วรวิทย์ สนับสนุนกำกับสื่อออนไลน์ เสนอแก้กฎหมายเพื่อสังคม

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๖ · ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๐

วรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา แสดงความเห็นสนับสนุนการกำกับดูแลสื่อโซเชียลมีเดียผ่านกฎหมาย เพื่อป้องกันเนื้อหาที่เป็นอันตรายต่อสังคมและเยาวชน โดยเสนอให้จำกัดเสรีภาพบางส่วนเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของชาติ พร้อมเรียกร้องให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตมีบทบาทในการตรวจสอบและบล็อกข้อมูลที่ผิดกฎหมายด้วยตนเอง รวมถึงเสนอแก้ไขกฎหมายอาญาเพื่อผลักดันให้เกิดระบบควบคุมที่มีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องพึ่งการบล็อกโดยตรงจากรัฐ และย้ำความจำเป็นในการปิดแพลตฟอร์มที่ไม่เคารพกฎหมาย แม้จะมีแรงต่อต้านจากบริษัทข้ามชาติ

นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา

ขอบพระคุณครับท่านประธาน เรียนท่าน สมาชิกครับ ผมขอแสดงความเห็นด้วยกับรายงานชิ้นนี้นะครับ แล้วก็สนับสนุนด้วย เพราะ เรื่องนี้สะสมมานานแล้วก็ไม่มีใครกล้าแตะ ผมจะอภิปรายเสริมนะครับว่าเรากลัวครับ กลัวว่า สิ่งที่เราจะทํานี้จะไปกระทบกับ เราไม่กล้าสู้กับธุรกิจโซเชียลมีเดีย (Social Media) ใหญ่ ๆ แล้วเราก็ปล่อยให้เขาข้ามอํานาจอธิปไตยเรามานานแล้ว ถ้าจะมีกฎหมายมาดูแล เรื่องโซเชียลมีเดีย (Social Media) ผมว่าเป็นเรื่องที่ควรจะทํา เพราะอย่างนี้ครับ เพราะว่า ผมเป็นนักการสื่อสาร ผมจบมาทางด้านนี้ และเป็นสื่อมา ๓๓ ปี ข้อมูลข่าวสารที่เข้าไปอยู่ใน หัวคนนี่นะครับ ถ้าไปปลูกทัศนคติได้จะทําให้มีการเปลี่ยนพฤติกรรม และแสดงพฤติกรรม ไปเรื่อย ๆ นะครับ ถ้าเกิดมีการสื่อสารในระดับกว้างจะเกิดการกล่อมเกลาทางสังคม ถ้ากล่อมเกลาทางสังคมถ้าไม่ดีนะครับ ปทัสถานของประเทศเราจะเปลี่ยน แต่เดิมสมมุติ ปทัสถานของเราเคยใช้กันอยู่ว่าผู้น้อยจะต้องให้ความเคารพผู้ใหญ่ เคารพนี้ไม่ใช่แปลว่า เกรงใจทุกเรื่องนะครับ ก็คือให้เกียรติ ไม่ใช่ว่าแตกต่างกันนะครับ แต่วันหนึ่งถ้ามีการสื่อสาร ที่เปลี่ยนทัศนคติของคนหรือทําให้นอร์ม (Norm) เปลี่ยนสังคมเราก็จะเปลี่ยนความน่ารัก หรือความอบอุ่นออกไป สิ่งเหล่านี้ที่เห็นง่าย ๆ หรือแม้กระทั่งการเสพความหยาบ ความหยาบเป็นต้นเหตุของความรุนแรงในสังคมนะครับ ภาษาหยาบเราเห็นในโซเชียลมีเดีย (Social Media) เยอะมาก แล้วก็ไม่เคยมีใครดูแล สมัยก่อนถ้าเป็นแมสมีเดีย (Mass Media) นะครับ ยุคก่อนก็มี กบว. ถ้าทีวี (TV) หรือวิทยุไหน สื่อที่มีคําหยาบออกมาก็จะถูกลงโทษ แต่ว่าวันก่อน กสทช. ก็เพิ่งปรับทีวี (TV) ไปเจ้าหนึ่ง ๒๐๐,๐๐๐ กว่าบาท อันนั้นเป็นภาพ ที่รุนแรง สิ่งเหล่านี้ถามว่าจําเป็นไหม ผมว่าจําเป็นต้องมี คนก็จะพูดนะครับว่าสังคม ประชาธิปไตยต้องมีเสรีภาพ แต่คนที่พูดนี้รู้ไม่จริง เพราะเสรีภาพที่ว่านี้นะครับ ถ้าไปดูทฤษฎี สัญญาประชาคม มนุษย์นี้เกิดมามีเสรีภาพมากับตัวเองมาตั้งแต่การเกิด มีอิสรภาพ อันนี้จริงครับ แต่เมื่อเรารวมกันเป็นสังคมแล้ว มนุษย์ทุกคนยอมสละอํานาจ ยอมสละเสรีภาพ และอิสรภาพของตัวเองบางส่วนไปให้กับรัฐ เพื่อให้รัฐจัดระเบียบปกครองเพื่อให้สังคม มีความสงบสุข เป็นอย่างนี้ครับ ฉะนั้นเสรีภาพจึงมีขีดจํากัด การสื่อสารจําเป็นจะต้องมี การดูแล มิฉะนั้นคอนเทนต์ (Content) หรือเนื้อหาที่เป็นพิษจะแพร่ไปทั่ว แล้วในระยะหลังนี้ แม้กระทั่งการก่อการร้ายที่จะไปปลูกทัศนคติของคนในประเทศนั้น ๆ ไม่ต้องนําเข้าแล้วครับ ผู้ก่อการร้ายเดี๋ยวนี้ไม่ต้องนําเข้า แค่ส่งข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย (Social Media) ไป แล้วคนในประเทศนั้นเสพย์ เสพย์แล้วอิน (In) ภาษาวัยรุ่นเขาอิน (In) แล้วก็พอรู้สึกจนถึง จุดแตกหักตัวเองก็จะขับรถไปชนคน เอามีดไปไล่แทงคน หรืออะไรก็แล้วแต่ สิ่งเหล่านี้ผมว่า ประเทศเราไม่ดูไม่ได้นะครับ ทีนี้เรากลัวครับกลัวเจ้าพ่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) บริษัทใหญ่ ๆ ระดับโลกว่าถ้าเราไปปิดเขาแล้วก็จะถูกเขาโวยวายต่อต้าน หรือทําให้ประเทศ เราล่มจม ผมไม่เชื่ออย่างนั้นนะครับ วันก่อนอียู (EU) ปรับกูเกิล (Google) ไป แค่ว่าข้อหา ผูกขาด เวลาเซิร์ช (Search) เปรียบเทียบราคากูเกิล (Google) มีอยู่เจ้าเดียว ทําได้เจ้าเดียว เขาปรับเลยครับ อียู (EU) เขาปรับ ไม่เห็นเขากลัวกูเกิล (Google) เลยครับ ทีนี้ถามว่า ประเทศเราละครับ ผมว่าเขาก็จะอ้างว่าเวลาเราเห็นข้อความที่ไม่ควรจะมีอยู่ในประเทศไทย เราบอกว่าให้เขาแก้ เขาบอกไม่แก้ เป็นเสรีภาพเขา ผมก็มีเสรีภาพผมนะครับ นี่แผ่นดิน ของผมครับ คุณก็ไม่ต้องมาสื่อบนแผ่นดินนี้ ประเทศจีนเขาปิดไปเลยครับ บางโซเชียล (Social) นี้เขาปิดไปเลยครับ ไม่เห็นเขากลัวอะไรเลยครับ เพราะว่าอย่างนี้ครับท่านประธาน ไม่ว่าจะโซเชียลมีเดีย (Social Media) หรืออะไรพวกนี้เขาทําธุรกิจครับ คนทําธุรกิจไม่อยาก มีเรื่อง ถ้าเขาจะสื่อข้อความที่เป็นพิษ หรือยอมให้ข้อความที่เป็นพิษอยู่ในแพลตฟอร์ม (Platform) เขา เราต้องกล้าปิดครับ จะใช้อํานาจศาล ใช้อะไร เอาเลยครับ ออกกฎหมายมา ห้ามเด็ดขาดครับ พูดไม่รู้เรื่องปิดมันทั้งหมดเลยครับ นี่ข้อเสนอข้อที่ ๑ นะครับ ถ้าขอให้เขา พิจารณาแล้วคุณก็ไปโชว์ที่ประเทศอื่นก็แล้วกัน ประเทศนี้ แผ่นดินนี้มันของผมครับ ผมไม่ยอมให้คุณเอาข้อความที่ไม่ดีมาแพร่ให้ลูกหลานผม

ประเด็นที่ ๒ นะครับ ยังไม่มีในรายงานนี้ นั่นก็คือความรับผิดชอบของ ผู้ให้บริการ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (Internet) นี้นะครับ รับสตางค์อย่างเดียวครับ คุณต้อง รับผิดชอบด้วยครับ มันรับเหมือนกัน อันหนึ่งรับผิดชอบ อันหนึ่งรับสตางค์ ผมมองอย่างนี้ว่า เมื่อผู้ให้บริการทราบแล้วว่ามีการกระทําผิด เราไม่ต้องไปตั้งศูนย์ไอซอก (ISOC) หรอกครับ มีเหมือนกัน มีที่แคท (CAT) แล้วก็ทีโอที (TOT) ตั้งมานานแล้วด้วยศูนย์นี้คอยบล็อก (Block) ข้อมูลที่จะเป็นพิษกับประเทศ กับสังคมไทย แต่ในภาคเอกชนนี้เราไม่กล้าไปบล็อก (Block) เขา ผมบอกไม่ต้องไปบล็อก (Block) ครับ บล็อก (Block) เสร็จปุ๊บเขาก็บอกเดี๋ยวเป็นซิงเกิล เกตเวย์ (Single Gateway) ไม่มีครับ ผมเอาอย่างนี้เลยครับ ถ้าเกิดคุณปล่อยให้ข้อความ อย่างนี้ผ่านเครือข่ายคุณนะ ผมถือว่าคุณเป็นตัวการ ตัวร่วมในการกระทําผิด ผมจะแก้ กฎหมายอาญาครับ เอาแค่เรื่องเดียวครับ รับรองครับเขาจะไปตั้งระบบเหมือนซิงเกิลเกตเวย์ (Single Gateway) ของเขาเองนะครับ หรือศูนย์ไอซอก (ISOC) เขาจะต้องตั้งและดูแล เขาเอง ไม่อย่างนั้นคุณรับสตางค์แล้วคุณต้องรับผิดชอบกับประเทศนี้ด้วย รัฐบาลก็ไม่ต้อง ถูกตําหนินะครับว่าจะไปเป็นเผด็จการ จะไปบล็อก (Block) ข้อมูลข่าวสารอะไร ไม่ต้องครับ เพียงแต่ให้ผู้ให้บริการรู้จักรับผิดชอบสังคม ผมมีข้อเสนอ ๒ ประการครับ ขอบพระคุณครับ