สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๖ · ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๐

เพิ่มพงษ์ เชาวลิต หมายความว่าประเทศไทยอยู่ในยุคดิจิทัล และควรใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาประชาชน โดยสร้างความตระหนักในเรื่องสิทธิหน้าที่และการดูแลซึ่งกันและกัน เพื่อสังคมมีคุณภาพและเคารพกติกา และรัฐควรควบคุมการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อส่งเสริมประชาธิปไตย

นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพนะครับ กระผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. หมายเลข ๑๑๐ ขออนุญาตที่จะสรุป ในเรื่องของหลักการและแนวความคิดก่อนที่จะลงไปสู่เรื่องการปฏิบัติ คําว่า ดิจิทัลเพื่อการ เฝ้าระวังทางสังคมนั้น เราจะได้มีการบริหารจัดการอย่างไรนะครับ ผมคิดว่าเราคงทราบว่า ทุกวันนี้เป็นโลกของเทคโนโลยีมีความเจริญเติบโตอย่างมากมาย แล้วก็เราอยู่ในยุคของ ประเทศไทย ๔.๐ นะครับ ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลที่จะให้มีการขับเคลื่อน การพัฒนา ประเทศด้วยการใช้เทคโนโลยี การใช้ดิจิทัลต่าง ๆ ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่เราทราบกันดีอยู่แล้ว นะครับ โลกของความเจริญของเทคโนโลยีนี้สิ่งที่เราเห็นได้ชัดมากที่สุดก็คือโลกแคบลง สิ่งอะไร คนต่าง ๆ รับรู้เหตุการณ์ต่าง ๆ ได้รวดเร็วมากขึ้น สิ่งที่ปรากฏอยู่ในประเทศ ไม่ว่าจะ เป็นมุมไหนของโลกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์การเมือง เศรษฐกิจ การจลาจล ทรัพยากร ธรรมชาติ ไม่ว่าจะอยู่ในซีกโลกไหนเราสามารถรู้ได้ภายใน ๑ นาที หรือเป็นวินาทีด้วยซ้ํา ความแคบลงของเทคโนโลยี ตรงนี้นะครับที่ทําให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะดําเนินการขึ้น จากสิ่งที่ เป็นไปไม่ได้ในอดีตสามารถเป็นไปได้ในปัจจุบันนะครับ รัฐสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นในระยะหลังนี้ เป็นรัฐที่ต้องการจะแก้ไขปัญหาของประชาชนนะครับ เมื่อก่อนรัฐต้องมีหน้าที่ในการ เดินทางเข้าไปพบหาปัญหาประชาชน แต่ขณะนี้รัฐสมัยใหม่หลายประเทศได้มีการใช้ เทคโนโลยีดิจิทัลในการรับรู้ปัญหาได้มากขึ้นนะครับ แต่ว่าเป็นการรับรู้จากรัฐเป็นตัวตั้ง เอาความเดือดร้อน เอาปัญหาของประชาชนเป็นตัวตาม เพราะฉะนั้นสิ่งที่ประชาชน เดือดร้อน ก็ขอให้แจ้งมาที่รัฐนั้น รัฐก็จะมาแก้ไขปัญหาให้ ซึ่งเหล่านี้เราเรียกว่า รัฐเป็น เจ้าภาพ ประชาชนเป็นผู้รับผล นะครับ การวางระบบของประเทศไทยที่เราไปพบกันมานี้ ปัจจุบันมีเกือบ ๑๐๐ กรมนะครับ หน่วยงานราชการนี้ได้มีระบบในการจัดการตรงนี้ ไม่ว่าจะ เป็นโทรศัพท์ เป็นการร้องเรียนต่าง ๆ เป็นการใช้แอป (App) หรือใช้โซเซียลมีเดีย (Social Media) ต่าง ๆ ส่งเข้ามา ประมาณเกือบ ๑๐๐ กรม กับเกือบทุกจังหวัด ทุกจังหวัดได้มี ระบบแบบนี้เกือบทั้งสิ้น อันนี้คือรูปแบบของรัฐสมัยใหม่ แต่ว่าหลักการและแนวคิดของ การใช้ดิจิทัลเทคโนโลยี ครั้งนี้เราอาจจะมีการปรับเพิ่มเติมนิดหน่อยว่ารัฐสมัยใหม่นี้เป็นรัฐ ที่ต้องการจะแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนประชาชนเลยเอาเทคโนโลยีเป็นตัวตั้ง แล้วเอาสิ่งที่ ประชาชนร้องเรียนเข้ามาเป็นโจทย์นะครับ แต่วิธีที่เราเสนอครั้งนี้ เราได้มองเห็นว่าหัวใจ สําคัญจริง ๆ ถ้าเราใช้เทคโนโลยีดิจิทัลจริง ๆ มันสามารถเสริมสร้างวินัย เสริมสร้างความเข้มแข็งของ ประชาคม ของชุมชนได้ ถ้าเราทําตรงนี้ได้ สิ่งเหล่านี้คือรากฐานของการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นเจ้าของ อันนี้คือหลักคิดและการดําเนินงานของการทํางาน ครั้งนี้ ถ้าเรามาดูอีกจริง ๆ แล้วประชาชนของประเทศใดประเทศหนึ่งมันจะมีสิทธิ มีหน้าที่ มีความรับผิดชอบ มีการดําเนินงาน ซึ่งเรามีการพูดกันมาตลอดเวลาว่าจริง ๆ แล้ว การปกครองระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่เป็นการเลือกตั้งอย่างเดียว แต่หมายถึงการที่รู้จัก ในสิทธิและหน้าที่ของประชาชนในสังคม ตั้งแต่ปัจเจกบุคคลไปถึงครอบครัว ถึงสังคมนั้น ๆ การที่เราจะรับรู้ในสิทธิหน้าที่ตรงนี้ได้ มาจากการเล่าเรียน การศึกษาอบรม การมีกฎ กติกา ของสังคม การควบคุมกฎ กติกา ของสังคมไปได้ รู้จักมีสิทธิ รู้จักมีหน้าที่ ถ้าทําตรงนั้นได้ นี่ล่ะครับคือนอร์ม (Norm) ของสังคมจะเป็นแบบนั้น ประกอบด้วยการบังคับใช้กฎหมายที่เรา ดําเนินการไปอย่างถูกต้องเหมาะสม ตรงนี้ละครับคือรากฐานของประชาธิปไตย สังคม หรือประเทศใดขาดซึ่งสิ่งนี้ จะทําให้เห็นได้ว่ารากฐานของประชาธิปไตยก็ไม่มีทางเข้มแข็ง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราได้คิดเห็นได้ง่ายก็คือ ถ้าเราจะรับรู้ถึงเรื่องกิจกรรมในการแสดงถึง การเคารพสิทธิหน้าที่ของประชาชนนี้เราแสดงจากอะไร เรื่องการจราจรก็ดี เรื่องของการ คุ้มครองผู้บริโภคก็ดี เรื่องการปฏิบัติตามกฎหมายก็ดี หรือเรื่องการที่เจ้าหน้าที่รัฐมีความ จริงจังในการแก้ไขปัญหาเพื่อให้กฎหมายเป็นไปตามกฎหมาย สิ่งเหล่านี้คือรากฐานของ ประชาธิปไตยทั้งสิ้นนะครับ เพราะฉะนั้นแนวคิดของการทําครั้งนี้ของเรานี้ เราเลยเสนอว่า การสร้างคุณภาพของสังคมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลนี้ ถ้าทําตรงนี้ได้ หมายความว่าเราเอาความ ร่วมมือของประชาชนทั้งหมด ๓๐ ล้านคน ที่มีหมายเลขต่าง ๆ เหล่านี้เข้ามา เป็นผู้มีความ ตระหนัก ถ้าเราสร้างให้เขามีความตระหนักในเรื่องของสิทธิหน้าที่และการดูแลซึ่งกันและกัน การที่เราสร้างความตระหนักกับสังคมได้ สังคมจะช่วยกันดูแลนะครับ ช่วยกันดูแลปัญหา ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น หลังจากนั้นก็ได้มีการเคารพกติกา ช่วยกันดูแลไม่ให้มีการกระทําผิด เคารพ กติกามากขึ้น รวมทั้งบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่ฝ่าฝืน ถ้าเราทําตรงนี้ได้สังคมจะมีคุณภาพ และนี่คือรากฐานของประชาธิปไตยนะครับ ในการทํางานของระบบนี้เราจัดระบบออกเป็น ๓ ส่วน ระบบแรกคือระบบการแจ้งเหตุ การแจ้งข้อมูล แน่นอนเมื่อยุคสมัยของเทคโนโลยี ในขณะนี้เราคงใช้วิธีการแจ้งโดยใช้ผ่านโทรศัพท์มือถือเป็นแอป (App) ได้ดําเนินการ เข้ามานะครับ แล้วดําเนินกระบวนการผ่านระบบอินเทอร์เน็ตเข้ามา โดยมีขอบเขตของเรื่อง ต่าง ๆ ได้แยกออกไป แล้วเข้ามาในกระบวนการโพรเซส (Process) ซึ่งเราจะให้มีการ ไหลเวียนข้อมูลจากผู้แจ้งมาถึงระบบโครงสร้างในการประเมินผล มีศูนย์ดําเนินการและโฟลว์ (Flow) ข้อมูลเข้าไปสู่ผู้ปฏิบัติทันที ผู้ปฏิบัติที่แยกตามหน่วยต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้น ก็จะไปรับ ไปสู่การปฏิบัติโดยมีระบบการบริหารจัดการที่เกิดขึ้น อันนี้คือหลักคิดในการทํางาน เราได้ แบ่งความเดือดร้อนของประชาชนจากที่รวบรวมทั้งหมดประมาณ ๑๑ – ๑๒ ประเด็น ไม่ว่า จะเป็นเรื่องของการจราจรขนส่ง การละเมิดบัญญัติท้องถิ่น เรื่องของอบายมุข การพนัน สถานบันเทิง เรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภค เรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ เรื่องของการ ทุจริตประพฤติมิชอบ เรื่องยาเสพติด อาชญากรรมต่าง ๆ และสาธารณภัยในวงกว้าง รวมทั้ง เรื่องการเมือง ความมั่นคง และสุดท้ายเรื่องของการเลือกตั้ง รวมทั้งการเชิดชูคนดีที่เกิดขึ้น จากสังคมโซเชียล (Social) ที่มีกันอยู่ ๑๑ – ๑๒ เรื่องอันนี้ ถ้าเราสามารถดําเนินการได้อย่าง ครอบคลุม และทําให้ประชาชนได้รู้จักในการดําเนินการตอนนี้ เราสามารถจะทําให้สังคมฟื้น เข้ามาสู่คุณภาพได้ ๑๑ – ๑๒ เรื่องของการเฝ้าระวังนี้แบ่งออกเป็น ๓ ส่วน

ส่วนแรกก็คือส่วนที่เป็นข้อมูลเพื่อการสร้างคุณภาพของสังคม ก็คือประชาชน กับประชาชนดูแลกันเอง เช่นการละเมิดกฎจราจร การจอดรถก็ดี การขับรถเร็วก็ดี อันนี้เป็น สิทธิประชาชน ถ้าเขาดูแลกันเองตรงนี้ ทุกคนได้ส่งเสริมช่วยเหลือกัน ดูแลซึ่งกัน คนในชาติ ก็จะมีวินัยตรงนี้ อันนี้คืออันแรก ซึ่งอันแรกอันนี้ไม่เคยมีใครทํามาก่อนนะครับ

อันที่ ๒ คือข้อมูลการฝ่าฝืนกฎหมายที่กระทบต่อสังคม ก็คือประกอบทั้ง ผู้ประกอบการกับกิจการที่ประกอบการของเขาตรงนั้น แล้วมีผลกระทบต่อชุมชน เช่น การสร้างความเดือดร้อนของประชาชนโดยส่วนรวม อบายมุข การพนัน การบันเทิง หรือ ยาเสพติด

อันที่ ๓ คือข้อมูลการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งอาจจะมีทั้งที่ดีหรือที่มี ทั้งประพฤติมิชอบ ๓ ส่วนนี้ถ้าเราสามารถแบ่งแยกข้อมูลการเฝ้าระวังตรงนี้แล้วเราสามารถ สรุปได้ว่าระบบของเราอันนี้แบ่งออกเป็น ๓ ส่วน

ส่วนแรกก็คือการควบคุม กฎกติกา ระเบียบ การปฏิบัติของสังคมและชุมชน ที่ประชาชนจะดูแลกันเอง ตรงนี้ถ้าเราสามารถรณรงค์ สร้างความตื่นตัวให้กับประชาชน ได้มาก ประชาชนจะรู้สึกเกิดการดูแลตนเองซึ่งกัน ใครจะฝ่าฝืนกฎหมาย กฎจราจร แม้แต่ เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ได้คิดเห็นถึงคนอื่น ๆ ก็ไม่กล้าที่จะกระทําผิด ถ้าท่านไปต่างประเทศท่านจะ พบเลย บางประเทศแม้แต่จะข้ามทางม้าลาย ไม่มีรถเลย แต่ถ้าสัญญาณจราจรเป็นไฟแดง และคนข้ามไม่ได้เขาก็ไม่ข้าม นี่คือการที่คนในสังคมมีสํานึกของการรักษาระเบียบร่วมกัน ถ้าเราสามารถตรงนี้แล้ว นี่คือขั้นตอนที่หนึ่ง

อันที่ ๒ คือการร่วมเฝ้าระวังปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน และสังคมเพื่อให้เจ้าหน้าที่ดําเนินการ ก็คือการร้องเรียนต่าง ๆ ไม่ว่าเรื่องยาเสพติด เรื่อง อาชญากรรม เรื่องอบายมุข ประชาชนร่วมกันดูแลแล้วก็แจ้งให้กับเจ้าหน้าที่

อันที่ ๓ คือการควบคุมการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล อันนี้คือ ๓ ส่วน ๓ ส่วนนี้คือระบบของที่เราจะมีการดําเนินการสร้างขึ้น ซึ่งมันก็มีตัวอย่าง จํานวนมากอยู่ ที่ท่านเห็นในเว็บ (Web) ก็ดี เรื่องการร้องเรียน เรื่องของต่าง ๆ เหล่านี้ นะครับ ซึ่งปรากฏอยู่ทุกวันตรงนี้แล้ว ผมอยากสรุปประเด็นสุดท้ายว่าในก่อนหน้านี้ กรรมาธิการฝ่ายการเมืองได้เสนอรูปแบบโดยการสร้างวินัยหรือการสร้างความตื่นตัวของ ประชาชนในเรื่องของการให้ประชาชนมีความตื่นตัวทางการเมือง เรื่องสิทธิต่าง ๆ ให้มีการ อบรม ให้มีการเผยแพร่ต่าง ๆ เหล่านี้ ขณะนี้สิ่งที่เราเสนอควบคู่ไปด้วยคือการใช้เทคโนโลยี ดิจิทัลเข้ามาควบคุม ซึ่งถ้าสามารถทําตรงนี้ได้แล้วสามารถจะทําให้ประชาชนโดยส่วนรวม ของเรามีความสํานึกมากขึ้น และนี่คือรากฐานของประชาธิปไตยนะครับ ทั้งหมดที่ผมพูดนี้ เป็นหลักคิดและระบบการปฏิบัติการโดยภาพที่เป็นคอนเซปต์ (Concept) เท่านั้น ส่วนระบบ การบริหารจัดการที่เราจะทําขึ้นมาเป็นอย่างไรบ้าง ประกอบด้วยใครบ้าง ขออนุญาตจะให้ ท่านปิติธรรมได้ลงละเอียดว่าเรามีระบบการบริหารจัดการอย่างไรในระบบการเฝ้าระวังนี้ครับ