กษิต ถามท่าทีกรมประชาสัมพันธ์ใหม่ ห่วงสื่อรัฐโปร่งใส-สร้างศีลธรรม

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๙ · ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๐

กษิต ภิรมย์ หารือบทบาทของกรมประชาสัมพันธ์และสื่อของรัฐในการเป็นกระบอกเสียงรัฐบาล พร้อมเสนอให้พัฒนาบุคลากรให้มีทักษะสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อส่งต่อข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน สิทธิสัตว์ และบทบาทของไทยในเวทีอาเซียนไปยังประชาชนอย่างสร้างสรรค์และทั่วถึง รวมทั้งเน้นย้ำการแก้ปัญหาศีลธรรมเสื่อมถอยในสังคมผ่านการใช้สื่อวิทยุ โทรทัศน์ และสื่อดิจิทัลในการเสริมสร้างจิตสำนึก คุ้มครองเยาวชนจากอิทธิพลลบ และเสนอให้ยุบองค์การไทยพีบีเอสเพื่อนำเงิน 2,000 ล้านบาทไปสนับสนุนงานประชาสัมพันธ์ของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗ ผมก็หวังว่าท่านวันชัยคงจะดูเอ็นบีที (NBT) เพราะว่าเอ็นบีที (NBT) คงลง ๑๕ นาทีแน่นอนครับ ต้องเชียร์ (Cheer) กันหน่อย ท่านประธานครับ สถานีวิทยุแล้วก็ โทรทัศน์ทั้ง ๒ อันขึ้นอยู่กับกรมประชาสัมพันธ์ แล้วกรมประชาสัมพันธ์ก็มีอธิบดีคนใหม่ ซึ่งเป็นโฆษกของรัฐบาลด้วย คือท่าน พลโท สรรเสริญ แก้วกําเนิด ผมก็อยากจะขอฟังจาก คณะกรรมาธิการผ่านท่านประธานว่านโยบาย ท่าที และมาตรการของอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ คนใหม่นั้นว่าอย่างไร แล้วก็มีข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแผนพัฒนา ๕ ปี เรื่องของการประชาสัมพันธ์ หรือไม่ แล้วก็ข้อคิดเห็นของท่านอธิบดีคนใหม่สอดคล้องกับสิ่งที่ทางกรรมาธิการได้นํามา เสนอกับสภา สปท. ที่นี่หรือเปล่า ผมคิดว่าไม่สามารถที่จะเสนออะไรเป็นเอกเทศหรือว่า ให้ความเคารพ ให้เกียรติกับตัวอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์คนใหม่ ไม่ได้นะครับ อันนี้เป็นเรื่อง ที่สําคัญ นั่นเป็นประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ต้องถามตัวเราเองเสียก่อนว่า วิทยุและโทรทัศน์ที่เป็นของ รัฐบาลนั้นก็ไม่ใช่องค์กรอิสระ ไม่ใช่องค์กรมหาชน แล้วก็ไม่ใช่องค์กรที่จะทําธุรกิจกําไร หรือที่เขาเรียกว่ามีคอมเมอร์เชียลแอ็กทิวิตี (Commercial Activity) ผมขอยืนยันนะครับ แล้วก็ขอยืนหยัดด้วยว่า วิทยุแล้วก็โทรทัศน์ในสังกัดของกรมประชาสัมพันธ์ รวมทั้งตัว กรมประชาสัมพันธ์ แล้วก็สํานักนายกรัฐมนตรีที่ขึ้นไปอีกระดับหนึ่งเป็นองค์กรของรัฐบาล เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะรัฐบาลใดเมื่อเข้ามารับตําแหน่งหน้าที่แล้ว กรมประชาสัมพันธ์ สถานี วิทยุโทรทัศน์เหล่านี้ต้องทํางานให้กับรัฐบาลนั้น ๆ ครับ เพราะจะต้องเป็นกระบอกเสียงให้ เป็นอื่นไม่ได้ เป็นอิสระไม่ได้ มันเป็นเรื่องของหลักการก่อน อันที่ ๒ อย่าสับสน คําว่า เป็นอิสระ จากคําว่ามีครีเอทิวิตี (Creativity) มีความคิดสร้างสรรค์ สิ่งที่เราต้องการคือจะทําอย่างไร ให้บุคลากรของกรมประชาสัมพันธ์ผ่านมาที่สถานีวิทยุแล้วก็โทรทัศน์นั้นมีครีเอทิวิตี (Creativity) มีทักษะในความสามารถในการที่จะเสนอข่าว ไปเลือกเอาสารคดี เอารายการสิ่งที่ดีงาม เอาโครงการในพระราชดําริของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๙ ๔,๐๐๐ กว่าโครงการมาออก มาอธิบาย มูลนิธิต่าง ๆ ที่อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ทําอะไร สภากาชาดทําอะไร มันมีอะไรเยอะแยะ ไปหมดที่เอาเสนอต่อประชาชนได้ แต่ว่าทําด้วยในเชิงสร้างสรรค์ มีครีเอทิวิตี (Creativity) แล้วไม่ใช่เป็นเรื่องว่าจะต้องมีงบประมาณมากมาย แค่ไหนก็แค่นั้น แต่ว่าบุคลากรต้องเก่ง ทางด้านเทคนิค เก่งทางด้านคอมมูนิเคชัน (Communication) ก็คือสื่อสาร แล้วก็จัดทํา รูปแบบของการให้ข่าว ให้องค์ความรู้ต่อประชาชนที่มันน่าสนใจ แล้วก็ดูแล้วไม่หลับ จะเป็น เอ็นเอชเค (NHK) จะเป็นบีบีซี (BBC) ซีเอเอส (CAS) ของออสเตรเลีย หรือจะเป็นของซีซีทีวี (CCTV) ของจีน ส่วนใหญ่มันก็เป็นเครือข่ายของรัฐบาลทั้งนั้น แต่ทําไมเขาเสนอข่าว ได้น่าสนใจแล้วก็ทั่วโลก ไม่ใช่เงินตัวเดียวหรือว่าความเป็นอิสระแบบนั้นไม่ใช่ ของจีนก็ยัง ขึ้นกับพรรคคอมมิวนิสต์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ จะไปดูจะเป็นภาคภาษาจีนหรือเป็น ภาคภาษาอังกฤษของเขาใช้ได้ทีเดียว สามารถที่จะกระโดดขึ้นมาสู้กับระบอบทุนนิยม ในสังกัดของอัลจาซีราหรือว่าสถานีอื่น ๆ ของฝรั่งมังค่า หรือแม้กระทั่งของญี่ปุ่น หรือว่าของ เกาหลีใต้ได้ เพราะคนของเขามีสติปัญญาประดิษฐ์คิดค้น มีความคิดริเริ่มได้ อันนี้เป็นเรื่อง ที่สําคัญมันเป็นเรื่องของการฝึกบุคลากรให้มีทักษะเพิ่มขึ้น เข้าโรงเรียนฝึกอบรมอะไรต่าง ๆ เหล่านี้เป็นระยะ ๆ แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่จากกรมประชาสัมพันธ์ระดับรองอธิบดีอาจจะถูกย้ายมาเป็นผู้อํานวยการ เอ็นบีที (NTB) ทั้งภาคภาษาไทยหรือว่าเอ็นบีทีโกลบอล (NBT Global) ภาคภาษาอังกฤษ ที่ไปทั่วโลก หรือจะไปที่ตัวสถานีวิทยุ เมื่อเข้ามารับตําแหน่งแล้วไม่ใช่เพราะว่าเป็นแค่ซี ๙ รับราชการมา ๒๐ ปี ๒๕ ปี แต่ว่าคงต้องมาผ่านการฝึกอบรมด้วย เพราะว่าสื่อสมัยนี้ ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วต่าง ๆ เหล่านี้ อันนี้มันก็จะทิ้งไว้ ผมขอย้ําว่าต้องเป็นกระบอกเสียง แล้วก็องค์กรให้กับรัฐ เป็นอื่น เป็นอิสระไม่ได้ครับ จะต้องมีหน้าที่อะไร ๑. ก็คือเอาข่าวคราว เกี่ยวกับรัฐบาล กระทรวง ทบวง กรม ทั้งหลายนําไปสู่ประชาชน เป็นการให้ความรู้ เสริมสร้าง ความเข้าใจและการมีส่วนร่วมว่ารัฐบาลทําอะไรประชาชนต้องรู้ รู้ว่าทําอะไร เอางบประมาณ ไปทําอะไร ประชาชนจะได้มีสิทธิในการที่จะติดตาม ตรวจสอบ หรือว่าจะร้องเรียน หรือจะ เสนอแนะก็ได้ อันนั้นผมคิดว่าเป็นเป้าหมายที่ ๑

อันที่ ๒ คือการให้ความรู้ต่อประชาชนโดยทั่ว ๆ ไป เพื่อให้เขาเฉลียวฉลาด มีสติปัญญา มีองค์ความรู้มากขึ้น แล้วถามว่าอะไรที่ควรจะเป็นความรู้ที่ไม่ใช่เป็นความรู้ เกี่ยวกับการทํางานหรือว่าการบริการของฝ่ายรัฐ มันก็ต้องถามง่าย ๆ ว่าบริบทของประเทศไทย กับบริบทโลกมันโยงกันอย่างไร ในเรื่องสิ่งแวดล้อม ในเรื่องสิทธิมนุษยชน ในเรื่องสิทธิของสัตว์ การปกป้องพืชหวงห้าม ต่าง ๆ เหล่านี้ สิ่งที่กําลังเกิดขึ้นทั่วโลกมันมีกฎเกณฑ์ กติกา พันธกรณี ระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคีและเป็นสมาชิกอยู่ครับท่านประธาน กรมประชาสัมพันธ์ แล้วก็สถานีวิทยุและโทรทัศน์จะต้องถ่ายทอดข้อมูลเหล่านี้ให้ประชาชนได้รับทราบว่า ไม่สามารถที่จะอยู่โดดเดี่ยวได้ แล้วก็สามารถที่จะมีส่วนร่วมกับความเป็นไปในโลกกว้างได้ ประเด็นปัญหาข้ามเขตแดนที่เรียกว่า ครอส บอร์เดอร์ แอ็กทิวิตี อิชชู (Cross Border Activity Issue) หรือแม้กระทั่งอาชญากรรมข้ามชาติก็เป็นเรื่องที่ประชาชนจะต้องรู้เรื่อง บทบาทของไทยในประชาคมอาเซียน (ASEAN) ก็ไม่ใช่ร้องเพลงอาเซียน (ASEAN) แล้วก็ ชักธง ๑๐ ประเทศ มันไม่ใช่แค่นั้น มันไม่ได้ผิวเผินถึงขนาดนั้น มันก็เป็นหน้าที่ของ กรมประชาสัมพันธ์และเครือข่ายเครื่องมือในการที่จะเอาความรู้ไปให้กับประชาชน นั่นเป็น ประเด็นที่ ๒

อันที่ ๓ มันมีปัญหาอะไรในสังคมไทยครับท่านประธาน ที่เราเหนื่อยหน่ายกัน ก็คือปัญหาเรื่องศีลธรรม ปัญหาเรื่องฆ่ากันง่าย ๆ ๘ ศพ โหดร้าย ทารุณ หั่นเพื่อนสุภาพสตรี ไปหน้าตาเฉย แถมจะเป็นวีรสตรีให้กับสื่อเสียด้วย ต่าง ๆ เหล่านี้ พระสงฆ์องค์เจ้าก็ฆ่า กันเอง วัดวาอารามทั้งหลายก็กลายเป็นที่ทําธุรกิจ นี่เราก็จะเอาภิกษุองค์หนึ่งกลับจาก ประเทศสหรัฐอเมริกามาขึ้นกระบวนการศาลยุติธรรม ใช่หรือไม่ใช่ เรามีปัญหาเรื่องศีลธรรม อย่างลึกซึ้งกว้างขวางในทุกอณู ในทุกวงการของสังคมไทย ข้าราชการก็มีปัญหา สภาพที่เห็น อยู่บนท้องถนน การที่จะไปติดต่ออะไรมันต้องจ่ายโน่นจ่ายนี่อะไรต่าง ๆ แม้กระทั่งรางวัล นําจับสินบนอะไรต่าง ๆ เหล่านี้มันก็ส่อไปในเรื่องของการทุจริตมิประพฤติชอบต่าง ๆ เพื่อ หารายได้เอาประโยชน์จากภาษีของราษฎร เพราะฉะนั้นมันก็เป็นหน้าที่อันสําคัญของ กรมประชาสัมพันธ์แล้วก็เครือข่ายของรัฐ คือตัววิทยุ ตัวโทรทัศน์ อาจจะมีตัวโซเชียลมีเดีย (Social Media) ในอนาคตที่จะต้องส่งเสริมความเข้มแข็งและจิตใจอันเข้มแข็งในแง่ศีลธรรม ของประชาชนชาวไทย กับอีกอันหนึ่งที่จะต้องทําคือต้องปกป้องเยาวชนไม่ให้ถูกมอมเมา การเห็นแก่ตัว การมีลัทธิบริโภคนิยม การเป็นพวกคลั่งชาตินิยมให้เกลียดคนอื่น ๆ ที่มี ความคิดเห็น มีความเชื่อต่าง ผมคิดว่าอันนี้เป็นหน้าที่หลัก ๆ ของกระบอกเสียงของรัฐบาล ไม่ได้เป็นอื่นใด ๆ ทั้งสิ้นครับ แล้วก็จะต้องทํา ๓ – ๔ อย่างนี้เป็นหลัก ไม่อย่างนั้นเราจะสับสน ว่าจะต้องเป็นองค์กรโน่นเป็นองค์กรนี่ เป็นมหาชน หรือจะต้องไปแข่งขันโน่น ไปทําเรตติง (Rating) เรตติง (Rating) ไม่มีความจําเป็นครับ ถ้าเผื่อตื่นเช้าขึ้นมาคุณวันชัยกับผม ๗ โมง แล้วก็ฟัง ก่อนนอนทุ่มหนึ่ง ตอนทานอาหารฟัง หมายความว่านั่นคือประสบความสําเร็จว่า ข่าวของเอ็นบีที (NBT) หรือตัววิทยุเป็นที่น่าสนใจ แล้ววันเสาร์ วันอาทิตย์ มันมีด็อกคิวเมนทารี (Documentary) พวกสารคดีที่จะแนะนําให้ลูกหลานได้ดูได้ สามเณรที่อยู่ที่วัดก็สามารถ ที่จะดูได้ แล้วก็หลักธรรมก็จะมาคุยกันว่า ทําไมคําสั่งสอนต่าง ๆ นั้นมันสอนให้คนต้องอยู่ ด้วยกันอย่างสันติ แล้วทําไมถึงต้องอยู่ด้วยกันอย่างสันติ ผมคิดว่าอันนี้น่าจะเป็นเป้าหมาย

ส่วนประเด็นสุดท้ายขอแถมนิดหนึ่งนะครับท่านประธาน ผมขอเสนอ ณ ที่นี้ ให้ยุบไทยพีบีเอส (Thai PBS) ครับ ๒,๐๐๐ ล้านบาทมา ๑๐ – ๒๐ ปี ไม่มีประโยชน์อันใด ทั้งสิ้น แล้วมันก็กลายมาเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองอีกอันหนึ่ง เป็นเรื่องของการ สร้างเครือข่าย ผมคิดว่าเอาเงิน ๒,๐๐๐ ล้านบาทมาให้กับกรมประชาสัมพันธ์ ให้กับสถานี วิทยุและโทรทัศน์ และทํางานให้เป็นกระบอกเสียง เป็นองค์ความรู้ต่อประชาชน รัฐบาลก็จะ สามารถอธิบายความอย่างชัดเจนต่อประชาชน จะได้เคลื่อนไปด้วยกัน แล้วก็สังคมไทยก็จะ มีศีลธรรม แล้วก็มีความรู้มากยิ่งขึ้นครับ ขอขอบคุณครับท่านประธาน