วันชัย ชี้ปฏิรูปรัฐสภา เสริมศักยภาพ-ปรับสื่อสาร-ยกระดับสถาบันพระปกเกล้า

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๖ · ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๐

วันชัย สอนศิริ สรุปประเด็นการปฏิรูปรัฐสภาจากหน้า 22 ถึง 46 โดยเน้นการพัฒนาศักยภาพองค์กรนิติบัญญัติ ทั้งการจัดตั้งนักกฎหมายนิติบัญญัติของตนเอง การปรับปรุงระบบสื่อสารของรัฐสภาให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วมทางการเมืองได้มากขึ้น รวมถึงการเสนอให้ปฏิรูปสถาบันพระปกเกล้าเพื่อสนับสนุนงานรัฐสภาให้มีประสิทธิภาพและเข้มแข็งในยุคปฏิรูป โดยย้ำว่าเป็นไปเพื่อการพัฒนา ไม่ใช่การดูหมิ่นสถาบัน

นายวันชัย สอนศิริ กรรมาธิการ

ท่านประธานและท่านสมาชิกที่เคารพ ทุกท่านครับ กระผม สปท. วันชัย สอนศิริ ในฐานะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง ขออนุญาตกราบเรียนสรุปสั้น ๆ ตามที่ท่านประธานได้แจ้งแล้ว แล้วก็ทราบว่า ท่านสมาชิกทั้งหลายพร้อมที่จะลงมติในเรื่องนี้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นประเด็นที่กระผมจะขอ อนุญาตสรุปตอบคําถามในบางประเด็น เพื่อให้เกิดความเข้าใจก่อนที่ท่านสมาชิกจะใช้สิทธินั้น ท่านประธานครับ ในรายงานของคณะกรรมาธิการตั้งแต่หน้า ๒๒ ถึง ๔๖ จะเห็นได้ว่า เป็นเรื่องขององค์กรที่ท่านทั้งหลายนั่งอยู่ตรงนี้คือรัฐสภา โดยหลักแล้วเราได้เสนอไปแล้วว่า สภานี้ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ส.ว. ที่เราเรียกว่า สมาชิกรัฐสภานั้น ทําหน้าที่ควบคุมตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐ ซึ่งคณะกรรมาธิการได้เสนอรายงานและท่านได้มีมติเห็นชอบไปแล้ว แต่ท่านทั้งหลายครับ องค์กรที่จะทําให้งานต่าง ๆ เหล่านั้นสัมฤทธิ์ผล คือรัฐสภา ที่ท่านทั้งหลายนั่งทํางานอยู่ ณ ที่นี้ เราเห็นว่าองค์กรนี้ องค์กรนิติบัญญัติท่านทั้งหลาย ทราบอยู่แล้วว่าเป็นองค์กรสําคัญ ทั้งบริหารตุลาการ เป็นองค์กรที่ออกทั้งกฎหมายและเป็น องค์กรที่ให้มีอํานาจของคณะรัฐมนตรีก็เกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้ งบประมาณของประเทศที่ใช้ ก็เกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้ แต่เมื่อคณะกรรมการได้มาดูการทํางานที่เราเห็นว่ายังมีข้อที่ควร จะปฏิรูปอยู่ในหลายเรื่องหลายประเด็น โดยรวมนั้นเราเห็นว่าองค์กรแต่ละองค์กรที่มีอยู่ ในรัฐสภานั้นส่วนใหญ่ดีอยู่แล้ว แต่มีบางเรื่องบางประเด็นที่เราคิดว่าควรจะเติมควรจะเสริม และควรจะปฏิรูปตามรายงานในหน้า ๒๒ ถึง ๔๖ สิ่งที่ขออนุญาตกราบเรียน เช่น การสร้าง นักกฎหมายนิติบัญญัติ อันนี้คือหัวใจสําคัญซึ่งยังไม่มี ทางเราเห็นว่าไหน ๆ จะปฏิรูปแล้ว ควรมี นักกฎหมายนิติบัญญัติของสภาให้เกิดขึ้นให้ได้ ปัจจุบันเราใช้นักกฎหมายจากฝ่ายบริหาร คือกฤษฎีกา แต่ของสภาเราเองนั้น แม้ว่าจะมีกฎหมายมีระเบียบมีข้อบังคับ พร้อมที่จะมีแล้ว แต่ยังไม่เกิดขึ้น เราก็ได้เสนอรายงานกระบวนการวิธีการ รวมทั้งบุคลากรต่าง ๆ ที่ควรจะ เอามาใช้นั้น ควรจะเอามาจากตรงจุดใดบ้าง ถ้าท่านอ่านรายงานโดยละเอียดแล้วจะเห็นว่า เรื่องนี้เป็นประโยชน์อย่างสําคัญต่อรัฐสภา ประเด็นอีกประเด็นหนึ่งที่ผมขอย้ําเป็นประเด็น สุดท้ายอยากจะกราบเรียนต่อท่านทั้งหลายครับ องค์กรนิติบัญญัติควรจะมีการสื่อสาร ต่อสังคมต่อประชาชนในประเทศนี้ สิ่งที่จะทําการสื่อสารได้นั้นก็คือทีวี (TV) วิทยุ โทรทัศน์ และสื่อต่าง ๆ แต่ท่านทั้งหลายทราบไหมครับ แม้แต่ตัวท่านเองยังดูทีวี (TV) รัฐสภาน้อยมาก หรือบางคนแทบจะไม่ค่อยดู นอกจากตอนถ่ายทอดการประชุมสภาที่ท่านเองต้องนั่งรถ หรือนั่งอยู่ในที่อื่น ๆ แล้วดู ถามว่าถ้าเป็นประชาชนคนทั่วไปเขาจะดูไหม ในขณะที่ฝ่ายบริหาร มีวิทยุ ทีวี (TV) โทรทัศน์ สารพัด ทั้งกรมประชาสัมพันธ์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเยอะมาก องค์กรนิติบัญญัติเป็นองค์กรที่ยิ่งใหญ่มากในองค์กรหนึ่งของ ๓ อํานาจ แต่ปรากฏว่าสื่อทีวี (TV) วิทยุ โทรทัศน์ไม่ต่างกับทีวี (TV) วิทยุ โทรทัศน์ดาวเทียมช่องใดช่องหนึ่งที่ขายยา เสริมสมรรถภาพ ดูบ้าง ไม่ดูกันบ้าง หรือแทบจะไม่ได้ดู ผมจึงบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่เราเสนอในรายงานว่าไหน ๆ จะให้ประชาชนนั้นตื่นตัว ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแล้ว ไม่ใช่สักแต่ว่าทําเป็นงานฝาก ทุกวันมีงบประมาณ เพียงน้อยนิด บุคลากรที่เอามาทําก็สักแต่ว่าทํา ที่จะผลิตรายการทีวี (TV) วิทยุ แบบน่าสนใจ ทําไม่ได้ครับ เพราะติดขัดด้วยงบประมาณและบุคลากร มืออาชีพที่จะมาทําก็ไม่มี ทั้งหมด เหล่านี้ได้งบประมาณมา ๑๐๐ กว่าล้านบาทนั้น สิ้นเปลืองไปกับอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือ และค่าเช่าดาวเทียม ค่าเช่าสื่อต่าง ๆ รวมทั้งเงินเดือนหมดแล้ว เหลืออยู่นิดเดียวจะไป ผลิตรายการอะไร ผมจึงเห็นว่าต้องให้ประชาชนคนไทยอย่างน้อยที่สุดต้องมีโอกาสสัมผัส วิทยุ ทีวี (TV) รัฐสภา ปรับโฉม ปรับรูปแบบ เปลี่ยน และงบประมาณต่าง ๆ กระบวนการอะไร ที่เป็นข้อขัดข้อง ติดขัด ควรจะต้องมีการปฏิรูป เราจึงได้เสนอไว้ในรายงาน ซึ่งเชื่อเหลือเกินว่า ถ้าปรับเปลี่ยนวิธีการดังกล่าวแล้วจะทําให้ทีวี (TV) วิทยุและสื่อของรัฐสภานั้นอย่างน้อยที่สุด ชาวไร่ชาวนา พี่น้องประชาชนจะได้ชมและจะได้สัมผัส ผมเชื่อเหลือเกินเวลามีการอภิปราย เกี่ยวกับเรื่องการไม่ไว้วางใจ อย่างน้อยที่สุดสมัยหนึ่งเขาก็ต้องสัมผัสทีวี (TV) นี้ แต่ทําไม วัน ๆ หนึ่งควรจะให้เขาได้สัมผัสได้บ้าง ตรงนี้ต้องมีการปฏิรูปตามรายงานที่เราเสนอ อีกนิดเดียวครับท่านประธาน

ประการสุดท้าย เจตจํานงความประสงค์ของคณะกรรมาธิการก็กราบเรียน ต่อท่านสมาชิกด้วยความเคารพว่ามิต้องการก้าวล่วงและล่วงเกินสถาบันพระปกเกล้า แต่ประการใด ผมเองก็เรียนมาจากสถาบันพระปกเกล้าคนหนึ่ง เพียงแต่คณะกรรมาธิการ รวมทั้งเรา ได้พูดคุยกันว่าภารกิจของสถาบันพระปกเกล้าโดยรวมส่วนใหญ่ดีอยู่แล้ว แต่เรา เห็นว่าน่าจะเป็นองค์กรหนึ่งที่มาสนองงานของรัฐสภามากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน จึงมี ข้อสังเกตแล้วก็คิดว่าน่าจะมีการปฏิรูปให้มาสนองงานของรัฐสภาอย่างเข้มแข็งมากกว่า ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเท่านั้นเองครับ หาได้มีเจตนาส่วนหนึ่งส่วนใดที่หลายท่านรู้สึกไม่สบายใจ เท่าที่เราได้หารือกันแล้ว ก็รับว่าจะไปปรับปรุงแก้ไข ก็กราบเรียนท่านประธานว่าทั้งหมด ถ้าท่านอ่านด้วยใจเป็นธรรม สบาย ๆ ก็จะเห็นว่ารัฐสภาน่าจะต้องปฏิรูปในหลายสิ่ง หลายประการดังที่เรากราบเรียนแล้ว และทั้งหมดด้วยเจตนาที่จะให้เป็นการรองรับ การทํางานของยุคปฏิรูปคราวต่อไปครับ กราบขอบพระคุณครับ