เบญจวรรณ หารือบทบาทสถาบันพระปกเกล้า เสนอเสริมงานวิชาการ-รักษาอิสระ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๖ · ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๐

เบญจวรรณ สร่างนิทร หารือเกี่ยวกับบทบาทของสถาบันพระปกเกล้าในการส่งเสริมประชาธิปไตยผ่านงานวิชาการ วิจัย การรับฟังความคิดเห็นเพื่อการออกกฎหมาย และการจัดกิจกรรมเสริมสร้างความรู้ด้านการเมือง โดยเน้นความจำเป็นในการปรับบทบาทให้ชัดเจน แยกภารกิจจากหน่วยงานรัฐสภา ย้ำความเป็นอิสระตามกฎหมาย และเสนอแนวทางการปรับปรุงการจัดการอบรม การเชื่อมโยงข้อมูล และการส่งงานวิจัยโดยไม่ต้องแก้ไขกฎหมายองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น

นางเบญจวรรณ สร่างนิทร

เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ดิฉัน เบญจวรรณ สร่างนิทร สปท. หมายเลข ๘๕ นะคะ ประเด็นที่ดิฉัน จะขออภิปรายก็คือ สถาบันพระปกเกล้าเช่นเดียวกันกับท่านสมาชิกท่านอื่น ๆ นะคะ สถาบันพระปกเกล้าที่บอกว่ามีพระราชบัญญัติสถาบันมาเมื่อ ๒๕๔๑ นะคะ แล้วก็มีหน้าที่ เกี่ยวกับศึกษาและวิเคราะห์ทางวิชาการเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาประชาธิปไตย อย่างเป็นระบบ ประสานงานกับหน่วยงานอื่น ๆ ด้านนโยบายเพื่อการพัฒนาประชาธิปไตย วิจัยและสนับสนุนการวิจัยเพื่อการพัฒนาประชาธิปไตย เผยแพร่และสนับสนุนการเผยแพร่ ประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จัดและสนับสนุนการศึกษา อบรม บุคลากรจากภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง การเศรษฐกิจ สังคมในระบอบประชาธิปไตย บริการข้อมูลข่าวสาร ทั้งหมดนี้นะคะ ดูตั้งแต่การเกิดของ สถาบันพระปกเกล้า พ.ศ. ๒๕๔๑ นะคะ ในช่วงแรกสถาบันพระปกเกล้าตั้งอยู่ใน สํานักงาน ก.พ. มีเพื่อน ๆ หลายคนเดินสวนกัน เขาถามบอกว่า เธอมาทําอะไรที่นี่ ก็ถาม คนที่มาบอกว่า แล้วเธอมาทําอะไรที่นี่ เขาบอกว่าเขามาอบรมของสถาบันพระปกเกล้า ดิฉันบอกว่า ที่นี่สํานักงาน ก.พ. สถาบันพระปกเกล้ามาใช้สถานที่ของสํานักงาน ก.พ. ประมาณในช่วงแรก ๆ นะคะ แล้วตอนหลังก็ย้ายไปที่ศูนย์ราชการ ความรู้จัก ความรู้ ความเป็นมาของสถาบันพระปกเกล้า ดิฉันในฐานะที่รับราชการที่สํานักงาน ก.พ. ก็จะมี ความสัมผัสคุ้นเคย มีกิจกรรมบางกิจกรรมก็จะไปร่วมกับสถาบันพระปกเกล้าในบางครั้ง บางคราวนะคะ จนท้ายที่สุดเมื่อมาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ก็ได้รับโควตา (Quota) ให้ไปอบรม ปปร. ดิฉันก็ได้มีโอกาสไปอบรม ปปร. รุ่นที่ ๑๙ นะคะ ดิฉันขอนําเรียนประเด็น ที่ได้มีการศึกษาของท่านกรรมาธิการในเรื่องนี้ที่แยกเป็นรายประเด็น ตั้งแต่ประเด็นแรก เรื่องการสนับสนุนงานวิชาการ ประเด็นที่ ๒ เรื่องการศึกษาวิจัยค้นคว้าข้อมูลเพื่อนําเสนอ แก่สมาชิกรัฐสภา ประเด็นที่ ๓ เรื่องการรับฟังความคิดเห็นและวิเคราะห์ผลกระทบในการ ตรากฎหมายตามมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ตามที่ประธานรัฐสภามอบหมาย ประเด็นที่ ๔ การจัดกิจกรรมเชิงปฏิบัติเพื่อให้การศึกษา ทางการเมืองและระบอบประชาธิปไตย และดําเนินงานตามที่ประธานรัฐสภามอบหมาย และประเด็นสุดท้ายการจัดทําระบบข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนเข้าถึงได้นะคะ

ดิฉันขอนําเรียนในประเด็นแรกก่อนนะคะ ในเรื่องการสนับสนุนงานทาง วิชาการ บอกว่าที่ผ่านมาสถาบันพระปกเกล้าไปเน้นหนักในงานวิจัยที่ไม่สอดรับกับการ ทํางานของรัฐสภา แล้วก็ให้เป็นสถาบันที่ให้ค่านิยมเฉพาะกลุ่มการเมืองและกลุ่มนักธุรกิจ การค้า ไม่รองรับการทํางานของสมาชิกรัฐสภาได้อย่างทันทีตามความต้องการ ตรงนี้ และวิธีการที่เสนอว่าควรจะเป็นหน่วยงานสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการนะคะ ถ้าดูด้วยพระราชบัญญัติในการจัดตั้ง แล้ววิธีการปฏิรูปที่นําเสนอ โดยจะให้มีการบูรณาการ การทํางานสนับสนุนงานวิชาการกับรัฐสภาและสมาชิกรัฐสภา ดิฉันคิดว่าตรงจุดนี้คงจะต้อง แยกแยะภารกิจให้ชัดเจนนะคะ ในส่วนงานทางวิชาการที่เมื่อกี้หลายท่านพูดถึงว่าที่นี่มี ห้องสมุดที่รัฐสภามีห้องสมุด สามารถค้นคว้าอ้างอิงอะไรให้ข้อมูลกับรัฐสภา ผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้ชํานาญการพิเศษได้อยู่แล้วนะคะ เพราะฉะนั้นตรงนี้ดิฉันคิดว่าถ้างานในส่วนที่ ให้บริการสมาชิก ตัวไม่ว่าจะเป็นสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาสามารถให้บริการได้อยู่แล้ว นะคะ ส่วนที่จะเอาไปโยงให้สถาบันพระปกเกล้ามาดําเนินการด้วย ดิฉันคิดว่าภารกิจตรงนี้ ต้องแยกแยะให้ดี โดยหลักการรัฐสภาเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะฉะนั้นหลักในการจัด โครงสร้าง เราจะเอาหลักของหน่วยงานประเภทที่ฝ่ายบริหารเป็นผู้กําหนดมาใช้ประกอบ ก็เพียงแต่ว่าดูประกอบการพิจารณาเท่านั้น คงไม่สามารถที่จะเอามาเป็นหลักในการที่จะ ต้องกําหนดตามแนวแบบนั้นเฉพาะนะคะ เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้ที่บอกว่าควรแก้ไข พระราชบัญญัติสถาบันพระปกเกล้าให้เป็นเช่นเดียวกับคณะกฤษฎีกา เพื่อจะให้ความเห็น ของรัฐสภานั้น ดิฉันคิดว่าตรงนี้โดยกฎหมายที่จัดตั้งสถาบันพระปกเกล้าค่อนข้างชัดเจน ในตัวเองที่จะให้เขาเป็นหน่วยงานอิสระ

การที่จะให้ไปทํางานในลักษณะที่จะเป็นหน่วยงานวิชาการนั้น มันจะไป เชื่อมโยงกับข้อที่ ๒ ที่ว่าศึกษาวิจัย ค้นคว้าต่าง ๆ อาจจะเป็นกรณีเฉพาะเรื่องที่สภาคิดว่า เป็นเรื่องที่สําคัญ ก็สามารถส่งไปให้สถาบันพระปกเกล้าดําเนินการศึกษาเป็นกรณีเฉพาะได้ ส่วนเรื่องการที่บอกว่าจัดหลักสูตรทางวิชาการเฉพาะสําหรับสมาชิกรัฐสภาและตัวแทน ของพรรคการเมืองนั้น โดยที่เป้าประสงค์ในการจัดตั้งที่ผ่านมาก็มุ่งเน้นให้บริการทาง นิติบัญญัติเป็นหลักอยู่แล้ว ดิฉันคิดว่าตรงนี้ควรจะไปปรับปรุงเหมือนกับที่ทาง ครม. เอง มีมติให้สถาบันต่าง ๆ ควรจะมีสัดส่วนของหน่วยงานหลักจํานวนเท่าไร แล้วเพื่อที่อย่างน้อย เราคงจะไม่ได้ตัดเครือข่ายออกไปทีเดียว จํานวนประเภทอื่น กลุ่มอื่นที่จะเข้ามาควรเป็น เท่าไร ซึ่งขณะนี้ ครม. เองก็บอกว่าหลักสูตรอื่น ๆ นั้นควรจะมีภาคเอกชนเพียงแค่ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ หรืออะไรลักษณะแบบนี้ ดิฉันคิดว่าตรงส่วนนี้สามารถที่จะแก้ปัญหาในทาง ปฏิบัติได้นะคะว่า แน่นอนต้องมุ่งเน้นสําหรับสมาชิกรัฐสภาและตัวแทนของพรรคการเมือง เป็นหลักก่อนนะคะ ในช่วงที่ผ่านมา ๒-๓ ปีที่ผ่านมาจะมีจํานวนให้สมาชิก สปช. สปท. หรือ สนช. เข้ารับการอบรม นั่นก็อาจจะเป็นช่วงตัวแทนในสมัยนี้ที่ว่าเป็นพรรคการเมือง แล้วหลายหลักสูตรเท่าที่ดิฉันทราบเป็นหลักสูตรที่ผ่านมาทางสภาเป็นคนจัดเอง ก็ยกไปให้ทาง สถาบันพระปกเกล้าเป็นคนจัดเพื่อให้บริการให้กับข้าราชการ ไม่ว่าจะเป็นสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา ดิฉันคิดว่าภารกิจตรงนี้เขาทําตรงกับกฎหมายที่กําหนดไว้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ดิฉันคิดว่าไม่จําเป็นที่จะต้องมีการแก้ไขพระราชบัญญัติสถาบันพระปกเกล้า ส่วนงานด้านอื่น ๆ ประเด็นอื่น ๆ ที่มีการเสนอว่าการศึกษาวิจัยค้นคว้าข้อมูลเพื่อนําเสนอแก่สมาชิกรัฐสภานั้น ในทางปฏิบัติก็มีประธานรัฐสภาเป็นประธานบอร์ด (Board) แล้วก็มีกรรมการร่วมอยู่ด้วยแล้ว เพราะฉะนั้นงานวิจัยที่อะไรเป็นปัญหาเร่งด่วน เป็นปัญหาสําคัญ แล้วก็ต้องการให้หาคําตอบ ให้ทางรัฐสภา ดิฉันก็คิดว่าสามารถใช้ช่องทางนั้นได้อยู่แล้วนะคะ

ส่วนประเด็นเรื่องการรับฟังความคิดเห็นและวิเคราะห์ผลกระทบตามกฎหมาย อะไรทั้งหลาย เท่าที่ดิฉันไปสัมผัสหรือแม้กระทั่งตอนที่ไปถามความเห็นร่างรัฐธรรมนูญ สมัยก่อนหน้าที่เป็น สปช. เราก็จะอาศัยสถาบันพระปกเกล้าไปถามความเห็นในรายละเอียด ในเรื่องต่าง ๆ ดิฉันก็คิดว่าตรงนี้สถาบันพระปกเกล้าก็ได้ทําหน้าที่ได้เต็มตามภารกิจอยู่แล้ว

ประเด็นที่ ๔ การจัดกิจกรรมเชิงปฏิบัติเพื่อให้การศึกษาทางการเมือง และระบอบประชาธิปไตยดําเนินงานตามที่ประธานรัฐสภามอบหมาย ก็เหมือนกับประเด็น ที่ผ่านมานะคะว่าในรูปแบบ หรือว่าแม้กระทั่ง ณ ขณะนี้เวลาเราทํากิจกรรมไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การมีส่วนร่วมหรืออะไรก็แล้วแต่นะคะ เครือข่ายของสถาบันพระปกเกล้าช่วยได้อย่างมาก ในการที่จะดําเนินการในพื้นที่นะคะ สุดท้ายเรื่องการจัดทําระบบข้อมูลข่าวสารให้ประชาชน เข้าถึงได้ ดิฉันคิดว่าเรื่องประเด็นข้อมูลข่าวสารนั้นทุกหน่วยงาน เป็นภารกิจของทุกหน่วยงาน ที่จะต้องนําเสนอเรื่องข้อมูลข่าวสาร ซึ่งข้อมูลข่าวสารมันก็มีหลายประเภท มีหลายประเด็น ที่ควรจะเผยแพร่ในส่วนทั้งที่จะให้ประชาชนเข้าถึงหรือในส่วนที่จะต้องเป็นระบบที่ได้มีการ นําเสนอเรื่องรัฐบาลดิจิทัล เสนอให้มีกฎหมายตรงนี้ เพราะฉะนั้นระบบข้อมูลหลังบ้าน ที่จะต้องเชื่อมต่อกันถ้าสมมุติว่าหน่วยงานที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รวมทั้ง สถาบันพระปกเกล้า จะมีข้อมูลอะไรที่เป็นข้อมูลหลังบ้านที่จะต้องเชื่อมต่อกันก็ควรจะต้อง มีการดําเนินการในส่วนนี้ เพราะฉะนั้นจากข้อเสนอทั้งหมดนี้ก็ขอนําเรียนนะคะว่า ขอให้คง ไม่จําเป็นที่จะต้องมีการแก้ไขพระราชบัญญัติสถาบันพระปกเกล้า พ.ศ. ๒๕๔๑ ในบางกรณี หรือบางงานที่จะดําเนินการนั้นเป็นเพียงการบริหารจัดการภายในเท่านั้นค่ะ ก็ขอนําเรียน เพื่อประกอบการพิจารณาในการที่จะดําเนินการต่อไป ขอขอบคุณค่ะ