ประยูร ชูอาชีวะทวิภาคี เสนอพัฒนากำลังคนวิทย์-เทคโนโลยี

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๙ · ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๐

ประยูร เชี่ยววัฒนา ตอบข้อซักถามเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และสถาบันการศึกษา ย้ำความจำเป็นในการผลักดันความร่วมมือสามฝ่ายเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน พร้อมสนับสนุนการขยายอาชีวศึกษาทวิภาคี การจัดตั้งศูนย์พัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และผลักดันสหกิจศึกษาเพื่อช่วยเยาวชนค้นพบศักยภาพตนเอง ลดการสูญเสียทรัพยากรบุคคลของประเทศ

นายประยูร เชี่ยววัฒนา กรรมาธิการ

ขอบพระคุณครับท่านประธาน ก่อนอื่นขอกราบขอบพระคุณทุกท่านสําหรับทุกความเห็น ผมขออนุญาตตอบทุกท่าน ในแต่ละปัญหาที่กรุณาให้ความเห็นมา ของท่านสุรินทร์นี่ส่วนใหญ่จะเป็นข้อเสนอ ซึ่งผมจะ รับไปปรับปรุงในเอกสารรายงาน

ประเด็นถัดมาของท่านกษิต ภิรมย์ ผมคิดว่าประเด็นสําคัญที่สุดที่ท่านถาม ซึ่งผมว่าเป็นคําถามของทุกคนในประเทศไทยก็คือว่า เมื่อไรเราจะพึ่งตัวเองได้ ผมขอ กราบเรียนว่าจริง ๆ ทั้งกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงศึกษาธิการ พยายามทําตรงนั้น และผมเชื่อว่ามีผลงานอะไรออกมาพอสมควร มีความร่วมมืออย่างชัดเจนว่ามหาวิทยาลัยมหิดลกับพวกฟู้ดอินดัสทรี (Food Industry) แล้วได้ผลออกมา ขณะที่อุตสาหกรรมนั้นลงเงินเพิ่มเป็นล้านล้านบาท แต่บังเอิญมันเพิ่งเกิด แล้วมันอาจจะค่อย ๆ เกนโมเมนตัม (Gain Momentum) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ของโลก แล้วก็สร้างงานอะไรหลายอย่างที่ทําให้ อุตสาหกรรมนั้นยังอยากอยู่ในประเทศไทย มจท. ก็จะมีศูนย์ลักษณะทํานองนี้ เห็นด้วยกับ ท่านกษิตเต็มที่เลยครับว่ามันจะต้องเป็นภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และวิชาการคือ มหาวิทยาลัย ๓ หน่วยงานนี้จะต้องกอดคอร่วมมือกันทํา แล้วในข้อเสนอเราก็จะพยายาม ย้ําประเด็นนี้ให้ชัดเจนมากขึ้นนะครับ

ถัดไปก็จะเป็นประเด็นของท่านเลิศรัตน์ ขอบพระคุณอย่างสูงครับที่กรุณา ให้คําแนะนําเกี่ยวกับเรื่องอาชีวศึกษา อาชีวศึกษาอย่างที่ท่านเลิศรัตน์พูดถึงว่า โอเค (Okay) เราพยายามจะโปรโมต (Promote) พยายามจะขับเคลื่อน แล้วธงสําคัญที่เราต้องการทําให้ เกิดก็คือคุณวุฒิวิชาชีพ ซึ่งตอนนี้สถาบันของท่านเลิศรัตน์ก็เป็นหน่วยงานสําคัญที่สุดที่ทําให้ สิ่งนี้เกิดขึ้นแล้วก็ขยายตัว ปัจจุบันอาชีวะทวิภาคีนักศึกษาผมเข้าใจว่าอาชีวะทั้งระบบ ประมาณแสนกว่าคน ประมาณ ๑๕ – ๑๖ เปอร์เซ็นต์อยู่ในอาชีวะทวิภาคี ซึ่งเราคิดว่ามันยังไม่ เพียงพอ เราอยากจะเห็นประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ภายใน ๕ – ๖ ปีข้างหน้า เรียนท่านทั้งหลาย ว่าอาชีวะทวิภาคีนี้ไม่ใช่ไปฝึกงาน ๑ – ๒ อาทิตย์นะครับ ไปอยู่กับเขา ๑ เทอม ๓ – ๖ เดือน แล้วนั่งทํางาน คือไปทํากับเขา แล้วก็ได้รับ ในความหมายหนึ่งก็คืออาจจะไม่ใช่ค่าจ้าง ก็คือ ค่าตอบแทน กินอยู่กับเขา ทําในโรงงาน แล้วก็เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ แล้วเด็ก เหล่านั้นส่วนใหญ่ไปแล้วชอบ เพราะว่าเด็กจํานวนหนึ่งสามารถส่งเงินกลับไปให้พ่อแม่ แล้วไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน ซึ่งตรงนี้ถ้าเราทําได้ดีผมเชื่อว่ามันจะมีแรงดึงดูดแล้วก็ปรับเปลี่ยน สมดุลระหว่างสายอาชีพกับสายสามัญได้เร็วพอสมควร ตรงนี้ก็จะเป็นทิศทางที่เราจะ พยายามเสนอแนะเข้าไปในรายงาน

ถัดมาความเห็นของดอกเตอร์ดุสิตนะครับ ผมขอบพระคุณสําหรับความเห็น อันนี้สําคัญนะครับ เรื่องศูนย์สถาบันพัฒนาและคาดการณ์กําลังคนด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ต้องเรียนว่าถ้าต้องคาดกันเป็นจํานวนคนอาจจะเกินกําลังความสามารถ เพราะว่ามันมีผันผวนพอสมควรในแต่ละช่วงเวลา เพราะถ้ามหาวิทยาลัยเด็กกว่าจะจบ อย่างน้อย ๔ ปี เราจะเอาความเห็นนี้ไปนําเสนอประกอบกับทางสภาพัฒน์ สภาพัฒน์นี้จะมี หน่วยงานหนึ่งซึ่งทําด้านนี้อยู่ ถ้าจําไม่ผิดจะเป็นสํานักพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขัน ซึ่งจะดูแลทางด้านกําลังคน เราก็จะนําความเห็นนี้ไปเสนอนะครับ

ถัดมาท่านกลินท์ ก็ขอบพระคุณท่านกลินท์สําหรับความเห็นเกี่ยวกับไมนด์เซต (Mindset) โดยเฉพาะผมเห็นด้วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ว่าเรกูเลเตอร์ (Regulator) จะต้องมี ไมนด์เซต (Mindset) ที่เปลี่ยนไป เขาไม่มีหน้าที่ควบคุมอย่างเดียว เขาควรจะมีหน้าที่ ส่งเสริม และที่สําคัญกว่านั้นก็คือสร้างแรงบันดาลใจนะครับ ซึ่งตรงนี้เราคงต้องเขียนลงไป ให้ชัดเจน แล้วก็ทําอย่างไรที่จะทําให้สิ่งนี้ปรากฏเป็นจริงในกระบวนการทํางานของภาครัฐ นะครับ

ขอเรียนย้ํานิดหนึ่งว่าทั้งอาชีวะ ทวิภาคี และสหกิจศึกษาเป็นการทํางาน จริง ๆ สหกิจศึกษานี้บางครั้ง ๓ – ๔ เทอม คือปิดหน้าร้อนไปทํางาน เด็กบางคนพร้อมที่จะ เรียน ๕ ปีเพื่อตัวเองได้ประสบการณ์เรียนรู้ชีวิต พูดง่าย ๆ คือเข้าใจตัวเองว่าจริง ๆ ตัวเอง ชอบอะไร ไม่ใช่จบออกไปแล้วปรากฏว่าทํางานเสร็จไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรแล้วต้องเปลี่ยนงาน อย่างที่เมื่อกี้ท่านอาจารย์อิศราพูดถึงนะครับ

ถัดมาปัญหาที่ท่านชิดชัยนําเสนอนี้ กราบขอบพระคุณครับ เราจะเอาประเด็นนี้ ไปนําเสนอเพิ่มเติม ผมเห็นด้วยครับ อันนี้เป็นการสูญเสียทรัพยากรที่สําคัญของประเทศ เด็ก ๔ ปีเรียนไป แล้วขาดความมั่นใจอะไรร้อยแปด ข้อเท็จจริงบางส่วนผมเรียนไว้ ซึ่งไม่ใช่ ภาพที่ดีนัก แต่อันนี้คือข้อเท็จจริง เด็กจํานวนหนึ่งพร้อมจะเอาวุฒิ ม. ๖ ไปสมัครงาน ซึ่งไม่ดีเลย แต่เราก็ทําอะไรไม่ได้ เพราะวุฒิปริญญาตรีเขาอาจจะสมัครยาก แต่เราก็จะหาวิธีการว่า จะทําอย่างไรที่จะให้เด็กเหล่านี้สามารถเกิดประโยชน์กับสังคมได้เต็มที่

ข้อสุดท้ายของอาจารย์อิศรา อันนี้เข้าใจ ตรงนี้เราก็คงจะต้องมีกลไกระบบ ซึ่งจะดูแลให้เด็กเลือกเรียนสิ่งที่ตัวเองมั่นใจว่าตัวเองชอบ ผมเข้าใจว่าส่วนหนึ่งเกิดจากระบบ การแนะแนวการศึกษาพอสมควร ก็คือครูไม่ได้บอกให้ชัดเจนว่าเด็กจบไปแล้วไปทําอะไร แล้วเมื่อเขาเรียนแล้ว จบออกมาแล้ว เขาพบว่าอันนั้นไม่ใช่ตัวตนของตนซึ่งก็พยายาม จะปรับเปลี่ยน ซึ่งส่วนนี้สหกิจศึกษาเป็นตัวช่วยที่ดีที่สุดอันหนึ่ง เพราะระหว่างที่เขาฝึกงาน เขาสามารถพบตัวเขาเองได้ แล้วถ้าเขาจะเปลี่ยนเขายังพอเปลี่ยนทัน ผมขอกราบเรียน ท่านสมาชิกทุกท่านแค่นี้ก่อน ขอบพระคุณครับ