พลตํารวจตรี แจงปรับกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค-กำกับสื่อออนไลน์

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๖ · ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๐

พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ชี้แจงการปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคให้ครอบคลุมสื่อออนไลน์ พร้อมเสนอให้มีการลงทะเบียนซิมการ์ดและอุปกรณ์โทรศัพท์เพื่อบูรณาการข้อมูลในศูนย์กลางอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงเสนอให้ กสทช. กำกับดูแลผู้ให้บริการซีดีเอ็นด้วยการจดทะเบียนและเก็บข้อมูลจราจร เพื่อรองรับการบังคับใช้กฎหมายและเก็บภาษีจากผู้ให้บริการต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งชี้แจงความร่วมมือด้านไซเบอร์ผ่านเครือข่ายตำรวจสากล และความคืบหน้าของร่าง พ.ร.บ. รักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่จะจัดตั้งคณะกรรมการบูรณาการร่วมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเสนอมาตรการดึงดูดบริษัทต่างประเทศให้ร่วมมือด้านภาษีผ่านผลประโยชน์ทางการค้า ก่อนส่งไม้ต่อการอภิปรายเกี่ยวกับบทบาทผู้นำศาสนาต่อสังคมให้กับ ดร.จุไรรัตน์ จุลจักรวัฒน์

พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ก็ขอขอบพระคุณท่านสมาชิกที่ได้อภิปรายให้ข้อเสนอแนะต่าง ๆ นะครับ ขออนุญาตตอบ สั้น ๆ ก่อน ท่านสุรินทร์และท่านเฉลิมชัย ขอบพระคุณท่านเฉลิมชัยในเรื่องที่เสนอแนะ เกี่ยวกับกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค เราจะเพิ่มเติมในรายงานนะครับว่าควรจะต้องมีการ ปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อให้ครอบคลุมถึงเรื่องสื่อออนไลน์ (Online) ด้วยในรายงานที่จะเสนอไปยังรัฐบาลนะครับ

ในส่วนของท่านเลิศรัตน์ วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลกลาง การใช้ โทรศัพท์มือถือนี้ก็คือการแสดงตัวตนของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือให้เป็นข้อมูลไว้ มิได้หมายความว่า ให้เป็นสาธารณะในการที่จะบุคคลใดก็ได้ที่จะมาตรวจสอบเหมือนอย่างขององค์การโทรศัพท์ ทีโอที (TOT) ๑๑๑๓ นะครับ คงไม่ใช่ลักษณะนั้น ซึ่งลักษณะของการใช้ศูนย์กลางในการ บูรณาการข้อมูลเกี่ยวกับการลงทะเบียนซิม (Sim) ก็ดี การลงทะเบียนโทรศัพท์มือถือก็ดี เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้ในข้อเท็จจริงซิมการ์ด (Sim Card) ก็ดี ลงทะเบียนบุคคลหนึ่งอาจจะ ไปใช้อีกเครื่องหนึ่ง เครื่องโทรศัพท์หายไปใช้อีกเครื่องหนึ่ง ซึ่งตรงนี้ในการลงทะเบียน เราเสนอแนะไปยัง กสทช. ว่า ควรจะต้องลงทะเบียนทั้งซิมการ์ด (Sim Card) ลงทะเบียน ทั้งหมายเลขเครื่องในโทรศัพท์นะครับเพื่อให้มีการควบคุม

ท่านวรวิทย์นะครับ ในเรื่องสื่อออนไลน์ (Online) ในสังคมไทยผมว่า ประชาชนคนไทยเรามีชีวิตติดยึดกับสื่อออนไลน์ (Online) การปิดกั้นโดยสิ้นเชิงในขณะนี้ ประเทศไทยไม่สามารถทําได้ ผลกระทบจะมีมากมายมหาศาล แต่เรามีวิธีการที่จะจัดการกับ กูเกิล (Google) ก็ดี ยูทูบ (YouTube) ก็ดี เฟซบุ๊ก (Facebook) ก็ดี ก็คือมาตรการในการ ควบคุมซีดีเอ็น (CDN) หรือแคชชิงเซิร์ฟเวอร์ (Caching Server) ซีดีเอ็น (CDN) ก็คือ คอนเทนต์ เดลิเวอรี เน็ตเวิร์ก (Content Delivery Network) ก็คือผู้ให้บริการเหล่านี้ นําเครื่องซีดีเอ็น (CDN) มาตั้งที่ผู้ให้บริการเพื่อประหยัดการใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) เชื่อมต่อไปยังต่างประเทศ ข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ก็ยังอยู่ พักอยู่ในประเทศไทย ฉะนั้น การดําเนินการตามกฎหมายก็คือเสนอแนะให้ กสทช. ออกระเบียบในการที่ให้ซีดีเอ็น (CDN) เป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ซึ่งต้องจดทะเบียนกับ กสทช. และมีมาตรการในการที่จะสั่งให้มี การเก็บข้อมูลจราจร การลงทะเบียนซีดีเอ็น (CDN) จะส่งผลประโยชน์ได้หลายอย่าง จะแก้ไขปัญหากรณีที่อ้างว่าการกระทําความผิดเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรนะครับ ทุกวันนี้ การกํากับดูแลการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับแพลตฟอร์ม (Platform) โซเชียลมีเดีย (Social Media) เหล่านี้มีปัญหาเนื่องจากประเด็นเป็นการกระทําความผิดนอกราชอาณาจักร ฉะนั้น การออกระเบียบกฎหมายให้ซีดีเอ็น (CDN) เป็นอุปกรณ์ที่ต้องจดทะเบียนกับ กสทช. และเก็บข้อมูลจราจร จะเป็นการแก้ไขปัญหาการกระทําความผิดนอกราชอาณาจักร รวมทั้ง มาตรการภาษีต่าง ๆ การเก็บภาษีต้องมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรนะครับ ข้อมูลการโฆษณา ออนไลน์ (Online) ก็เป็นข้อมูลที่เก็บไว้ในซีดีเอ็น (CDN) ฉะนั้นประเด็นนี้ทางกรรมาธิการ สื่อสารมวลชนเราได้มีรายงานฉบับนี้เกี่ยวกับเรื่องการประสานงานผู้ให้บริการในต่างประเทศ ก็คือมาตรการภาษี ซึ่งกรมสรรพากรขณะนี้ได้มีการดําเนินการออกกฎหมายเพื่อเก็บ กฎหมายกับผู้ให้บริการในต่างประเทศ โดยตีความว่าเป็นการมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย นะครับ ซึ่งจากการประสานงานกับกรมสรรพากรก็เชื่อว่า กฎหมายฉบับนี้จะออกมาในไม่ช้า นะครับ ผมมีข้อมูลนะครับในการดําเนินการกับบริษัทต่าง ๆ เหล่านี้ ในกลุ่มอาเซียน เรามี ข่าวเปิด ประเทศอินโดนีเซียเก็บภาษีกูเกิล (Google) ย้อนหลังนะครับ เฉพาะปี ๒๐๑๕ กูเกิล (Google) ต้องจ่ายให้ประเทศอินโดนีเซียอย่างน้อย ๔๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ ๑๓,๕๐๐ ล้านบาท นี่เป็นแค่กูเกิล (Google) บริษัทเดียวนะครับ ซึ่งประเทศ เหล่านี้มีความกล้าหาญที่จะดําเนินการ ซึ่งประเทศไทยเราก็อยู่ระหว่างการพิจารณา ผลกระทบในการเจรจากับบริษัทต่าง ๆ เหล่านี้ ซึ่งมาตรการที่ทางกรรมาธิการสื่อสารมวลชน ได้เสนอแนะไปยังรัฐบาลเรื่องเกี่ยวกับซีดีเอ็น (CDN) ตรงนี้ จะเป็นข้อมูลที่เสริมในการที่จะ แก้ไขกฎหมายประมวลรัษฎากรให้กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง สามารถเก็บภาษีจาก ธุรกิจซึ่งประกอบในประเทศไทย แต่ไปมีธุรกรรมผ่านประเทศที่มีอัตราภาษี ๐ เปอร์เซ็นต์ นะครับ

ท่านกษิต ภิรมย์ นะครับ ท่านเป็นห่วงเรื่องศูนย์เฝ้าระวัง ท่านเป็นห่วงว่า การประสานงานในลักษณะของผู้ให้บริการกับหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน เกี่ยวกับ เรื่องสื่อออนไลน์ (Online) ผมขออนุญาตนําเสนอท่านประธานและท่านสมาชิกว่า ในส่วน ของสํานักงานตํารวจแห่งชาติซึ่งเป็นสมาชิกขององค์การตํารวจสากล เรามีการประชุม ลักษณะของภูมิภาคอยู่เป็นประจําทุกปี มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร มีการนําเสนอ แนวโน้มอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ใหม่ ๆ ผมยกตัวอย่างในเอเชียเรามีการประชุมเรื่อง ไอทีไครม์ (IT Crime) ของตํารวจอินเทอร์โพล (INTERPOL) ในภูมิภาคเอเชีย เซาท์ แปซิฟิก (Asia South Pacific) เรามีการประชุมของอาเซียนาโพล (ASEANAPOL) ในกลุ่มตํารวจ อาเซียน (ASEAN) ซึ่งตรงนี้ก็จะสามารถตอบแล้วก็มีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิด

ประเด็นที่ ๒ ท่านกษิต ท่านเป็นห่วงเรื่องขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่ ในกระทรวงดีอี (DE) ในเรื่องไม่สามารถทันต่อความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี รายงานของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชนเรามีรายงาน เรื่อง ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งจากการ ติดตามความคืบหน้าขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งผ่าน คณะรัฐมนตรีไปแล้ว ได้กลับมาทบทวนโดยยึดถือร่างของ สปท. เป็นหลักในการพิจารณา ขณะนี้ร่างพิจารณาเสร็จแล้วอยู่ระหว่างการทําประชาพิจารณ์ตามมาตรา ๗๗ ก็คือร่าง สปท. เรานั่นเอง ฉะนั้นตรงนี้จะมีการตั้งหน่วยงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัย ไซเบอร์ ซึ่งระดมและประสานงานระหว่างหน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ ตํารวจ สํานักข่าวกรอง สภาความมั่นคง เป็นต้น ในการที่จะบูรณาการในการป้องกันภัยทางไซเบอร์ (Cyber) ของประเทศ

ประเด็นที่ ๓ ที่ท่านกษิตได้เสนอก็คือเรื่องการโฆษณา กระผมได้กราบเรียน ไปแล้วว่าเรามีมาตรการในการที่จะให้บริษัทต่าง ๆ บนสื่อออนไลน์ (Online) ในต่างประเทศ หันมาให้ความร่วมมือในเรื่องภาษี โดยใช้มาตรการผลประโยชน์ทางการค้ามาเป็นตัวเสริม ในการที่จะให้บริษัทต่าง ๆ เหล่านี้หันมาให้ความร่วมมือมากยิ่งขึ้นนะครับ ในส่วนของบทบาท ของผู้นําศาสนาหรือความรับผิดชอบต่อทางสังคมผมขออนุญาตให้ท่านดอกเตอร์จุไรรัตน์ จุลจักรวัฒน์ เป็นผู้นําเสนอในที่ประชุมครับ