วรัชญ์ เสนอส่งเสริมสื่อสร้างสรรค์ รู้เท่าทันดิจิทัลในทุกระดับการศึกษา

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๖ · ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๐

วรัชญ์ ครุจิต หารือมาตรการระยะยาวเพื่อส่งเสริมการใช้สื่อออนไลน์อย่างสร้างสรรค์ โดยเสนอให้รัฐบาลผลักดันนโยบายร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่องทั่วประเทศ พร้อมเน้นบทบาทภาคเอกชนผ่านมาตรการจูงใจ เช่น การลดหย่อนภาษี เพื่อสนับสนุนการผลิตสื่อสร้างสรรค์ และผลักดันการรู้เท่าทันสื่อและดิจิทัลในทุกระดับการศึกษาอย่างจริงจัง โดยให้กระทรวงศึกษาเป็นหน่วยงานหลัก ขณะเดียวกันเรียกร้องให้กระทรวงดีอีขับเคลื่อนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ด้วยการพัฒนาบุคลากร เทคโนโลยี และมาตรการกำกับดูแลอินเทอร์เน็ตอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์วรัชญ์ ครุจิต ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ

เรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก สปท. กระผม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดอกเตอร์วรัชญ์ ครุจิต คณะทํางานขับเคลื่อนสื่อออนไลน์ (Online) ผมทํางานอยู่ที่นิด้า (NIDA) สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ จะขออนุญาตลงรายละเอียดในมาตรการระยะยาวซึ่งเป็นมาตรการ และแนวนโยบายของรัฐ ซึ่งอย่างที่กราบเรียนไปแล้วว่าเป็นเรื่องที่สําคัญที่จะต้องขับเคลื่อน ให้ได้นะครับ แต่ว่ามาตรการต่าง ๆ จะเป็นจริงไม่ได้เลยถ้าภาครัฐไม่ขยับนะครับ เนื่องจาก ภาครัฐเป็นผู้นําแล้วก็จะเป็นผู้ที่กําหนดวาระให้ภาคส่วนต่าง ๆ ได้ขยับตามนะครับ เพราะฉะนั้นรัฐบาลจึงมีส่วนสําคัญมาก ๆ ในการที่จะก่อให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างเป็น รูปธรรมนะครับ ในรายงานฉบับนี้ได้เสนอนโยบายที่จะสามารถขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม ทั้งหมด ๘ ข้อ แต่ว่าเนื่องจากเวลาจะขอรวบในบางข้อนะครับ

ข้อ ๑ สําคัญมากนะครับ เนื่องจากรัฐบาลสามารถที่จะออกระเบียบให้กับ หน่วยงานภาครัฐทั้งหมดที่มีอยู่ในประเทศได้ก่อให้เกิดนโยบายอย่างจริงจังอย่างเป็นรูปธรรม เพราะฉะนั้นทางคณะทํางานเห็นว่าภาครัฐควรจะส่งเสริมสนับสนุนให้มีโครงการส่งเสริมการใช้ สื่อออนไลน์อย่างสร้างสรรค์อย่างจริงจังนะครับ ในเรื่องของการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) อย่างถูกต้อง มีวิจารณญาณ การสร้างความตระหนักรู้เรื่องของความเท่าทันสื่อ โดยจะต้องลงไปในทุกหน่วยงานของรัฐ และจะต้องมีความต่อเนื่องครอบคลุมทุกพื้นที่ ทั่วประเทศ เข้าถึงทุกกลุ่มวัยอาชีพ โดยทางคณะทํางานเสนอว่าเจ้าภาพหลักควรจะเป็น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกระทรวงวัฒนธรรม และมีกรมประชาสัมพันธ์ และกระทรวงศึกษาธิการเป็นหน่วยงานสนับสนุนนะครับ ซึ่งการดําเนินงานนี้ไม่ใช่เป็นการ พูดลอย ๆ เท่านั้นนะครับ แต่ว่าควรจะต้องมีการกําหนดตัวชี้วัดอย่างชัดเจน ซึ่งจะได้พูดถึง ในลําดับต่อไป

นอกจากรัฐบาลที่จะต้องกําหนดอย่างจริงจังให้เกิดขึ้นในการส่งเสริม และมีกิจกรรมต่าง ๆ แต่ว่าอีกภาคส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้นั่นก็คือภาคเอกชนนะครับ รัฐบาล จะต้องทําอย่างไรให้เกิดการจูงใจให้ภาคเอกชนที่มีบทบาทสําคัญอย่างสูงสามารถที่จะเป็น ส่วนสนับสนุนที่สําคัญได้นะครับ โดยเฉพาะธุรกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสื่ออินเทอร์เน็ต (Internet) ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือหรือเครือข่ายต่าง ๆ หรือธุรกิจการโฆษณา ที่มีส่วนในการผลิตเนื้อหาที่อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบในทางลบได้นะครับ พยายาม ทําอย่างไรที่จะสามารถที่จะจูงใจให้มีอินเซนทิฟ (Incentive) ให้ภาคเอกชนสามารถที่จะ สร้างโครงการหรือว่ากิจกรรมที่ส่งเสริมการใช้จิตสํานึกของสื่ออย่างสร้างสรรค์นะครับ อย่างเช่นการมีมาตรการช่วยเหลือทางภาษีหรือช่วยอํานวยความสะดวกให้กับสื่อ หากมีโครงการที่มีความสร้างสรรค์หรือว่าหางบประมาณสนับสนุน เช่นกองทุนต่าง ๆ โดยเฉพาะกระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพากรควรจะมีการกําหนดนโยบายช่วยเหลือ แก่องค์กรธุรกิจภาคเอกชนเป็นการให้รางวัลสําหรับภาคเอกชน เช่นสื่อมวลชน ซึ่งเป็น องค์กรธุรกิจภาคเอกชน ที่ทําดีควรจะมีรางวัลให้ วิธีการก็คือการลดหย่อนภาษี เช่น หากหน่วยงานใดที่มีโครงการที่ส่งเสริมสื่อที่สร้างสรรค์ สามารถนําหลักฐานนั้นมาลดหย่อน ภาษีได้ เช่น มีโครงการหรือว่าจัดสร้างสื่อที่ดี หรือว่าถ้าเกิดว่ามีสื่อที่ได้รับรางวัลสื่อเพื่อสังคม เป็นต้น สามารถที่จะลดหย่อนภาษีได้ ก็เป็นวิธีการจูงใจที่น่าจะเป็นรูปธรรมมากขึ้น ซึ่งอันนี้ จริง ๆ พูดมานานแล้วแต่ว่าไม่มีการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม

อีกข้อหนึ่งที่สําคัญมาก ๆ ที่หลายท่านได้พูดไปถึงไปแล้วนั่นก็คือเรื่องของ การสร้างความรู้เท่าทันสื่อ โดยกระทรวงศึกษาจะต้องเป็นเจ้าภาพ มีเดียลิเทอเรซี (Media Literacy) หรือว่าดิจิทัลลิเทอเรซี (Digital Literacy) จะต้องถูกบรรจุอยู่ในการศึกษา ภาคบังคับและไม่ใช่ว่าปัจจุบันนี้อาจจะมีอยู่บ้าง แต่ว่าไปถึงระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งตอนนั้น ก็สายไปแล้วนะครับ จริง ๆ อนุบาลก็สายเสียแล้ว เพราะว่าเด็ก ๆ สมัยนี้โตขึ้นมากับไอแพด (iPad) หรือว่าเครื่องมืออุปกรณ์สื่อสารแล้วสามารถที่จะส่งผลกระทบได้ตั้งแต่เด็กเลย เพราะฉะนั้นควรจะเป็นหลักสูตรให้เขาเริ่มเรียนรู้ตามความเหมาะสมระดับชั้น ตั้งแต่อนุบาล จนถึงอุดมศึกษาเลย โดยอาจจะมี ๒ แนวทาง ก็คืออาจจะแยกเป็นวิชาต่างหาก หรือว่า บูรณาการเข้าไปกับวิชาต่าง ๆ เช่น ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ หรือสังคมศึกษาเป็นต้น อันนี้ จะต้องทําจริงจัง แล้วก็มีผลการชี้วัดอย่างชัดเจน

ข้อต่อไปก็คือกระทรวงดีอี (DE) นะครับ ก็จําเป็นต้องเป็นเจ้าภาพในหลาย ๆ ข้อ ประเทศไทยตามนโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ของรัฐบาล เชื่อได้ว่าจะต้อง ก่อให้เกิดการขยายตัว ทางอินเทอร์เน็ต (Internet) และเมื่อการขยายตัวทางอินเทอร์เน็ต (Internet) เกิดขึ้น ย่อมจะมีทั้งผลดีและผลเสียในเรื่องของหากประชาชนใช้อย่างไม่มี วิจารณญาณ เพราะฉะนั้นกระทรวงดีอี (DE) จําเป็นจะต้องมีเพิ่มนโยบาย ในเรื่องของ การป้องกันผลกระทบการใช้อย่างเป็นรูปธรรม และจะต้องมีการจัดสรรงบประมาณอย่าง จริงจัง กําหนดกลไกเพื่อรองรับสถานการณ์หรือผลกระทบจากการใช้งาน อีกส่วนหนึ่งที่ยัง ไม่ได้พูดถึงแต่ว่ามีความสําคัญอย่างยิ่งนั่นคือภาคประชาชน ท่านรองประธานได้พูดถึงเรื่อง ของ การจัดตั้งศูนย์ขึ้นมาแล้ว แต่ว่าผู้ที่จะมีบทบาทในการตรวจสอบได้อย่างดีที่สุดนั่นก็คือ ภาคประชาชน รัฐบาลจําเป็นจะต้องหากลไกในการที่จะก่อให้เกิดการมีส่วนร่วม ในการช่วยกํากับ ดูแลสื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีจรรยาบรรณ ส่งเสริมการรวมกลุ่มการใช้สื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่างที่ได้กล่าวไปแล้วก็คือต้องมีมาตรการ ในการประสานงานกับสื่อออนไลน์ (Online) ของต่างประเทศ แอปพลิเคชัน (Application) ต่าง ๆ ในการร่วมกํากับดูแล และหากไม่มีการให้ความร่วมมือก็ควรจะต้องมีวิธีการในการหา มาตรการในการให้ความร่วมมือ

ข้อสุดท้ายเป็นเรื่องของทางเทคนิค ควรจะต้องมีการพัฒนาบุคลากรของ ประเทศให้เท่าทันกับเทคโนโลยีสารสนเทศไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมั่น แล้วก็เรื่องของ การรู้เท่าทัน แล้วก็ควรจะมีการส่งเสริมอย่างจริงจังในการผลิตซอฟต์แวร์ (Software) ที่ใช้ กับโซเชียลมีเดีย (Social Media) เนื่องจากจะสามารถควบคุมได้ง่ายกว่า แล้วก็เป็นประโยชน์ ต่อประเทศในอนาคตครับ ขอบคุณครับ