กษิต ภิรมย์ ชี้แจงและหารือประเด็นการปฏิรูปการปฏิบัติงานในรัฐสภา ทั้งในด้านการส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมือง การพัฒนาบุคลากร และการจัดตั้งสถาบันส่งเสริมวัฒนธรรมประชาธิปไตยร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใส คุณภาพหลักสูตร และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน รวมถึงวิพากษ์การเดินทางไปต่างประเทศที่ไร้เป้าหมายและเรียกร้องการปฏิรูปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า พร้อมเสนอการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกในรัฐสภาให้เป็นเลิศและเข้าถึงได้ โดยเน้นการส่งเสริมพลเมืองประชาธิปไตยและยุติการใช้สถาบันเป็นเครื่องมือทางการเมือง
ขอบพระคุณครับท่านประธาน ผม อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปการปฏิบัติงานในรัฐสภานะครับ ผมมี ๕-๖ เรื่องที่จะ ชี้แจงท่านประธานและเพื่อนสมาชิก แล้วก็จะขอเท้าความไปในการอภิปรายเมื่อวันอังคาร ที่แล้วด้วยเอามารวมกันกับวันนี้ด้วยนะครับ
ประเด็นแรก คือเรื่องการส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุข ซึ่งผมค่อนข้างจะแปลกใจที่มีเพื่อนสมาชิกกล่าว ในทํานองเสมือนว่าเรื่องนี้ไม่เคยมาที่สภา สปท. เลย อย่างน้อยได้เข้ามาในสภานี้แล้วก็ผ่าน การเห็นชอบของสภาไป ๔ ครั้งนะครับ เริ่มแรกที่อยู่ในแผนงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการเมือง ครั้งที่ ๒ การเห็นชอบต่อแผนแม่บทว่าด้วยการส่งเสริม วัฒนธรรมทางการเมือง เมื่อพฤษภาคมปีที่แล้ว ครั้งที่ ๓ เมื่อเดือนพฤษภาคมของปีนี้ รายงานต่อสภา สปท. เพื่อส่งมอบให้กับทางฝ่ายรัฐบาลว่าเราได้นําแผนไปทดลองปฏิบัติ อย่างไรบ้างในช่วง ๑๒ เดือนที่ผ่านมา รวมทั้งการที่ได้ปรึกษาหารือหน่วยงานต่าง ๆ เกี่ยวกับ การยกร่างหลักสูตร แล้วก็การที่จะประสานกับทางสื่อ แล้วก็คณะวารสารศาสตร์นิเทศศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในการที่จะเอาเรื่องวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ไปสู่มวลชน แล้วล่าสุดเมื่อวันที่ ๖ มิถุนายนเดือนที่แล้วได้เสนอต่อสภา สปท. เกี่ยวกับ พระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งสถาบันส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมือง ซึ่งร่าง พระราชบัญญัติได้ผ่านแล้วก็อยู่ที่รัฐบาลจะไปที่ สนช. ต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ เพราะฉะนั้น ทางสภาของเรารู้เรื่องวัฒนธรรมทางการเมืองอย่างถ่องแท้ แล้วก็มีความคืบหน้าอย่างมาก ในการที่จะสร้างพลเมืองประชาธิปไตย แล้วก็สถาบันตาม พ.ร.บ. ที่ว่าไว้นี้ก็จะเป็นเสมือน คู่แฝดกับสถาบันพระปกเกล้าอยู่ในอาณาบริเวณหรือว่าอยู่ในสังกัดของประธานรัฐสภา จะทํางานเกี่ยวโยงกับสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็ของวุฒิสภาเป็นสําคัญ แต่นั่นเป็นเรื่องของรายละเอียด ในขณะเดียวกันก็ได้เตือนความจําของพวกเราว่าทางรัฐบาล ท่าน พลเอก ประยุทธ์ ได้ยุบสภาพัฒนาการเมือง แต่ว่าตัวสํานักเลขาธิการและงบประมาณ ยังคงอยู่แล้วก็ยังไม่มีงานทําเป็นกิจจะลักษณะ เราก็ได้เสนอว่าในจุดเริ่มต้นขั้นแรกของ สถาบันส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองนั้น น่าจะนําเอาบุคลากรของสภาพัฒนาการเมือง และบุคลากรของฝ่ายส่งเสริมประชาธิปไตยในสังกัดของสํานักงานประชาสัมพันธ์ ของสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรมารวมแล้วก็เริ่มต้นได้นะครับ คล้าย ๆ เป็นแกน ที่จะให้มีจุดเริ่มต้น เพราะมีประสบการณ์ในการทํางานเรื่องส่งเสริมประชาธิปไตย มีงบประมาณแล้วก็มีบุคลากรนะครับ ก็ทิ้งไว้ตรงนี้เสียก่อน ในขณะเดียวกันทางรัฐบาลของ ท่าน พลเอก ประยุทธ์ ก็ได้บรรจุเรื่องวัฒนธรรมทางการเมืองในหมวดของวาระที่ ๒๗ เร่งด่วนของรัฐบาลนี้ว่าด้วยการพัฒนาคน แล้วก็ในกฎหมายรัฐธรรมนูญก็มีเรื่องมาตรา ๗๘ แล้วก็มาตรา ๒๕๘ ก ว่าด้วยการให้ความรู้ในเรื่องการเมืองกับประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า นะครับ อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ นอกจากนั้นแล้วก็จะมีกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี กฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปการเมือง ซึ่งทั้งหมดนี้เรื่องการส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมือง หรือว่าการสร้างพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย เป็นเรื่องที่จะคงอยู่แล้วก็ต้องดําเนินการ ต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะฉะนั้นพวกเราเอง ณ ที่นี้ไม่น่าจะต้องมีข้อสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของราชอาณาจักรไทยนะครับ ผมขอทิ้งไว้ตรงนี้เสียก่อนว่ามันมีที่ไปที่มาแล้วก็มีความคืบหน้า แล้วก็จะมีการส่งมอบให้กับ รัฐบาลดําเนินการต่อไป มีกรอบกฎหมาย ทั้งกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายลูก แล้วก็เป็น คล้าย ๆ กับนโยบายรัฐของรัฐบาลของท่าน พลเอก ประยุทธ์ด้วยนะครับ ส่วนที่ผมจะขอพูด ไว้นิดหนึ่งก็คือว่าเมื่อจะมีสถาบันส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมือง ในขณะเดียวกันก็มีสถาบัน พระปกเกล้าเราก็ได้เสนอไว้ในการอภิปรายที่นี่ ชี้แจงว่าสถาบันพระปกเกล้านั้นอยากจะให้มี การปรับปรุงปฏิรูปบ้าง แล้วก็จะเน้นงานที่จะเสิร์ฟ (Serve) บริการรัฐสภา บริการ ส.ส. ส.ว. บริการพรรคการเมือง ๗๐ กว่าพรรคเป็นสําคัญ ทั้งในเรื่องของการฝึกอบรมอะไรต่าง ๆ การให้ความรู้นะครับ แล้วก็อาจจะขยายไปที่องค์กรอิสระ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ อันนี้ ก็สามารถที่จะขยายได้ แต่ว่าจะเป็นเรื่องของการที่จะทํางานกับบรรดาองค์กรต่าง ๆ ทางด้านการเมืองเป็นสําคัญ ส่วนสถาบันวัฒนธรรมทางการเมืองที่จะจัดตั้งนั้นจะทํางานเพื่อ ส่งเสริมประชาธิปไตยกับผู้คนพลเมืองอีก ๖๗-๖๘ ล้านคนครับ มันแยกแยะการทํางาน และประสานงานกันได้ แล้วก็แน่นอน ในการทํางานใด ๆ นั้น ทุกองค์กรก็จะต้องมีการ พิจารณาตนเองแล้วก็ต้องมีการปฏิรูปด้วย
ผมก็ขอมาสู่ประเด็นที่ ๒ เรื่องสถาบันพระปกเกล้า คือถ้าเผื่อเราจะไปเทียบ กับประเทศเพื่อนบ้านเราก็โดดเด่นนะครับ เพราะว่าประเทศลาว ประเทศเวียดนาม มันเป็น คอมมิวนิสต์ ประเทศกัมพูชาก็ประชาธิปไตยผู้นําคนเดียว ประชาธิปไตยของประเทศพม่า ก็มีแม่ทัพนายกองนั่งอยู่ในสภาสูง สภาล่าง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ประเทศมาเลเซียก็แทบจะเป็น พรรครัฐบาลพรรคเดียว ประเทศสิงคโปร์ไม่ต้องพูดถึง เพราะฉะนั้นจะมาชมตนเองว่าสถาบัน พระปกเกล้ามีความโดดเด่นมันก็ชมได้ครับ แต่มันเทียบกับใครล่ะ นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ประเด็นที่ ๒ เขาบอกมีหลักสูตร ๗-๘ หลักสูตรต่าง ๆ เหล่านี้ ก็ต้องมาถามเสียก่อนว่า บุคลากรที่เข้ามาเรียน แล้วก็ส่วนใหญ่ก็เป็นนักล่าเซอร์ทิฟิเคต (Certificate) ครับ คน ๆ เดียวก็ไปมันทุกโรงเรียนที่มันมีอยู่หน้าเดิม ๆ ทั้งนั้น แล้วทําไมสถาบันพระปกเกล้า ยังปล่อยให้มาเรียนที่นี่ ถ้าเผื่อไป วปอ. แล้วก็พอครับ ไปที่โรงเรียนแคปพิทัลมาร์เกต (Capital Market) ก็พอ ไปที่โรงเรียนของกระทรวงยุติธรรมไปอะไรมันก็พอแล้วจะเรียน อะไรกันมากมาย แต่นี่มันก็เวียนกันไปก็กลายเป็นนักล่าเซอร์ทิฟิเคต (Certificate) ก็เยอะ แต่ว่าประเด็นสําคัญที่จะต้องมาถามก็คือว่าที่ได้ผ่านสถาบันพระปกเกล้าแล้วได้ทําตนเป็น นักประชาธิปไตยหรือเปล่า ได้ประพฤติตนที่มี ธรรมาภิบาลหรือเปล่า หรือเป็นจุดที่จะสร้าง เครือข่าย แล้วก็ฮั้วกันไปฮั้วกันมา แล้วทําไมมาเรียนที่สถาบันพระปกเกล้าแล้วไปบริหาร การเมือง บริหารราชการ รัฐวิสาหกิจ เอกชนนั้น ถึงได้ปล่อยปละละเลยให้สังคมประชาธิปไตย ของเราเน่าเฟะ เราถึงได้มานั่งกันอยู่ที่นี่เพื่อจะปฏิรูปประเทศไทย เพราะฉะนั้นต้องถาม ตนเองก่อนครับที่สถาบันพระปกเกล้าว่าได้ทํางานที่จะเสริมสร้างประชาธิปไตยจริง ๆ จัง ๆ หรือเปล่า แล้วผลงานวิจัยนั้นได้นําไปสู่การแก้ปัญหาการขัดแย้งอย่างจริงจังหรือไม่ แล้วทําไมถึงไม่ มีปัญหาอะไรในเรื่องสมานฉันท์ปรองดอง อีกทั้งคนที่มาบริหารมีจิตวิญญาณ ในการเป็นนักประชาธิปไตยหรือเปล่า หรือว่าพึงพอเพียงที่จะเสิร์ฟ (Serve) อํานาจรัฐ เท่านั้นเอง ใครเป็นใครก็พอจะรู้ครับที่ไปที่มาอย่างไร อุดมการณ์ทางการเมืองเป็นอย่างไร อุดมคติส่วนตัวเป็นอย่างไรที่จะรับใช้บ้านเมืองในสังคมประชาธิปไตย เพื่อให้มีการกระจาย อํานาจ เพื่อให้มีส่วนร่วม เป็นสังคมที่เปิดเผยนั้นมากน้อยแค่ไหน
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งใครมาเป็นอาจารย์ก็เวียนกันอยู่ไม่กี่คนใช่หรือไม่ครับ แล้วมีจิตวิญญาณอย่างไรในเรื่องการเป็นนักประชาธิปไตย นักธรรมาภิบาล แล้วทําไมไม่ไป เชิญคนอื่น ๆ ที่อยู่นอกวงการ แล้วการที่จะอ้างว่าได้เชิญผู้นําทางฝ่ายแรงงานภาคประชาสังคม เข้ามา ๒-๓ คนต่อรุ่น มันเป็นเรื่องของการประดับดอกไม้ครับ ผักชีโรยหน้า ทําไมไม่เอา ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ตาสีตาสา ผู้นําเกษตรกรฝ่ายวิชาชีพเข้ามาเป็นส่วนใหญ่ล่ะ ทําไมเอาแค่ข้าราชการระดับสูง นายห้างซีอีโอ (CEO) แล้วบรรดานักการเมืองซึ่งผมก็ ไม่เข้าใจว่าทําไมถึงต้องนักการเมืองต้องมาเรียนเพราะว่างานเขาอยู่ในสภา อันนี้ก็เป็นเรื่อง ที่อยากจะฝากไว้ แล้วถ้าเผื่อเราจะปฏิรูปกันแล้วมันก็ต้องปฏิรูปสถาบันพระปกเกล้าด้วย แล้วผมก็ไม่อยากจะให้เห็นบรรยากาศในสภานี้ว่าทุกครั้งที่เข้าไปแตะกระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานหนึ่งใดนั้นก็จะกลายเป็นนักการเมืองกันหมดนะครับ ก็จะดาหน้ากันในการ ที่จะมาปกป้องว่า กระทรวงของตนเอง สถาบันของตนเองนั้นแสนจะดีเลิศ อย่าได้เข้ามา แตะต้อง อย่าได้เข้ามาปฏิรูป หรือถ้าจะปฏิรูปแล้วขอทําเอง แล้วเรามีสภา สปท. กันทําไม ล่ะครับ แล้วจะระบุเรื่องการปฏิรูปในกฎหมายรัฐธรรมนูญทําไม ทําไมถึงจะต้องมี ปยป. ทําไมจะต้องมีคณะกรรมการปฏิรูปยุทธศาสตร์ ทั้งหมดก็เพื่อจะแก้ไขจุดบกพร่องครับ ไม่ใช่ว่าสถาบันพระปกเกล้าไม่ดี ไม่มีความสําเร็จ ไม่ใช่ จะต้องมาถามตนเองเสียก่อนว่า มาร่วมกันคิดแล้วก็ทําในการที่จะปฏิรูปสถาบันพระปกเกล้า ต้องเปิดใจให้กว้างครับ ไม่อย่างนั้นมันก็แตะทรวงแตะซางไม่ได้เลย แล้วก็มาดาหน้ากันบอกว่ามันดีแล้วอย่าเข้าไปยุ่ง ผมคิดว่าเราไม่ซื่อสัตย์ต่ออาชีพของเราในฐานะเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมขอวิงวอนเปิดใจให้กว้างแล้วขอได้เข้าไปปฏิรูปสถาบันพระปกเกล้าที่จะรองรับการที่มี ภาระหน้าที่ต่อรัฐสภา ต่อการเมืองในระบอบประชาธิปไตย แล้วก็ช่วยกันเสริมสร้างบุคลากร ที่จะเข้ามาบริหารบ้านเมือง ปกครองบ้านเมืองให้เขาเป็นนักประชาธิปไตย เป็นนักธรรมาภิบาล มีคุณธรรมและมีจริยธรรม แล้วก็ออกไปที่จะไปเชิญชวนชาวบ้าน นําพาชาวบ้านให้เป็น พลเมืองประชาธิปไตยด้วยนะครับ นั่นคือเรื่องของสถาบันพระปกเกล้า
ส่วนประเด็นที่ ๓ เรื่องคณะผู้แทนไปต่างประเทศ ผมอยู่กระทรวงการต่างประเทศ มา ๓๗ ปี ผมได้ต้อนรับคณะผู้แทนจากประเทศไทยเป็นพัน ๆ คณะครับ แล้วก็จํานวนใหญ่ คือไปจากรัฐสภา ผมคิดว่าไปถามเพื่อน ๆ ข้าราชการของผมทั้งอดีตและปัจจุบันเรียงตัวได้ คงไม่ต่ํากว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ บอกว่าคณะผู้แทนเหล่านี้เสียเวลา เสียงบประมาณหลวงครับ บางคณะขอให้สถานทูตทํารายงานการเยือนให้ แล้วได้รับบรีฟฟิง (Briefing) จะเป็นที่สถานทูตก็ไม่ค่อยฟัง จะไปพบปะใครก็มักจะเอาเด็กที่สุด ส.ส. เยาว์วัย ก็ไปกับเจ้าหน้าที่ ถามเจ้าหน้าที่รัฐสภาสิครับว่ามันจริงหรือไม่จริง เราเอาความจริงกันมาพูด ดีกว่า แล้วถ้าเผื่อว่าเสียเงินเสียทองเกือบ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ก็ตัดตรงนั้นเสีย อยากจะรู้อะไร ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสํานักงานระหว่างประเทศทุกสํานักงานของสหประชาชาติ และเครือข่ายอยู่ที่นี่ครับ อยากจะรู้อะไรเกี่ยวกับประเทศนั้น ๆ ก็มีสถานทูตที่นี่มากมาย ให้เขาบรีฟ (Brief) ให้เต็มที่ก็รู้เรื่องครับ แต่อย่าเอาเวลาไปอ้างว่าไปดูงาน ไป ๗ วัน ๑๐ วัน ดูสักครึ่งวันหรือ ๑ วันมันก็เป็นที่พึงพอใจแล้วกับสถานทูตผู้จัด ประเทศญี่ปุ่นนี่เหนื่อยหน่าย มากครับไม่อยากจะต้อนรับคณะผู้แทนไทย ท่านถามสถานทูตญี่ปุ่นได้เพราะเขาจัดมาให้ดี แล้วคนญี่ปุ่นเขาเป็นคนที่เอาจริงเอาจังไปแล้วก็ฟังบ้างไม่ฟังบ้างแล้วก็ทุรนทุราย เพราะว่า เมียรออยู่ข้างนอกว่าจะไปชอปปิง (Shopping) ได้ทันทีหรือไม่ เอาของจริงมาพูดกันครับ และที่สําคัญคือพวกเราทั้งหมดคงจะไม่ได้ไปเป็น ส.ส. ที่จะไปเป็นก็ลาออกไปแล้ว แล้วจะ ไปเดือดร้อนทําไมให้กับท่าน ส.ส. หรือ ส.ว. อาจจะมีบางท่านไปเป็น ส.ว. แต่จํานวนน้อย หวังว่าเป็นเช่นนั้น ก็ไปห่วงเขาทําไมว่าเขาจะได้ไปต่างประเทศหรือไม่ ไม่จําเป็นนะครับอันนี้ แต่ถ้าจะไปดูงานต้องทําให้เป็นกิจจะลักษณะไม่ใช่ตามคณะกรรมาธิการ มันต้องตามไป ฟังก์ชัน (Function) ภารกิจจะไปดูเรื่องนิวเคลียร์ก็ไปให้มันเป็นเรื่องเป็นราว แต่ก่อนที่จะไป ต้องถามเสียก่อนว่าสังคมไทยจะเอาด้วยกับพลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์หรือไม่ แต่ถ้าเผื่อยังหา ข้อยุติที่ประเทศไทยไม่ได้แล้วไปทําไมครับ มันก็ไปเที่ยวครับ เพราะว่าสถาบันปรมาณูเพื่อสันติ มันอยู่ที่กรุงเวียนนา เมืองที่สวยงามที่สุดเมืองหนึ่งของโลก มันน่าจะไปดูงานเหลือเกิน มันก็ ไม่ใช่ ใช่ไหมครับ แล้วเราก็ไม่ควรจะเป็นเหยื่อให้กับบริษัทค้าโรงงานไฟฟ้าพลังงาน เขาก็จะ มาเยินยอมาอะไรต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อผลประโยชน์ทางด้านกําไรของเขา ไม่ได้คิดเรื่องความ มั่นคงปลอดภัยหรือความสามัคคีในชาติ เพราะฉะนั้นเรื่องคณะผู้แทนจะไปต้องไปตาม ภารกิจที่แน่ชัด แต่ไม่ใช่ลอยตามน้ําไปตามภารกิจของคณะกรรมาธิการ คือก็มาปฏิรูปกัน ตรงนี้สิครับให้เป็นสําคัญ
ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง ก็ขอมาที่ตรงสํานักงานเลขาธิการของทั้ง ๒ สภานิดหนึ่ง ผมก็สังเกตดูแล้วว่าเจ้าหน้าที่ของสภาส่วนใหญ่นั้นเป็นพนักงานบริการพิธีการ แล้วก็ กระจัดกระจายประจําอยู่ที่คณะกรรมาธิการของวุฒิสภากับของสภาผู้แทนราษฎร รวม ๆ แล้วก็ประมาณ ๕๐ คณะ แต่ผมอยากจะให้มีการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ของสํานักงาน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ผมขอพูดผ่านท่านประธานไปที่ทางฝ่ายเลขาธิการนะครับ ว่าต้องให้เขาเป็นผู้ชํานาญการ ผมอยากจะยกตัวอย่างว่าอีกปีครึ่ง ๒ ปี จะมีการเลือกตั้ง จะมีสภาผู้แทนราษฎร มีวุฒิสภา จะมีคณะกรรมาธิการ สมมุติว่าเป็นคณะกรรมาธิการ กิจการชายแดน ก็จะมีบุคลากรของสภาต่อคณะกรรมาธิการประมาณ ๑๐ ถึง ๑๕ คน ส่วนใหญ่จะทําธุรการ แต่จะมีบุคลากร ที่ภาษาอังกฤษเขาใช้คําว่า อินสทิทิวชันนัลเมโมรี (Institutional Memory) ไหม มีบุคลากรสัก ๒-๓ คน ของสํานักงานเลขาธิการรัฐสภาทั้งสอง ที่รู้เรื่องเกี่ยวกับประเด็นปัญหาชายแดน จําความได้เลยตั้งแต่ ๒๐ ปีที่แล้วที่อาเซียน (ASEAN) หรือว่าแม่น้ําโขง ที่ประชุมสุดยอดของแม่น้ําโขงได้ตกลงกันไว้เรื่องการข้ามแดน มันต้องมีบุคลากรของสภาที่รู้เรื่องว่าด้วยการข้ามแดนทั้งหมดตั้งแต่ ก ถึง ฮ ผมไม่อยากจะ ให้พนักงานของสภาเป็นแค่ผู้รับใช้ในแง่ของธุรการหรือว่าพิธีการ จัดเอกสาร พิมพ์เอกสาร จดบันทึกการประชุม แต่ต้องเป็นผู้รู้ที่จะทํางานด้วยได้ แล้วเขาก็ควรจะได้รับการฝึกอบรม อันนี้ก็ทางสถาบันพระปกเกล้าเข้ามาได้เต็มที่ครับ เพิ่มทักษะ สภา สํานักงานเลขาธิการ ต้องมีบุคลากรที่มีองค์ความรู้ มีความจํา แล้วจะเป็นรีซอร์ชเพอร์ซัน (Resorce Person) เป็นบุคคลวิชาการที่จะช่วยบรีฟ (Brief) บรรยายสรุปให้กับบรรดาประธาน สมาชิกของ คณะกรรมาธิการแต่ละคณะว่าเป็นผู้ชํานาญการอย่างแท้จริง
ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง ก็คือเรื่องของห้องสมุดรัฐสภา ซึ่งผมได้รับมอบหมาย ให้ดูแลเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ ผมได้ไปเยือน ๒ ห้องสมุด และได้พบปะกับผู้บริหาร คือของ นิด้า (NIDA) แล้วก็ของมหาวิทยาลัยรามคําแหง ก็ต้องขอถือโอกาสขอบคุณทั้ง ๒ สถาบัน มา ณ ที่นี้ บรรยากาศของห้องสมุดมันจะมีเป็นลักษณะของห้องนั่งเล่น รับประทานน้ําชา กาแฟได้ เพื่อไม่ต้องการให้ห้องสมุดเป็นที่ที่หงอยเหงา ดูเศร้า ไม่เชิญชวน ไม่ชักชวน เพราะฉะนั้นในแง่ของคอนเซปต์ (Concept) ในความนึกคิดแล้วห้องสมุดใหม่ของรัฐสภา ผมไม่ขอพูดห้องสมุดที่อยู่ตรงริมถนนหลังสภานี้นะครับ มันไม่มีความสง่างามใด ๆ เลยทั้งสิ้น มันไม่ชวนให้เข้าไป ไม่เป็นอะไรครับอันนี้เรื่องอดีตและปัจจุบัน แต่ไปข้างหน้าห้องสมุด ของรัฐสภาไทยจะต้องเป็นห้องสมุดที่มีความเป็นเลิศและต้องดีที่สุด แล้วก็ใหญ่ที่สุด ในประเทศไทยครับ เพราะเป็นห้องสมุดที่จะทํางานให้กับประชาชนทั้ง ๖๘-๖๙ ล้านคน ผ่านวุฒิสภา ผ่านสภาผู้แทนราษฎร และประชาชนทุกหมู่เหล่าจะต้องเข้ามาที่ห้องสมุดได้ โดยง่าย แล้วก็จะมีระบบโสตทัศน์ด้วย มีห้องดูวิดีโอต่าง ๆ เหล่านี้ด้วยมันต้องพร้อมมูล ทั้งสื่อสมัยใหม่ แล้วก็เอกสารตีพิมพ์ทั้งหลาย คราวนี้ผมก็ได้ไปดูสถานที่ก่อสร้างของรัฐสภาใหม่ ได้ประชุมกับทางสถาปนิก ได้ประชุมกับวิศวกรควบคุมการก่อสร้าง ได้ประชุมกับผู้รับเหมา ด้วยนะครับ แล้วก็เห็นว่าการออกแบบ ณ วันนี้ ต้องขอฝากท่านประธานไปที่ท่านเลขาธิการ สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรว่า ไม่ได้มีการแยกแยะให้มันชัดเจนระหว่างที่เรียกว่า เป็นออฟฟิชเชอร์ฟังก์ชัน (Officer Function) เขตทําการของ ส.ส. ส.ว. และที่เรียกว่า เป็นพับบลิกฟังก์ชัน (Public Function) หรือว่าพับบลิกแอเรีย (Public Area) ที่เป็น ที่สําหรับต้อนรับสาธารณชนของคนไทยทั้งประเทศ พิพิธภัณฑ์ก็ดี ห้องสมุดก็ดี มันอยู่ในตัวอาคาร แล้วที่มันมหัศจรรย์มากผมก็ไม่ทราบว่า สถาปนิกคิดได้อย่างไรที่เอาห้องสมุดไปอยู่ชั้น ๙ ชั้น ๑๐ ของอาคารรัฐสภาใหม่ มันจะ เข้าออกได้อย่างไร มันจะขยายอย่างไร มันจะอํานวยความสะดวกอย่างไร มันจะจัดความ เป็นกันเองได้อย่างไร มันก็จะกลายเป็นรัฐสภาจะเป็นป้อมปราการที่ประชาชนจะเข้าไป ก็แสนจะยาก แล้วมันห่างไกลครับ ทั้งจิตใจแล้วก็ทางด้านกายภาพ ผมก็อยากจะขอเสนอให้ ทั้งพิพิธภัณฑ์และห้องสมุดนั้นอยู่นอกตัวอาคารหลักของรัฐสภา ตัวอาคารหลักให้เป็น ที่ทําการอย่างเดียว ที่มันสําคัญก็คือว่าสถานีวิทยุโทรทัศน์ของรัฐสภานั้นมีอาคารต่างหาก ไปตรงหัวมุมริมทางแม่น้ําเจ้าพระยา แล้วก็บริเวณมันมีมากมายพอที่จะเอาพิพิธภัณฑ์ และห้องสมุดมันควรจะอยู่ด้วยกัน เพราะพิพิธภัณฑ์มันก็คือห้องสมุดอย่างหนึ่ง แสดงซึ่ง ประวัติศาสตร์ความเป็นมา ผมอยากจะให้มีการจัดงบประมาณ ณ วันนี้ สร้างอาคาร ห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์นอกอาคารหลักของรัฐสภาเป็นสําคัญ แล้วเราก็สามารถที่จะวางแผน ใหม่ต่าง ๆ เหล่านี้ได้ แล้วเราต้องมีบุคลากรที่เป็นนักห้องสมุด บรรณารักษ์อย่างเป็นเรื่อง เป็นราว ทั้งห้องสมุดที่ด้วยเอกสารแล้วก็ด้วยโสตสมัยใหม่ แล้วก็มีการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ให้รู้ เรื่องกฎหมายต่าง ๆ ข้อตกลงระหว่างประเทศ มติสหประชาชาติ ถ้อยแถลง คําแถลงการณ์ ของประชาคมอาเซียน หรือองค์กรระหว่างประเทศที่เราเป็นสมาชิกอยู่ อันนี้เป็นเรื่อง ที่จะต้องทําเตรียมบุคลากร แล้วก็งบประมาณก็แน่นอนครับ ๑ ล้านบาท ๒ ล้านบาท มันซื้อ อะไรก็ไม่ค่อยจะได้ มันไม่ได้สะท้อนเป้าหมายที่จะให้ห้องสมุดรัฐสภานั้นมีความเป็นเลิศ แล้วก็โดดเด่นที่สุด แล้วมันก็จะมีระบบออนไลน์ (Online) ที่จะไปถึงห้องสมุดของ อบจ. ของทุกจังหวัดเป็นสําคัญเพื่อประชาชนจะได้เข้าถึงได้ ต้องมีระบบวางบุคลากรที่จะช่วย ค้นหา ช่วยตอบประเด็นปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ได้ บุคลากรเหล่านี้ก็ต้องมีความรู้เรื่องกฎหมาย เรื่องข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับประเทศไทย เกี่ยวกับประเทศอาเซียนต่าง ๆ อันนี้เป็นเรื่องที่ สําคัญแล้วเราก็ต้องให้ความสําคัญด้วย ส่วนอีกอันหนึ่งอาจจะไม่ได้เกี่ยวโดยตรงที่ไปดูแบบมา เห็นว่าห้องชั้นสูงสุดนั้นจะเป็นที่รับเสด็จเพื่อจะให้เปิดสภา เราอาจจะเป็นรัฐสภาแรกที่เรา เปิดสภาที่ไม่ใช่ตรงห้องประชุม จะเป็นไปได้ไหมว่าในส่วนห้องประชุมของสภาผู้แทนราษฎรนั้น มีการออกแบบเพื่อที่จะกราบบังคมทูลเชิญเสด็จมาเปิดสภาด้วยความสง่างามของสภา อยู่ตรงนี้เป็นสําคัญครับ แยกส่วนมันจะดูไม่ใช่ แล้วถ้าเผื่ออยู่บนชั้นบน จํานวนของสมาชิก ๗๐๐ คน ๘๐๐ คนของทั้ง ๒ สภา ก็ไม่สามารถที่จะรองรับได้ จะเชิญพระองค์ท่าน เสด็จมาแล้วก็มีไม่กี่ท่าน ส.ส. ส.ว. และผู้ดํารงตําแหน่งต่าง ๆ มันก็จะดูว่ามันไม่สมบูรณ์ เพราะฉะนั้นการออกแบบต่าง ๆ เหล่านี้ต้องทบทวน แล้วที่สําคัญก็คือว่าจะมีห้องสันทนาการ เป็นห้องยิม (Gym) เป็นกระจกแล้วก็มองแม่น้ําเจ้าพระยาได้ ผมก็ดูเพื่อน ๆ สมาชิกแล้วก็ อายุก็เยอะกันเสียส่วนใหญ่ เรื่องการออกกําลังกายในห้องยิม (Gym) มันไม่ใช่วัฒนธรรมของ คนไทย แล้วมันก็เสียเนื้อที่ที่มันจะสวยงามที่สุดอันหนึ่งของรัฐสภา ริมแม่น้ําเจ้าพระยา ก็อยากให้มีการปรับเปลี่ยนแล้วก็ใช้ประโยชน์ห้องยิม (Gym) ตรงนั้นให้เป็นห้องของ การประชุม ของการรับแขกต่างชาติอะไรต่าง ๆ แล้วก็ห้องยิม (Gym) ก็คงจะเหมือนกับ สถานีวิทยุหรือว่าพิพิธภัณฑ์ หรือว่าห้องสมุด มันควรจะอยู่นอกอาคารครับ ท่าน ส.ส. ส.ว. คนไหนคิดว่าการประชุมจะถึงตี ๑ ตี ๒ แล้วอยากจะไปออกกําลังกายก็ได้ แต่เรากําลังจะไป เสียเงินเป็นหลาย ๑๐ ล้านบาท หรือจะเป็น ๑๐๐ ล้านบาท เพื่อจะรองรับ ส.ส. ส.ว. นักกกีฬาไม่กี่คน แล้วก็เวลามันไม่ใช่ครับ สภาเป็นที่มาทํางานครับ ไม่ใช่มาเป็นที่ออกกําลัง เพราะฉะนั้นคิดอย่างนี้ได้แล้วมันก็เลยทําให้การออกแบบมันไม่ได้ตอบสนองแล้วมันก็ ไม่คุ้มทุน นี่ก็เป็น ๔-๕ ประเด็นที่จะขอถือโอกาสนี้กราบเรียนชี้แจงเพื่อจะเสริมสร้าง ความเข้าใจกัน
ส่วนประเด็นสุดท้ายนะครับ เราได้เห็นความล้มเหลวของชีวิตในรัฐสภา ของเรา การประท้วง การหักเหลี่ยมหักโคนกันต่าง ๆ เหล่านี้ การไม่มีวินัย เราต้องการที่จะ แก้ปัญหาเหล่านี้ให้รัฐสภาเป็นที่น่าเชื่อถือ ผมคิดว่าเราต้องมาช่วยกันระดมความคิดเห็น ในการที่จะให้รัฐสภาเป็นที่ที่จะอภิปรายเรื่องที่จะเป็นสาระต่อสังคม เราไม่อยากจะเห็นภาพ ที่ผ่าน ๆ มา การใช้เสียงข้างมากเป็นเผด็จการ การขาดความเที่ยงตรงไม่เอนเอียงของ ประธานรัฐสภา ขาดความเป็นมืออาชีพ เป็นผู้ที่ได้อาสาและอุทิศเข้ามารับใช้บ้านเมือง แต่ว่า มารวมหัวรวมตนกันเพื่อจะหาผลประโยชน์เข้าตน เข้าพรรคของตนต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสําคัญ แล้วอะไรที่มันจะปฏิรูปได้ แก้ไขได้ เราต้องมาช่วยกันคิดช่วยกันทําครับ แล้วก็มันจะเป็นสิ่งที่ ไม่ค่อยจะดีงามเท่าไรถ้าเผื่ออภิปรายกันไปแล้วส่วนใหญ่มาพูดเรื่องประเด็นเดียวคือสถาบัน พระปกเกล้า ผมค่อนข้างจะเจ็บปวดในเรื่องนี้ครับไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น ขอวิงวอนเถอะครับ ขอขอบคุณมากครับท่านประธาน