พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ ชี้แจงแนวทางพัฒนาระบบรับแจ้งเหตุในชุมชนโดยไม่ตั้งหน่วยงานใหม่ แต่ใช้เทคโนโลยีเชื่อมโยงหน่วยงานเดิม เพื่อเพิ่มความสะดวกให้ประชาชนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และเน้นการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าพร้อมส่งเสริมวินัยผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแจ้งเหตุผ่านระบบดิจิทัล เพื่อเสริมบทบาทเจ้าหน้าที่และสร้างระบบติดตามประเมินผลอย่างเป็นระบบ
กราบเรียนท่านประธาน สภาที่เคารพ ต้องขอบคุณท่านสมาชิก สปท. ที่กรุณาให้ข้อสังเกตนะครับ ท่านแรก ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านกษิต ภิรมย์ คอนเซปต์ (Concept) แนวคิดในเอกสารของเรานี้ เราคงจะมองภาพชุมชนในทางกว้าง คงไม่ได้มองลึก เอกสารนี้ไม่ได้มองลึกแบบที่ท่านกษิต ได้พูดว่าคนเข้าไปในชุมชนเฝ้าระวัง อันนั้นเป็นระบบต่างหาก ซึ่งทางด้านฝ่ายตํารวจและฝ่าย ปกครองเขาดําเนินการอยู่นะครับ ก็อยากจะทําความเข้าใจอย่างนี้ อันที่ ๒ ระบบนี้จะไม่มี การสร้างหน่วยงานขึ้นมาใหม่ แล้วก็จะเป็นเพียงเสริมโปรแกรมเพื่อเชื่อมโยงหน่วยที่ ให้บริการประชาชนในการรับแจ้งเหตุนี้เข้าด้วยกัน แล้วก็มิได้หมายความว่าเป็นไปรษณีย์ไปให้ศูนย์ดํารงธรรมในการรับแจ้ง เพราะว่าประชาชน ง่ายต่อการรับแจ้ง สามารถที่จะแจ้งที่หน่วยปฏิบัติก็ได้ แต่ข้อมูลก็จะมาเก็บที่ส่วนอํานวยการ หรือแค่แจ้งส่วนอํานวยการ ข้อมูลก็จะไปฝ่ายปฏิบัติการเพื่อให้ประชาชนสะดวกขึ้น ในการ แจ้งนั้นชัดเจนครับถ้าเผื่อมีการกดหมายเลขนี้ตกลงแล้วว่าประชาชนจะไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งได้ไปศึกษาเรื่องนี้มาแล้ว ซึ่งการเสริมเทคโนโลยีเหล่านี้ก็จะใช้เงินจํานวนไม่มาก เพียงแต่ว่า หน่วยต่าง ๆ ที่ไปมีศูนย์รับแจ้งกลับใช้เงินจํานวนมากไปอยู่แล้ว แต่ใช้ไม่คุ้มค่าในลักษณะ สแตนด์อโลน (Stand Alone) เพราะฉะนั้นเราอยากอํานวยความสะดวกให้ประชาชน ได้แจ้งเหตุให้เขานะครับ
ส่วนในเรื่องการสร้างวินัย เนื่องจากประชาชนช่วยกันมองในการประพฤติ ปฏิบัติของเพื่อนในชุมชนด้วยกัน ในสังคมด้วยกัน มันก็จะทําให้ระมัดระวังตัวขึ้น ขออนุญาต เอ่ยนามอดีตท่านผู้ว่ากิตติ ก็ได้เอ่ยถึงเรื่องวินัย เรื่องวินัยเป็นเรื่องใหญ่มากครับ เฉพาะเรื่อง การศึกษาอย่างเดียว วัตถุประสงค์ก็ชัดเจน ต้องให้คนไทยมีวินัย รักชาติ มีความภูมิใจในชาติ เฉพาะเรื่องการศึกษาอย่างเดียวเราก็พูดกันมาตั้งแต่เด็กว่า บ้าน โรงเรียน วัด ชุมชน ต้องเป็นแบบอย่างนะครับ อันนี้ไม่เถียงเลย เป็นสูตรของความจริง เป็นสัจธรรมที่พูดเมื่อไร ก็ถูกเมื่อนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นตัวเหล่านี้ที่บอกว่าถ้าคงมีวินัยไม่ละเมิดแน่นอนครับ ไม่ละเมิด แต่ปัจจุบันนี้ท่านบอกว่าเจ้าหน้าที่บ้านเมืองมีการละเว้น ละเลย บางทีอาจจะขาด ข้อหนึ่ง แน่นอนครับผมยอมรับว่าเจ้าหน้าที่อาจจะมีละเว้น ละเลย แต่ส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่ จะบอกว่ากําลังเจ้าหน้าที่ไม่พอที่จะไปเฝ้าระวังสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้นถ้าประชาชน ถ้าแจ้งนะครับ เราจะใช้เฉพาะดิจิทัลเทคโนโลยีเกี่ยวกับโทรศัพท์ที่เป็นลักษณะอนาล็อก (Analog) เราจะเกี่ยวกับสมาร์ตโฟน (Smartphone) ใช้ไปเพื่อที่จะว่าแจ้งมาจุดเหล่านี้ เพื่อเร่งให้เจ้าหน้าที่ออกไปดําเนินการนะครับ ตัวนี้เป็นตัวหนึ่งเป็นการกํากับการปฏิบัติงาน ของเจ้าหน้าที่หากแจ้งไปแล้ว ซึ่งการแจ้งไปแล้ว ก็ตอบคําถามท่านกษิตไปในตัวด้วยว่า ถามว่าแจ้งไปแล้วละเลยไหม ระบบนี้เราชัดเจนครับจะต้องมีการตาม แล้วก็ต้องมีการ ประเมินในพื้นที่ว่าทุกรอบ ๑ เดือนการแก้ปัญหาแจ้งเหตุให้กับประชาชนเป็นอย่างไร นอกจากนี้แล้วยังสามารถที่จะถอดบทเรียนจากการที่แจ้งด้วยภาพ ด้วยวิดีโอว่าสิ่งเหล่านี้ มันเกิดขึ้นในสังคมนะ เราจะต้องช่วยกันระมัดระวังอย่างไร ยกตัวอย่างง่าย ๆ สมมุติว่า ท่านไปเจอรถบรรทุก ขับรถ ผมเจอบ่อยช่วงทํางานที่โรงเรียนนายร้อยตํารวจสามพราน ขับรถเราจะเห็นได้ว่ารถบรรทุกปล่อยหิน ปล่อยทรายลงมา เราก็ขับตามเราก็ระมัดระวังว่า แล้วอย่างนี้เราจะไปให้ใครมาดู ถามว่าเจ้าหน้าที่ละเลยไหม ละเว้นไหม หรือเจ้าหน้าที่ไม่พอ เพียงแต่ว่าถ้าเราถ่ายภาพส่งไปนะครับ มันก็จะได้รับการถ่ายให้เห็นทะเบียนรถ ถ่ายไม่เห็น ทะเบียนรถ เพราะฉะนั้นเทคโนโลยีสมัยนี้สามารถจะรู้เลยว่าเราถ่ายจากจุดไหน แจ้งไปจาก เขตไหน เขาสามารถที่จะอันนี้ได้ เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าในหลาย ๆ ประเทศที่กําลังพัฒนา หรือพัฒนาแล้วเขาเอาเทคโนโลยีมาช่วยในการกํากับพฤติกรรม การประพฤติปฏิบัติของ ประชาชนด้วยกันทั้งนั้น เวลาในต่างประเทศอย่างรถทัวร์ที่เราไปไปจอดผิดที่เดี๋ยวจะมีคน ในชุมชนนั้นออกมาถ่ายรูป แค่นั้นเขาก็ส่งไป เขาก็ไม่ต้องไปปะทะปะทังกับใครพวกเหล่านี้ ส่วนในเรื่องว่าเป็นภัยก็มีแจ้งไปแล้วว่าเราเองเราจะไม่มีการลงทะเบียนนะครับ เพียงแต่ว่า เก็บคิวอาร์โค้ด (QR code) ไว้นะครับ ส่วนเรื่องการกลั่นแกล้งกันเราก็ถกกันเยอะว่า จะกลั่นแกล้งกันได้อย่างไร เพราะมันมีกฎหมายอาญารองรับ ถึงแม้ว่าจะไม่มีดิจิทัลมันก็ กลั่นแกล้งกันได้อยู่แล้วในปัจจุบันนี้ มันมี พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ กฎหมายอาญารองรับอยู่แล้ว ในการที่จะแก้ไขปัญหาในเรื่องการกลั่นแกล้งกัน เพราะฉะนั้นผมเองก็หวังว่าที่เราจะเอา โซเชียลมีเดีย (Social Media) ตัวนี้ เอาดิจิทัลเทคโนโลยีมาเสริมให้หน่วยราชการที่มีอยู่แล้ว ได้ทํางานมากขึ้น สามารถที่จะติดตามได้มากขึ้น เพราะปัจจุบันนี้ถ้าเผื่อเราไม่ทําเขาก็รับแจ้ง อยู่แล้ว แต่ก็ต่างหน่วยต่างทําไป ผลเป็นอย่างไรก็ไม่มีไม่เป็นระบบ เพราะฉะนั้นเชื่อว่าสิ่งที่ เราทํานี้จะให้จี้เหมือนกับจี้ให้เจ้าหน้าที่ทํางานมากขึ้น ไม่อย่างนั้นเราก็จะมีปัญหาว่า ฝ่ายปกครอง ฝ่ายตํารวจปล่อยให้สถานบริการเปิดเกินเวลา ปล่อยให้เด็กอายุต่ํากว่า ๑๘ ปี เข้าไป พวกเหล่านี้ มันก็ต้องเอาประชาชนที่มีจิตอาสามาเฝ้าระวัง สิ่งเหล่านี้มันจะไม่หลุดรอด ไปจากสายตาของประชาชนได้เลย ผมก็ขอชี้แจงเบื้องต้นเพียงเท่านี้ ขอขอบคุณครับ