จิระ โกมุทพงศ์ ชี้ปัญหาการเบี่ยงเบนภารกิจของสถาบันพระปกเกล้าที่หันไปเน้นงานวิจัยและหลักสูตรทางการเมืองจนหลุดจากบทบาทหลักในการสนับสนุนรัฐสภา จึงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้ข้อมูลวิชาการอย่างทันท่วงทีและครอบคลุม พร้อมเชื่อมโยงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เกี่ยวกับการทำงานเป็นทีม กับบทบาทของสถาบันในการส่งเสริมประชาธิปไตย ธรรมาภิบาล และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนผ่านหลักสูตรที่หลากหลาย มีมาตรฐานสากล และสอดรับกับบริบทของสังคมไทยในยุคไทยแลนด์ 4.0
พลเอก จิระ โกมุทพงศ์
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ สมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพ กระผม พลเอก จิระ โกมุทพงศ์ สมาชิกหมายเลข ๐๒๗ จากสภาพปัญหาที่คณะกรรมาธิการได้ศึกษาพบว่า สถาบันพระปกเกล้าควรมีภารกิจสําคัญ ในการสนับสนุนกิจการงานของรัฐสภาและสมาชิกรัฐสภาให้สามารถทํางานได้อย่าง มีประสิทธิภาพ แต่ปรากฏว่าระยะเวลาที่ผ่านมาสถาบันพระปกเกล้าไปเน้นหนักในงานวิจัย ที่ไม่สอดรับกับการทํางานของรัฐสภา และยังมุ่งเน้นเหมือนเป็นสถาบันให้ความรู้ จัดหลักสูตรไปในแนวทางสร้างค่านิยมให้เฉพาะกลุ่มการเมืองและกลุ่มนักธุรกิจ พ่อค้า ทําให้ เกิดความเหลื่อมล้ําทางสังคม กลายเป็นการทํางานที่ผิดวัตถุประสงค์ของการเป็นส่วนหนึ่ง ของรัฐสภา นอกจากนี้ด้านการสนับสนุนข้อมูลด้านวิชาการของสถาบันพระปกเกล้าให้กับ สมาชิกรัฐสภา ต้องใช้ระยะเวลาดําเนินการในการจัดทําและวิเคราะห์ข้อมูลค่อนข้างนาน บางครั้งไม่สามารถรองรับและสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาได้อย่างทันที ทําให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภามีข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณา ทั้งในส่วนของ คณะกรรมาธิการการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติหรือการอภิปรายเพื่อตรวจสอบการทํา หน้าที่ของฝ่ายบริหารเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้น มีรายละเอียดไม่ครบถ้วนและสนับสนุน เท่าที่ควร ควรมีการปฏิรูปการส่งเสริมวิชาการของรัฐสภา ของสถาบันพระปกเกล้า อันนี้เป็น สภาพปัญหาที่คณะกรรมาธิการได้ศึกษานะครับ
กระผมขออนุญาตขออัญเชิญกระแสพระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ได้พูดถึงเรื่องการทํางานเป็นทีมที่ว่า ต่างคนต่างมีหน้าที่ แต่ก็ ไม่ได้หมายความว่าทําเฉพาะหน้าที่นั้น เพราะว่าถ้าคนใดทําเฉพาะหน้าที่ของตนเอง โดยไม่มองไม่แลคนอื่น งานก็ดําเนินไปไม่ได้ เพราะเหตุว่างานทุกงานจะต้องพาดพิงกัน จะต้องเกี่ยวโยงกัน ฉะนั้นแต่ละคนจะต้องมีความรู้ถึงงานของผู้อื่นแล้วช่วยกันทํา อันนี้เป็น พระราชดํารัส ในวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๕๓ ครับ จากพระราชดํารัสของพระองค์ท่านนะครับ หากเชื่อมโยงกับหลักสูตรของสถาบันพระปกเกล้านั้น เราก็พบว่าการกําหนดคุณสมบัติของ ผู้เข้าเรียนและวัตถุประสงค์ของหลักสูตรเป็นไปเพื่อการส่งเสริมประชาธิปไตยในทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและลดความเหลื่อมล้ํา โดยผ่านกระบวนการศึกษาและอบรม ดังรายชื่อหลักสูตรต่าง ๆ ที่ปรากฏทางเว็บไซต์ (Web Site) ของสถาบันพระปกเกล้านะครับ หลักสูตรเกือบทุก ๆ หลักสูตรจะประกอบด้วยภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ภาคท้องถิ่น ภาคการเมือง ตลอดจนสื่อสารมวลชนนะครับ ในอัตราส่วนที่ทําให้หลักสูตรหรือการ ฝึกอบรมนั้นครอบคลุมและได้ประโยชน์ต่อผู้รับการฝึกอบรมและประโยชน์ต่อสังคม เป็นที่ตั้ง เช่น หลักสูตรที่เน้นให้มีการส่งเสริมประชาธิปไตยที่เห็นได้จากหลักสูตรก็จะมี เช่น หลักสูตร ปปร. การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสําหรับนักบริหารระดับสูง หลักสูตรผู้นํายุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย นอกจากนั้นก็จะมีหลักสูตรที่ส่งเสริมด้านเศรษฐกิจ เช่น หลักสูตรที่ทีเอจี (TAG) หลักสูตร แท็ก (TAG) ไทยกับประชาคมอาเซียนในเศรษฐกิจการเมืองของโลก หลักสูตร ปสส. หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการบริหารเศรษฐกิจสาธารณะสําหรับผู้บริหารระดับสูง ซึ่งท่าน พลเอก ภูดิศก็เพิ่งสําเร็จการศึกษาอบรมมาเมื่อไม่กี่วันมานี้ ก็ขออนุญาตเอ่ยนาม นิดหนึ่งนะครับ หลักสูตรที่เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ก็เช่น หลักสูตรพีเพิล ออดิต (People Audit) หลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในสังคม คือหลักสูตร การจัดการความขัดแย้งโดยสันติวิธี อันนี้กระผมเคยผ่านการอบรมมา หลักสูตร ๔ ส ที่ท่าน พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ เป็น ผอ. หลักสูตรซึ่งท่านศิริชัยก็เพิ่งพูดมาว่าท่านได้เรียนมาแล้ว รวมทั้งท่านชาญวิทย์ด้วย ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ก็ได้ผ่านการอบรมมา หลักสูตร เสริมสร้างสังคมสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากนั้นยังมีหลักสูตรสนับสนุน การทํางานของรัฐสภา ตลอดจนผู้ช่วยสนับสนุนการปฏิบัติงานของ ส.ส. ส.ว. สนช. สปท. ด้วยนะครับ หลักสูตรที่ส่งเสริมให้เกิดธรรมาภิบาลในสังคมมิติต่าง ๆ เช่น หลักสูตร ธรรมาภิบาลของผู้บริหารระดับกลาง ธรรมาภิบาลของผู้บริหารทางการแพทย์ เป็นต้น ทั้งนี้ในแต่ละหลักสูตรนี้ถือว่ามีมาตรฐานที่กําหนดจากการที่เข้ารับการศึกษาอบรมนั้น ต้องมี คุณสมบัติที่มีคณะกรรมการในการพิจารณาเกณฑ์การคัดเลือกให้ได้มาซึ่งบุคคลที่ต้องการ ศึกษาอย่างแท้จริงเป็นหลัก ผู้เข้ารับการอบรมจะต้องมีเวลาเรียนไม่ต่ํากว่า ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ของเวลาเรียนทั้งหมดนะครับ ใช้หลักการเชื่อมโยงในการศึกษาอบรมในระบบความเชื่อมโยง แบบคุณธรรมเป็นตัวตั้ง มีการทํารายงานทางด้านวิชาการแบบเดี่ยว แล้วก็รายงานกลุ่ม มีการนําเสนอโดยหัวข้องานวิชาการที่จัดทําของแต่ละกลุ่มต้องทันสมัยและมีประโยชน์ ต่อสังคม โดยมีกระบวนการให้คําแนะนําจากอาจารย์ที่ปรึกษา ตามหลักการทํารายงานวิจัย ตามมาตรฐานสากล มีการกําหนดการแต่งกายที่ต้องให้ความเคารพสถานที่และกาลเทศะ ของทุก ๆ คนที่ต้องปฏิบัติภายใต้กฎระเบียบเดียวกัน หลักสูตรที่สถาบันจัดขึ้นเพื่อให้เกิด การบริหารจัดการที่ทันสมัยในระบอบประชาธิปไตยแบบสากล มีการแลกเปลี่ยนความรู้ มีทั้งสนับสนุนงานวิจัยวิชาการให้กับรัฐสภา ภาครัฐ ภาคเอกชน ท้องถิ่น ประชาชน สื่อมวลชน โดยมุ่งเน้นให้ในเรื่องความรู้ความเข้าใจในการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข โดยผ่านการสื่อสารในหลากหลายช่องทาง เช่น ห้องสมุดออนไลน์ (Online) การสื่อสารผ่านแอปพลิเคชัน (Application) การสื่อสารทางเฟซบุ๊ก (Facebook) หรือเว็บไซต์ (Web Site) ที่ประชาชน ตลอดจนผู้ที่สนใจข้อมูลทางวิชาการ งานวิจัย ข่าวสารต่าง ๆ ที่สามารถสืบค้นและเข้าถึงได้โดยง่ายในโลกของไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ได้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารทั้งทางตรงและทางอ้อมได้เป็นอย่างดีนะครับ ในด้านการวิจัยและการมอบรางวัลต่าง ๆ ให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ในภาคประชาสังคม โดยมี การเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ได้เป็นอย่างดี ดังปรากฏในเว็บไซต์ (Web Site) ต่าง ๆ ในกระบวนการดําเนินงานด้านวิชาการนั้นทางสถาบันเน้นเรื่องคุณภาพในระดับสากล ดังปรากฏรางวัลในการยอมรับจากสถาบันและบุคคลทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่สามารถใช้อ้างอิงทางวิชาการได้ตามมาตรฐานทางวิชาการ ในส่วนผลงานอดีตที่เคย รับทราบก็เช่นกัน ทํางานระดับชาติในเรื่องการรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทําเวทีสานเสวนา หรือเป็นคนกลางในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง ในสังคมไทยที่ผ่านมา เช่น เรื่องทางออกของประเทศไทย กล่าวโดยสรุปสถาบัน พระปกเกล้าได้ดําเนินการภายใต้วัตถุประสงค์การจัดตั้งสถาบันเพื่อจัดการสัมมนา ตลอดจน บริการวิชาการให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชนในทุกภาคส่วนทั้งทางตรงและทางอ้อม ได้เป็นอย่างดี เพื่อที่จะสร้างความเข้มแข็งและความเป็นสากลให้เกิดมาตรฐานที่สูงขึ้น เทียบเท่านานาอารยะประเทศต่อไป แม้ในวันนี้หากมีข้อบกพร่องใด ๆ ที่เกิดขึ้นกับสถาบัน และเป็นข้อด้อยจากที่ผ่านมาจะเห็นว่าสถาบันก็ได้นําไปปรับปรุงต่อยอดให้เกิดคุณประโยชน์ ต่อสังคมโดยรวมให้เข้มแข็งสืบต่อไปในอนาคต ดังพระราชดํารัสของพระองค์ท่านที่ว่า การจะทํางานที่มั่นคงและก้าวหน้านั้นมิใช่ว่าจะก้มหน้าก้มตาทําหน้าที่ของแต่ละคนเท่านั้น จะต้องมีความร่วมมือสัมพันธ์กันระหว่างหน่วยงานทุกหน่วย เพื่อให้งานรุดหน้าไป พร้อมเพรียงกัน เพราะฉะนั้นการทํางานเป็นทีม การบูรณาการร่วมกันบนกระแสความ เป็นสากลโลกมีความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะทํางานในภาคส่วนใดก็ตามนะครับ ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) กับความรู้ความเข้าใจจึงต้องเรียนรู้ร่วมกันควบคู่กันต่อไป นะครับ กราบขอบพระคุณครับ