เพิ่มพงษ์ เชาวลิต หารือเรื่องการควบคุมสื่อออนไลน์ที่มีต่อเด็ก โดยเสนอแนวทางในการสร้างจิตสำนึกและภูมิคุ้มกัน รวมถึงการสร้างมาตรการทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองเด็กจากการใช้สื่อออนไลน์ และเสนอแนะให้กระทรวงทบวงกรมทั้งหลายและหน่วยงานเกี่ยวข้องสนับสนุนมาตรการด้านการคุ้มครองเด็ก และการควบคุมสื่ออย่างมีประสิทธิภาพ
กราบเรียนท่านประธานนะครับ ผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. หมายเลข ๑๑๐ ในสื่อออนไลน์ (Online) เป็นสื่อของอนาคต ฉะนั้นเราได้เสนอเป็นแผนยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี เป็น ๕ แนวทางหลัก ๆ ๒ แนวทางแรกคือ เรื่องของการปลูกจิตสํานึก กับอันที่ ๒ คือการสร้างภูมิคุ้มกัน อีก ๓ แนวทาง ที่จะพูดต่อไปนี้ ก็คงจะให้เห็นเป็นหลักการว่า จริง ๆ แล้วเราจะสร้างปลูกจิตสํานึกก็ดี หรือการสร้าง ภูมิคุ้มกันก็ดียังไม่เป็นสิ่งเพียงพอนะครับ แนวทางที่ ๓ ที่เป็นเรื่องสําคัญคือมาตรการทาง กฎหมาย ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สําคัญมาก สื่อออนไลน์ (Online) ในขณะนี้หลายเรื่อง เป็นเรื่องที่เป็นช่องว่างทางกฎหมายอยู่ เรากรรมาธิการได้ศึกษากฎหมายจากต่างประเทศ ซึ่งมีความเจริญแล้ว เขาได้มีกฎหมายตรงนี้ได้ควบคุมพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษหรือเป็น อเมริกาก็ดี เขาได้มีการกําหนดกฎหมายในการดูแลเด็กที่มีอายุต่ํากว่า ๑๓ ปี รวมทั้งกําหนด ในเรื่องของมาตรการคุ้มครอง มาตรการการเข้าถึงข้อมูล รวมทั้งความรับผิดชอบของพ่อแม่ ผู้ปกครอง รวมทั้งผู้ให้บริการต่าง ๆ เพื่อจะจัดทําโปรแกรมทั้งหลายให้เอื้ออํานวย รวมทั้ง ป้องกันเด็กทั้งหลาย และรวมทั้งมีโทษปรับอย่างมากมายกับคนที่ฝ่าฝืน ผมเชื่อว่ามาตรการ ทางกฎหมายของประเทศทางตะวันตกได้ดําเนินการไปอย่างดีมากเลย สําหรับประเทศไทย ของเรา เราคงต้องมา เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ มาตรการกฎหมายของเรายังไม่มีการ ควบคุมตรงนี้เพียงพอนะครับ ในกรรมาธิการได้เสนอให้ทางกระทรวงดีอี (DE) เป็นเจ้าภาพ หลักในเรื่องของการดูทางกฎหมาย ซึ่งจะมีอยู่ ๒ ส่วน คือ ๑. พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก ทําอย่างไรที่ให้ พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กปรับปรุงแก้ไข แล้วรวมไปถึงการคุ้มครองเด็กในเรื่องของ สื่อสารออนไลน์ (Online) ด้วยนะครับ อันนี้อันแรก อันที่ ๒ คือการกําหนดกฎระเบียบ ต่าง ๆ ในการสนับสนุนในการรักษาข้อมูลของเด็กเอง การลบข้อมูลเองก็ดี หรือการกําหนด มาตรการต่าง ๆ ที่เอื้ออํานวยในเรื่องของการควบคุมการใช้ซิม (Sim) ของเด็กก็ดี การขาย แพ็กเกจ (Package) ก็ดี การกําหนดให้ผู้บริการออกแอป (App) ต่าง ๆ ซึ่งเอื้ออํานวย ระหว่างเด็กกับผู้ปกครอง อันนี้มันจําเป็นต้องออกระเบียบกฎหมายขึ้นมา ผมคิดว่า ถ้ามาตรการระเบียบกฎหมายได้ออกขึ้นมาแล้วแบบเดียวกับต่างประเทศ เครื่องมือในการ ควบคุมผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายในเรื่องของออนไลน์ (Online) และในการคุ้มครองเด็กเราสามารถ เป็นไปได้ รวมทั้งในเรื่องของการให้เจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นดีอี (DE) หรือ สตช. ต้องมี การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง อันนี้ผมคิดว่าในอนาคต ๒๐ ปี เรื่องนี้จะเป็นเรื่องใหญ่ อย่างมากเลย ซึ่งเราควรที่จะดําเนินการกฎหมายให้เป็นที่รองรับ ดูจากประเทศตะวันตก ซึ่งได้มีความเจริญตรงนี้อยู่แล้วนะครับ
มาตรการที่ ๔ คือการสนับสนุนนโยบายหรือมาตรการแห่งรัฐ ซึ่งรัฐบาลเอง มีแผนในเรื่องไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) อยู่แล้วนะครับ ดังนั้นผมคิดว่าสิ่งที่สําคัญคือ การให้กับกระทรวง ทบวง กรมทั้งหลาย โดยเฉพาะดีอี (DE) ก็ดี กระทรวงศึกษาธิการก็ดี กระทรวงวัฒนธรรมก็ดี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต่าง ๆ รวมทั้ง กระทรวงการคลังได้มีมาตรการในการสนับสนุนมาตรการตรงนี้ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุน งบประมาณ การลดหย่อนภาษี การสร้างหลักสูตรในกระทรวงศึกษาธิการให้เด็กมีภูมิคุ้มกัน ในเรื่องนี้อย่างดี รวมทั้งการอบรมเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องไปเจรจา กับคนหรือเจ้าของบริการจากต่างประเทศในเชิงรุกเพื่อให้เขาปฏิบัติตามกฎหมายของเรา ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญมากนะครับ ถ้าเราสามารถดําเนินการตรงนี้ได้แล้วเราคิดว่า มาตรการในการสนับสนุนคุ้มครองต่าง ๆ จะสามารถเป็นไปได้นะครับ
ประเด็นสุดท้ายคือเนื่องจากการดําเนินงานทั้งหมดในเวลา ๒๐ ปี มาตรการ ต่าง ๆ ที่เดินออกไปแล้วจําเป็นต้องมีกระบวนการในเรื่องการตรวจสอบติดตามประเมินผล ฉะนั้นมันต้องมีการกําหนดกลไกการทํางานไว้ให้ชัดเจนว่าเมื่อมีการขับเคลื่อนไปทั้ง ๒๐ ปีแล้ว เรามีกระบวนการในการออกแบบการติดตามประเมินผลอย่างไร ทั้งหน่วย ราชการก็ดี ทั้งผู้ให้บริการก็ดี ทั้งผู้รับการสนับสนุนก็ดีสามารถที่จะรับรู้ในกระบวนการ ติดตามประเมินผลทั้งหมด ผมคิดว่าถ้าทําได้แบบนี้ทั้ง ๕ มาตรการ ผมคิดว่ายุทธศาสตร์ ในเรื่องนี้สามารถเป็นไปได้แล้วก็สามารถคุ้มครองเด็กในเรื่องของการควบคุมสื่อ อย่างสร้างสรรค์ได้อย่างดีนะครับ ก็ขออนุญาตให้อาจารย์ทั้ง ๒ ท่านได้พูดในบางประเด็น เพิ่มเติมครับ