พิสิษฐ์ เสนอปฏิรูปใช้โซเชียลมีเดีย เสริมจิตสำนึก-ลงทะเบียนซิมเข้มงวด

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๖ · ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๐

พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ หารือปัญหาการใช้สื่อโซเชียลมีเดียที่ขาดจิตสำนึกและจริยธรรม ซึ่งส่งผลให้เนื้อหาผิดเพี้ยนแพร่หลายอย่างกว้างขวาง พร้อมเสนอแนวทางการปฏิรูปการกำกับดูแลสื่อออนไลน์อย่างเข้มงวด โดยเน้นการลงทะเบียนซิมการ์ดแบบละเอียด การจัดตั้งศูนย์ข้อมูลกลางของผู้ใช้มือถือ การเปิดเผยข้อมูลผู้ใช้ และการเก็บข้อมูลจราจรในระบบซีดีเอ็น รวมถึงการตั้งศูนย์เฝ้าระวังโซเชียลมีเดียภายใต้ความร่วมมือของกระทรวงดีอีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมประสิทธิภาพการบูรณาการ สนับสนุนการบังคับใช้กฎหมาย และผลักดันมาตรการระยะยาว เช่น การให้ความรู้ด้านเทคโนโลยี การสร้างจิตสำนึก และการคุ้มครองเด็กออนไลน์ตามมาตรฐานสากล

พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ กรรมาธิการ

กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ เพื่อนสมาชิก กระผม พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ในฐานะกรรมาธิการ จากที่ ท่านประธานกรรมาธิการได้นําเสนอถึงสภาพปัญหาการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) ในประเทศไทยนะครับ คณะกรรมาธิการสื่อสารมวลชนโดยอนุกรรมาธิการปฏิรูปด้าน สื่อออนไลน์ (Online) เราได้นําสภาพปัญหาที่อยู่ใกล้ตัวมาศึกษาและหาวิธีการที่จะปฏิรูป การใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) ในสังคมไทยว่าจะมีวิธีการอย่างไรที่ผู้ใช้สื่อ โซเชียลมีเดีย (Social Media) จะมีจิตสํานึกมีจริยธรรม รู้เท่าทันในการเสพสื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) นะครับ สิ่งที่น่าวิตกในปัจจุบันเราจะเห็นว่าสื่อกระแสหลักไม่ว่าจะเป็น หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ก็ดีใช้เรทติง (Retting) ในสื่อออนไลน์ (Online) นํามาเป็นหัวข้อ ในการนําเสนอข้อมูลข่าวสารให้กับประชาชนมากเกินไป ทําให้เกิดการใช้โซเชียลมีเดีย (Social Media) มีความผิดเพี้ยนนะครับ เราจะเห็นตัวอย่างง่าย ๆ ก็ดี กรณีฆ่าหั่นศพ ซึ่งฆาตกรก็จะกลายเป็นเน็ตไอดอล (Net Idol) ของเด็กและเยาวชน หรือการนําผู้ที่มี พฤติการณ์ในทางอดีตที่ไม่ค่อยดีมาชกมวยกันมีคนดูติดตามมากกว่า ๑๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงว่าสังคมไทยเรา ถ้าเราไม่มีการปฏิรูปการใช้โซเชียล มีเดีย (Social Media) ในอนาคตอันใกล้นี้สังคมไทยก็จะมีสภาพวิปริตไปจากสิ่งที่ควรจะเป็น นะครับ ฉะนั้นเรามาวิเคราะห์ปัญหาของการปฏิรูปการใช้โซเชียลมีเดีย (Social Media) ได้หลายประเด็นนะครับ ผมขออนุญาตยกตัวอย่างนะครับ

ประการที่ ๑ ผู้ใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) ส่วนใหญ่นะครับเชื่อว่า สามารถปกปิดสถานะที่แท้จริงได้และเชื่อว่าไม่สามารถตรวจสอบได้โดยง่าย เนื่องจาก ผู้ให้บริการสื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) ส่วนใหญ่อยู่ในต่างประเทศและมักจะไม่ค่อย ให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลการใช้งาน โดยอ้างว่าเป็นเรื่องสิทธิเสรีภาพที่ได้รับ การคุ้มครองตามกฎหมายของประเทศนั้น ๆ

ประการที่ ๒ กลไกภาครัฐที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการกํากับดูแลสื่อโซเชียล มีเดีย (Social Media) ขาดประสิทธิภาพ

ประการที่ ๓ ประชาชนผู้ใช้โซเชียลมีเดีย (Social Media) ขาดความรู้ ความเข้าใจในด้านเทคโนโลยี ขาดความตระหนักรู้ในด้านการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media)

ประการที่ ๔ ขาดการสร้างจิตสํานึกในทางที่ดีนะครับ

ประการที่ ๕ ขาดการส่งเสริมให้ความร่วมมือลักษณะประชารัฐก็คือภาครัฐ ภาคประชาชน สิ่งต่าง ๆ ปัญหาต่าง ๆ ที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานไปแล้ว ก็คือ บนพื้นฐานว่าผู้ใช้โซเชียลมีเดีย (Social Media) ที่กระทําผิดกฎหมายหรือกระทําการที่ ไม่เหมาะสมเป็นภัยต่อสังคม มีความรู้สึกนึกคิดว่าไม่สามารถพิสูจน์ตัวตนได้อย่างแท้จริง ขาดการปลูกจิตสํานึกตั้งแต่เด็กและทุกระดับชั้น ขาดการให้ความรู้ในสถานศึกษาเพื่อให้ รู้เท่าทันสื่อและใช้สื่ออย่างมีจริยธรรมนะครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ประเทศไทยเราขาด ซึ่งต่างกับในต่างประเทศ ซึ่งมีการปลูกฝังจิตสํานึกในการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) อย่างแท้จริง ฉะนั้นคณะกรรมาธิการเราได้พิจารณาว่าการใช้โซเชียลมีเดีย (Social Media) การปฏิรูปในประเทศไทย ท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวไว้ในรายการศาสตร์พระราชา เมื่อ ๒ – ๓ สัปดาห์ที่ผ่านมา ๕๐ ข้อที่รัฐบาลจะต้องดําเนินการให้เห็นผลก็คือมีข้อที่เกี่ยวข้องในเรื่องสื่อโซเชียล มีเดีย (Social Media) ๒ ข้อคือข้อ ๒๙ การสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชนในการเสพสื่อ และโซเชียล (Social) อย่างรู้เท่าทันและมีวิจารณญาณ และข้อ ๔๙ การทําให้สื่อมวลชน โซเชียล (Social) และคนไทยทุกคนมีความตระหนักรู้ เข้าใจถึงผลกระทบจากการเสนอข่าว นี่คือปัญหาที่กระผมได้กราบเรียนท่านประธานและแนวนโยบายของรัฐบาลในการ ดําเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้ ปัจจุบันคนไทยใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) ผมขออนุญาต ยกสถิติซึ่งได้รวบรวมมานะครับ คนไทยใช้เฟซบุ๊ก (Facebook) ๔๑ ล้านคน ใช้ทวิตเตอร์ (Twitter) ๕.๓ ล้านคน อินสตาแกรม (Instagram) ๗.๘ ล้านคนและไลน์ (Line) ๓๓ ล้านคน จะเห็นว่าคนใช้โซเชียลมีเดีย (Social Media) มากกว่าครึ่งหนึ่งของจํานวน ประชากรในประเทศ การปฏิรูปเราแบ่งเป็น ๒ ระยะก็คือการปฏิรูปเร่งด่วน ซึ่งจะต้องทําให้ บังเกิดผลภายในปี ๒๕๖๒ คณะกรรมาธิการเห็นว่าในส่วนของโซเชียลมีเดีย (Social Media) ทําให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างชัดเจนและตรงกับความต้องการของประชาชน จําเป็นต้องกําหนด ระยะเวลาในการปฏิรูปให้สอดคล้องกับแนวทางปฏิรูปประเทศในวาระสําคัญและเร่งด่วน ๒๗ วาระ ที่จะต้องมีการดําเนินการในช่วงต่อไปและต้องให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี โดยในระยะเร่งด่วนภายในปี ๒๕๖๐ ถึงปี ๒๕๖๒ เร่งรัดให้มีการดําเนินการปฏิรูป ให้เกิดขึ้นเพื่อนําไปสู่การปฏิบัติให้เกิดสัมฤทธิ์ผล ก็คือควิกวิน (Quick Win) ในปี ๒๕๖๐ ถึงปี ๒๕๖๒ คณะกรรมาธิการเราพิจารณาดําเนินการเสนอแนะ ๒ แนวทางคือ ๑. ในเรื่อง การจัดระบบการเข้าถึงสื่อออนไลน์ (Online) และการจัดตั้งศูนย์กลางเฝ้าระวัง ส่วนระยะยาว ในการบรรจุแผนยุทธศาสตร์ เสนอให้มีการบรรจุอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี เนื่องจาก กรอบยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ในยุทธศาสตร์ที่ ๓ เน้นในเรื่องการพัฒนาศักยภาพของคน และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ ปี ๒๕๖๐ ถึงปี ๒๕๖๔ ยึดคน เป็นศูนย์กลางการพัฒนา การพัฒนาคนให้มีความรู้เป็นคนที่สมบูรณ์ มีวินัย โดยให้มีการ วางรากฐานการพัฒนาคนตั้งแต่กลุ่มเด็กปฐมวัย ฉะนั้นข้อเสนอแนะที่กรรมาธิการเราได้เสนอ บรรจุในยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี มีอยู่ ๕ แนวทาง คือ ๑. การเสริมสร้างปลูกจิตสํานึกที่ดี มีจริยธรรมในการใช้สื่อออนไลน์ (Online) ๒. การให้ความรู้ทางด้านเทคโนโลยี การสร้าง ภูมิคุ้มกันและความตระหนักรู้ ๓. การใช้มาตรการทางกฎหมาย ๔. มาตรการและ แนวนโยบายแห่งรัฐ และ ๕. จะต้องมีกระบวนการตรวจสอบและประเมินผล

ต่อไปผมขออนุญาตท่านประธานอธิบายรายละเอียดการปฏิรูปในการใช้สื่อ โซเชียลมีเดีย (Social Media) ในระยะเร่งด่วนและระยะยาวในยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี นะครับ ระยะเร่งด่วนการจัดระบบเข้าถึงสื่อออนไลน์ (Online) อย่างที่ผมได้กราบเรียน ท่านประธานว่าผู้ใช้โซเชียลมีเดีย (Social Media) ที่กระทําผิดกฎหมายหรือฝ่าฝืนจริยธรรม คุณธรรม มีความเชื่อว่าไม่สามารถพิสูจน์ตัวตนได้ ประเทศไทยเรามีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ สมาร์ตโฟน (Smart-Phone) ประมาณ ๙๐ ล้านเครื่อง มากกว่าจํานวนประชากรในประเทศ ซึ่งมีประมาณ ๗๐ ล้านคน ก็แสดงให้เห็นว่าคนไทยมีมากกว่า ๑ คนที่ใช้โทรศัพท์มากกว่า ๑ เครื่อง มากกว่าร้อยละ ๙๐ เข้าถึงโซเชียลมีเดีย (Social Media) โดยสมาร์ตโฟน (SmartPhone) ฉะนั้นมาตรการในการที่จะจัดระบบการเข้าถึงสื่อออนไลน์ (Online) ที่คณะกรรมาธิการ เสนอก็คือเรื่องมาตรการการลงทะเบียนซิมการ์ด (Sim Card) ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ที่ผ่านมาสํานักงาน กสทช. ได้กําหนดมาตรการในการลงทะเบียนซิมการ์ด (Sim Card) ว่า หมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ไม่ได้ลงทะเบียนซิมการ์ด (Sim Card) โดยแสดงตัวตนของ ผู้ใช้งานจะต้องถูกระงับการใช้งาน ซึ่งในปัจจุบันยังมีจุดอ่อน มีช่องว่าง ที่สามารถใช้ซิมการ์ด (Sim Card) มาใช้การกระทําความผิดได้ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ นะครับ เมื่อไม่นานมานี้มีการ จับกุมชาวต่างประเทศที่ใช้โทรศัพท์มือถือรับจ้างกดแชร์ (Share) กดไลก์ (Like) ประมาณ ๕๐๐ เครื่อง แล้วยังยึดซิมการ์ด (Sim Card) ได้ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ถึง ๓๐๐,๐๐๐ ใบ ก็แสดงให้เห็นว่ามาตรการในการลงทะเบียนยังมีจุดบกพร่อง ฉะนั้นเราจึงมีการเสนอ ให้สํานักงาน กสทช. ไปวางมาตรการในการลงทะเบียนซิม (Sim) ให้มีประสิทธิภาพ และเสริมด้วยการสแกน (Scan) ลายนิ้วมือ หรือสแกน (Scan) ใบหน้าในอนาคตนะครับ จํากัดพื้นที่ใช้งานในพื้นที่มีความอ่อนไหวสูง เช่น ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ การจํากัด จํานวนซิม (Sim) ให้ลงทะเบียน คนไทย ๑ คนควรจะต้องมีการกําหนดการลงทะเบียนว่า ลงทะเบียนซิม (Sim) ได้กี่ใบ ในอดีตที่ผ่านมาไม่มีการกําหนด ทําให้คนหนึ่งอาจจะ ลงทะเบียนซิม (Sim) ได้ถึงเป็นร้อยใบก็ได้ ควรกําหนดช่วงเวลาการลงทะเบียนให้ชัดเจนว่า หลังจากพ้นช่วงเวลาที่กําหนดซิม (Sim) จะต้องดับ ไม่สามารถใช้งานได้ สิ่งที่กรรมาธิการเรา เสนอแนะไปยังรัฐบาลก็คือ ให้ กสทช. จัดให้มีศูนย์ข้อมูลกลางของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ ซึ่งปัจจุบันข้อมูลของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือจะอยู่ที่ผู้ให้บริการ ควรจะต้องมีศูนย์ข้อมูลกลาง ที่ กสทช. สามารถเชื่อมโยงและเรียกข้อมูลจากผู้ให้บริการมาใช้กรณีที่มีความจําเป็นต้อง ใช้ได้ทันทีนะครับ การจัดระบบเข้าถึงสื่อออนไลน์ (Online) ประเด็นที่ ๒ ก็คือการเปิดเผย ข้อมูลผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ การเปิดเผยข้อมูลซึ่งสามารถทําให้หน่วยงานของรัฐหรือหน่วยงาน ภาคเอกชนสามารถพิสูจน์ทราบตัวตนของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือได้ทันที การลงทะเบียน และเก็บข้อมูลจราจรในบริการซีดีเอ็น (CDN) ซีดีเอ็น (CDN) คือ คอนเทนต์ เดลิเวอรี เน็ตเวิร์ก (Content Delivery Network) ก็คือเป็นตัวเก็บข้อมูลที่ใช้ในระบบอินเทอร์เน็ต (Internet) ในรายงานก่อน ๆ ผมได้เคยเสนอสภาแห่งนี้ว่าซีดีเอ็น (CDN) ก็คือการเก็บข้อมูล ที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) สามารถเรียกข้อมูลได้จากตัวซีดีเอ็น (CDN) ซึ่งตั้งอยู่ ณ จุด ผู้ให้บริการ โดยไม่จําเป็นจะต้องไปเรียกข้อมูลจากผู้ให้บริการในต่างประเทศ ทําให้ประหยัด ค่าใช้จ่ายในการใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) ไปต่างประเทศนะครับ ตรงนี้เรามีข้อเสนอแนะ ให้สํานักงาน กสทช. กําหนดให้ซีดีเอ็น (CDN) เป็นอุปกรณ์ที่จะต้องจดทะเบียนและเก็บ ข้อมูลจราจรเพื่อพิสูจน์ทราบตัวบุคคล เร่งรัดมาตรการทางภาษี ปัจจุบันท่านประธาน เพื่อนสมาชิก คงติดตามข่าวสารว่ากระทรวงการคลังโดยกรมสรรพากรก็ดี สํานักงาน กสทช. ก็ดี ได้มีมาตรการในการที่จะเสนอแนะให้รัฐบาลเก็บภาษีจากผู้ให้บริการในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภาษีซื้อขาย ภาษีการใช้บริการ ภาษีโฆษณา ซึ่งภาษีต่าง ๆ เหล่านี้ประเทศไทย เราไม่เคยได้รับจากผู้ให้บริการในต่างประเทศเลยแม้แต่บาทเดียว ซึ่งมาตรการภาษีก็จะเป็น มาตรการเสริมที่จะทําให้ผู้ให้บริการในต่างประเทศให้ความร่วมมือกับทางการไทยมากยิ่งขึ้น นะครับ

ประการสุดท้าย ในเรื่องการจัดระบบเข้าถึงสื่อออนไลน์ (Online) ก็คือ ความร่วมมือกับสื่อออนไลน์ (Online) ในต่างประเทศในการลงทะเบียน ทุกวันนี้ผู้ให้บริการ ในต่างประเทศ เช่น เฟซบุ๊ก (Facebook) ก็ดี ไลน์ (Line) ก็ดี พยายามใช้มาตรการในการ แสดงตัวตนที่แท้จริงในการเข้าสมัครเป็นสมาชิกใช้งานโซเชียลมีเดีย (Social Media) ฉะนั้น มาตรการตรงนี้ ความร่วมมือจากผู้ให้บริการในต่างประเทศก็จะเป็นมาตรการเสริมที่ทําให้ การเข้าถึงระบบออนไลน์ (Online) มีความถูกต้องชัดเจน มีประสิทธิภาพ ข้อเสนอแนะระยะ เร่งด่วนประการที่ ๒ ก็คือ การจัดตั้งศูนย์กลางเฝ้าระวังทางโซเชียลมีเดีย (Social Media) ปัจจุบันเรามีหลายหน่วยงานนะครับที่มีศูนย์เฝ้าระวัง ยกตัวอย่างเช่น ศูนย์เฝ้าระวัง ทางวัฒนธรรม ศูนย์ดํารงธรรมของกระทรวงมหาดไทย ศูนย์ของกระทรวงพัฒนาความมั่นคง ของมนุษย์ ศูนย์ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจสังคม เราไม่มีเจ้าภาพ ไม่มีการบูรณาการ ระหว่างศูนย์ต่าง ๆ คณะกรรมาธิการเราเสนอแนะนะครับว่า ในเรื่องโซเชียลมีเดีย (Social Media) ควรจะต้องเสนอแนะให้มีกระทรวงดีอี (DE) เป็นเจ้าภาพหลักในการดําเนินการ โดยจัดตั้งศูนย์กลางเฝ้าระวัง ทั้งนี้ทั้งนั้นกระทรวงดีอี (DE) มีศูนย์เฝ้าระวังทางอินเตอร์เน็ต (Internet) อยู่แล้วครับ เพียงแต่ว่าศูนย์ตรงนี้คงจะต้องทําให้มีภารกิจในการดูแลการเฝ้าระวัง ทางโซเชียลมีเดีย (Social Media) เพิ่มขึ้นด้วย และกระทําอย่างจริงจัง คณะกรรมาธิการเรา ได้ลงไปประสานงานประชุมร่วมกับกระทรวงดีอี (DE) กระทรวงดีอี (DE) มีความเห็นพ้อง ต้องกันว่าการจัดตั้งศูนย์ควรจะต้องมีการให้กระทรวงดีอี (DE) เป็นเจ้าภาพ แต่กระทรวงดีอี (DE) ขาดศักยภาพในการที่จะบริหารจัดการศูนย์นี้ ทางกรรมาธิการเราได้เสนอว่ากองบังคับการ ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ บก.ปอท. ซึ่งมีศักยภาพ มีกําลังคน มีขีดความ สามารถที่จะบริหารจัดการศูนย์นี้ได้ แต่ ปอท. ขาดบุคลากร ขาดงบประมาณ ขาดเครื่องมือ เครื่องใช้ เทคโนโลยี เราจึงเสนอว่า เมื่อกระทรวงดีอี (DE) มอบภารกิจในการจัดตั้งศูนย์ เฝ้าระวังแล้ว ฉะนั้นควรจะต้องมีการสนับสนุนงบประมาณ บุคลากร เครื่องมือเครื่องใช้ และเทคโนโลยีให้กับ บก.ปอท. เพื่อดําเนินการการจัดการตั้งศูนย์เฝ้าระวังทางโซเชียลมีเดีย (Social Media) ให้เกิดมีประสิทธิภาพนะครับ รวมทั้งศูนย์ดังกล่าวจะต้องมีการบูรณาการ การร่วมมือกับภาคประชาชนด้วยนะครับ ส่วนข้อเสนอแนะในการปฏิรูปการใช้โซเชียลมีเดีย (Social Media) ระยะยาวตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ๕ ข้อที่ผมได้กราบเรียนไปแล้ว เช่น ข้อ ๑ การเสริมสร้างปลูกจิตสํานึกที่ดีมีจริยธรรมในการใช้สื่อสารออนไลน์ (Online) ๒. การให้ความรู้ทางเทคโนโลยีการสร้างภูมิคุ้มกันและความตระหนักรู้ ๓. มาตรการ ทางกฎหมาย มาตรการทางกฎหมายเราก็เน้นในเรื่องการใช้กฎหมายที่มีอยู่ให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุด เช่น กฎหมายเกี่ยวกับพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ ซึ่งพระราชบัญญัติดังกล่าว มุ่งคุ้มครองเด็กและเยาวชนเฉพาะที่เกี่ยวกับการโฆษณาเผยแพร่ ข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กผ่านสื่อมวลชนเท่านั้น ฉะนั้นสิ่งที่จะพิทักษ์ปกป้องเด็ก เยาวชน จากภัยบนโซเชียลมีเดีย (Social Media) เราจึงเสนอให้รัฐบาลกําหนดตรากฎหมายที่พิทักษ์ ปกป้อง คุ้มครองเด็กและเยาวชนจากสื่อออนไลน์ (Online) โดยเอารูปแบบจากประเทศ สหรัฐอเมริกา และประเทศกลุ่มยุโรป ก็คือกฎหมายคอปปา (COPPA) ซีโอพีพีเอ (COPPA) ซึ่งย่อมาจากชิลเดรน ออนไลน์ ไพรเวซี โพรเทกชัน แอคต์ (Childern’s Online Privacy Protection Act) ซึ่งมุ่งพิทักษ์ ปกป้อง คุ้มครองเด็กออนไลน์ (Online) ให้ความคุ้มครอง ความเป็นส่วนตัวออนไลน์ (Online) รวมทั้งกําหนดกติกาให้บิดา มารดา ผู้ปกครอง ในการ มีหน้าที่ในการที่จะต้องพิทักษ์ปกป้องเด็กให้พ้นจากภัยออนไลน์ (Online) ๔. มาตรการและ แนวนโยบายแห่งรัฐ และ ๕. มีกระบวนการตรวจสอบและประเมินผลที่ชัดเจน

สําหรับรายละเอียดในเรื่องข้อเสนอแนะในเรื่องการใช้โซเชียลมีเดีย (Social Media) แผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ผมขออนุญาตท่านประธานให้ดอกเตอร์จุไรรัตน์ จุลจักรวัฒน์ ท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต และอาจารย์ทั้ง ๒ ท่านเป็นผู้นําเสนอในรายละเอียดครับ