ศิริชัย ไม้งาม แสดงความเห็นถึงบทบาทและคุณค่าของสถาบันพระปกเกล้าในฐานะสถาบันวิชาการชั้นนำด้านประชาธิปไตยและธรรมาภิบาล พร้อมสนับสนุนการเปิดโอกาสให้ผู้แทนทุกกลุ่มเข้ารับการศึกษาอย่างเท่าเทียมและหลากหลายมากขึ้น
เรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ กระผม นายศิริชัย ไม้งาม สปท. ลําดับที่ ๑๕๒ ผมเองนั้นได้อ่านรายงาน ของการปฏิรูปการปฏิบัติงานรัฐสภา ผมเองก็ต้องชื่นชมครับว่ามีหลายส่วนที่เป็นส่วนที่ทาง คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ก็มีความตั้งใจที่อยากจะเห็น การปฏิรูปรัฐสภานั้นให้เกิดความก้าวหน้า เป็นที่ยอมรับและแก้ไขปัญหาของรัฐสภาที่ผ่านมา แต่ผมเองขอเรียนว่าผมต้องขออนุญาตแสดงความคิดเห็นในส่วนของสถาบันพระปกเกล้า ผมเองนั้นอาจจะเป็นผู้ที่มีส่วนในการเป็นนักศึกษาของสถาบันพระปกเกล้า ก็อยากจะ นําความรู้สึกและข้อห่วงใยของนักศึกษาหลายท่านครับ เมื่อทราบว่ามีเรื่องของสถาบัน พระปกเกล้าเข้ามาสู่ที่ประชุม ก็ขออนุญาตที่แสดงความคิดเห็นเพื่อให้เกิดความเข้าใจ สถาบันพระปกเกล้านั้นเป็นสถาบันทางวิชาการชั้นนํา มุ่งสู่ความเป็นเลิศในการพัฒนา ประชาธิปไตยและธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนอย่างยั่งยืน เราต้องยอมรับ ครับว่าสถาบันการศึกษาในเมืองไทยนั้นมีหลายสถาบันครับ แต่ถ้าพูดถึงการยอมรับในเวที ระดับสากล ผมคิดว่าสถาบันพระปกเกล้านั้น น่าจะเป็นสถาบันที่ได้รับการยอมรับจาก นานาชาติในเรื่องของประชาธิปไตย และดีใจว่าประเทศไทยนั้นการพัฒนาประชาธิปไตยนั้น เรามีสถาบันทางวิชาการ ผมคิดว่าสิ่งที่ผมเองได้มีโอกาสได้เข้าร่วมประชุมหลายครั้ง ซึ่งเป็น ผลงานของสถาบันนั้นคือการประชุมวิชาการ ซึ่งสถาบันพระปกเกล้าได้จัดมาทุกปี เมื่อปีที่ผ่านมาเป็นครั้งที่ ๑๘ ครับ โดยหัวข้อในการจัดก็คือเติมชีวิตคืนชีวาประชาธิปไตย ซึ่งจัดที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติครับ วันนั้นได้มีการเชิญผู้ที่มีส่วนในงานวิชาการ นิสิต นักศึกษา ประชาชนโดยรวม และเชิญวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิต่างประเทศมาให้แสดง ความคิดเห็นในหัวข้อประชาธิปไตย ก็มีการแสดงความคิดเห็นทั้งวิทยากรภายในประเทศ และมีการจัดประชุมย่อย ที่น่าสนใจก็คือประชาธิปไตยไซเบอร์ (Cyber) ครับ รัฐบาล แบบเปิด พลเมืองฟื้นชีวาประชาธิปไตย ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ และการเมือง ที่รองรับความหลากหลาย ผมคิดว่านี่คือสถาบันที่เราคงไม่ได้อยู่ในกรอบ เพราะการเรียนรู้ ประชาธิปไตยนั้นมันเกิดได้ทุกที่ ทุกพื้นที่ บางครั้งอาจจะมีเรื่องความขัดแย้ง อาจจะมีเรื่อง ของการไม่เข้าใจ หรือการที่อยากจะสร้างประชาธิปไตย สร้างความเป็นพลเมือง นี่เองครับว่า สถาบันนั้นได้ให้ทุนการศึกษาในการศึกษาเรื่องวิทยานิพนธ์ ดุษฎีนิพนธ์ และทุนสนับสนุน การวิจัยและงานวิชาการอย่างมากมายครับ สถาบันนั้นได้รับงบประมาณจากรัฐสภาครับ ถ้าไปดูบุคลากรที่ทําภารกิจผมคิดว่าในนามสถาบันนั้นตอนแรกก็คิดว่าใช้คนมากครับ แต่พอ ไปดูแล้ววันนี้มีบุคลากร ๑๕๗ คนครับ ใช้งบประมาณอาจจะอยู่ที่ประมาณ ๓๐๐ ล้านบาท หรือ ๔๐๐ ล้านบาท แต่นั่นคือการที่เน้นเรื่องของการทํางานทางวิชาการ สถาบันนั้น มีหลักสูตรมากมายครับ ผมเองนั้นได้เรียนตั้งแต่ระดับวุฒิบัตร ประกาศนียบัตร สัมฤทธิ์บัตร และประกาศนียบัตรชั้นสูงครับ ทีนี้ในรายงานนั้นพยายามพูดถึงว่าอยากเห็นคนที่เข้ารับ การศึกษามีความหลากหลาย ไม่ใช่ไปเลือกบางกลุ่มที่ทําให้คนส่วนใหญ่ขาดโอกาส ถ้าเป็น สถาบันอื่นผมไม่มั่นใจนะครับว่าผมจะได้รับการศึกษาหรือไม่ แต่ที่นี่คือสถาบันที่ให้โอกาสผม ในการศึกษาตั้งแต่หลักสูตรแรก ๆ เมื่อ ๑๐ ปีก่อน โดยเฉพาะเน้นเรื่องสันติวิธี และธรรมาภิบาลครับ ถึงทําให้ผมเองนั้นได้เข้าใจในการขับเคลื่อนเรื่องประชาธิปไตย ของภาคประชาชน เราเองจะไม่ใช้ความรุนแรง เราจะชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ หลักสูตรที่ผมเองมีโอกาสได้เรียนคือหลักสูตรการเสริมสร้างสังคมสันติสุข เราต้องยอมรับ ครับว่าวันนี้สังคมไทยเกิดความแตกแยก แบ่งภาค แบ่งพวก แต่หลักสูตรที่ผมเรียนนั้น ได้สร้างมิติใหม่ในการให้คนที่เห็นต่างทางการเมืองทุกกลุ่มสาขาอาชีพได้มาศึกษาด้วยกัน มาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ไม่มีใครเชื่อหรอกครับว่าคนที่เห็นต่างทางการเมืองนั้นจะมาอยู่ด้วยกัน ได้ แม้กระทั่งกรรมการหลักสูตรตอนแรกก็ไม่มั่นใจครับ แต่วันนี้หลักสูตร ๔ ส. นั้นได้พิสูจน์ ให้เห็นแล้วว่าพวกเราสามารถอยู่ร่วมกันได้ ๓ หลักสูตรแล้วครับ และผมคิดว่าการมาศึกษา หาความรู้นั้นไม่ใช่มาเรียนเฉย ๆ แล้วก็จบ แล้วก็กลับไปครับ สถาบันพยายามให้เราทํางาน วิชาการอย่างน้อย ๆ ๑ ชิ้น และเสนอต่อเวทีสาธารณะ ผมคิดว่าเมื่อประมาณปีที่ผ่านมา เราคงได้ยินนะครับว่านักศึกษามาแสดงละครหลักสูตรที่ได้มีการนําความขัดแย้ง ๑. ขัดแย้ง ทางการเมือง ๒. ขัดแย้งทางพื้นที่ภาคใต้และการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน นั่นคืองานวิชาการที่ได้ มีการนําเสนอ ฉะนั้นการที่จะมีการคัดเลือกคนที่เข้ารับการอบรม ผมคิดว่าอยากจะให้ สถาบันได้นําข้อคิดเห็นบางส่วนที่ทางคณะกรรมาธิการนําเสนอเพื่อที่จะไปทบทวนในการ พิจารณาเลือกคนเข้ามาพยายามให้ครอบคลุมทุกกลุ่มสาขาอาชีพ เรื่องของความเท่าเทียม ที่ผมเองเห็นว่าเราจําเป็นที่จะต้องเลือกความเท่าเทียมและความเหมาะสมของทุกคนที่น่าจะ มีโอกาสไปตามคุณสมบัติที่จะได้รับการพิจารณาในการที่จะเข้ารับการศึกษา และข้อเสนอ ที่ผมเองภายใต้เวลาที่จํากัด ผมเองเห็นว่าวันนี้อาจจะมีความไม่เข้าใจ ทั้ง ๆ ที่กรรมาธิการ ก็คิดว่านั่นคือการพัฒนา ปฏิรูปที่ดีที่สุดที่สถาบันพระปกเกล้าควรทํา ผมคิดว่าอันนี้ก็เป็น ความปรารถนาของทางกรรมาธิการที่สถาบันก็คงพร้อมที่จะน้อมรับ แต่ข้อเสนอของผมนั้น ผมอยากจะเห็นความร่วมมือทางวิชาการ งานวิจัยและงานสนับสนุนรัฐสภาที่เข้มข้น ที่สถาบันพระปกเกล้านั้นควรที่จะต้องให้ความมุ่งมั่นตั้งใจทํางานในส่วนของรัฐสภา และข้อเสนอข้อที่ ๒ การคัดเลือกบุคคลที่เข้ารับการอบรม ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการรัฐสภา หรือนักการเมืองในส่วนของรัฐสภาควรจะมีโอกาสระดับต้น ๆ แต่สัดส่วนนั้นไม่ควรที่จะ พุ่งเป้าไปที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อยากเห็นความหลากหลาย อยากเห็นโอกาสที่ให้กับทุกคน ที่มีคุณสมบัติได้ครบถ้วน ได้มีโอกาสเข้ารับการศึกษาในสถาบันแห่งนี้ และข้อเสนอสุดท้าย ผมเองขอความกรุณาครับท่านกรรมาธิการถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะขอให้ปรับปรุงรายงาน ฉบับนี้ ในส่วนของสถาบันพระปกเกล้าด้วยความรอบคอบ เพื่อสร้างขวัญกําลังใจให้กับ คนทํางาน หรือแม้กระทั่งศิษย์ที่จบไป เพราะเราเชื่อมั่นว่าสถาบันแห่งนี้สอนให้เราทํางาน เพื่อประเทศชาติและประชาชน ด้วยความเสียสละเพื่อประโยชน์ของสังคมโดยรวมครับ ขอบคุณครับ