สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๖ · ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๐

เรื่องต่อไป ก็คือรับทราบสรุปผลการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญ กิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ด้วยในคราวประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ครั้งที่ ๖๗ วันพฤหัสบดีที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๖๐ ที่ประชุมได้มีมติให้นําสรุปผล การประชุมของคณะกรรมาธิการดังกล่าวแจ้งให้สมาชิกทุกท่านได้รับทราบ รายละเอียด ปรากฏตามเอกสารที่เจ้าหน้าที่ได้จัดวางไว้ประจําที่นั่งของสมาชิกทุกท่านแล้วนะครับ จึงขอแจ้งที่ประชุมทราบ อันนี้ขอความกรุณาให้ท่านอ่านด้วยนะ เพราะมีบางเรื่องที่สําคัญ อยู่ในนั้นนะครับ

เรื่องต่อไป ก็คือรับทราบแนวทางในการอภิปรายของสมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ และกําหนดเวลาในการนําเสนอรายงานของคณะกรรมาธิการแต่ละคณะ

ด้วยในคราวประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ครั้งที่ ๖๗ วันพฤหัสบดีที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๖๐ ที่ประชุมได้มีมติขอความร่วมมือ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผู้ใดประสงค์ที่จะอภิปรายต่อที่ประชุมสภาขอความ กรุณาแจ้งรายชื่อก่อนการเริ่มประชุมสภา โดยการเสนอรายงานของคณะกรรมาธิการ แต่ละคณะไม่ควรเกิน ๔๕ นาที และให้มีผู้อภิปรายรายงานเรื่องละไม่เกิน ๑๐ ท่าน ท่านละ ๑๐ นาที จึงขอแจ้งที่ประชุมทราบต่อไป

(ที่ประชุมรับทราบ)
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม

รับรองรายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๙/๒๕๖๐ วันอังคารที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๖๐ ซึ่งได้วางไว้ให้ท่านสมาชิกตรวจดูแล้วเมื่อวันพุธที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๖๐ ณ บริเวณห้องรับรองสมาชิกชั้น ๑ อาคารรัฐสภา ๑ และหอสมุดรัฐสภา ก่อนที่จะเสนอให้ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศรับรอง

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

เมื่อไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่นถือว่าที่ประชุมรับรองรายงานการประชุมดังกล่าวนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว

๓.๑ รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เรื่อง การปฏิรูปการปฏิบัติงานในรัฐสภา โดยเป็นการพิจารณาต่อจากการประชุมสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๒๕/๒๕๖๐ วันอังคารที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๐ ขอเชิญคณะกรรมาธิการ เข้าประจําที่

(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)

ด้วยในคราวประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๒๕/๒๕๖๐ วันอังคารที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๐ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้เลื่อนการพิจารณารายงาน เรื่องดังกล่าวมาพิจารณาในวันนี้ ผมขอดําเนินการต่อเลยนะครับ ขอเชิญท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ ขอกราบเรียนท่านประธานว่า การประชุมคราวที่ผ่านมาได้ให้ท่านสมาชิกได้เสนอความเห็น แต่ยังไม่ครบถ้วนนะครับ และมาต่อวันนี้ เพื่อให้การประชุมรวดเร็วขึ้น ขออนุญาตให้ท่านสมาชิกที่ประสงค์ เสนอความเห็นก่อนครับ ขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอเรียนเชิญ ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตที่ปรึกษา นโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายกสมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม ดุสิต เครืองาม สปท. ลําดับที่ ๕๓ หัวข้อที่กระผมจะขออนุญาต อภิปรายก็คือข้อคิดเห็นเกี่ยวกับข้อเสนอในรายงานของคณะกรรมาธิการด้านการเมือง ว่าด้วยเรื่องการยกเลิกการจัดสรรงบประมาณการไปศึกษาดูงาน ณ ต่างประเทศ ของคณะกรรมาธิการ จากการที่ได้รับฟังผู้แทนของคณะกรรมาธิการได้ชี้แจงเหตุผล ความจําเป็นในการที่น่าจะยกเลิกการจัดสรรงบประมาณในการไปดูงานในต่างประเทศ ของกรรมาธิการ และฟังสมาชิกบางท่านได้อภิปรายบ้างแล้วนั้น กระผมขออนุญาตให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมว่า ในการที่จะเสนอให้ยกเลิกในการจัดสรร งบประมาณไปเลยนั้นก็ดูว่าอาจจะเข้มงวดแล้วก็รุนแรงเกินไป กระผมเองยังมีความเห็นว่า รัฐสภาก็ยังควรที่จะจัดสรรงบประมาณให้กรรมาธิการซึ่งน่าจะครอบคลุม หมายถึงทางด้าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ยังคงสามารถมีงบประมาณเท่าที่จําเป็นในการ เดินทางไปดูงาน ณ ต่างประเทศ ดังเช่นที่เคยปฏิบัติกันมา เหตุผลข้อดี ข้อสนับสนุนหรือ ข้อเสนอแนะต่าง ๆ กระผมก็มีรายละเอียดที่จะอภิปรายดังต่อไปนี้

ในเรื่องข้อดีของการให้สมาชิก กรรมาธิการได้มีโอกาสเดินทางไปศึกษา ดูงานในต่างประเทศนั้น มีด้วยกันเยอะแยะมากมาย ดังเช่น การไปดูงานในต่างประเทศนั้น ก็จะเป็นการให้ความรู้แก่สมาชิกอย่างถ่องแท้ ได้ไปดูของจริง ได้ไปดูสภาพจริง ได้ไปดู ตัวอย่างปัญหาจริง และจะได้มีโอกาสเป็นการแลกเปลี่ยนสร้างสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ ของเราซึ่งเป็นผู้ไปเยือน และเขาซึ่งเป็นผู้อยู่ในต่างประเทศนั้น และในหลาย ๆ โอกาสก็จะ ถือโอกาสเชิญให้ต่างประเทศเขามาเยือนประเทศไทยเราด้วย กระผมเองที่พยายามสนับสนุน ว่าเราควรจะต้องมีงบประมาณให้สมาชิกได้ไปดูงานในต่างประเทศนั้น ตัวกระผมเองก็ได้มี โอกาสร่วมเดินทางไปดูงาน ณ ต่างประเทศกับกรรมาธิการหลายครั้ง ซึ่งกระผมก็เคยได้รับ เชิญให้เป็นผู้ชํานาญการอยู่ในคณะกรรมาธิการด้านพลังงานมาหลายยุคหลายสมัย เรียกว่า ไม่น้อยกว่า ๔ รัฐบาล ไม่น้อยกว่า ๔ ยุคสมัยของ ส.ส. ผมเองก็ได้มีโอกาสเดินทางไปดูงาน ใกล้ ๆ อย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่น แล้วก็ไปที่ยุโรปในหลายประเทศ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประเทศออสเตรีย ประเทศเยอรมนี ประเทศฝรั่งเศส เป็นต้น ทุกครั้งที่กระผมได้ร่วมเดินทาง ไปกับกรรมาธิการนั้น กระผมมองได้เลยว่าในขณะที่ผมเป็นอาจารย์อยู่ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้น กระผมเองก็สามารถมีงบจากจุฬาฯ ไปดูงานได้ แต่ความชัดเจน ก็ดี หรือโอกาสก็ดีต่างกันฟ้ากับดินเลยครับท่านประธาน ถ้าเราเดินทางไปดูเองในนาม นักวิชาการจากสถาบันการศึกษาหรืออะไรก็แล้วแต่ อย่างเช่น ถ้าไปดูโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อย่างมากก็คือได้อยู่แค่ห้องประชุมครับท่านประธาน แล้วก็ฟังพรีเซนเทชัน (Presentation) แล้วเขาก็ให้เรากลับ แต่ว่าถ้าไปกับกรรมาธิการ เขาให้เกียรติเราไปยืนถึงเตาปฏิกรณ์ปรมาณู ให้เกียรติเราขึ้นไปยืนอยู่บนหัวของเตาปฏิกรณ์ปรมาณู แล้วข้างล่างลงไป ๓ เมตร ก็คือ แท่นนิวเคลียร์แล้ว นี่คือสิ่งที่แตกต่างกันฟ้ากับดิน เขาพาเราเข้าไปดูถึงห้องโอเปอเรชัน (Operation) ห้องควบคุมการผลิตการไฟฟ้า และเมื่อไปกับคณะกรรมาธิการพลังงานนั้น อย่างเช่นเมื่อคราวที่ไปที่ยุโรป ประเทศออสเตรีย ประเทศเยอรมนี ประเทศฝรั่งเศส ได้ไปคุย กับชุมชนในหมู่บ้านต่าง ๆ ที่เขาผลิตไฟฟ้าด้วยขยะ ได้พบกับเทศมนตรี ได้พบกับประชาชน ในชุมชนเหล่านั้น ได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น เพราะฉะนั้นการที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในชีวิตหนึ่งเข้ามาเป็น ส.ส. ก็คงไม่กี่สมัยหรอกครับ การได้ไปดูงานในต่างประเทศนั้นถือว่า เป็นสิ่งที่มีคุณค่าเป็นอย่างยิ่งที่เขาจะได้มีโอกาสได้รู้จริงเห็นจริง ในทางตรงกันข้ามถ้าหากว่า รัฐไม่มีงบประมาณให้กรรมาธิการไปดูงาน จะเกิดอะไรขึ้นผมก็นึกสภาพไม่ออกครับ ท่านประธาน สิ่งหนึ่งที่ผมจะเป็นห่วง ที่อาจจะกลายเป็นภาพลบกับรัฐสภาหรือว่าภาพลบ กับกรรมาธิการก็คือว่า ถ้าไม่มีงบประมาณจากหลวงหรือรัฐสภาสนับสนุนให้ไปต่างประเทศก็อาจจะเกิดวิธีการ เดินทางไปดูงานในต่างประเทศโดยอาจจะมีสปอนเซอร์ (Sponsor) จากภาคเอกชน หรือสปอนเซอร์ (Sponsor) จากใครก็ไม่ทราบ ยิ่งจะทําให้ภาพพจน์ของสมาชิกยิ่งเสียหาย หรือไม่ ท่านลองเปรียบเทียบดู ก็ในเมื่อมาเป็นสมาชิก ๔ ปีไม่มีงบ ถ้าอย่างนั้นเอกชน เขาบอกไม่เป็นอะไรเดี๋ยวจัดให้ จะไปดูอะไรจัดให้ ซึ่งจะยิ่งทําให้เกิดเป็นภาพเสียต่อรัฐสภา หรือไม่ นี่คือสิ่งที่ผมเป็นห่วง ข้อสนับสนุนที่น่าจะยังคงงบประมาณเช่นนี้อยู่

ข้อที่ ๒ ก็คือทุกครั้งที่สมาชิกได้เดินทางไปต่างประเทศ ผมมองนี่เห็นเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกของรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลเขาไปกันด้วยความรัก และสามัคคีครับ เรียกว่าเป็นการไปละลายพฤติกรรมในช่วงที่เวลาได้มีการเดินทางกันอยู่ ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าเป็นอย่างยิ่งในการที่จะสร้างความรู้รักสามัคคีกัน ในระหว่างการเดินทางครับ เมื่อเป็นเช่นนี้เพื่อให้ข้อเสนอของผมนั้นดูน่าฟังยิ่งขึ้นผมก็เลย ขอเสนอให้มีรายละเอียดต่าง ๆ ในการที่จะกําหนดในระเบียบว่าด้วยการใช้งบประมาณ ของรัฐสภาในการเดินทางไปต่างประเทศ ผมนึกได้ประมาณ ๗-๘ ข้อครับท่านประธาน

ข้อที่ ๑ ให้มีการคัดเลือกบริษัทที่จะจัดทัวร์ (Tour) หรือการเดินทางไป ต่างประเทศนั้นอย่างเข้มงวด เรียกว่าตามมาตรฐานของการใช้งบประมาณก็สุดแท้แต่

ข้อที่ ๒ ให้มีการกําหนดการเดินทางที่ชัดเจน มีการวางแผนที่ชัดเจน เรียกว่า ไม่จงใจที่จะโฉบนั่นฉวยนี่ เพื่อที่จะได้บอกว่าจะได้แวะไปดูนั่นแวะไปดูนี่ ก็คือเอาเป็นว่า ในกําหนดการดูงานก็คือดูงานกันจริง ๆ

ข้อที่ ๓ ให้มีคณะกรรมการตรวจสอบการใช้งบในการเดินทางไปต่างประเทศ ก็ตั้งเป็นคณะกรรมการขึ้นมาเสียเลย ไม่ใช่ว่าเขียนอยู่ในกําหนดการพอถึงเวลาเดินทางแล้วก็ เปลี่ยนตัดโน่นตัดนี่แล้วก็ไปเสริมโน่นเสริมนี่ ก็ให้มีการตรวจสอบกันเลยนะครับ

ข้อที่ ๔ ในแต่ละกรรมาธิการนั้นเขาต้องมีการบริหารความคุ้มค่าในการ เดินทางอย่างเต็มที่ ดังเช่น ก่อนเดินทางก็ต้องมีการบรรยายสรุป ระหว่างเดินทางก็มี วิทยากรประจําไปด้วย กลับมาก็ยังต้องมีการบรรยายสรุปและต้องทํารายงานเสนอเพื่อจะได้ ดูว่าได้ไปดูงานอะไรมาจริงหรือไม่ อย่างไร และหลาย ๆ ครั้งผมก็สังเกตได้ว่าการเดินทางไป แต่ละครั้งนั้น โดยเฉพาะเรื่องพลังงานซึ่งผมเกี่ยวข้องก็มักจะได้รับความเอื้อเฟื้อจาก หน่วยงานในกระทรวงพลังงานที่เกี่ยวข้อง เขาก็จะร่วมเดินทางไปด้วยแต่ใช้งบประมาณ ต่างหาก หรือเขาอาจจะไปรอรับเราอยู่ที่ ณ ต่างประเทศ ทําให้การบรรยายสรุปหรือการให้ ข้อมูลต่อกรรมาธิการนั้นจะสามารถได้ข้อมูลในเชิงลึกได้เป็นอย่างดี และงบประมาณในการ จัดทําในการเดินทางไปดูงานต่างประเทศนั้นก็อาจจะกําหนดเป็นรายบุคคลเลยก็ได้ นาย ก ในช่วงระยะเวลานั้นมีงบประมาณได้ไม่เกินเท่าไร ไม่ได้หมายความว่า นาย ก อยู่ใน กรรมาธิการหลายคณะแล้วก็ได้งบประมาณซ้ําซ้อนแบบนั้นเป็นต้น

ประการสุดท้ายที่จะขออภิปราย ก็คือเรื่องอาคารรัฐสภาใหม่ สั้น ๆ ครับ ก็มีอยู่ ๒ ข้อที่อยากจะเสนอ ๑. เรื่องมาตรการการอนุรักษ์พลังงานในอาคารรัฐสภาใหม่ ก็เนื่องจากประเทศไทยเราอีกไม่นานก็จะมีกฎกระทรวงที่เรียกว่า กฎกระทรวงว่าด้วย การออกแบบอาคารประหยัดพลังงาน หรือภาษาอังกฤษที่เรียกว่า บิวดิง เอเนอร์จี โค้ด (Building Energy Code) แล้วก็เข้าใจว่าอาคารรัฐสภาใหม่นั้นก็จะมีพื้นที่ที่จะต้อง ถูกกําหนดว่าเป็นอาคารควบคุมแน่นอน เพราะฉะนั้นจะต้องมีมาตรการอนุรักษ์พลังงาน อยู่ในการบริหารจัดการพลังงานนั้น และขอเสนอให้มีการใช้พลังงานทดแทนกันอย่างเต็มที่ ในอาคารรัฐสภาใหม่ เท่าที่สังเกตดูในแบบก็ดีหรือว่าในภาพจําลองก็ดี ก็ยังไม่เห็นเลยนะครับ ว่าอาคารรัฐสภาใหม่นั้นได้มีมาตรการในการใช้พลังงานทดแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงาน แสงอาทิตย์หรือไม่อย่างไร จึงฝากกราบเรียนไว้เพื่อพิจารณาครับ ขอบคุณครับ

(การประชุมดําเนินการมาถึงตอนนี้ ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญขอบคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านศิริชัย ไม้งาม อดีตประธานสหภาพ แรงงานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เรียนเชิญค่ะ ท่านศิริชัย เชิญค่ะ

นายศิริชัย ไม้งาม 🔗

เรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ กระผม นายศิริชัย ไม้งาม สปท. ลําดับที่ ๑๕๒ ผมเองนั้นได้อ่านรายงาน ของการปฏิรูปการปฏิบัติงานรัฐสภา ผมเองก็ต้องชื่นชมครับว่ามีหลายส่วนที่เป็นส่วนที่ทาง คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ก็มีความตั้งใจที่อยากจะเห็น การปฏิรูปรัฐสภานั้นให้เกิดความก้าวหน้า เป็นที่ยอมรับและแก้ไขปัญหาของรัฐสภาที่ผ่านมา แต่ผมเองขอเรียนว่าผมต้องขออนุญาตแสดงความคิดเห็นในส่วนของสถาบันพระปกเกล้า ผมเองนั้นอาจจะเป็นผู้ที่มีส่วนในการเป็นนักศึกษาของสถาบันพระปกเกล้า ก็อยากจะ นําความรู้สึกและข้อห่วงใยของนักศึกษาหลายท่านครับ เมื่อทราบว่ามีเรื่องของสถาบัน พระปกเกล้าเข้ามาสู่ที่ประชุม ก็ขออนุญาตที่แสดงความคิดเห็นเพื่อให้เกิดความเข้าใจ สถาบันพระปกเกล้านั้นเป็นสถาบันทางวิชาการชั้นนํา มุ่งสู่ความเป็นเลิศในการพัฒนา ประชาธิปไตยและธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนอย่างยั่งยืน เราต้องยอมรับ ครับว่าสถาบันการศึกษาในเมืองไทยนั้นมีหลายสถาบันครับ แต่ถ้าพูดถึงการยอมรับในเวที ระดับสากล ผมคิดว่าสถาบันพระปกเกล้านั้น น่าจะเป็นสถาบันที่ได้รับการยอมรับจาก นานาชาติในเรื่องของประชาธิปไตย และดีใจว่าประเทศไทยนั้นการพัฒนาประชาธิปไตยนั้น เรามีสถาบันทางวิชาการ ผมคิดว่าสิ่งที่ผมเองได้มีโอกาสได้เข้าร่วมประชุมหลายครั้ง ซึ่งเป็น ผลงานของสถาบันนั้นคือการประชุมวิชาการ ซึ่งสถาบันพระปกเกล้าได้จัดมาทุกปี เมื่อปีที่ผ่านมาเป็นครั้งที่ ๑๘ ครับ โดยหัวข้อในการจัดก็คือเติมชีวิตคืนชีวาประชาธิปไตย ซึ่งจัดที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติครับ วันนั้นได้มีการเชิญผู้ที่มีส่วนในงานวิชาการ นิสิต นักศึกษา ประชาชนโดยรวม และเชิญวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิต่างประเทศมาให้แสดง ความคิดเห็นในหัวข้อประชาธิปไตย ก็มีการแสดงความคิดเห็นทั้งวิทยากรภายในประเทศ และมีการจัดประชุมย่อย ที่น่าสนใจก็คือประชาธิปไตยไซเบอร์ (Cyber) ครับ รัฐบาล แบบเปิด พลเมืองฟื้นชีวาประชาธิปไตย ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ และการเมือง ที่รองรับความหลากหลาย ผมคิดว่านี่คือสถาบันที่เราคงไม่ได้อยู่ในกรอบ เพราะการเรียนรู้ ประชาธิปไตยนั้นมันเกิดได้ทุกที่ ทุกพื้นที่ บางครั้งอาจจะมีเรื่องความขัดแย้ง อาจจะมีเรื่อง ของการไม่เข้าใจ หรือการที่อยากจะสร้างประชาธิปไตย สร้างความเป็นพลเมือง นี่เองครับว่า สถาบันนั้นได้ให้ทุนการศึกษาในการศึกษาเรื่องวิทยานิพนธ์ ดุษฎีนิพนธ์ และทุนสนับสนุน การวิจัยและงานวิชาการอย่างมากมายครับ สถาบันนั้นได้รับงบประมาณจากรัฐสภาครับ ถ้าไปดูบุคลากรที่ทําภารกิจผมคิดว่าในนามสถาบันนั้นตอนแรกก็คิดว่าใช้คนมากครับ แต่พอ ไปดูแล้ววันนี้มีบุคลากร ๑๕๗ คนครับ ใช้งบประมาณอาจจะอยู่ที่ประมาณ ๓๐๐ ล้านบาท หรือ ๔๐๐ ล้านบาท แต่นั่นคือการที่เน้นเรื่องของการทํางานทางวิชาการ สถาบันนั้น มีหลักสูตรมากมายครับ ผมเองนั้นได้เรียนตั้งแต่ระดับวุฒิบัตร ประกาศนียบัตร สัมฤทธิ์บัตร และประกาศนียบัตรชั้นสูงครับ ทีนี้ในรายงานนั้นพยายามพูดถึงว่าอยากเห็นคนที่เข้ารับ การศึกษามีความหลากหลาย ไม่ใช่ไปเลือกบางกลุ่มที่ทําให้คนส่วนใหญ่ขาดโอกาส ถ้าเป็น สถาบันอื่นผมไม่มั่นใจนะครับว่าผมจะได้รับการศึกษาหรือไม่ แต่ที่นี่คือสถาบันที่ให้โอกาสผม ในการศึกษาตั้งแต่หลักสูตรแรก ๆ เมื่อ ๑๐ ปีก่อน โดยเฉพาะเน้นเรื่องสันติวิธี และธรรมาภิบาลครับ ถึงทําให้ผมเองนั้นได้เข้าใจในการขับเคลื่อนเรื่องประชาธิปไตย ของภาคประชาชน เราเองจะไม่ใช้ความรุนแรง เราจะชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ หลักสูตรที่ผมเองมีโอกาสได้เรียนคือหลักสูตรการเสริมสร้างสังคมสันติสุข เราต้องยอมรับ ครับว่าวันนี้สังคมไทยเกิดความแตกแยก แบ่งภาค แบ่งพวก แต่หลักสูตรที่ผมเรียนนั้น ได้สร้างมิติใหม่ในการให้คนที่เห็นต่างทางการเมืองทุกกลุ่มสาขาอาชีพได้มาศึกษาด้วยกัน มาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ไม่มีใครเชื่อหรอกครับว่าคนที่เห็นต่างทางการเมืองนั้นจะมาอยู่ด้วยกัน ได้ แม้กระทั่งกรรมการหลักสูตรตอนแรกก็ไม่มั่นใจครับ แต่วันนี้หลักสูตร ๔ ส. นั้นได้พิสูจน์ ให้เห็นแล้วว่าพวกเราสามารถอยู่ร่วมกันได้ ๓ หลักสูตรแล้วครับ และผมคิดว่าการมาศึกษา หาความรู้นั้นไม่ใช่มาเรียนเฉย ๆ แล้วก็จบ แล้วก็กลับไปครับ สถาบันพยายามให้เราทํางาน วิชาการอย่างน้อย ๆ ๑ ชิ้น และเสนอต่อเวทีสาธารณะ ผมคิดว่าเมื่อประมาณปีที่ผ่านมา เราคงได้ยินนะครับว่านักศึกษามาแสดงละครหลักสูตรที่ได้มีการนําความขัดแย้ง ๑. ขัดแย้ง ทางการเมือง ๒. ขัดแย้งทางพื้นที่ภาคใต้และการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน นั่นคืองานวิชาการที่ได้ มีการนําเสนอ ฉะนั้นการที่จะมีการคัดเลือกคนที่เข้ารับการอบรม ผมคิดว่าอยากจะให้ สถาบันได้นําข้อคิดเห็นบางส่วนที่ทางคณะกรรมาธิการนําเสนอเพื่อที่จะไปทบทวนในการ พิจารณาเลือกคนเข้ามาพยายามให้ครอบคลุมทุกกลุ่มสาขาอาชีพ เรื่องของความเท่าเทียม ที่ผมเองเห็นว่าเราจําเป็นที่จะต้องเลือกความเท่าเทียมและความเหมาะสมของทุกคนที่น่าจะ มีโอกาสไปตามคุณสมบัติที่จะได้รับการพิจารณาในการที่จะเข้ารับการศึกษา และข้อเสนอ ที่ผมเองภายใต้เวลาที่จํากัด ผมเองเห็นว่าวันนี้อาจจะมีความไม่เข้าใจ ทั้ง ๆ ที่กรรมาธิการ ก็คิดว่านั่นคือการพัฒนา ปฏิรูปที่ดีที่สุดที่สถาบันพระปกเกล้าควรทํา ผมคิดว่าอันนี้ก็เป็น ความปรารถนาของทางกรรมาธิการที่สถาบันก็คงพร้อมที่จะน้อมรับ แต่ข้อเสนอของผมนั้น ผมอยากจะเห็นความร่วมมือทางวิชาการ งานวิจัยและงานสนับสนุนรัฐสภาที่เข้มข้น ที่สถาบันพระปกเกล้านั้นควรที่จะต้องให้ความมุ่งมั่นตั้งใจทํางานในส่วนของรัฐสภา และข้อเสนอข้อที่ ๒ การคัดเลือกบุคคลที่เข้ารับการอบรม ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการรัฐสภา หรือนักการเมืองในส่วนของรัฐสภาควรจะมีโอกาสระดับต้น ๆ แต่สัดส่วนนั้นไม่ควรที่จะ พุ่งเป้าไปที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อยากเห็นความหลากหลาย อยากเห็นโอกาสที่ให้กับทุกคน ที่มีคุณสมบัติได้ครบถ้วน ได้มีโอกาสเข้ารับการศึกษาในสถาบันแห่งนี้ และข้อเสนอสุดท้าย ผมเองขอความกรุณาครับท่านกรรมาธิการถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะขอให้ปรับปรุงรายงาน ฉบับนี้ ในส่วนของสถาบันพระปกเกล้าด้วยความรอบคอบ เพื่อสร้างขวัญกําลังใจให้กับ คนทํางาน หรือแม้กระทั่งศิษย์ที่จบไป เพราะเราเชื่อมั่นว่าสถาบันแห่งนี้สอนให้เราทํางาน เพื่อประเทศชาติและประชาชน ด้วยความเสียสละเพื่อประโยชน์ของสังคมโดยรวมครับ ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ขณะนี้รายชื่อที่มีอยู่อีก ๓ ท่าน คือท่าน พลเอก จิระ โกมุทพงศ์ ท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ ท่านเบญจวรรณ สร่างนิทร ดิฉันขอหารือที่ประชุมว่าเราจะเปิดให้ อภิปรายอีกเพียง ๓ ท่านเท่านั้นนะคะ ที่ประชุมมีความเห็นเป็นอย่างอื่นไหมคะ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ถ้าอย่างนั้นก็เป็นไปตามนี้นะคะ อีก ๓ ท่านและเราจะได้ไปรายงานเรื่องที่ ๒ และเรื่องที่ ๓ วันนี้เรามีรายงาน ๓ ฉบับและพรุ่งนี้เราก็มีรายงาน ๓ ฉบับ ถ้าหากว่างานวันนี้ ค้างไปถึงพรุ่งนี้อีกจะทําให้พรุ่งนี้ไม่สามารถบริหารเวลาได้ เพราะฉะนั้นขอถือเป็นตามนี้ นะคะ มีอีก ๓ ท่านที่จะเสนออภิปรายได้ ต่อไปเรียนเชิญท่าน พลเอก จิระ โกมุทพงศ์ อดีตเจ้ากรมพระธรรมนูญ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติค่ะ

พลเอก จิระ โกมุทพงศ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ สมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพ กระผม พลเอก จิระ โกมุทพงศ์ สมาชิกหมายเลข ๐๒๗ จากสภาพปัญหาที่คณะกรรมาธิการได้ศึกษาพบว่า สถาบันพระปกเกล้าควรมีภารกิจสําคัญ ในการสนับสนุนกิจการงานของรัฐสภาและสมาชิกรัฐสภาให้สามารถทํางานได้อย่าง มีประสิทธิภาพ แต่ปรากฏว่าระยะเวลาที่ผ่านมาสถาบันพระปกเกล้าไปเน้นหนักในงานวิจัย ที่ไม่สอดรับกับการทํางานของรัฐสภา และยังมุ่งเน้นเหมือนเป็นสถาบันให้ความรู้ จัดหลักสูตรไปในแนวทางสร้างค่านิยมให้เฉพาะกลุ่มการเมืองและกลุ่มนักธุรกิจ พ่อค้า ทําให้ เกิดความเหลื่อมล้ําทางสังคม กลายเป็นการทํางานที่ผิดวัตถุประสงค์ของการเป็นส่วนหนึ่ง ของรัฐสภา นอกจากนี้ด้านการสนับสนุนข้อมูลด้านวิชาการของสถาบันพระปกเกล้าให้กับ สมาชิกรัฐสภา ต้องใช้ระยะเวลาดําเนินการในการจัดทําและวิเคราะห์ข้อมูลค่อนข้างนาน บางครั้งไม่สามารถรองรับและสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาได้อย่างทันที ทําให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภามีข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณา ทั้งในส่วนของ คณะกรรมาธิการการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติหรือการอภิปรายเพื่อตรวจสอบการทํา หน้าที่ของฝ่ายบริหารเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้น มีรายละเอียดไม่ครบถ้วนและสนับสนุน เท่าที่ควร ควรมีการปฏิรูปการส่งเสริมวิชาการของรัฐสภา ของสถาบันพระปกเกล้า อันนี้เป็น สภาพปัญหาที่คณะกรรมาธิการได้ศึกษานะครับ

กระผมขออนุญาตขออัญเชิญกระแสพระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ได้พูดถึงเรื่องการทํางานเป็นทีมที่ว่า ต่างคนต่างมีหน้าที่ แต่ก็ ไม่ได้หมายความว่าทําเฉพาะหน้าที่นั้น เพราะว่าถ้าคนใดทําเฉพาะหน้าที่ของตนเอง โดยไม่มองไม่แลคนอื่น งานก็ดําเนินไปไม่ได้ เพราะเหตุว่างานทุกงานจะต้องพาดพิงกัน จะต้องเกี่ยวโยงกัน ฉะนั้นแต่ละคนจะต้องมีความรู้ถึงงานของผู้อื่นแล้วช่วยกันทํา อันนี้เป็น พระราชดํารัส ในวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๕๓ ครับ จากพระราชดํารัสของพระองค์ท่านนะครับ หากเชื่อมโยงกับหลักสูตรของสถาบันพระปกเกล้านั้น เราก็พบว่าการกําหนดคุณสมบัติของ ผู้เข้าเรียนและวัตถุประสงค์ของหลักสูตรเป็นไปเพื่อการส่งเสริมประชาธิปไตยในทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและลดความเหลื่อมล้ํา โดยผ่านกระบวนการศึกษาและอบรม ดังรายชื่อหลักสูตรต่าง ๆ ที่ปรากฏทางเว็บไซต์ (Web Site) ของสถาบันพระปกเกล้านะครับ หลักสูตรเกือบทุก ๆ หลักสูตรจะประกอบด้วยภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ภาคท้องถิ่น ภาคการเมือง ตลอดจนสื่อสารมวลชนนะครับ ในอัตราส่วนที่ทําให้หลักสูตรหรือการ ฝึกอบรมนั้นครอบคลุมและได้ประโยชน์ต่อผู้รับการฝึกอบรมและประโยชน์ต่อสังคม เป็นที่ตั้ง เช่น หลักสูตรที่เน้นให้มีการส่งเสริมประชาธิปไตยที่เห็นได้จากหลักสูตรก็จะมี เช่น หลักสูตร ปปร. การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสําหรับนักบริหารระดับสูง หลักสูตรผู้นํายุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย นอกจากนั้นก็จะมีหลักสูตรที่ส่งเสริมด้านเศรษฐกิจ เช่น หลักสูตรที่ทีเอจี (TAG) หลักสูตร แท็ก (TAG) ไทยกับประชาคมอาเซียนในเศรษฐกิจการเมืองของโลก หลักสูตร ปสส. หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการบริหารเศรษฐกิจสาธารณะสําหรับผู้บริหารระดับสูง ซึ่งท่าน พลเอก ภูดิศก็เพิ่งสําเร็จการศึกษาอบรมมาเมื่อไม่กี่วันมานี้ ก็ขออนุญาตเอ่ยนาม นิดหนึ่งนะครับ หลักสูตรที่เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ก็เช่น หลักสูตรพีเพิล ออดิต (People Audit) หลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในสังคม คือหลักสูตร การจัดการความขัดแย้งโดยสันติวิธี อันนี้กระผมเคยผ่านการอบรมมา หลักสูตร ๔ ส ที่ท่าน พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ เป็น ผอ. หลักสูตรซึ่งท่านศิริชัยก็เพิ่งพูดมาว่าท่านได้เรียนมาแล้ว รวมทั้งท่านชาญวิทย์ด้วย ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ก็ได้ผ่านการอบรมมา หลักสูตร เสริมสร้างสังคมสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากนั้นยังมีหลักสูตรสนับสนุน การทํางานของรัฐสภา ตลอดจนผู้ช่วยสนับสนุนการปฏิบัติงานของ ส.ส. ส.ว. สนช. สปท. ด้วยนะครับ หลักสูตรที่ส่งเสริมให้เกิดธรรมาภิบาลในสังคมมิติต่าง ๆ เช่น หลักสูตร ธรรมาภิบาลของผู้บริหารระดับกลาง ธรรมาภิบาลของผู้บริหารทางการแพทย์ เป็นต้น ทั้งนี้ในแต่ละหลักสูตรนี้ถือว่ามีมาตรฐานที่กําหนดจากการที่เข้ารับการศึกษาอบรมนั้น ต้องมี คุณสมบัติที่มีคณะกรรมการในการพิจารณาเกณฑ์การคัดเลือกให้ได้มาซึ่งบุคคลที่ต้องการ ศึกษาอย่างแท้จริงเป็นหลัก ผู้เข้ารับการอบรมจะต้องมีเวลาเรียนไม่ต่ํากว่า ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ของเวลาเรียนทั้งหมดนะครับ ใช้หลักการเชื่อมโยงในการศึกษาอบรมในระบบความเชื่อมโยง แบบคุณธรรมเป็นตัวตั้ง มีการทํารายงานทางด้านวิชาการแบบเดี่ยว แล้วก็รายงานกลุ่ม มีการนําเสนอโดยหัวข้องานวิชาการที่จัดทําของแต่ละกลุ่มต้องทันสมัยและมีประโยชน์ ต่อสังคม โดยมีกระบวนการให้คําแนะนําจากอาจารย์ที่ปรึกษา ตามหลักการทํารายงานวิจัย ตามมาตรฐานสากล มีการกําหนดการแต่งกายที่ต้องให้ความเคารพสถานที่และกาลเทศะ ของทุก ๆ คนที่ต้องปฏิบัติภายใต้กฎระเบียบเดียวกัน หลักสูตรที่สถาบันจัดขึ้นเพื่อให้เกิด การบริหารจัดการที่ทันสมัยในระบอบประชาธิปไตยแบบสากล มีการแลกเปลี่ยนความรู้ มีทั้งสนับสนุนงานวิจัยวิชาการให้กับรัฐสภา ภาครัฐ ภาคเอกชน ท้องถิ่น ประชาชน สื่อมวลชน โดยมุ่งเน้นให้ในเรื่องความรู้ความเข้าใจในการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข โดยผ่านการสื่อสารในหลากหลายช่องทาง เช่น ห้องสมุดออนไลน์ (Online) การสื่อสารผ่านแอปพลิเคชัน (Application) การสื่อสารทางเฟซบุ๊ก (Facebook) หรือเว็บไซต์ (Web Site) ที่ประชาชน ตลอดจนผู้ที่สนใจข้อมูลทางวิชาการ งานวิจัย ข่าวสารต่าง ๆ ที่สามารถสืบค้นและเข้าถึงได้โดยง่ายในโลกของไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ได้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารทั้งทางตรงและทางอ้อมได้เป็นอย่างดีนะครับ ในด้านการวิจัยและการมอบรางวัลต่าง ๆ ให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ในภาคประชาสังคม โดยมี การเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ได้เป็นอย่างดี ดังปรากฏในเว็บไซต์ (Web Site) ต่าง ๆ ในกระบวนการดําเนินงานด้านวิชาการนั้นทางสถาบันเน้นเรื่องคุณภาพในระดับสากล ดังปรากฏรางวัลในการยอมรับจากสถาบันและบุคคลทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่สามารถใช้อ้างอิงทางวิชาการได้ตามมาตรฐานทางวิชาการ ในส่วนผลงานอดีตที่เคย รับทราบก็เช่นกัน ทํางานระดับชาติในเรื่องการรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทําเวทีสานเสวนา หรือเป็นคนกลางในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง ในสังคมไทยที่ผ่านมา เช่น เรื่องทางออกของประเทศไทย กล่าวโดยสรุปสถาบัน พระปกเกล้าได้ดําเนินการภายใต้วัตถุประสงค์การจัดตั้งสถาบันเพื่อจัดการสัมมนา ตลอดจน บริการวิชาการให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชนในทุกภาคส่วนทั้งทางตรงและทางอ้อม ได้เป็นอย่างดี เพื่อที่จะสร้างความเข้มแข็งและความเป็นสากลให้เกิดมาตรฐานที่สูงขึ้น เทียบเท่านานาอารยะประเทศต่อไป แม้ในวันนี้หากมีข้อบกพร่องใด ๆ ที่เกิดขึ้นกับสถาบัน และเป็นข้อด้อยจากที่ผ่านมาจะเห็นว่าสถาบันก็ได้นําไปปรับปรุงต่อยอดให้เกิดคุณประโยชน์ ต่อสังคมโดยรวมให้เข้มแข็งสืบต่อไปในอนาคต ดังพระราชดํารัสของพระองค์ท่านที่ว่า การจะทํางานที่มั่นคงและก้าวหน้านั้นมิใช่ว่าจะก้มหน้าก้มตาทําหน้าที่ของแต่ละคนเท่านั้น จะต้องมีความร่วมมือสัมพันธ์กันระหว่างหน่วยงานทุกหน่วย เพื่อให้งานรุดหน้าไป พร้อมเพรียงกัน เพราะฉะนั้นการทํางานเป็นทีม การบูรณาการร่วมกันบนกระแสความ เป็นสากลโลกมีความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะทํางานในภาคส่วนใดก็ตามนะครับ ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) กับความรู้ความเข้าใจจึงต้องเรียนรู้ร่วมกันควบคู่กันต่อไป นะครับ กราบขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญ ท่านสุรินทร์พร้อมหรือยังคะ รายชื่อท่านอยู่ ท่านถัดไป ท่านจะทันไหมคะ พร้อมนะคะ ถ้าอย่างนั้นก็เรียนเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสํานักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน เรียนเชิญค่ะ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิก สภาที่รักทุกท่าน กระผม นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๓ เรื่องการ ปฏิรูปปฏิบัติงานในรัฐสภา ถ้าจั่วหัวแบบนี้ ถ้าไม่ได้อ่านในไส้ในเป็นเรื่องดี เรื่องใหญ่ เรื่องโต และสมควรที่จะต้องทํา แต่ว่าพออ่านลึก ๆ เข้าไป มีเฉพาะแค่สถาบันพระปกเกล้า ก็เน้นไป เรื่องการดูงานในต่างประเทศ ก็ทําให้ผมงงเล็กน้อย ผมขออนุญาตใช้เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) แล้วก็เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) หน้าสุดท้าย เดี๋ยวผมจะเสนอด้วยวาจา คือข้อเสนอเพื่อพิจารณานะครับ ขอเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ภาพแรกก่อนครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ท่านครับ ก่อนที่จะอภิปรายผมจะนําเสนอว่า การทํางานร่วมกันของสังคมไทย มิได้หมายถึงว่าทําได้คนเดียว ต้องทํากันเป็นหมู่คณะ ต้องมี บูรณาการกันนะครับ เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) มาหรือยังครับ ภาพต่อไปครับ ท่านครับ ภาพนี้กว่าผมจะไปหามาให้ท่านชมได้นะครับ ที่ช้ายากลําบากมาก เจ้าหน้าที่ก็ช่วยนะครับ ท่านเห็นไหม มด ท่านดูสิครับ มันจะข้ามจากใบไม้อีกใบหนึ่งนี่นะครับ ท่านประธานครับ ไปสู่ อีกใบไม้หนึ่งแล้วทําอย่างไรไม่ตกตายไปนี่ ท่านลองดูสิครับ สุดยอดเลยครับ เพราะฉะนั้น ที่ไหนไม่มีบูรณาการกัน ที่ไหนไม่มีความสามัคคี ท่านประธานครับ ให้เอาภาพนี้ไปให้ดูครับ ก็ต้องอายมด ท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานกรรมาธิการครับ ภาพต่อไปครับ เมื่อสักครู่นี้ อธิบายไปว่า สุขา สังฆัสสะ สามัคคี ความพร้อมเพรียงของหมู่คณะทําให้เกิดสุข ในรายงาน การประชุมจะได้เขียนให้ชัดเจนว่าอันนั้นสําคัญมาก จะมีภาษิตอีกภาษิตหนึ่ง อาจจะบาดใจ บาดตาใครบ้าง ผมก็ขออภัยนะครับ มีเงินนับเป็นน้อง มีทองนับเป็นพี่ ถ้าไม่มีทั้ง ๒ อย่าง ไม่มีใครคบหรอกครับ และมีทั้ง ๒ อย่าง ผมว่าไปไม่ได้มันต้องด้วยความสามัคคีและต้องมี สติปัญญาในการทํางานไม่ว่าจะองค์กรไหน โดยเฉพาะที่เป็นแหล่งขุมทรัพย์ทางปัญญา การปกครองในระบอบประชาธิปไตยเขาก็ถือ ๓ เสาหลักใช่ไหมครับ ๑. สภานิติบัญญัติ เราไม่ใช่สภานิติบัญญัติ แต่ก็ทําหน้าที่ปฏิรูป ถ้ามี ส.ว. ส.ส. นี่คือท่านเห็นอยู่ทุกวันแล้ว ผ่านไปได้เลยครับ แต่ว่าประชาชนที่ฟังหรือที่รับชมทางทีวี (TV) อาจจะไม่ค่อยเคยเห็น ภาพนี้ก็เช่นเดียวกันครับ ฝ่ายบริหารเมื่อสักครู่นี้ออกกฎหมายใช่ไหมครับ ฝ่ายบริหารต้องถือว่า ตึกไทยคู่ฟ้าเป็นสัญลักษณ์ของการบริหาร สํานักนายกรัฐมนตรีก็เป็นสมองของการขับเคลื่อน ในการบริหารประเทศของท่านนายกรัฐมนตรี ส่วนสภานั้นก็เป็นเรื่องของประธานรัฐสภา ภาพต่อไปครับ มีปัญหาก็ต้องไปที่ศาลสถิตยุติธรรม ๓ เสาหลักสําคัญที่สุดของการบริหาร ชาติบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้า ภาพต่อไปครับ ท่านอาจจะแปลกไหมครับว่า ทําไมผมเอารูปรถ ซึ่งผมไม่บอกยี่ห้ออะไรนี่มาเยอะแยะมากมายให้ท่านดู อันนี้ให้ดูเฉย ๆ นะครับ แต่ให้ท่านคิดตามไปว่ารถทุกคันเดี๋ยวนี้ รวมทั้งของท่านด้วย ถ้าไม่มีกล่องดํา ๆ นะ เราเรียก กล่องดําก็แล้วกัน แต่ไม่ใช่กล่องดําในเครื่องบินนะครับ กล่องนี้เรียกกล่องสมองกล รถทุกคัน ถ้าไม่มีกล่องสมองกลมันไปไม่ได้ จอดนิ่งสนิท ไม่ว่าจะราคากี่สิบล้าน ร้อยล้านก็ไปไม่ได้ ผมกําลังจะเปรียบเทียบให้ท่านประธานสภาผ่านไปยังกรรมาธิการว่า สําคัญที่สุดก็คือว่า มนุษย์ครับ ที่เราทํางานสภามาราบรื่น สปท. นี้นะครับ ก็เพราะทุกคนช่วยกันทํางาน เหมือนมดนะครับ แบ่งงานกันทํา รับต่อช่วงซึ่งกันและกันงานก็จะไปได้ เหนือกว่าสิ่งนั้น ผมกราบเรียนว่าผมประทับใจในส่วนราชการที่นี่ ผมไปหาข้อมูลที่ห้องสมุดนะครับ เจ้าหน้าที่ กุลีกุจอขึ้นไปที่ห้องส่งก็ช่วยกันทําอย่างดียิ่ง แต่ท่านประธานครับ ผ่านไปยังประธาน กรรมาธิการ อันนี้เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าไม่ใช่เฉพาะสถาบันพระปกเกล้านะครับ รัฐสภาควรจะ ได้ปรับปรุงเรื่องเครื่องมือเครื่องใช้ไม้สอยขององค์กรที่นี่ โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ว่าจะปรินต์ (Print) กว่าจะทําอะไรได้ต้องคอยนานเลยครับ ต้องปรับปรุงเรื่องระบบไอที (IT) ของสภา และการปรับปรุงอย่างนี้ต้องเลยไปยังสถาบันพระปกเกล้าหรือหน่วยงานทั้งหลายของสภา มิฉะนั้นการจะบริการให้กับสมาชิก สปท. สนช. หรือในอนาคตจะเป็นสภาผู้แทนราษฎร ๕๐๐ ท่าน วุฒิสมาชิก ๒๕๐ ท่านจะไม่ไหว แต่บางท่านอาจจะบอกว่า คุณสุรินทร์ ทําไมถึง ได้เซ่อขนาดนี้ ก็กําลังจะสร้างรัฐสภาใหม่ เดี๋ยวไปทําที่โน่นเลย คําถามก็คือว่าแล้วอีกปี ไม่ใช่ สภานี้ครับ สภา สนช. ยังอยู่ต่อไปเขาก็ทํางานได้ช้าถ้าเครื่องไม้เครื่องมือไม่ดี ผมกราบเรียน นะครับ ข้อเสนอพิจารณาผมก็คือว่าหน่วยงานทุกหน่วยงานต้องได้คนดีมีสมอง ต้องเก่ง และดี เก่งอย่างเดียวไม่ได้ต้องดี และข้อที่ผมบอกว่ามีเงินนับเป็นน้อง มีทองนับเป็นพี่ ที่นี่ ถ้าไม่มีเงินก็ไปไม่ได้ ต้องมีงบประมาณ เพราะฉะนั้นการจะไปตัดงบประมาณอะไรก็ตาม ขอให้คิดให้รอบคอบ และการจะไปเพิ่มงบประมาณใด ๆ ก็ตามของสภาหรือขององค์กร ในสังกัดสภาก็ขอให้คิดให้รอบคอบว่ามันจะมีผลกระทบกับการปฏิบัติหน้าที่ของสภาไหม ถ้าไปเป็นอุปสรรคมันก็จะนําไปสู่เป็นลูกคลื่นไปถึงสภาต่าง ๆ รวมไปถึงประชาชน กฎหมาย ก็อาจจะออกช้า วันนี้กว่าจะปรินต์ (Print) กว่าจะทําอะไรได้มันช้าไปหมดอย่างนี้ ที่นี่ต้องเร็ว เพราะฉะนั้นสมองกลของฝ่ายรัฐบาลคือสํานักนายกรัฐมนตรี สภา และตุลาการก็ต้องทํางาน บูรณาการกัน เครื่องไม้เครื่องมือต้องทัดเทียมกัน ต้องทันสมัย รวดเร็ว ติดต่อประสานงาน ต้องรวดเร็วโดยใช้อุปกรณ์ทางไอที (IT) อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลาย ทีนี้พูดถึงสถาบันพระปกเกล้าบ้าง ผมเป็นศิษย์เก่าสถาบันพระปกเกล้าเป็น ๑๐ ปีมาแล้ว น่าจะเกือบ ๒๐ ปีด้วยซ้ํา ผมเป็น นักศึกษา ปปร. ๖ แล้วหลังจากนั้นก็ไม่ได้ไปเรียนอะไรอีกเลย แต่ก็ไปเป็นครั้งคราว เมื่อมีกิจกรรมสัมมนานะครับ ผมกราบเรียนว่าสถาบันพระปกเกล้าเขาออกแบบมา เพื่ออะไร เพื่อให้เป็นวิชาการของสภา ทีนี้วิชาการเฉพาะแค่ภายในสภามันก็ไม่กว้างขวาง มันต้องรับฟังจากที่อื่นด้วย แต่พอนาน ๆ นาน ๆ ไปทุกคนก็วิ่งไปเรียน ต้องฝากร้อยแปด จิปาถะ ประดุจดังอะไรครับ ท่านประธานสภาครับ สุภาษิตโบราณเขาบอกว่า ปลาเป็นต้อง วิ่งสวนน้ํา ปลาตายเท่านั้นที่มันลอยตามน้ํา เพราะฉะนั้นใครอยากจะเรียนหลักสูตรไหน ก็ต้องไปสมัครเริ่มต้นนะครับ แล้วก็มีคนสมัครเยอะแยะมาก จะเอาแค่ ๕๐ คน ๑๐๐ คน ก็จะต้องไปบอกว่าผมดีอย่างไร ดีแค่นี้ไม่พอ ผมออกไปแล้ว จบไปแล้วผมจะไปช่วยชาติ บ้านเมืองอย่างไร แต่ก็มีหลายคนที่ไปอบรมเกือบทุกหลักสูตร โดยเฉพาะภาคเอกชน ตรงนี้ ถามว่ารัฐบาลปัจจุบันของท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นะครับ ก้าวล่วงเลยไปนิดหนึ่งว่า ท่านทราบไหม ท่านก็ทราบแต่ต้น ก็บอกเลยว่าข้าราชการนี้ภายใน ๒ – ๓ ปีนี้ต้องเว้นวรรค ในการที่จะไปอบรม

ข้อที่ ๒ ภาคเอกชนนี้ต้องไม่เกิน ๑๕ เปอร์เซ็นต์นะครับ ทีนี้คําถามที่ผม จะเสนอก็คือว่า ภาคเอกชนนี้ท่านประธานครับ ต้องให้คัดที่มันจะเป็นประโยชน์ ดูภูมิหลังหน่อยว่าทํามาค้าขายดีไหม เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองไหมนะครับ แล้วก็ต้องไปดูปูมหลังว่าอบรมอะไรมามากมายก่ายกองหรือเปล่า ไม่ได้ใช้การฝึกอบรม ที่สถาบันพระปกเกล้าเป็นบันไดในการทํากิจกรรมบางกิจกรรมของบางคน ผมก็ใช้ว่า บางคน นะ ผมกราบเรียนเสนอมาท่านประธานเพื่อกรรมาธิการได้พิจารณา แต่หลายอย่าง ที่ท่านเสนอ ผมก็ไม่ได้เห็นด้วยนะครับ ท่านต้องตอบก่อน เพราะมีท่านสมาชิก สปท. หลายท่านก็เสนอไปแล้ว ผมขอเสนอเพียงเท่านี้ครับ กราบขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ท่านสุดท้ายนะคะ ท่านเบญจวรรณ สร่างนิทร อดีต เลขาธิการ ก.พ. อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เรียนเชิญค่ะ

นางเบญจวรรณ สร่างนิทร 🔗

เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ดิฉัน เบญจวรรณ สร่างนิทร สปท. หมายเลข ๘๕ นะคะ ประเด็นที่ดิฉัน จะขออภิปรายก็คือ สถาบันพระปกเกล้าเช่นเดียวกันกับท่านสมาชิกท่านอื่น ๆ นะคะ สถาบันพระปกเกล้าที่บอกว่ามีพระราชบัญญัติสถาบันมาเมื่อ ๒๕๔๑ นะคะ แล้วก็มีหน้าที่ เกี่ยวกับศึกษาและวิเคราะห์ทางวิชาการเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาประชาธิปไตย อย่างเป็นระบบ ประสานงานกับหน่วยงานอื่น ๆ ด้านนโยบายเพื่อการพัฒนาประชาธิปไตย วิจัยและสนับสนุนการวิจัยเพื่อการพัฒนาประชาธิปไตย เผยแพร่และสนับสนุนการเผยแพร่ ประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จัดและสนับสนุนการศึกษา อบรม บุคลากรจากภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง การเศรษฐกิจ สังคมในระบอบประชาธิปไตย บริการข้อมูลข่าวสาร ทั้งหมดนี้นะคะ ดูตั้งแต่การเกิดของ สถาบันพระปกเกล้า พ.ศ. ๒๕๔๑ นะคะ ในช่วงแรกสถาบันพระปกเกล้าตั้งอยู่ใน สํานักงาน ก.พ. มีเพื่อน ๆ หลายคนเดินสวนกัน เขาถามบอกว่า เธอมาทําอะไรที่นี่ ก็ถาม คนที่มาบอกว่า แล้วเธอมาทําอะไรที่นี่ เขาบอกว่าเขามาอบรมของสถาบันพระปกเกล้า ดิฉันบอกว่า ที่นี่สํานักงาน ก.พ. สถาบันพระปกเกล้ามาใช้สถานที่ของสํานักงาน ก.พ. ประมาณในช่วงแรก ๆ นะคะ แล้วตอนหลังก็ย้ายไปที่ศูนย์ราชการ ความรู้จัก ความรู้ ความเป็นมาของสถาบันพระปกเกล้า ดิฉันในฐานะที่รับราชการที่สํานักงาน ก.พ. ก็จะมี ความสัมผัสคุ้นเคย มีกิจกรรมบางกิจกรรมก็จะไปร่วมกับสถาบันพระปกเกล้าในบางครั้ง บางคราวนะคะ จนท้ายที่สุดเมื่อมาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ก็ได้รับโควตา (Quota) ให้ไปอบรม ปปร. ดิฉันก็ได้มีโอกาสไปอบรม ปปร. รุ่นที่ ๑๙ นะคะ ดิฉันขอนําเรียนประเด็น ที่ได้มีการศึกษาของท่านกรรมาธิการในเรื่องนี้ที่แยกเป็นรายประเด็น ตั้งแต่ประเด็นแรก เรื่องการสนับสนุนงานวิชาการ ประเด็นที่ ๒ เรื่องการศึกษาวิจัยค้นคว้าข้อมูลเพื่อนําเสนอ แก่สมาชิกรัฐสภา ประเด็นที่ ๓ เรื่องการรับฟังความคิดเห็นและวิเคราะห์ผลกระทบในการ ตรากฎหมายตามมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ตามที่ประธานรัฐสภามอบหมาย ประเด็นที่ ๔ การจัดกิจกรรมเชิงปฏิบัติเพื่อให้การศึกษา ทางการเมืองและระบอบประชาธิปไตย และดําเนินงานตามที่ประธานรัฐสภามอบหมาย และประเด็นสุดท้ายการจัดทําระบบข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนเข้าถึงได้นะคะ

ดิฉันขอนําเรียนในประเด็นแรกก่อนนะคะ ในเรื่องการสนับสนุนงานทาง วิชาการ บอกว่าที่ผ่านมาสถาบันพระปกเกล้าไปเน้นหนักในงานวิจัยที่ไม่สอดรับกับการ ทํางานของรัฐสภา แล้วก็ให้เป็นสถาบันที่ให้ค่านิยมเฉพาะกลุ่มการเมืองและกลุ่มนักธุรกิจ การค้า ไม่รองรับการทํางานของสมาชิกรัฐสภาได้อย่างทันทีตามความต้องการ ตรงนี้ และวิธีการที่เสนอว่าควรจะเป็นหน่วยงานสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการนะคะ ถ้าดูด้วยพระราชบัญญัติในการจัดตั้ง แล้ววิธีการปฏิรูปที่นําเสนอ โดยจะให้มีการบูรณาการ การทํางานสนับสนุนงานวิชาการกับรัฐสภาและสมาชิกรัฐสภา ดิฉันคิดว่าตรงจุดนี้คงจะต้อง แยกแยะภารกิจให้ชัดเจนนะคะ ในส่วนงานทางวิชาการที่เมื่อกี้หลายท่านพูดถึงว่าที่นี่มี ห้องสมุดที่รัฐสภามีห้องสมุด สามารถค้นคว้าอ้างอิงอะไรให้ข้อมูลกับรัฐสภา ผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้ชํานาญการพิเศษได้อยู่แล้วนะคะ เพราะฉะนั้นตรงนี้ดิฉันคิดว่าถ้างานในส่วนที่ ให้บริการสมาชิก ตัวไม่ว่าจะเป็นสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาสามารถให้บริการได้อยู่แล้ว นะคะ ส่วนที่จะเอาไปโยงให้สถาบันพระปกเกล้ามาดําเนินการด้วย ดิฉันคิดว่าภารกิจตรงนี้ ต้องแยกแยะให้ดี โดยหลักการรัฐสภาเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะฉะนั้นหลักในการจัด โครงสร้าง เราจะเอาหลักของหน่วยงานประเภทที่ฝ่ายบริหารเป็นผู้กําหนดมาใช้ประกอบ ก็เพียงแต่ว่าดูประกอบการพิจารณาเท่านั้น คงไม่สามารถที่จะเอามาเป็นหลักในการที่จะ ต้องกําหนดตามแนวแบบนั้นเฉพาะนะคะ เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้ที่บอกว่าควรแก้ไข พระราชบัญญัติสถาบันพระปกเกล้าให้เป็นเช่นเดียวกับคณะกฤษฎีกา เพื่อจะให้ความเห็น ของรัฐสภานั้น ดิฉันคิดว่าตรงนี้โดยกฎหมายที่จัดตั้งสถาบันพระปกเกล้าค่อนข้างชัดเจน ในตัวเองที่จะให้เขาเป็นหน่วยงานอิสระ

การที่จะให้ไปทํางานในลักษณะที่จะเป็นหน่วยงานวิชาการนั้น มันจะไป เชื่อมโยงกับข้อที่ ๒ ที่ว่าศึกษาวิจัย ค้นคว้าต่าง ๆ อาจจะเป็นกรณีเฉพาะเรื่องที่สภาคิดว่า เป็นเรื่องที่สําคัญ ก็สามารถส่งไปให้สถาบันพระปกเกล้าดําเนินการศึกษาเป็นกรณีเฉพาะได้ ส่วนเรื่องการที่บอกว่าจัดหลักสูตรทางวิชาการเฉพาะสําหรับสมาชิกรัฐสภาและตัวแทน ของพรรคการเมืองนั้น โดยที่เป้าประสงค์ในการจัดตั้งที่ผ่านมาก็มุ่งเน้นให้บริการทาง นิติบัญญัติเป็นหลักอยู่แล้ว ดิฉันคิดว่าตรงนี้ควรจะไปปรับปรุงเหมือนกับที่ทาง ครม. เอง มีมติให้สถาบันต่าง ๆ ควรจะมีสัดส่วนของหน่วยงานหลักจํานวนเท่าไร แล้วเพื่อที่อย่างน้อย เราคงจะไม่ได้ตัดเครือข่ายออกไปทีเดียว จํานวนประเภทอื่น กลุ่มอื่นที่จะเข้ามาควรเป็น เท่าไร ซึ่งขณะนี้ ครม. เองก็บอกว่าหลักสูตรอื่น ๆ นั้นควรจะมีภาคเอกชนเพียงแค่ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ หรืออะไรลักษณะแบบนี้ ดิฉันคิดว่าตรงส่วนนี้สามารถที่จะแก้ปัญหาในทาง ปฏิบัติได้นะคะว่า แน่นอนต้องมุ่งเน้นสําหรับสมาชิกรัฐสภาและตัวแทนของพรรคการเมือง เป็นหลักก่อนนะคะ ในช่วงที่ผ่านมา ๒-๓ ปีที่ผ่านมาจะมีจํานวนให้สมาชิก สปช. สปท. หรือ สนช. เข้ารับการอบรม นั่นก็อาจจะเป็นช่วงตัวแทนในสมัยนี้ที่ว่าเป็นพรรคการเมือง แล้วหลายหลักสูตรเท่าที่ดิฉันทราบเป็นหลักสูตรที่ผ่านมาทางสภาเป็นคนจัดเอง ก็ยกไปให้ทาง สถาบันพระปกเกล้าเป็นคนจัดเพื่อให้บริการให้กับข้าราชการ ไม่ว่าจะเป็นสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา ดิฉันคิดว่าภารกิจตรงนี้เขาทําตรงกับกฎหมายที่กําหนดไว้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ดิฉันคิดว่าไม่จําเป็นที่จะต้องมีการแก้ไขพระราชบัญญัติสถาบันพระปกเกล้า ส่วนงานด้านอื่น ๆ ประเด็นอื่น ๆ ที่มีการเสนอว่าการศึกษาวิจัยค้นคว้าข้อมูลเพื่อนําเสนอแก่สมาชิกรัฐสภานั้น ในทางปฏิบัติก็มีประธานรัฐสภาเป็นประธานบอร์ด (Board) แล้วก็มีกรรมการร่วมอยู่ด้วยแล้ว เพราะฉะนั้นงานวิจัยที่อะไรเป็นปัญหาเร่งด่วน เป็นปัญหาสําคัญ แล้วก็ต้องการให้หาคําตอบ ให้ทางรัฐสภา ดิฉันก็คิดว่าสามารถใช้ช่องทางนั้นได้อยู่แล้วนะคะ

ส่วนประเด็นเรื่องการรับฟังความคิดเห็นและวิเคราะห์ผลกระทบตามกฎหมาย อะไรทั้งหลาย เท่าที่ดิฉันไปสัมผัสหรือแม้กระทั่งตอนที่ไปถามความเห็นร่างรัฐธรรมนูญ สมัยก่อนหน้าที่เป็น สปช. เราก็จะอาศัยสถาบันพระปกเกล้าไปถามความเห็นในรายละเอียด ในเรื่องต่าง ๆ ดิฉันก็คิดว่าตรงนี้สถาบันพระปกเกล้าก็ได้ทําหน้าที่ได้เต็มตามภารกิจอยู่แล้ว

ประเด็นที่ ๔ การจัดกิจกรรมเชิงปฏิบัติเพื่อให้การศึกษาทางการเมือง และระบอบประชาธิปไตยดําเนินงานตามที่ประธานรัฐสภามอบหมาย ก็เหมือนกับประเด็น ที่ผ่านมานะคะว่าในรูปแบบ หรือว่าแม้กระทั่ง ณ ขณะนี้เวลาเราทํากิจกรรมไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การมีส่วนร่วมหรืออะไรก็แล้วแต่นะคะ เครือข่ายของสถาบันพระปกเกล้าช่วยได้อย่างมาก ในการที่จะดําเนินการในพื้นที่นะคะ สุดท้ายเรื่องการจัดทําระบบข้อมูลข่าวสารให้ประชาชน เข้าถึงได้ ดิฉันคิดว่าเรื่องประเด็นข้อมูลข่าวสารนั้นทุกหน่วยงาน เป็นภารกิจของทุกหน่วยงาน ที่จะต้องนําเสนอเรื่องข้อมูลข่าวสาร ซึ่งข้อมูลข่าวสารมันก็มีหลายประเภท มีหลายประเด็น ที่ควรจะเผยแพร่ในส่วนทั้งที่จะให้ประชาชนเข้าถึงหรือในส่วนที่จะต้องเป็นระบบที่ได้มีการ นําเสนอเรื่องรัฐบาลดิจิทัล เสนอให้มีกฎหมายตรงนี้ เพราะฉะนั้นระบบข้อมูลหลังบ้าน ที่จะต้องเชื่อมต่อกันถ้าสมมุติว่าหน่วยงานที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รวมทั้ง สถาบันพระปกเกล้า จะมีข้อมูลอะไรที่เป็นข้อมูลหลังบ้านที่จะต้องเชื่อมต่อกันก็ควรจะต้อง มีการดําเนินการในส่วนนี้ เพราะฉะนั้นจากข้อเสนอทั้งหมดนี้ก็ขอนําเรียนนะคะว่า ขอให้คง ไม่จําเป็นที่จะต้องมีการแก้ไขพระราชบัญญัติสถาบันพระปกเกล้า พ.ศ. ๒๕๔๑ ในบางกรณี หรือบางงานที่จะดําเนินการนั้นเป็นเพียงการบริหารจัดการภายในเท่านั้นค่ะ ก็ขอนําเรียน เพื่อประกอบการพิจารณาในการที่จะดําเนินการต่อไป ขอขอบคุณค่ะ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ท่านเลิศรัตน์ยกมือ มีอะไรคะ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ผมได้อภิปรายเรื่องนี้เมื่อวันอังคารที่แล้วเป็นคนแรก ที่จริงแล้วรายงาน ฉบับนี้มีประเด็นต่าง ๆ มากมายที่ดี ๆ แล้วก็ที่อาจจะเป็นปัญหาหรือไม่ แต่ว่าผมเลยอยาก ขออนุญาตกรุณาสัก ๒ นาที เพื่อเรียนว่าผมได้พูดอะไรไปบ้าง เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ในประเด็นไหนเท่านั้นเองครับ เพราะท่านประธานจะได้ตอบทีเดียวเลย ไม่เช่นนั้นก็จะตอบ แต่เรื่องสถาบันพระปกเกล้าอย่างเดียว ไม่เกิน ๒ นาทีครับ ขอบพระคุณครับ ประเด็นที่ผม ได้อภิปรายที่เห็นด้วยนะครับ ก็คือเรื่องของการจัดตั้งสํานักงบประมาณของรัฐสภา ที่จะ ช่วยงานของสมาชิกสภาทั้ง ๒ สภาให้ทํางานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แล้วก็ในการติดตาม งบประมาณ ประเด็นที่ ๒ คือสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภาที่จะขยาย ขอบเขตให้ขยายบุคลากร แล้วก็ให้สมาชิกของรัฐสภาไปมีส่วนในการกํากับดูแล อันนี้ก็จะทําให้ การเผยแพร่ข่าวสารแล้วก็การสร้างประชาธิปไตยของเราดีขึ้นผ่านสถานีวิทยุและ สถานีโทรทัศน์ของรัฐสภา ประเด็นที่ผมไม่เห็นด้วยมีอยู่ ๔ ประเด็น ประเด็นแรกก็คือ เรื่องของสถาบันพระปกเกล้า ที่จะไปจํากัดหลักสูตรต่าง ๆ จนเหลือแค่ให้สอนเฉพาะ นักการเมืองบางพรรคหรือว่าให้เฉพาะสมาชิกสภาแห่งนี้ แล้วก็การเขียนถึงสถาบัน พระปกเกล้าที่ใช้ข้อความที่ผมคิดว่าไม่เหมาะสม ค่อนข้างจะรุนแรง เป็นสถาบันของเราเอง ถ้าเราเขียนดูถูกอย่างนั้นก็จะไม่ค่อยจะดูดีเท่าไร อีกประเด็นคือที่มาของประธาน สภาผู้แทนราษฎร ที่กรรมาธิการเสนอบอกว่าควรจะมาจากพรรคกลาง ๆ อันนี้ผมก็คิดว่า เรื่องที่มาแล้วก็เรื่องการทําหน้าที่ของประธานสภาผู้แทนราษฎรมีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แล้ว ไม่ใช่หน้าที่ของพวกเราที่จะไปกําหนดบทบาทหรือไปติติงว่าควรจะมาอย่างไร เป็นอย่างไร อีกอันหนึ่ง คือการยกเลิกการจัดสรรงบประมาณการศึกษาดูงานต่างประเทศ ของคณะกรรมาธิการของทั้ง ๒ สภา ก็มีหลายท่านอภิปรายว่าควรจะเดินสายกลาง แล้วก็จัด ให้เหมาะสม แล้วประเด็นสุดท้าย คือการยกเลิกการจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้ส่วนตัว แบบพกพา อันนี้มีเพื่อนสมาชิกบางท่านอภิปรายซึ่งผมเห็นด้วยว่าไม่ควรจะยกเลิก เพราะ ส.ว. ที่จะมาในอนาคตจะเป็น ส.ว. ที่มาจากต่างจังหวัด ภูมิภาคต่าง ๆ ดังนั้นก็จําเป็นต้อง ให้สภาได้มีส่วนในการไกด์ (Guide) เข้าไปสู่การใช้ไอที (IT) ขอขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ขณะนี้มีคณะบุคคลขอเข้าฟังการประชุมสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ คือคณะอาจารย์และนักศึกษาระดับประถมศึกษาชั้นปีที่ ๔ ถึงปีที่ ๖ จากโรงเรียนอนุบาลตากสินบ้านค่าย วัดหวายกลอง จังหวัดระยอง จํานวน ๕๐ คน ยินดี ต้อนรับนะคะ ต่อไปเรียนเชิญท่านประธานกรรมาธิการตอบโดยกระชับนะคะ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ

ขออนุญาตให้สมาชิก กรรมาธิการได้ชี้แจงก่อนครับ ขออนุญาตท่านกษิตก่อนครับ ท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ท่านกษิตค่ะ

นายกษิต ภิรมย์ กรรมาธิการ 🔗

ขอบพระคุณครับท่านประธาน ผม อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปการปฏิบัติงานในรัฐสภานะครับ ผมมี ๕-๖ เรื่องที่จะ ชี้แจงท่านประธานและเพื่อนสมาชิก แล้วก็จะขอเท้าความไปในการอภิปรายเมื่อวันอังคาร ที่แล้วด้วยเอามารวมกันกับวันนี้ด้วยนะครับ

ประเด็นแรก คือเรื่องการส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุข ซึ่งผมค่อนข้างจะแปลกใจที่มีเพื่อนสมาชิกกล่าว ในทํานองเสมือนว่าเรื่องนี้ไม่เคยมาที่สภา สปท. เลย อย่างน้อยได้เข้ามาในสภานี้แล้วก็ผ่าน การเห็นชอบของสภาไป ๔ ครั้งนะครับ เริ่มแรกที่อยู่ในแผนงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการเมือง ครั้งที่ ๒ การเห็นชอบต่อแผนแม่บทว่าด้วยการส่งเสริม วัฒนธรรมทางการเมือง เมื่อพฤษภาคมปีที่แล้ว ครั้งที่ ๓ เมื่อเดือนพฤษภาคมของปีนี้ รายงานต่อสภา สปท. เพื่อส่งมอบให้กับทางฝ่ายรัฐบาลว่าเราได้นําแผนไปทดลองปฏิบัติ อย่างไรบ้างในช่วง ๑๒ เดือนที่ผ่านมา รวมทั้งการที่ได้ปรึกษาหารือหน่วยงานต่าง ๆ เกี่ยวกับ การยกร่างหลักสูตร แล้วก็การที่จะประสานกับทางสื่อ แล้วก็คณะวารสารศาสตร์นิเทศศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในการที่จะเอาเรื่องวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ไปสู่มวลชน แล้วล่าสุดเมื่อวันที่ ๖ มิถุนายนเดือนที่แล้วได้เสนอต่อสภา สปท. เกี่ยวกับ พระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งสถาบันส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมือง ซึ่งร่าง พระราชบัญญัติได้ผ่านแล้วก็อยู่ที่รัฐบาลจะไปที่ สนช. ต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ เพราะฉะนั้น ทางสภาของเรารู้เรื่องวัฒนธรรมทางการเมืองอย่างถ่องแท้ แล้วก็มีความคืบหน้าอย่างมาก ในการที่จะสร้างพลเมืองประชาธิปไตย แล้วก็สถาบันตาม พ.ร.บ. ที่ว่าไว้นี้ก็จะเป็นเสมือน คู่แฝดกับสถาบันพระปกเกล้าอยู่ในอาณาบริเวณหรือว่าอยู่ในสังกัดของประธานรัฐสภา จะทํางานเกี่ยวโยงกับสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็ของวุฒิสภาเป็นสําคัญ แต่นั่นเป็นเรื่องของรายละเอียด ในขณะเดียวกันก็ได้เตือนความจําของพวกเราว่าทางรัฐบาล ท่าน พลเอก ประยุทธ์ ได้ยุบสภาพัฒนาการเมือง แต่ว่าตัวสํานักเลขาธิการและงบประมาณ ยังคงอยู่แล้วก็ยังไม่มีงานทําเป็นกิจจะลักษณะ เราก็ได้เสนอว่าในจุดเริ่มต้นขั้นแรกของ สถาบันส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองนั้น น่าจะนําเอาบุคลากรของสภาพัฒนาการเมือง และบุคลากรของฝ่ายส่งเสริมประชาธิปไตยในสังกัดของสํานักงานประชาสัมพันธ์ ของสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรมารวมแล้วก็เริ่มต้นได้นะครับ คล้าย ๆ เป็นแกน ที่จะให้มีจุดเริ่มต้น เพราะมีประสบการณ์ในการทํางานเรื่องส่งเสริมประชาธิปไตย มีงบประมาณแล้วก็มีบุคลากรนะครับ ก็ทิ้งไว้ตรงนี้เสียก่อน ในขณะเดียวกันทางรัฐบาลของ ท่าน พลเอก ประยุทธ์ ก็ได้บรรจุเรื่องวัฒนธรรมทางการเมืองในหมวดของวาระที่ ๒๗ เร่งด่วนของรัฐบาลนี้ว่าด้วยการพัฒนาคน แล้วก็ในกฎหมายรัฐธรรมนูญก็มีเรื่องมาตรา ๗๘ แล้วก็มาตรา ๒๕๘ ก ว่าด้วยการให้ความรู้ในเรื่องการเมืองกับประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า นะครับ อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ นอกจากนั้นแล้วก็จะมีกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี กฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปการเมือง ซึ่งทั้งหมดนี้เรื่องการส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมือง หรือว่าการสร้างพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย เป็นเรื่องที่จะคงอยู่แล้วก็ต้องดําเนินการ ต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะฉะนั้นพวกเราเอง ณ ที่นี้ไม่น่าจะต้องมีข้อสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของราชอาณาจักรไทยนะครับ ผมขอทิ้งไว้ตรงนี้เสียก่อนว่ามันมีที่ไปที่มาแล้วก็มีความคืบหน้า แล้วก็จะมีการส่งมอบให้กับ รัฐบาลดําเนินการต่อไป มีกรอบกฎหมาย ทั้งกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายลูก แล้วก็เป็น คล้าย ๆ กับนโยบายรัฐของรัฐบาลของท่าน พลเอก ประยุทธ์ด้วยนะครับ ส่วนที่ผมจะขอพูด ไว้นิดหนึ่งก็คือว่าเมื่อจะมีสถาบันส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมือง ในขณะเดียวกันก็มีสถาบัน พระปกเกล้าเราก็ได้เสนอไว้ในการอภิปรายที่นี่ ชี้แจงว่าสถาบันพระปกเกล้านั้นอยากจะให้มี การปรับปรุงปฏิรูปบ้าง แล้วก็จะเน้นงานที่จะเสิร์ฟ (Serve) บริการรัฐสภา บริการ ส.ส. ส.ว. บริการพรรคการเมือง ๗๐ กว่าพรรคเป็นสําคัญ ทั้งในเรื่องของการฝึกอบรมอะไรต่าง ๆ การให้ความรู้นะครับ แล้วก็อาจจะขยายไปที่องค์กรอิสระ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ อันนี้ ก็สามารถที่จะขยายได้ แต่ว่าจะเป็นเรื่องของการที่จะทํางานกับบรรดาองค์กรต่าง ๆ ทางด้านการเมืองเป็นสําคัญ ส่วนสถาบันวัฒนธรรมทางการเมืองที่จะจัดตั้งนั้นจะทํางานเพื่อ ส่งเสริมประชาธิปไตยกับผู้คนพลเมืองอีก ๖๗-๖๘ ล้านคนครับ มันแยกแยะการทํางาน และประสานงานกันได้ แล้วก็แน่นอน ในการทํางานใด ๆ นั้น ทุกองค์กรก็จะต้องมีการ พิจารณาตนเองแล้วก็ต้องมีการปฏิรูปด้วย

ผมก็ขอมาสู่ประเด็นที่ ๒ เรื่องสถาบันพระปกเกล้า คือถ้าเผื่อเราจะไปเทียบ กับประเทศเพื่อนบ้านเราก็โดดเด่นนะครับ เพราะว่าประเทศลาว ประเทศเวียดนาม มันเป็น คอมมิวนิสต์ ประเทศกัมพูชาก็ประชาธิปไตยผู้นําคนเดียว ประชาธิปไตยของประเทศพม่า ก็มีแม่ทัพนายกองนั่งอยู่ในสภาสูง สภาล่าง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ประเทศมาเลเซียก็แทบจะเป็น พรรครัฐบาลพรรคเดียว ประเทศสิงคโปร์ไม่ต้องพูดถึง เพราะฉะนั้นจะมาชมตนเองว่าสถาบัน พระปกเกล้ามีความโดดเด่นมันก็ชมได้ครับ แต่มันเทียบกับใครล่ะ นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ประเด็นที่ ๒ เขาบอกมีหลักสูตร ๗-๘ หลักสูตรต่าง ๆ เหล่านี้ ก็ต้องมาถามเสียก่อนว่า บุคลากรที่เข้ามาเรียน แล้วก็ส่วนใหญ่ก็เป็นนักล่าเซอร์ทิฟิเคต (Certificate) ครับ คน ๆ เดียวก็ไปมันทุกโรงเรียนที่มันมีอยู่หน้าเดิม ๆ ทั้งนั้น แล้วทําไมสถาบันพระปกเกล้า ยังปล่อยให้มาเรียนที่นี่ ถ้าเผื่อไป วปอ. แล้วก็พอครับ ไปที่โรงเรียนแคปพิทัลมาร์เกต (Capital Market) ก็พอ ไปที่โรงเรียนของกระทรวงยุติธรรมไปอะไรมันก็พอแล้วจะเรียน อะไรกันมากมาย แต่นี่มันก็เวียนกันไปก็กลายเป็นนักล่าเซอร์ทิฟิเคต (Certificate) ก็เยอะ แต่ว่าประเด็นสําคัญที่จะต้องมาถามก็คือว่าที่ได้ผ่านสถาบันพระปกเกล้าแล้วได้ทําตนเป็น นักประชาธิปไตยหรือเปล่า ได้ประพฤติตนที่มี ธรรมาภิบาลหรือเปล่า หรือเป็นจุดที่จะสร้าง เครือข่าย แล้วก็ฮั้วกันไปฮั้วกันมา แล้วทําไมมาเรียนที่สถาบันพระปกเกล้าแล้วไปบริหาร การเมือง บริหารราชการ รัฐวิสาหกิจ เอกชนนั้น ถึงได้ปล่อยปละละเลยให้สังคมประชาธิปไตย ของเราเน่าเฟะ เราถึงได้มานั่งกันอยู่ที่นี่เพื่อจะปฏิรูปประเทศไทย เพราะฉะนั้นต้องถาม ตนเองก่อนครับที่สถาบันพระปกเกล้าว่าได้ทํางานที่จะเสริมสร้างประชาธิปไตยจริง ๆ จัง ๆ หรือเปล่า แล้วผลงานวิจัยนั้นได้นําไปสู่การแก้ปัญหาการขัดแย้งอย่างจริงจังหรือไม่ แล้วทําไมถึงไม่ มีปัญหาอะไรในเรื่องสมานฉันท์ปรองดอง อีกทั้งคนที่มาบริหารมีจิตวิญญาณ ในการเป็นนักประชาธิปไตยหรือเปล่า หรือว่าพึงพอเพียงที่จะเสิร์ฟ (Serve) อํานาจรัฐ เท่านั้นเอง ใครเป็นใครก็พอจะรู้ครับที่ไปที่มาอย่างไร อุดมการณ์ทางการเมืองเป็นอย่างไร อุดมคติส่วนตัวเป็นอย่างไรที่จะรับใช้บ้านเมืองในสังคมประชาธิปไตย เพื่อให้มีการกระจาย อํานาจ เพื่อให้มีส่วนร่วม เป็นสังคมที่เปิดเผยนั้นมากน้อยแค่ไหน

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งใครมาเป็นอาจารย์ก็เวียนกันอยู่ไม่กี่คนใช่หรือไม่ครับ แล้วมีจิตวิญญาณอย่างไรในเรื่องการเป็นนักประชาธิปไตย นักธรรมาภิบาล แล้วทําไมไม่ไป เชิญคนอื่น ๆ ที่อยู่นอกวงการ แล้วการที่จะอ้างว่าได้เชิญผู้นําทางฝ่ายแรงงานภาคประชาสังคม เข้ามา ๒-๓ คนต่อรุ่น มันเป็นเรื่องของการประดับดอกไม้ครับ ผักชีโรยหน้า ทําไมไม่เอา ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ตาสีตาสา ผู้นําเกษตรกรฝ่ายวิชาชีพเข้ามาเป็นส่วนใหญ่ล่ะ ทําไมเอาแค่ข้าราชการระดับสูง นายห้างซีอีโอ (CEO) แล้วบรรดานักการเมืองซึ่งผมก็ ไม่เข้าใจว่าทําไมถึงต้องนักการเมืองต้องมาเรียนเพราะว่างานเขาอยู่ในสภา อันนี้ก็เป็นเรื่อง ที่อยากจะฝากไว้ แล้วถ้าเผื่อเราจะปฏิรูปกันแล้วมันก็ต้องปฏิรูปสถาบันพระปกเกล้าด้วย แล้วผมก็ไม่อยากจะให้เห็นบรรยากาศในสภานี้ว่าทุกครั้งที่เข้าไปแตะกระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานหนึ่งใดนั้นก็จะกลายเป็นนักการเมืองกันหมดนะครับ ก็จะดาหน้ากันในการ ที่จะมาปกป้องว่า กระทรวงของตนเอง สถาบันของตนเองนั้นแสนจะดีเลิศ อย่าได้เข้ามา แตะต้อง อย่าได้เข้ามาปฏิรูป หรือถ้าจะปฏิรูปแล้วขอทําเอง แล้วเรามีสภา สปท. กันทําไม ล่ะครับ แล้วจะระบุเรื่องการปฏิรูปในกฎหมายรัฐธรรมนูญทําไม ทําไมถึงจะต้องมี ปยป. ทําไมจะต้องมีคณะกรรมการปฏิรูปยุทธศาสตร์ ทั้งหมดก็เพื่อจะแก้ไขจุดบกพร่องครับ ไม่ใช่ว่าสถาบันพระปกเกล้าไม่ดี ไม่มีความสําเร็จ ไม่ใช่ จะต้องมาถามตนเองเสียก่อนว่า มาร่วมกันคิดแล้วก็ทําในการที่จะปฏิรูปสถาบันพระปกเกล้า ต้องเปิดใจให้กว้างครับ ไม่อย่างนั้นมันก็แตะทรวงแตะซางไม่ได้เลย แล้วก็มาดาหน้ากันบอกว่ามันดีแล้วอย่าเข้าไปยุ่ง ผมคิดว่าเราไม่ซื่อสัตย์ต่ออาชีพของเราในฐานะเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมขอวิงวอนเปิดใจให้กว้างแล้วขอได้เข้าไปปฏิรูปสถาบันพระปกเกล้าที่จะรองรับการที่มี ภาระหน้าที่ต่อรัฐสภา ต่อการเมืองในระบอบประชาธิปไตย แล้วก็ช่วยกันเสริมสร้างบุคลากร ที่จะเข้ามาบริหารบ้านเมือง ปกครองบ้านเมืองให้เขาเป็นนักประชาธิปไตย เป็นนักธรรมาภิบาล มีคุณธรรมและมีจริยธรรม แล้วก็ออกไปที่จะไปเชิญชวนชาวบ้าน นําพาชาวบ้านให้เป็น พลเมืองประชาธิปไตยด้วยนะครับ นั่นคือเรื่องของสถาบันพระปกเกล้า

ส่วนประเด็นที่ ๓ เรื่องคณะผู้แทนไปต่างประเทศ ผมอยู่กระทรวงการต่างประเทศ มา ๓๗ ปี ผมได้ต้อนรับคณะผู้แทนจากประเทศไทยเป็นพัน ๆ คณะครับ แล้วก็จํานวนใหญ่ คือไปจากรัฐสภา ผมคิดว่าไปถามเพื่อน ๆ ข้าราชการของผมทั้งอดีตและปัจจุบันเรียงตัวได้ คงไม่ต่ํากว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ บอกว่าคณะผู้แทนเหล่านี้เสียเวลา เสียงบประมาณหลวงครับ บางคณะขอให้สถานทูตทํารายงานการเยือนให้ แล้วได้รับบรีฟฟิง (Briefing) จะเป็นที่สถานทูตก็ไม่ค่อยฟัง จะไปพบปะใครก็มักจะเอาเด็กที่สุด ส.ส. เยาว์วัย ก็ไปกับเจ้าหน้าที่ ถามเจ้าหน้าที่รัฐสภาสิครับว่ามันจริงหรือไม่จริง เราเอาความจริงกันมาพูด ดีกว่า แล้วถ้าเผื่อว่าเสียเงินเสียทองเกือบ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ก็ตัดตรงนั้นเสีย อยากจะรู้อะไร ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสํานักงานระหว่างประเทศทุกสํานักงานของสหประชาชาติ และเครือข่ายอยู่ที่นี่ครับ อยากจะรู้อะไรเกี่ยวกับประเทศนั้น ๆ ก็มีสถานทูตที่นี่มากมาย ให้เขาบรีฟ (Brief) ให้เต็มที่ก็รู้เรื่องครับ แต่อย่าเอาเวลาไปอ้างว่าไปดูงาน ไป ๗ วัน ๑๐ วัน ดูสักครึ่งวันหรือ ๑ วันมันก็เป็นที่พึงพอใจแล้วกับสถานทูตผู้จัด ประเทศญี่ปุ่นนี่เหนื่อยหน่าย มากครับไม่อยากจะต้อนรับคณะผู้แทนไทย ท่านถามสถานทูตญี่ปุ่นได้เพราะเขาจัดมาให้ดี แล้วคนญี่ปุ่นเขาเป็นคนที่เอาจริงเอาจังไปแล้วก็ฟังบ้างไม่ฟังบ้างแล้วก็ทุรนทุราย เพราะว่า เมียรออยู่ข้างนอกว่าจะไปชอปปิง (Shopping) ได้ทันทีหรือไม่ เอาของจริงมาพูดกันครับ และที่สําคัญคือพวกเราทั้งหมดคงจะไม่ได้ไปเป็น ส.ส. ที่จะไปเป็นก็ลาออกไปแล้ว แล้วจะ ไปเดือดร้อนทําไมให้กับท่าน ส.ส. หรือ ส.ว. อาจจะมีบางท่านไปเป็น ส.ว. แต่จํานวนน้อย หวังว่าเป็นเช่นนั้น ก็ไปห่วงเขาทําไมว่าเขาจะได้ไปต่างประเทศหรือไม่ ไม่จําเป็นนะครับอันนี้ แต่ถ้าจะไปดูงานต้องทําให้เป็นกิจจะลักษณะไม่ใช่ตามคณะกรรมาธิการ มันต้องตามไป ฟังก์ชัน (Function) ภารกิจจะไปดูเรื่องนิวเคลียร์ก็ไปให้มันเป็นเรื่องเป็นราว แต่ก่อนที่จะไป ต้องถามเสียก่อนว่าสังคมไทยจะเอาด้วยกับพลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์หรือไม่ แต่ถ้าเผื่อยังหา ข้อยุติที่ประเทศไทยไม่ได้แล้วไปทําไมครับ มันก็ไปเที่ยวครับ เพราะว่าสถาบันปรมาณูเพื่อสันติ มันอยู่ที่กรุงเวียนนา เมืองที่สวยงามที่สุดเมืองหนึ่งของโลก มันน่าจะไปดูงานเหลือเกิน มันก็ ไม่ใช่ ใช่ไหมครับ แล้วเราก็ไม่ควรจะเป็นเหยื่อให้กับบริษัทค้าโรงงานไฟฟ้าพลังงาน เขาก็จะ มาเยินยอมาอะไรต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อผลประโยชน์ทางด้านกําไรของเขา ไม่ได้คิดเรื่องความ มั่นคงปลอดภัยหรือความสามัคคีในชาติ เพราะฉะนั้นเรื่องคณะผู้แทนจะไปต้องไปตาม ภารกิจที่แน่ชัด แต่ไม่ใช่ลอยตามน้ําไปตามภารกิจของคณะกรรมาธิการ คือก็มาปฏิรูปกัน ตรงนี้สิครับให้เป็นสําคัญ

ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง ก็ขอมาที่ตรงสํานักงานเลขาธิการของทั้ง ๒ สภานิดหนึ่ง ผมก็สังเกตดูแล้วว่าเจ้าหน้าที่ของสภาส่วนใหญ่นั้นเป็นพนักงานบริการพิธีการ แล้วก็ กระจัดกระจายประจําอยู่ที่คณะกรรมาธิการของวุฒิสภากับของสภาผู้แทนราษฎร รวม ๆ แล้วก็ประมาณ ๕๐ คณะ แต่ผมอยากจะให้มีการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ของสํานักงาน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ผมขอพูดผ่านท่านประธานไปที่ทางฝ่ายเลขาธิการนะครับ ว่าต้องให้เขาเป็นผู้ชํานาญการ ผมอยากจะยกตัวอย่างว่าอีกปีครึ่ง ๒ ปี จะมีการเลือกตั้ง จะมีสภาผู้แทนราษฎร มีวุฒิสภา จะมีคณะกรรมาธิการ สมมุติว่าเป็นคณะกรรมาธิการ กิจการชายแดน ก็จะมีบุคลากรของสภาต่อคณะกรรมาธิการประมาณ ๑๐ ถึง ๑๕ คน ส่วนใหญ่จะทําธุรการ แต่จะมีบุคลากร ที่ภาษาอังกฤษเขาใช้คําว่า อินสทิทิวชันนัลเมโมรี (Institutional Memory) ไหม มีบุคลากรสัก ๒-๓ คน ของสํานักงานเลขาธิการรัฐสภาทั้งสอง ที่รู้เรื่องเกี่ยวกับประเด็นปัญหาชายแดน จําความได้เลยตั้งแต่ ๒๐ ปีที่แล้วที่อาเซียน (ASEAN) หรือว่าแม่น้ําโขง ที่ประชุมสุดยอดของแม่น้ําโขงได้ตกลงกันไว้เรื่องการข้ามแดน มันต้องมีบุคลากรของสภาที่รู้เรื่องว่าด้วยการข้ามแดนทั้งหมดตั้งแต่ ก ถึง ฮ ผมไม่อยากจะ ให้พนักงานของสภาเป็นแค่ผู้รับใช้ในแง่ของธุรการหรือว่าพิธีการ จัดเอกสาร พิมพ์เอกสาร จดบันทึกการประชุม แต่ต้องเป็นผู้รู้ที่จะทํางานด้วยได้ แล้วเขาก็ควรจะได้รับการฝึกอบรม อันนี้ก็ทางสถาบันพระปกเกล้าเข้ามาได้เต็มที่ครับ เพิ่มทักษะ สภา สํานักงานเลขาธิการ ต้องมีบุคลากรที่มีองค์ความรู้ มีความจํา แล้วจะเป็นรีซอร์ชเพอร์ซัน (Resorce Person) เป็นบุคคลวิชาการที่จะช่วยบรีฟ (Brief) บรรยายสรุปให้กับบรรดาประธาน สมาชิกของ คณะกรรมาธิการแต่ละคณะว่าเป็นผู้ชํานาญการอย่างแท้จริง

ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง ก็คือเรื่องของห้องสมุดรัฐสภา ซึ่งผมได้รับมอบหมาย ให้ดูแลเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ ผมได้ไปเยือน ๒ ห้องสมุด และได้พบปะกับผู้บริหาร คือของ นิด้า (NIDA) แล้วก็ของมหาวิทยาลัยรามคําแหง ก็ต้องขอถือโอกาสขอบคุณทั้ง ๒ สถาบัน มา ณ ที่นี้ บรรยากาศของห้องสมุดมันจะมีเป็นลักษณะของห้องนั่งเล่น รับประทานน้ําชา กาแฟได้ เพื่อไม่ต้องการให้ห้องสมุดเป็นที่ที่หงอยเหงา ดูเศร้า ไม่เชิญชวน ไม่ชักชวน เพราะฉะนั้นในแง่ของคอนเซปต์ (Concept) ในความนึกคิดแล้วห้องสมุดใหม่ของรัฐสภา ผมไม่ขอพูดห้องสมุดที่อยู่ตรงริมถนนหลังสภานี้นะครับ มันไม่มีความสง่างามใด ๆ เลยทั้งสิ้น มันไม่ชวนให้เข้าไป ไม่เป็นอะไรครับอันนี้เรื่องอดีตและปัจจุบัน แต่ไปข้างหน้าห้องสมุด ของรัฐสภาไทยจะต้องเป็นห้องสมุดที่มีความเป็นเลิศและต้องดีที่สุด แล้วก็ใหญ่ที่สุด ในประเทศไทยครับ เพราะเป็นห้องสมุดที่จะทํางานให้กับประชาชนทั้ง ๖๘-๖๙ ล้านคน ผ่านวุฒิสภา ผ่านสภาผู้แทนราษฎร และประชาชนทุกหมู่เหล่าจะต้องเข้ามาที่ห้องสมุดได้ โดยง่าย แล้วก็จะมีระบบโสตทัศน์ด้วย มีห้องดูวิดีโอต่าง ๆ เหล่านี้ด้วยมันต้องพร้อมมูล ทั้งสื่อสมัยใหม่ แล้วก็เอกสารตีพิมพ์ทั้งหลาย คราวนี้ผมก็ได้ไปดูสถานที่ก่อสร้างของรัฐสภาใหม่ ได้ประชุมกับทางสถาปนิก ได้ประชุมกับวิศวกรควบคุมการก่อสร้าง ได้ประชุมกับผู้รับเหมา ด้วยนะครับ แล้วก็เห็นว่าการออกแบบ ณ วันนี้ ต้องขอฝากท่านประธานไปที่ท่านเลขาธิการ สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรว่า ไม่ได้มีการแยกแยะให้มันชัดเจนระหว่างที่เรียกว่า เป็นออฟฟิชเชอร์ฟังก์ชัน (Officer Function) เขตทําการของ ส.ส. ส.ว. และที่เรียกว่า เป็นพับบลิกฟังก์ชัน (Public Function) หรือว่าพับบลิกแอเรีย (Public Area) ที่เป็น ที่สําหรับต้อนรับสาธารณชนของคนไทยทั้งประเทศ พิพิธภัณฑ์ก็ดี ห้องสมุดก็ดี มันอยู่ในตัวอาคาร แล้วที่มันมหัศจรรย์มากผมก็ไม่ทราบว่า สถาปนิกคิดได้อย่างไรที่เอาห้องสมุดไปอยู่ชั้น ๙ ชั้น ๑๐ ของอาคารรัฐสภาใหม่ มันจะ เข้าออกได้อย่างไร มันจะขยายอย่างไร มันจะอํานวยความสะดวกอย่างไร มันจะจัดความ เป็นกันเองได้อย่างไร มันก็จะกลายเป็นรัฐสภาจะเป็นป้อมปราการที่ประชาชนจะเข้าไป ก็แสนจะยาก แล้วมันห่างไกลครับ ทั้งจิตใจแล้วก็ทางด้านกายภาพ ผมก็อยากจะขอเสนอให้ ทั้งพิพิธภัณฑ์และห้องสมุดนั้นอยู่นอกตัวอาคารหลักของรัฐสภา ตัวอาคารหลักให้เป็น ที่ทําการอย่างเดียว ที่มันสําคัญก็คือว่าสถานีวิทยุโทรทัศน์ของรัฐสภานั้นมีอาคารต่างหาก ไปตรงหัวมุมริมทางแม่น้ําเจ้าพระยา แล้วก็บริเวณมันมีมากมายพอที่จะเอาพิพิธภัณฑ์ และห้องสมุดมันควรจะอยู่ด้วยกัน เพราะพิพิธภัณฑ์มันก็คือห้องสมุดอย่างหนึ่ง แสดงซึ่ง ประวัติศาสตร์ความเป็นมา ผมอยากจะให้มีการจัดงบประมาณ ณ วันนี้ สร้างอาคาร ห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์นอกอาคารหลักของรัฐสภาเป็นสําคัญ แล้วเราก็สามารถที่จะวางแผน ใหม่ต่าง ๆ เหล่านี้ได้ แล้วเราต้องมีบุคลากรที่เป็นนักห้องสมุด บรรณารักษ์อย่างเป็นเรื่อง เป็นราว ทั้งห้องสมุดที่ด้วยเอกสารแล้วก็ด้วยโสตสมัยใหม่ แล้วก็มีการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ให้รู้ เรื่องกฎหมายต่าง ๆ ข้อตกลงระหว่างประเทศ มติสหประชาชาติ ถ้อยแถลง คําแถลงการณ์ ของประชาคมอาเซียน หรือองค์กรระหว่างประเทศที่เราเป็นสมาชิกอยู่ อันนี้เป็นเรื่อง ที่จะต้องทําเตรียมบุคลากร แล้วก็งบประมาณก็แน่นอนครับ ๑ ล้านบาท ๒ ล้านบาท มันซื้อ อะไรก็ไม่ค่อยจะได้ มันไม่ได้สะท้อนเป้าหมายที่จะให้ห้องสมุดรัฐสภานั้นมีความเป็นเลิศ แล้วก็โดดเด่นที่สุด แล้วมันก็จะมีระบบออนไลน์ (Online) ที่จะไปถึงห้องสมุดของ อบจ. ของทุกจังหวัดเป็นสําคัญเพื่อประชาชนจะได้เข้าถึงได้ ต้องมีระบบวางบุคลากรที่จะช่วย ค้นหา ช่วยตอบประเด็นปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ได้ บุคลากรเหล่านี้ก็ต้องมีความรู้เรื่องกฎหมาย เรื่องข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับประเทศไทย เกี่ยวกับประเทศอาเซียนต่าง ๆ อันนี้เป็นเรื่องที่ สําคัญแล้วเราก็ต้องให้ความสําคัญด้วย ส่วนอีกอันหนึ่งอาจจะไม่ได้เกี่ยวโดยตรงที่ไปดูแบบมา เห็นว่าห้องชั้นสูงสุดนั้นจะเป็นที่รับเสด็จเพื่อจะให้เปิดสภา เราอาจจะเป็นรัฐสภาแรกที่เรา เปิดสภาที่ไม่ใช่ตรงห้องประชุม จะเป็นไปได้ไหมว่าในส่วนห้องประชุมของสภาผู้แทนราษฎรนั้น มีการออกแบบเพื่อที่จะกราบบังคมทูลเชิญเสด็จมาเปิดสภาด้วยความสง่างามของสภา อยู่ตรงนี้เป็นสําคัญครับ แยกส่วนมันจะดูไม่ใช่ แล้วถ้าเผื่ออยู่บนชั้นบน จํานวนของสมาชิก ๗๐๐ คน ๘๐๐ คนของทั้ง ๒ สภา ก็ไม่สามารถที่จะรองรับได้ จะเชิญพระองค์ท่าน เสด็จมาแล้วก็มีไม่กี่ท่าน ส.ส. ส.ว. และผู้ดํารงตําแหน่งต่าง ๆ มันก็จะดูว่ามันไม่สมบูรณ์ เพราะฉะนั้นการออกแบบต่าง ๆ เหล่านี้ต้องทบทวน แล้วที่สําคัญก็คือว่าจะมีห้องสันทนาการ เป็นห้องยิม (Gym) เป็นกระจกแล้วก็มองแม่น้ําเจ้าพระยาได้ ผมก็ดูเพื่อน ๆ สมาชิกแล้วก็ อายุก็เยอะกันเสียส่วนใหญ่ เรื่องการออกกําลังกายในห้องยิม (Gym) มันไม่ใช่วัฒนธรรมของ คนไทย แล้วมันก็เสียเนื้อที่ที่มันจะสวยงามที่สุดอันหนึ่งของรัฐสภา ริมแม่น้ําเจ้าพระยา ก็อยากให้มีการปรับเปลี่ยนแล้วก็ใช้ประโยชน์ห้องยิม (Gym) ตรงนั้นให้เป็นห้องของ การประชุม ของการรับแขกต่างชาติอะไรต่าง ๆ แล้วก็ห้องยิม (Gym) ก็คงจะเหมือนกับ สถานีวิทยุหรือว่าพิพิธภัณฑ์ หรือว่าห้องสมุด มันควรจะอยู่นอกอาคารครับ ท่าน ส.ส. ส.ว. คนไหนคิดว่าการประชุมจะถึงตี ๑ ตี ๒ แล้วอยากจะไปออกกําลังกายก็ได้ แต่เรากําลังจะไป เสียเงินเป็นหลาย ๑๐ ล้านบาท หรือจะเป็น ๑๐๐ ล้านบาท เพื่อจะรองรับ ส.ส. ส.ว. นักกกีฬาไม่กี่คน แล้วก็เวลามันไม่ใช่ครับ สภาเป็นที่มาทํางานครับ ไม่ใช่มาเป็นที่ออกกําลัง เพราะฉะนั้นคิดอย่างนี้ได้แล้วมันก็เลยทําให้การออกแบบมันไม่ได้ตอบสนองแล้วมันก็ ไม่คุ้มทุน นี่ก็เป็น ๔-๕ ประเด็นที่จะขอถือโอกาสนี้กราบเรียนชี้แจงเพื่อจะเสริมสร้าง ความเข้าใจกัน

ส่วนประเด็นสุดท้ายนะครับ เราได้เห็นความล้มเหลวของชีวิตในรัฐสภา ของเรา การประท้วง การหักเหลี่ยมหักโคนกันต่าง ๆ เหล่านี้ การไม่มีวินัย เราต้องการที่จะ แก้ปัญหาเหล่านี้ให้รัฐสภาเป็นที่น่าเชื่อถือ ผมคิดว่าเราต้องมาช่วยกันระดมความคิดเห็น ในการที่จะให้รัฐสภาเป็นที่ที่จะอภิปรายเรื่องที่จะเป็นสาระต่อสังคม เราไม่อยากจะเห็นภาพ ที่ผ่าน ๆ มา การใช้เสียงข้างมากเป็นเผด็จการ การขาดความเที่ยงตรงไม่เอนเอียงของ ประธานรัฐสภา ขาดความเป็นมืออาชีพ เป็นผู้ที่ได้อาสาและอุทิศเข้ามารับใช้บ้านเมือง แต่ว่า มารวมหัวรวมตนกันเพื่อจะหาผลประโยชน์เข้าตน เข้าพรรคของตนต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสําคัญ แล้วอะไรที่มันจะปฏิรูปได้ แก้ไขได้ เราต้องมาช่วยกันคิดช่วยกันทําครับ แล้วก็มันจะเป็นสิ่งที่ ไม่ค่อยจะดีงามเท่าไรถ้าเผื่ออภิปรายกันไปแล้วส่วนใหญ่มาพูดเรื่องประเด็นเดียวคือสถาบัน พระปกเกล้า ผมค่อนข้างจะเจ็บปวดในเรื่องนี้ครับไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น ขอวิงวอนเถอะครับ ขอขอบคุณมากครับท่านประธาน

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ท่านประธานกรรมาธิการจะให้ท่านใดคะ ท่านนรรัตน์ใช่ไหมคะ เรียนเชิญ ท่านนรรัตน์ค่ะ กรุณาสรุปหน่อยนะคะ เรายังมีอีก ๒ รายงานค่ะ

นางนรรัตน์ พิมเสน กรรมาธิการ

ขอบพระคุณค่ะ กราบเรียนท่านประธาน และท่านสมาชิกนะคะ ในเรื่องของข้อเสนอแนะของท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ดิฉันขอเรียนสักเล็กน้อยในประเด็นที่ท่านเห็นว่าจริง ๆ แล้วเราน่าจะเสนอการปฏิรูปที่เกี่ยวกับ การทํางานตามรัฐธรรมนูญเพื่อรองรับการทํางานของสมาชิกผู้สภาผู้แทนราษฎร แล้วก็ วุฒิสภาชุดใหม่ ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ท่านมีประเด็นอยู่ ๒ เรื่องนะคะ

ในเรื่องของการรับฟังความคิดเห็น ท่านเสนอว่าการรับฟังความคิดเห็น ของผู้ที่เกี่ยวข้องวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นแล้วก็การเปิดเผยผลการรับฟังความคิดเห็น แล้วก็การวิเคราะห์ให้ประชาชนทราบก่อนการตรากฎหมายทุกฉบับตามมาตรา ๗๗ ของ รัฐธรรมนูญ ในเรื่องนี้ก็อยากจะขออนุญาตเรียนว่าทางคณะกรรมาธิการก็ได้พิจารณาเรื่องนี้ ซึ่งเห็นว่าเป็นเรื่องสําคัญ แล้วก็ในรายงานของสถาบันพระปกเกล้าเราก็ได้เสนอเรื่องนี้ว่า เนื่องจากสถาบันพระปกเกล้าเป็นสถาบันที่มีบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ มีความ ชํานาญในเรื่องของการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน เพราะฉะนั้นจึงได้มีการเสนอ ในรายงานว่าควรที่จะให้สถาบันพระปกเกล้ามีส่วนช่วยรัฐสภาในเรื่องสําคัญนี้ จึงจําเป็น ที่จะต้องมีการแก้ไขกฎหมายของสถาบันพระปกเกล้า เนื่องจากว่าอํานาจหน้าที่ที่ปรากฏ อยู่ในพระราชบัญญัตินั้นอาจจะไม่ตรงเสียทีเดียว แล้วก็เกรงว่าสถาบันพระปกเกล้าจะทํางาน ได้ไม่ตรงกับอํานาจหน้าที่อย่างชัดเจนตามกฎหมาย จึงเสนอให้มีการแก้ไขด้วยประเด็นนี้ค่ะ ไม่ได้มีการแก้ไขด้วยประเด็นอื่นนะคะ ต้องขออนุญาตกราบเรียนค่ะ

ในเรื่องของการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชนตามามาตรา ๑๓๓ แล้วก็ การเข้าชื่อเสนอขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๖๕ (๑) ในเรื่องนี้ค่ะ ท่านก็ได้ เสนอว่าสํานักงานควรที่จะเตรียมบุคลากรที่จะรองรับภารกิจเรื่องนี้ จริง ๆ แล้วในเรื่องนี้ค่ะ ก็มีบัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา ทางสํานักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรนี้ก็ได้จัดบุคลากรที่รองรับการทําหน้าที่นี้อยู่แล้วเป็นกลุ่มงาน การเข้าชื่อ เสนอกฎหมายอยู่ในสํานักการประชุม แต่ว่าก็ได้ปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้มากนัก เพราะว่า ประชาชนก็ไม่ได้มีการเสนอพระราชบัญญัติ ร่างพระราชบัญญัติบ่อยครั้ง แต่ว่าก็ได้ทําหน้าที่ แม้กระทั่งแนะนําประกอบกับยกร่างกฎหมาย ยกร่างพระราชบัญญัติตามที่ประชาชนมีความ ประสงค์ แต่ถึงอย่างไรก็ตามทางสํานักงานก็คงจะได้มีการเพิ่มเติม พัฒนา แล้วก็ให้ความรู้ แก่เจ้าหน้าที่บุคลากร เพื่อจะรองรับหน้าที่นี้ให้มากยิ่งขึ้น เพราะถึงอย่างไรรายงานฉบับนี้ ก็จะส่งไปยังสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็สํานักงานเลขาธิการวุฒิสภาด้วยค่ะ ก็ขออนุญาตเรียนประเด็นของท่านเฉลิมชัยเท่านั้นค่ะ ขอบคุณค่ะ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านวันชัย สอนศิริ ค่ะ

นายวันชัย สอนศิริ กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานและท่านสมาชิกที่เคารพ ทุกท่านครับ กระผม สปท. วันชัย สอนศิริ ในฐานะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง ขออนุญาตกราบเรียนสรุปสั้น ๆ ตามที่ท่านประธานได้แจ้งแล้ว แล้วก็ทราบว่า ท่านสมาชิกทั้งหลายพร้อมที่จะลงมติในเรื่องนี้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นประเด็นที่กระผมจะขอ อนุญาตสรุปตอบคําถามในบางประเด็น เพื่อให้เกิดความเข้าใจก่อนที่ท่านสมาชิกจะใช้สิทธินั้น ท่านประธานครับ ในรายงานของคณะกรรมาธิการตั้งแต่หน้า ๒๒ ถึง ๔๖ จะเห็นได้ว่า เป็นเรื่องขององค์กรที่ท่านทั้งหลายนั่งอยู่ตรงนี้คือรัฐสภา โดยหลักแล้วเราได้เสนอไปแล้วว่า สภานี้ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ส.ว. ที่เราเรียกว่า สมาชิกรัฐสภานั้น ทําหน้าที่ควบคุมตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐ ซึ่งคณะกรรมาธิการได้เสนอรายงานและท่านได้มีมติเห็นชอบไปแล้ว แต่ท่านทั้งหลายครับ องค์กรที่จะทําให้งานต่าง ๆ เหล่านั้นสัมฤทธิ์ผล คือรัฐสภา ที่ท่านทั้งหลายนั่งทํางานอยู่ ณ ที่นี้ เราเห็นว่าองค์กรนี้ องค์กรนิติบัญญัติท่านทั้งหลาย ทราบอยู่แล้วว่าเป็นองค์กรสําคัญ ทั้งบริหารตุลาการ เป็นองค์กรที่ออกทั้งกฎหมายและเป็น องค์กรที่ให้มีอํานาจของคณะรัฐมนตรีก็เกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้ งบประมาณของประเทศที่ใช้ ก็เกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้ แต่เมื่อคณะกรรมการได้มาดูการทํางานที่เราเห็นว่ายังมีข้อที่ควร จะปฏิรูปอยู่ในหลายเรื่องหลายประเด็น โดยรวมนั้นเราเห็นว่าองค์กรแต่ละองค์กรที่มีอยู่ ในรัฐสภานั้นส่วนใหญ่ดีอยู่แล้ว แต่มีบางเรื่องบางประเด็นที่เราคิดว่าควรจะเติมควรจะเสริม และควรจะปฏิรูปตามรายงานในหน้า ๒๒ ถึง ๔๖ สิ่งที่ขออนุญาตกราบเรียน เช่น การสร้าง นักกฎหมายนิติบัญญัติ อันนี้คือหัวใจสําคัญซึ่งยังไม่มี ทางเราเห็นว่าไหน ๆ จะปฏิรูปแล้ว ควรมี นักกฎหมายนิติบัญญัติของสภาให้เกิดขึ้นให้ได้ ปัจจุบันเราใช้นักกฎหมายจากฝ่ายบริหาร คือกฤษฎีกา แต่ของสภาเราเองนั้น แม้ว่าจะมีกฎหมายมีระเบียบมีข้อบังคับ พร้อมที่จะมีแล้ว แต่ยังไม่เกิดขึ้น เราก็ได้เสนอรายงานกระบวนการวิธีการ รวมทั้งบุคลากรต่าง ๆ ที่ควรจะ เอามาใช้นั้น ควรจะเอามาจากตรงจุดใดบ้าง ถ้าท่านอ่านรายงานโดยละเอียดแล้วจะเห็นว่า เรื่องนี้เป็นประโยชน์อย่างสําคัญต่อรัฐสภา ประเด็นอีกประเด็นหนึ่งที่ผมขอย้ําเป็นประเด็น สุดท้ายอยากจะกราบเรียนต่อท่านทั้งหลายครับ องค์กรนิติบัญญัติควรจะมีการสื่อสาร ต่อสังคมต่อประชาชนในประเทศนี้ สิ่งที่จะทําการสื่อสารได้นั้นก็คือทีวี (TV) วิทยุ โทรทัศน์ และสื่อต่าง ๆ แต่ท่านทั้งหลายทราบไหมครับ แม้แต่ตัวท่านเองยังดูทีวี (TV) รัฐสภาน้อยมาก หรือบางคนแทบจะไม่ค่อยดู นอกจากตอนถ่ายทอดการประชุมสภาที่ท่านเองต้องนั่งรถ หรือนั่งอยู่ในที่อื่น ๆ แล้วดู ถามว่าถ้าเป็นประชาชนคนทั่วไปเขาจะดูไหม ในขณะที่ฝ่ายบริหาร มีวิทยุ ทีวี (TV) โทรทัศน์ สารพัด ทั้งกรมประชาสัมพันธ์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเยอะมาก องค์กรนิติบัญญัติเป็นองค์กรที่ยิ่งใหญ่มากในองค์กรหนึ่งของ ๓ อํานาจ แต่ปรากฏว่าสื่อทีวี (TV) วิทยุ โทรทัศน์ไม่ต่างกับทีวี (TV) วิทยุ โทรทัศน์ดาวเทียมช่องใดช่องหนึ่งที่ขายยา เสริมสมรรถภาพ ดูบ้าง ไม่ดูกันบ้าง หรือแทบจะไม่ได้ดู ผมจึงบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่เราเสนอในรายงานว่าไหน ๆ จะให้ประชาชนนั้นตื่นตัว ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแล้ว ไม่ใช่สักแต่ว่าทําเป็นงานฝาก ทุกวันมีงบประมาณ เพียงน้อยนิด บุคลากรที่เอามาทําก็สักแต่ว่าทํา ที่จะผลิตรายการทีวี (TV) วิทยุ แบบน่าสนใจ ทําไม่ได้ครับ เพราะติดขัดด้วยงบประมาณและบุคลากร มืออาชีพที่จะมาทําก็ไม่มี ทั้งหมด เหล่านี้ได้งบประมาณมา ๑๐๐ กว่าล้านบาทนั้น สิ้นเปลืองไปกับอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือ และค่าเช่าดาวเทียม ค่าเช่าสื่อต่าง ๆ รวมทั้งเงินเดือนหมดแล้ว เหลืออยู่นิดเดียวจะไป ผลิตรายการอะไร ผมจึงเห็นว่าต้องให้ประชาชนคนไทยอย่างน้อยที่สุดต้องมีโอกาสสัมผัส วิทยุ ทีวี (TV) รัฐสภา ปรับโฉม ปรับรูปแบบ เปลี่ยน และงบประมาณต่าง ๆ กระบวนการอะไร ที่เป็นข้อขัดข้อง ติดขัด ควรจะต้องมีการปฏิรูป เราจึงได้เสนอไว้ในรายงาน ซึ่งเชื่อเหลือเกินว่า ถ้าปรับเปลี่ยนวิธีการดังกล่าวแล้วจะทําให้ทีวี (TV) วิทยุและสื่อของรัฐสภานั้นอย่างน้อยที่สุด ชาวไร่ชาวนา พี่น้องประชาชนจะได้ชมและจะได้สัมผัส ผมเชื่อเหลือเกินเวลามีการอภิปราย เกี่ยวกับเรื่องการไม่ไว้วางใจ อย่างน้อยที่สุดสมัยหนึ่งเขาก็ต้องสัมผัสทีวี (TV) นี้ แต่ทําไม วัน ๆ หนึ่งควรจะให้เขาได้สัมผัสได้บ้าง ตรงนี้ต้องมีการปฏิรูปตามรายงานที่เราเสนอ อีกนิดเดียวครับท่านประธาน

ประการสุดท้าย เจตจํานงความประสงค์ของคณะกรรมาธิการก็กราบเรียน ต่อท่านสมาชิกด้วยความเคารพว่ามิต้องการก้าวล่วงและล่วงเกินสถาบันพระปกเกล้า แต่ประการใด ผมเองก็เรียนมาจากสถาบันพระปกเกล้าคนหนึ่ง เพียงแต่คณะกรรมาธิการ รวมทั้งเรา ได้พูดคุยกันว่าภารกิจของสถาบันพระปกเกล้าโดยรวมส่วนใหญ่ดีอยู่แล้ว แต่เรา เห็นว่าน่าจะเป็นองค์กรหนึ่งที่มาสนองงานของรัฐสภามากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน จึงมี ข้อสังเกตแล้วก็คิดว่าน่าจะมีการปฏิรูปให้มาสนองงานของรัฐสภาอย่างเข้มแข็งมากกว่า ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเท่านั้นเองครับ หาได้มีเจตนาส่วนหนึ่งส่วนใดที่หลายท่านรู้สึกไม่สบายใจ เท่าที่เราได้หารือกันแล้ว ก็รับว่าจะไปปรับปรุงแก้ไข ก็กราบเรียนท่านประธานว่าทั้งหมด ถ้าท่านอ่านด้วยใจเป็นธรรม สบาย ๆ ก็จะเห็นว่ารัฐสภาน่าจะต้องปฏิรูปในหลายสิ่ง หลายประการดังที่เรากราบเรียนแล้ว และทั้งหมดด้วยเจตนาที่จะให้เป็นการรองรับ การทํางานของยุคปฏิรูปคราวต่อไปครับ กราบขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ท่านประธานเสรีเชิญสรุปค่ะ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ ต้องกราบเรียนว่าวันอังคาร ที่แล้วคณะกรรมาธิการผมจะนั่ง ๒ แถวนี้เต็มหมดเลยครับ วันนี้หายไปครึ่งหนึ่ง ลาออกไป เลยดูทําให้กรรมาธิการนั้นจํานวนลดน้อยถอยลง อาจจะเป็นกรรมาธิการเดียวที่มีสมาชิก ออกมากที่สุดนะครับ แต่คงจะไปรับใช้งานด้านอื่น ๆ ต้องกราบเรียนท่านประธานครับ ตามรายงานของกรรมาธิการที่เสนอดังกล่าวนี้ต้องเรียนด้วยความเคารพครับ บางทีเรามาทํา หน้าที่ในสภาหรือพวกเราทั้งหมดนี้เข้ามาในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในคราวนี้ โดยมีเจตจํานงเจตนาเหมือนกันเป็นเจตนาเดียวกัน ภารกิจหน้าที่สําคัญของพวกเราก็คือ การปฏิรูปประเทศ ปฏิรูปหลาย ๆ ด้าน กรรมาธิการด้านการเมืองก็เป็นกรรมาธิการหนึ่ง ที่ต้องทําหน้าที่ในการเสนอแนะเพื่อจะปฏิรูปด้านต่าง ๆ ทางด้านการเมืองและในเรื่องของ การปฏิรูปทั้งหลายของทุกคณะกรรมาธิการ รวมถึงด้านการเมืองด้วย เมื่อเวลาเราจะไป ปฏิรูปในเรื่องใดต้องเป็นปกติครับ ท่านประธานครับ ว่าพอเราจะปฏิรูปเรื่องใดมันก็จะเกิด ผลกระทบกับองค์กร หน่วยงาน บุคลากรในส่วนที่มีการเสนอให้มีการปฏิรูปเกิดขึ้นไม่เว้น นะครับเป็นเรื่องธรรมดา แต่ภารกิจสําคัญของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมเคยกราบเรียนท่านประธานและย้ํามาตลอด ว่าเรามานั่ง ณ สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ เป็นสถาบันรัฐสภาเป็นอํานาจอธิปไตยสูงสุดของชาติของประเทศ เป็นตัวแทนของพี่น้อง ประชาชน ท่านเข้ามาทําหน้าที่ตรงนี้ก็ต้องเข้ามาทําให้สมกับที่ประชาชนเขาไว้วางใจ สังคม เขาไว้วางใจ ในภารกิจสําคัญคือเรื่องของการปฏิรูป ดังนั้นสิ่งที่เราเสนอทั้งหลายทั้งปวง เมื่อมีผลกระทบหรือย่อมมีผลกระทบแล้วปัญหาอยู่ที่ว่าเราทําใจ ในการที่จะทําหน้าที่ตรงนี้ ได้มากน้อยแค่ไหน หากเรายังหวั่นไหวหรือเกิดความไม่สบายใจจากข้อเสนอ เราเสนอไปแล้ว อาจจะมีคนเห็นด้วยไม่เห็นด้วย แล้วเราก็ไม่กล้าที่จะตัดสินใจผมว่านั่นคือสิ่งที่เรากําลังทรยศ ตัวเอง ทรยศพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ทําให้พี่น้องประชาชนขาดความสิ้นหวัง ความหวัง ประชาชนก็จะหมดสิ้น เพราะอย่างน้อยที่สุดคําว่าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนั้น เป็นคําที่ถูกตั้งและถูกเรียกขึ้นมา เพื่อจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ท่านประธานครับ รายงานของกรรมาธิการด้านการเมืองหลาย ๆ เรื่อง รวมถึงฉบับนี้ด้วยต้องกราบเรียนว่า บางครั้งมันอาจจะมีถ้อยคําที่อาจจะดูรุนแรง หรืออาจจะเป็นถ้อยคําที่บอกว่าทําไม ไม่ให้เกียรติหรือถ้อยคําบางท่านบอกว่าดูถูก แต่ความจริงไม่มีเจตนาเช่นนั้นเลย เพียงแต่ว่า สิ่งที่เราเขียนมาในนี้มันเป็นความจริง มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง และเป็นเรื่องที่พวกเรา จะต้องมาช่วยกันพิจารณาว่าจะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร แต่ถ้าเกิดเราจะเขียนถ้อยคํา อันสวยหรู ถ้อยคําที่อ่านแล้วเพลิดเพลินเจริญใจ เป็นคําเชียร์คําชม ไม้ต้องปฏิรูปครับ ไม่ต้อง เขียนเข้ามา ก็เชื่อว่าถ้าเขียนมาแล้วคงไม่เป็นที่ยอมรับ แต่ถ้าเราเขียนมาแล้วมันอาจจะ ไปกระทบความรู้สึกกับบางองค์กรบางหน่วยงานหรือบางท่านหรืออาจจะเกิดแสลงที่เขียน ถ้อยคําอย่างนี้มา ก็ต้องกราบขออภัยด้วยจริง ๆ เพราะอย่างที่กราบเรียนครับ เราก็ต้องเอาความจริงมาพูด เอาความจริงมานําเสนอ นําความจริง มาพิจารณา แต่น่าเสียใจนะครับ เพราะว่าสิ่งที่เราเสนอไปนั้นบางทีก็เหลือเชื่อว่าสิ่งที่เรา เสนอนั้น เรื่องเล็ก ๆ เรื่องที่เป็นส่วนหนึ่งของรายงาน แต่กลับกลายเป็นถูกหยิบยกขึ้นมา เป็นประเด็นใหญ่ เป็นเรื่องทําให้สถาบันพระปกเกล้าเสียหาย ผมว่าเจตนาเราไม่มีอย่างนั้น นะครับ ผมว่าสิ่งที่เราเสนอนี้ดีไม่ดีอย่างไรต้องกราบเรียนว่าไม่ใช่เฉพาะสถาบันพระปกเกล้า อย่างเดียว ทุกหน่วยงานที่เรากล่าวถึงควรจะต้องเป็นกระจกสะท้อนครับ ควรจะต้องเป็น สิ่งที่นํากลับไปทบทวนดูว่าข้อเสนอดังกล่าวนี้มันจริงหรือไม่ มันควรปรับปรุงไหม มันควร พัฒนาให้ดีขึ้นอย่างไร แล้วจะแก้ไขในเรื่องที่มีข้อเสนอหรือไม่ อย่างไร ผมว่านี่คือภารกิจของ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่ต้องเอาเรื่องเหล่านี้ออกมาพูดคุยกัน ออกมาเปิดเผยกัน แล้วเอามาแก้ปัญหาร่วมกัน เรื่องสําคัญจริง ๆ แล้วสถาบันพระปกเกล้าอย่างที่เรียนนะครับ สถาบันพระปกเกล้าเป็นเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นครับ แต่บรรดาสมาชิกหลายท่านให้ความ สําคัญมาก เสมือนหนึ่งออกมาปกป้อง เรื่องดี ๆ ของสถาบันพระปกเกล้ามีอยู่แล้วเราไม่เคย ปฏิเสธ เราไม่เคยว่าสถาบันพระปกเกล้าไม่ดี แต่มีอยู่บางส่วนเท่านั้นเองที่เราคิดว่าน่าจะให้ สถาบันพระปกเกล้าซึ่งรับงบประมาณแผ่นดินช่วงหลังนี้ปีหนึ่ง ๓๗๖ ล้านบาทเศษต่อปีครับ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลืองานในรัฐสภาให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย จริงอยู่ครับ ตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายดังกล่าวนี้ได้กําหนดไว้ถึง ๑๐ วัตถุประสงค์ มีวัตถุประสงค์ เดียวละครับ ที่บอกว่าส่งเสริมงานวิชาการของรัฐสภาที่เขียนไว้ชัด ๆ นี้ แต่ปรากฏว่า งานส่งเสริมของรัฐสภาทํางานวิจัยครับ ซึ่งจริง ๆ วัตถุประสงค์อื่นก็มีเรื่องงานวิจัยอยู่แล้ว แต่งานวิจัยนี้นะครับ พอเรารายงานบอกว่า ข้อเสนอการช่วยเหลืองานทางวิชาการล่าช้า ถามว่าผิดไหมครับ ไม่ผิดเลย เพราะอะไรครับ เพราะงานวิจัยนี้มันทํา ๒ วันเสร็จไหม เดือนหนึ่ง เสร็จไหม มันไม่เสร็จครับ งานวิจัยต้องทํางานเป็นปี ๆ ครับ วิจัยหนึ่งใช้งบประมาณ ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ บาทต่อ ๑ วิจัยอย่างนี้ครับ เพราะฉะนั้นงานวิชาการทางรัฐสภานี้ คือได้แค่ส่วนเดียว แต่สิ่งที่เราเสนอเราก็อยากจะให้งานเหล่านี้ช่วยงาน เราเปรียบเสมือน หนึ่งกฤษฎีกาช่วยเหลือให้คําปรึกษารัฐบาล เราไม่ได้หมายความว่าสถาบันพระปกเกล้า ต้องมาทําหน้าที่กฤษฎีกา แต่เราเปรียบเทียบให้ฟังว่ามันจะต้องเป็นการช่วยเหลืองานรัฐสภา ที่ใกล้ชิดครับ ได้ประโยชน์สมบูรณ์เต็มที่นะครับ นี่คือสิ่งที่กรรมาธิการพวกเราเสนอ ไม่ได้ เจตนาที่จะไปทําอะไรให้เสียหาย ต้องทําความเข้าใจตรงนี้นะครับ ท่านอย่ามาปกป้องเลย เพราะว่าผมก็ยืนยันได้สถาบันพระปกเกล้าดีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเราปรับระบบงานอย่างไร ให้เกื้อหนุน ช่วยเหลืองานรัฐสภาให้มากขึ้นกว่าเดิม ส่วนถ้อยคําที่ท่านแสลงนี้ กรรมาธิการ จะมาปรับให้นะครับ เพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดีต่อกัน

ส่วนงบประมาณแผ่นดินเรียนนิดเดียวครับ รายงานฉบับนี้เป็นตัวอย่างเป็น ต้นเรื่องที่จะก่อให้เกิดการประหยัดงบประมาณแผ่นดิน กรรมาธิการไม่ได้ปฏิเสธเรื่องศึกษา ดูงาน แต่เรากําลังพูดประเด็นสําคัญว่าสิ่งที่สมาชิกรัฐสภาในยุคก่อนนั้นไปศึกษาดูงาน ใช้งบประมาณแผ่นดินในวาระสมัยหนึ่งเท่ากับ ๔ ปีของ ส.ส. นี้เสียเงินไปเป็นพันล้านบาท ไปศึกษาดูงานแล้วดูไม่จริง นี่คือสาระครับ ดูไม่จริงคืออะไรครับ ก็เอาเงินของชาวบ้านนั้น ไปเที่ยวครับ แล้วอย่างนี้จะไม่ให้เราเสนอปฏิรูปได้อย่างไรนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ กรรมาธิการเราเสนอนี้ก็เพื่อที่จะให้มีการประหยัด เพราะฉะนั้นสิ่งที่กรรมาธิการเราเสนอก็เพื่อที่จะให้มีการประหยัดงบประมาณเหล่านี้ รวมถึง ของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติด้วย สิ่งที่ตั้งงบประมาณไว้ในช่วงระยะหลัง ตั้งแต่ ปี ๒๕๕๗ มา ไม่มีเรื่องศึกษาดูงาน แต่ก็มีนักข่าวมาถามเหมือนกันครับว่าสภานิติบัญญัติ แห่งชาติเขามีไปต่างประเทศอีกแล้วนะ ผมก็บอกว่าอื่น ๆ ผมไม่ทราบว่าเขาใช้งบประมาณ เงินก้อนไหน แต่ถ้ามีเป็นเรื่องของการศึกษาดูงานจริงนะครับ แม้กระทั่งสภานิติบัญญัติ แห่งชาติเองก็ไม่ควรไปครับ ซึ่งผมเชื่อว่าประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติท่านก็คงไม่สบายใจ เช่นเดียวกัน ที่จะปล่อยให้สมาชิกไปเที่ยว แต่ถ้าเขาไปศึกษาดูงานจริง ๆ อย่างที่ว่านะครับ อันนั้นก็เป็นดุลยพินิจ เป็นเรื่องที่ต้องรับผิดชอบดูแลกันเอง เพราะฉะนั้นข้อเสนอดังกล่าว เราต้องกล้าที่จะเสนอ แล้วก็บอกว่าสิ่งที่กรรมาธิการเราได้รายงานฉบับนี้ มีหลายเรื่องครับ มีทุกมิตินะครับ ไม่ได้มีบางเรื่องหรือมีไม่กี่เรื่องอย่างที่ท่านสุรินทร์ได้พูดถึง ขอความกรุณา ท่านสุรินทร์ไปช่วยอ่านให้ละเอียดด้วยนะครับว่าข้อเสนอของเรานั้นมีทุกเรื่องเท่าที่จะทําได้ เพื่อให้รายงานฉบับนี้เป็นรายงานที่สมประโยชน์ที่สุด แล้วก็หวังว่าการทําหน้าที่ของ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจะทําหน้าที่พิจารณารายงานของเรานี้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศนะครับ เพราะอนาคตข้างหน้า ผมไม่แน่ใจว่า แต่ละท่านนั้นจะไปเป็นกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ไปเป็นกรรมการปฏิรูป ไปเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือเป็นอะไรอีกเยอะแยะที่ต้องทําหน้าที่แทนพี่น้องประชาชน ไม่ใช่ปกป้องเฉพาะพวก เฉพาะกลุ่มนะครับ เพราะฉะนั้นรายงานฉบับนี้เป็นรายงานที่ทําเพื่อประโยชน์ของคน ทั้งประเทศ ทําเพื่อให้รัฐสภาระบบงานหรือการพัฒนาการเมืองดีขึ้น ก็กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เป็นอันว่า

พลเอก นคร สุขประเสริฐ

ขออนุญาตครับ ท่านประธานครับ พลเอก นคร สุขประเสริฐ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

มีอะไรคะ

พลเอก นคร สุขประเสริฐ

คือผมขออนุญาตใช้สิทธิที่อภิปรายเมื่อวานนี้ สอบถามคณะกรรมาธิการครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ใช้สิทธิได้เฉพาะการสอบถามคําถามที่ตอบถามไปแล้วยังไม่ได้รับคําตอบนะคะ

พลเอก นคร สุขประเสริฐ

ผมจะขอสอบถามปัญหาที่ถามไปครับ คือประเด็นที่ทางคณะกรรมาธิการได้กรุณาชี้แจงนะครับ ก็ยอมรับว่าการปฏิรูประบบรัฐสภา มันมีหลายเรื่องนะครับ มันเป็นเรื่องที่ดี แต่บางเรื่องก็อาจจะมีความเห็นแย้งกันอยู่ ผมอยากจะสอบถามคณะกรรมาธิการ แล้วก็ให้ท่าน ถ้าท่านกรุณาตอบ ก็จะได้บันทึกเอาไว้ เป็นหลักฐานนะครับ คือการปฏิรูปในประเด็นอื่น ๆ ผมคิดว่าท่านสมาชิกส่วนใหญ่ก็คง จะเห็นด้วย แต่ในส่วนของสถาบันพระปกเกล้านี่นะครับ ประเด็นก็คือที่ผมอยากจะถาม ก็คือว่า สถาบันพระปกเกล้าในฐานะหน่วยอิสระทางวิชาการภายใต้การกํากับดูแล ของประธานรัฐสภา จะต้องดํารงความเป็นกลางทางการเมืองของสถาบัน ประเด็นที่ผม จะถามคือว่าถ้าปฏิรูปตามที่ท่านกรรมการได้สรุปนําเรียนไปแล้ว ความเป็นอิสระทางวิชาการ และความเป็นกลางของสถาบันจะมีมากขึ้นถูกต้องไหมครับ เพราะว่าถ้าเราพิจารณากันดู ตามเจตนารมณ์ที่ผ่าน ๆ มา เอาตามรัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ มีแนวคิดและเจตนารมณ์ที่จะให้องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญงดการจัดหลักสูตรต่าง ๆ ที่ตัวเองจัดอยู่ เพราะว่าถูกมีประเด็นปัญหาเป็นประเด็นที่สังคมกังขา แล้วก็คิดว่าควรจะมี องค์กรใดองค์กรหนึ่งมารับหน้าที่ในการจัดหลักสูตรดังกล่าว ผมฟังสําเนียงดูก็ยังไม่ได้แน่ชัด แต่ก็มองดูทุกคนก็มองไปที่สถาบันพระปกเกล้าว่าเป็นสถาบันที่จะจัดหลักสูตรอันนี้ได้ ฉะนั้นประเด็นที่ต่อเนื่องจากคําถามที่ผมถามก็คือว่าถ้าปฏิรูปแบบที่ท่านกรรมาธิการเสนอ มานี้มันจะไปรองรับเจตนารมณ์ท่านได้หรือเปล่า ในเมื่ออนาคตต่อไปสถาบันแห่งนี้คือสภา จะมีประธานสภา มีสมาชิกเสียงส่วนมากที่มาจากพรรคการเมือง จะเป็นอิสระ จะสามารถ ทํางานได้ตามวัตถุประสงค์อย่างแท้จริงมากน้อยแค่ไหน ทั้งในด้านบุคลากร งบประมาณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือแนวนโยบาย ซึ่งประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ผมก็ขอเรียนเอาไว้ให้ ท่านประธานทราบว่าคณะสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจํานวนหนึ่งก็มีความเห็น ว่าควรจะมีเรื่องถึงประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองเพื่อให้พิจารณา ปรับปรุงเนื้อหารายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ซึ่งขณะนี้มีสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศลงชื่อในเอกสารนั้นจํานวน ๔๘ ท่าน และผมก็คิดว่าถ้าจะมี การลงมติ โดยเห็นว่าเรื่อง ๙๐ เปอร์เซ็นต์อย่างที่ท่านกรรมาธิการว่าเป็นเรื่องที่ดี มันมีเรื่อง สถาบันพระปกเกล้าที่ท่านว่าเป็นเล็กน้อยนิด ๆ มันก็จะไปดึงการตัดสินใจของสมาชิก สภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศบางท่านได้ ฉะนั้นผมก็ขอเรียนว่าผมก็จะขออนุญาต ยื่นเอกสารรายงาน เพื่อให้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง มีการปรับปรุง พร้อมทั้งรายชื่อ ฝากผ่านท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไปยัง ท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองต่อไป ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ท่านประธานกรรมาธิการคะ กรุณาใช้เวลาประมาณ ๕ นาที นะคะ ขอบคุณค่ะ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ ต้องกราบเรียนตอบเพื่อความชัดเจน ว่าตามรายงานดังกล่าวนี้ไม่ได้เกี่ยวเนื่องความเป็นอิสระหรือไม่อิสระของสถาบันพระปกเกล้า สถาบันพระปกเกล้าเองนั้นท่านก็ต้องวางตัวของท่านเองว่าจะยอมอยู่ในอาณัติหรือจะมีอิสระ มากน้อยแค่ไหน ส่วนตามรายงานดังกล่าวนี้อย่างที่กราบเรียนว่ากรรมาธิการก็ได้เสนอ แนวทางปัญหาที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ส่วนท่านจะลงชื่อ ๔๘ ท่านหรือเท่าไรเราก็จะ รับมาพิจารณา ถ้าเป็นไปตามความเป็นจริงเราพร้อมจะแก้ให้ แต่ถ้าไม่จริงหรือเป็นแต่เพียง ความเห็นส่วนบุคคลก็ขอเอาที่ประชุมแห่งนี้นะครับ ถ้าเห็นชอบเราก็เดินตามมติ ก็ขอให้ ท่านประธานพิจารณาลงมติไปได้เลยครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านศิริชัยค่ะ ไม่เกิน ๕ นาทีนะคะ ท่านศิริชัยขอท่านกษิตก่อนนะคะ ท่านกษิตคะ ไม่เกิน ๕ นาทีค่ะ

นายกษิต ภิรมย์ กรรมาธิการ

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ คือท่านประธานผมต้องขอปรึกษาท่านประธานว่าเราจะเอาเรื่องสถาบันพระปกเกล้า เป็นตัวตั้งเพื่อจะล้มล้างสาระเนื้อหาของการปฏิรูปรัฐสภาหรือครับ เราจะเล่นกันแบบนี้เลย ก็ได้นะครับ ผมคิดว่าไม่มีประเด็นปัญหา แต่พวกท่านทั้งหลายต้องรับผิดชอบว่าท่านไม่ ประสงค์ที่จะปฏิรูปรัฐสภา จะขอยืนหยัดแล้วก็ยอมตายกับสถาบันพระปกเกล้า อันนี้ต้องพูด กันเสียให้ชัดเสียก่อน ๔๘ ชื่อท่านเสนอเข้ามาเราก็รับพิจารณา เพราะเรื่องนี้มันไม่ได้หยุดที่นี่ มันต้องส่งไปที่รัฐบาลของท่านประยุทธ์ แต่ว่าจะบอกว่าถ้าเผื่อเราไม่เอาด้วยกับท่านทั้งหมด ๔๘ ท่านแล้วเรื่องนี้ต้องล้มไป อันนี้ท่านต้องรับผิดชอบนะครับ เพราะว่าเราต้องการที่จะ ปฏิรูปรัฐสภาเป็นสําคัญ สถาบันพระปกเกล้าเป็นหน่วยเล็ก ๆ หน่วยหนึ่งเท่านั้นเอง แต่เล่นกัน แบบนี้ไม่ค่อยจะดีเท่าไร ไม่งามนะครับ ขอประทานโทษท่านประธานด้วยครับ ขอบคุณมากครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ดิฉันได้มอบเอกสารให้ท่านประธานเสรีแล้วนะคะ ท่านประธานเสรีจะได้ พิจารณา เชิญท่านศิริชัยค่ะ ขอโดยสรุปเลยนะคะ

นายศิริชัย ไม้งาม

เรียนท่านประธาน สปท. ครับ ท่านสมาชิกทุกท่าน ผมเองก็อยากจะขอเสนอเพื่อที่จะให้ส่วนดี ๆ ของรายงานฉบับนี้ยังคงอยู่ ผมขอเสนอญัตติ ในการที่จะลงมติ ๒ ครั้ง โดยแยกสถาบันพระปกเกล้าออกจากการปฏิรูปการบริหารงาน ในรัฐสภาครับ ขอให้ท่านประธานได้ช่วยขอมติรับรองครับ ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านประธานเสรีค่ะ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผมได้รับหนังสือฉบับนี้แล้วนะครับ เป็นหนังสือที่มีสมาชิกลงชื่อ ไม่ได้บอกจํานวน ท่านบอก ๔๘ ท่าน แล้วผมก็ไม่แน่ใจว่าทั้ง ๔๘ ท่านนี้ลงด้วยความเกรงใจกันหรือเปล่า ผมว่าต้องใช้ที่ประชุมนี้ละครับตัดสินนะครับ เพราะฉะนั้นแต่ละท่านก็รับผิดชอบในเรื่อง เหล่านี้กันเอง ส่วนเอกสารที่แนบนี้นะครับ

(พลเอก นคร สุขประเสริฐ ได้ยืนและยกมือขึ้นประท้วง)
พลเอก นคร สุขประเสริฐ

ขออนุญาตท่านประธาน ผมขอประท้วงครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านนครค่ะ

พลเอก นคร สุขประเสริฐ

กราบเรียนท่านประธาน เพื่อนสมาชิกที่เคารพ ทุกท่าน ท่านสมาชิกทั้ง ๔๘ ท่าน คงได้ยิน ได้ฟังกับหูท่านเองแล้วนะครับ ผมก็ไม่อยากจะ เอ่ยรายชื่อนะครับ ท่านประธานกรรมาธิการด้านการเมืองบอกว่า ไม่ทราบว่าท่านเต็มใจ ลงชื่อหรือเปล่านะครับ ประเด็นนี้ผมก็คิดว่ามันสื่อถึงวิธีคิดของทั้ง ๒ ฝ่าย ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านเสรีค่ะ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ

รายงานเพิ่มนะครับว่า เอกสารแนบ ๒ นี้เป็นรายงานประจําปี ๒๕๕๔ ของสถาบันพระปกเกล้าทั้งปึกเลยนะครับ จะให้ผมรับทั้งหมด แล้วไปปรับปรุงรายงานของผมนี้เป็นไปไม่ได้แน่นอน เอารายงานของ ปี ๒๕๕๔ ของสถาบันพระปกเกล้านี้นะครับ เอามาเสนอ แล้วให้ผมไปปรับปรุง ไม่ได้แน่นอน ส่วนประเด็นที่กราบเรียนผมกราบเรียนด้วยความเคารพว่าสถาบันพระปกเกล้านั้นผมไม่ได้ ไปเสนออะไรที่เปลี่ยนแปลงจนกระทั่งสถาบันเสียหาย ผมเสนอประเด็นเรื่องเดียวที่เป็น ส่วนสําคัญ ก็คือการทํางานของสถาบันพระปกเกล้านั้นให้สนับสนุนงานของรัฐสภาให้ใกล้ชิด ให้มากขึ้น หัวใจอยู่ตรงนี้ครับ แล้วรายงานนี้ถ้าลงก็ต้องลงทั้งฉบับ ถ้าหากว่าแยกส่วนเดี๋ยวก็จะ ขอแยกกันไปทุกเรื่อง ก็เป็นไปไม่ได้อีกนะครับ ขออนุญาตให้ลงมติครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ท่านศิริชัยเสนอญัตติแล้วนะคะ จะต้องมีผู้รับรอง ๕ คน มีสมาชิกรับรองเกิน ๕ คนนะคะ

นายศิริชัย ไม้งาม

เรียนท่านประธานครับ ก็อยากจะให้ขอมติรับรองครับ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์

ท่านประธานครับ ผมไม่ได้รับรองครับ ผมขออภิปราย นิดหน่อยครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ท่านสุรินทร์ เดี๋ยวนะคะ เรากําลังให้ยกมือขอผู้รับรองญัตติก่อนค่ะ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์

ท่านประธานครับ ก่อนที่จะมีมติรับรอง ไม่รับรอง มันต้องอธิบายกันเสียก่อนว่า เรานี้คิดว่า ผมบอกแล้วที่ผมอภิปรายก็คือว่า ถ้าพูดถึงเรื่อง การปฏิรูปการปฏิบัติงานในรัฐสภานี้ ผมคิดว่าผมเห็นด้วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่พอท่านศิริชัย ขอประทานที่กล่าวนามท่านนะครับ จะแยกออกมาเฉพาะไม่ปฏิรูปสถาบันพระปกเกล้า แล้วมั่นใจไหมว่าสถาบันพระปกเกล้านี้ดีเลิศประเสริฐศรีไม่มีอะไรที่จะต้องปฏิรูปเลย ผมก็ ไม่เห็นด้วย มันต้องปฏิรูปเพียงแต่ว่าจะปฏิรูปในระดับไหน อย่างไร ก็ว่ากันอีกที แต่ถ้าแยก อย่างที่ท่านศิริชัยว่านี้นะครับ ผมไม่เชื่อว่าเขาตั้งมา ๑๐ ปี ๒๐ ปี โอ้โห ไม่มีข้อตําหนิเลย มีไหมครับท่านประธาน ผมไม่เชื่อเช่นนั้นนะครับ เอาหลักอะไรมาก็จับลําบาก

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ท่านสุรินทร์จะเสนอเป็นญัตติหรือเปล่าคะ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์

ผมไม่ได้เสนอเป็นญัตติครับ ผมเสนอว่าการที่ ท่านศิริชัยเสนออย่างนี้มันเป็นการรับรองแบบ เขาเรียกว่าอะไร ไม่มีหลักเกณฑ์ว่าไม่มี การปฏิรูป เพราะถ้าแยกมาอย่างที่ท่านศิริชัยว่านี่นะครับ คือสถาบันพระปกเกล้านี้ดีเลิศ ไม่ต้องปฏิรูปนะครับ แต่ผมเสนอว่าก็ลงมติไป แล้วส่วนกรรมาธิการเหมือนเรื่องอื่น ๆ จะไป ปฏิรูปแค่ไหน เพียงไร อย่างไร ผมคิดว่าประธานสภาของเราท่านก็จะต้องพิจารณาอีกทีว่า มันควรจะปฏิรูปเรื่องไหนอย่างไร แค่ไหน เหมือนกับผมกราบเรียนในที่ประชุมไปแล้วว่า เรื่องระบบไอที (IT) เรื่องการฝึกคนอะไรร้อยแปดจิปาถะนี้ น่าจะต้องดีกว่านี้ในเรื่องของ เครื่องมือเครื่องใช้นี้ แต่ถ้าผมบอกว่าเอาไหมท่านประธานครับ ผมขออนุญาตเป็นญัตติว่า วันนี้ให้ปฏิรูปเรื่องระบบไอทีเสียก่อน ถ้าไม่ปฏิรูปไอทีนี่ ไปว่ากราดหมดว่าเจ้าหน้าที่ไม่ดี ยกตัวอย่างนะครับ ถ้าปฏิรูปอย่างนี้มันรวมทั้งบุคลากรด้วยนะครับ ผมว่าจะไปกันใหญ่ครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมก็ไม่เห็นด้วยกับท่านศิริชัยที่จะเสนอแยกอย่างนี้นะครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ท่านศิริชัยคะ เพื่อขอให้การลงมติเป็นไปตามปกติ ขออนุญาตให้ท่านถอนญัตติ ได้ไหมคะ ขอความกรุณาค่ะ

นายศิริชัย ไม้งาม

ท่านประธานครับ ผมก็อยากจะเรียนกรรมาธิการครับ ด้วยความปรารถนาดีว่า เรายอมรับครับว่าเรื่องพระปกเกล้านั้น ในฐานะที่เป็นสถาบัน ต้องมีการพัฒนา ต้องมีการปรับปรุง และทําให้องค์กรนี้เป็นที่ได้รับการยอมรับ แต่ท่านเอง ก็มั่นใจนะครับว่าเมื่อที่ประชุมได้แสดงความคิดเห็นของสมาชิก ก็อยากให้ท่านนําไปประกอบ นะครับ แต่ถ้าเป็นรายงานอย่างที่ทํามานะครับ ก็อาจจะทําให้เกิดความไม่สบายใจนะครับ แล้วก็เห็นว่าถ้าที่ประชุมเดินหน้าไปได้ ผมเองก็ขอถอนได้นะครับ ขอบคุณนะครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณท่านศิริชัยมากค่ะ ท่านประธานกรรมาธิการคะ ดิฉันขอให้ท่านรับ ที่จะนําข้อเสนอของสมาชิกทั้งหลายเกี่ยวกับสถาบันพระปกเกล้า รวมทั้งสมาชิกที่ยื่นมา ในซองเอกสารนี้ช่วยกรุณารับไปปรังปรุงด้วย หลังจากลงมติแล้ว อย่างนั้นท่านรับปากได้ไหมคะ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานครับ อย่างที่ผมกราบเรียนนะครับ ว่าถ้าเป็นส่วนที่ทําให้สาระของรายงานนี้มีประโยชน์ดีขึ้น ผมรับครับ แต่ถ้าจะให้มารื้อทั้งรายงาน แล้วก็มาอยู่ ๆ เอาของพระปกเกล้าเปลี่ยนมาใหม่ทั้งหมด ผมรับไม่ได้นะครับ ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพ แต่ถ้าดีขึ้นผมรับจะนํามาปรับปรุงครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ สมาชิกหลายท่านให้ข้อเสนอแนะที่ดีนะคะ ท่านก็คงรับไปในช่วง ให้ข้อเสนอแนะและในเปเปอร์ (Paper) ขอให้ไปอ่านตามหลักการนั้น เชิญท่านดุสิตค่ะ ขอเวลาสั้น ๆ นะคะ ๓ นาทีค่ะ

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม

ขอบคุณครับ กระผม ดุสิต สปท. ๐๕๓ ครับ เท่าที่ผมได้อภิปรายเมื่อเช้า แต่ว่าทางท่านประธานและท่านกรรมาธิการได้อภิปราย ผมฟังดูแล้วประเด็นยังไม่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องข้อเสนอว่าด้วยเรื่องการยกเลิกการจัดสรร งบประมาณ การศึกษาดูงานต่างประเทศของคณะกรรมาธิการนะครับว่า ตามที่กระผม และมีสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายนะครับว่า ก็ไม่ถึงขั้นน่าจะต้องไปถึงกับยกเลิกอะไรไปเลย แต่ว่าน่าจะเกิดจากตรงกลางว่าน่าจะต้องมีการจัดทําระเบียบ หรือว่ามีคณะกรรมการ กํากับดูแลว่าด้วยเรื่องการใช้งบประมาณในการเดินทางไปดูงานต่างประเทศนี้ให้กระชับ รัดกุมนะครับ ก็ขอรับฟังคํายืนยันจากทางกรรมาธิการนะครับว่า ตกลงท่านยืนยันว่าท่านจะ เสนอให้ยกเลิก หรือว่าเจอกันครึ่งทางครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ท่านเสรีคะ รับข้อเสนอท่านดุสิตไปดูด้วยได้ไหมคะ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ

ต้องกราบเรียนครับ ท่านประธานครับ ถ้าหากว่าไปศึกษาดูงาน แล้วใช้งบประมาณดังกล่าวนี้นะครับ กรรมาธิการ ยืนยันครับ เพราะว่ามันเป็นเงินชาวบ้านทั้งนั้นนะครับ ยืนยันที่ขอให้ตัดครับ แต่ในรายงาน ถ้าท่านดูให้ดีนะครับ เราเสนอในรายงาน ข้อ ๑ ท่านประธานครับ ให้ยกเลิกการจัดสรร งบประมาณค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศของสมาชิกทั้ง ๒ สภา เพราะ เหตุผลคือเงินชาวบ้านทั้งนั้น เป็นภาษีอากร แต่ข้อ ๒ นี่นะครับ เราเปิดทางว่าการเดินทาง ไปประชุมองค์การรัฐสภาระหว่างประเทศหรือเดินทางไปร่วมประชุมทวิภาคีระหว่างรัฐสภา ต่างประเทศให้ปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการเดินทางไปราชการอย่างเคร่งครัด เราไม่ได้ ปิดกั้นทั้งหมดนะครับ แต่ถ้าเป็นเรื่องเป็นราว ไปอย่างเป็นทางการเราก็เสนอเปิดช่องทางนี้ไว้ แต่ถ้าเกิดไปทํางานหรือว่าไปดูงานอย่างที่ผ่านมาแล้วเป็นที่รู้กันทั่วทั้งประเทศว่าไปเที่ยว เอาเงินชาวบ้านไปศึกษาดูงาน กรรมาธิการยืนยันขอให้ตัดงบประมาณส่วนนี้ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง 🔗

นี่เป็นหลักทั่วไปนะคะ การศึกษาดูงานเดี๋ยวนี้จะไม่ค่อยมีการตั้งงบประมาณ แต่การไปประชุมยังไปได้อยู่นะคะ ก็ยังถือว่าไปต่างประเทศได้ แต่มีวาระที่เป็นวาระชัดเจนว่า ไปประชุม ไปทํางานค่ะ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง การปฏิรูปการปฏิบัติงาน ในรัฐสภา เรียบร้อยแล้ว ก่อนจะขอมติจากที่ประชุมดิฉันขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนค่ะ

(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนค่ะ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิแสดงตนไหมคะ มีสมาชิกบางท่านเพิ่งเดินเข้ามา เรียบร้อยแล้วนะคะ ท่านสมาชิกทางด้านหลังได้ไหมคะ ขัดข้องหรือคะ โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ ตรวจสอบด้วยค่ะ เรียบร้อยไหมคะท่านวิชิต แสดงตนเรียบร้อยแล้วนะคะ หรือว่าจะใช้วิธี ขานชื่อคะ เรียบร้อยแล้วนะคะ ขอบคุณค่ะ เจ้าหน้าที่แสดงผลค่ะ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๑๔๙ ท่าน ครบองค์ประชุมค่ะ

ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงานเรื่องการปฏิรูป การปฏิบัติงานในรัฐสภาหรือไม่นะคะ ขอลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ ค่ะ

(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียงค่ะ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

ท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนเรียบร้อยแล้วนะคะ ขอปิด การลงคะแนน เจ้าหน้าที่แสดงผลค่ะ ผลการลงคะแนน จํานวนผู้เข้าร่วมประชุม ๑๔๘ ท่าน เห็นด้วย ๘๘ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๒ ท่าน งดออกเสียง ๔๘ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เรื่อง การปฏิรูปการปฏิบัติงานในรัฐสภา ซึ่งคณะกรรมาธิการ จะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยัง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ สํานักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร สํานักงานเลขาธิการวุฒิสภา และสถาบันพระปกเกล้า เพื่อพิจารณา ดําเนินการต่อไป จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมืองแล้ว ขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการค่ะ

ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓.๒ รายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน เรื่องผลการศึกษาและข้อเสนอแนะ การปฏิรูปการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) ความรับผิดชอบต่อสังคมหรือขาดจริยธรรมในการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) ประกอบกับในปัจจุบันนี้การกํากับกลไกการกํากับดูแลจากผู้ที่เกี่ยวข้องยังขาดประสิทธิภาพ จนส่งผลกระทบต่อสังคม เศรษฐกิจ การเมืองและสถาบันหลักของประเทศ จึงจําเป็นต้องมี การปฏิรูปในเรื่องนี้เป็นวาระเร่งด่วนเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ภายใน ๒ ปี คือในปี ๒๕๖๒ และในระยะยาวซึ่งจะเป็นวาระต่อเนื่องที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ภายใต้ สภาพการณ์ของสังคมไทยในปัจจุบันที่มีการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) อย่างกว้างขวางจนทําให้พูดกันเล่น ๆ ติดปากว่าเกิดสังคมก้มหน้าในทุกพื้นที่ทุกเพศ และทุกวัย ซึ่งผลการศึกษาและข้อเสนอแนะการปฏิรูปการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) นั้นจะเน้นแผนปฏิบัติการ เราจึงเสนอให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน การใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์และเป็นคณะกรรมการในระดับชาติ เพื่อที่จะทําหน้าที่ในการจัดทํา แผนยุทธศาสตร์ แผนแม่บท และนโยบายเกี่ยวกับการรณรงค์ในการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ เพื่อที่จะนําไปสู่การปฏิบัติ การติดตาม การประสานงาน การสั่งการ และสุดท้ายคือ การประเมินผลของหน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบให้มีความสอดคล้องไปกับ ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี สําหรับรายละเอียดต่าง ๆ นั้นกระผมขออนุญาตท่านประธาน ได้มอบหมายให้ พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ท่านเป็นรองประธานกรรมาธิการ สื่อสารมวลชน และท่านเป็นประธานอนุกรรมาธิการสื่อออนไลน์ (Online) และคณะ ของท่านจะได้นําเสนอในรายละเอียดต่อท่านประธานและท่านสมาชิก ผมขออนุญาตครับ กราบขอบคุณครับ

เชิญท่าน พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ค่ะ คณะกรรมาธิการมีเวลาทั้งหมด ๔๕ นาทีนะคะ ไม่เกินที่จะนําเสนอรายงานค่ะ

พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ กรรมาธิการ 🔗

กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ เพื่อนสมาชิก กระผม พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ในฐานะกรรมาธิการ จากที่ ท่านประธานกรรมาธิการได้นําเสนอถึงสภาพปัญหาการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) ในประเทศไทยนะครับ คณะกรรมาธิการสื่อสารมวลชนโดยอนุกรรมาธิการปฏิรูปด้าน สื่อออนไลน์ (Online) เราได้นําสภาพปัญหาที่อยู่ใกล้ตัวมาศึกษาและหาวิธีการที่จะปฏิรูป การใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) ในสังคมไทยว่าจะมีวิธีการอย่างไรที่ผู้ใช้สื่อ โซเชียลมีเดีย (Social Media) จะมีจิตสํานึกมีจริยธรรม รู้เท่าทันในการเสพสื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) นะครับ สิ่งที่น่าวิตกในปัจจุบันเราจะเห็นว่าสื่อกระแสหลักไม่ว่าจะเป็น หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ก็ดีใช้เรทติง (Retting) ในสื่อออนไลน์ (Online) นํามาเป็นหัวข้อ ในการนําเสนอข้อมูลข่าวสารให้กับประชาชนมากเกินไป ทําให้เกิดการใช้โซเชียลมีเดีย (Social Media) มีความผิดเพี้ยนนะครับ เราจะเห็นตัวอย่างง่าย ๆ ก็ดี กรณีฆ่าหั่นศพ ซึ่งฆาตกรก็จะกลายเป็นเน็ตไอดอล (Net Idol) ของเด็กและเยาวชน หรือการนําผู้ที่มี พฤติการณ์ในทางอดีตที่ไม่ค่อยดีมาชกมวยกันมีคนดูติดตามมากกว่า ๑๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงว่าสังคมไทยเรา ถ้าเราไม่มีการปฏิรูปการใช้โซเชียล มีเดีย (Social Media) ในอนาคตอันใกล้นี้สังคมไทยก็จะมีสภาพวิปริตไปจากสิ่งที่ควรจะเป็น นะครับ ฉะนั้นเรามาวิเคราะห์ปัญหาของการปฏิรูปการใช้โซเชียลมีเดีย (Social Media) ได้หลายประเด็นนะครับ ผมขออนุญาตยกตัวอย่างนะครับ

ประการที่ ๑ ผู้ใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) ส่วนใหญ่นะครับเชื่อว่า สามารถปกปิดสถานะที่แท้จริงได้และเชื่อว่าไม่สามารถตรวจสอบได้โดยง่าย เนื่องจาก ผู้ให้บริการสื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) ส่วนใหญ่อยู่ในต่างประเทศและมักจะไม่ค่อย ให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลการใช้งาน โดยอ้างว่าเป็นเรื่องสิทธิเสรีภาพที่ได้รับ การคุ้มครองตามกฎหมายของประเทศนั้น ๆ

ประการที่ ๒ กลไกภาครัฐที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการกํากับดูแลสื่อโซเชียล มีเดีย (Social Media) ขาดประสิทธิภาพ

ประการที่ ๓ ประชาชนผู้ใช้โซเชียลมีเดีย (Social Media) ขาดความรู้ ความเข้าใจในด้านเทคโนโลยี ขาดความตระหนักรู้ในด้านการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media)

ประการที่ ๔ ขาดการสร้างจิตสํานึกในทางที่ดีนะครับ

ประการที่ ๕ ขาดการส่งเสริมให้ความร่วมมือลักษณะประชารัฐก็คือภาครัฐ ภาคประชาชน สิ่งต่าง ๆ ปัญหาต่าง ๆ ที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานไปแล้ว ก็คือ บนพื้นฐานว่าผู้ใช้โซเชียลมีเดีย (Social Media) ที่กระทําผิดกฎหมายหรือกระทําการที่ ไม่เหมาะสมเป็นภัยต่อสังคม มีความรู้สึกนึกคิดว่าไม่สามารถพิสูจน์ตัวตนได้อย่างแท้จริง ขาดการปลูกจิตสํานึกตั้งแต่เด็กและทุกระดับชั้น ขาดการให้ความรู้ในสถานศึกษาเพื่อให้ รู้เท่าทันสื่อและใช้สื่ออย่างมีจริยธรรมนะครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ประเทศไทยเราขาด ซึ่งต่างกับในต่างประเทศ ซึ่งมีการปลูกฝังจิตสํานึกในการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) อย่างแท้จริง ฉะนั้นคณะกรรมาธิการเราได้พิจารณาว่าการใช้โซเชียลมีเดีย (Social Media) การปฏิรูปในประเทศไทย ท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวไว้ในรายการศาสตร์พระราชา เมื่อ ๒ – ๓ สัปดาห์ที่ผ่านมา ๕๐ ข้อที่รัฐบาลจะต้องดําเนินการให้เห็นผลก็คือมีข้อที่เกี่ยวข้องในเรื่องสื่อโซเชียล มีเดีย (Social Media) ๒ ข้อคือข้อ ๒๙ การสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชนในการเสพสื่อ และโซเชียล (Social) อย่างรู้เท่าทันและมีวิจารณญาณ และข้อ ๔๙ การทําให้สื่อมวลชน โซเชียล (Social) และคนไทยทุกคนมีความตระหนักรู้ เข้าใจถึงผลกระทบจากการเสนอข่าว นี่คือปัญหาที่กระผมได้กราบเรียนท่านประธานและแนวนโยบายของรัฐบาลในการ ดําเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้ ปัจจุบันคนไทยใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) ผมขออนุญาต ยกสถิติซึ่งได้รวบรวมมานะครับ คนไทยใช้เฟซบุ๊ก (Facebook) ๔๑ ล้านคน ใช้ทวิตเตอร์ (Twitter) ๕.๓ ล้านคน อินสตาแกรม (Instagram) ๗.๘ ล้านคนและไลน์ (Line) ๓๓ ล้านคน จะเห็นว่าคนใช้โซเชียลมีเดีย (Social Media) มากกว่าครึ่งหนึ่งของจํานวน ประชากรในประเทศ การปฏิรูปเราแบ่งเป็น ๒ ระยะก็คือการปฏิรูปเร่งด่วน ซึ่งจะต้องทําให้ บังเกิดผลภายในปี ๒๕๖๒ คณะกรรมาธิการเห็นว่าในส่วนของโซเชียลมีเดีย (Social Media) ทําให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างชัดเจนและตรงกับความต้องการของประชาชน จําเป็นต้องกําหนด ระยะเวลาในการปฏิรูปให้สอดคล้องกับแนวทางปฏิรูปประเทศในวาระสําคัญและเร่งด่วน ๒๗ วาระ ที่จะต้องมีการดําเนินการในช่วงต่อไปและต้องให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี โดยในระยะเร่งด่วนภายในปี ๒๕๖๐ ถึงปี ๒๕๖๒ เร่งรัดให้มีการดําเนินการปฏิรูป ให้เกิดขึ้นเพื่อนําไปสู่การปฏิบัติให้เกิดสัมฤทธิ์ผล ก็คือควิกวิน (Quick Win) ในปี ๒๕๖๐ ถึงปี ๒๕๖๒ คณะกรรมาธิการเราพิจารณาดําเนินการเสนอแนะ ๒ แนวทางคือ ๑. ในเรื่อง การจัดระบบการเข้าถึงสื่อออนไลน์ (Online) และการจัดตั้งศูนย์กลางเฝ้าระวัง ส่วนระยะยาว ในการบรรจุแผนยุทธศาสตร์ เสนอให้มีการบรรจุอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี เนื่องจาก กรอบยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ในยุทธศาสตร์ที่ ๓ เน้นในเรื่องการพัฒนาศักยภาพของคน และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ ปี ๒๕๖๐ ถึงปี ๒๕๖๔ ยึดคน เป็นศูนย์กลางการพัฒนา การพัฒนาคนให้มีความรู้เป็นคนที่สมบูรณ์ มีวินัย โดยให้มีการ วางรากฐานการพัฒนาคนตั้งแต่กลุ่มเด็กปฐมวัย ฉะนั้นข้อเสนอแนะที่กรรมาธิการเราได้เสนอ บรรจุในยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี มีอยู่ ๕ แนวทาง คือ ๑. การเสริมสร้างปลูกจิตสํานึกที่ดี มีจริยธรรมในการใช้สื่อออนไลน์ (Online) ๒. การให้ความรู้ทางด้านเทคโนโลยี การสร้าง ภูมิคุ้มกันและความตระหนักรู้ ๓. การใช้มาตรการทางกฎหมาย ๔. มาตรการและ แนวนโยบายแห่งรัฐ และ ๕. จะต้องมีกระบวนการตรวจสอบและประเมินผล

ต่อไปผมขออนุญาตท่านประธานอธิบายรายละเอียดการปฏิรูปในการใช้สื่อ โซเชียลมีเดีย (Social Media) ในระยะเร่งด่วนและระยะยาวในยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี นะครับ ระยะเร่งด่วนการจัดระบบเข้าถึงสื่อออนไลน์ (Online) อย่างที่ผมได้กราบเรียน ท่านประธานว่าผู้ใช้โซเชียลมีเดีย (Social Media) ที่กระทําผิดกฎหมายหรือฝ่าฝืนจริยธรรม คุณธรรม มีความเชื่อว่าไม่สามารถพิสูจน์ตัวตนได้ ประเทศไทยเรามีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ สมาร์ตโฟน (Smart-Phone) ประมาณ ๙๐ ล้านเครื่อง มากกว่าจํานวนประชากรในประเทศ ซึ่งมีประมาณ ๗๐ ล้านคน ก็แสดงให้เห็นว่าคนไทยมีมากกว่า ๑ คนที่ใช้โทรศัพท์มากกว่า ๑ เครื่อง มากกว่าร้อยละ ๙๐ เข้าถึงโซเชียลมีเดีย (Social Media) โดยสมาร์ตโฟน (SmartPhone) ฉะนั้นมาตรการในการที่จะจัดระบบการเข้าถึงสื่อออนไลน์ (Online) ที่คณะกรรมาธิการ เสนอก็คือเรื่องมาตรการการลงทะเบียนซิมการ์ด (Sim Card) ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ที่ผ่านมาสํานักงาน กสทช. ได้กําหนดมาตรการในการลงทะเบียนซิมการ์ด (Sim Card) ว่า หมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ไม่ได้ลงทะเบียนซิมการ์ด (Sim Card) โดยแสดงตัวตนของ ผู้ใช้งานจะต้องถูกระงับการใช้งาน ซึ่งในปัจจุบันยังมีจุดอ่อน มีช่องว่าง ที่สามารถใช้ซิมการ์ด (Sim Card) มาใช้การกระทําความผิดได้ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ นะครับ เมื่อไม่นานมานี้มีการ จับกุมชาวต่างประเทศที่ใช้โทรศัพท์มือถือรับจ้างกดแชร์ (Share) กดไลก์ (Like) ประมาณ ๕๐๐ เครื่อง แล้วยังยึดซิมการ์ด (Sim Card) ได้ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ถึง ๓๐๐,๐๐๐ ใบ ก็แสดงให้เห็นว่ามาตรการในการลงทะเบียนยังมีจุดบกพร่อง ฉะนั้นเราจึงมีการเสนอ ให้สํานักงาน กสทช. ไปวางมาตรการในการลงทะเบียนซิม (Sim) ให้มีประสิทธิภาพ และเสริมด้วยการสแกน (Scan) ลายนิ้วมือ หรือสแกน (Scan) ใบหน้าในอนาคตนะครับ จํากัดพื้นที่ใช้งานในพื้นที่มีความอ่อนไหวสูง เช่น ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ การจํากัด จํานวนซิม (Sim) ให้ลงทะเบียน คนไทย ๑ คนควรจะต้องมีการกําหนดการลงทะเบียนว่า ลงทะเบียนซิม (Sim) ได้กี่ใบ ในอดีตที่ผ่านมาไม่มีการกําหนด ทําให้คนหนึ่งอาจจะ ลงทะเบียนซิม (Sim) ได้ถึงเป็นร้อยใบก็ได้ ควรกําหนดช่วงเวลาการลงทะเบียนให้ชัดเจนว่า หลังจากพ้นช่วงเวลาที่กําหนดซิม (Sim) จะต้องดับ ไม่สามารถใช้งานได้ สิ่งที่กรรมาธิการเรา เสนอแนะไปยังรัฐบาลก็คือ ให้ กสทช. จัดให้มีศูนย์ข้อมูลกลางของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ ซึ่งปัจจุบันข้อมูลของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือจะอยู่ที่ผู้ให้บริการ ควรจะต้องมีศูนย์ข้อมูลกลาง ที่ กสทช. สามารถเชื่อมโยงและเรียกข้อมูลจากผู้ให้บริการมาใช้กรณีที่มีความจําเป็นต้อง ใช้ได้ทันทีนะครับ การจัดระบบเข้าถึงสื่อออนไลน์ (Online) ประเด็นที่ ๒ ก็คือการเปิดเผย ข้อมูลผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ การเปิดเผยข้อมูลซึ่งสามารถทําให้หน่วยงานของรัฐหรือหน่วยงาน ภาคเอกชนสามารถพิสูจน์ทราบตัวตนของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือได้ทันที การลงทะเบียน และเก็บข้อมูลจราจรในบริการซีดีเอ็น (CDN) ซีดีเอ็น (CDN) คือ คอนเทนต์ เดลิเวอรี เน็ตเวิร์ก (Content Delivery Network) ก็คือเป็นตัวเก็บข้อมูลที่ใช้ในระบบอินเทอร์เน็ต (Internet) ในรายงานก่อน ๆ ผมได้เคยเสนอสภาแห่งนี้ว่าซีดีเอ็น (CDN) ก็คือการเก็บข้อมูล ที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) สามารถเรียกข้อมูลได้จากตัวซีดีเอ็น (CDN) ซึ่งตั้งอยู่ ณ จุด ผู้ให้บริการ โดยไม่จําเป็นจะต้องไปเรียกข้อมูลจากผู้ให้บริการในต่างประเทศ ทําให้ประหยัด ค่าใช้จ่ายในการใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) ไปต่างประเทศนะครับ ตรงนี้เรามีข้อเสนอแนะ ให้สํานักงาน กสทช. กําหนดให้ซีดีเอ็น (CDN) เป็นอุปกรณ์ที่จะต้องจดทะเบียนและเก็บ ข้อมูลจราจรเพื่อพิสูจน์ทราบตัวบุคคล เร่งรัดมาตรการทางภาษี ปัจจุบันท่านประธาน เพื่อนสมาชิก คงติดตามข่าวสารว่ากระทรวงการคลังโดยกรมสรรพากรก็ดี สํานักงาน กสทช. ก็ดี ได้มีมาตรการในการที่จะเสนอแนะให้รัฐบาลเก็บภาษีจากผู้ให้บริการในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภาษีซื้อขาย ภาษีการใช้บริการ ภาษีโฆษณา ซึ่งภาษีต่าง ๆ เหล่านี้ประเทศไทย เราไม่เคยได้รับจากผู้ให้บริการในต่างประเทศเลยแม้แต่บาทเดียว ซึ่งมาตรการภาษีก็จะเป็น มาตรการเสริมที่จะทําให้ผู้ให้บริการในต่างประเทศให้ความร่วมมือกับทางการไทยมากยิ่งขึ้น นะครับ

ประการสุดท้าย ในเรื่องการจัดระบบเข้าถึงสื่อออนไลน์ (Online) ก็คือ ความร่วมมือกับสื่อออนไลน์ (Online) ในต่างประเทศในการลงทะเบียน ทุกวันนี้ผู้ให้บริการ ในต่างประเทศ เช่น เฟซบุ๊ก (Facebook) ก็ดี ไลน์ (Line) ก็ดี พยายามใช้มาตรการในการ แสดงตัวตนที่แท้จริงในการเข้าสมัครเป็นสมาชิกใช้งานโซเชียลมีเดีย (Social Media) ฉะนั้น มาตรการตรงนี้ ความร่วมมือจากผู้ให้บริการในต่างประเทศก็จะเป็นมาตรการเสริมที่ทําให้ การเข้าถึงระบบออนไลน์ (Online) มีความถูกต้องชัดเจน มีประสิทธิภาพ ข้อเสนอแนะระยะ เร่งด่วนประการที่ ๒ ก็คือ การจัดตั้งศูนย์กลางเฝ้าระวังทางโซเชียลมีเดีย (Social Media) ปัจจุบันเรามีหลายหน่วยงานนะครับที่มีศูนย์เฝ้าระวัง ยกตัวอย่างเช่น ศูนย์เฝ้าระวัง ทางวัฒนธรรม ศูนย์ดํารงธรรมของกระทรวงมหาดไทย ศูนย์ของกระทรวงพัฒนาความมั่นคง ของมนุษย์ ศูนย์ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจสังคม เราไม่มีเจ้าภาพ ไม่มีการบูรณาการ ระหว่างศูนย์ต่าง ๆ คณะกรรมาธิการเราเสนอแนะนะครับว่า ในเรื่องโซเชียลมีเดีย (Social Media) ควรจะต้องเสนอแนะให้มีกระทรวงดีอี (DE) เป็นเจ้าภาพหลักในการดําเนินการ โดยจัดตั้งศูนย์กลางเฝ้าระวัง ทั้งนี้ทั้งนั้นกระทรวงดีอี (DE) มีศูนย์เฝ้าระวังทางอินเตอร์เน็ต (Internet) อยู่แล้วครับ เพียงแต่ว่าศูนย์ตรงนี้คงจะต้องทําให้มีภารกิจในการดูแลการเฝ้าระวัง ทางโซเชียลมีเดีย (Social Media) เพิ่มขึ้นด้วย และกระทําอย่างจริงจัง คณะกรรมาธิการเรา ได้ลงไปประสานงานประชุมร่วมกับกระทรวงดีอี (DE) กระทรวงดีอี (DE) มีความเห็นพ้อง ต้องกันว่าการจัดตั้งศูนย์ควรจะต้องมีการให้กระทรวงดีอี (DE) เป็นเจ้าภาพ แต่กระทรวงดีอี (DE) ขาดศักยภาพในการที่จะบริหารจัดการศูนย์นี้ ทางกรรมาธิการเราได้เสนอว่ากองบังคับการ ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ บก.ปอท. ซึ่งมีศักยภาพ มีกําลังคน มีขีดความ สามารถที่จะบริหารจัดการศูนย์นี้ได้ แต่ ปอท. ขาดบุคลากร ขาดงบประมาณ ขาดเครื่องมือ เครื่องใช้ เทคโนโลยี เราจึงเสนอว่า เมื่อกระทรวงดีอี (DE) มอบภารกิจในการจัดตั้งศูนย์ เฝ้าระวังแล้ว ฉะนั้นควรจะต้องมีการสนับสนุนงบประมาณ บุคลากร เครื่องมือเครื่องใช้ และเทคโนโลยีให้กับ บก.ปอท. เพื่อดําเนินการการจัดการตั้งศูนย์เฝ้าระวังทางโซเชียลมีเดีย (Social Media) ให้เกิดมีประสิทธิภาพนะครับ รวมทั้งศูนย์ดังกล่าวจะต้องมีการบูรณาการ การร่วมมือกับภาคประชาชนด้วยนะครับ ส่วนข้อเสนอแนะในการปฏิรูปการใช้โซเชียลมีเดีย (Social Media) ระยะยาวตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ๕ ข้อที่ผมได้กราบเรียนไปแล้ว เช่น ข้อ ๑ การเสริมสร้างปลูกจิตสํานึกที่ดีมีจริยธรรมในการใช้สื่อสารออนไลน์ (Online) ๒. การให้ความรู้ทางเทคโนโลยีการสร้างภูมิคุ้มกันและความตระหนักรู้ ๓. มาตรการ ทางกฎหมาย มาตรการทางกฎหมายเราก็เน้นในเรื่องการใช้กฎหมายที่มีอยู่ให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุด เช่น กฎหมายเกี่ยวกับพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ ซึ่งพระราชบัญญัติดังกล่าว มุ่งคุ้มครองเด็กและเยาวชนเฉพาะที่เกี่ยวกับการโฆษณาเผยแพร่ ข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กผ่านสื่อมวลชนเท่านั้น ฉะนั้นสิ่งที่จะพิทักษ์ปกป้องเด็ก เยาวชน จากภัยบนโซเชียลมีเดีย (Social Media) เราจึงเสนอให้รัฐบาลกําหนดตรากฎหมายที่พิทักษ์ ปกป้อง คุ้มครองเด็กและเยาวชนจากสื่อออนไลน์ (Online) โดยเอารูปแบบจากประเทศ สหรัฐอเมริกา และประเทศกลุ่มยุโรป ก็คือกฎหมายคอปปา (COPPA) ซีโอพีพีเอ (COPPA) ซึ่งย่อมาจากชิลเดรน ออนไลน์ ไพรเวซี โพรเทกชัน แอคต์ (Childern’s Online Privacy Protection Act) ซึ่งมุ่งพิทักษ์ ปกป้อง คุ้มครองเด็กออนไลน์ (Online) ให้ความคุ้มครอง ความเป็นส่วนตัวออนไลน์ (Online) รวมทั้งกําหนดกติกาให้บิดา มารดา ผู้ปกครอง ในการ มีหน้าที่ในการที่จะต้องพิทักษ์ปกป้องเด็กให้พ้นจากภัยออนไลน์ (Online) ๔. มาตรการและ แนวนโยบายแห่งรัฐ และ ๕. มีกระบวนการตรวจสอบและประเมินผลที่ชัดเจน

สําหรับรายละเอียดในเรื่องข้อเสนอแนะในเรื่องการใช้โซเชียลมีเดีย (Social Media) แผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ผมขออนุญาตท่านประธานให้ดอกเตอร์จุไรรัตน์ จุลจักรวัฒน์ ท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต และอาจารย์ทั้ง ๒ ท่านเป็นผู้นําเสนอในรายละเอียดครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ท่านมีเวลาเหลืออีกประมาณ ๒๐ กว่านาที เชิญ ๒ ท่าน เชิญท่านจุไรรัตน์ ค่ะ

นางจุไรรัตน์ จุลจักรวัฒน์ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน และท่านสมาชิกผู้มีเกียรติทุกท่านนะคะ ดิฉัน จุไรรัตน์ จุลจักรวัฒน์ กรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชนและเลขานุการคณะกรรมาธิการค่ะ จากการที่ ท่านประธานและท่านรองประธานได้นําเสนอไปเราจะพบว่าเรื่องของการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) เป็นเรื่องที่มีความสําคัญและมีความจําเป็นที่จะต้องได้รับการปฏิรูป อย่างเร่งด่วนและมีการปฏิรูปอย่างเป็นระบบ โดยเราได้นําเสนอต่อรัฐบาลว่าควรจะใช้เป็น ยุทธศาสตร์ในการปฏิรูปการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) ในส่วนตัวของดิฉันเอง ได้รับการมอบหมายให้มากล่าวถึงความสําคัญและแนวทางในการปฏิรูปการใช้โซเชียลมีเดีย (Social Media) ในส่วนของการเสริมสร้างจิตสํานึก การปลูกจิตสํานึกที่ดีมีจริยธรรม ในการใช้สื่อออนไลน์ (Online) ซึ่งเป็นข้อเสนอแนะแผนการปฏิรูปที่ ๓ และการให้ความรู้ ทางด้านเทคโนโลยีการสร้างภูมิคุ้มกันและความตระหนักรู้เป็นด้านที่ ๔ เป็นข้อที่ ๔ ในแผนการปฏิรูป เนื่องจากว่าเวลามีจํากัดอยากจะขอกล่าวถึงหัวใจสําคัญของการเสนอ แนวทางการปฏิรูปซึ่งถูกบรรจุอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๐ ถึงปี พ.ศ.๒๕๗๙ ทําไมเรื่องนี้การใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) หรือการปฏิรูปการใช้ สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) นี้มีความสําคัญมากอย่างยิ่งก็อย่างที่ท่านประธานได้กล่าว มาแล้ว แต่ในส่วนที่คณะทํางาน คณะกรรมาธิการได้พิจารณาร่วมกันและพบว่ามีนัยสําคัญ จริง ๆ และจําเป็นที่จะต้องเร่งแก้ไขปัญหาตั้งแต่วันนี้ กล่าวคือในส่วนของการที่เราเห็น ปรากฏการณ์ทางสังคมทุกวันนี้เราจะเห็นว่ามีสิ่งที่น่าวิตกกังวลและมีสิ่งที่จะต้องแก้ไข โดยเร่งด่วน ก็คือการที่มีการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) จากคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกระดับการศึกษา ทุกพื้นที่มีการใช้กันอย่างกว้างขวาง มีจํานวนผู้ใช้เพิ่มขึ้นมากทุกวัน แต่สิ่งเหล่านี้เองถ้าเกิดมันเป็นสิ่งที่มีการใช้ที่ถูกต้องหรือว่ามีการใช้ที่มีความเข้าใจก็จะทําให้ เกิดประโยชน์ ทีนี้จากการศึกษาของคณะกรรมาธิการเราพบว่าในปัจจุบันมีการใช้สื่อโซเชียล มีเดีย (Social Media) ในทางที่ไม่ถูกต้อง รู้ไม่เท่าทัน ขาดจิตสํานึก ขาดความรับผิดชอบ ดังนั้นในการแก้ไขปัญหาตรงนี้จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดําเนินการในส่วนของการเสริมสร้าง การปลูกจิตสํานึก ความรับผิดชอบ การตระหนักรู้ มีจริยธรรม ในส่วนของการสร้างจิตสํานึก ด้านศีลธรรม คุณธรรมและจริยธรรมนั้น เราพบว่ามีความสําคัญอย่างยิ่งในการที่จะเริ่ม หล่อหลอมหรือสร้างผู้ใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) แล้วก็ทําให้เกิดการกระทํา หรืองดเว้นการกระทําที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ถูกต้องหรือไม่ถูกต้องนะคะ ดังนั้นในการวางมาตรการ และแนวทางในการสร้างและปลูกจิตสํานึกที่ดีมีจริยธรรมในการใช้สื่อออนไลน์ (Online) ก็จะประกอบด้วยมีการให้การศึกษา มีการให้การสนับสนุนในการให้ใช้สื่อออนไลน์ (Online) อย่างถูกต้องเหมาะสม มีการให้ความสําคัญกับสิ่งที่มีสาระประโยชน์และคุณค่าต่อสังคม โดยการให้การสนับสนุนจากภาครัฐ มีการจัดอบรมบุคลากรในภาครัฐให้เข้าใจ นอกจากนั้น ยังมีการให้ความสําคัญกับการใช้อย่างมีสํานึกความรับผิดชอบ ในส่วนของการให้ความรู้ ทางด้านเทคโนโลยีและการสร้างภูมิคุ้มกัน เราจะพบว่าในการใช้สื่อหรือการสร้างการเท่าทัน สื่อนั้นสิ่งหนึ่งที่เราจะต้องดําเนินการอย่างทันท่วงทีก็คือต้องปฏิรูปตั้งแต่วันนี้ ดังนั้นจะต้อง มีการบูรณาการระหว่างกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการทํางานอย่างเป็นระบบ ยกตัวอย่างเช่น ขณะนี้เราจะพบว่าไม่ว่าชนชั้นกรรมาชีพ ชนชั้นการศึกษา เด็กเล็ก ผู้หลักผู้ใหญ่ คนในวัยเกษียณแล้ว ผู้สูงวัย ต่างใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) กันแทบทั้งหมด เนื่องจากว่าอาจจะด้วยหลากหลายสาเหตุ แต่ในขณะที่มีการใช้เหล่านี้ เราจะพบว่าสังคม ตอนนี้เรื่องราวมันกินแดนไปเยอะมากมาย ก็อาจจะต้องเริ่มนับ ๑ ในการที่จะปลูกฝัง จิตสํานึก การตระหนักรู้ ความรับผิดชอบของสื่อ การใช้สื่อ โดยการบรรจุการเรียนการสอน บรรจุลงไปในหลักสูตรต่าง ๆ ว่า อาจจะมีในการที่จะปลูกฝัง เกิดความรู้เท่าทันการใช้สื่อ โซเชียลมีเดีย (Social Media) นี้ ในตั้งแต่เด็กที่เริ่มมีการรับรู้ ถึงชั้นอนุบาลถึงมัธยม อุดมศึกษาอะไรก็ตามแต่ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่าเราจะได้คนรุ่นใหม่ที่มาแทนที่ คนรุ่นเก่าที่มีความรู้เท่าทันสื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) ดังนั้นในส่วนนี้ทั้งหมดเราจะ พบว่า แผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีนั้น ก็จะทําให้มีการแก้ปัญหาในเรื่องของมีการใช้สื่อที่ ไม่เหมาะสม ขาดความรู้เท่าทันสื่อ ขาดความรู้ความเข้าใจในการใช้สิทธิเสรีภาพการใช้สื่อ บนพื้นฐานความรับผิดชอบต่อสังคม ขาดมาตรฐานจริยธรรมในการใช้สื่อออนไลน์ (Online) ขาดประสิทธิภาพในการกํากับดูแลจากผู้ที่เกี่ยวข้อง เราก็คงจะต้องเริ่มทําทันที ดังนั้น ถ้าหากว่าเราเริ่มทําทันที ปัญหาที่เกิดขึ้นในส่วนของการสร้างผลกระทบต่อสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ ตลอดจนเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องก็จะได้รับการแก้ไขในห้วงเวลาที่ได้ใช้ไปก็คง คิดว่าจะเป็นการสรุปสาระสําคัญ ในรายละเอียดนั้นอยากจะขอให้ท่านสมาชิกสภาช่วยลองดู ในรายละเอียดอีกครั้งหนึ่งนะคะ หากมีประเด็นในส่วนที่ต้องการเพิ่มเติม หรือต้องการสิ่งที่ จะเป็นรายละเอียด ก็ขออนุญาตในส่วนของการตอบคําถามนะคะ ขอบพระคุณค่ะ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ต่อไปท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต ใช่ไหมคะ เชิญค่ะ

นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานนะครับ ผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. หมายเลข ๑๑๐ ในสื่อออนไลน์ (Online) เป็นสื่อของอนาคต ฉะนั้นเราได้เสนอเป็นแผนยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี เป็น ๕ แนวทางหลัก ๆ ๒ แนวทางแรกคือ เรื่องของการปลูกจิตสํานึก กับอันที่ ๒ คือการสร้างภูมิคุ้มกัน อีก ๓ แนวทาง ที่จะพูดต่อไปนี้ ก็คงจะให้เห็นเป็นหลักการว่า จริง ๆ แล้วเราจะสร้างปลูกจิตสํานึกก็ดี หรือการสร้าง ภูมิคุ้มกันก็ดียังไม่เป็นสิ่งเพียงพอนะครับ แนวทางที่ ๓ ที่เป็นเรื่องสําคัญคือมาตรการทาง กฎหมาย ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สําคัญมาก สื่อออนไลน์ (Online) ในขณะนี้หลายเรื่อง เป็นเรื่องที่เป็นช่องว่างทางกฎหมายอยู่ เรากรรมาธิการได้ศึกษากฎหมายจากต่างประเทศ ซึ่งมีความเจริญแล้ว เขาได้มีกฎหมายตรงนี้ได้ควบคุมพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษหรือเป็น อเมริกาก็ดี เขาได้มีการกําหนดกฎหมายในการดูแลเด็กที่มีอายุต่ํากว่า ๑๓ ปี รวมทั้งกําหนด ในเรื่องของมาตรการคุ้มครอง มาตรการการเข้าถึงข้อมูล รวมทั้งความรับผิดชอบของพ่อแม่ ผู้ปกครอง รวมทั้งผู้ให้บริการต่าง ๆ เพื่อจะจัดทําโปรแกรมทั้งหลายให้เอื้ออํานวย รวมทั้ง ป้องกันเด็กทั้งหลาย และรวมทั้งมีโทษปรับอย่างมากมายกับคนที่ฝ่าฝืน ผมเชื่อว่ามาตรการ ทางกฎหมายของประเทศทางตะวันตกได้ดําเนินการไปอย่างดีมากเลย สําหรับประเทศไทย ของเรา เราคงต้องมา เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ มาตรการกฎหมายของเรายังไม่มีการ ควบคุมตรงนี้เพียงพอนะครับ ในกรรมาธิการได้เสนอให้ทางกระทรวงดีอี (DE) เป็นเจ้าภาพ หลักในเรื่องของการดูทางกฎหมาย ซึ่งจะมีอยู่ ๒ ส่วน คือ ๑. พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก ทําอย่างไรที่ให้ พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กปรับปรุงแก้ไข แล้วรวมไปถึงการคุ้มครองเด็กในเรื่องของ สื่อสารออนไลน์ (Online) ด้วยนะครับ อันนี้อันแรก อันที่ ๒ คือการกําหนดกฎระเบียบ ต่าง ๆ ในการสนับสนุนในการรักษาข้อมูลของเด็กเอง การลบข้อมูลเองก็ดี หรือการกําหนด มาตรการต่าง ๆ ที่เอื้ออํานวยในเรื่องของการควบคุมการใช้ซิม (Sim) ของเด็กก็ดี การขาย แพ็กเกจ (Package) ก็ดี การกําหนดให้ผู้บริการออกแอป (App) ต่าง ๆ ซึ่งเอื้ออํานวย ระหว่างเด็กกับผู้ปกครอง อันนี้มันจําเป็นต้องออกระเบียบกฎหมายขึ้นมา ผมคิดว่า ถ้ามาตรการระเบียบกฎหมายได้ออกขึ้นมาแล้วแบบเดียวกับต่างประเทศ เครื่องมือในการ ควบคุมผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายในเรื่องของออนไลน์ (Online) และในการคุ้มครองเด็กเราสามารถ เป็นไปได้ รวมทั้งในเรื่องของการให้เจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นดีอี (DE) หรือ สตช. ต้องมี การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง อันนี้ผมคิดว่าในอนาคต ๒๐ ปี เรื่องนี้จะเป็นเรื่องใหญ่ อย่างมากเลย ซึ่งเราควรที่จะดําเนินการกฎหมายให้เป็นที่รองรับ ดูจากประเทศตะวันตก ซึ่งได้มีความเจริญตรงนี้อยู่แล้วนะครับ

มาตรการที่ ๔ คือการสนับสนุนนโยบายหรือมาตรการแห่งรัฐ ซึ่งรัฐบาลเอง มีแผนในเรื่องไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) อยู่แล้วนะครับ ดังนั้นผมคิดว่าสิ่งที่สําคัญคือ การให้กับกระทรวง ทบวง กรมทั้งหลาย โดยเฉพาะดีอี (DE) ก็ดี กระทรวงศึกษาธิการก็ดี กระทรวงวัฒนธรรมก็ดี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต่าง ๆ รวมทั้ง กระทรวงการคลังได้มีมาตรการในการสนับสนุนมาตรการตรงนี้ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุน งบประมาณ การลดหย่อนภาษี การสร้างหลักสูตรในกระทรวงศึกษาธิการให้เด็กมีภูมิคุ้มกัน ในเรื่องนี้อย่างดี รวมทั้งการอบรมเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องไปเจรจา กับคนหรือเจ้าของบริการจากต่างประเทศในเชิงรุกเพื่อให้เขาปฏิบัติตามกฎหมายของเรา ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญมากนะครับ ถ้าเราสามารถดําเนินการตรงนี้ได้แล้วเราคิดว่า มาตรการในการสนับสนุนคุ้มครองต่าง ๆ จะสามารถเป็นไปได้นะครับ

ประเด็นสุดท้ายคือเนื่องจากการดําเนินงานทั้งหมดในเวลา ๒๐ ปี มาตรการ ต่าง ๆ ที่เดินออกไปแล้วจําเป็นต้องมีกระบวนการในเรื่องการตรวจสอบติดตามประเมินผล ฉะนั้นมันต้องมีการกําหนดกลไกการทํางานไว้ให้ชัดเจนว่าเมื่อมีการขับเคลื่อนไปทั้ง ๒๐ ปีแล้ว เรามีกระบวนการในการออกแบบการติดตามประเมินผลอย่างไร ทั้งหน่วย ราชการก็ดี ทั้งผู้ให้บริการก็ดี ทั้งผู้รับการสนับสนุนก็ดีสามารถที่จะรับรู้ในกระบวนการ ติดตามประเมินผลทั้งหมด ผมคิดว่าถ้าทําได้แบบนี้ทั้ง ๕ มาตรการ ผมคิดว่ายุทธศาสตร์ ในเรื่องนี้สามารถเป็นไปได้แล้วก็สามารถคุ้มครองเด็กในเรื่องของการควบคุมสื่อ อย่างสร้างสรรค์ได้อย่างดีนะครับ ก็ขออนุญาตให้อาจารย์ทั้ง ๒ ท่านได้พูดในบางประเด็น เพิ่มเติมครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญค่ะ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์วรัชญ์ ครุจิต ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ 🔗

เรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก สปท. กระผม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดอกเตอร์วรัชญ์ ครุจิต คณะทํางานขับเคลื่อนสื่อออนไลน์ (Online) ผมทํางานอยู่ที่นิด้า (NIDA) สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ จะขออนุญาตลงรายละเอียดในมาตรการระยะยาวซึ่งเป็นมาตรการ และแนวนโยบายของรัฐ ซึ่งอย่างที่กราบเรียนไปแล้วว่าเป็นเรื่องที่สําคัญที่จะต้องขับเคลื่อน ให้ได้นะครับ แต่ว่ามาตรการต่าง ๆ จะเป็นจริงไม่ได้เลยถ้าภาครัฐไม่ขยับนะครับ เนื่องจาก ภาครัฐเป็นผู้นําแล้วก็จะเป็นผู้ที่กําหนดวาระให้ภาคส่วนต่าง ๆ ได้ขยับตามนะครับ เพราะฉะนั้นรัฐบาลจึงมีส่วนสําคัญมาก ๆ ในการที่จะก่อให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างเป็น รูปธรรมนะครับ ในรายงานฉบับนี้ได้เสนอนโยบายที่จะสามารถขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม ทั้งหมด ๘ ข้อ แต่ว่าเนื่องจากเวลาจะขอรวบในบางข้อนะครับ

ข้อ ๑ สําคัญมากนะครับ เนื่องจากรัฐบาลสามารถที่จะออกระเบียบให้กับ หน่วยงานภาครัฐทั้งหมดที่มีอยู่ในประเทศได้ก่อให้เกิดนโยบายอย่างจริงจังอย่างเป็นรูปธรรม เพราะฉะนั้นทางคณะทํางานเห็นว่าภาครัฐควรจะส่งเสริมสนับสนุนให้มีโครงการส่งเสริมการใช้ สื่อออนไลน์อย่างสร้างสรรค์อย่างจริงจังนะครับ ในเรื่องของการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) อย่างถูกต้อง มีวิจารณญาณ การสร้างความตระหนักรู้เรื่องของความเท่าทันสื่อ โดยจะต้องลงไปในทุกหน่วยงานของรัฐ และจะต้องมีความต่อเนื่องครอบคลุมทุกพื้นที่ ทั่วประเทศ เข้าถึงทุกกลุ่มวัยอาชีพ โดยทางคณะทํางานเสนอว่าเจ้าภาพหลักควรจะเป็น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกระทรวงวัฒนธรรม และมีกรมประชาสัมพันธ์ และกระทรวงศึกษาธิการเป็นหน่วยงานสนับสนุนนะครับ ซึ่งการดําเนินงานนี้ไม่ใช่เป็นการ พูดลอย ๆ เท่านั้นนะครับ แต่ว่าควรจะต้องมีการกําหนดตัวชี้วัดอย่างชัดเจน ซึ่งจะได้พูดถึง ในลําดับต่อไป

นอกจากรัฐบาลที่จะต้องกําหนดอย่างจริงจังให้เกิดขึ้นในการส่งเสริม และมีกิจกรรมต่าง ๆ แต่ว่าอีกภาคส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้นั่นก็คือภาคเอกชนนะครับ รัฐบาล จะต้องทําอย่างไรให้เกิดการจูงใจให้ภาคเอกชนที่มีบทบาทสําคัญอย่างสูงสามารถที่จะเป็น ส่วนสนับสนุนที่สําคัญได้นะครับ โดยเฉพาะธุรกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสื่ออินเทอร์เน็ต (Internet) ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือหรือเครือข่ายต่าง ๆ หรือธุรกิจการโฆษณา ที่มีส่วนในการผลิตเนื้อหาที่อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบในทางลบได้นะครับ พยายาม ทําอย่างไรที่จะสามารถที่จะจูงใจให้มีอินเซนทิฟ (Incentive) ให้ภาคเอกชนสามารถที่จะ สร้างโครงการหรือว่ากิจกรรมที่ส่งเสริมการใช้จิตสํานึกของสื่ออย่างสร้างสรรค์นะครับ อย่างเช่นการมีมาตรการช่วยเหลือทางภาษีหรือช่วยอํานวยความสะดวกให้กับสื่อ หากมีโครงการที่มีความสร้างสรรค์หรือว่าหางบประมาณสนับสนุน เช่นกองทุนต่าง ๆ โดยเฉพาะกระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพากรควรจะมีการกําหนดนโยบายช่วยเหลือ แก่องค์กรธุรกิจภาคเอกชนเป็นการให้รางวัลสําหรับภาคเอกชน เช่นสื่อมวลชน ซึ่งเป็น องค์กรธุรกิจภาคเอกชน ที่ทําดีควรจะมีรางวัลให้ วิธีการก็คือการลดหย่อนภาษี เช่น หากหน่วยงานใดที่มีโครงการที่ส่งเสริมสื่อที่สร้างสรรค์ สามารถนําหลักฐานนั้นมาลดหย่อน ภาษีได้ เช่น มีโครงการหรือว่าจัดสร้างสื่อที่ดี หรือว่าถ้าเกิดว่ามีสื่อที่ได้รับรางวัลสื่อเพื่อสังคม เป็นต้น สามารถที่จะลดหย่อนภาษีได้ ก็เป็นวิธีการจูงใจที่น่าจะเป็นรูปธรรมมากขึ้น ซึ่งอันนี้ จริง ๆ พูดมานานแล้วแต่ว่าไม่มีการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม

อีกข้อหนึ่งที่สําคัญมาก ๆ ที่หลายท่านได้พูดไปถึงไปแล้วนั่นก็คือเรื่องของ การสร้างความรู้เท่าทันสื่อ โดยกระทรวงศึกษาจะต้องเป็นเจ้าภาพ มีเดียลิเทอเรซี (Media Literacy) หรือว่าดิจิทัลลิเทอเรซี (Digital Literacy) จะต้องถูกบรรจุอยู่ในการศึกษา ภาคบังคับและไม่ใช่ว่าปัจจุบันนี้อาจจะมีอยู่บ้าง แต่ว่าไปถึงระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งตอนนั้น ก็สายไปแล้วนะครับ จริง ๆ อนุบาลก็สายเสียแล้ว เพราะว่าเด็ก ๆ สมัยนี้โตขึ้นมากับไอแพด (iPad) หรือว่าเครื่องมืออุปกรณ์สื่อสารแล้วสามารถที่จะส่งผลกระทบได้ตั้งแต่เด็กเลย เพราะฉะนั้นควรจะเป็นหลักสูตรให้เขาเริ่มเรียนรู้ตามความเหมาะสมระดับชั้น ตั้งแต่อนุบาล จนถึงอุดมศึกษาเลย โดยอาจจะมี ๒ แนวทาง ก็คืออาจจะแยกเป็นวิชาต่างหาก หรือว่า บูรณาการเข้าไปกับวิชาต่าง ๆ เช่น ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ หรือสังคมศึกษาเป็นต้น อันนี้ จะต้องทําจริงจัง แล้วก็มีผลการชี้วัดอย่างชัดเจน

ข้อต่อไปก็คือกระทรวงดีอี (DE) นะครับ ก็จําเป็นต้องเป็นเจ้าภาพในหลาย ๆ ข้อ ประเทศไทยตามนโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ของรัฐบาล เชื่อได้ว่าจะต้อง ก่อให้เกิดการขยายตัว ทางอินเทอร์เน็ต (Internet) และเมื่อการขยายตัวทางอินเทอร์เน็ต (Internet) เกิดขึ้น ย่อมจะมีทั้งผลดีและผลเสียในเรื่องของหากประชาชนใช้อย่างไม่มี วิจารณญาณ เพราะฉะนั้นกระทรวงดีอี (DE) จําเป็นจะต้องมีเพิ่มนโยบาย ในเรื่องของ การป้องกันผลกระทบการใช้อย่างเป็นรูปธรรม และจะต้องมีการจัดสรรงบประมาณอย่าง จริงจัง กําหนดกลไกเพื่อรองรับสถานการณ์หรือผลกระทบจากการใช้งาน อีกส่วนหนึ่งที่ยัง ไม่ได้พูดถึงแต่ว่ามีความสําคัญอย่างยิ่งนั่นคือภาคประชาชน ท่านรองประธานได้พูดถึงเรื่อง ของ การจัดตั้งศูนย์ขึ้นมาแล้ว แต่ว่าผู้ที่จะมีบทบาทในการตรวจสอบได้อย่างดีที่สุดนั่นก็คือ ภาคประชาชน รัฐบาลจําเป็นจะต้องหากลไกในการที่จะก่อให้เกิดการมีส่วนร่วม ในการช่วยกํากับ ดูแลสื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีจรรยาบรรณ ส่งเสริมการรวมกลุ่มการใช้สื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่างที่ได้กล่าวไปแล้วก็คือต้องมีมาตรการ ในการประสานงานกับสื่อออนไลน์ (Online) ของต่างประเทศ แอปพลิเคชัน (Application) ต่าง ๆ ในการร่วมกํากับดูแล และหากไม่มีการให้ความร่วมมือก็ควรจะต้องมีวิธีการในการหา มาตรการในการให้ความร่วมมือ

ข้อสุดท้ายเป็นเรื่องของทางเทคนิค ควรจะต้องมีการพัฒนาบุคลากรของ ประเทศให้เท่าทันกับเทคโนโลยีสารสนเทศไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมั่น แล้วก็เรื่องของ การรู้เท่าทัน แล้วก็ควรจะมีการส่งเสริมอย่างจริงจังในการผลิตซอฟต์แวร์ (Software) ที่ใช้ กับโซเชียลมีเดีย (Social Media) เนื่องจากจะสามารถควบคุมได้ง่ายกว่า แล้วก็เป็นประโยชน์ ต่อประเทศในอนาคตครับ ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

กรรมาธิการชี้แจงเสร็จหรือยังคะ เชิญท่านสุดท้ายค่ะ เหลือ ๕ นาทีนะคะ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดอกเตอร์ดนุวัศ สาคริก กรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านนะครับ ผม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดอกเตอร์ดนุวัศ สาคริก อาจารย์คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบัน บัณฑิตพัฒนบริหารศาตร์ นิด้า (NIDA) ในฐานะเป็นคณะทํางาน ขอกราบเรียนถึงแนวทาง สุดท้ายใน ๕ แนวทาง จาก ๔ แนวทางข้างต้นเราจะต้องมีการดําเนินการขับเคลื่อน การปฏิรูปโซเชียลมีเดีย (Social Media) อีกแนวทางหนึ่ง นั่นก็คือเรื่องของกระบวนการ ตรวจสอบและประเมินผล ซึ่งถือว่าจะเป็นกลไกสําคัญในการผลักดันให้การปฏิรูปการใช้ โซเชียลมีเดีย (Social Media) เกิดผลแบบเป็นรูปธรรมได้ กลไกนั้นจําเป็นครับ ท่านประธานและท่านสมาชิกครับ ที่จะต้องมีกลไกทั้งของส่วนราชการหรือภาครัฐ รวมไปถึงกลไกการกํากับดูแลกันเองของผู้ใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) ทางคณะ อนุกรรมาธิการก็ได้เสนอนะครับ การเสริมสร้างกลไกอย่างน้อย ๔ รูปแบบด้วยกัน

รูปแบบที่ ๑ คือการกําหนดให้มีการจัดทําโครงการหรือกิจกรรมการส่งเสริม จริยธรรมการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ ซึ่งจะต้องกําหนดตัวชี้วัดอย่างชัดเจน อาจจะอาศัย หน่วยงานอย่าง ก.พ.ร. คอยกําหนดตัวชี้วัดและที่สําคัญอย่างยิ่งตัวชี้วัดนี้จะต้องสามารถ วัดผลที่เป็นรูปธรรมและสามารถวัดตัวผลลัพธ์ของการใช้สื่อแล้วก็การส่งเสริมกิจกรรม เสริมสร้างจริยธรรมในสื่ออย่างสร้างสรรค์ได้นะครับ

รูปแบบที่ ๒ เป็นการกําหนดกรอบระยะเวลาในการกํากับดูแลและตรวจสอบ ให้มีความชัดเจน รวมถึงการประเมินผลด้วย การประเมินผลตรงนี้จะทําให้หน้าที่หรือว่า กลไกการทํางานของทั้งภาครัฐ แล้วก็การกํากับดูแลกันเองของผู้ใช้สื่อออนไลน์ (Online) จะมีการรายงานผลแล้วก็มีการประเมินผล โดยที่ผู้ถูกประเมินนี้จะทราบระยะเวลาที่แน่นอน เพราะฉะนั้นจะได้มีการเตรียมการประเมินได้อย่างถูกต้อง รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้ที่ มีส่วนเกี่ยวข้องนี้ทราบระยะเวลาต่าง ๆ ในการประเมินผลของการรายงานการใช้สื่อ ออนไลน์ (Online) รวมถึงสื่อโซเชียล (Social) ทั้งหมดนะครับ

รูปแบบที่ ๓ ครับ รูปแบบที่ ๓ นี้จะเน้นในการส่งเป็นตัวรีพอร์ต (Report) หรือว่ารายงานนะครับ นั่นก็เท่ากับว่าทั้งส่วนราชการหรือว่าภาครัฐเอง รวมถึงภาคเอกชน รวมถึงผู้ใช้สื่อออนไลน์ (Online) ที่จะไปกํากับดูแลกันเองนี้จะต้องมีการนําส่งรายงาน ซึ่งจะมีการกําหนดหลักเกณฑ์กรอบการทํารายงาน รวมถึงกรอบระยะเวลาให้ชัดเจนด้วย นี่ก็เป็นระบบการรีพอร์ต (Report) เข้ามานะครับ

สุดท้ายในส่วนของการตรวจสอบประเมินผลการกํากับดูแลก็จะเป็น การกําหนดให้ผู้ใช้สื่อออนไลน์ (Online) รวมถึงผู้ที่มีหน้าที่กํากับตรวจสอบและประเมินผล ได้มีโอกาสนําเสนอวิสัยทัศน์หรือว่าแนวความคิดที่จะนํามาใช้ตรวจสอบในอนาคต เพื่อให้ ทั้งหน่วยงานภาครัฐแล้วก็ภาคประชาชนได้มีโอกาสได้ทราบถึงความคิดเห็นแล้วก็วิสัยทัศน์ ของผู้ที่จะดําเนินการตรวจสอบต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ท่านประธานมีอะไรจะสรุปไหมคะ ถ้าไม่มีนะคะ ถ้าอย่างนั้นต่อไป เป็นการอภิปรายของสมาชิก เชิญท่านแรกเลยนะคะ ท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชี รายชื่อค่ะ

นายกษิต ภิรมย์ 🔗

ขอบคุณครับท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. อันดับที่ ๗ ครับ ท่านประธานครับ ผมอยากจะขอเริ่มที่วลีว่าด้วยการเฝ้าระวัง ตามความหมายก็คือว่าคอยติดตามว่าอะไรจะเกิดขึ้นหรือเกิดขึ้นแล้วก็ตามไปดูเพื่อจะแก้ไข ด้วยกฎหมายแล้วก็ข้อบังคับของบ้านเมือง แล้วก็อาจจะนําไปสู่กระบวนการยุติธรรมด้วย แต่ประเด็นปัญหาในสังคมก็คือว่าในโลกแห่งความเป็นจริง คือมันมีผู้ร้ายอยู่ทั่วโลก พวกแฮกเกอร์ (Hacker) ทั้งหลาย พวกที่อยากจะมอมเมาเยาวชน พวกที่อยากจะขาย การพนันข้ามชาติหรือว่าในประเทศ พวกที่อยากจะขายเพศ ค้ามนุษย์ ชิ้นส่วนมนุษย์ เพราะฉะนั้นมันมีผู้ร้ายอยู่กลุ่มหนึ่งทั้งในประเทศแล้วก็นอกประเทศ แล้วก็แถมยังจัดทําเป็น เครือข่ายข้ามชาติด้วย และตอนนี้สื่อออนไลน์ (Online) หรือระบบสื่อสารสมัยใหม่นั้น เป็นเครื่องมือและกลไกอันสําคัญ ทีนี้ต้นทางของเครื่องมือหรือว่าพวกเซิร์ฟเวอร์ (Server) หรือว่าเซอร์วิสโพรไวเดอร์ (Service Provider) เราไม่มีเป็นของเราเองแม้แต่นิดเดียว ส่วนเราจะไปบอกว่าเราจะไปเจรจากับกูเกิล (Google) กับแอปเปิล (Apple) กับบิล เกตส์ ซัคเคอร์ เบิร์กมันก็ลําบาก เพราะว่าอํานาจต่อรองของประเทศไทยไม่ได้อยู่ในสายตา ทีนี้ประเด็นก็คือว่าถ้าเผื่อเราทําโดด ๆ ไม่ได้ อย่างน้อยเราก็มี ๓ เวที อันที่ ๑ ก็คือประชาคม อาเซียน (ASIAN) อันที่ ๒ ก็คือสมาคมเอเปก (APEC) อันที่ ๓ ก็องค์กรสหประชาชาติแล้วก็ เครือข่าย โดยเฉพาะองค์การโทรคมนาคมระหว่างประเทศ ในขณะเดียวกันทางตํารวจสันติบาลก็เป็นสมาชิกของอินเทอร์โพล (INTERPOL) ที่มีสํานักงาน ใหญ่อยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส ประเด็นก็คือว่าแล้วรัฐบาลไทยจะเริ่มดําเนินการร่วมกับประเทศ สมาชิกอาเซียนอย่างไร ตรงนั้นเป็นจุดเริ่มต้น หรือจะรวบรวมกับสมัครพรรคพวกที่มี ความห่วงกังวลเหมือนกัน จะเป็นที่สํานักงานสหประชาชาติ จะเป็นที่เวียนนาหรือจะเป็นที่ นครเจนีวาหรือไปที่สํานักงานใหญ่จริง ๆ เลยคือที่นครนิวยอร์ก อย่างไร เพื่อให้เกิด การร่วมมือระหว่างประเทศ แล้วก็ได้มีการเจรจากับยักษ์ใหญ่ของโลกโทรคมนาคม ผมว่า ต้องเริ่มตรงนั้นเสียก่อนครับ และประเด็นคืออะไร ประเด็นก็คือในการที่จะเสริมสร้าง ศีลธรรม จริยธรรม แล้วก็คุณธรรม และจะร่วมมือกันอย่างไร เพื่อสื่อเหล่านี้จะได้ไม่เป็น เครื่องมือ แล้วก็กลไกของการที่จะทําลายชาติบ้านเมือง เยาวชน แล้วก็ศีลธรรมอันดีงาม ผมคิดว่าต้องคิดถึงประเด็นนี้ก่อน และความร่วมมือระหว่างประเทศ ผมเคยอภิปรายในที่นี้ และผมขอทบทวนความจําของท่านประธานและเพื่อนสมาชิก นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ นะครับ

อันที่ ๒ ผมก็ได้เคยพูดไว้ว่าขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่ในกระทรวงดีอี (DE) ไม่มีความสามารถ เพราะมันเป็นเรื่องอาชญากรรมเป็นสําคัญ ผมก็ได้เคยเสนอว่า แกนกลางอันนี้จะไปอยู่ที่ สมช. ที่สํานักงานข่าวกรอง ที่กระทรวงกลาโหม แล้วก็สํานักงาน ตํารวจแห่งชาติร่วมกันได้ไหม ให้มันเป็นองค์กรที่จะต้องขจัด แล้วก็ต้องป้องกันเป็นสําคัญ เสียก่อน ว่าเราจะมีองค์กรในการที่จะสู้ได้ไหม เราก็อยากจะเป็นสังคมประชาธิปไตย แต่ก็ ไม่เสียหลายระหว่างนี้เราไปดูสิว่าประเทศจีนเขาทําอย่างไร เขาป้องกันอย่างไร แต่ไม่ใช่ เพื่อเหตุผลทางการเมือง แต่เพื่อศีลธรรมอันดีงามของสังคม เราจะวางกฎเกณฑ์มาตรการ อะไร เมื่อสักครู่ท่านก็ได้พูดเรื่องกฎหมายที่จะปกป้องคุ้มครองความไร้เดียงสา ความบริสุทธิ์ ผุดผ่องของเด็ก ของหลายประเทศ แต่ว่าเราจะพูดกันถึงคนทั้งประเทศว่าจะได้มีศีลธรรม จริยธรรมอันเข้มแข็งว่าเราจะขจัดแล้วก็ป้องกันอย่างไร เรามีบุคลากรหรือเปล่า ทันทีที่มี การขายเซ็กซ์ (Sex) มอมเมาเยาวชน มันต้องดําเนินการได้ทันทีครับ เราจะเสริมสร้าง ขีดความสามารถอันนี้ เราจะหาเทคโนโลยีจากที่ไหนไปเสียก่อน เพราะฉะนั้นเรื่องขจัด เรื่องปราบปราม มันต้องมาก่อนเรื่องของการเฝ้าระวัง ประเด็นที่ ๒

ประเด็นที่ ๓ มันก็เริ่มมีการโฆษณาผ่านทางโซเชียลมีเดีย (Social Media) นอกเหนือจากทีวี (TV) นอกเหนือจากวิทยุ แต่รวมกันทั้งหมดเลยก็ถามว่าใครลงโฆษณา มันก็มี ๒ องค์กรหลักนะครับ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจของประเทศไทย แล้วก็ทางภาคเอกชน ซึ่งก็มีองค์กรกลางอยู่อย่างน้อย ๓ องค์กรก็คือ สมาคมธนาคารพาณิชย์ไทย สภาอุตสาหกรรม แล้วก็สภาหอการค้า แล้วก็ในส่วนนี้มันก็จะมีบริษัทที่รับทําโฆษณา ก็ต้องมีการพูดจากัน ระหว่างรัฐกับองค์กรเหล่านี้ว่าการสปอนเซอร์ (Sponsor) ก็ดี ไปที่ไหนอย่างไร มันอยู่ ในกรอบของจริยธรรม ศีลธรรมหรือเปล่า แล้วก็บริษัทที่จะรับไปทําอีเวนต์ (Event) หรือจะ ไปจัดโฆษณาจะต้องมีหลักจริยธรรมมากน้อยแค่ไหนที่จะปกป้องเยาวชนของเรา ปกป้อง ศาสนาของเรา มันต้องว่ากันมาเป็นทีละขั้นตอนเสียก่อนว่าคนที่จะจ่ายเงินค่าโฆษณาหรือจะ จัดอีเวนต์ (Event) ต่าง ๆ กระทรวง ทบวง กรม ทั้งหมดเหล่านี้ต้องเริ่มถามตนเองเสียก่อน ว่าสิ่งที่จะไปทํานั้น มันจะไปสู่การมอมเมาบิดเบือนหรือว่าการก่ออาชญากรรมโดยไม่รู้ตัว ต่าง ๆ เหล่านี้หรือไม่ ส่วนนี้เป็นเรื่องที่สําคัญอย่างยิ่ง ประเด็นที่ ๓

ส่วนประเด็นที่ ๔ ก็มีสมาคมวิชาชีพเข้ามาด้วย ต่าง ๆ ที่เราได้พูดกัน เราได้ อภิปรายเรื่องสมาคมวิชาชีพของสื่อ เขาจะเข้ามาได้ตรงไหน สมาคมวิชาชีพทนายความ เข้ามาได้ไหม มันก็ต้องหาความร่วมมือในเรื่องของภาคเอกชนเป็นสําคัญด้วย เพราะว่าสิ่งที่ ได้เสนอมาแล้วว่าจะไปทําโน่นทํานี่กับประชาชนมันเหมือนกับขี่ช้างจับตั๊กแตน มันกว้าง ผมก็ขอมาเสนออีกกลุ่มหนึ่ง อีกชุดหนึ่ง คือผู้นําทางศาสนาทั้งหมด ก็มี ๕ ศาสนาหลัก นะครับ แต่ถ้าไปแยกคริสต์ ศาสนาคริสต์ก็จะเป็นฝ่ายโปรเตสแตนแล้วก็ฝ่ายคาทอลิก ก็ถือว่าเป็น ๖ ศาสนา จะมีการรณรงค์ร่วมมือกันได้อย่างไรระหว่างรัฐบาลผ่านทาง กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงดีอี (DE) กระทรวงมหาดไทย ในการ ขับเคลื่อนให้ผู้นําทางศาสนาทั้งหมดออกมาส่งเสริมศีลธรรม จริยธรรม และคุณธรรม ของสังคมไทย แล้วก็สถานีวิทยุโทรทัศน์ในเครือข่ายของ กสทช. กรมประชาสัมพันธ์ รวมทั้ง ไทยพีบีเอส (Thai PBS) ซึ่งกําลังจะเปลี่ยนผู้บริหารด้วย จะจัดเวลาทุกสถานีอาทิตย์ละ ๒-๓ ชั่วโมงได้ไหมเพื่อเอาเรื่องการป้องกันภัย ศีลธรรม แล้วก็ส่งเสริมศีลธรรมมาพูดกัน แล้วก็มาโน้มน้าวเชิญชวนประชาชนพลเมืองทั้งหลายให้ช่วยกันร่วมมือกันเฝ้าระวังเป็นเรื่องที่ สําคัญ

ประเด็นสุดท้ายครับ เพราะเวลาไม่ค่อยมี ผู้นําของประเทศทุกวงการ จะทําตัวเป็นแบบอย่างได้อย่างไร จะพูดให้มันชัด ไม่คลุมเครือ พูดจริง ทําจริง ดํารงตน ให้เป็นแบบอย่างด้วยในเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริต ต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่ามันต้องมากัน ทั้งสังคมนะครับ ๕-๖ ประเด็นเหล่านี้ผมคิดว่าให้มีการดําเนินการคงจะช่วยป้องกันประเด็น ปัญหาได้ ผมอยากจะให้ทบทวนทั้งหมด เพราะว่าผมอ่านเอกสารไปแล้วผมจับไม่ได้ว่า หัวใจของเรื่องจริง ๆ นั้นจะแก้ปัญหาการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) ไปในทิศทาง ที่ผิดนั้นอย่างไร ก็ขอเรียนมาแค่นี้ครับท่านประธาน

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้มาขึ้นบัลลังก์เพื่อดําเนินการประชุมต่อไป)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านกษิต ภิรมย์ ครับ ต่อไปขอเชิญท่านวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา รองบรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเชิญครับ

นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา 🔗

ขอบพระคุณครับท่านประธาน เรียนท่าน สมาชิกครับ ผมขอแสดงความเห็นด้วยกับรายงานชิ้นนี้นะครับ แล้วก็สนับสนุนด้วย เพราะ เรื่องนี้สะสมมานานแล้วก็ไม่มีใครกล้าแตะ ผมจะอภิปรายเสริมนะครับว่าเรากลัวครับ กลัวว่า สิ่งที่เราจะทํานี้จะไปกระทบกับ เราไม่กล้าสู้กับธุรกิจโซเชียลมีเดีย (Social Media) ใหญ่ ๆ แล้วเราก็ปล่อยให้เขาข้ามอํานาจอธิปไตยเรามานานแล้ว ถ้าจะมีกฎหมายมาดูแล เรื่องโซเชียลมีเดีย (Social Media) ผมว่าเป็นเรื่องที่ควรจะทํา เพราะอย่างนี้ครับ เพราะว่า ผมเป็นนักการสื่อสาร ผมจบมาทางด้านนี้ และเป็นสื่อมา ๓๓ ปี ข้อมูลข่าวสารที่เข้าไปอยู่ใน หัวคนนี่นะครับ ถ้าไปปลูกทัศนคติได้จะทําให้มีการเปลี่ยนพฤติกรรม และแสดงพฤติกรรม ไปเรื่อย ๆ นะครับ ถ้าเกิดมีการสื่อสารในระดับกว้างจะเกิดการกล่อมเกลาทางสังคม ถ้ากล่อมเกลาทางสังคมถ้าไม่ดีนะครับ ปทัสถานของประเทศเราจะเปลี่ยน แต่เดิมสมมุติ ปทัสถานของเราเคยใช้กันอยู่ว่าผู้น้อยจะต้องให้ความเคารพผู้ใหญ่ เคารพนี้ไม่ใช่แปลว่า เกรงใจทุกเรื่องนะครับ ก็คือให้เกียรติ ไม่ใช่ว่าแตกต่างกันนะครับ แต่วันหนึ่งถ้ามีการสื่อสาร ที่เปลี่ยนทัศนคติของคนหรือทําให้นอร์ม (Norm) เปลี่ยนสังคมเราก็จะเปลี่ยนความน่ารัก หรือความอบอุ่นออกไป สิ่งเหล่านี้ที่เห็นง่าย ๆ หรือแม้กระทั่งการเสพความหยาบ ความหยาบเป็นต้นเหตุของความรุนแรงในสังคมนะครับ ภาษาหยาบเราเห็นในโซเชียลมีเดีย (Social Media) เยอะมาก แล้วก็ไม่เคยมีใครดูแล สมัยก่อนถ้าเป็นแมสมีเดีย (Mass Media) นะครับ ยุคก่อนก็มี กบว. ถ้าทีวี (TV) หรือวิทยุไหน สื่อที่มีคําหยาบออกมาก็จะถูกลงโทษ แต่ว่าวันก่อน กสทช. ก็เพิ่งปรับทีวี (TV) ไปเจ้าหนึ่ง ๒๐๐,๐๐๐ กว่าบาท อันนั้นเป็นภาพ ที่รุนแรง สิ่งเหล่านี้ถามว่าจําเป็นไหม ผมว่าจําเป็นต้องมี คนก็จะพูดนะครับว่าสังคม ประชาธิปไตยต้องมีเสรีภาพ แต่คนที่พูดนี้รู้ไม่จริง เพราะเสรีภาพที่ว่านี้นะครับ ถ้าไปดูทฤษฎี สัญญาประชาคม มนุษย์นี้เกิดมามีเสรีภาพมากับตัวเองมาตั้งแต่การเกิด มีอิสรภาพ อันนี้จริงครับ แต่เมื่อเรารวมกันเป็นสังคมแล้ว มนุษย์ทุกคนยอมสละอํานาจ ยอมสละเสรีภาพ และอิสรภาพของตัวเองบางส่วนไปให้กับรัฐ เพื่อให้รัฐจัดระเบียบปกครองเพื่อให้สังคม มีความสงบสุข เป็นอย่างนี้ครับ ฉะนั้นเสรีภาพจึงมีขีดจํากัด การสื่อสารจําเป็นจะต้องมี การดูแล มิฉะนั้นคอนเทนต์ (Content) หรือเนื้อหาที่เป็นพิษจะแพร่ไปทั่ว แล้วในระยะหลังนี้ แม้กระทั่งการก่อการร้ายที่จะไปปลูกทัศนคติของคนในประเทศนั้น ๆ ไม่ต้องนําเข้าแล้วครับ ผู้ก่อการร้ายเดี๋ยวนี้ไม่ต้องนําเข้า แค่ส่งข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย (Social Media) ไป แล้วคนในประเทศนั้นเสพย์ เสพย์แล้วอิน (In) ภาษาวัยรุ่นเขาอิน (In) แล้วก็พอรู้สึกจนถึง จุดแตกหักตัวเองก็จะขับรถไปชนคน เอามีดไปไล่แทงคน หรืออะไรก็แล้วแต่ สิ่งเหล่านี้ผมว่า ประเทศเราไม่ดูไม่ได้นะครับ ทีนี้เรากลัวครับกลัวเจ้าพ่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) บริษัทใหญ่ ๆ ระดับโลกว่าถ้าเราไปปิดเขาแล้วก็จะถูกเขาโวยวายต่อต้าน หรือทําให้ประเทศ เราล่มจม ผมไม่เชื่ออย่างนั้นนะครับ วันก่อนอียู (EU) ปรับกูเกิล (Google) ไป แค่ว่าข้อหา ผูกขาด เวลาเซิร์ช (Search) เปรียบเทียบราคากูเกิล (Google) มีอยู่เจ้าเดียว ทําได้เจ้าเดียว เขาปรับเลยครับ อียู (EU) เขาปรับ ไม่เห็นเขากลัวกูเกิล (Google) เลยครับ ทีนี้ถามว่า ประเทศเราละครับ ผมว่าเขาก็จะอ้างว่าเวลาเราเห็นข้อความที่ไม่ควรจะมีอยู่ในประเทศไทย เราบอกว่าให้เขาแก้ เขาบอกไม่แก้ เป็นเสรีภาพเขา ผมก็มีเสรีภาพผมนะครับ นี่แผ่นดิน ของผมครับ คุณก็ไม่ต้องมาสื่อบนแผ่นดินนี้ ประเทศจีนเขาปิดไปเลยครับ บางโซเชียล (Social) นี้เขาปิดไปเลยครับ ไม่เห็นเขากลัวอะไรเลยครับ เพราะว่าอย่างนี้ครับท่านประธาน ไม่ว่าจะโซเชียลมีเดีย (Social Media) หรืออะไรพวกนี้เขาทําธุรกิจครับ คนทําธุรกิจไม่อยาก มีเรื่อง ถ้าเขาจะสื่อข้อความที่เป็นพิษ หรือยอมให้ข้อความที่เป็นพิษอยู่ในแพลตฟอร์ม (Platform) เขา เราต้องกล้าปิดครับ จะใช้อํานาจศาล ใช้อะไร เอาเลยครับ ออกกฎหมายมา ห้ามเด็ดขาดครับ พูดไม่รู้เรื่องปิดมันทั้งหมดเลยครับ นี่ข้อเสนอข้อที่ ๑ นะครับ ถ้าขอให้เขา พิจารณาแล้วคุณก็ไปโชว์ที่ประเทศอื่นก็แล้วกัน ประเทศนี้ แผ่นดินนี้มันของผมครับ ผมไม่ยอมให้คุณเอาข้อความที่ไม่ดีมาแพร่ให้ลูกหลานผม

ประเด็นที่ ๒ นะครับ ยังไม่มีในรายงานนี้ นั่นก็คือความรับผิดชอบของ ผู้ให้บริการ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (Internet) นี้นะครับ รับสตางค์อย่างเดียวครับ คุณต้อง รับผิดชอบด้วยครับ มันรับเหมือนกัน อันหนึ่งรับผิดชอบ อันหนึ่งรับสตางค์ ผมมองอย่างนี้ว่า เมื่อผู้ให้บริการทราบแล้วว่ามีการกระทําผิด เราไม่ต้องไปตั้งศูนย์ไอซอก (ISOC) หรอกครับ มีเหมือนกัน มีที่แคท (CAT) แล้วก็ทีโอที (TOT) ตั้งมานานแล้วด้วยศูนย์นี้คอยบล็อก (Block) ข้อมูลที่จะเป็นพิษกับประเทศ กับสังคมไทย แต่ในภาคเอกชนนี้เราไม่กล้าไปบล็อก (Block) เขา ผมบอกไม่ต้องไปบล็อก (Block) ครับ บล็อก (Block) เสร็จปุ๊บเขาก็บอกเดี๋ยวเป็นซิงเกิล เกตเวย์ (Single Gateway) ไม่มีครับ ผมเอาอย่างนี้เลยครับ ถ้าเกิดคุณปล่อยให้ข้อความ อย่างนี้ผ่านเครือข่ายคุณนะ ผมถือว่าคุณเป็นตัวการ ตัวร่วมในการกระทําผิด ผมจะแก้ กฎหมายอาญาครับ เอาแค่เรื่องเดียวครับ รับรองครับเขาจะไปตั้งระบบเหมือนซิงเกิลเกตเวย์ (Single Gateway) ของเขาเองนะครับ หรือศูนย์ไอซอก (ISOC) เขาจะต้องตั้งและดูแล เขาเอง ไม่อย่างนั้นคุณรับสตางค์แล้วคุณต้องรับผิดชอบกับประเทศนี้ด้วย รัฐบาลก็ไม่ต้อง ถูกตําหนินะครับว่าจะไปเป็นเผด็จการ จะไปบล็อก (Block) ข้อมูลข่าวสารอะไร ไม่ต้องครับ เพียงแต่ให้ผู้ให้บริการรู้จักรับผิดชอบสังคม ผมมีข้อเสนอ ๒ ประการครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านต่อไปขอเชิญ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการบริหาร สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสในการอภิปรายเรื่องของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนด้านสื่อสารมวลชน คือวาระปฏิรูปผลการศึกษาและข้อเสนอแนะ การปฏิรูปการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) กระผมมีความเห็นสอดคล้องกับ กรรมาธิการว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญเกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ แล้วนับวันจะยิ่งมีการเข้าถึงสื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) มีการใช้กันอย่างกว้างขวาง ในหลายช่องทาง ปัญหาต่าง ๆ ที่กรรมาธิการได้หยิบยกมาให้ดู ๘ เรื่องนี้ แล้วในแต่ละเรื่อง ก็มีข้อย่อยอีกหลายเรื่อง ไม่น่าเชื่อว่าสื่อออนไลน์ (Online) เช่น เฟซบุ๊ก (Facebook) กูเกิล (Google) หรือไลน์ (Line) ที่เราใช้กันอยู่นี้ จะสามารถสร้างปัญหา สร้างความไม่ชอบธรรม ให้กับผู้เข้าถึง ผู้เข้าใช้ได้อย่างมากมายขนาดนี้ เพราะฉะนั้นการที่มีแนวคิดที่จะปฏิรูป ไม่ว่า จะเป็นการหามาตรการต่าง ๆ ในด้านการส่งเสริมจริยธรรมในด้านการให้เข้าถึงการใช้สื่อของ ผู้ใช้สื่อบางกลุ่ม บางประเภทผมก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ถึงเวลาที่เราจะต้องทํา แล้วก็คงจะต้องใช้ ความร่วมมือจากหลาย ๆ ฝ่ายในการที่จะดําเนินการในเรื่องนี้ เพราะว่ามาตรการทาง กฎหมายแต่อย่างเดียวนั้นคงไม่สามารถที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาของโซเชียลมีเดีย (Social Media) ที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวันนี้ได้ อย่างตัวอย่างที่เราเห็นที่เกิดขึ้นนี้เช่นในเรื่องการล่อลวงทาง ธุรกิจ อันนี้เกิดขึ้นเป็นประจําแทบจะทุกสัปดาห์ ทุกเดือน ก็จะมีผู้มาร้องต่อเจ้าหน้าที่ ถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น ที่เขาโดนล่อลวงให้หลงเชื่อ แล้วก็ลงทุนไปในธุรกิจบางอย่าง ผ่านการซื้อขายออนไลน์ (Online) หรือขายตรงทางออนไลน์ (Online) ซึ่งเดี๋ยวนี้เป็นกิจกรรม เป็นกิจการที่เฟื่องฟูมีการทํากันมาก ในส่วนที่เป็นของดีก็มี แต่ส่วนที่ล่อลวงทําให้เกิดความ เสียหายเป็นสิบเป็นร้อยล้านก็เกิดขึ้นอยู่เนือง ๆ เพราะฉะนั้นก็เป็นปัญหาหนึ่งของการใช้สื่อ ออนไลน์ (Online) อีกประเด็นหนึ่งในเรื่องของเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม ถ้าเราพูดถึงเนื้อหาที่ ยั่วยุทางเพศหรือว่าหนังโป๊นี่ เป็นธุรกิจใหญ่มากบนสื่อออนไลน์ (Online) ผมอ่านคร่าว ๆ ธุรกิจนี้มีมูลค่าเป็นแสนล้านต่อปี แล้วก็ยังมีสถิติอีก ในบางประเทศผู้ที่ใช้สื่อออนไลน์ (Online) เกินร้อยละ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของการใช้ ใช้เพื่อดูหนังโป๊หรือดูภาพที่ถือเป็นภาพยั่วยุ ทางเพศ อันนี้เราจะมีมาตรการต่อสิ่งเหล่านี้อย่างไร จะถือว่าผิดกฎหมายหรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่ จะต้องพิจารณากันต่อไป เรื่องที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด อันนี้ก็แปลกมาก ผมว่าต่างประเทศ เขาคงไม่ค่อยมี แต่คนไทยชอบ ชอบทํากันจริง ไม่ทราบว่าคนทําเป็นโรคจิตหรือเปล่า ล่าสุดรัฐบาลต้องออกมาแถลงบอกว่าวันหยุดอย่างเป็นทางการในช่วงถวายพระเพลิง พระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ นั้น หยุดแค่วันเดียวคือวันที่ ๒๖ ตุลาคม แต่ก็มีคนพยายามจะใส่ว่าหยุด ๙ วัน ตั้งแต่วันก่อนจนถึงวันหลัง แล้วคนก็เชื่อกัน รัฐบาลต้องออกมาแถลง เรื่องการยกเลิกเงินของต่างประเทศก็มีบ่อยมาก ล่าสุดนี้ก็บอกว่า แบงก์ ๕๐๐ ยูโร เขาจะยกเลิก เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็ทําให้เกิดความเข้าใจผิด ทําให้ เกิดผู้ที่ไม่ตรวจสอบข้อมูล ก็อาจจะทําให้ถึงกับมีความคิดเสียเงินเสียทองไปจองทริป (Trip) ไปต่างประเทศ เพราะเห็นมีวันหยุดเยอะแยะนะครับ เพราะฉะนั้นก่อให้เกิดความเสียหาย ได้เช่นกัน กระผมจึงเห็นด้วยนะครับ แล้วก็สนับสนุนแนวความคิดของกรรมาธิการที่จะ ปฏิรูป ซึ่งกรรมาธิการได้แบ่งห้วงเวลาการปฏิรูปเป็น ๒ ช่วง เป็น ๒ กลุ่มมาตรการ คือการ ปฏิรูปในระยะเร่งด่วน ที่เรียกว่าควิกวิน (Quick Win) ซึ่งมีอยู่ ๕-๖ ประเด็น บางเรื่องผมก็ สนับสนุน บางเรื่องผมก็มีข้อสังเกต อย่างเช่นการจัดระบบการเข้าถึงสื่อออนไลน์ (Online) ก็ได้พูดถึงว่ามีการใช้โทรศัพท์ตั้งเกือบ ๑๐๐ ล้านเครื่องแล้ว จะมีมาตรการอย่างไร แต่ที่ผม ค่อนข้างจะไม่ค่อยจะเห็นด้วยคือการที่เราจะไปบังคับว่าจะไปซื้อโทรศัพท์สักเครื่องหนึ่งต้อง มีการสแกน (Scan) นิ้ว แล้วก็ใช้ใบหน้าเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของเหมือนกับไปทําพาสปอร์ต (Passport) หนังสือ เดินทาง อันนี้ก็ไม่ทราบว่ามีประเทศไหนในโลกเขาใช้อยู่หรือเปล่านะครับ อยากจะเรียนถาม กรรมาธิการ ซึ่งเป็นแนวคิดของ กสทช. ที่จะดําเนินการ ต้นเหตุก็คงมาจากความไม่มั่นคง ไม่ปลอดภัยในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ถ้าจะมาบังคับใช้ทั่วประเทศก็คิดว่าคงจะ เป็นเรื่องที่อาจจะเกินกว่าความสมควรหรือไม่ และเป็นเรื่องที่จะขัดต่อสิทธิมนุษยชนหรือไม่ เพียงใด เพราะลําพังแค่บัตรประชาชนมันก็บอกอะไรได้ทุก ๆ อย่างอยู่แล้ว อีกอันหนึ่งคือ เรื่องของการจัดตั้งศูนย์กลางบริหารจัดการข้อมูลผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ คือเสนอให้ กสทช. จัดตั้งศูนย์กลางขึ้นมาควบคุมหมดเลยว่า ๙๐ ล้านเครื่องนี่อยู่ที่ใคร เครือข่ายไหน อย่างไร เจ้าของชื่ออะไร เวลาต้องการจะตรวจสอบก็สามารถตรวจสอบไปได้ ซึ่งผมคิดว่าก็คงจะเป็น ข้อเสนอที่อาจจะเหมือนกับขี่ช้างจับตั๊กแตน เพราะว่าโอเปอเรเตอร์ (Operator) ในด้าน เน็ตเวิร์ก (Network) เขาก็มีอยู่แค่ ๔-๕ เจ้าเองในประเทศไทย แล้วเขาก็มีการลงทะเบียน มีการควบคุมผู้ใช้ของเขาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อจะให้ กสทช. มาตั้งศูนย์ขึ้นอีก ใช้คน ไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยคน อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือ ผมคิดว่าจะเป็นการสิ้นเปลือง ซ้ําซ้อน ที่ไม่แน่ใจว่าจะเกิดประโยชน์คุ้มค่าหรือไม่ อันนี้ก็ฝากเป็นข้อสังเกตไป แต่ที่เห็นด้วยอย่างยิ่ง คือการจํากัดจํานวนการลงทะเบียนการใช้งานของแต่ละบุคคล คือการเป็นเจ้าของซิม (Sim) ถ้าใครติดตามในสัก ๒-๓ สัปดาห์ที่ผ่านมา มีชาวต่างชาติมาทําธุรกิจรับกดไลก์ (Like) ไม่น่าเชื่อนะครับมีคนคิดได้ขนาดนั้น คนหนึ่งไปซื้อซิม (Sim) มาตั้ง ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ ซิม (Sim) รวม ๆ กันแล้วผมเข้าใจว่าแสนกว่าซิม (Sim) เพราะฉะนั้นถ้าใครไปประกวดนางงาม ใครไปประกวดร้องเพลง หรืออยากให้ใครเป็นนักกีฬาดีเด่นประจําปี ไปบอก ติดต่อไปที่นี่เลย นะครับ อาจจะคิดเงินสักหมื่นสองหมื่น เขากดทีเดียวได้แสนกว่าเบอร์เลยครับ แล้วใครจะไป สู้ได้ เพราะฉะนั้นผมว่าเราต้องกลับไปตรวจสอบแล้ว พวกที่ประกวดร้องเพลงนี่ บางครั้งก็ ขัดตาผม ว่าคนนี้ไม่น่าจะได้เลยแต่ทําไมถึงได้ อาจจะเป็นเพราะว่าเขารู้ที่ที่จะกดไลก์ (Like) ทีละแสนเบอร์ ทีละ ๕๐,๐๐๐ เบอร์ เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นสิ่งที่อันตราย เป็นสิ่งที่ทําให้เกิด ความไม่ยุติธรรม ผมคิดว่าจะต้องดําเนินคดีกับคนเหล่านี้อย่างจริงจัง แล้วก็รวมถึงมาตรการ ว่าคนหนึ่งจะมีซิม (Sim) สัก ๕ ซิม (Sim) นี่ผมว่ามันก็เยอะแล้วนะ ผมมีอยู่ซิม (Sim) เดียว เบอร์โทรศัพท์ก็ถือเครื่องเดียว ก็ไม่เข้าใจว่าทําไมเราไม่จํากัดว่าในเมื่อเราจะต้องซื้อซิม (Sim) ด้วยบัตรประชาชนแล้ว ทําไมปล่อยให้เขาไปซื้อได้ทีตั้งเป็นพัน ๆ ซิม (Sim) อันนี้ไม่รู้ แนวคิดนี้ทําไมไม่เกิดขึ้นกับผู้ที่บริหารจัดการในด้านนี้อีกอันหนึ่งที่ผมก็คิดว่ามันก็คงจะเป็น การละเมิดสิทธิหรือเปล่า อันนี้ต้องสอบถามไปที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนว่าให้ทุกคน เปิดเผยข้อมูลพื้นฐานของผู้ครอบครองโทรศัพท์มือถือ แปลว่าถ้าเขาเห็นเบอร์ผม เขาอยากรู้ ว่าผมเป็นใครเขาก็โทรไปที่ศูนย์กลาง เหมือนกับตํารวจโทรศัพท์ไปที่กรมการขนส่งทางบก เพื่อจะเช็ก (Check) ว่าทะเบียนที่มันวิ่งเร็วเกินกว่ากําหนดเป็นของใคร เอามาใช้กับโทรศัพท์ อันนี้ผมคิดว่าก็ไม่น่าที่จะเป็นสิ่งที่ถูกต้องว่าใครอยากจะรู้ว่าใครเป็นเจ้าของเบอร์นี้ก็โทรศัพท์ ไปเช็ก (Check) ได้ เหมือนกับในอดีตเรามีเยลโลว์เพจ (Yellow Pages) เดี๋ยวนี้บ้านผม ไม่ได้รับแล้วไม่ทราบว่ายังมีคนพิมพ์แจกอยู่หรือเปล่านะครับ ตอนมือถือมาใหม่ ๆ มีเยลโลว์ เพจ (Yellow Pages) ของมือถือด้วย เพราะฉะนั้นอันนี้ก็ฝากไว้ว่าถ้าจะให้เฉพาะเจ้าหน้าที่ ตรวจสอบผ่านเครือข่าย ในเมื่อต้องการที่จะพิจารณาว่ามันเป็นเรื่องที่มีผู้กระทําผิดกฎหมาย อย่างเช่น ต้องการเช็ก (Check) คนนี้ไปวางระเบิด ว่าในอดีตเขาโทรศัพท์คุยกับใครบ้าง อะไรบ้าง อย่างนี้อาจจะเป็นราย ๆ ไป แต่ไม่ใช่ว่าเปิดเสรีให้ใครก็ได้ที่ต้องการรู้ว่าใครเป็น เจ้าของเบอร์นี้ก็ได้ มันคงจะวุ่นวายพอสมควร ด้วยเวลาที่จํากัดผมก็ขอจบการอภิปราย เพียงแค่นี้ แล้วขอสนับสนุนรายงานนี้ครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านต่อไปนะครับ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม อดีตสมาชิก วุฒิสภา ขอเชิญครับ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญมาก แต่เสียดายที่เราพยายามที่จะเร่งแล้วก็บีบเวลาสมาชิกก็คงจะพยายามคุมไม่ให้เกิน ๑๐ นาที อย่างที่ท่านประธานกําหนด มีประเด็นที่ผมอยากจะเสริมแล้วก็อยากจะให้ทางกรรมาธิการ ท่านช่วยกรุณาไปพิจารณาเพิ่มเติมนะครับ รายงานของท่านผมอ่านดูเร็ว ๆ แล้วเกือบทั้งเล่ม ครับ ผมเห็นด้วย ผมก็จะไม่พูดซ้ําในประเด็นที่ทางกรรมาธิการได้นําเสนอเอาไว้ซึ่งคิดว่า มีความสมบูรณ์ในระดับดีเยี่ยม สิ่งที่ผมอยากขออนุญาตเสริมท่านประธานกรรมาธิการ ช่วยพิจารณาก็คือท่านพูดถึงเรื่องกฎหมายที่จะต้องมีการปรับแก้มีการพิจารณาดําเนินการ ในการปฏิรูปของทางกรรมาธิการที่จะเสนอขั้นตอนต่อไปนั้นมีอยู่ ๒-๓ ฉบับเท่านั้น แต่ผม คิดว่ายกตัวอย่างก็คือ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ที่ท่านเสนอไว้ พ.ร.บ. วัฒนธรรมแล้วก็อะไร อีกอันหนึ่งจําไม่ได้ แต่มีกฎหมายอีกฉบับหนึ่งที่ผมเห็นว่าท่านสามารถหยิบยกขึ้นมาใช้ได้ ปรับแก้ในบางมาตราบางวรรคบางข้อความทําแล้วจะมีความสมบูรณ์แล้วก็จะสามารถ ให้ประโยชน์ต่อการคุ้มครองในเรื่องของผู้บริโภคต่อสื่อออนไลน์ (Online) ได้ เพราะฉะนั้น กฎหมายที่ผมพูดถึงนั้นคือกฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค ท่านไปดูเถอะครับ เรื่องนี้จริง ๆ เป็นเส้นผมบังภูเขาจริง ๆ มีการพิจารณาดําเนินการต่าง ๆ พยายามที่จะให้ มีการแก้ไข พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภคมาพอสมควร แต่ละเลยถูกละเลยไม่ได้รับความสนใจ กฎหมายที่อยู่คู่กับ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภคคือพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค ความสําคัญของเรื่องนี้คืออยู่ที่คําจํากัดความของข้อความต่าง ๆ ที่อยู่ในเรื่องของผู้บริโภค ไม่ว่าคําว่า โฆษณา ไม่ว่าคําว่า สื่อโฆษณา ไม่ว่าคําว่า บริการ ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น ถ้าอ่าน ดูแล้วยังมีความคลุมเครือยังมีความสับสนว่าสิ่งที่เขียนไว้ในกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคนั้น ครอบคลุมถึงการใช้สื่อออนไลน์ (Online) หรือไม่ ผมเคยเรียนปรึกษาผู้พิพากษาบางท่าน ให้ท่านอ่าน ๒ รอบ ๓ รอบ ท่านก็บอกว่าน่าจะครอบคลุมนะ แต่ขณะที่นักกฎหมายบางคน เขาบอกว่าไม่ครอบคลุม เพราะในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคนั้นพูดถึงคุ้มครอง ผู้บริโภคในกรณีที่ใช้สินค้าหรือบริการ ต้องมาดูความหมายว่าข่าวสารต่าง ๆ ที่ปรากฏในสื่อ ออนไลน์ (Online) นั้นเป็นสินค้าหรือเป็นบริการ บริการนั้นคือข้อความต่าง ๆ ที่ถูกส่งจาก ผู้ริเริ่มคนแรกหรือแชร์ต่อกันมานั้นผู้ที่มาอ่านภายหลังนั้นคือผู้ใช้บริการหรือไม่ ยังตีความ ที่แตกต่างกัน ประโยชน์ตรงนี้มีอย่างไรครับ มีตรงที่ว่าถ้าท่านใช้ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์นั้น ผู้ฟ้องผู้กระทําความผิดหรือผู้เสียหายนั้นอยู่ในวงจํากัดวงหนึ่ง การดําเนินการมีความยุ่งยาก พอสมควร แต่ถ้าใช้ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภคนั้น และใช้พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดี ผู้บริโภคนั้นมีการฟ้องแทนได้ ไปศาลไปที่สํานักงานคุ้มครองผู้บริโภคบอกว่าผมได้รับ สื่อออนไลน์ (Online) อย่างนี้เป็นข้อความที่พูดถึงสินค้า เป็นข้อความที่พูดถึงมีความผิด ตามมาตรา ๑๑๒ เป็นข้อความที่โป๊อนาจารลามกหรืออะไรต่าง ๆ เหล่านี้ การฟ้องมันจะ ดําเนินการได้ง่ายขึ้น และวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคนั้นเป็นระบบไต่สวนการดําเนินการนั้น ไม่ต้องวางมัดจําเงินศาล ไม่ต้องไปฟ้องแพ่งฟ้องอาญาอะไรให้เสียเวลา วิธีนี้จะทําให้ โพรไวเดอร์ (Provider) หรือผู้ดําเนินการในระบบอินเทอร์เน็ต (Internet) เฟซบุ๊ก (Facebook) หรืออื่น ๆ จะมีความระวังมากขึ้น เขาจะต้องตั้งศูนย์ในการกลั่นกรองในการ อย่าเรียกว่าเซนเซอร์ (Sensor) ในการกลั่นกรองในการพิจารณาข้อความต่าง ๆ ที่จะปรากฏ ไปสู่ผู้บริโภค ท่านเพียงแต่ไปแก้ข้อความว่าผู้บริโภคนั้นหมายถึงอะไร บริการนั้นหมายถึง อะไร ผมจะยกตัวอย่างซึ่งเป็นความล้าสมัยของกฎหมาย ท่านประธานครับ สื่อโฆษณาในกฎหมาย พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภคอันนี้ยังโบราณมาก สื่อโฆษณา หมายความว่า สิ่งที่ใช้เป็นสื่อในการโฆษณา เช่น หนังสือพิมพ์ สิ่งพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ ไปรษณีย์โทรเลข โทรศัพท์หรือป้าย แม้จะมีข้อความว่า โทรศัพท์ผมได้ถามผู้รู้แล้ว โทรศัพท์นี้หมายถึงโทรไปโฆษณาสินค้านะครับ ไม่ใช่หมายถึง สื่อออนไลน์ที่ปรากฏในโทรศัพท์ เพราะฉะนั้นแค่คําว่า สื่อโฆษณา นี้ก็ตกยุคแล้ว เวลานี้ สื่อออนไลน์ที่มันปรากฏอยู่ในโทรศัพท์มือถือสมาร์ตโฟน (SmartPhone) วิจิตรพิสดาร ก้าวล้ํานํายุคไปมากกว่านั้นมากมายหลายร้อยหลายพันเท่า แต่ว่ากฎหมายฉบับนี้ยังไป ไม่ถึงถ้าผมจะฟ้องตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภคสื่อโฆษณา ผมหาสื่อออนไลน์ (Online) ไม่เจอ ผมก็ไม่มีสิทธิที่จะไปฟ้องดําเนินการใดได้ ท่านประธานครับ การโฆษณาที่ขยายความ ตรงนี้เพื่อให้ทางกรรมาธิการท่านช่วยกรุณาตระหนักและหาทางแก้ไขมาตรการ เพราะว่า ผมเป็นกรรมาธิการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม และสมัยที่เป็น ส.ว. ที่ดูแลกรรมาธิการ สาธารณสุขนั้นเราได้รับการร้องเรียนเรื่องนี้เป็นอันมาก เรื่องการโฆษณาบรรดาสรรพสินค้า ทั้งหลาย ยารักษาโรค ไม่ว่าจะเป็นยา อ้างว่าเป็นยาแผนปัจจุบัน ยาสมุนไพรหรืออะไร ก็แล้วแต่ที่โฆษณากันโอ้อวดเป็นเท็จ โฆษณาเกินความเป็นจริง รักษาได้เกือบทุกโรค เบาหวาน ความดัน ไขมันสูง สิว ฝ้า ไปจนถึงมะเร็ง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ปรากฏอยู่ ผู้บริโภค เขาเดือดร้อน เขาก็ไม่รู้ว่าเป็นจริงหรือไม่เป็นจริง เขามาถาม มาหากรรมาธิการ กรรมาธิการ ก็บอกว่าให้ลองไปร้องกับ อย. อย. ก็ปัดไปบอกว่าให้ไปร้องกับ กสทช. กสทช. บอกว่า เกินขีดความกฎหมายแล้วต้องไปร้องกับคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ก็โบ้ยกันไปโบ้ยกันมา เขาไม่รู้จะไปไหนเขาก็จึงมาหากรรมาธิการ เพราะฉะนั้นสิ่งที่กรรมาธิการเสนอไว้ในเอกสาร เรื่องของการบูรณาการในการดําเนินการต่าง ๆ นั้น ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เรื่องสินค้า และบริการที่โฆษณาโอ้อวดเกินความเป็นจริง โฆษณาเท็จนั้นถ้าได้มีบูรณาการของหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน มีสิ่งที่ขออนุญาตที่จะอ่านให้ทางสมาชิก ทางกรรมาธิการท่านช่วยกรุณาไปพิจารณา ว่าในกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคนั้นพูดถึง สิทธิของผู้บริโภคซึ่งผมเห็นว่านี่คือเส้นผมบังภูเขาที่ควรจะได้มีการแก้ไข มาตรา ๔ ผู้บริโภค มีสิทธิได้รับความคุ้มครองดังต่อไปนี้ ข้อ ๑ สิทธิที่จะได้รับข่าวสารรวมทั้งคําพรรณนา คุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ ข้อ ๒ สิทธิที่จะมีอิสระในการ เลือกหาสินค้า หรือบริการ ข้อ ๓ สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าหรือบริการ ข้อ ๔ สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาและชดเชยความเสียหาย ความสําคัญที่สุดอยู่ที่ข้อ ๑ ครับ สิทธิที่จะได้รับข่าวสาร รวมทั้งคําพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้า และบริการ แต่ข่าวสารนั้นไม่ได้มีการขยายความให้ชัดเจน ในนี้พูดถึงข่าวสารเกี่ยวกับสินค้า และบริการเท่านั้นครับ แต่เนื้อหาหรือคอนเทนต์ (Content) ของข่าวสารเองล่ะ จําเป็น จะต้องเป็นเท็จ จําเป็นจะต้องมีคุณภาพเพียงพอหรือไม่ เพราะฉะนั้นผมเห็นว่ากฎหมาย ฉบับนี้ถ้าท่านจะดําเนินการจะแก้ไขปัญหาเรื่องของสื่อออนไลน์ (Online) ที่มีปัญหา อยู่ในเวลานี้ได้มาก ท่านเพียงแต่เพิ่มวรรคสองของ (๑) ของมาตรา ๔ ขยายความคําว่า ข่าวสาร ท่านอยากจะให้ข่าวสารนี้เป็นข่าวสารประเภทใด ข่าวสารที่เป็นเท็จ ข่าวสารที่ไม่ผิด กฎหมาย ข่าวสารที่ไม่มอมเมาเยาวชน ข่าวสารที่ไม่เป็นก้ํากึ่งผิดมาตรา ๑๑๒ อะไรต่าง ๆ ท่านสามารถที่จะดําเนินการได้ ท่านกรุณารับไปพิจารณาดําเนินการเรื่องนี้ ขอบคุณมากครับ ท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสํานักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน ท่านได้ขออนุญาตที่จะอภิปรายเป็นคนสุดท้ายนะครับ ขอเชิญครับ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กราบขอบคุณ ท่านมากครับ กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๓ เอกสารของท่าน กรรมาธิการฉบับเรื่องผลการศึกษาและข้อเสนอแนะการปฏิรูปการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) นี้นะครับ ผมคิดว่าสั้น กระชับ ทันสมัยตรงกาลเวลา ปัจจุบันนี้ท่านครับ ถ้าเกิดเป็นคนไทยแล้วใครไม่มีโทรศัพท์มือถือถือว่าค่อนข้างจะตกกรอบมาตรฐานไปเสียแล้ว ทุกคนมีหมดนะครับ แล้วก็มีมากกว่า ๑ เครื่องก็เยอะ ทีนี้คําถามว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้น ในสังคมไทยเราไปห้ามได้ไหม คงไม่ได้ ท่านจะห้ามผมไม่ให้หยิบมือถือแล้วส่งภาพดี ๆ หรือส่งข้อความดี ๆ ไปยังคนอื่นโดยเฉพาะครอบครัวคงไม่ได้ เขาเรียกปิดกั้นเสรีภาพ เหมือนเมื่อสักครู่ที่ระเบียบวาระที่แล้วผมไปหาภาพความสามัคคีของมดที่ต่อตัวกันนะครับ มีคนโทรศัพท์มาขอผมเยอะเลยว่ามาจากไหนอย่างไรนะครับ นั่นคือแสดงถึงความสามัคคี ยกตัวอย่างนะครับ ผมไม่ได้เป็นคนทํานะครับขอประทานโทษครับผมไปหามาจากสื่อ ออนไลน์ (Online) คือโซเชียล (Social) นี่นะครับไปหาทางอินเทอร์เน็ต (Internet) มา ทีนี้ที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพก็คือว่า ท่านครับสังคมไทยผมคิดว่า ยุ่งขึ้นทุกวัน แข่งกันที่ว่าใครจะส่งอินเทอร์เน็ต (Internet) ส่งข้อความไปทางสื่อได้เร็วกว่ากัน พอรับมาปั๊บส่งปุ๊บทันทีโดยไม่ได้ได้ตรวจสอบเสียก่อนว่ารูปภาพนั้น ข้อความนั้นถูกต้อง หรือไม่ แล้วในบางเรื่องบางโอกาสก็ไปหมิ่นเหม่ต่อการล่วงล้ํากล้ํากลายสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น แล้วบางเรื่องบางราวที่ส่งกันไปนี่นะก็ไปกระทบต่อความมั่นคงของชาติบ้านเมือง นอกจาก ความมั่นคงของชาติบ้านเมืองในเรื่องปกติธรรมดา เรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ตกใจ นะครับ หรือท่านจะเห็นการโฆษณาผ่านสื่อโฆษณาสินค้า คนที่ไม่รู้เชื่อก็จ่ายของแพงไป ทีนี้ในรายงานของท่านมีหลายเรื่องที่ผมคิดว่าน่าสนใจ หน้า ๑ ท่านก็ว่ามาเลย สังคมก้มหน้า ท่านไปดูเลยทุกคนอยากไปอบรมหลักสูตรดี ๆ เช่น วปอ. ซึ่งกําลังจะเปิดในเดือนตุลาคมนี้ ก็ต้องไปนะครับหลักสูตรต่าง ๆ แล้วท่านไปดูได้เลยในสังคมของผู้ไปอบรมนะครับเกินครึ่ง ของเวลาในการฟังการอบรมนะครับ สมมุติว่าช่วงแรก ๓ ชั่วโมงทุกคนก้มหน้าหมด ทั้งส่ง ทั้งรับร้อยแปดจิปาถะถามว่าฟังวิทยากรสักกี่เปอร์เซ็นต์ ร้ายไปกว่านั้นผมมีเพื่อนฝูงเป็น อาจารย์มหาวิทยาลัยเยอะท่านไปดูในมหาวิทยาลัยสิครับ ไม่ใช่ในมหาวิทยาลัยอย่างเดียว ในโรงเรียนระดับมัธยมประถมขึ้นไปนะครับนี่ก็สังคมก้มหน้าที่ท่านเขียนมานี้ผมโดนใจนะ แล้วจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ถ้าไปค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ที่อาจารย์พูดนี่น่าเชื่อถือไหมหรือไปขอ เพิ่มเติมสิ่งที่อาจารย์สอนมันก็อีกเรื่องหนึ่งนะแต่ไม่ใช่หรอกครับเกิน ๘๐ เปอร์เซ็นต์เป็นเรื่อง ไม่ค่อยจะมีสาระ สิ่งต่าง ๆ ที่ผมกราบเรียนท่านประธานมาว่านี้นะครับเราจะทําอย่างไร ถึงจะทําให้สังคมกลับมา สังคมก้มหน้าหรือโซเชียลมีเดีย (Social Media) มันทําให้ สังคมไทยที่ดี ๆ เราเริ่มเสื่อมโทรมลงเกือบทุกวัน เช่น ยกตัวอย่างในครอบครัว สมัยก่อน มีโทรศัพท์ยังไม่มีโซเชียลมีเดีย (Social Media) โทรศัพท์ คุณพ่อคุณแม่ วันนี้หนูขอกลับช้า ไปนิดหนึ่งนะหนูต้องทําการบ้าน คุณพ่อคุณแม่คะหนูอยากรับประทานโน่นนี่ คุณแม่ถ้ามี ช่วยเก็บไว้ให้หนูด้วยนะหนูไปช้ายังดูน่ารัก ๆ เดี๋ยวนี้ไม่ต้องแล้วกดไปเลย แม่หนูอยากกินนี่ แล้วก็อักขระวิบัติอีกนะครับ ภาษาวิบัติอีก แม่ก็ต้องปฏิบัติตาม ลูกก็ชิน ต่อไปนี้ถ้าพูดอะไร กับพ่อกับแม่จะขอเงินคุณพ่อพรุ่งนี้หนูต้องทํากิจกรรมอย่างนี้ ๆ หนูขอคุณพ่อสัก ๑๐๐ บาท ไม่ต้องแล้วสั่งไปทางโทรศัพท์เลยนิสัยอย่างนี้มันติดไปเรื่อย ๆ จนในบางหน่วยงานนะครับ เดี๋ยวนี้ไม่ต้องฟังผู้บังคับบัญชาไม่ต้องเข้าไปหาท่านแล้ว ขอโทษนะครับ นายครับ อธิบดีค่ะ อ้ายนู่นอ้ายนี่ว่าไปเลย ผมว่าถ้าเราไม่รีบทําเรื่องเหล่านี้สังคมเราจะ ลําบากขึ้น หลายท่านเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย มันมีโปรแกรมหนึ่งนะครับท่านประธาน ผ่านไปทางกรรมาธิการ ถ้าท่านไปตั้งองค์กรหรือจับผิดคน ไปฟังนะครับ เอ๊ะมันพูดกันลามก หรือเปล่า หรือทําลายสถาบัน ผมว่าจะมีสักเท่าไร นอกจากจะต้องสอนให้มีจิตสํานึก ในมหาวิทยาลัยในโลกนี้และมหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ ในประเทศไทย เวลาท่านทําวิทยานิพนธ์ เปิดมาเล่มหนา ๆ นี่นะครับ เวลาท่านส่งวิทยานิพนธ์ท่านจะต้องส่งสื่อไปด้วย พอวิ่งเข้าไป ในเครื่องปั๊บอาจารย์ที่ปรึกษาจะรู้เลย นี่พ่อสุรินทร์ เกือบทั้งหน้าท่านไปลอกของท่านพิสิษฐ์มา อาจารย์เขาอ่านมาแล้วแล้วเขาก็รู้ โปรแกรมอย่างนี้ท่านลองไปดูสิว่ามันสามารถจะมาใช้กับ ของท่านได้ไหม หรือเขาคิดแล้วเรายังไปไม่ถึง ถ้ายังไปไม่ถึงก็ฝากท่านประธานผ่านไปยัง ประธานกรรมาธิการ โดยเฉพาะประธานกรรมาธิการก็อยู่ กสทช. แล้ว ลองไปคิดอันนี้มาว่า ทันทีที่คุณส่งสื่อไปปุ๊บมันไปเข้าเครื่อง ไม่ใช่ท่านแอบฟังนะ เดี๋ยวจะเกิดต้นไม้พิษอีก ตามประสาของปรัชญาทางกฎหมายนี้นะครับ ถ้าท่านเอาสิ่งที่มีพิษไปเป็นพยานศาล ศาลไม่รับฟัง เช่น ท่านไปแอบดักฟังเขามาแล้วบอกอันนี้ใช่เลยเสียงนายสุรินทร์ ไม่ใช่นะ ไม่ได้นะ ท่านลองไปคิดดูสิว่ามันน่าจะมีได้ เพื่อแบ่งเบาภาระ แล้วไปดูคนที่มันไม่ได้เรื่อง ใช้สื่อออนไลน์ (Online) ไม่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง กับสังคม แล้วยังทําลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และทําลายญาติพี่น้องหรือประชาชนคนไทยเราด้วยกัน แม้แต่คนทั่วโลก ก็ไม่ควรจะทํา ผมคิดว่าแอปพลิเคชัน (Application) นี้น่าคิดค้น น่าจะให้ใครไปลองทําดู เพราะต่างประเทศมีแล้วในเรื่องแท่นก๊อปปี้หนังสือใครก็ได้ในโลกนี้ทั้งโลกเขาจะรู้ทันทีเลย เมื่อเอาเล่มของท่านไปวิ่งว่าท่านทับซ้อน หรือไม่อ้างอิงร้อยแปดจิปาถะ ผมฝากท่านประธาน ไปยังกรรมาธิการว่าผมเห็นด้วยในรายงานของท่าน แต่อยากจะเห็นมีสิ่งมีใหม่ ๆ เกิดขึ้น ในสังคมไทย โดยเฉพาะการตักเตือนเยาวชนคนไทยว่าอย่าได้ใช้มือถือส่งข้อความโดยไม่มี การไตร่ตรอง ไม่ได้ใช้สติปัญญาเสียก่อน เริ่มต้นในครอบครัวเราเสียก่อนก็แล้วกันนะครับ แล้วถ้าเราทํากันทุก ๆ ครอบครัวผมคิดว่าก็จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยมากยิ่งขึ้น ผมก็ เสนอเพียงเท่านี้ครับ กราบขอบพระคุณท่านมากครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ มีสมาชิกท่านใดจะใช้สิทธิอภิปรายแสดงความคิดเห็น ต่อรายงานฉบับนี้ไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)

ถ้าไม่มีผมขอปิดการอภิปรายนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการ และกรรมาธิการผู้ชี้แจงข้อซักถามของสมาชิก ขอเชิญครับท่าน พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ เชิญครับ

พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ก็ขอขอบพระคุณท่านสมาชิกที่ได้อภิปรายให้ข้อเสนอแนะต่าง ๆ นะครับ ขออนุญาตตอบ สั้น ๆ ก่อน ท่านสุรินทร์และท่านเฉลิมชัย ขอบพระคุณท่านเฉลิมชัยในเรื่องที่เสนอแนะ เกี่ยวกับกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค เราจะเพิ่มเติมในรายงานนะครับว่าควรจะต้องมีการ ปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อให้ครอบคลุมถึงเรื่องสื่อออนไลน์ (Online) ด้วยในรายงานที่จะเสนอไปยังรัฐบาลนะครับ

ในส่วนของท่านเลิศรัตน์ วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลกลาง การใช้ โทรศัพท์มือถือนี้ก็คือการแสดงตัวตนของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือให้เป็นข้อมูลไว้ มิได้หมายความว่า ให้เป็นสาธารณะในการที่จะบุคคลใดก็ได้ที่จะมาตรวจสอบเหมือนอย่างขององค์การโทรศัพท์ ทีโอที (TOT) ๑๑๑๓ นะครับ คงไม่ใช่ลักษณะนั้น ซึ่งลักษณะของการใช้ศูนย์กลางในการ บูรณาการข้อมูลเกี่ยวกับการลงทะเบียนซิม (Sim) ก็ดี การลงทะเบียนโทรศัพท์มือถือก็ดี เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้ในข้อเท็จจริงซิมการ์ด (Sim Card) ก็ดี ลงทะเบียนบุคคลหนึ่งอาจจะ ไปใช้อีกเครื่องหนึ่ง เครื่องโทรศัพท์หายไปใช้อีกเครื่องหนึ่ง ซึ่งตรงนี้ในการลงทะเบียน เราเสนอแนะไปยัง กสทช. ว่า ควรจะต้องลงทะเบียนทั้งซิมการ์ด (Sim Card) ลงทะเบียน ทั้งหมายเลขเครื่องในโทรศัพท์นะครับเพื่อให้มีการควบคุม

ท่านวรวิทย์นะครับ ในเรื่องสื่อออนไลน์ (Online) ในสังคมไทยผมว่า ประชาชนคนไทยเรามีชีวิตติดยึดกับสื่อออนไลน์ (Online) การปิดกั้นโดยสิ้นเชิงในขณะนี้ ประเทศไทยไม่สามารถทําได้ ผลกระทบจะมีมากมายมหาศาล แต่เรามีวิธีการที่จะจัดการกับ กูเกิล (Google) ก็ดี ยูทูบ (YouTube) ก็ดี เฟซบุ๊ก (Facebook) ก็ดี ก็คือมาตรการในการ ควบคุมซีดีเอ็น (CDN) หรือแคชชิงเซิร์ฟเวอร์ (Caching Server) ซีดีเอ็น (CDN) ก็คือ คอนเทนต์ เดลิเวอรี เน็ตเวิร์ก (Content Delivery Network) ก็คือผู้ให้บริการเหล่านี้ นําเครื่องซีดีเอ็น (CDN) มาตั้งที่ผู้ให้บริการเพื่อประหยัดการใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) เชื่อมต่อไปยังต่างประเทศ ข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ก็ยังอยู่ พักอยู่ในประเทศไทย ฉะนั้น การดําเนินการตามกฎหมายก็คือเสนอแนะให้ กสทช. ออกระเบียบในการที่ให้ซีดีเอ็น (CDN) เป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ซึ่งต้องจดทะเบียนกับ กสทช. และมีมาตรการในการที่จะสั่งให้มี การเก็บข้อมูลจราจร การลงทะเบียนซีดีเอ็น (CDN) จะส่งผลประโยชน์ได้หลายอย่าง จะแก้ไขปัญหากรณีที่อ้างว่าการกระทําความผิดเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรนะครับ ทุกวันนี้ การกํากับดูแลการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับแพลตฟอร์ม (Platform) โซเชียลมีเดีย (Social Media) เหล่านี้มีปัญหาเนื่องจากประเด็นเป็นการกระทําความผิดนอกราชอาณาจักร ฉะนั้น การออกระเบียบกฎหมายให้ซีดีเอ็น (CDN) เป็นอุปกรณ์ที่ต้องจดทะเบียนกับ กสทช. และเก็บข้อมูลจราจร จะเป็นการแก้ไขปัญหาการกระทําความผิดนอกราชอาณาจักร รวมทั้ง มาตรการภาษีต่าง ๆ การเก็บภาษีต้องมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรนะครับ ข้อมูลการโฆษณา ออนไลน์ (Online) ก็เป็นข้อมูลที่เก็บไว้ในซีดีเอ็น (CDN) ฉะนั้นประเด็นนี้ทางกรรมาธิการ สื่อสารมวลชนเราได้มีรายงานฉบับนี้เกี่ยวกับเรื่องการประสานงานผู้ให้บริการในต่างประเทศ ก็คือมาตรการภาษี ซึ่งกรมสรรพากรขณะนี้ได้มีการดําเนินการออกกฎหมายเพื่อเก็บ กฎหมายกับผู้ให้บริการในต่างประเทศ โดยตีความว่าเป็นการมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย นะครับ ซึ่งจากการประสานงานกับกรมสรรพากรก็เชื่อว่า กฎหมายฉบับนี้จะออกมาในไม่ช้า นะครับ ผมมีข้อมูลนะครับในการดําเนินการกับบริษัทต่าง ๆ เหล่านี้ ในกลุ่มอาเซียน เรามี ข่าวเปิด ประเทศอินโดนีเซียเก็บภาษีกูเกิล (Google) ย้อนหลังนะครับ เฉพาะปี ๒๐๑๕ กูเกิล (Google) ต้องจ่ายให้ประเทศอินโดนีเซียอย่างน้อย ๔๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ ๑๓,๕๐๐ ล้านบาท นี่เป็นแค่กูเกิล (Google) บริษัทเดียวนะครับ ซึ่งประเทศ เหล่านี้มีความกล้าหาญที่จะดําเนินการ ซึ่งประเทศไทยเราก็อยู่ระหว่างการพิจารณา ผลกระทบในการเจรจากับบริษัทต่าง ๆ เหล่านี้ ซึ่งมาตรการที่ทางกรรมาธิการสื่อสารมวลชน ได้เสนอแนะไปยังรัฐบาลเรื่องเกี่ยวกับซีดีเอ็น (CDN) ตรงนี้ จะเป็นข้อมูลที่เสริมในการที่จะ แก้ไขกฎหมายประมวลรัษฎากรให้กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง สามารถเก็บภาษีจาก ธุรกิจซึ่งประกอบในประเทศไทย แต่ไปมีธุรกรรมผ่านประเทศที่มีอัตราภาษี ๐ เปอร์เซ็นต์ นะครับ

ท่านกษิต ภิรมย์ นะครับ ท่านเป็นห่วงเรื่องศูนย์เฝ้าระวัง ท่านเป็นห่วงว่า การประสานงานในลักษณะของผู้ให้บริการกับหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน เกี่ยวกับ เรื่องสื่อออนไลน์ (Online) ผมขออนุญาตนําเสนอท่านประธานและท่านสมาชิกว่า ในส่วน ของสํานักงานตํารวจแห่งชาติซึ่งเป็นสมาชิกขององค์การตํารวจสากล เรามีการประชุม ลักษณะของภูมิภาคอยู่เป็นประจําทุกปี มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร มีการนําเสนอ แนวโน้มอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ใหม่ ๆ ผมยกตัวอย่างในเอเชียเรามีการประชุมเรื่อง ไอทีไครม์ (IT Crime) ของตํารวจอินเทอร์โพล (INTERPOL) ในภูมิภาคเอเชีย เซาท์ แปซิฟิก (Asia South Pacific) เรามีการประชุมของอาเซียนาโพล (ASEANAPOL) ในกลุ่มตํารวจ อาเซียน (ASEAN) ซึ่งตรงนี้ก็จะสามารถตอบแล้วก็มีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิด

ประเด็นที่ ๒ ท่านกษิต ท่านเป็นห่วงเรื่องขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่ ในกระทรวงดีอี (DE) ในเรื่องไม่สามารถทันต่อความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี รายงานของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชนเรามีรายงาน เรื่อง ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งจากการ ติดตามความคืบหน้าขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งผ่าน คณะรัฐมนตรีไปแล้ว ได้กลับมาทบทวนโดยยึดถือร่างของ สปท. เป็นหลักในการพิจารณา ขณะนี้ร่างพิจารณาเสร็จแล้วอยู่ระหว่างการทําประชาพิจารณ์ตามมาตรา ๗๗ ก็คือร่าง สปท. เรานั่นเอง ฉะนั้นตรงนี้จะมีการตั้งหน่วยงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัย ไซเบอร์ ซึ่งระดมและประสานงานระหว่างหน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ ตํารวจ สํานักข่าวกรอง สภาความมั่นคง เป็นต้น ในการที่จะบูรณาการในการป้องกันภัยทางไซเบอร์ (Cyber) ของประเทศ

ประเด็นที่ ๓ ที่ท่านกษิตได้เสนอก็คือเรื่องการโฆษณา กระผมได้กราบเรียน ไปแล้วว่าเรามีมาตรการในการที่จะให้บริษัทต่าง ๆ บนสื่อออนไลน์ (Online) ในต่างประเทศ หันมาให้ความร่วมมือในเรื่องภาษี โดยใช้มาตรการผลประโยชน์ทางการค้ามาเป็นตัวเสริม ในการที่จะให้บริษัทต่าง ๆ เหล่านี้หันมาให้ความร่วมมือมากยิ่งขึ้นนะครับ ในส่วนของบทบาท ของผู้นําศาสนาหรือความรับผิดชอบต่อทางสังคมผมขออนุญาตให้ท่านดอกเตอร์จุไรรัตน์ จุลจักรวัฒน์ เป็นผู้นําเสนอในที่ประชุมครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญดอกเตอร์จุไรรัตน์ จุลจักรวัฒน์ ครับ

นางจุไรรัตน์ จุลจักรวัฒน์ กรรมาธิการ 🔗

กราบขอบคุณท่านประธาน แล้วก็ท่านพิสิษฐ์อย่างยิ่งนะคะ ในส่วนนี้ดิฉันในฐานะประธานคณะทํางานการศึกษา และข้อเสนอแนะการปฏิรูปสื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) ในคณะกรรมาธิการ สื่อสารมวลชน ขออนุญาตตอบคําถามในส่วนของเรื่องของการใช้ศาสนาเข้ามาดูแลปัญหา ที่เกิดขึ้น ซึ่งเราอาจจะเรียกว่าเป็นปัญหาสังคมก็ได้นะคะ ในขณะเดียวกันดิฉันจะขออนุญาต ตอบคําถามนี้ไปพร้อมกับคําถามของท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ จากที่ท่านสุรินทร์แล้วก็ ท่านสมาชิกได้มีความห่วงใยว่าในส่วนของปัญหาที่เกิดขึ้นนี้มันเป็นปัญหาที่ดิฉันอยากจะ ขอเรียกว่ามันเป็นปัญหาสังคมที่กว้างใหญ่ไพศาล เป็นปัญหาสังคมที่มีนัยสําคัญต่ออนาคต ของประเทศไทย มีความสําคัญต่อการสร้างคน ต่อการพัฒนาศักยภาพของคนไทย คนไทย ในที่นี้ในระดับอายุของท่านสมาชิกสภาหรือตัวดิฉันเอง ดิฉันไม่ห่วงนะคะ ท่านเป็นผู้ใหญ่ มีวุฒิภาวะ แต่บนความไม่ห่วงก็มีความห่วง เนื่องจากว่าขณะนี้กระแสของการใช้โซเชียล มีเดีย (Social Media) ในทางที่ไม่ถูกต้องมากมายมหาศาล แต่อย่างไรก็ตามกลุ่มคนที่ น่าห่วงที่สุดก็คืออนาคตของชาติ ตั้งแต่รู้ความ เกิดมารู้ความ จนกระทั่งถึงในระดับอนุบาล มัธยมศึกษา อุดมศึกษา วัยทํางาน จนถึงกระทั่งวัยผู้สูงอายุ วัยผู้สูงอายุ เราจะพบว่าถ้าท่านดูในหน้า ๗ หน้า ๘ ของรายงานที่คณะกรรมาธิการเสนอไป เราจะพบว่ามีรูปแบบการใช้สื่อออนไลน์ (Online) ในทางที่ผิด เท่าที่นับได้นะคะ ยังมีที่ นับไม่ได้อีกอีกจํานวนมาก ๓๑ รูปแบบ แบ่งเป็น ๘ กลุ่ม ถ้าท่านลองไปอ่านดูดี ๆ นะคะ แค่อ่านนะคะ ยังไม่ต้องพบในเชิงประจักษ์ว่าเราไปพบอะไรบ้างที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชน ซึ่งต่อไปจะเป็นกําลังสําคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ ยุทธศาสตร์ของชาติ นําไปสู่ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) เราจะพบว่าในส่วนของสิ่งที่เกิดขึ้น อย่างท่านสุรินทร์ บอกว่าการส่งข้อมูล การส่งอะไรแข่งขันกันอย่างให้เกิดความรวดเร็ว เราก็จะพบว่ามันไม่ได้ มีการกลั่นกรอง ไม่มีใครรู้ว่าถูกหรือผิด ภาษาเขียนไม่ถูกต้อง ดิฉันโตมาไม่เคยเห็นเลยว่า ในการสื่อสารกันแบบเป็นทางการ แต่ผ่านสื่อโซเชียล (Social) เขียนผิดได้ด้วยหรือ คือเมื่อเขียนผิดบ่อย ๆ กลายเป็นไม่ผิด ในฐานะที่เป็นประธานคณะทํางาน ดิฉันและ คณะกรรมาธิการเราคุยกันเสมอ ดิฉันจะมอนิเตอร์ (Monitor) ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทุกเพศทุกวัยทุกพื้นที่ ทั้งที่ในห้างที่บ้านนอก ในสถาบันการศึกษา เป็นเรื่องที่น่าเศร้า น่าสลดใจกับคนไทย เยาวชนคนไทย ถ้าคนที่ถ้าคิดตามแล้วคิดอย่างละเอียดและมี ภาระหน้าที่ผูกพันเราจะพบว่า ดิฉันเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านคงจะรําพึงรําพันในใจอย่างนี้ว่า ต่อไปประเทศไทยของเราจะเป็นอย่างไร เด็กไทยจะเป็นอย่างไร ในขณะที่ทุกวันนี้เขารับ ข้อมูลข่าวสารที่เหมือนมะเร็ง ดังนั้นคณะกรรมาธิการของเรา เราเห็นปัญหาอย่างนี้ ถ้าท่านดู ในหน้า ๓๑ – ๔๐ ในรายงาน ท่านจะพบว่าเราให้ความสําคัญ นอกเหนือจากให้ความสําคัญ กับกฎหมาย มาตรการ ให้ความสําคัญกับระบบต่าง ๆ แล้ว เราให้ความสําคัญในเรื่องของ การสร้างจิตสํานึก สร้างการรับรู้ สร้างการตระหนักรู้ ในส่วนของผู้ใช้ผู้เสพผู้ผลิตสื่อ เพราะฉะนั้นดิฉันอยากจะขออนุญาตเรียนท่านสุรินทร์ว่า ที่ท่านพูดมันตรงใจ เพราะว่า ในฐานะที่เราเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเราคงจะต้องมาช่วยกัน และขออนุญาตฝาก ทุกท่านไว้ด้วยว่า ในฐานะที่ผ่านโลกมามากมาย ก็ฝากทุกท่านที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ มีคาลิเบอร์ (Caliber) มากมาย ช่วยสนับสนุนหรือว่าช่วยมอนิเตอร์ (Monitor) เรื่องเหล่านี้ด้วยกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

ในส่วนของการตอบคําถามว่า ศาสนาล่ะ ศาสนาเราจะใช้อย่างไร ในหน้าที่ ๓๒ ของรายงาน เราพูดไว้ชัดเจนว่า เราให้ความสําคัญ มิใช่แต่เพียงศาสนาพุทธเท่านั้น เราให้ความสําคัญกับทุกศาสนาที่อยู่ในประเทศไทย เราเชื่อว่าทุกศาสนามีความจริงใจ มีความดีความงาม มีเจตนารมณ์ในการที่จะเผยแพร่คําสอนที่เป็นประโยชน์กับทุกคนอยู่แล้ว ดังนั้นศาสนาทุกศาสนาที่เรานับถือเราถือว่าเป็นหัวใจของเรา เป็นสิ่งที่เป็นนําจิตวิญญาณ ของเรานะคะ ทางคณะกรรมาธิการก็ได้เสนอว่าควรมีการบูรณาการจัดทําโครงการ มีการ ฝึกอบรมให้ความสําคัญอินพุต (Input) สิ่งที่จะต้องเป็นประโยชน์ต่อการที่จะกล่อมเกลา จิตใจของเยาวชน หรือผู้ใช้โซเชียลมีเดีย (Social Media) ทุกภาคส่วน ให้สามารถที่จะ มีวิธีการใช้สื่อออนไลน์ (Online) อย่างเหมาะสมและสร้างสรรค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้อง นําเสนอในเชิงของการสอดแทรกเนื้อหาแนวคิดด้านคุณธรรมและจริยธรรม เพื่อให้ ทุกศาสนาสามารถกระจาย หรือว่าอินพุต (Input) เข้าไปในผู้ที่นับถือศาสนาต่าง ๆ เหล่านั้น สุดท้ายขออนุญาตฝากทุกท่านไว้ด้วยในเรื่องของเยาวชนคนไทย เด็กไทยที่จะต้องเป็นกําลัง ของชาติต่อไป ขอบพระคุณค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่าน พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร ครับ ท่านประธานกรรมาธิการ ได้สรุปครับ

พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร ประธานกรรมาธิการ

กราบขอบคุณ ท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกที่เคารพทุกท่าน เรื่องซิม (Sim) มือถือ ในกลไกการตลาดนี้นะครับ ถ้าหากว่าผู้บริโภคหาซื้อได้ง่าย ธุรกิจนั้นก็จะไปได้ดี แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องมีการถ่วงดุลครับ ปัญหาในเรื่องของการพิสูจน์ตัวตนของซิม (Sim) นั้นเกิดที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ครับ มีการนําโทรศัพท์มือถือไปประกอบกับระเบิด แสวงเครื่อง แล้วก็ใช้โหมด (Mode) ของไวเบรต (Vibrate) ให้มันสั่น ๆ แล้วก็จุดระเบิด นะครับ เจ้าหน้าที่อีโอดี (EOD) ไปค้นพบโทรศัพท์มือถือ แล้วก็พบว่าซิม (Sim) ไม่ได้ จดทะเบียน นั่นคือที่มา มันเป็นปัญหาของประเทศไทยเราครับ นั่นคือที่มา จึงต้องมีการจด ทะเบียนซิม (Sim) ครับ ทีนี้ กสทช. ก็เลยกําหนดครับ เพื่อให้สะดวกก็เลยใช้ซีร็อกซ์ (Xerox) บัตร ซีร็อกซ์ (Xerox) บัตรแล้วก็ไปซื้อซิม (Sim) ก็ตรวจพบอีกพบว่าที่ซีร็อกซ์ (Xerox) นั้นปลอม จึงต้องเอาบัตรตัวจริงนะครับ เพราะฉะนั้นขณะนี้ท่านจะซื้อซิม (Sim) ท่านต้องใช้บัตรตัวจริง แล้วก็ขณะนี้เพิ่มนะครับ ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้และใน กทม. บางส่วนนั้น กสทช. เพิ่มฟิงเกอร์ปรินต์ (Finger Print) เข้าไปด้วยเพื่อที่จะได้ชัดเจนนะครับ แล้วก็ถ้าดาต้าเบส (Data Base) พวกนี้มันครอบคลุมไปเชื่อมไปทั้งหมด การพิสูจน์ตัวตน มันจะเร็วยิ่งขึ้นครับ มีการศึกษาเพิ่มครับที่จะใช้ไบโอแมทริกซ์ (Bio Matrix) คือใช้ถ่ายภาพ ที่หน้า ขณะนี้ประเทศเวียดนามนําไปแล้วครับ ซื้อซิม (Sim) ที่ประเทศเวียดนามท่านต้อง ใช้ไบโอแมทริกซ์ (Bio Matrix) ฟิงเกอร์ปรินต์ (Finger Print) ใช้ในซาอุดิอาระเบีย ใช้ใน ประเทศยูเออี (UAE) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (United Arab Emirates) ใช้ฟิงเกอร์ปรินต์ (Finger Print) ประเทศไทยประสบความสําเร็จในการลงทะเบียนซิม (Sim) ทั้งระบบทุกเบอร์ แต่ซิม (Sim) ที่ได้กราบเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกไปแล้วว่ามี ๙๐ ล้านเบอร์นั้น จริง ๆ แล้วมันมีแอ็กทิเวต (Activate) อยู่ไม่ถึงหรอกครับ เพราะซิม (Sim) นี่พอซื้อเสร็จ นักท่องเที่ยวเข้ามาซื้อครับ ซื้อเสร็จก็ใช้ ใช้เสร็จก็ทิ้ง การที่ทิ้งไปเลยโดยที่ไม่ได้แจ้งใช้มือถือ เบอร์นั้นจะถูกแอ็กทิเวต (Activate) มันยังไม่ได้ถูกลบออกจากระบบครับ แต่เขาไม่ได้ใช้แล้ว เขาทิ้งแล้ว และเอากลับประเทศไป เพราะฉะนั้นตัวเลขที่ค่ายมือถือได้ขายซิม (Sim) กับตัวเลขที่ใช้งานจริงนั้นจะมีความแตกต่างกันอยู่โดยกลไกของมันเองนะครับ

การพิสูจน์ตัวตนอันนี้นี่เองจึงเป็นที่มาของการแทร็กกิง (Tracking) ทําการ รีเวิร์สแทร็กกิง (Reverse Tracking) แล้วก็ได้ตัวผู้ที่สร้างเว็บเพจ (Webpage) ปลอม ผู้ที่ ก่อให้เกิดความเสียหาย ผู้ที่ไปใช้วิธีนี้ไปกรรโชกทรัพย์ผู้อื่น เพราะฉะนั้นการพิสูจน์ตัวตน จึงเป็นสิ่งที่จําเป็นนะครับ ทุกท่านที่ใช้โทรศัพท์มือถือท่านเข้าไปใน ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้ มือถือของท่านจะใช้ไม่ได้ถ้าท่านไม่แจ้งผู้เกี่ยวข้อง ไม่ได้แจ้งค่ายมือถือนะครับ แล้วก็ เมื่อท่านเข้าไปแล้วใช้ไม่ได้ท่านก็ไปแจ้งครับ แจ้งแล้วก็จะใช้ได้ เป็นการพิสูจน์ตัวตนว่า ท่านได้เข้ามาในเขตนี้ครับ ประเทศกัมพูชาได้ส่งเจ้าหน้าที่มาขอดูวิธีการลงทะเบียนซิม (Sim) ของประเทศไทยนะครับ เพราะว่าเราได้ทําได้สําเร็จไป

อีกเรื่องหนึ่ง ขอเวลาอีกนิดหนึ่ง คือเรื่องโอทีที (OTT) ครับ โอเวอร์ เดอะ ท็อป (Over the top) เรื่องนี้กําลังเป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์และถกเถียงกันใหญ่ในโซเชียล มีเดีย (Social Media) ในการที่ท่านจะทําธุรกิจการค้าบนอินเทอร์เน็ต (Internet) ที่ท่าน ทําอยู่นะครับ ขณะนี้กระทรวงดีอี (DE) และ กสทช. ก็ได้กําลังหาหนทางในเรื่องนี้ในเรื่อง ของภาษีอย่างที่ท่านพิสิษฐ์จะพูดถึง แล้วก็ทําอย่างไรที่จะควบคุมและกํากับได้โดยที่ไม่ กระทบกับการประกอบชีวิตประจําวันของท่านครับ

สุดท้ายครับกระผมในนามของกรรมาธิการสื่อสารมวลชนขอกราบขอบพระคุณ ท่านสมาชิกทั้ง ๕ ท่านที่ได้กรุณาให้ข้อคิดเห็น กรรมาธิการของกระผมก็จะรับข้อมูลทั้งหมด ไปและก็แนบไปในเอกสารฉบับนี้ครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ความจริงท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ จะใช้สิทธิพาดพิง ผมอยากจะเรียนว่าถ้าเป็น กรณีที่พาดพิงท่านแล้วก็เพราะเห็นว่าท่านอภิปรายบ่อยจนกระทั่งเสมือนหนึ่งนักการเมือง ชั้นนําของประเทศคนหนึ่งนะครับ ก็ถือว่าเป็นแนวทางที่ดีครับ เชิญครับ ท่านสุรินทร์ครับ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์

ท่านประธานครับ กระผม สุรินทร์ สปท. หมายเลข ๑๗๓ ท่านประธานครับ ท่านก็ยกยอผมมากเกินไปถ้าเปรียบเทียบกับท่านประธาน ผมยัง ไม่ได้ที่สุดของท่านเลยครับมาเปรียบเทียบนะครับ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ ผมต้องขอ อนุญาตเพราะว่ามันจดรายงานการประชุม แล้วเป็นจดชวเลขแล้วมันแก้ไม่ได้เมื่อกี้นี้ ท่านเลขานุการกรรมาธิการ และท่านอาจารย์จุไรรัตน์ต้องขออนุญาตเอ่ยชื่อนะครับ ท่านบอกว่านามสกุลผมลักษณวิศิษฎ์ อันนั้นมันอยู่ภาคใต้อันดามัน ผมชื่อจริง ๆ คือ นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ ไม่ใช่สุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ เพราะฉะนั้นถ้าผมไม่กราบเรียนท่านประธาน มันจะอยู่ในรายงานการประชุมแล้วแก้ก็ไม่ได้นะครับ ผมไม่ใช่จะเสียหายอะไรนะครับ มันยกระดับไปเป็นอดีตนักการเมืองและรวมไปเป็นรัฐมนตรีอะไรไปอย่างนั้นนะครับ ขอท่านประธานครับอันนี้จําเป็นครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง 🔗

เจ้าหน้าที่แก้ไขนะครับ เป็นการพิสูจน์ตัวตน โดยทันทีไม่ต้องไปพิสูจน์ ทางออนไลน์ (Online) ไม่มีสมาชิกจะซักถามอะไรอีกนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณา รายงานเรื่องผลการศึกษาและข้อเสนอแนะการปฏิรูปการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) แล้วนะครับ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

สมาชิกได้ใช้สิทธิแสดงตนครบถ้วนกันแล้วนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลด้วยครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๔๖ ท่าน เป็นอันว่าครบองค์ประชุมนะครับ

ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงานเรื่อง ผลการศึกษา และข้อเสนอแนะการปฏิรูปการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) หรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบ คณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่ง รายงานไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปนะครับ ต่อไปเป็นการลงมติ ตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ นะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียงครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนไหมครับ ถ้าลงคะแนน เรียบร้อยกันแล้วก็ขอปิดการลงคะแนนนะครับ ขอทราบผลการลงคะแนนครับ ผลของ การลงคะแนนมีจํานวนผู้เข้าประชุม ๑๔๗ ท่าน เห็นด้วย ๑๔๔ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียงไม่มีนะครับ

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน เรื่อง ผลการศึกษาและข้อเสนอแนะการปฏิรูป การใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) แล้วนะครับ จบการพิจารณารายงานของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชนแล้วนะครับ ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการตลอดจนผู้มาชี้แจงทุกท่านนะครับ

ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓.๓ รายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม เรื่อง ดิจิทัลเพื่อการเฝ้าระวังทางสังคม เสริมสร้าง วินัยและความเข้มแข็งของชุมชนสังคม หรือดิจิทัล คอมมูนิตี วอตช์ ด็อก (Digital Community Watch Dog)

ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่ครับ

(คณะกรรมาธิการเข้านั่งประจําที่)

ด้วยประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคมได้มีหนังสือ ขออนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องและตอบประเด็น ข้อซักถามของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งประธานได้พิจารณาแล้วจึงได้อนุญาต ตามข้อบังคับ ข้อ ๕๘ จํานวน ๖ ท่านคือ ๑. พลตํารวจโท คํารบ ปัญญาแก้ว อนุกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ๒. ท่านปิติธรรม ฐิติมนตรี เลขานุการ และอนุกรรมาธิการ ๓. ท่านสมญา พัฒนวรพันธุ์ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ๔. ท่านณัฐวัฒน์ วรสิทธิ์ตระกูล ผู้เชี่ยวชาญระบบสารสนเทศ สํานักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) ๕. ท่านปราการ ศิริมา ผู้เชี่ยวชาญระบบสารสนเทศ สํานักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) ๖. ท่านบวรศักดิ์ วาณิช ผู้อํานวยการสํานักตรวจราชการและเรื่องราว ร้องทุกข์ กระทรวงมหาดไทย ขอเชิญผู้มีรายชื่อดังกล่าวเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมนะครับ

โดยที่ในการนําเสนอรายงานในวันนี้นั้นก็จะมี ท่านอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปเชิงประเด็นหรือควิกวิน (Quick Win) และอดีตสมาชิกวุฒิสภานะครับ ท่านที่ ๒ คือ พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ กรรมาธิการและประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ประธาน อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการคุ้มครองผู้บริโภค อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ท่านที่ ๓ คือท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต รองประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค คนที่สอง อดีตเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม ยาเสพติด ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการแถลงรายงานต่อที่ประชุมครับ

นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม นายอโณทัย ฤทธิ์ปัญญาวงศ์ สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในฐานะประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสังคม ขอเสนอรายงาน เรื่อง ดิจิทัลเพื่อการเฝ้าระวังทางสังคมเสริมสร้างวินัยและความ เข้มแข็งของชุมชนสังคม ต่อที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคมได้พิจารณาและจัดทํารายงานเสร็จแล้ว โดยที่ การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเรื่องดิจิทัลเพื่อการเฝ้าระวังทางสังคม เสริมสร้างวินัยและความ เข้มแข็งของชุมชน สังคม เป็นเรื่องที่สําคัญ อันเป็นการเสริมสร้างให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ใช้กันอยู่แพร่หลายเข้ามาช่วยในการปฏิรูปเรื่องดังกล่าว แม้ว่าเรื่อง ดังกล่าวจะไม่ได้เป็นเรื่องที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจะต้องพิจารณาตามแผนการ ปฏิรูป ๒๗ วาระก็ตาม แต่คณะกรรมาธิการเห็นความสําคัญของเรื่องดังกล่าวจึงได้หยิบยก ขึ้นมาพิจารณาเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปให้ชุมชนสังคมมีความเข้มแข็ง มีความปลอดภัย ภายใต้การร่วมกันเฝ้าระวังของประชาชนในสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

บัดนี้คณะกรรมาธิการพิจารณาแล้วเห็นว่าปัจจุบันสังคมไทยมีการใช้ ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการสื่อสารและสารสนเทศในรูปแบบต่าง ๆ ในการ ดํารงชีวิต จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต อาทิ การประกอบอาชีพ การดําเนินธุรกิจ การหาความรู้และการสื่อสารสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสื่อสารสังคมที่เป็นเรื่องสะท้อน วินัยของคนในสังคม การตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายของคนในสังคม การละเมิดสิทธิ ของบุคคลอื่น การทําร้ายร่างกายบุคคลอื่น อุบัติเหตุหรือสาธารณภัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เป็นต้น โดยผู้พบเห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้สามารถบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยเครื่องมือดิจิทัล ประเภทต่าง ๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ กล้องติดหน้ารถยนต์ เครื่องบันทึกภาพ จากนั้นจะมี การส่งบันทึกเหตุการณ์เหล่านั้นเข้าไปในสังคมโซเชียลมีเดีย (Social Media) ก่อให้เกิด กระแสวิจารณ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่าง ๆ นานา ซึ่งบางเรื่องสามารถนําไปสู่การจับกุม ผู้กระทําความผิด เป็นอุทาหรณ์ให้กับผู้ใช้สื่อสังคมทําให้สังคมมีความสามัคคี หรือก่อให้เกิด ความตื่นตัวในการทําหน้าที่เฝ้าระวังทางสังคมกันมากขึ้น ดังนั้นหากนําเทคโนโลยีดิจิทัล มาใช้ในเชิงสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อสังคมได้จะเป็นการสร้างความตระหนักถึงความ รับผิดชอบทางสังคม เสริมสร้างวินัยทางสังคม และการบังคับใช้กฎหมาย ตลอดจนเป็น การรณรงค์ให้ชุมชน สังคมปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ อันนําไปสู่ความเข้มแข็งของชุมชน ทั้งนี้สาระสําคัญของเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อการเฝ้าระวังทางสังคมนั้น จะเป็นการนํา เทคโนโลยีดิจิทัลมาเป็นกลไกลสําคัญในการมีส่วนร่วมเพื่อรักษาความสงบสุขแก่สังคม โดยภาครัฐเป็นผู้ออกแบบโครงสร้างและกลไกให้มีความเข้มแข็ง มีศักยภาพที่จะทําหน้าที่ เฝ้าระวังทางสังคม โดยการรับแจ้งเบาะแสข้อมูลข่าวสารและเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์ ที่ประชาชนประสบด้วยการบูรณาการร่วมกัน เชื่อมโยงเครือข่ายข้อมูลเรื่องร้องเรียน ข้อมูล ข่าวสารของหน่วยงานต่าง ๆ ให้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวกและรวดเร็วภายใต้ โครงสร้างการควบคุมดูแล ๓ ระดับคือ ระดับอํานวยการ ระดับจังหวัด และระดับอําเภอ นอกจากนี้จะมีระบบติดตามผลการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนผู้แจ้งเรื่อง อันเป็น การติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน อันเป็นการแก้ไขปัญหา ทางปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานที่ผ่านมา ซึ่งมีลักษณะต่างฝ่ายต่างทํา และเพื่อให้ประชาชน สามารถแจ้งเรื่องร้องเรียนได้โดยรวดเร็ว สะดวกและปลอดภัย ในการนี้กระผมขออนุญาต ท่านประธานเพิ่มเติมบุคคลเพื่อร่วมชี้แจงอีก ๑ ท่านตามที่ท่านได้อนุมัติไปแล้ว คือ นายอนุรักษ์ พูลศรี ผู้จัดการโครงการบริษัท เดอะ โซลูชันส์ ไอที จํากัด แล้วก็ขออนุญาต นําเสนอวีดิทัศน์เพิ่มเติมหลังจากที่ขอไปแล้วตามเอกสารที่แจกเพื่อประกอบการพิจารณา เพิ่มเติมต่อไป ขอบพระคุณมากครับ

นานอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ประธานพิจารณาเอกสารเพิ่มเติมที่จะนําเสนอที่ท่านประธานได้นําเสนอ ขออนุญาตก็อนุญาตตามข้อบังคับนะครับ แล้วก็อนุญาตให้ผู้ชี้แจงเพิ่มเติมอีกท่านหนึ่งด้วย ขอเชิญท่าน พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ ครับ

พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ สปท. ลําดับที่ ๓๙ เมื่อสักครู่ท่านสมาชิก ทั้งหลายก็คงจะได้ฟังเรื่องโซเชียลมีเดีย (Social Media) กับเรื่องการใช้โซเชียลมีเดีย (Social Media) ในทางบวก ทางลบ ซึ่งจะมีมาตรการออกมา แต่สําหรับคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ขอนําเสนอเรื่อง ดิจิทัลเพื่อการเฝ้าระวังทางสังคม เสริมสร้างวินัยและความเข้มแข็งของชุมชนสังคม ปัจจุบันนี้เราจะเห็นว่าเรามีส่วนราชการ ต่าง ๆ ที่มีศูนย์ในการรับแจ้งเหตุ อย่างของกระทรวงมหาดไทยที่ผ่านการประชุมของ สปท. ไปแล้ว ก็มีศูนย์ความเป็นเลิศของศูนย์ดํารงธรรม กระทรวงมหาดไทย ซึ่งจะมีในระดับกระทรวง เป็นระดับอํานวยการด้านนโยบาย ระดับศูนย์ดํารงธรรมจังหวัดเป็นศูนย์อํานวยการปฏิบัติ ศูนย์ดํารงธรรมอําเภอเป็นศูนย์ปฏิบัติการในพื้นที่ นอกจากนี้แล้วยังมีหน่วยอื่น ๆ อีกเยอะ ที่นายกรัฐมนตรีได้นําออกทีวี (TV) ก็มีเรื่องของกรมการขนส่ง การรับแจ้งเหตุของ กรมการขนส่งในเรื่องการจราจร และ พ.ร.บ. การขนส่ง ไอ เลิร์ต ยู (I lert u) ของตํารวจ เพื่อแก้ปัญหาการจราจร นอกจากนั้นแล้วยังมี ๑๙๑ ของกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ก็มีศูนย์รับจังเหตุในระดับกระทรวง ของ สคบ. ก็มี ของศูนย์อุบัติเหตุก็มีศูนย์นเรนทร ศูนย์ของยาเสพติดก็มี คุ้มครองผู้บริโภคก็มี ประปา ไฟฟ้ามี เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่า มันมีศูนย์รับแจ้งเหตุในเบื้องต้น ผมทราบว่ามีประมาณ ๙๑ หมายเลข ๙๑ หน่วย ต่างหน่วย ต่างส่วนราชการมีข้อมูลที่เชื่อมโยงกันน้อยมาก ที่จะข้ามหน่วยงาน ผลสุดท้ายก็ต้องมาใช้ โทรศัพท์ในการเชื่อมโยงกัน เพื่อแจ้งให้หน่วยอื่นปฏิบัติ แม้กระทั่งของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ใช้มาตรา ๔๔ ให้อํานาจตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๗ ก็เพิ่งจะมามีโปรแกรม ใช้ประมาณ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๐ นี่เอง ก็ยังไม่มีความพร้อมนะครับ กรรมาธิการด้านสังคม เห็นความสําคัญของเรื่องนี้ อยากให้ใช้คอมพิวเตอร์ของส่วนราชการให้คุ้มค่า ไม่ใช่ในลักษณะสแตนด์อโลน (Stand Alone) อยากให้มีความเชื่อมโยงกัน เหตุผลที่ต้องทําอย่างนี้เพราะอะไร เพราะเชื่อว่า ประชาชนของเรามีจิตสาธารณะอยู่เยอะ ทุกวันนี้เราจะเห็นว่าประชาชนถ่ายคลิป (Clip) ไม่ว่าจากมือถือ จากสมาร์ตโฟน (Smartphone) หรือจากกล้องหน้ารถยนต์หรือกล้องมือถือ ส่งไปตามสถานีต่าง ๆ ทีวี (TV) ต่าง ๆ เยอะมาก เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าทุกรายการทีวี (TV) แทบจะทุกสถานีมีรายการคลิป (Clip) วันนี้ให้บทเรียนอะไร ในหลาย ๆ กรณีอย่างที่ ท่านประธานอโณทัย ขอโทษครับที่เอ่ยนาม ที่นําไปสู่การดําเนินคดี โดยเฉพาะความผิด ด้านขนส่งและการจราจรมีเป็นจํานวนมาก ตรงกันข้ามครับ ส่วนราชการของเราทุกหน่วย แจ้งมาว่าเพื่อที่จะรับแจ้งเหตุจากประชาชน ขอเครื่องมือขอเครื่องไม้ก็เพื่อที่จะบริการ ประชาชน แต่ไม่ได้ทําตามนั้นครับ ไม่ได้ทํา ผมจําได้ว่าวันที่เสนอ สปท. ในเรื่องของ ศูนย์ดํารงธรรมของกระทรวงมหาดไทยในวันนั้นครับ ในหลาย ๆ ประเทศบอกว่า ถ้าประชาชนจะแจ้งนั้นมีอยู่ประมาณ ๑๐ ข้อ แต่ผมจําได้ประมาณสัก ๓ ๔ ๕ ข้อ ๑. ต้องง่ายและสะดวก ประชาชนถึงจะแจ้ง ณ วันนี้เรายังไม่รู้เลยจะแจ้งอะไร เบอร์ไหน เพราะเราไม่ได้จัดระบบรองรับไว้ โครงสร้างก็ไม่ได้จัดรองรับไว้ ๒. แจ้งแล้วได้รับการ ตอบสนองจากรัฐ อันนี้อีกเหมือนกันครับ แจ้งไปแล้วจะทําหรือไม่ทําไม่รู้ใครไปตรวจสอบ แจ้งไปก็ไลฟ์บอย (Life Buoy) ไม่แจ้งดีกว่า นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้น อันที่ ๓ ก็คือปลอดภัย ประชาชนที่แจ้งไปปลอดภัย กลั่นแกล้งกันได้ไหม หลาย ๆ คนถามว่าแกล้งไม่ได้หรอกครับ มี พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มีความผิดทางอาญาครับ รวมทั้ง ป.วิ.อาญาด้วยถ้าในกรณี หมิ่นประมาท เพราะฉะนั้นเรื่องการกลั่นแกล้งไม่มีแน่นอน อันที่ ๕ มีอินเซนทิฟ (Incentive) มีแรงจูงใจไหม เราต้องการสิ่งเหล่านี้ใช่ไหมว่าในทุกส่วนราชการ ผมเคยเป็นตํารวจมาก่อน ทุกผู้บังคับบัญชา ทุกตํารวจบอกว่า แน่นอนครับ อาชญากรรมจะป้องกันถ้าได้รับการแจ้งเหตุ จากประชาชน ถามว่าช่องทางในการแจ้งนี้เรามีสะดวกให้กับเขาไหม เขาปลอดภัยไหม ได้รับ การคัดกรองไหม เพราะฉะนั้นตอนนี้เราอยากทําห้องให้ เปิดช่องโอกาสให้ประชาชนเข้ามา จริง ๆ ซึ่งขนาดเราไม่เปิดโอกาสให้เขา เขาก็ทําอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราถึงเป็นที่มาที่ไปของ เรื่องดิจิทัล คอมมูนิตี วอตช์ ด็อก (Digital Community Watch Dog)แล้วถามว่าโครงการนี้ จะเพิ่มส่วนราชการไหม ไม่มีครับ ไม่มีแม้แต่หน่วยเดียว เพียงแต่ไปเสริมเขี้ยวเล็บ เสริมความ เข้มแข็งให้กับหน่วยงานของราชการทั้งหมดโดยเอาซอฟต์แวร์ (Software) เอาโปรแกรม ไปเชื่อม ให้เชื่อมโยงกันได้ แล้วประเภทความผิด ประเภทเหตุที่จะให้ประชาชนแจ้งนี้ เรากําหนดไว้ค่อนข้างจะชัดเจน ไมว่าจะเป็นเรื่องจราจร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคอมพิวเตอร์ ไม่ว่า จะเป็นเรื่องคุ้มครองผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบ่อนการพนัน เรื่องอบายมุข เรื่องเปิดสถานที่ บริการหรือจําหน่ายสุราในเขตใกล้การศึกษาทั้งหมด จะมีคนแจ้งครับ จะเป็นการแก้ปัญหา ที่ว่าส่วนราชการบอกว่ากําลังคนไม่พอ ไม่สามารถที่จะไปลาดตระเวนได้ ประชาชน ผู้ปกครอง เด็ก นักศึกษา ผู้ปกครองนักเรียนเหล่านี้ละครับจะเป็นคนแจ้งให้ เป็นการเพิ่ม กําลังตํารวจ แล้วกําลังเจ้าหน้าที่ของบ้านเมืองไปด้วยครับ เมื่อแจ้งไปแล้วการตอบสนอง คือเจ้าหน้าที่จะต้องลุกออกไปทํางาน ออกไปทําหน้าที่ เท่ากับว่าเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ เพราะว่าในโครงการนี้จะมีคณะกรรมการขับเคลื่อนในระดับส่วนกลาง ในส่วนกลางปัจจุบันนี้ ที่เราจะมองเห็นก็คือส่วนรับเรื่องราวร้องทุกข์ของสํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี ของศูนย์ดํารงธรรมในระดับกระทรวงจะมีอํานวยการนี้ ซึ่งเราก็จะมีฝ่ายรัฐมนตรี ๓ ท่านคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีดีอี (DE) รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี จะต้องเป็นเจ้าภาพในการขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้ ส่วนในระดับพื้นที่ก็จะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้อํานวยการปฏิบัติในพื้นที่ อําเภอ ก็อยากจะร่วมกับส่วนราชการ ไม่ใช่อํานวยการปฏิบัติเลยครับ เท่ากับเป็นการเสริมเขี้ยวเล็บ ให้ทุกหน่วย วันนั้นเราจะไม่มีการสร้างหน่วยงานใหม่ จะไม่กระทบกระเทือน จะเป็น การเสริม สิ่งเหล่านี้เราได้ศึกษามาหมดแล้วว่ามีความพร้อมในด้านเทคโนโลยี ประชาชน ยิ่งมีความพร้อม มีการสัมมนากัน ๑ ครั้งในภาคประชาชน ประชาชนบอกว่าขอเปิดพื้นที่ให้ ประชาชนได้เข้าถึงสิ่งเหล่านี้ได้ไหม มีคําถามมาถึงผม เท่ากับว่าเราเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชน นะครับ เป็นการผ่อนคลาย ผ่อนความเดือดร้อนของเขาทั้งหมด เขาอยากเห็นระเบียบ ในบ้านเมืองเกิดขึ้นนะครับ ทุกวันนี้เราออกมาจากบ้าน เราเห็นการกระทําผิดตําตาอยู่ทุกวัน นะครับ รถขับผิดกฎจราจร อย่างน้อย ๆ ตามสี่แยกท่านจะเห็นเป็นเรื่องปกติเลยว่า มอเตอร์ไซค์ไม่ติดไฟแดง เป็นไปได้อย่างไรไทยแลนด์นะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จะได้รับ การแก้ไข เพราะฉะนั้นผมก็คงจะลงในพื้นเพื่อเป็นการปูพื้นให้ท่าน แล้วก็ต่อไปก็จะมี ท่านเพิ่มพงษ์ ท่านปิติธรรม แล้วก็ท่านสมญาอธิบายเกี่ยวกับโครงสร้างของสิ่งเหล่านี้ ซึ่งเป็นไปได้มากครับ อยากจะเห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในบ้านเมืองเพื่อสร้างวินัยให้กับคนในชาติ เพื่อเสริมสร้างการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองให้เข้มแข็งขึ้น ผมขอขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

กรรมาธิการมีเวลา ๔๕ นาทีในการนําเสนอนะครับ ท่านต้องบริการเวลา ขอเชิญท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต

นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพนะครับ กระผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. หมายเลข ๑๑๐ ขออนุญาตที่จะสรุป ในเรื่องของหลักการและแนวความคิดก่อนที่จะลงไปสู่เรื่องการปฏิบัติ คําว่า ดิจิทัลเพื่อการ เฝ้าระวังทางสังคมนั้น เราจะได้มีการบริหารจัดการอย่างไรนะครับ ผมคิดว่าเราคงทราบว่า ทุกวันนี้เป็นโลกของเทคโนโลยีมีความเจริญเติบโตอย่างมากมาย แล้วก็เราอยู่ในยุคของ ประเทศไทย ๔.๐ นะครับ ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลที่จะให้มีการขับเคลื่อน การพัฒนา ประเทศด้วยการใช้เทคโนโลยี การใช้ดิจิทัลต่าง ๆ ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่เราทราบกันดีอยู่แล้ว นะครับ โลกของความเจริญของเทคโนโลยีนี้สิ่งที่เราเห็นได้ชัดมากที่สุดก็คือโลกแคบลง สิ่งอะไร คนต่าง ๆ รับรู้เหตุการณ์ต่าง ๆ ได้รวดเร็วมากขึ้น สิ่งที่ปรากฏอยู่ในประเทศ ไม่ว่าจะ เป็นมุมไหนของโลกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์การเมือง เศรษฐกิจ การจลาจล ทรัพยากร ธรรมชาติ ไม่ว่าจะอยู่ในซีกโลกไหนเราสามารถรู้ได้ภายใน ๑ นาที หรือเป็นวินาทีด้วยซ้ํา ความแคบลงของเทคโนโลยี ตรงนี้นะครับที่ทําให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะดําเนินการขึ้น จากสิ่งที่ เป็นไปไม่ได้ในอดีตสามารถเป็นไปได้ในปัจจุบันนะครับ รัฐสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นในระยะหลังนี้ เป็นรัฐที่ต้องการจะแก้ไขปัญหาของประชาชนนะครับ เมื่อก่อนรัฐต้องมีหน้าที่ในการ เดินทางเข้าไปพบหาปัญหาประชาชน แต่ขณะนี้รัฐสมัยใหม่หลายประเทศได้มีการใช้ เทคโนโลยีดิจิทัลในการรับรู้ปัญหาได้มากขึ้นนะครับ แต่ว่าเป็นการรับรู้จากรัฐเป็นตัวตั้ง เอาความเดือดร้อน เอาปัญหาของประชาชนเป็นตัวตาม เพราะฉะนั้นสิ่งที่ประชาชน เดือดร้อน ก็ขอให้แจ้งมาที่รัฐนั้น รัฐก็จะมาแก้ไขปัญหาให้ ซึ่งเหล่านี้เราเรียกว่า รัฐเป็น เจ้าภาพ ประชาชนเป็นผู้รับผล นะครับ การวางระบบของประเทศไทยที่เราไปพบกันมานี้ ปัจจุบันมีเกือบ ๑๐๐ กรมนะครับ หน่วยงานราชการนี้ได้มีระบบในการจัดการตรงนี้ ไม่ว่าจะ เป็นโทรศัพท์ เป็นการร้องเรียนต่าง ๆ เป็นการใช้แอป (App) หรือใช้โซเซียลมีเดีย (Social Media) ต่าง ๆ ส่งเข้ามา ประมาณเกือบ ๑๐๐ กรม กับเกือบทุกจังหวัด ทุกจังหวัดได้มี ระบบแบบนี้เกือบทั้งสิ้น อันนี้คือรูปแบบของรัฐสมัยใหม่ แต่ว่าหลักการและแนวคิดของ การใช้ดิจิทัลเทคโนโลยี ครั้งนี้เราอาจจะมีการปรับเพิ่มเติมนิดหน่อยว่ารัฐสมัยใหม่นี้เป็นรัฐ ที่ต้องการจะแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนประชาชนเลยเอาเทคโนโลยีเป็นตัวตั้ง แล้วเอาสิ่งที่ ประชาชนร้องเรียนเข้ามาเป็นโจทย์นะครับ แต่วิธีที่เราเสนอครั้งนี้ เราได้มองเห็นว่าหัวใจ สําคัญจริง ๆ ถ้าเราใช้เทคโนโลยีดิจิทัลจริง ๆ มันสามารถเสริมสร้างวินัย เสริมสร้างความเข้มแข็งของ ประชาคม ของชุมชนได้ ถ้าเราทําตรงนี้ได้ สิ่งเหล่านี้คือรากฐานของการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นเจ้าของ อันนี้คือหลักคิดและการดําเนินงานของการทํางาน ครั้งนี้ ถ้าเรามาดูอีกจริง ๆ แล้วประชาชนของประเทศใดประเทศหนึ่งมันจะมีสิทธิ มีหน้าที่ มีความรับผิดชอบ มีการดําเนินงาน ซึ่งเรามีการพูดกันมาตลอดเวลาว่าจริง ๆ แล้ว การปกครองระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่เป็นการเลือกตั้งอย่างเดียว แต่หมายถึงการที่รู้จัก ในสิทธิและหน้าที่ของประชาชนในสังคม ตั้งแต่ปัจเจกบุคคลไปถึงครอบครัว ถึงสังคมนั้น ๆ การที่เราจะรับรู้ในสิทธิหน้าที่ตรงนี้ได้ มาจากการเล่าเรียน การศึกษาอบรม การมีกฎ กติกา ของสังคม การควบคุมกฎ กติกา ของสังคมไปได้ รู้จักมีสิทธิ รู้จักมีหน้าที่ ถ้าทําตรงนั้นได้ นี่ล่ะครับคือนอร์ม (Norm) ของสังคมจะเป็นแบบนั้น ประกอบด้วยการบังคับใช้กฎหมายที่เรา ดําเนินการไปอย่างถูกต้องเหมาะสม ตรงนี้ละครับคือรากฐานของประชาธิปไตย สังคม หรือประเทศใดขาดซึ่งสิ่งนี้ จะทําให้เห็นได้ว่ารากฐานของประชาธิปไตยก็ไม่มีทางเข้มแข็ง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราได้คิดเห็นได้ง่ายก็คือ ถ้าเราจะรับรู้ถึงเรื่องกิจกรรมในการแสดงถึง การเคารพสิทธิหน้าที่ของประชาชนนี้เราแสดงจากอะไร เรื่องการจราจรก็ดี เรื่องของการ คุ้มครองผู้บริโภคก็ดี เรื่องการปฏิบัติตามกฎหมายก็ดี หรือเรื่องการที่เจ้าหน้าที่รัฐมีความ จริงจังในการแก้ไขปัญหาเพื่อให้กฎหมายเป็นไปตามกฎหมาย สิ่งเหล่านี้คือรากฐานของ ประชาธิปไตยทั้งสิ้นนะครับ เพราะฉะนั้นแนวคิดของการทําครั้งนี้ของเรานี้ เราเลยเสนอว่า การสร้างคุณภาพของสังคมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลนี้ ถ้าทําตรงนี้ได้ หมายความว่าเราเอาความ ร่วมมือของประชาชนทั้งหมด ๓๐ ล้านคน ที่มีหมายเลขต่าง ๆ เหล่านี้เข้ามา เป็นผู้มีความ ตระหนัก ถ้าเราสร้างให้เขามีความตระหนักในเรื่องของสิทธิหน้าที่และการดูแลซึ่งกันและกัน การที่เราสร้างความตระหนักกับสังคมได้ สังคมจะช่วยกันดูแลนะครับ ช่วยกันดูแลปัญหา ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น หลังจากนั้นก็ได้มีการเคารพกติกา ช่วยกันดูแลไม่ให้มีการกระทําผิด เคารพ กติกามากขึ้น รวมทั้งบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่ฝ่าฝืน ถ้าเราทําตรงนี้ได้สังคมจะมีคุณภาพ และนี่คือรากฐานของประชาธิปไตยนะครับ ในการทํางานของระบบนี้เราจัดระบบออกเป็น ๓ ส่วน ระบบแรกคือระบบการแจ้งเหตุ การแจ้งข้อมูล แน่นอนเมื่อยุคสมัยของเทคโนโลยี ในขณะนี้เราคงใช้วิธีการแจ้งโดยใช้ผ่านโทรศัพท์มือถือเป็นแอป (App) ได้ดําเนินการ เข้ามานะครับ แล้วดําเนินกระบวนการผ่านระบบอินเทอร์เน็ตเข้ามา โดยมีขอบเขตของเรื่อง ต่าง ๆ ได้แยกออกไป แล้วเข้ามาในกระบวนการโพรเซส (Process) ซึ่งเราจะให้มีการ ไหลเวียนข้อมูลจากผู้แจ้งมาถึงระบบโครงสร้างในการประเมินผล มีศูนย์ดําเนินการและโฟลว์ (Flow) ข้อมูลเข้าไปสู่ผู้ปฏิบัติทันที ผู้ปฏิบัติที่แยกตามหน่วยต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้น ก็จะไปรับ ไปสู่การปฏิบัติโดยมีระบบการบริหารจัดการที่เกิดขึ้น อันนี้คือหลักคิดในการทํางาน เราได้ แบ่งความเดือดร้อนของประชาชนจากที่รวบรวมทั้งหมดประมาณ ๑๑ – ๑๒ ประเด็น ไม่ว่า จะเป็นเรื่องของการจราจรขนส่ง การละเมิดบัญญัติท้องถิ่น เรื่องของอบายมุข การพนัน สถานบันเทิง เรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภค เรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ เรื่องของการ ทุจริตประพฤติมิชอบ เรื่องยาเสพติด อาชญากรรมต่าง ๆ และสาธารณภัยในวงกว้าง รวมทั้ง เรื่องการเมือง ความมั่นคง และสุดท้ายเรื่องของการเลือกตั้ง รวมทั้งการเชิดชูคนดีที่เกิดขึ้น จากสังคมโซเชียล (Social) ที่มีกันอยู่ ๑๑ – ๑๒ เรื่องอันนี้ ถ้าเราสามารถดําเนินการได้อย่าง ครอบคลุม และทําให้ประชาชนได้รู้จักในการดําเนินการตอนนี้ เราสามารถจะทําให้สังคมฟื้น เข้ามาสู่คุณภาพได้ ๑๑ – ๑๒ เรื่องของการเฝ้าระวังนี้แบ่งออกเป็น ๓ ส่วน

ส่วนแรกก็คือส่วนที่เป็นข้อมูลเพื่อการสร้างคุณภาพของสังคม ก็คือประชาชน กับประชาชนดูแลกันเอง เช่นการละเมิดกฎจราจร การจอดรถก็ดี การขับรถเร็วก็ดี อันนี้เป็น สิทธิประชาชน ถ้าเขาดูแลกันเองตรงนี้ ทุกคนได้ส่งเสริมช่วยเหลือกัน ดูแลซึ่งกัน คนในชาติ ก็จะมีวินัยตรงนี้ อันนี้คืออันแรก ซึ่งอันแรกอันนี้ไม่เคยมีใครทํามาก่อนนะครับ

อันที่ ๒ คือข้อมูลการฝ่าฝืนกฎหมายที่กระทบต่อสังคม ก็คือประกอบทั้ง ผู้ประกอบการกับกิจการที่ประกอบการของเขาตรงนั้น แล้วมีผลกระทบต่อชุมชน เช่น การสร้างความเดือดร้อนของประชาชนโดยส่วนรวม อบายมุข การพนัน การบันเทิง หรือ ยาเสพติด

อันที่ ๓ คือข้อมูลการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งอาจจะมีทั้งที่ดีหรือที่มี ทั้งประพฤติมิชอบ ๓ ส่วนนี้ถ้าเราสามารถแบ่งแยกข้อมูลการเฝ้าระวังตรงนี้แล้วเราสามารถ สรุปได้ว่าระบบของเราอันนี้แบ่งออกเป็น ๓ ส่วน

ส่วนแรกก็คือการควบคุม กฎกติกา ระเบียบ การปฏิบัติของสังคมและชุมชน ที่ประชาชนจะดูแลกันเอง ตรงนี้ถ้าเราสามารถรณรงค์ สร้างความตื่นตัวให้กับประชาชน ได้มาก ประชาชนจะรู้สึกเกิดการดูแลตนเองซึ่งกัน ใครจะฝ่าฝืนกฎหมาย กฎจราจร แม้แต่ เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ได้คิดเห็นถึงคนอื่น ๆ ก็ไม่กล้าที่จะกระทําผิด ถ้าท่านไปต่างประเทศท่านจะ พบเลย บางประเทศแม้แต่จะข้ามทางม้าลาย ไม่มีรถเลย แต่ถ้าสัญญาณจราจรเป็นไฟแดง และคนข้ามไม่ได้เขาก็ไม่ข้าม นี่คือการที่คนในสังคมมีสํานึกของการรักษาระเบียบร่วมกัน ถ้าเราสามารถตรงนี้แล้ว นี่คือขั้นตอนที่หนึ่ง

อันที่ ๒ คือการร่วมเฝ้าระวังปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน และสังคมเพื่อให้เจ้าหน้าที่ดําเนินการ ก็คือการร้องเรียนต่าง ๆ ไม่ว่าเรื่องยาเสพติด เรื่อง อาชญากรรม เรื่องอบายมุข ประชาชนร่วมกันดูแลแล้วก็แจ้งให้กับเจ้าหน้าที่

อันที่ ๓ คือการควบคุมการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล อันนี้คือ ๓ ส่วน ๓ ส่วนนี้คือระบบของที่เราจะมีการดําเนินการสร้างขึ้น ซึ่งมันก็มีตัวอย่าง จํานวนมากอยู่ ที่ท่านเห็นในเว็บ (Web) ก็ดี เรื่องการร้องเรียน เรื่องของต่าง ๆ เหล่านี้ นะครับ ซึ่งปรากฏอยู่ทุกวันตรงนี้แล้ว ผมอยากสรุปประเด็นสุดท้ายว่าในก่อนหน้านี้ กรรมาธิการฝ่ายการเมืองได้เสนอรูปแบบโดยการสร้างวินัยหรือการสร้างความตื่นตัวของ ประชาชนในเรื่องของการให้ประชาชนมีความตื่นตัวทางการเมือง เรื่องสิทธิต่าง ๆ ให้มีการ อบรม ให้มีการเผยแพร่ต่าง ๆ เหล่านี้ ขณะนี้สิ่งที่เราเสนอควบคู่ไปด้วยคือการใช้เทคโนโลยี ดิจิทัลเข้ามาควบคุม ซึ่งถ้าสามารถทําตรงนี้ได้แล้วสามารถจะทําให้ประชาชนโดยส่วนรวม ของเรามีความสํานึกมากขึ้น และนี่คือรากฐานของประชาธิปไตยนะครับ ทั้งหมดที่ผมพูดนี้ เป็นหลักคิดและระบบการปฏิบัติการโดยภาพที่เป็นคอนเซปต์ (Concept) เท่านั้น ส่วนระบบ การบริหารจัดการที่เราจะทําขึ้นมาเป็นอย่างไรบ้าง ประกอบด้วยใครบ้าง ขออนุญาตจะให้ ท่านปิติธรรมได้ลงละเอียดว่าเรามีระบบการบริหารจัดการอย่างไรในระบบการเฝ้าระวังนี้ครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญท่านปิติธรรม ฐิติมนตรี อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัด และเป็น เลขานุการของคณะอนุกรรมาธิการได้นําเสนอครับ

นายปิติธรรม ฐิติมนตรี ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม นายปิติธรรม ฐิติมนตรี อนุกรรมาธิการ ขออนุญาตกราบเรียนว่า จากแนวความคิดในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการเฝ้าระวังทางสังคมและการบังคับใช้ กฎหมายที่ทั้งท่านประธานอโณทัย ท่าน พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ และท่านเพิ่มพงษ์ ได้กรุณากราบเรียนต่อสภาแห่งนี้กระผมจะขออนุญาตกราบเรียนสรุปในรายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อท่านประธานและท่านสมาชิกได้กรุณารับทราบเพิ่มเติมนะครับ ขออนุญาตกราบเรียนว่า คณะอนุกรรมาธิการได้กําหนดหลักการสําคัญของเรื่องนี้ไว้ว่านะครับ

ประการแรกจะเป็นเรื่องของการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในเชิงสร้างสรรค์ กล่าวคือเทคโนโลยีดิจิทัลนั้นซึ่งเราใช้อยู่กันในปัจจุบัน รวมทั้งสื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) ต่าง ๆ ก็ถูกนําไปใช้ทั้งในทางบวกและทางลบ แต่ในกรณีนี้จะเป็นเรื่องของการใช้ เพื่อการสร้างสรรค์ทางสังคมนะครับ

ประการที่ ๒ ก็คือว่าจะเป็นการบูรณาการเชื่อมโยงหน่วยรับเรื่องราว ร้องเรียนร้องทุกข์ ซึ่งก็มีจํานวนมากมายแล้วก็ต่างหน่วยต่างทํานี่ให้เป็นเอกภาพ เนื่องจาก การรับเรื่องราวร้องเรียนร้องทุกข์ของประชาชนที่ผ่านมาก็เป็นลักษณะที่หน่วยงานต่างคน ต่างทํา ประชาชนจะต้องจําเลขหมายโทรศัพท์ ไม่ว่าจะเป็นเลข ๓ ตัว เลข ๔ ตัว หรือแม้กระทั่งเลข ๘ ตัว ที่เป็นโทรศัพท์ทั่วไปเป็นจํานวนมาก ทําให้เกิดความสับสน แล้วก็เป็นภาระ บางเรื่องต้องแจ้งหลายหน่วยงาน ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วถ้าระบบนี้ เกิดขึ้นได้การแจ้งเพียงหน่วยเดียวนะครับหรือเข้าไปในระบบการเฝ้าระวังทางสังคมมันก็จะ วิ่งไปสู่ส่วนราชการแล้วก็มีการประมวลผลจากส่วนกลางด้วย อันนี้ก็เป็นส่วนที่ ๒ นะครับ

ประการที่ ๓ ก็คือในเรื่องของการกระตุ้นแล้วก็สร้างความร่วมมือและการมี ส่วนร่วมของประชาชนในการเฝ้าระวังทางสังคม รวมทั้งประชาชนผู้แจ้งข้อมูลข่าวสาร จะได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและความปลอดภัยด้วย อันนี้ถือว่าเป็นหัวใจของการใช้ เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการเฝ้าระวังทางสังคม ฉะนั้นข้อมูลที่พี่น้องประชาชนได้ส่งต่อมายัง ศูนย์ปฏิบัติการจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นความลับ แล้วก็การส่งต่อข้อมูลเหล่านั้นก็จะเป็นการ ส่งต่อข้อมูลเพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัตินะครับ

ในประการที่ ๔ ก็คือจะต้องมีระบบการตรวจสอบติดตามประเมินผล และแจ้งผลการดําเนินงานของหน่วยงานในการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้รับทราบ ผมเชื่อว่าที่ผ่านมานี้เมื่อประชาชนแจ้งเรื่องราวต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลข่าวสารเบาะแส หรือเรื่องราวร้องเรียนร้องทุกข์ต่าง ๆ ก็คาดหวังว่าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจะนําผลการแจ้งนี้ ไปสู่การปฏิบัติ แล้วก็คาดหวังต่อว่าเมื่อปฏิบัติแล้วเขาควรจะได้รับรู้รับทราบด้วยว่า สิ่งที่เจ้าหน้าที่นําไปปฏิบัติหรือรับข้อมูลไปแล้วสามารถที่จะแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ได้อย่างไรนะครับ อันนี้ก็เป็นหลักการของการทํางานตรงนี้นะครับ ทีนี้ในเรื่องของการปฏิรูป เรากําหนดการปฏิรูปไว้ใน ๓ เรื่องด้วยกันนะครับ ซึ่งส่วนใหญ่ที่ผมได้กล่าวนามทั้ง ๓ ท่าน เมื่อสักครู่ขออนุญาตที่กล่าวนามถึงท่านนะครับว่าก็ได้พูดในรายละเอียดลงไปมากแล้ว นะครับ ก็จะพูดเฉพาะว่าในเรื่องของการปฏิรูป ๓ เรื่องนั้นมีอะไรบ้าง

เรื่องแรก ก็เป็นการปฏิรูปโครงสร้างแล้วก็กลไกของการบริหารจัดการ เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการเฝ้าระวังทางสังคม ที่ได้นํากราบเรียนไว้เบื้องต้นก็คือว่าในเรื่อง การรับเรื่องราวร้องเรียนร้องทุกข์ของประชาชนนั้นส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องของการต่างคน ต่างทํา แต่ว่าถ้าเรามีกลไกในบริหารจัดการตรงนี้ ที่มีความชัดเจนแล้วก็มีเอกภาพ ประชาชน สามารถที่จะส่งข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ มาสู่ศูนย์ตรงนี้นะครับแล้วก็มีกระบวนการบริหาร จัดการที่ชัดเจนนะครับ ในโครงสร้างในเรื่องของกลไกโครงสร้างที่ได้นํากราบเรียนไปแล้วก็ จะมี ๓ ระดับนะครับ

ระดับแรกก็อาจจะเรียกว่าเป็นระดับอํานวยการของประเทศหรือระดับชาติ ก็จะมีหน้าที่ในเรื่องของการกําหนดแนวทางนโยบาย ในเรื่องของการเฝ้าระวังทางสังคม ในเรื่องของการพัฒนาเทคโนโลยีในเรื่องของการบริหารจัดการข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ที่ได้รับ จากประชาชนผู้ร้องเรียนหรือผู้ให้ข้อมูลข่าวสารนะครับ เสร็จแล้วก็จะมีเรื่องของการติดตาม ประเมินผลแล้วก็มีการประมวลผลของการทํางาน อันนี้ก็เป็นในระดับนโยบายนะครับ ซึ่งในระดับนโยบายนี้เราวางโครงสร้างให้มีคณะกรรมการบริหารจัดการเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อการเฝ้าระวังทางสังคมนะครับ ก็เอาไว้ที่ศูนย์ดํารงธรรม กระทรวงมหาดไทย จะมี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อ เศรษฐกิจสังคม และรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธาน มีหัวหน้า ส่วนราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการรับเรื่องราวร้องเรียนร้องทุกข์ร่วมเป็นกรรมการ เพื่อที่จะได้กําหนดนโยบายแนวทางการบริหารการพัฒนาเทคโนโลยี รวมทั้งในเรื่องของ การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนให้เกิดความหลากหลายแล้วก็ตอบรับต่อระบบตรงนี้ นะครับ อันนี้ก็เป็นส่วนแรกที่เป็นเรื่องของกลไกนะครับ

ในระดับที่ ๒ ก็เป็นกลไกในระดับจังหวัด ก็จะมีศูนย์ดํารงธรรมจังหวัด ทําหน้าที่อํานวยการแล้วก็ช่วยเหลือแก้ไขปัญหาของประชาชน รวมทั้งเรื่องของการบริการ ประชาชนด้วย

ในระดับ ๓ ซึ่งมีความใกล้ชิดกับประชาชน ก็คือศูนย์ดํารงธรรมอําเภอนะครับ ก็จะทําหน้าที่ช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนแล้วก็บริการประชาชนด้วย ขออนุญาต กราบเรียนว่าที่กําหนดให้ศูนย์ดํารงธรรมเป็นหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ ก็เพื่อให้ เป็นไปตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๙๖/๒๕๕๗ เรื่องการจัดตั้งศูนย์ ดํารงธรรมให้เป็นศูนย์กลางในการรับเรื่องราวร้องเรียนร้องทุกข์ แก้ไขปัญหาและบริการ ประชาชน โดยให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องสนับสนุนการแก้ไขปัญหารวมทั้งจัดงบประมาณ บุคลากรช่วยเหลือ นอกจากนี้เมื่อเดือนที่แล้วคณะกรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดินก็ได้ เสนอผลการศึกษาเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพของศูนย์ดํารงธรรม เพราะฉะนั้นใน ๒ เรื่องนี้ ก็จะคาบเกี่ยวควบคู่กันไปทั้งในส่วนที่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและในส่วนที่เป็นเรื่องของ การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน

ในส่วนที่ ๒ ของการปฏิรูปก็คือเป็นเรื่องของการปฏิรูประบบการแจ้งข้อมูล ข่าวสารที่ได้นํากราบเรียนไปเบื้องต้น ก็คือต่างหน่วยต่างทํา ฉะนั้นก็จะมีข้อมูลเฉพาะของ ตัวเองนะครับ แต่ว่าในระบบที่เราจะจัดทําขึ้นใหม่นี้จะเป็นระบบที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยง เป็นเครือข่ายระหว่างศูนย์ดํารงธรรมในทุกระดับ แล้วก็ส่วนราชการที่มีหน้าที่ในเรื่องการรับ เรื่องราวร้องเรียนร้องทุกข์ แล้วก็แก้ไขปัญหาของประชาชน ในเรื่องของระบบข้อมูลข่าวสารนั้น เราวางแนวความคิดไว้ว่า ๑. ประชาชนจะต้องเข้าถึงได้ง่าย ๒. จะต้องสะดวกรวดเร็ว แล้วก็ เป็นเรียลไทม์ (Real Time) เพื่อที่จะให้ประชาชนมีความมั่นใจ แล้วก็ใช้เรื่องของเทคโนโลยี ดิจิทัลเพื่อการเฝ้าระวังทางสังคมให้เป็นประโยชน์นะครับ

ในส่วนที่ ๓ ก็คือเรื่องการปฏิรูปที่ ๓ ก็คือเป็นการสร้างความร่วมมือและการ มีส่วนร่วมของประชาชน อันนี้ก็เป็นปัจจัยสําคัญของการเฝ้าระวังทางสังคม ฉะนั้นเพื่อให้ ประชาชนทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในเรื่องของการเฝ้าระวังทางสังคม แล้วก็เป็นการใช้พลัง ทางสังคมให้เป็นประโยชน์ รวมทั้งเป็นการสร้างความเข้มแข็งของประเทศของประชาชน แล้วก็ของชุมชนสังคมด้วย

ประโยชน์ที่คิดว่าคาดว่าน่าจะได้รับจากเรื่องของเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการ เฝ้าระวังทางสังคมนั้นผมคิดว่าก็มีหลายส่วนนะครับ แต่อย่างแรกก็คือว่าเป็นการลดปัญหา ทางสังคมที่มีผลกระทบต่อสุจริตชน ซึ่งผมเชื่อว่าเหตุการณ์ประจําวันที่เกิดขึ้นในสังคม บ้านเราล้วนได้รับรู้รับทราบ แล้วก็เป็นข้อกังวลใจ เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถทําตรงนี้ได้ ก็จะลดปัญหาสังคม แล้วที่สําคัญก็คือจะเป็นการคืนพื้นที่สาธารณะที่เคยถูกใช้โดยปัจเจก บุคคลหรืออะไรก็แล้วแต่ที่ผิดกฎหมายกลับคืนมาให้เป็นพื้นที่ของประชาชนนะครับ ในส่วนที่ ๒ ที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ก็คือว่าทําให้ประชาชนมีจิตสาธารณะที่จะร่วมกัน เฝ้าระวังปัญหาทางสังคมที่จะร่วมกันเฝ้าระวังทางสังคมนะครับ แล้วก็เป็นการสร้างวินัย ให้กับประชาชน ประชาชนเคารพกฎหมาย รวมทั้งการบังคับใช้กฎหมายก็มีประสิทธิภาพ เนื่องจากว่ามีข้อมูลข่าวสารที่ประชาชนส่งมาเพียงพอที่จะใช้ในการดําเนินการหรือแก้ไข ปัญหาให้กับประชาชนนะครับ สุดท้ายบ้านเมืองก็เกิดความสงบเรียบร้อย บ้านเมืองก็มี ระเบียบเป็นสังคมที่น่าอยู่นะครับ โดยเราใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือเป็นกลไกนะครับ ในการที่จะทําให้การเฝ้าระวังทางสังคมนั้นมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเป็นกลไกในการสร้างความ สงบสุขให้กับประชาชนนะครับ ก็ขออนุญาตกราบเรียนว่าในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของการ ปฏิรูปที่เป็นสาระเพิ่มเติม ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานสภารวมทั้งท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพื่อกรุณารับทราบครับ ผมกราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เนื่องจากว่ามันมีระบบเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องของดิจิทัลนะครับ ก็จะขออนุญาตให้ท่านสมญา พัฒนวรพันธุ์ ซึ่งก็เป็นอนุกรรมาธิการ ได้กรุณาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าระบบเทคโนโลยีดิจิทัลที่เราทําขึ้นมานั้นไม่ซ้ําซ้อนกับ ส่วนราชการใด ๆ แต่เป็นเรื่องของการซ้ําเสริม แล้วก็เป็นเรื่องของการทําเสริมต่อยอดให้ ระบบนี้มันมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นครับ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญ ท่านสมญา พัฒนวรพันธุ์ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการนําเสนอครับ

นายสมญา พัฒนวรพันธุ์ ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ

เรียนประธาน และสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพครับ สําหรับในเรื่องของการทํางานของ ระบบการเฝ้าระวังเพื่อทางสังคมนะครับ เป็นการออกแบบระบบขึ้นใหม่นะครับที่จะไม่มี การซ้ําซ้อนกับระบบรับเรื่องราวร้องทุกข์หรือร้องเรียนจากหน่วยต่าง ๆ นะครับ ในระบบนี้นั้น เราออกแบบมาให้ตอบสนองความต้องการของประชาชนในหลักการที่ว่า ๑. ประชาชนนั้น มีความห่วงใยในเรื่องความปลอดภัย เพราะฉะนั้นระบบนี้จะไม่มีการลงทะเบียนมีการติดตั้ง ซอฟต์แวร์ (Software) จริง แต่ไม่มีการลงทะเบียนครับ ไม่ต้องระบุชื่อตัวเองหรือเลข ๑๓ หลักหรือชื่อ นามสกุลใด ๆ ทั้งสิ้นนะครับ ระบบนี้เมื่อมีการติดตั้งแล้วถือว่าเป็นการ ลงทะเบียน หลังจากที่ระบบนี้ลงทะเบียนแล้ว โดยการติดตั้งซอฟต์แวร์แล้วจะทําหน้าที่ ในการส่งต่อข้อมูลไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีหน้าที่ในภารกิจหลักของเขาเหล่านั้น เช่น ใน ๑๒ ปัญหาเหล่านั้นนะครับ หลังจากนั้นแล้วระบบจะมีการติดตามงานร้องเรียนให้เห็นว่า มีการเดินไปถึงขั้นตอนไหน และประชาชนสามารถที่จะติดตามเส้นทางเดินของการร้องเรียน ปัญหาได้ และเมื่อเจ้าหน้าที่ได้มีการแก้เงื่อนไขแล้ว แก้ปัญหาเหล่านี้แล้วก็สามารถที่จะ ติดต่อกับระบบนี้เพื่อแจ้งผลให้ประชาชนได้รับทราบได้อันนี้คือภาพใหญ่ ๆ นะครับ

กระผมขอเรียนชี้แจงในดีเทล (Detail) อีกนิดเดียวนะครับ ระบบนี้มี ความสําคัญอยู่ที่ ๔ ส่วนด้วยกัน

ระบบที่ ๑ คือระบบประมวลผล ประมวลผลของระบบดิจิทัลตัวนี้นะครับ ในประการที่ ๑ นั้นจะเป็นระบบที่มีการแยกแยะปัญหาเองในแต่ละปัญหาและมอบหมาย หรือส่งต่อให้แต่ละหน่วยงานได้นะครับ ๒ ระบบนี้จะสามารถสร้างข้อมูลทางเทคนิค หรือที่เรียกว่า คิวอาร์โค้ด (QR Code) เพื่อเป็นลักษณะของการป้องกันและไม่ให้เกิดความ กังวลต่อผู้ร้องเรียน หน่วยงานต่าง ๆ จะได้รับแค่คิวอาร์โค้ด (QR Code) จะไม่สามารถรู้ได้ ว่าคิวอาร์โค้ด (QR Code) นี้เป็นของใครระบบนี้ยังมีในส่วนของงานเวิร์คโฟลว์ (Work Flow) จัดแสดงเส้นทางการเดินของข้อมูลว่าไปถึงช่วงเวลาใด ว่าไปถึงหน่วยงานใดที่ รับผิดชอบอยู่และมีการแก้ปัญหาหรือไม่

ระบบที่ ๒ ของหน่วยประมวลผลนั้นอันนี้เป็นหน่วยเรื่องของข้อมูลระบบลับ ข้อมูลทางร้องเรียนนะครับ เป็นเรื่องของหน่วยอินพุท (Input) ระบบอันนี้เราเน้นที่การสร้าง ซอฟต์แวร์ (Software) นะครับสําหรับช่องทางในเรื่องเว็บไซต์ (Web Site) หรือโซเชียลมีเดีย (Social Media) ต่าง ๆ นั้นเป็นเพียงช่องทางสํารอง ทุกท่านผู้ที่จะร้องเรียนปัญหานั้นจะต้อง มีการติดตั้งซอฟต์แวร์ (Software) อันนี้นะครับ

ในส่วนของหน่วยงานที่รับปัญหานั้น ในทันทีที่มีการร้องเรียนปัญหาขึ้นไป เข้าไปในระบบนี้ครับ ระบบจะมีการส่งไปให้ทั้งหมด ๓ ขาด้วยกัน ขาที่ ๑ ส่งไปยังหน่วยงาน ที่รับผิดชอบโดยตรงนะครับ ส่วนที่ ๒ จะไปสู่หน่วยงานที่ทําหน้าที่ในการบริหารจัดการ ก็จะมีส่วนของสํานัก สปน. หรือว่าในส่วนของศูนย์ดํารงธรรม อันนี้จะเป็นทั้งหมดนะครับ และในระบบนี้ส่วนที่สําคัญที่สุดก็คือการแสดงผลที่จะตอบสนองความต้องการของประชาชน ก็คือแสดงผลให้เห็นว่าระบบนี้ประชาชนสามารถที่จะเข้ามาตรวจสอบข้อมูลการร้องเรียน ได้ว่าไปถึงขั้นตอนไหน ขณะเดียวกันระบบนี้ก็จะสามารถแจ้งกลับไปยังผู้ร้องเรียนได้อย่าง อัตโนมัติถ้าหากเจ้าหน้าที่มีการแก้ปัญหาให้แล้วนะครับ มีแค่นี้ครับผม

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ทางกรรมาธิการนําเสนอได้ครบถ้วนหมดหรือยังครับ ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิก อภิปรายแสดงความคิดเห็นโดยใช้เวลาท่านละไม่เกิน ๑๐ นาทีนะครับ ท่านแรกขอเชิญ ท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูตประจําหลายประเทศนะครับ อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ขอเชิญครับ

นายกษิต ภิรมย์ 🔗

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. อันดับ ๗ คือข้อแรกผมยังติดใจที่ชื่อของโครงการ โดยเฉพาะความเข้มแข็งของชุมชนในสังคม แล้วก็ภาษาอังกฤษใช้คําว่า คอมมูนิตี วอตช์ ด็อก (Community Watch Dog) อ่านผิวเผิน ผมก็คิดว่ามันน่าจะเป็นประชาชนร่วมแรงร่วมใจกันในการที่จะเฝ้าระวังความปลอดภัยของ ตนเอง และการได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรมและรวดเร็วจากหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ ที่จะต้องบริการแล้วก็รับใช้ประชาชน แล้วก็ไปโยงไปกับที่เมื่อกี้นี้ทางกรรมาธิการได้ชี้แจงว่า ประชาชนจะมีส่วนร่วมนอกเหนือจากมีมือถือแล้วก็ส่งเบอร์ไปมีอะไรก็แจ้งมาแล้ว ไม่ชัดครับ ว่าจะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมจริง ๆ จัง ๆ อย่างไร เพราะว่าในระดับท้องถิ่นไปที่ระดับ หมู่บ้านมันก็มี อสม. ของกระทรวงสาธารณสุข มี อส. ของกระทรวงมหาดไทย แล้วก็มีกํานัน และผู้ใหญ่บ้าน แล้วก็มีคณะกรรมการหมู่บ้าน อันนี้ระดับท้องถิ่นแท้ ๆ ท้องที่เลย และเมื่อมี ประเด็นปัญหามาแล้ว ก่อนที่จะมีประเด็นปัญหาเขาจะร่วมกันในการที่จะป้องกันระวังภัย อย่างไร ต้องป้องกันก่อนนะครับ เหมือนกับที่ได้พูดในเรื่องที่แล้วว่าจะขจัดปัญหาอย่างไรก่อน คราวนี้ก็ถามกันบอกว่า ระบบการลงทะเบียนของคนเข้าออกในหมู่บ้าน ในตําบล แล้วก็ โดยเฉพาะในเทศบาลเมือง ที่อารยธรรมประเทศทั้งหมดที่เป็นประชาธิปไตย แล้วก็ พวกคอมมิวนิสต์ทั้งหมด ว่าเมื่อมีคนแปลกหน้าเข้ามาต้องมีการขึ้นทะเบียนแล้วก็จดทะเบียน แล้วก็ข้ามเรื่องมานิดหนึ่งมันก็มีการฝังตัวของพวกมาเฟียต่างชาติอยู่ที่พัทยา ตอนนี้ไปที่ หัวหิน ไปที่ภูเก็ต หรือว่าในหลาย ๆ ถนนของกรุงเทพมหานคร แล้วก็ ผอ. เขตก็ดี นายอําเภอก็ดี หรือว่ากํานันก็ดี มีการร่วมมือกับชุมชนอย่างไรในการเฝ้าระวังแล้วก็ป้องกัน แล้วก็ขึ้นทะเบียน มันต้องมาพูดกันในเรื่องพื้นฐานก่อนเป็นสําคัญ นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ครับ

ประเด็นที่ ๒ ผมไม่อยากจะเหมาทุกสิ่งทุกอย่างไปที่ศูนย์คุณธรรม เราก็ต้อง ถามว่าแล้วมีผู้ว่าราชการจังหวัดทําไม มีนายอําเภอ มีปลัดอําเภอ มีกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน อันนี้ สายตรงของกระทรวงมหาดไทย เคียงข้างก็มีสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ทั้งสันติบาล กองปราบ ตํารวจภูธร ตํารวจตระเวนชายแดน สถานีตํารวจทั้งหลาย แล้วเขาทําหน้าที่อะไร หรือว่ามันจะโอนไปทางนี้หมดว่าไม่ต้องไปที่สถานีแล้ว ไปร้องเรียนที่ศูนย์คุณธรรม เป็นการ ผลักภาระหรือเปล่าอันนี้ต้องดูให้ดี แล้วถ้าเผื่อร้องเรียนมาที่ศูนย์คุณธรรม จะเดินมาที่ ศูนย์คุณธรรมก็ตาม หรือจะโทรศัพท์ หรือจะอีเมล์ (E-mail) หรือจะเอสเอ็มเอส (SMS) มา ศูนย์คุณธรรมก็จะต้องกระจายเรื่องไปทั้งที่ส่วนกลาง ส่วนต่างจังหวัด แค่ส่งเรื่องไปแล้วก็ รอเมื่อไรสวรรค์จะโปรดว่าหน่วยงานนั้น ๆ จะแก้ไขประเด็นปัญหาที่ประชาชนร้องเรียนมา เพราะไม่ได้รับการยุติธรรม ล่าช้า หรือต้องจ่ายใต้โต๊ะต่าง ๆ เหล่านี้ คือแค่เป็นไปรษณีย์ผ่าน ผมว่ามันไม่มีประโยชน์ครับ มันต้องนําไปสู่การปฏิบัติภายใน ๕ วัน ๗ วัน ต้องพูดกันเสียให้ชัด แล้วมันก็ต้องโยงไปกับการบริหารราชการแผ่นดินว่าจะสร้างบ้านใหม่ ผมกรอกเว็บไซต์ (Web Site) ไปอนุมัติภายใน ๒๔ ชั่วโมงได้ไหม เมื่อผมร้องเรียนไปแล้วในเรื่องต่าง ๆ มันจะ ไปที่ไหน อย่างไร แล้วมันก็ต้องไปโยงกับศาลปกครอง อันนี้ไม่ได้มีการพูดถึง ว่ากฎเกณฑ์ ที่ออกมาโดยรัฐบาลกลางหรือท้องถิ่นมันไม่ยุติธรรมต่อประชาชน ไปร้องเรียนแล้ว ไปที่ ศูนย์คุณธรรมจะมีการประสานงานกับทางศาลปกครองหรือไม่อย่างไร นั่นก็เป็นอีกประเด็น

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่า มันง่ายที่จะบอกว่ามอบงานดิจิทัลว่าด้วย การร้องเรียนไปที่ศูนย์คุณธรรม ผมได้เคยอภิปรายในสภานี้ผมขอทบทวนความจํา ท่านประธานและท่านกรรมาธิการทั้งหลาย ผมอยากจะรู้ว่าเครื่องมือเครื่องใช้มันสนนราคา เท่าไร การเปิดประมูลที่จะให้โปร่งใสในการที่จะซื้อเครื่องมือต่าง ๆ มาติดตั้งที่ศูนย์คุณธรรม แล้วจะมีศูนย์กลางคุณธรรมอยู่ที่ไหน อย่างไร เน็ตเวิร์กกิง (Networking) ทั้งหลาย แล้วใคร จะเป็นคนเลือกเครื่องมือเครื่องใช้ ระบบการจัดซื้อจัดจ้างว่าอย่างไร นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ แล้วผมก็ได้พูด ผมขอย้ําอีกทีหนึ่ง เราจะมีการฝึกบุคลากรให้มีขีดความสามารถทางด้าน เทคนิคอย่างไร หรือว่าเป็นศูนย์รับข้อมูลที่มันตายคือส่งเรื่องเข้าไปแล้วแล้วมันก็เรกคอร์ด (Record) ไว้ รุ่งเช้าเจ้าหน้าที่มาก็มาคอยเปิดดู หรือว่าจะบริการ ๒๔ ชั่วโมง ออนคอล (On call) อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ มันจะมีอํานาจในการสั่งการได้ไหมว่าเรื่องนี้มันเกิดที่หมู่บ้านนี้ ต้องโทรศัพท์ไปที่กํานัน ผู้ใหญ่บ้านได้ แล้วจะประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างไร ถ้าเผื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการประปา ถนน ต่าง ๆ เหล่านี้ ผมว่ามันต้องไปคิดแล้วมันต้อง วางระบบกันให้เป็นเรื่องเป็นราว ไม่ใช่ว่าคิดว่ามันน่าจะมีระบบดิจิทัลเพื่อจะรองรับนโยบาย ของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ เรื่อง ๔.๐ และทุกสิ่งทุกอย่างมันต้องเฮโลกันไปอย่างนั้น มันไม่ใช่นะครับ แล้วทุกคนก็อ้าง ๔.๐ อะไรพวกนี้ เรื่องของการเตรียมการขั้นพื้นฐานเป็น เรื่องที่สําคัญยิ่ง แล้วก็ตัวเลขว่าด้วยการใช้งบประมาณมันต้องแน่ชัด

อีกประเด็นหนึ่งคือถ้าเผื่อศูนย์คุณธรรมไม่ได้เรื่องใครจะประเมินและใคร จะลงโทษ ระบบการตรวจสอบมันอยู่ที่ไหน ต้องไปที่ ปปง. ต้องไปที่ ป.ป.ช. หรือเปล่า อย่างไร หรือมันจะมีองค์กรกลางภายในสังกัดของกระทรวงมหาดไทยที่จะดูแลเรื่องนี้ เพื่อจะให้ข้าราชการนั้นตอบสนองและเป็นผู้รับใช้ประชาชนจริงจังได้มากน้อยแค่ไหน แล้วอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าบางทีเราอาจให้ความสําคัญไปกับเรื่องดิจิทัล แต่ว่าสภาพ สังคมไทย ตัวเลขอาจจะบอกว่าเรามีมือถือเยอะ แต่ว่าการใช้ประโยชน์ที่เป็นเรื่องเป็นราว ใครจะไปฝึกอบรมประชาชนชาวไทยครับ ว่าเขาจะใช้อย่างไร วิธีใช้ และเขาจะได้ประโยชน์ อะไร แล้วถ้าเผื่อเขาร้องเรียนมาบอกเป็นความลับเปิดเผยไม่ได้ แล้วถ้าเผื่อเขาถูกอีกฝ่ายหนึ่ง กลั่นแกล้งถูกกล่าวหา เราจะป้องกันประเด็นนี้อย่างไร เราจะเคาน์เตอร์เช็ก (Counter Check) หรือว่าย้อนรอยไปว่าข้อร้องเรียนอันนี้หรือว่าข้อกล่าวหาอันนี้ต่อข้าราชการก็ดี ต่อใครก็ตาม อดีตมันมาด้วยความบริสุทธิ์ใจตามสาระเนื้อหาหรือเปล่า มันก็จะเป็นช่องทาง ของการกลั่นแกล้งกันก็ได้ แล้วค่าใช้จ่ายที่โทรมาล่ะครับ ฟรี หรือเปล่า เป็นระบบ ๙๙๑ หรือเปล่า อะไรที่เรื่องเกี่ยวกับบ้านเมืองส่วนรวมฉุกเฉินมันต้องฟรีหมด แล้วใครจะจ่ายภาระ อันนี้ ขอเงินทั้งหมดจาก กสทช. มาทําตรงนี้ได้ไหมครับ มาอุดหนุนจุนเจือ มาซับซิไดซ์ (Subsidize) จะได้ไม่ต้องไปขอร้องบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลายให้ขอความกรุณาให้ทําซีเอสอาร์ (CSR) ไม่ใช่ ผมอยากจะทั้งหมดให้มาคิดให้ครบระบบเสียก่อนแล้วก็ตอบคําถาม หรือว่า อุดช่องโหว่ได้ แล้วก็ให้มีการวางระบบที่มันสามารถที่จะใช้ได้จริง ๆ จัง ๆ อย่างทั่วถึง เราก็ ได้เห็นกันมามากแล้ว ท่านประธานผ่านไปที่กรรมาธิการ เราก็อยู่ในราชการโต ๆ กันมา ตั้งโน่นตั้งนี่มาแล้วมาวูบวาบโดยชั่วคราวมันไม่มีความยั่งยืน แล้วเราก็เสนอของเล่นใหม่ ๆ กันขึ้นมาเรื่อย คําสวย ๆ แล้วก็มักจะใช้ภาษาอังกฤษเป็นกํากับ แต่ว่าพื้นฐานของสังคมเรา มันยังไปไม่ถึงขนาดนั้น แล้วเราจะทําอย่างไร แล้วก็ทั้งหมดนี่ถ้าเผื่อมันสามารถไม่ต้องมี ศูนย์คุณธรรมก็ได้ ถ้าเผื่อนายก อบจ. ผู้ว่าราชการจังหวัด กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน นายกเทศมนตรี นายก อบต. แล้วก็ผู้อํานวยการสํานักงานต่าง ๆ จากส่วนกลางที่อยู่ในต่างจังหวัดว่าทํางาน อย่างจริง ๆ จัง ๆ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต การร้องเรียนมันต้องเป็นปลายทาง แต่มันเป็นการ สะท้อนความล้มเหลวซึ่งการบริหารราชการ การไม่เอาใจใส่ดูแลของผู้บังคับบัญชาทุกระดับ การปล่อยปละละเลย การเปิดช่องโหว่ให้มีการทุจริตคอร์รัปชัน เกรงกลัวบารมี เกรงกลัว อิทธิพลกัน ผมว่าไปดูตรงนั้นดีกว่ามาช่วยกันแก้ที่ต้นทาง เพื่อให้การร้องเรียนที่ศูนย์คุณธรรม ให้มันน้อยที่สุด ปลัดกระทรวง ซี. ๑๑ ทั้งหมดว่าอย่างไร อธิบดีว่าอย่างไร กรมบัญชีกลาง สํานักงบประมาณได้มีการตรวจสอบระบบการจัดซื้อจัดจ้าง การบริการรวดเร็วอย่างไร ประชาชนจะเข้าไปมีซุ่มมีเสียงในการประชุมของสภาจังหวัด ตําบล เทศบาล ท่านผู้ว่า ราชการจังหวัดจะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าไปพบ ต่าง ๆ เหล่านี้ มากน้อยแค่ไหน ในองค์รวม ไม่อย่างนั้นเราก็ไปคิดกันในเรื่องแก้ปัญหาปลายทาง ปลายทางก็มีทั้งศูนย์คุณธรรม ป.ป.ง. ป.ป.ช. สตง. แล้วก็ไปกระบวนการศาล แต่ว่าต้นทางที่นั่นต่างหากที่เราต้องมาคิดเพื่อ มาเสริมสร้างธรรมาภิบาลแล้วก็การเมืองการปกครองที่ดีงาม ขอบคุณมากครับท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านกษิต ภิรมย์ ครับ มีสมาชิกที่ประสงค์จะอภิปรายรายงานฉบับนี้ เพิ่มเติมไหมครับ เชิญท่านผู้ว่ากิตติครับ

นายกิตติ กิตติโชควัฒนา 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม กิตติ กิตติโชควัฒนา สปท. ๑๐ จากจังหวัดยะลา ก่อนอื่นต้องขอโทษท่านประธานครับที่ไม่ได้ ลงชื่อก่อนอภิปราย เพราะโดยกติกาของพวกเราที่ถูกกําหนดไว้ล่วงหน้าก่อนแล้วว่าใครที่จะ ให้อภิปรายต้องเสนอชื่อเสียก่อน แต่เผอิญว่าวันนี้เรื่องนี้ผู้อภิปรายมีอยู่ท่านเดียว ก็คือ ท่านกษิต ภิรมย์ ก็เลยถือโอกาสนี้ขอโทษท่านประธานด้วย ท่านประธานครับ ผมคิดว่า เนื้อหารายละเอียดต่าง ๆ ที่ทางฝ่ายคณะทํางานได้นําเสนอในเรื่องการใช้เทคโนโลยีเกี่ยวข้อง ต่าง ๆ เรื่องของดิจิทัลนั้น ผมเองผมไม่ติดใจด้วยประการทั้งปวง เพราะนี่ก็คือนําไปสู่การ แก้ปัญหาปลายทางอย่างที่ท่านกษิต ภิรมย์ได้ว่าไว้นะครับ แต่สิ่งที่ผมคิดว่ามันน่าจะเป็น ปัญหาหลัก ๆ ถามว่าในสังคมบ้านเรา ใครคือตัวสร้างปัญหา หมู หมา เป็ด ไก่ วัว ควาย อย่างนั้นหรือเปล่า ธรรมชาติ น้ําตก ไฟไหล เป็นตัวสร้างปัญหาหรือเปล่าผมว่าอันนั้นไม่ใช่ เพราะฉะนั้นพื้นฐาน ตัวสร้างปัญหาก็คืออย่างที่พวกเรานั่งกันอยู่ในขณะนี้ หรือคนอื่นก็แล้วแต่ที่เป็นตัวสร้าง ปัญหา แก้ปัญหา พัฒนาชาติบ้านเมือง เพราะฉะนั้นประการเรื่องแรกผมคิดว่าน่าจะไปดูที่ พื้นฐาน อย่างที่ท่านกษิตได้หยิบยกมาเป็นประเด็น ถ้าพื้นฐานตัวนี้มันแน่น เพราะเมื่อกี้ เราพูดถึงเรื่องการเสริมสร้างวินัยของคน ถ้าตัวนี้มันแน่นผมคิดว่าศูนย์ดํารงธรรมอาจจะมี แต่ไม่ต้องถึงขนาดว่ารวมทุกกระทรวง ทบวง กรม เข้ามานั่งเป็นกองพะเนินเทินทึกเพื่อมา ร่วมกันทํางานเสียงบประมาณเยอะแยะมากมาย รวมไปตลอดจนถึงการซื้อเครื่องไม้ เครื่องมือเพื่อมาเป็นเครื่องมือในการใช้ดูแลสังคมให้เกิดความสงบสุข อย่างไรก็ตามบ้านเมือง ในขณะนี้มันเจริญขึ้น ก้าวหน้าขึ้น ความจําเป็นในการใช้เครื่องมือติดต่อสื่อสารเพราะโลก มันแคบ ผมดูทีวี (TV) ครับท่านเมื่อเดือนที่แล้ว ได้เห็นในทีวี (TV) ส่งข่าวทันทีทันใด พูดถึง เครื่องบินของอีกประเทศหนึ่งบินไปทิ้งระเบิดในอีกประเทศหนึ่ง ภาพเห็นทันตา นี่ก็แสดง ให้เห็นว่าโลกมันเจริญขึ้น เพราะฉะนั้นความจําเป็นในการใช้เครื่องมือสื่อเพื่อให้สังคมได้ รอบรู้ ได้รู้ทันเหตุการณ์นั้นจึงจําเป็น แต่ก็ต้องไม่ทิ้งฐานว่าพื้นฐานของคนที่นี่มันอยู่ตรงไหน เป็นอย่างไร อย่างคนไทยเราขณะนี้ถ้าจะเรียนตรง ๆ ก็คือผมอยากจะบอกว่ายังขาดเสีย ซึ่งความมีวินัยครับท่านประธาน อันนี้ผมว่าแน่นอน ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ ผมอยู่จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ผมอยากจะยกเปรียบเทียบ เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ๒ – ๓ วันที่แล้วเกิดอะไรนะ เขาเรียกว่า รายอ พี่น้องบ้านผมที่ไปหากินที่ประเทศมาเลเซียก็จะกลับมาบ้าน เป็นอย่างไร ปกติเขาอยู่ประเทศมาเลเซีย ผู้หญิงไทยเราในทางใต้ไปอยู่ประเทศมาเลเซีย ได้แฟนเป็นคน มาเลเซีย ที่นั่นการขับรถขับราก็จะเป็นไปด้วยตามกฎจราจร เช่นเดียวกับพวกเราใครที่เคย ไปปีนัง ไปประเทศมาเลเซีย ไปกัวลาลัมเปอร์ ประเทศสิงคโปร์ การขับรถขับรามันก็เป็นไป ตามระเบียบตามวินัยกฎจราจร เราไม่กล้าหรอกครับที่จะเที่ยวแซงซ้ายแซงขวาโดยไม่ดูตาม้า ตาเรือ ตํารวจมันจะจับเอาครับ แต่เมื่อสักครู่ที่ผมยกตัวอย่างว่าพี่ไทยเราที่เป็นสตรีไปมี ภรรยาคนต่างประเทศมาเลเซีย พอกลับมาบ้านรถของคนมาเลเซียติดป้ายมาเลเซียครับ ภาษาอังกฤษครับ จอดซ้ายจอดขวาแบบพี่ไทยเราจอดเลยครับ ทั้ง ๆ ที่อยู่บ้านไม่กล้า แต่พอ มาอยู่เมืองไทยเสร็จเลยครับ เหมือนพี่ไทยเราไม่มีผิดเลยครับ นี่คือพื้นฐานของคนเกี่ยวกับ เรื่องของขาดเสียซึ่งวินัย เพราะเรื่องวินัยจําเป็นต้องเสริมสร้างให้มันเบ็ดเสร็จตั้งแต่ต้นน้ํา ต้องเอาตั้งแต่ต้นน้ํา เดี๋ยวนี้เรามักจะพูดถึงเรื่องว่าบ้านเมืองจะสงบนั้นต้องไปดูที่ต้นทาง ต้นน้ํา ตั้งแต่ในบ้าน ตั้งแต่อนุบาล ปฐมวัย ที่เราเคยพูดมาตลอดระยะเวลา แต่เรื่อง การศึกษาก็เช่นเดียวกัน อันนี้ก็มาก จะไม่ต่างไปจากเรื่องของการศึกษาเช่นกัน เพราะฉะนั้น ต้องไปดูที่เรื่องตั้งแต่ในบ้าน ในโรงเรียน ในชุมชน ในสังคมต่าง ๆ ที่เราดูมาตลอดว่า ทําอย่างไรจะให้ต้นทางพื้นฐานของคนไทยเรานี้มีระเบียบ มีวินัย เพื่อว่ามันโตขึ้นมาแล้ว มันจะได้เป็นคนที่ไม่ผิดศีลผิดธรรม ถ้าภาษาพระก็เรียกว่าศีลธรรมครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราอย่าพูดไปข้างหน้าจนเลยเถิดลืมไปถึงพื้นฐานของคนไทยเราที่ขาดเสีย ซึ่งส่วนนี้อย่างมากมาย เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากจะฝากให้เป็นข้อคิดที่เป็นหลักพื้นฐานเบื้องต้น ที่จะต้องเอาจริงเอาจัง อย่างที่ท่านกษิต ภิรมย์ บอกว่าเราจะทําอย่างไรให้คนของเรา ใครจะเป็นคนฝึกคนเหล่านี้ ซึ่งความจริงมันมีอยู่แล้วว่าใครจะต้องฝึก แต่มันละเลย ละเว้น การปฏิบัติหน้าที่ ละเว้นการดูแล ละเว้นการเอาใจใส่อย่างเอาจริงเอาจัง เพราะฉะนั้นความ เอาจริงเอาจังการละเลยในสิ่งเหล่านี้มันเป็นจุดอ่อนของคนไทย ที่เราบอกว่าที่ไหนมีปัญหา แน่นอนครับที่นั่นกลไกของรัฐอ่อนแอครับท่าน ลองไปดูสิครับ ที่ไหนที่มีปัญหาที่นั่นถ้าไม่ใช่ เพราะเจ้าหน้าที่กลไกของรัฐอ่อนแอ ผมคิดว่าน่าจะคิดผิดเสียแล้ว เพราะฉะนั้นต้องไปไขลาน เดี๋ยวนี้ขณะนี้เรากําลังพูดถึงว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องเข้มแข็งอย่างที่นายกรัฐมนตรีได้พูด ตลอดเวลาว่า จะต้องไขลานบรรดาเจ้าหน้าที่ของเราจะทําอย่างไรให้เจ้าหน้าที่ต้องเข้มแข็ง ต้องคอยไขไป อย่าไปใส่เกียร์ว่าง เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการอบรมให้ชาวบ้านมีความรู้ความเข้าใจเรื่องวินัย การเข้มงวดกวดขัน เจ้าหน้าที่ของรัฐให้ปฏิบัติตามหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง รวมไปตลอดจนถึงการมีผู้นําของ ประเทศเป็นต้นแบบ เป็นแบบอย่างในเรื่องของการมีวินัย เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้มันก็จะช่วย ประคับประคองทําให้เด็กรุ่นใหม่ได้เห็นผู้ใหญ่มีวินัย เป็นต้นแบบของผู้ใหญ่ที่ดีนําทาง ผมคิดว่ามันก็จะช่วยได้เยอะ ถ้าผู้ใหญ่เหลวไหลเด็กมันก็เอาตามครับ ผมคิดว่าสตางค์ทอน มันจะไม่เกิดขึ้นถ้าหากว่าผู้หลักผู้ใหญ่อยู่ในศีลในธรรม เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าน่าจะ คิดให้มันครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ํา กลางน้ํา ปลายน้ํา วันนี้เราก็มาพูดถึงว่าจะเอาเครื่องมือ เพื่อมาช่วย อันนั้นก็ไม่ใช่เป็นเรื่องผิด ก็ถูกครับ เพราะบ้านเมืองมันเจริญขึ้น เครื่องไม้ เครื่องมือก็จําเป็นที่จะต้องถูกนําเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์ในแง่ของการสร้างความเข้มแข็ง ให้กับประเทศชาติบ้านเมืองเป็นตัวเฝ้าระวังโดยใช้เครื่องมือ แต่คนก็ต้องไม่ยิ่งหย่อนไปเรื่อง ของการมีเครื่องมือที่ดี การมีเครื่องมือที่ดีนั้นถ้าคนเหลวไหลก็เสร็จอีก ก็ไปซื้อเครื่องไม้ เครื่องมือที่ใช้ไม่ได้ ซื้อมาแล้วก็ไม่ได้ใช้ หรือใช้ไม่ได้ประโยชน์ เพราะไส้ในมันไม่ได้เป็นไป ตามสเปก (Spec) ตัวอย่างเยอะครับ เพราะฉะนั้นก็อยากจะฝากท่านประธานเพื่อไปยัง คณะกรรมการที่นําเสนอเรื่องนี้ พูดถึงเรื่องการสร้างเสริมคนที่มีความเป็นวินัยนั้น มันต้อง ตั้งแต่ต้นน้ํา กลางน้ํา ปลายน้ํา เครื่องมือมันเป็นเครื่องมือที่ถูกใช้ ฉะนั้นเอามาใช้ให้เกิด ประโยชน์ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าคนมันดีแล้ว เครื่องมือบางทีมันอาจจะอ่อนแอบ้าง ก็ไม่เป็นไร ท่านประธานคงจําได้ใช่ไหม ว่าตอนเล็ก ๆ ผมเด็ก ๆ ผมจําได้ ผมเคย สัมผัสกับกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านที่ดี กํานันที่ดี เพียงแต่ตีเกราะชาวบ้านมันก็แห่กันมา เพราะเราได้ตกลงสัญญากันไว้แล้วว่าถ้าตีอย่างนี้ชาวบ้านต้องรีบมา เพื่อมาช่วยกันทําอะไร ก็แล้วแต่ สกัดกั้นชาวบ้านมาขโมยลักวัวลักควายก็แล้วแต่ เห็นไหมครับ อันนั้นคือความ เชื่อถือของบุคคลที่เป็นผู้นําหน่วยงานในพื้นที่ แค่ตีเกราะครับ กํานัน ผู้ใหญ่บ้านตีเกราะ ใครไม่มาเสร็จครับ หรือเช้า ๆ ที่บ้านผมก็มีมัสยิด ผู้นําในพื้นที่ เพียงแต่ตีกลอง ถึงเวลา ละหมาดชาวบ้านก็จะออกไปละหมาด เห็นไหมครับ อันนี้ก็คือเกิดความเชื่อถือของคนที่ใช้ เครื่องมือในการส่งสัญญาณให้ชาวบ้าน เพราะชาวบ้านเชื่อว่าถ้ากลองดังก็ตี ชาวบ้านต้องมา ตามสัญญาที่นัดไว้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าความน่าเชื่อถือของบุคคลที่ทําหน้าที่อันนี้ต้องมี บุคคลที่น่าเชื่อถือทําหน้าที่เป็นต้นแบบให้เยาวชนรุ่นหลังได้เอาเป็นแบบอย่างเพื่อเป็นวินัย ที่ดี ขอบคุณท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านผู้ว่ากิตตินะครับ ท่านรุ่นเดียวกับผู้ใหญ่ลีนะครับ คือสมัยก่อนยังมี ตีกลองประชุม เดี๋ยวนี้ก็นําเสนอเรื่องดิจิทัลนะครับ มีสมาชิกท่านอื่นที่ประสงค์จะอภิปราย แสดงความคิดเห็นไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)

ถ้าไม่มี เวลาพอสมควรแล้วนะครับ ผมขอปิดการอภิปราย ต่อไปขอเชิญ ทางประธานกรรมาธิการ กรรมาธิการ ผู้มาชี้แจง ได้ชี้แจงนะครับ ขอเชิญท่าน พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ ประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการคุ้มครอง ผู้บริโภคครับ

พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาที่เคารพ ต้องขอบคุณท่านสมาชิก สปท. ที่กรุณาให้ข้อสังเกตนะครับ ท่านแรก ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านกษิต ภิรมย์ คอนเซปต์ (Concept) แนวคิดในเอกสารของเรานี้ เราคงจะมองภาพชุมชนในทางกว้าง คงไม่ได้มองลึก เอกสารนี้ไม่ได้มองลึกแบบที่ท่านกษิต ได้พูดว่าคนเข้าไปในชุมชนเฝ้าระวัง อันนั้นเป็นระบบต่างหาก ซึ่งทางด้านฝ่ายตํารวจและฝ่าย ปกครองเขาดําเนินการอยู่นะครับ ก็อยากจะทําความเข้าใจอย่างนี้ อันที่ ๒ ระบบนี้จะไม่มี การสร้างหน่วยงานขึ้นมาใหม่ แล้วก็จะเป็นเพียงเสริมโปรแกรมเพื่อเชื่อมโยงหน่วยที่ ให้บริการประชาชนในการรับแจ้งเหตุนี้เข้าด้วยกัน แล้วก็มิได้หมายความว่าเป็นไปรษณีย์ไปให้ศูนย์ดํารงธรรมในการรับแจ้ง เพราะว่าประชาชน ง่ายต่อการรับแจ้ง สามารถที่จะแจ้งที่หน่วยปฏิบัติก็ได้ แต่ข้อมูลก็จะมาเก็บที่ส่วนอํานวยการ หรือแค่แจ้งส่วนอํานวยการ ข้อมูลก็จะไปฝ่ายปฏิบัติการเพื่อให้ประชาชนสะดวกขึ้น ในการ แจ้งนั้นชัดเจนครับถ้าเผื่อมีการกดหมายเลขนี้ตกลงแล้วว่าประชาชนจะไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งได้ไปศึกษาเรื่องนี้มาแล้ว ซึ่งการเสริมเทคโนโลยีเหล่านี้ก็จะใช้เงินจํานวนไม่มาก เพียงแต่ว่า หน่วยต่าง ๆ ที่ไปมีศูนย์รับแจ้งกลับใช้เงินจํานวนมากไปอยู่แล้ว แต่ใช้ไม่คุ้มค่าในลักษณะ สแตนด์อโลน (Stand Alone) เพราะฉะนั้นเราอยากอํานวยความสะดวกให้ประชาชน ได้แจ้งเหตุให้เขานะครับ

ส่วนในเรื่องการสร้างวินัย เนื่องจากประชาชนช่วยกันมองในการประพฤติ ปฏิบัติของเพื่อนในชุมชนด้วยกัน ในสังคมด้วยกัน มันก็จะทําให้ระมัดระวังตัวขึ้น ขออนุญาต เอ่ยนามอดีตท่านผู้ว่ากิตติ ก็ได้เอ่ยถึงเรื่องวินัย เรื่องวินัยเป็นเรื่องใหญ่มากครับ เฉพาะเรื่อง การศึกษาอย่างเดียว วัตถุประสงค์ก็ชัดเจน ต้องให้คนไทยมีวินัย รักชาติ มีความภูมิใจในชาติ เฉพาะเรื่องการศึกษาอย่างเดียวเราก็พูดกันมาตั้งแต่เด็กว่า บ้าน โรงเรียน วัด ชุมชน ต้องเป็นแบบอย่างนะครับ อันนี้ไม่เถียงเลย เป็นสูตรของความจริง เป็นสัจธรรมที่พูดเมื่อไร ก็ถูกเมื่อนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นตัวเหล่านี้ที่บอกว่าถ้าคงมีวินัยไม่ละเมิดแน่นอนครับ ไม่ละเมิด แต่ปัจจุบันนี้ท่านบอกว่าเจ้าหน้าที่บ้านเมืองมีการละเว้น ละเลย บางทีอาจจะขาด ข้อหนึ่ง แน่นอนครับผมยอมรับว่าเจ้าหน้าที่อาจจะมีละเว้น ละเลย แต่ส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่ จะบอกว่ากําลังเจ้าหน้าที่ไม่พอที่จะไปเฝ้าระวังสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้นถ้าประชาชน ถ้าแจ้งนะครับ เราจะใช้เฉพาะดิจิทัลเทคโนโลยีเกี่ยวกับโทรศัพท์ที่เป็นลักษณะอนาล็อก (Analog) เราจะเกี่ยวกับสมาร์ตโฟน (Smartphone) ใช้ไปเพื่อที่จะว่าแจ้งมาจุดเหล่านี้ เพื่อเร่งให้เจ้าหน้าที่ออกไปดําเนินการนะครับ ตัวนี้เป็นตัวหนึ่งเป็นการกํากับการปฏิบัติงาน ของเจ้าหน้าที่หากแจ้งไปแล้ว ซึ่งการแจ้งไปแล้ว ก็ตอบคําถามท่านกษิตไปในตัวด้วยว่า ถามว่าแจ้งไปแล้วละเลยไหม ระบบนี้เราชัดเจนครับจะต้องมีการตาม แล้วก็ต้องมีการ ประเมินในพื้นที่ว่าทุกรอบ ๑ เดือนการแก้ปัญหาแจ้งเหตุให้กับประชาชนเป็นอย่างไร นอกจากนี้แล้วยังสามารถที่จะถอดบทเรียนจากการที่แจ้งด้วยภาพ ด้วยวิดีโอว่าสิ่งเหล่านี้ มันเกิดขึ้นในสังคมนะ เราจะต้องช่วยกันระมัดระวังอย่างไร ยกตัวอย่างง่าย ๆ สมมุติว่า ท่านไปเจอรถบรรทุก ขับรถ ผมเจอบ่อยช่วงทํางานที่โรงเรียนนายร้อยตํารวจสามพราน ขับรถเราจะเห็นได้ว่ารถบรรทุกปล่อยหิน ปล่อยทรายลงมา เราก็ขับตามเราก็ระมัดระวังว่า แล้วอย่างนี้เราจะไปให้ใครมาดู ถามว่าเจ้าหน้าที่ละเลยไหม ละเว้นไหม หรือเจ้าหน้าที่ไม่พอ เพียงแต่ว่าถ้าเราถ่ายภาพส่งไปนะครับ มันก็จะได้รับการถ่ายให้เห็นทะเบียนรถ ถ่ายไม่เห็น ทะเบียนรถ เพราะฉะนั้นเทคโนโลยีสมัยนี้สามารถจะรู้เลยว่าเราถ่ายจากจุดไหน แจ้งไปจาก เขตไหน เขาสามารถที่จะอันนี้ได้ เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าในหลาย ๆ ประเทศที่กําลังพัฒนา หรือพัฒนาแล้วเขาเอาเทคโนโลยีมาช่วยในการกํากับพฤติกรรม การประพฤติปฏิบัติของ ประชาชนด้วยกันทั้งนั้น เวลาในต่างประเทศอย่างรถทัวร์ที่เราไปไปจอดผิดที่เดี๋ยวจะมีคน ในชุมชนนั้นออกมาถ่ายรูป แค่นั้นเขาก็ส่งไป เขาก็ไม่ต้องไปปะทะปะทังกับใครพวกเหล่านี้ ส่วนในเรื่องว่าเป็นภัยก็มีแจ้งไปแล้วว่าเราเองเราจะไม่มีการลงทะเบียนนะครับ เพียงแต่ว่า เก็บคิวอาร์โค้ด (QR code) ไว้นะครับ ส่วนเรื่องการกลั่นแกล้งกันเราก็ถกกันเยอะว่า จะกลั่นแกล้งกันได้อย่างไร เพราะมันมีกฎหมายอาญารองรับ ถึงแม้ว่าจะไม่มีดิจิทัลมันก็ กลั่นแกล้งกันได้อยู่แล้วในปัจจุบันนี้ มันมี พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ กฎหมายอาญารองรับอยู่แล้ว ในการที่จะแก้ไขปัญหาในเรื่องการกลั่นแกล้งกัน เพราะฉะนั้นผมเองก็หวังว่าที่เราจะเอา โซเชียลมีเดีย (Social Media) ตัวนี้ เอาดิจิทัลเทคโนโลยีมาเสริมให้หน่วยราชการที่มีอยู่แล้ว ได้ทํางานมากขึ้น สามารถที่จะติดตามได้มากขึ้น เพราะปัจจุบันนี้ถ้าเผื่อเราไม่ทําเขาก็รับแจ้ง อยู่แล้ว แต่ก็ต่างหน่วยต่างทําไป ผลเป็นอย่างไรก็ไม่มีไม่เป็นระบบ เพราะฉะนั้นเชื่อว่าสิ่งที่ เราทํานี้จะให้จี้เหมือนกับจี้ให้เจ้าหน้าที่ทํางานมากขึ้น ไม่อย่างนั้นเราก็จะมีปัญหาว่า ฝ่ายปกครอง ฝ่ายตํารวจปล่อยให้สถานบริการเปิดเกินเวลา ปล่อยให้เด็กอายุต่ํากว่า ๑๘ ปี เข้าไป พวกเหล่านี้ มันก็ต้องเอาประชาชนที่มีจิตอาสามาเฝ้าระวัง สิ่งเหล่านี้มันจะไม่หลุดรอด ไปจากสายตาของประชาชนได้เลย ผมก็ขอชี้แจงเบื้องต้นเพียงเท่านี้ ขอขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านประธานมีอะไรเพิ่มเติมไหมครับ ขอเชิญท่านประธานอโณทัยครับ

นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ของผมคงไม่มากนักเพราะว่าต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกทั้งที่ไม่ได้อภิปรายและทั้งที่ อภิปรายเป็นอย่างสูงที่ได้กรุณาตั้งข้อสังเกตผมยอมรับครับว่ารายงานทุกรายงานมีทั้งจุดอ่อน จุดแข็ง ข้อดีข้อเสียหมด เรื่องนี้ท่านรอง พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ ท่านได้มีความ มุ่งมั่นอย่างเต็มที่ที่ต้องการให้คุณภาพสังคมมีความสงบสุข ชุมชนมีความเข้มแข็ง ก็มี ความคิดว่าเราจะประยุกต์อย่างไร ใช้ระบบไอที (IT) เข้ามาเสริมสร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เราทําโครงการถนนคนดี ขณะนี้เรายังทําต่อเนื่องไป วันที่ ๖ นี้ก็ไปเปิดที่จังหวัดอุดรธานี ที่ตะวันออกเฉียงเหนือร่วมกับ ปตท. ร่วมกับหน่วยงานภาคประชาสังคมทั่วประเทศนะครับ ซึ่งเราพอสรุปได้ว่าอย่างอุบัติเหตุถ้าจะลดได้ต้องใช้ระบบดิจิทัลเข้ามาช่วย เพราะว่า การรณรงค์ การบังคับใช้กฎหมาย การสร้างวินัยต่าง ๆ เราทํามาทุกระบบประมาณ ๒๐ ปีแล้ว แต่ยังไม่ค่อยได้ผล อันนี้ก็เป็นข้อสรุปว่าถ้าเรื่องนี้ใช้ได้เป็นรูปธรรมน่าจะเป็นอานิสงส์ กับสังคมไทยและชุมชนไทยที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่าน ขอบพระคุณมากครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านประธานอโณทัยนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง ดิจิทัลเพื่อการเฝ้าระวังทางสังคม เสริมสร้างวินัยและความเข้มแข็งของชุมชนสังคม ดิจิทัล คอมมูนิตี วอตช์ ด็อก (Digital Community Watch Dog) แล้วนะครับ ก่อนจะขอมติ จากที่ประชุม ก่อนตรวจสอบองค์ประชุมท่านกษิตยกมือ ขอเชิญสั้น ๆ นะครับ

นายกษิต ภิรมย์

สั้น ๆ ครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗ ยังไม่ได้ตอบคําถามผม ๑ คําถาม ก็คือว่าจะใช้งบประมาณเท่าไร ใช้บุคลากร เท่าไร แล้วก็จะมีการฝึกอบรมบุคลากรหรือไม่ ผมไม่อยากจะขยายความและต้องมีคนที่รู้ ภาษาอังกฤษด้วยใช่ไหมครับ ต่าง ๆ เหล่านี้ ตัวเลขเป็นเรื่องที่สําคัญ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญทางกรรมาธิการ ท่านชิดชัยครับ

พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ไปยังท่านสมาชิก สปท. ครับ สําหรับเรื่องงบประมาณนั้น ที่เราไปดูไว้แล้วก็เพียงแต่ว่า เราจะทําซอฟต์แวร์ (Software) ซึ่งจากการไปประเมินเบื้องต้นน่าจะไม่เกินอยู่ในระหว่าง ๓๐ ล้านบาท ไม่เกิน ๕๐ ล้านบาท ซึ่งขณะนี้เราก็มองไปที่ กสทช. แล้วก็ให้สํานักงานรัฐบาล อิเล็กทรอนิกส์เป็นเจ้าภาพ ซึ่งเขามีหน้าที่อยู่แล้วที่จะไปทํา ทีโออาร์ (TOR) สิ่งเหล่านี้ ส่วนเรื่องการฝึกอบรม ปกติแต่ละหน่วยงานเขาก็มีเจ้าหน้าที่อยู่แล้ว ก็จะต้องมีการฝึกอบรม ในเบื้องต้นบ้าง ซึ่งไม่มาก แต่สิ่งที่สําคัญที่สุดก็คือถ้าเผื่อท่านอ่านเอกสารที่ชัดเจนแล้ว จะเห็นว่าปัจจัยที่มีความสําเร็จก็คือความร่วมมือของประชาชนที่จะแจ้ง เพราะฉะนั้นการให้ ความรู้กับประชาชนในลักษณะที่จะแจ้ง สําคัญที่สุดก็ได้มีแนวความคิดจะให้ภาคประชาชน ที่มาสัมมนาในวันนั้นมีการจัดตั้งมูลนิธิขึ้นมาในลักษณะเสริมตัวเหล่านี้ ซึ่งเป็นการตอบรับว่า มากเพื่อไปให้ความรู้กับประชาชนในเบื้องต้นตัวหนึ่ง ส่วนราชการเราคงจะมีการอบรมน้อย คงไม่มาก เพราะว่าไปเชื่อมระบบเท่านั้นเอง ก็คงจะเป็นคําตอบเบื้องต้นเพียงแค่นี้ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านชิดชัย วรรณสถิต นะครับ ต่อไปผมจะขอตรวจสอบองค์ประชุม ก่อนนะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

สมาชิกท่านใดมีปัญหาการใช้สิทธิแสดงตนไหมครับ ถ้าใช้สิทธิครบถ้วนแล้ว เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๓๘ ท่านครบองค์ประชุมนะครับ

ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมเพื่อจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง ดิจิทัล เพื่อการเฝ้าระวังทางสังคม เสริมสร้างวินัยและความเข้มแข็งของชุมชน สังคม ดิจิทัล คอมมูนิตี วอตช์ ด็อก (Digital Community Watch Dog) หรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบคณะกรรมาธิการ จะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุง ก่อนที่จะส่งรายงานไปยัง คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปนะครับ ต่อไปเป็นการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ ครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียงครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนไหมครับ ถ้าใช้สิทธิ ครบถ้วนแล้วผมขอปิดการลงคะแนนนะครับ ขอทราบผลการลงคะแนนครับ จํานวน ผู้เข้าประชุม ๑๔๑ ท่าน เห็นด้วย ๑๓๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มีนะครับ งดออกเสียง ๔ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีนะครับ

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคม เรื่อง ดิจิทัลเพื่อการเฝ้าระวังทางสังคม เสริมสร้างวินัย และความเข้มแข็งของชุมชน สังคม หรือดิจิทัล คอมมูนิตี วอตช์ ด็อก (Digital Community Watch Dog) นะครับ จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านสังคมแล้วนะครับ ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการและผู้มาชี้แจงทุกท่านนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ การหารือของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ มีสมาชิกท่านใดมีความประสงค์จะขอหารือต่อที่ประชุมหรือไม่ครับ ถ้ามีก็ขอเชิญ นะครับ ท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ เชิญครับ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม สุรินทร์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๓ ผมนิดเดียวครับท่านประธานครับ เมื่อตอนเราเข้ามา ใหม่ ๆ ผมได้อ่านเอกสารจากผลงานของ สปช. เยอะ ทีนี้ของเรานี่นะครับเมื่อระเบียบวาระ ต่าง ๆ ผ่านไปแล้ว และโดยเฉพาะ ๒๗ วาระที่สําคัญนะครับเร่งด่วน ก่อนจะถึงสิ้นเดือนนี้ เราจะมีการแจกพวกเราไปสักคนละเล่มไหมครับว่าสุดท้ายของระเบียบวาระต่าง ๆ ที่ไปแก้ แล้วร้อยแปดจิปาถะเป็นอย่างไรนะครับ อย่างน้อยก็เอาไปอ่านว่าอันนี้เป็นผลงานของ พวกเรานะครับ ผมว่าน่าจะดี ก็คือเอาของเก่ามาดูแล้วมันแก้ไขอย่างไรก็ก๊อปปี้ ชุดที่ส่งไปที่ ท่านนายกรัฐมนตรีหรือส่งไปที่แม่น้ํา ๕ สาย ๓ สายอะไรนี่ อันนี้ผมกราบเรียนถาม และปรึกษาท่านครับ กราบขอบพระคุณท่านด้วยความเคารพครับ

-๖๙/๑

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านประธานแล้วก็ทางวิป สปท. นะครับ ได้กําหนดให้มีการจัดทําตัวรูปเล่ม ของรายงานทั้งหมดทุกคณะนะครับ รวมทั้งผลงานโดยรวมที่ท่านรอง ๒ รับผิดชอบ ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ ๑๕ กรกฎาคม หมายถึงตัวต้นฉบับทั้งหลายนะครับ จากนั้นก็จะมี การส่งให้สมาชิกก่อนที่เราจะครบวาระ แล้วก็จะส่งมอบให้ท่านนายกรัฐมนตรี ในวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ที่ห้องนี้ ซึ่งก็เป็นการส่งมอบงานด้วย แล้วท่านสมาชิกก็จะได้รับเอกสารดังกล่าว ด้วยนะครับ ก็เรียนท่านสุรินทร์ เชิญครับ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์

ท่านประธาน ผมเห็นเวลาเหลือเยอะ คือเมื่อท่าน ทําเล่มเสร็จแล้ว ก็คงจะต้องมีกล่อง ทีนี้ผมกราบเรียนนําเสนอด้วยความเคารพนะครับ ถ้ามี กล่องที่มันแลดูแข็งแรงหน่อย มีฝาปิดเปิด หยิบง่ายหน่อย ไม่ได้เป็นการลงทุนอะไรมาก ให้สะดวกในการที่เพื่อน ๆ สมาชิก สปท. ที่จะเปิดใช้ มันก็จะทําให้เกิดความสะดวก ข้อที่ ๑ ข้อที่ ๒ มีเพื่อนสมาชิกร่วมทํางานกับเราที่ท่านมีภารกิจที่ต้องลาออกไปแล้ว ผมอยากเสนอว่า ก็ควรจะมอบให้ท่านด้วย กราบเรียนด้วยความเคารพครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านรองประธาน คนที่สอง บอกว่าก็มอบทุกคนครับ ส่วนกล่องที่เป็นข้อเสนอมา ถ้าทันก็จะดําเนินการ ถ้าไม่ทันจะสะดวกกว่านั้นก็คือผูกเชือกมัดให้เรียบร้อยหิ้วง่ายครับ วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้วนะครับ ขอบคุณสมาชิกทุกท่าน ขอปิดการประชุมครับ

เลิกประชุมเวลา ๑๕.๑๓ นาฬิกา