที่ ได้รับ ค่าตอบแทนสูงขึ้น เพราะฉะนั้นระบบคุณวุฒิวิชาชีพก็จึงเป็นระบบหนึ่งที่จะต้องนํามาใช้ ในการที่จะสร้างมาตรฐานของเวิร์กฟอร์ซ (Workforce) ในการทํางาน ผมก็ยินดีที่กรรมาธิการ ได้นําเรื่องนี้มาเสนอ แล้วคิดว่าข้อเสนอใน ๖ ด้าน แต่ละด้านมีหลายข้อก็คงจะสําเร็จได้ หรือไม่อยู่ที่ความจริงจังในการผลักดันของรัฐบาลและของทุกภาคส่วน ก็ขอให้ช่วยกันในการ ที่จะส่งเสริมให้การเสนอวาระปฏิรูปนี้ได้ไปสู่รัฐบาลแล้วก็นําไปสู่การดําเนินการให้มากที่สุด ในอนาคตเพื่อสร้างประเทศของเราให้เข้าสู่ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ขอบพระคุณครับ