เลิศรัตน์ รัตนวานิช หารือการปฏิรูปการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย โดยเห็นด้วยกับการปรับปรุงมาตรการส่งเสริมจริยธรรมและกำกับเนื้อหาอย่างเหมาะสม ทั้งด้านธุรกิจออนไลน์ เนื้อหายั่วยุ และข่าวปลอม พร้อมเสนอให้พิจารณาข้อเสนอการสแกนนิ้วหรือใบหน้าเพื่อซื้อโทรศัพท์อย่างรอบคอบเพื่อไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสในการอภิปรายเรื่องของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนด้านสื่อสารมวลชน คือวาระปฏิรูปผลการศึกษาและข้อเสนอแนะ การปฏิรูปการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) กระผมมีความเห็นสอดคล้องกับ กรรมาธิการว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญเกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ แล้วนับวันจะยิ่งมีการเข้าถึงสื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) มีการใช้กันอย่างกว้างขวาง ในหลายช่องทาง ปัญหาต่าง ๆ ที่กรรมาธิการได้หยิบยกมาให้ดู ๘ เรื่องนี้ แล้วในแต่ละเรื่อง ก็มีข้อย่อยอีกหลายเรื่อง ไม่น่าเชื่อว่าสื่อออนไลน์ (Online) เช่น เฟซบุ๊ก (Facebook) กูเกิล (Google) หรือไลน์ (Line) ที่เราใช้กันอยู่นี้ จะสามารถสร้างปัญหา สร้างความไม่ชอบธรรม ให้กับผู้เข้าถึง ผู้เข้าใช้ได้อย่างมากมายขนาดนี้ เพราะฉะนั้นการที่มีแนวคิดที่จะปฏิรูป ไม่ว่า จะเป็นการหามาตรการต่าง ๆ ในด้านการส่งเสริมจริยธรรมในด้านการให้เข้าถึงการใช้สื่อของ ผู้ใช้สื่อบางกลุ่ม บางประเภทผมก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ถึงเวลาที่เราจะต้องทํา แล้วก็คงจะต้องใช้ ความร่วมมือจากหลาย ๆ ฝ่ายในการที่จะดําเนินการในเรื่องนี้ เพราะว่ามาตรการทาง กฎหมายแต่อย่างเดียวนั้นคงไม่สามารถที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาของโซเชียลมีเดีย (Social Media) ที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวันนี้ได้ อย่างตัวอย่างที่เราเห็นที่เกิดขึ้นนี้เช่นในเรื่องการล่อลวงทาง ธุรกิจ อันนี้เกิดขึ้นเป็นประจําแทบจะทุกสัปดาห์ ทุกเดือน ก็จะมีผู้มาร้องต่อเจ้าหน้าที่ ถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น ที่เขาโดนล่อลวงให้หลงเชื่อ แล้วก็ลงทุนไปในธุรกิจบางอย่าง ผ่านการซื้อขายออนไลน์ (Online) หรือขายตรงทางออนไลน์ (Online) ซึ่งเดี๋ยวนี้เป็นกิจกรรม เป็นกิจการที่เฟื่องฟูมีการทํากันมาก ในส่วนที่เป็นของดีก็มี แต่ส่วนที่ล่อลวงทําให้เกิดความ เสียหายเป็นสิบเป็นร้อยล้านก็เกิดขึ้นอยู่เนือง ๆ เพราะฉะนั้นก็เป็นปัญหาหนึ่งของการใช้สื่อ ออนไลน์ (Online) อีกประเด็นหนึ่งในเรื่องของเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม ถ้าเราพูดถึงเนื้อหาที่ ยั่วยุทางเพศหรือว่าหนังโป๊นี่ เป็นธุรกิจใหญ่มากบนสื่อออนไลน์ (Online) ผมอ่านคร่าว ๆ ธุรกิจนี้มีมูลค่าเป็นแสนล้านต่อปี แล้วก็ยังมีสถิติอีก ในบางประเทศผู้ที่ใช้สื่อออนไลน์ (Online) เกินร้อยละ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของการใช้ ใช้เพื่อดูหนังโป๊หรือดูภาพที่ถือเป็นภาพยั่วยุ ทางเพศ อันนี้เราจะมีมาตรการต่อสิ่งเหล่านี้อย่างไร จะถือว่าผิดกฎหมายหรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่ จะต้องพิจารณากันต่อไป เรื่องที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด อันนี้ก็แปลกมาก ผมว่าต่างประเทศ เขาคงไม่ค่อยมี แต่คนไทยชอบ ชอบทํากันจริง ไม่ทราบว่าคนทําเป็นโรคจิตหรือเปล่า ล่าสุดรัฐบาลต้องออกมาแถลงบอกว่าวันหยุดอย่างเป็นทางการในช่วงถวายพระเพลิง พระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ นั้น หยุดแค่วันเดียวคือวันที่ ๒๖ ตุลาคม แต่ก็มีคนพยายามจะใส่ว่าหยุด ๙ วัน ตั้งแต่วันก่อนจนถึงวันหลัง แล้วคนก็เชื่อกัน รัฐบาลต้องออกมาแถลง เรื่องการยกเลิกเงินของต่างประเทศก็มีบ่อยมาก ล่าสุดนี้ก็บอกว่า แบงก์ ๕๐๐ ยูโร เขาจะยกเลิก เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็ทําให้เกิดความเข้าใจผิด ทําให้ เกิดผู้ที่ไม่ตรวจสอบข้อมูล ก็อาจจะทําให้ถึงกับมีความคิดเสียเงินเสียทองไปจองทริป (Trip) ไปต่างประเทศ เพราะเห็นมีวันหยุดเยอะแยะนะครับ เพราะฉะนั้นก่อให้เกิดความเสียหาย ได้เช่นกัน กระผมจึงเห็นด้วยนะครับ แล้วก็สนับสนุนแนวความคิดของกรรมาธิการที่จะ ปฏิรูป ซึ่งกรรมาธิการได้แบ่งห้วงเวลาการปฏิรูปเป็น ๒ ช่วง เป็น ๒ กลุ่มมาตรการ คือการ ปฏิรูปในระยะเร่งด่วน ที่เรียกว่าควิกวิน (Quick Win) ซึ่งมีอยู่ ๕-๖ ประเด็น บางเรื่องผมก็ สนับสนุน บางเรื่องผมก็มีข้อสังเกต อย่างเช่นการจัดระบบการเข้าถึงสื่อออนไลน์ (Online) ก็ได้พูดถึงว่ามีการใช้โทรศัพท์ตั้งเกือบ ๑๐๐ ล้านเครื่องแล้ว จะมีมาตรการอย่างไร แต่ที่ผม ค่อนข้างจะไม่ค่อยจะเห็นด้วยคือการที่เราจะไปบังคับว่าจะไปซื้อโทรศัพท์สักเครื่องหนึ่งต้อง มีการสแกน (Scan) นิ้ว แล้วก็ใช้ใบหน้าเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของเหมือนกับไปทําพาสปอร์ต (Passport) หนังสือ เดินทาง อันนี้ก็ไม่ทราบว่ามีประเทศไหนในโลกเขาใช้อยู่หรือเปล่านะครับ อยากจะเรียนถาม กรรมาธิการ ซึ่งเป็นแนวคิดของ กสทช. ที่จะดําเนินการ ต้นเหตุก็คงมาจากความไม่มั่นคง ไม่ปลอดภัยในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ถ้าจะมาบังคับใช้ทั่วประเทศก็คิดว่าคงจะ เป็นเรื่องที่อาจจะเกินกว่าความสมควรหรือไม่ และเป็นเรื่องที่จะขัดต่อสิทธิมนุษยชนหรือไม่ เพียงใด เพราะลําพังแค่บัตรประชาชนมันก็บอกอะไรได้ทุก ๆ อย่างอยู่แล้ว อีกอันหนึ่งคือ เรื่องของการจัดตั้งศูนย์กลางบริหารจัดการข้อมูลผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ คือเสนอให้ กสทช. จัดตั้งศูนย์กลางขึ้นมาควบคุมหมดเลยว่า ๙๐ ล้านเครื่องนี่อยู่ที่ใคร เครือข่ายไหน อย่างไร เจ้าของชื่ออะไร เวลาต้องการจะตรวจสอบก็สามารถตรวจสอบไปได้ ซึ่งผมคิดว่าก็คงจะเป็น ข้อเสนอที่อาจจะเหมือนกับขี่ช้างจับตั๊กแตน เพราะว่าโอเปอเรเตอร์ (Operator) ในด้าน เน็ตเวิร์ก (Network) เขาก็มีอยู่แค่ ๔-๕ เจ้าเองในประเทศไทย แล้วเขาก็มีการลงทะเบียน มีการควบคุมผู้ใช้ของเขาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อจะให้ กสทช. มาตั้งศูนย์ขึ้นอีก ใช้คน ไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยคน อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือ ผมคิดว่าจะเป็นการสิ้นเปลือง ซ้ําซ้อน ที่ไม่แน่ใจว่าจะเกิดประโยชน์คุ้มค่าหรือไม่ อันนี้ก็ฝากเป็นข้อสังเกตไป แต่ที่เห็นด้วยอย่างยิ่ง คือการจํากัดจํานวนการลงทะเบียนการใช้งานของแต่ละบุคคล คือการเป็นเจ้าของซิม (Sim) ถ้าใครติดตามในสัก ๒-๓ สัปดาห์ที่ผ่านมา มีชาวต่างชาติมาทําธุรกิจรับกดไลก์ (Like) ไม่น่าเชื่อนะครับมีคนคิดได้ขนาดนั้น คนหนึ่งไปซื้อซิม (Sim) มาตั้ง ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ ซิม (Sim) รวม ๆ กันแล้วผมเข้าใจว่าแสนกว่าซิม (Sim) เพราะฉะนั้นถ้าใครไปประกวดนางงาม ใครไปประกวดร้องเพลง หรืออยากให้ใครเป็นนักกีฬาดีเด่นประจําปี ไปบอก ติดต่อไปที่นี่เลย นะครับ อาจจะคิดเงินสักหมื่นสองหมื่น เขากดทีเดียวได้แสนกว่าเบอร์เลยครับ แล้วใครจะไป สู้ได้ เพราะฉะนั้นผมว่าเราต้องกลับไปตรวจสอบแล้ว พวกที่ประกวดร้องเพลงนี่ บางครั้งก็ ขัดตาผม ว่าคนนี้ไม่น่าจะได้เลยแต่ทําไมถึงได้ อาจจะเป็นเพราะว่าเขารู้ที่ที่จะกดไลก์ (Like) ทีละแสนเบอร์ ทีละ ๕๐,๐๐๐ เบอร์ เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นสิ่งที่อันตราย เป็นสิ่งที่ทําให้เกิด ความไม่ยุติธรรม ผมคิดว่าจะต้องดําเนินคดีกับคนเหล่านี้อย่างจริงจัง แล้วก็รวมถึงมาตรการ ว่าคนหนึ่งจะมีซิม (Sim) สัก ๕ ซิม (Sim) นี่ผมว่ามันก็เยอะแล้วนะ ผมมีอยู่ซิม (Sim) เดียว เบอร์โทรศัพท์ก็ถือเครื่องเดียว ก็ไม่เข้าใจว่าทําไมเราไม่จํากัดว่าในเมื่อเราจะต้องซื้อซิม (Sim) ด้วยบัตรประชาชนแล้ว ทําไมปล่อยให้เขาไปซื้อได้ทีตั้งเป็นพัน ๆ ซิม (Sim) อันนี้ไม่รู้ แนวคิดนี้ทําไมไม่เกิดขึ้นกับผู้ที่บริหารจัดการในด้านนี้อีกอันหนึ่งที่ผมก็คิดว่ามันก็คงจะเป็น การละเมิดสิทธิหรือเปล่า อันนี้ต้องสอบถามไปที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนว่าให้ทุกคน เปิดเผยข้อมูลพื้นฐานของผู้ครอบครองโทรศัพท์มือถือ แปลว่าถ้าเขาเห็นเบอร์ผม เขาอยากรู้ ว่าผมเป็นใครเขาก็โทรไปที่ศูนย์กลาง เหมือนกับตํารวจโทรศัพท์ไปที่กรมการขนส่งทางบก เพื่อจะเช็ก (Check) ว่าทะเบียนที่มันวิ่งเร็วเกินกว่ากําหนดเป็นของใคร เอามาใช้กับโทรศัพท์ อันนี้ผมคิดว่าก็ไม่น่าที่จะเป็นสิ่งที่ถูกต้องว่าใครอยากจะรู้ว่าใครเป็นเจ้าของเบอร์นี้ก็โทรศัพท์ ไปเช็ก (Check) ได้ เหมือนกับในอดีตเรามีเยลโลว์เพจ (Yellow Pages) เดี๋ยวนี้บ้านผม ไม่ได้รับแล้วไม่ทราบว่ายังมีคนพิมพ์แจกอยู่หรือเปล่านะครับ ตอนมือถือมาใหม่ ๆ มีเยลโลว์ เพจ (Yellow Pages) ของมือถือด้วย เพราะฉะนั้นอันนี้ก็ฝากไว้ว่าถ้าจะให้เฉพาะเจ้าหน้าที่ ตรวจสอบผ่านเครือข่าย ในเมื่อต้องการที่จะพิจารณาว่ามันเป็นเรื่องที่มีผู้กระทําผิดกฎหมาย อย่างเช่น ต้องการเช็ก (Check) คนนี้ไปวางระเบิด ว่าในอดีตเขาโทรศัพท์คุยกับใครบ้าง อะไรบ้าง อย่างนี้อาจจะเป็นราย ๆ ไป แต่ไม่ใช่ว่าเปิดเสรีให้ใครก็ได้ที่ต้องการรู้ว่าใครเป็น เจ้าของเบอร์นี้ก็ได้ มันคงจะวุ่นวายพอสมควร ด้วยเวลาที่จํากัดผมก็ขอจบการอภิปราย เพียงแค่นี้ แล้วขอสนับสนุนรายงานนี้ครับ ขอบพระคุณครับ