รายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๖๓/๒๕๕๙
วันอังคารที่ ๒๐ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙
ณ ตึกรัฐสภา
ถ้าไม่มี ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบตามนี้นะครับ ๒. ท่านสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ สมาชิก สปท. ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และได้มีหนังสือลาออกจากตําแหน่ง สมาชิก สปท. ความเป็นสมาชิกภาพของท่านจึงเป็นอันสิ้นสุดลงจาก สปท. นะครับ จึงทําให้ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเหลือจํานวน ๑๙๘ คน
เรื่องที่ ๒ รับทราบการพ้นตําแหน่งจากกรรมาธิการ ด้วยท่านธวัชชัย ไทยเขียว ได้ขอลาออกจากตําแหน่งกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ตั้งแต่วันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๙ เป็นต้นไป จึงเป็นอันพ้นจากตําแหน่งกรรมาธิการ และที่ประชุมกรรมาธิการวิสามัญ กิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเห็นชอบไม่ให้ตั้งกรรมาธิการแทนตําแหน่งที่ว่าง
(ที่ประชุมรับทราบ)
เรื่องที่ ๓ รับทราบสรุปผลการประชุมคณะกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่าย คณะกรรมการประสานงาน ๒ ฝ่าย และคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ด้วยในคราวประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๔๘/๒๕๕๙ วันพฤหัสบดีที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๙ ที่ประชุมมีมติ ให้นําสรุปผลการประชุมของคณะกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่าย สรุปผลการประชุมของ คณะกรรมการประสานงาน ๒ ฝ่าย และสรุปผลการประชุมของคณะกรรมาธิการวิสามัญ กิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แจ้งให้ที่ประชุมทุกท่านได้รับทราบและรายละเอียด ปรากฏตามเอกสารที่ทางเจ้าหน้าที่ได้จัดวางไว้ประจําที่นั่งของสมาชิกทุกท่านแล้วนะครับ
(ที่ประชุมรับทราบ)
เรื่องที่ ๔ รับทราบเรื่องที่คณะกรรมการโครงการไถ่ชีวิตโค-กระบือของ สนช. ขอขอบคุณสมาชิก สปท. ที่ให้การสนับสนุนงบประมาณตามโครงการไถ่ชีวิตโค-กระบือ เพื่อถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นโครงการ ของ สนช. จํานวนเงินที่ สปท. ได้บริจาคไป ๒,๙๒๖,๕๐๐ บาทถ้วนนั้นคณะกรรมการ โครงการไถ่ชีวิตโค-กระบือดังกล่าวได้มีหนังสือขอขอบคุณสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เป็นอย่างยิ่งที่ให้การสนับสนุนโครงการนี้ จึงขอแจ้งที่ประชุมรับทราบนะครับ
(ที่ประชุมรับทราบ)
เรื่องที่ ๕ เรื่อง การออกกําลังกายทุกวันพุธ ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาล ผมจึงใคร่ขอเชิญชวนท่านสมาชิก สปท. ร่วมกันออกกําลังกายเพื่อสร้างเสริมสุขภาพ ทุกวันพุธด้วยโดยผมจะพยายามไปร่วมกับท่านทุกครั้ง ขอขอบพระคุณนะครับ
เรื่องที่ ๖ รับทราบการประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์เรื่องสั้น เรื่อง เราจะเล่าเรื่อง ในหลวง ๒ นาทีได้อย่างไร ด้วย สนช. ได้จัดทําภาพยนตร์เรื่อง เราจะเล่าเรื่องในหลวง ๒ นาทีได้อย่างไร เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในโอกาสจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๗๐ ปี และเพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรําลึก ในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยจะมีการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่าง ๆ เช่น การฉายในโรงภาพยนตร์ โทรทัศน์ ดาวเทียม และเคเบิลทีวี สื่อ วิทยุโทรทัศน์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ตั้งแต่ เดือนธันวาคม ๒๕๕๙ ถึงเดือนมิถุนายน ๒๕๖๐ และจะแจกดีวีดี (DVD) ภาพยนตร์สั้น ให้สมาชิกท่านละ ๑ แผ่น เพื่อนําไปเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ต่อไป ขอเชิญท่านสมาชิกชม ภาพยนตร์ครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพและเสียง)
“............... : เราจะทําอย่างไรให้ ๗๐ ปีนี้เข้าไปอยู่ในเวลาแค่ ๒ นาที”
“............... : คนไทยได้มีความสุขทุกปีก็คือ ส.ค.ส. พระราชทาน”
“............... : มีกังหันชัยพัฒนาที่ได้รับสิทธิบัตรด้วย”
“............... : เราลองไล่ดูเท่าที่เราพอจะมีความรู้กันมาว่าบ้านท่าน อยู่อย่างไร เราเห็นมาตลอดในหลวงใช้ดินสอจนอย่างนี้ บีบยาสีฟันจนอย่างนั้น รถยนต์พระที่นั่ง ก็ธรรมดาอย่างที่เราเคยดูข่าวใช่ไหมครับ ทั้งหมดเพื่อฟังก์ชัน (Function) คือใช้งาน ทั้งหมด คือเพื่อให้ได้งานไปให้คนอื่นสร้างสิ่งที่เกิดเป็นความเปลี่ยนแปลง นี่คือตัวตนของท่านที่เกิดมา เพื่อผู้อื่น”
“............... : หยิบแบงก์ ๑,๐๐๐ มาทุกคนก็จะเห็นพระบรมฉายาลักษณ์ คุณเคยดูไหมว่าในนี้มีอะไร เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เราไม่เคยรู้เลยว่ามีรูปเขื่อนเราก็ใช้เงินกันไป มีอีกหลายเรื่องที่เราใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยและเราไม่รู้เลยว่าเราอยู่ในผลพลอยได้ ผลพวง แห่งความสุข ผลพวงแห่งการอยู่รอดปลอดภัยมาจากพระหัตถ์ของท่าน เราอยากให้ทุกคนรู้ หรืออาจจะรู้แล้วแต่ลืม เยอะมากนะที่เราคุยกัน แล้วยังมีเยอะมากกว่านี้อีกมาก ๆ เลย....”
เป็นอันว่าภาพยนตร์นี้ทําได้ภายใน ๒ นาทีนะคะ ต่อไป
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม
รับรองรายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๔๒/๒๕๕๙ วันจันทร์ที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๙
ครั้งที่ ๔๓/๒๕๕๙ วันอังคารที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๙
ครั้งที่ ๔๔/๒๕๕๙ วันจันทร์ที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๙
ซึ่งได้วางสําเนารายงานการประชุมทั้ง ๓ ครั้งดังกล่าวไว้ให้ท่านสมาชิก ตรวจดูที่บริเวณห้องรับรองสมาชิก ชั้น ๑ อาคาร ๑ และหอสมุดรัฐสภา ก่อนที่จะเสนอ ให้ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศรับรองดังนี้นะคะ ครั้งที่ ๔๒/๒๕๕๙ และครั้งที่ ๔๓/๒๕๕๙ ได้วางไว้ให้ท่านสมาชิกตรวจดูเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๙ ครั้งที่ ๔๔/๒๕๕๙ ได้วางไว้ให้ท่านสมาชิกตรวจดูเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๕๙ มีท่านสมาชิกได้ตรวจดูเรียบร้อย มีท่านใดจะเห็นเป็นอย่างอื่นไหมคะ จะเสนอแก้ไขไหมคะ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ถ้าไม่มีผู้ใดเสนอความเห็นเป็นอย่างอื่นนะคะ ถือว่าที่ประชุมรับรองรายงาน การประชุมทั้ง ๓ ครั้งดังกล่าวค่ะ
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
๓.๑ รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เรื่อง ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ๒. ท่านสมพงษ์ สระกวี ผู้อํานวยการบริหารบริษัท สื่อปัญญาไทย จํากัด อดีตสมาชิกวุฒิสภา จังหวัดสงขลา ๓. ท่านบุญเลิศ คชายุทธเดช ที่อ่านชื่อไปแล้ว และ ๔. ท่านทิพภานิดา ปาลกะวงศ์ ขอเชิญค่ะ ท่านประธานพร้อมหรือยังคะ ขอเชิญท่านประธานแถลงรายงาน ต่อที่ประชุมค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ขอรายงานการปฏิรูปทางการเมืองในเรื่องเกี่ยวกับ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ซึ่งจริง ๆ แล้วผู้รายงานผมไม่ใช่ ๔ คน จริง ๆ ทั้งคณะ แต่ตอนนี้ขึ้นมา ๓ คนแล้ว เดี๋ยวคงรอนะครับ
ในรายงานดังกล่าวนี้คณะกรรมาธิการได้ศึกษาในประเด็นปัญหาเรื่องผู้ดํารง ตําแหน่งทางการเมือง ต้องกราบเรียนครับว่าในการปฏิรูปทางการเมืองนั้น จริง ๆ แล้วไม่ใช่ ว่าจะปฏิรูปหรือเสนอเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้วการปฏิรูปทางการเมืองจะสําเร็จ สิ่งที่จะทําให้ การเมืองสําเร็จลุล่วงได้นั้นก็จะขึ้นอยู่กับเนื้อหาสาระในหัวข้อที่กรรมาธิการได้ศึกษาว่า การปฏิรูปทางการเมืองถ้าจะให้ประสบความสําเร็จทั้งหมดนั้น มีหัวข้อใหญ่ ๆ ๖ หัวข้อนะครับ ซึ่งเป็นเรื่องสําคัญก็คือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ระบบพรรคการเมือง การเลือกตั้ง ที่สุจริตและเที่ยงธรรม การควบคุมและการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ การเสริมสร้าง วัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย การแก้ไขความขัดแย้งและการสร้าง ความปรองดอง ซึ่งทั้ง ๖ เรื่องดังกล่าวนี้คณะกรรมาธิการก็ได้ศึกษาแล้วก็เสนอไปบางส่วนแล้ว ส่วนเรื่องของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองถือว่าเป็นหัวข้อหลักอีกหัวข้อหนึ่งที่จะทําให้ ทางการเมืองนั้นมีการเปลี่ยนแปลง แต่ต้องกราบเรียนท่านประธานครับว่าสิ่งที่กรรมาธิการ เสนอให้มีการปฏิรูปการเมืองในส่วนของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองนั้น ก็ต้องกราบเรียนว่า นักการเมืองหรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองที่เป็นอยู่เดิมและจะเกิดขึ้นใหม่นั้นไม่ใช่คนไม่ดี ในการนําเสนอของกรรมาธิการด้านการเมืองที่ผ่านมาหลายครั้งเมื่อรายงานแล้วก็จะถูก วิพากษ์วิจารณ์แล้วก็ถูกกล่าวขานจากบรรดานักการเมืองในปัจจุบันว่าไปให้ร้ายว่าไปพูด นําเสนอแนวทางที่ทําให้นักการเมืองเสียหาย ก็ต้องกราบเรียนก็พยายามชี้แจงอยู่ตลอดว่า ถ้าหากว่านักการเมืองดีทั้งหมดก็ไม่ต้องปฏิรูป ถ้านักการเมืองดีมากกว่าน้อยก็ไม่น่าจะต้อง ปฏิรูปอะไร แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือนักการเมืองส่วนน้อยเป็นนักการเมืองที่ดี ส่วนที่ไม่ดี หรือที่มีปัญหามีมากกว่าเราก็เลยจําเป็นต้องให้มีการปฏิรูปทางการเมือง ดังนั้นข้อเสนอ ดังกล่าวนั้นอาจจะกระทบไปบ้างแต่ก็เฉพาะในส่วนที่ไม่ดีเท่านั้นก็เกรงใจ แล้วก็ไม่อยากให้ บรรดานักการเมืองที่อยู่ในปัจจุบันนี้เสียกําลังใจหรือถูกมองในแง่ร้าย แต่ก็ต้องยอมรับ อีกอย่างหนึ่งครับว่าผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองหรือนักการเมืองที่มีสภาพอยู่ในปัจจุบัน หรือที่ผ่านมานั้น พี่น้องประชาชนมีความรู้สึกในแง่ลบในแง่ที่เมื่อใดก็ตามถ้าเราพูดถึง นักการเมืองประชาชนก็จะเกิดความรู้สึกที่ไม่ดี จะเกิดความรู้สึกว่านักการเมืองคบไม่ได้ จะเกิดความรู้สึกว่านักการเมืองเข้าแสวงหาประโยชน์ ทุจริตคอร์รัปชันก็เลยกลายเป็นปัญหาใหญ่ ปัญหาใหญ่ที่บรรดานักการเมืองที่ดี ๆ เขาก็อยากให้มีการปฏิรูปนะครับ ซึ่งก็เป็นความโชคดีที่ในกรรมาธิการด้านการเมืองมีนักการเมืองอยู่หลายท่าน ก็มองเห็นถึง ปัญหาดังกล่าวนี้ แล้วท่านก็พยายามจะแก้ไขเพื่อให้เกิดภาพพจน์ที่ดีหรือการทํางานที่ดีของ บรรดานักการเมืองที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนะครับ อันนี้ก็คือสิ่งที่บรรดานักการเมืองแล้วก็ กรรมาธิการด้านการเมืองที่ทําหน้าที่อยู่นี่นะครับก็เสนอแนวทางเพื่อให้เป็นทางออก เพื่อให้เป็นการแก้ปัญหาอีกทางหนึ่งเพื่อให้การเมืองนั้นดีขึ้น ซึ่งในข้อเสนอเพื่อให้การปฏิรูป การเมืองสัมฤทธิผลในส่วนของการศึกษา การศึกษาการปฏิรูปทางการเมืองในส่วนของ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง กรรมาธิการก็ได้ตั้งท่านสมพงษ์ สระกวี ซึ่งเป็นกรรมาธิการ เป็นประธานอนุกรรมาธิการแล้วก็ให้มีการศึกษามาตรการ กลไก การปฏิรูปผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง เพื่อให้ได้นักการเมืองที่ดีให้ทําหน้าที่ซื่อสัตย์สุจริต รับผิดชอบต่อ พี่น้องประชาชนและรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ของตน ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวนี้ ได้แบ่งออกเป็น ๔ เรื่องใหญ่ ๆ นะครับ
เรื่องที่ ๑ ก็คือการปฏิรูปมาตรการในการคัดกรองและตรวจสอบคุณสมบัติ ของผู้สมัครเข้าดํารงตําแหน่งทางการเมืองก็คือก่อนจะเข้าสู่ตําแหน่งทางการเมืองก็ต้องมี กระบวนการในการคัดกรองเพื่อให้ผู้ที่จะเข้าดํารงตําแหน่งทางการเมืองนั้นเป็นคนที่มี คุณสมบัติและมีกระบวนการที่ทําให้ได้คนดีเข้าสู่ตําแหน่ง
เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องการปฏิรูปการควบคุมการตรวจสอบจริยธรรม ระบบคุณธรรมและการปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ของ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง อันนี้ถือว่าเป็นเรื่องสําคัญนะครับ เป็นเรื่องที่จะต้องให้มี มาตรการ ให้นักการเมืองหรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองนั้นต้องมีคุณธรรม มีจริยธรรม ตอนนี้จะทําอย่างไร นอกจากการกระทําที่เป็นความผิดของนักการเมืองหรือผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองที่เป็นความผิดในทางอาญาแล้วนี่นะครับ กรรมาธิการให้ความสําคัญ ในเรื่องเกี่ยวกับคุณธรรมจริยธรรม ระบบคุณธรรมและการทําหน้าที่โดยปราศจากการขัดกัน ซึ่งผลประโยชน์นะครับ
เรื่องที่ ๓ ปฏิรูปมาตรการการส่งเสริม สนับสนุนและพัฒนาผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง อันนี้ก็จะเป็นมาตรการส่งเสริม สนับสนุน พัฒนา ก็จะต้องให้เยาวชนได้มีการเรียนรู้ ได้ศึกษาให้มีหลักสูตรการเรียนการสอน การศึกษา ตั้งแต่ชั้นโรงเรียน ชั้นมัธยม ชั้นมหาวิทยาลัย แล้วก็ยังให้มีการสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง อันนี้ก็เพื่อความเรียนรู้ ส่งเสริมเพื่อให้เรามีการพัฒนานักการเมืองและทําให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม ในทางการเมืองมากขึ้นนะครับ
เรื่องที่ ๔ ปฏิรูปพิจารณาค่าตอบแทนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองและ ผู้บริหารพรรคการเมืองให้สอดคล้องกับภารกิจและการปฏิบัติหน้าที่ในการสร้างประโยชน์ ให้กับประเทศชาติและประชาชนทั้งประเทศ เรื่องนี้ต้องทําความเข้าใจกันครับท่านประธาน พอดีอนุกรรมาธิการได้ไปศึกษาในเบื้องต้นนะครับ การศึกษานี้ท่านก็ต้องเข้าใจว่าการศึกษา คือการหาข้อมูล การที่จะต้องรวบรวมข้อเท็จจริง หลักการต่าง ๆ แนวทางต่าง ๆ เมื่อศึกษา แล้วก็จะได้ข้อมูลจากการที่ได้ไปศึกษานะครับ เมื่อข้อมูลดังกล่าวนั้นถูกเผยแพร่ออกไป ก็อย่างที่เรียนตั้งแต่แรกครับว่าสังคมไทยไม่ยอมรับนักการเมืองเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เวลานําเสนออะไรพวกนี้นี่นะครับ เป็นข้อมูลเพื่อให้นําไปพิจารณา จริง ๆ ควรจะต้องพิจารณาก่อน เพราะข้อเสนอดังกล่าวนี้ไม่ใช่ข้อเสนอที่เป็นข้อยุติ ไม่ใช่ข้อเสนอที่บอกว่าเสนอแล้วนักการเมืองจะได้เงินเดือน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ไม่ใช่ว่าเสนอ แล้วนักการเมืองจะได้เงินเดือน ๕๐๐,๐๐๐ บาทนะครับ แต่เป็นข้อมูลที่นําเสนอเปรียบเทียบ จากหน่วยงานต่าง ๆ จากประเทศต่าง ๆ แต่ท่านสมพงษ์ สระกวี ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านประธานผมนะครับก็ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ ด้วยเจตนาดีว่าสิ่งที่ได้ศึกษาไปนั้นมีข้อมูลแล้วก็ มีแนวทางที่น่าจะทําให้เป็นการสนับสนุนการทําหน้าที่ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ทําหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์มากขึ้น แล้วก็เพื่อให้นักการเมืองได้สามารถมีค่าตอบแทนในการ ที่จะย้อนกลับไปดูแลพี่น้องประชาชนไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตนนะครับ แต่เป็นข้อเสนอก็ถูก กระแสทางสังคม ก็ถูกสื่อมวลชน ก็ถูกนักการเมืองวิพากษ์วิจารณ์ เหมือนกับกรรมาธิการ หรืออนุกรรมาธิการนี้นะครับ ได้เสนอแนวทางเพื่อจะให้ได้ประโยชน์ หาผลประโยชน์ทําให้ นักการเมืองได้ประโยชน์จากสิ่งที่มีการได้พิจารณาไปศึกษา อันนี้ก็เลยทําให้กรรมาธิการ ต้องคิดเยอะครับ เราก็ต้องคิดหนักครับ เพราะอย่างน้อยที่สุดข้อเสนอดังกล่าวนี้เป็นข้อเสนอ ที่เมื่อนําเสนอไปแล้วมีข้อเสนอจากหลาย ๆ ฝ่ายนี้ ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อันนี้ เป็นเรื่องธรรมดานะครับ ถ้าอะไรที่เห็นด้วยหมดอันนั้นผิดปกติแล้วก็จะมีปัญหา อะไรไม่เห็นด้วย ทั้งหมดก็ผิดปกติและมีปัญหาเช่นเดียวกัน ดังนั้นข้อเสนอที่เสนอไปนักการเมืองยุคปัจจุบันนี้ ไม่เห็นด้วยก็มีหลายคน ทั้ง ๆ ที่จิตใจอยากได้ แต่เสนอไปแล้วเพื่อให้ตัวเองดูดีขึ้นนี่นะครับ แล้วก็เหมือนกับจะไม่ให้ประโยชน์นักการเมืองก็มีการนําเสนอความคิดเห็นในแนวทาง ที่เหมือนข้อเสนอของอนุกรรมาธิการเป็นข้อเสนอในทางที่สังคมรับไม่ได้นะครับ ก็เลย เกิดกระแส ดังนั้นสิ่งที่กราบเรียน สิ่งที่เป็นข้อเสนอดังกล่าวคนเห็นด้วยก็มีครับ ขออนุญาต เอ่ยนามท่านไม่เสียหายเพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ท่านได้เสนอความเห็นคือท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ไม่เสียหายนะครับ เพราะว่าท่านเสนอแสดงความคิดเห็นให้สื่อมวลชนในช่วงเวลา ดังกล่าวว่าเห็นควรให้มีการปรับปรุงแล้วก็เพิ่มค่าตอบแทนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง แล้วก็บรรดาข้าราชการทั้งหลายด้วยนะครับ อันนี้มันทําให้เราต้องกลับมาคิดว่าสิ่งที่เป็น ข้อเสนอดังกล่าวนี้มีมุมมองที่แตกต่าง มีมุมมองที่ทําให้พิจารณาได้ว่าสิ่งที่กรรมาธิการ ได้เสนอหรือพิจารณานั้นก็พิจารณาโดยรอบด้าน จริง ๆ เราตัดทิ้งก็ได้เพื่อให้เราดูดี เราไม่พิจารณาก็ได้เพื่อให้เราไม่ต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่ในเมื่อเราอยู่ในภาวะ ของการปฏิรูปการเมืองแล้วก็เป็นประเด็นเป็นเรื่องในระบบกลไก เราก็ต้องพิจารณาทั้งระบบ แต่ต้องเรียนย้ํากรรมาธิการไม่มีเจตนาหรอกครับที่จะไปให้เงินเดือนหรือไปขึ้นเงินเดือน หรือไปเสนออะไรที่ขาดเหตุขาดผล เพียงแต่ต้องทําความเข้าใจในทุกฝ่ายว่าเป็นข้อเสนอ เพื่อนําไปพิจารณาต่อนะครับ และอย่าไปยุติในชั้นกรรมาธิการของ สปท. เป็นเบื้องต้น ของการที่จะพิจารณา ซึ่งในเรื่องนี้กรรมาธิการก็เสนอโดยระมัดระวังเดี๋ยวจะรายงาน ให้ทราบระมัดระวังอย่างไร เราจะต้องคํานึงถึงความคิดเห็นของประชาชน ถ้าเราจะเสนอ แบบนี้ประชาชนคิดอย่างไร เราต้องพิจารณาถึงงบประมาณการเงินการคลังของประเทศ เป็นอย่างไร เศรษฐกิจของชาติเป็นอย่างไรนะครับ ถ้าจะคิดเพิ่มเงินเดือนให้ใครก็ตามทําได้ แต่ถ้าให้นักการเมืองจะต้องพิจารณาให้ละเอียดรอบคอบแล้วก็ให้มีกระบวนการขั้นตอน ที่สังคมยอมรับได้นะครับ อันนี้เป็นข้อเสนอที่เราคิดเพื่อให้แต่ละฝ่ายได้พิจารณาแล้วมารับฟังกันและข้อเสนอดังกล่าวนี้ ไม่ใช้ในช่วงเวลานี้ กรรมาธิการเสนอว่าเพื่อจะตัดปัญหาทั้งปวง อีก ๕ ปีข้างหน้า ก็ไปพิจารณาดูว่าอาจจะเพิ่มก็ได้อาจจะลดก็ได้ คําว่าพิจารณาในที่นี้ไม่ได้ว่าพิจารณาแล้ว ต้องเพิ่ม แต่ตัวเลขเราไม่ได้เสนอ เราไม่ได้เสนอตัวเลขว่าจะต้องให้เท่านั้นให้ ๓๐๐,๐๐๐ ให้ ๕๐๐,๐๐๐ เราไม่มีตัวเลขตรงนั้น ต้องทําความเข้าใจตรงนี้จะได้ไม่ก่อให้เกิด ความเสียหาย ดังนั้นสรุปสภาพปัญหาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองที่เราเห็นถึงสภาพ ที่มันเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาเราได้กําหนดไว้ ๑๐ ข้อ ๑๐ ประเด็น ก็คือ
๑. ที่ผ่านมาผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองส่วนหนึ่งยังขาดจิตสํานึกในการทํา หน้าที่เป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง ขาดอุดมการณ์ ขาดความรับผิดชอบ และคุณธรรมจริยธรรมทางการเมือง ทําให้ประชาชนไม่มีความเชื่อถือศรัทธา อันนี้ส่วนใหญ่ แต่ส่วนที่ดี ๆ ยังมีอยู่เยอะนะครับ
๒. ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองถูกใช้เป็นกลไกสําคัญของระบบธุรกิจ การเมืองที่เข้ามาแสวงหาประโยชน์อันเป็นบ่อเกิดของการทุจริตคอร์รัปชัน พรรคการเมือง ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของนายทุนพรรค
๓. การได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อและตําแหน่ง ทางการเมืองอื่น ๆ ตามบทบัญญัติของกฎหมายนั้นไม่ได้เป็นการได้มาซึ่งผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองที่มีคุณภาพและมีความรู้ความสามารถด้านต่าง ๆ ที่พึงประสงค์ กลับกลายเป็น แหล่งกลุ่มทุน กลุ่มธุรกิจ และผู้มีอิทธิพลเป็นส่วนใหญ่ นําไปสู่การหาประโยชน์ทางการเมือง ในที่สุด ท่านประธานครับ เรื่องนี้ กรธ. ตอนที่ไปยกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ท่านก็เห็น ถึงปัญหาว่านักการเมืองบางคนไม่ได้อยู่ในแวดวงการเมืองแต่หิ้วกระเป๋ามีเงินเข้ามาสู่เส้น ทางการเมืองแล้วก็ไปดํารงตําแหน่งสําคัญก็คือไปซื้อตําแหน่งนะครับ ในส่วน กรธ. เอง ท่านกําหนดบทลงโทษเลย ถ้าหากว่ามีพฤติกรรมการกระทําแบบนี้มีโทษจําคุก ๑๕ ปี ใครซื้อขายตําแหน่งมีโทษจําคุก ๑๕ ปี หรือ ๒๐ ปี หรือจําคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต เสนอเท่านี้เป็นข่าวออกหน้าหนึ่งอยู่หลายวัน ก็คือทําให้เห็นว่าปัญหาในทางการเมืองต้องใช้ ยาแรง แต่อย่างที่เรียนว่าในส่วนของกรรมาธิการด้านการเมืองเองก็เสนอในบทลงโทษ ที่รุนแรงเช่นเดียวกัน แต่มิได้มีเจตนาที่จะไปลงโทษใครหรืออยากจะไปลงโทษใคร แต่มีบทบัญญัติทางกฎหมายแก้ปัญหาความอ่อนแอ ความชราภาพ ความหย่อนยาน ของตัวบทกฎหมายโดยให้มีอัตราโทษที่สูงขึ้น เพียงเพื่อที่มีความต้องการจะให้คนที่จะไป กระทําความผิดทั้งหลายหรือจะไปซื้อตําแหน่งไปกระทําความผิดทางการเมืองได้เกรงกลัว ต่อกฎหมาย แล้วก็จะได้ไม่มีการกระทําความผิด ไม่ต้องไปโกงการเลือกตั้ง ไม่ต้องไปซื้อเสียง เพราะฉะนั้นเราก็จะได้การปฏิรูปทางการเมืองที่สามารถจะแก้ปัญหาทางการเมือง ได้อย่างแท้จริงนะครับ
๔. การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ไม่ได้เป็นการได้มาซึ่งผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองที่มีคุณภาพและมีความรู้ความสามารถด้านต่าง ๆ ที่พึงประสงค์ กลับกลายเป็น แหล่งกลุ่มทุน กลุ่มธุรกิจ และผู้มีอิทธิพลเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งนําไปสู่การหาประโยชน์ทาง การเมืองในที่สุด และการปฏิบัติหน้าที่ของวุฒิสภามีปัญหาเกี่ยวกับการใช้อํานาจ และถูกแทรกแซงทางการเมืองเนื่องจากวุฒิสภามีอํานาจให้คุณให้โทษในเรื่องการแต่งตั้ง และถอดถอนบุคคลออกจากตําแหน่งได้ คือในยุคที่ผ่านมามีปัญหาแบบนี้นะครับ
๕. การเข้าสู่ตําแหน่งของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองในระดับท้องถิ่น มีการใช้กลไกการพนัน การซื้อสิทธิขายเสียงอย่างรุนแรงเช่นเดียวกับระดับชาติ และมีบางส่วนมาจากเครือญาติหรือเครือข่ายของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองระดับชาติ เมื่อได้เข้ามาดํารงตําแหน่งทางการเมืองแล้วจึงมีการใช้อํานาจหน้าที่ไปในทางแสวงหา ประโยชน์ มีการทุจริตคอร์รัปชันทั้งระบบอย่างกว้างขวาง
๖. ประชาชนมีทัศนคติต่อนักการเมืองส่วนใหญ่ว่าเป็นผู้ที่เห็นประโยชน์ ส่วนตนและพวกพ้องมากกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่างที่ผมกราบเรียน ไปตั้งแต่แรกนะครับ ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากความมีอคติ จริง ๆ ก็คงไม่มีอคติอย่างเดียว เป็นข้อเท็จจริงด้วยนะครับ แล้วก็มีการวาทะกรรม มีทั้งใส่ร้ายแล้วก็ไม่ใส่ร้าย เดี๋ยวขอปรับ ถ้อยคําตรงนี้นิดหนึ่งนะครับว่าไม่ใช่ใส่ร้ายอย่างเดียวครับ ไม่ใส่ร้ายก็ได้เกิดขึ้น ก็มีนะครับ ผู้ดํารงตําแหน่งการเมืองอย่างต่อเนื่อง มีการพูดถึงเรื่องการโกง การซื้อเสียง ธุรกิจการเมือง อันนี้เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นนะครับ
๗. ขาดกลไกและมาตรการรองรับในการพัฒนาผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง และผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองไม่ได้รับประโยชน์ตอบแทนและสวัสดิการที่เพียงพอ อันนี้มันจะเป็นข้อเสนอที่เขาไปดูประเด็นปัญหา เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีเกียรติ ซื่อสัตย์สุจริต มีประสิทธิภาพ และสามารถดําเนินกิจกรรมทางสังคมหรือทางการเมือง ได้อย่างเหมาะสม อันนี้เพราะว่านักการเมืองก็อย่างที่ปรากฏนะครับ นักการเมืองดี ๆ ก็มีเยอะ แต่ในสภาพการไปดูแลพี่น้องประชาชนก็ต้องยอมรับอีกว่ามีค่าใช้จ่ายเยอะ อันนี้ก็เป็นปัจจัยที่เราต้องมาศึกษาและต้องพิจารณาแล้วก็นําเสนอ
๘. ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองขาดความต่อเนื่องในการปฏิบัติหน้าที่ ไม่มีโอกาสพัฒนาตัวเองไปตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตยเนื่องจากมีการรัฐประหาร ทําให้ประชาธิปไตยต้องหยุดชะงัก นี่แหละครับ มันก็เลยกลายเป็นปัญหาว่าในยุคที่เป็น ประชาธิปไตยมีการกระทําผิดเยอะ หาผลประโยชน์เยอะ ยกตัวอย่างอย่างเช่น ยุคประชาธิปไตยคนที่มีตําแหน่งหน้าที่ มีอํานาจก็หาประโยชน์อย่างเช่นตัดไม้ทําลายป่าอย่างนี้ ก็ไม่มีใครกล้าที่จะไปทําอะไรเพราะถือว่ามีอํานาจในบ้านเมือง แต่เมื่อยุคประชาธิปไตย เกิดปัญหามีการรัฐประหารเกิดขึ้นในช่วงรัฐประหารกลับกลายเป็นยุคที่ต้องมาแก้ปัญหา มาฟื้นฟูแก้ไขปัญหาประเทศ ต้องไปปลูกป่าเอาจริงเอาจัง ป้องกันไม่ให้เกิดการตัดไม้ทําลายป่า ใครบุกรุกที่ป่าสงวนต้องเอากลับคืนมา นี่คือกระบวนการที่เปรียบเทียบให้เห็นว่า ประชาธิปไตยเราเลยไปไม่ถึงไหน กลายเป็นยุคประชาธิปไตยที่แสวงแต่ผลประโยชน์ กลายเป็นยุคที่เผด็จการที่มาแก้แต่ปัญหาเรื่องเหล่านี้ มันก็เลยกลายเป็นเรื่องที่ไม่มีใคร อยากให้เกิด แต่มันก็ด้วยปัญหาทางการเมืองที่แก้ไม่ได้ก็เลยเกิดเป็นสภาพที่ทําให้เกิดขึ้น สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่ทุกท่านเข้ามาช่วยแก้ปัญหากันในวันนี้นะครับ
๙. กลไกการตรวจสอบผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองโดยองค์กรอิสระ ไม่มีความเที่ยงตรง สองมาตรฐานและไม่มีประสิทธิภาพ นี่คือยุคที่ผ่านมา
๑๐. ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองไม่ได้ผ่านการกลั่นกรองจากพรรคการเมือง ด้วยระบอบประชาธิปไตยภายในพรรค และด้วยระบบคุณธรรมจริยธรรมที่เข้มงวดเพียงพอ ก็คือเราให้ความสําคัญไปที่พรรคการเมือง ในเมื่อเราจะให้กระบวนการกลไกของการได้ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองผ่านระบบพรรคการเมือง พรรคการเมืองจึงจะต้องมีบทบาท มีหน้าที่สําคัญในการที่จะต้องให้ได้นักการเมืองหรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองที่ดีด้วย จากสภาพปัญหา ๑๐ ข้อข้างต้นนี่นะครับ มันเลยทําให้เกิดกระบวนการที่จะต้องมีการแก้ไข คณะกรรมาธิการก็เลยเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาตามรายงานที่ได้กราบเรียน ท่านประธาน ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติมขออนุญาตท่านประธานให้ท่านประธาน อนุกรรมาธิการ ท่านสมพงษ์ สระกวี รายงานให้ที่ประชุมได้ทราบต่อไป แล้วก็ ท่านกรรมาธิการท่านอื่นจะรายงานเพิ่มเติมก็ขออนุญาตท่านประธานด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
เรียนเชิญท่านสมพงษ์ สระกวี ประธานอนุกรรมาธิการค่ะ
ท่านประธานที่เคารพครับ เพื่อนสมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ เรื่องการปฏิรูปทางด้านการเมืองได้ก้าวเดินมาเรียกว่า หัวข้อเกือบจะสุดท้ายแล้วนะครับ ซึ่งอยากจะเรียนท่านสมาชิกด้วยความยินดีว่าข้อเสนอของ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในเรื่อง การปฏิรูปทางด้านการเมืองนั้นได้ก้าวเดิน ไปอย่างท้าทายและมั่นคง ท่านคงจะทราบว่า กรธ. คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมีหน้าที่ ในการออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง ๔-๕ ฉบับนั้นนะครับ อยากจะเรียนเพื่อนสมาชิกว่าใน พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญเรื่องพรรคการเมืองนั้นซึ่งเป็นที่ พูดถึงกันอย่างมากอยู่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาและในช่วงสัปดาห์นี้นะครับ อยากจะเรียนว่า เนื้อหาสาระ แนวความคิดของเพื่อนสมาชิกที่ได้เสนอไว้และผ่านสภาแห่งนี้ไปได้รับ การสนองตอบ ได้รับการนําไปบรรจุไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเรื่อง พ.ร.บ. พรรคการเมือง เรียกว่า ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นเมื่อมีแรงกระทบกลับมาในการวิจารณ์ เรื่อง พ.ร.บ. พรรคการเมืองดังที่ท่านได้ทราบอยู่แล้วนั้น กระผมก็อดที่จะนึก คิดถึงว่า ต้นสารทางความคิดนั้นไปจากการพิจารณาของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เมื่อไปอยู่ ในมือของ กรธ. และผลิตออกมาเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญแล้วนั้น พอโดนก้อนอิฐ มาก ๆ นั้นก็เห็นใจ กรธ. อยู่นะครับ เราจะไปรับหน้าก็ใช่ที่ เดี๋ยวจะอวดอ้างว่าไปจากเรา แต่อย่างไรก็ตามท่านประธานครับ ผมเพียงแต่จะยกขึ้นมาพูดถึงว่าสังคมเรานั้นได้ก้าวมาสู่จุด ที่เราจะคาดหวังว่าในวันข้างหน้า ถ้านับเวลาก็ปีหนึ่งหรือไม่ถึงปีด้วยซ้ํานั้น ที่เราจะก้าวเข้าสู่ การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย สิ่งที่สังคมคาดหวัง สิ่งที่ชาติบ้านเมืองพึงประสงค์ จะเห็นสําคัญประการหนึ่งนั้นก็คือการปฏิรูปทางด้านการเมือง อันหมายถึงการปฏิรูป สถาบันทางการเมืองและนักการเมือง อันหมายถึงการปฏิรูปการได้มาซึ่งผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยวิธีการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมนะครับ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ท่านประธานครับ พูดไปก็เป็นข้อถกเถียงอันไม่สิ้นสุด พูดไปก็จะกล่าวหา ว่าไปด่าว่าแต่นักการเมือง ไปด่าว่าแต่พรรคการเมือง แต่ผมคิดว่าเราคงจะเห็นตรงกันว่า ในแนวความคิดในเรื่องพวกนี้นั้นเราพูดอยู่ ๒ ส่วน
ส่วนที่ ๑ คือสิ่งที่เคยเป็นมา ใช้คําว่า เคยเป็นมา ก็แล้วกันนะครับ หรือสิ่งที่ เป็นอยู่จริงในสังคมไทยในอดีตที่ผ่านมากับสิ่งที่ควรจะเป็นในวันข้างหน้า กับสิ่งที่ดีงาม ที่สังคมและประเทศชาติคาดหวัง เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ เราคงจะไม่เสียเวลากับการที่จะพูดถึงเรื่องเก่าที่ผ่านมา การปฏิรูปทางด้านการเมืองหรือการปฏิรูปใด ๆ นั้นผมก็คิดว่าเรากําลังพูดถึงสิ่งที่ควรจะ เปลี่ยนแปลงและสิ่งที่ควรจะเป็น ดังนั้นภารกิจของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ทางด้านการเมืองนั้น เราได้ทําภารกิจใน ๕-๖ ด้าน ในเรื่องสิ่งที่ควรจะเป็น เช่น สถาบัน พรรคการเมืองที่ควรจะเป็น การเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรมที่ควรจะเป็น ผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองที่มีจริยธรรม มีเกียรติยศเป็นบุคลากรชั้นเลิศของประเทศที่จะมารับภารกิจ ในการนําพาชาติบ้านเมืองไปสู่การแข่งขันกับนานาชาติ ไปสู่การแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ได้ ท่านประธานครับ จะเห็นได้ว่าสิ่งที่เราพูดถึงวันข้างหน้านั้นเรากําลังพูดถึงการปฏิรูปไปสู่สิ่งที่ ควรจะเป็น หาได้มีเจตนามุ่งร้ายต่อพรรคการเมือง ต่อนักการเมืองแต่อย่างใดไม่ แม้การกล่าวถึงสภาพของพรรคการเมืองหรือนักการเมืองในอดีตนั้น อยากจะเรียน ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกว่าแทบจะไม่อยากกล่าวถึง เพราะใคร ๆ ก็พูดไปเยอะแล้ว ใคร ๆ ก็ผิดหวังไปเยอะแล้ว ถ้าจะพูดถึงเรื่องนักการเมืองหรือพรรคการเมืองหรือ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองเอาเถอะ สิ่งเหล่านั้นก็เป็นบทเรียนมาถึงวันนี้ว่าที่เราจะปฏิรูปนั้น เรามุ่งหวังการปฏิรูปไปสู่สิ่งที่ควรจะเป็น สิ่งที่ดีงาม สิ่งที่เราอยากจะเห็นร่วมกัน ไม่ใช่ว่า สมาชิก สปท. อยากเห็น อย่างที่นักการเมืองบางคนบอกว่ากลุ่มคนดีมาออกกฎเกณฑ์ แทนประชาชน แต่ผมคิดว่าไม่ละครับ เป็นความมุ่งประสงค์หรือในสิ่งที่ควรจะเป็น สิ่งที่ควร จะเห็นในเรื่องทางการเมือง ในเรื่องการปฏิรูปสถาบันพรรคการเมืองหรือผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองหรือการได้มาซึ่งตําแหน่งทางการเมือง ผมคิดว่านี่เป็นเจตนารมณ์ร่วมกัน ดังนั้น มาตรการต่าง ๆ หรือข้อเสนอต่าง ๆ ที่ผ่านสภาแห่งนี้ไป ผมถึงได้เกริ่นแต่ต้นว่า เป็นที่น่าภาคภูมิใจว่าผู้ที่รับเอาข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปทางด้านการเมืองของ สปท. ไปนั้น ได้นําไปบรรจุไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับต่าง ๆ ไว้ได้อย่างครบถ้วนระดับ ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นความน่าภาคภูมิใจของ สปท. เรา ที่ได้นําเสนอ เรื่องการปฏิรูป ในเรื่องการเมืองและได้รับการนําไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมต่อไปในรูปของ กฎหมาย ท่านประธานครับ ผมคิดว่าท่านประธานเสรีได้รายงานต่อเพื่อนสมาชิกไว้ได้ กว้างขวางและครบถ้วนแล้ว ซึ่งผมก็ลุกขึ้นมากล่าวแต่เพียงเหมือนข้อแก้ตัว แต่ว่า เป็นเจตจํานงอันแน่วแน่ไม่ใช่ข้อแก้ตัวและไม่ใช่ข้อจะสร้างข้อถกเถียงนะครับว่าในการเสนอ การปฏิรูปทางด้านการเมืองนั้นเรามุ่งหวังที่จะเห็นการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ที่พึงประสงค์ การเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่เป็นที่คาดหวังของพี่น้องประชาชนได้ และอยากเห็นนักการเมืองคือบุคลากรชั้นเลิศของประเทศแห่งนี้ที่ได้รับการคัดกรอง ที่ได้รับ การคัดเลือกมาจากพี่น้องประชาชนโดยบริสุทธิ์ยุติธรรมและดํารงตําแหน่งอย่างมีเกียรติ สง่างาม เป็นอาชีพที่บุคลากรชั้นเลิศของประเทศนี้ประสงค์จะไปอยู่ ประสงค์จะไปดํารง ตําแหน่งในแวดวงทางการเมืองนั้น ไม่ใช่พอพูดว่านักการเมืองแล้วใคร ๆ ก็ร้องยี้ เพราะอนาคตของชาติบ้านเมืองเรานั้นอย่างไรก็ตามต้องอยู่ในมือของสถาบันทางการเมือง ที่เรียกว่าพรรคการเมือง ต้องอยู่ในมือของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองของนักการเมือง ในระดับต่าง ๆ อันเป็นครรลองตามระบอบประชาธิปไตยที่สังคมไทยได้เลือกแล้ว ท่านประธานครับดังนั้นเมื่อเราได้เลือกหนทางที่ชัดเจนไม่แปรเปลี่ยนแล้วว่าประเทศนี้ ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เราก็จะมุ่งหน้าเดินไปบน ถนนสายนี้ สร้างสิ่งที่ดีงามขึ้นในวันข้างหน้าอย่างครบถ้วนให้ได้ ท่านประธานครับผมถึงคิดว่า เพื่อนสมาชิกจะได้ร่วมกันแสดงออกซึ่งความคิดเห็นและเจตจํานงร่วมกันในเรื่องนี้นะครับ ขอขอบพระคุณครับ
มีคณะกรรมาธิการท่านอื่นจะกล่าวอีกไหมคะ เชิญท่านเสรีค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ก็เพิ่มเติมเพื่อให้สมาชิกได้พิจารณานะครับว่าข้อเสนอของกรรมาธิการ ใน ๔ หัวข้อหลักสําคัญของการปฏิรูปผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง แผนปฏิรูปอยู่ในหน้า ๑๑ เป็นต้นไป ซึ่งจะมีรายละเอียดมากขึ้น ถ้าอย่างไรก็ตามถ้าสมาชิกจะอภิปรายสอบถาม เดี๋ยวกรรมาธิการก็จะให้ข้อมูลแล้วเสนอความเห็น กราบเรียนท่านต่อไปครับ
ขอบคุณค่ะ เดี๋ยวจะเป็นการอภิปรายของสมาชิก ขณะนี้ดิฉันมีรายชื่ออยู่เพียง ท่านเดียวนะคะ ท่านสมาชิกที่ประสงค์จะอภิปรายกรุณาส่งรายชื่อด้วยนะคะ ท่านแรกคือ ท่าน พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน ท่านรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เรียนเชิญค่ะ ท่านมีเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ด้วยนะคะ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : กราบขอบพระคุณครับ กระผม พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน สมาชิก สปท. ลําดับ ๑๙๗ วันนี้เป็นแผนการปฏิรูปประเทศ ทางด้านการเมืองหัวข้อสําคัญมากครับ หัวข้อผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ก่อนที่จะเข้า เนื้อหาผมขออนุญาตแก้ข่าวนิดนะครับ มีสมาชิกหลายท่านพูดทํานองต่อว่ากระผมว่า อํานวยฝ่อเหี่ยวหายไปไหน คล้าย ๆ คนจะหมดอายุใกล้จะเกษียณจะหมดวาระ ขออนุญาตครับ อํานวยคงไม่เป็นมวยยก ๕ ฉากหนี เตะแล้วถอยคงจะชกจนระฆังยกสุดท้ายดังขึ้นอย่างเต็มที่ เพราะเราต้องชกเพื่อให้แฟนมวยติดใจโปรโมเตอร์ (Promoter) ให้ความสําคัญต้องจัดให้ชกอีก แปลว่าชกจนนาทีสุดท้าย ชกเพื่อชาติบ้านเมืองครับ หัวข้อวันนี้แม้ว่าผมจะป่วยอย่างไร ก็แล้วแต่ผมจะนั่งรถเข็นมาอภิปรายครับเพราะเป็นหัวข้อสําคัญ เมื่อสักครู่ท่านวิทยา แก้วภราดัย ขออนุญาตที่เอ่ยนามท่านบอกว่าท่านต้องรีบขึ้นข้างบนแล้วเพราะได้ข่าวว่า อํานวยยื่นอภิปราย วันนี้ผมก็ผิดปกติเหมือนกับท่านสมพงษ์ สระกวี ครับ เมื่อกี้ท่านชี้แจง นุ่มเนียนเป็นรําไทย ผมแปลกใจว่าทําไมท่านเปลี่ยนบุคลิกได้ขนาดนั้น ผมเองก็คงจะไม่เผ็ดร้อน เพราะเป็นการอภิปรายที่เห็นด้วย สนับสนุนอย่างยิ่ง แต่ที่ลุกขึ้นมาอภิปรายเรื่องนี้เพราะว่า ผมต้องการที่จะชี้ประเด็น ผมต้องการที่จะแต่งเติมเสริมแต่งในแผนการปฏิรูปให้ครบถ้วนสมบูรณ์ และสิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้ผมเชื่อว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ ในสภานี้คงยังไม่เคยพูดสิ่งนี้ ท่านสมพงษ์พร้อมที่จะจดก็จด เราต้องยอมรับครับว่าประเทศไทยของเรามาถึงวันนี้ได้ เพราะนักการเมืองแหละครับ เพราะนักการเมืองทําให้ประเทศของเราต้องมาถึงวันนี้ ต้องมีการทํารัฐประหาร ย้อนหลังไปนิดหนึ่งครับผมไม่ใช่ว่ารื้อฟื้น ไม่ใช่ว่าจะสร้าง ความแตกแยก แต่ในเมื่อเราจะพูดให้มันเห็นก็ต้องพูดสิ่งที่เราเห็นมาแล้ว เพื่อนสมาชิก คงได้ยินคําเหล่านี้นะครับ อภิปรายไปเถอะจะมีเหตุผลดีอย่างไรก็แล้วแต่ พยานหลักฐาน จะขนาดไหนก็แล้วแต่ เดี๋ยวยกมือก็แพ้ ท่านจําได้ไหมครับ คํานี้ดังออกไปจากสภา ดังออกไป ทั่วประเทศไทย เสียงข้างมากถูกต้องเสมอ ประชาธิปไตยต้องยอมรับเสียงข้างมากเท่านั้น คําเหล่านี้เราได้ยินกันชัดครับ ตรรกที่ผมพูดมาทั้งหมด ท้ายที่สุดได้นําไปใช้จริงครับ ใช้เสียงข้างมากพยายามทําหลายเรื่องหลายราว ใช้เสียงข้างมากจนกระทั่งสังคม เกิดความขัดแย้ง มีความพยายามที่จะออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม เริ่มต้นแค่กลางซอย ต่อยอดเป็นสุดซอย ประชาชนรับไม่ได้ สังคมรับไม่ได้ มีความพยายามที่จะแก้รัฐธรรมนูญ โดยใช้เสียงข้างมากใน ๓-๔ ประเด็นด้วยกัน ผมให้ดูประเด็นหนึ่งครับเพราะผมเอาไปสอน เด็กด้วยเรื่องนี้ ศาลรัฐธรรมนูญเพิ่งจะวินิจฉัยครับว่าการกระทําใด ๆ ที่จะเป็นการล้มล้าง เปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข ถ้าผู้ใดพบเห็นให้สามารถนําไปยื่นโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ศาลรับวินิจฉัยได้ เพราะประชาชนคนนั้น ๆ คนไหน ๆ เป็นเจ้าของอํานาจอธิปไตย ใครจะทําลายอํานาจ อธิปไตย เจ้าของอํานาจย่อมมีสิทธิที่จะปกป้องอํานาจของตน มันเป็นหลักง่าย ๆ ครับ ศาลรัฐธรรมนูญจึงรับไว้พิจารณาได้ มีความพยายามแก้รัฐธรรมนูญในประเด็นนี้ ห้ามศาลรัฐธรรมนูญรับจากประชาชนโดยตรง เรียกว่าสวนกับศาลเลยครับ ความรู้สึกของ ประชาชนก็เลยเหมือนท่อประปาแตกครับ ออกกันมาเต็มท้องถนน เกิดความขัดแย้ง อย่างรุนแรง จนกระทั่ง คสช. ต้องเข้าควบคุมสถานการณ์มันเป็นมรรคเป็นผลต่อเนื่อง จนกระทั่งผมต้องมาเป็นรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครด้วย ม. ๔๔ ที่ผมพูดตรงนี้ก็กําลัง แปลให้ฟังว่าตรรกที่พูดเมื่อสักครู่เสียงข้างมากถูกต้องเสมอจริงหรือไม่ครับ เสียงข้างมาก คือประชาธิปไตยใช่แล้วหรือ ขออนุญาตอย่างนี้ครับว่าจากความเสียหาย จากความสูญเสีย จากความขัดแย้งที่เสียงข้างมากที่เข้าใจผิดว่าถูกต้องเสมอนั่นแหละ ทําให้สังคมแตกแยก อย่างรุนแรง ดังนั้นบทพิสูจน์ในเรื่องนี้ก็ยืนยันแล้วว่าเสียงข้างมากไม่ใช่ประชาธิปไตย ไม่ใช่ถูกต้องเสมอ แต่เสียงข้างมากหรือจะข้างน้อยก็แล้วแต่ถ้าเป็นเสียงที่บริสุทธิ์ ของประชาชน ของคนไทยอย่างแท้จริงเท่านั้นล่ะครับที่จะถูกต้อง วันนี้ผมบอกว่านวัตกรรมใหม่ ที่ไม่เคยพูดในสภาแห่งนี้ ผมเปรียบเทียบให้เห็นทฤษฎีสามเหลี่ยมการเกิดอาชญากรรม กับทฤษฎีอาชญากรรมทางการเมือง เข้าใจยากสักนิดครับ ผมเลยต้องทําเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) มานําเสนอ การเกิดอาชญากรรมจะครั้งไหนคราวไหนก็แล้วแต่ครับ ตามทฤษฎีสามเหลี่ยมอาชญากรรมนี้จะอธิบายสิ่งนั้น องค์ประกอบในการเกิดอาชญากรรม ๓ องค์ประกอบนี้จะต้องมาครบถึงจะเกิด
องค์ประกอบที่ ๑ ต้องมีโอกาสครับ อาชญากรจะก่อเหตุต้องมีโอกาส ให้ก่อครับ โอกาสจะต้องมีสถานที่ที่เหมาะสมที่จะก่อเหตุ เวลาที่เหมาะสมที่จะก่อเหตุ
อันที่ ๒ ด้านเหลี่ยมซ้ายมือคืออาชญากรจะต้องมีตัวคนร้ายครับ คนร้ายนั้น จะต้องมีเจตนาที่จะก่อเหตุ อันที่ ๓ คือเหยื่อ ผู้ถูกกระทําจะต้องไปให้เขาทํา เพื่อให้เข้าใจง่ายเข้า ผมยกตัวอย่าง เช่น คดีข่มขืนกระทําชําเราแล้วกัน มันจะต้องมีอาชญากรที่มีความกําหนัด มีความยาก มีความต้องการทางเพศ จะเมาเหล้าหรือไม่เมาก็แล้วแต่ จะผิดปกติทางเพศ หรือไม่ผิดปกติก็แล้วแต่ แต่มีเจตนาที่จะก่ออาชญากรรมขึ้น อันที่ ๒ ต้องมีสถานที่ให้เขาก่อ อาชญากรรมได้ ไม่ใช่ไปข่มขืนกันหน้าตู้ยามตํารวจนั่งมองอยู่ในตู้ ต้องเป็นที่เปลี่ยว ต้องเป็นที่มืด ต้องเป็นที่ปลอดคน
ประการที่ ๓ เหยื่อ ต้องมีผู้หญิง ถ้าเหยื่อมีส่วนร่วมด้วยก็เช่นว่า นุ่งสั้น เปิดอกยั่ว ทําให้เกิดอารมณ์มากยิ่งขึ้น เขาเรียกว่าเหยื่อมีส่วนร่วมในการก่ออาชญากรรม ๓ อย่างเจอกันเมื่อไรถูกข่มขืนทันทีครับ แต่ถ้าหากว่าแค่ ๒ อย่าง อาชญากรมีความกําหนัด ไปนั่งรออยู่ในที่เปลี่ยวแต่ผู้หญิงไม่ออกจากบ้าน ข่มขืนใคร เปรียบเทียบกันกับอาชญากรรม ในทางการเมืองครับ จะมี ๓ ขาเหมือนกันเป๊ะเลยครับ ขาที่ ๑ เท่ากับโอกาส สถานที่ และเวลาของสามเหลี่ยมอาชญากรรมก็คือนายทุนพรรคการเมืองครับ มีคนให้ทุน กับพรรคการเมือง คนยื่นน้อยครับเพิ่มเวลานิดก็คงไม่เป็นอะไรครับ มีคนให้ทุน กับพรรคการเมืองเป็นนายทุนพรรคการเมืองเข้าไปขี่พรรคการเมือง ไปซื้อ ส.ส. เข้าพรรค เพื่อให้พรรคใหญ่ขึ้น อันที่ ๒ ก็ตรงกันกับอาชญากร ก็คือพรรคการเมืองที่ถูกครอบงํา โดยนายทุน อันที่ ๓ เหยื่อ ก็คือ ส.ส. ที่ขาดอุดมการณ์ทางการเมือง ส.ส. ที่ซื้อได้ ส.ส. ที่ขายตัว ส.ส. ที่ต้องไปรอรับเช็คเพื่อไปตัดสูท เราต้องยอมรับสิ่งนี้ครับ ถ้า ๓ อย่างนี้เจอกัน เกิดอาชญากร เกิดอาชญากรรมทางการเมืองขึ้นทันทีครับ ผมกําลังจะอธิบายกับท่าน กรรมาธิการท่านจะต้องกําจัดขาทั้ง ๓ ขานี้ให้หมดสิ้นครับ ท่านต้องหักขาให้ครบทุกขาครับ ผมให้คะแนนเต็ม ๑๐๐ ครับถ้าท่านทําอย่างนั้นได้ แต่ถ้าหากว่าท่านไม่สามารถหักขาได้ ทั้งหมดหักบางขา เช่น ผู้หญิงไม่ออกไปอาชญากรกําลังนั่งรออยู่ เมาเที่ยงคืนรออยู่ที่ หัวสะพานเป็นที่มืดพร้อมที่จะข่มขืนได้ใต้สะพานแต่ผู้หญิงไม่ออกไปไม่เจอกันก็ข่มขืนไม่ได้ ท่านจะต้องไม่ให้ขา ๓ ขานี้มาเจอกัน มาบรรจบ มาพบกัน อาชญากรรมทางการเมืองก็จะไม่เกิด ดีที่สุดให้เต็มร้อยคือหักขา ๓ ขา ได้ลงมาคือหักบางขาหรืออย่าให้ขามาบรรจบกันทั้ง ๓ ขา ทฤษฎีสามเหลี่ยมอาชญากรรม ทฤษฎีสามเหลี่ยมอาชญากรรมทางการเมืองก็จะไม่เกิด
สุดท้ายท่านประธานครับสามเหลี่ยมอาชญากรรมที่ผมนํามาพูดในวันนี้ มันไม่ใช่ของใหม่ แต่ที่จะเอามาโยงกันได้แล้วอธิบายให้ท่านสมพงษ์กับท่านวิทยาเข้าใจได้ มันมีไม่กี่คนหรอก แล้วให้อธิบายใหม่ผมอาจจะพูดไม่เหมือนเดิม ฉะนั้นต้องรีบจดไว้ จริง ๆ แล้วเรื่องนี้คณะ คสช. พบเห็นขาอาชญากรรม ๓ ขาทางการเมืองมาแล้ว ที่ผมยืนยันว่า พบเห็นเพราะว่านําไปบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พุทธศักราช ๒๕๕๗ ที่เราท่องกัน จนขึ้นใจบัญญัติ ๑๐ ประการ ในบัญญัติ ๑๐ ประการในมาตรา ๓๕ ของรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราวมีพูดไว้ว่าพรรคการเมืองจะต้องเป็นพรรคการเมืองของประชาชน ไม่ใช่ พรรคการเมืองของนายทุน นั่นคือขา ๑ ใน ๓ ขา อันที่ ๒ นักการเมืองจะต้องเป็น นักการเมืองของประชาชน จะต้องเป็นนักการเมืองที่มีอุดมการณ์ที่จะทํางานเพื่อประชาชน ไม่ใช่เป็นนักการเมืองของนายทุน ท่านคงจําตรงนี้ได้นะครับ แล้วก็บอกต่อไปว่า ส.ส. จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ เป็นคนดี มีความซื่อสัตย์ มีคุณธรรม ก็คือเหยื่อจะต้อง ไม่ขายตัว นายทุนพรรคจะต้องไม่มี พรรคการเมืองจะต้องเป็นพรรคของประชาชน ออกนโยบายมาเพื่อยังประโยชน์ให้กับประชาชน ไม่ใช่เอื้อประโยชน์ให้กับนายทุน นั่นแหละครับ คือขา ๓ ขาในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ฉบับชั่วคราวบอกว่าในการเขียนรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่จะต้องทําสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เป็นมรรคเป็นผล ดังนั้น เป็นเรื่องเก่าครับ แต่ผมนํามาเรียบเรียงและนํามาชี้ประเด็นให้เห็น ผมต้องขอบพระคุณ ผมศึกษาในแผนการปฏิรูปนี้มาโดยละเอียดแล้วค่อนข้างที่จะตอบโจทย์ ๓ ขาได้พอสมควร แต่เมื่อท่านเห็นขาชัดแล้วท่านจะไปเติมหักขาให้หักทั้ง ๓ ขา ผมให้ ๑๐๐ เต็ม หักเป็นบางขา หัก ๒ ขาผมให้ ๘๐ หักขาเดียวแต่อย่าให้ขาได้เจอกันอีก เหล่านี้นะครับ สามเหลี่ยม อย่ามาบรรจบกันผมให้ ๖๐ ท่านจะเลือก ๖๐ ๘๐ หรือ ๑๐๐ เต็ม ฝากกรรมาธิการ ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิไปพิจารณาด้วยครับ ด้วยความเคารพ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ขณะนี้มีคณะบุคคลที่ขออนุญาตเข้าฟังการประชุมนะคะ คือคณะคุณครูและนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕ ของโรงเรียนอิสลามศรีอยุธยามูลนิธิ ๑๔๖ คน ยินดีต้อนรับนะคะ ต่อไปเรียนเชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ได้กรุณาให้โอกาสในการอภิปราย เรื่องซึ่งผมคิดว่า มีความสําคัญที่สุดในการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งของประเทศของเรา คือเรื่องผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ซึ่งกรรมาธิการได้นําเรื่องนี้มาเสนอได้ศึกษาถึงปัญหา จุดอ่อน จุดด้อยที่ผ่านมาของประเทศในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยมาร่วม ๘๕ ปี ซึ่งปัญหาสําคัญที่สุดก็ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องของตัวบุคคล แต่ก็อย่างที่ท่านประธาน กรรมาธิการท่านเสรี ขออนุญาตเอ่ยนามท่านได้กล่าวว่ามิได้หมายถึงทุกคนที่อยู่ใน ระบอบการเมือง แต่ปัญหาของระบอบการเมืองไทยนั้นมาจากปัญหาของบุคคลซึ่งยังขาด ความเหมาะสมในการดํารงตําแหน่งทางการเมือง ก่อนที่จะได้อภิปรายเพิ่มเติม ผมขออนุญาตอัญเชิญพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ได้พระราชทานในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยรามคําแหง เมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๒๒ ความว่า การที่จะทํางานให้สัมฤทธิผลที่พึงปรารถนา คือเป็นประโยชน์และเป็นธรรมด้วยนั้น จะอาศัยความรู้แต่เพียงอย่างเดียวมิได้ จําเป็นต้อง อาศัยความซื่อสัตย์ ความสุจริต ความบริสุทธิ์ใจและความถูกต้องเป็นธรรมประกอบด้วย สิ่งสําคัญที่สุดที่ทุกคนจะต้องมีอยู่เสมอไปในการทํางานคือความกระตือรือร้น ความบริสุทธิ์ใจ และอุดมคติ ก็คิดว่าพระบรมราโชวาทและพระราชดํารัสนั้นได้มุ่งเน้นสู่การที่จะให้คน มีความซื่อสัตย์สุจริต ประกอบกิจด้วยความมุ่งมั่นในความเป็นธรรมแล้วก็มุ่งมั่นในการ ทําความดี เพราะนั่นก็คือหลักสําคัญของความเป็นผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองที่ดี กรรมาธิการได้เสนอมาใน ๔ หัวข้อ เนื่องจากเวลาของผู้อภิปรายมีไม่มากนักก็จะขอลงไปดู ในสิ่งที่ท่านได้นําเสนอและให้ข้อคิดเห็น ซึ่งแน่นอนครับส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยกับข้อเสนอ ที่กรรมาธิการได้ศึกษาและได้ยกร่างขึ้นมาเพื่อนําเสนอต่อผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล เป็น กรธ. เป็น สนช. ที่จะได้พิจารณาในการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป ถึงแม้ว่าเรื่องนี้ จะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกฎหมายพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งฉบับใด ในแต่ละฉบับนั้นก็สามารถที่จะบรรจุเรื่องที่เกี่ยวกับนักการเมืองหรือผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองเข้าไปไว้ได้ไม่ว่าจะเป็นบทที่เป็นคุณหรือเป็นโทษก็แล้วแต่
ประเด็นแรกที่กรรมาธิการได้เสนอคือการปฏิรูปมาตรการในการคัดกรอง ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครเพื่อดํารงตําแหน่งทางการเมือง อันนี้แน่นอนครับ มีความสําคัญยิ่งเป็นขั้นต้นของการที่เราจะให้คนเข้าสู่ตําแหน่งทางการเมือง ซึ่งตัวรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่ผ่านประชามตินั้น ให้ความสําคัญในเรื่องนี้ มากที่สุดในรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาทั้ง ๑๙ ฉบับ ได้มุ่งเน้นในการที่จะคัดกรองบุคคล โดยกําหนดไว้ขั้นต้นคืออยู่ในคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ส.ว. ผู้ที่ดํารงตําแหน่งทางการเมืองที่สําคัญ เช่น รัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรี เป็นต้น ได้กําหนด บทไว้ว่าผู้ที่เคยถูกคําพิพากษา ถูกตัดสินเกี่ยวกับการทุจริตประพฤติมิชอบต่าง ๆ คนเหล่านี้ จะไม่สามารถมาดํารงตําแหน่งทางการเมืองได้อีกเลยตลอดชีวิต ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ ถูกต้อง เป็นเรื่องที่ดี ไม่ใช่เรื่องของการกลั่นแกล้งใคร เพราะฉะนั้นคนที่มีพฤติกรรมเช่นนั้น ก็ไม่ควรจะเข้ามาสู่การเป็นผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ในข้อเสนอของกรรมาธิการคณะนี้ ได้พูดถึงเรื่องการให้พรรคการเมืองบังคับให้สมาชิกที่ประสงค์จะเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งแสดง แบบรายการเสียภาษีเงินได้ย้อนหลัง ๓ ปี อันนี้ก็เป็นข้อเสนอเพิ่มเติม แต่ที่จริง ในรัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ว่าสามารถที่จะกําหนดให้การเข้ารับสมัครนั้นต้องยื่นแบบแสดง รายการเสียภาษีเงินได้ไว้ก็ได้ถึงจะไม่ได้เขียนชัดเจน เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นเรื่องที่ผมเสนอ พ.ร.บ. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ส. ซึ่ง ส.ว. และพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. นั้น ควรจะได้บัญญัติไว้ได้เลยเพราะรัฐธรรมนูญเปิดช่องไว้แล้วว่าจะต้องยื่นแบบแสดงรายการ เสียภาษีย้อนหลัง ๓ ปี อันนี้ก็จะเป็นหนทางหนึ่งที่จะกันคนที่ไม่มีความสุจริตในเรื่องของการ เสียภาษีนั้นไม่กล้าที่จะเข้ามาสมัครดํารงตําแหน่งทางการเมือง อันนี้ก็เห็นด้วย
ในเรื่องที่ ๒ ที่กรรมาธิการเสนอคือเรื่องของการปฏิรูปการควบคุมตรวจสอบ จริยธรรม ระบบคุณธรรม และการปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง อันนี้รัฐธรรมนูญก็บัญญัติไว้เป็นหมวดเลยในเรื่องของการ ขัดกันแห่งผลประโยชน์ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองว่ามีอะไรบ้าง แล้วก็ได้กําหนดบท ในการที่จะถอดถอนไว้ เพียงแต่การถอดถอนนักการเมืองหรือผู้ดํารงตําแหน่งสูง ๆ ในทางราชการนั้น ในอนาคตนั้นก็จะไปยื่นต่อศาลฎีกา ซึ่งก็สอดคล้องกับสิ่งที่ผ่านมาที่ว่า วุฒิสภาที่เราเคยมีมาหลาย ๆ ครั้งนั้นไม่สามารถถอดถอนผู้ประพฤติมิชอบได้เลย เพราะแพ้เสียงในสภาของพรรครัฐบาล เพราะฉะนั้นการไปให้ศาลฎีกาถอดถอนก็เป็นสิ่งที่ดี ในข้อเสนอนี้ก็ได้เสนอกลไกต่าง ๆ ในเรื่องของการจัดทํามาตรฐานทางจริยธรรมอะไรเหล่านี้ ซึ่งผู้ที่ประพฤติผิดทางจริยธรรมนี้ก็จะถูกถอดถอนโดยศาลฎีกา
ต่อไปเรื่องเสนอให้พรรคจัดตั้งคณะทํางานจริยธรรมภายในองค์กรก็เป็นเรื่องที่ดี ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะทําให้เสียหายอะไร คือการควบคุมนักการเมืองนั้นต้องควบคุมกัน ตั้งแต่พรรคก่อนที่จะมาสู่การเข้าดํารงตําแหน่งทางการเมือง และมาควบคุมโดยกฎบัตรต่าง ๆ กฎหมายต่าง ๆ และการที่พรรคการเมืองจะต้องดูแลคนของตนเองนั้นก็เป็นเรื่อง ที่มีความสําคัญ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ก็อยู่ในร่างพระราชบัญญัติพรรคการเมืองที่ร่างเบื้องต้นที่ กรธ. ได้นําออกมาให้เราได้ชมกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนะครับ ก็มีแต่เรื่องที่กําหนดให้เป็นหน้าที่ของ พรรคการเมืองในการที่จะดูแลสมาชิกพรรคการเมืองมิให้ประพฤติในสิ่งที่ไม่เหมาะสม หรือผิดกฎหมาย
และอีกอันหนึ่งที่เป็นข้อเสนอในข้อ ๘.๕ ผมเองก็เห็นด้วยและยังไม่เป็น ประเพณีปฏิบัติมา คือการที่กําหนดว่าพรรคไม่ควรที่จะไปบังคับให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น จะต้องลงมติในทุก ๆ เรื่องตามมติของพรรคการเมือง อันนี้มีปฏิบัติอยู่ในประเทศ ประชาธิปไตยในฝั่งตะวันตกไม่ว่าจะในสหรัฐอเมริกาหรือในยุโรป ที่ผู้แทนเขาจะโหวต ตามผลประโยชน์ของประชาชนที่เขาเป็นตัวแทน อาจจะไม่ใช่ผลประโยชน์ของประเทศ แต่ถ้ารัฐนี้เขาคิดว่ากฎหมายฉบับนี้เหมาะกับเขา เขาก็โหวตก็เป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส. แต่มิใช่ ว่าจะต้องโหวตตามมติของพรรคเพราะพรรคมองในภาพรวม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องมีกฎกติกา ว่าเป็นกฎหมายประเภทใดบ้างอะไรบ้าง หรือมีกฎ มีการลงมติใดที่ต้องฟังมติพรรค ถ้าจะเปิดกว้าง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อาจจะเกิดปัญหาเรื่องของการกระทําที่ไม่เหมาะสมขึ้นได้ อย่างที่เราเคยได้รับทราบกันมา เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นทางหนึ่งของการที่จะทําให้ ประชาธิปไตยของเรามีความสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
เรื่องที่ ๓ คือการปฏิรูปมาตรการในการส่งเสริมสนับสนุนและพัฒนาผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง อันนี้เป็นหัวใจเลย เป็นหัวใจที่มีความสําคัญยิ่งว่าเราจะพัฒนาผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองอย่างไร ผมไปเยอรมันไปดูเรื่องพรรคการเมือง ดูเรื่องการเลือกตั้ง ๒-๓ ครั้ง เขามีหลายระบบมากในการสร้างจิตสํานึก สร้างวัฒนธรรม สร้างความรู้ ให้การศึกษาในเรื่อง ของระบอบประชาธิปไตย ในเรื่องของคุณธรรม ในเรื่องของวัฒนธรรมของการดํารง ตําแหน่งทางการเมือง เช่นใช้สื่อของรัฐ เช่นมีหลักสูตรการสอนในโรงเรียน ขออนุญาต อีกสักนิดหนึ่งครับท่านประธาน เช่นการตั้งมูลนิธิ เราได้ยินชื่อมูลนิธิคอนราด อเดนาวร์ ซึ่งเป็นมูลนิธิของพรรคการเมืองที่เขาได้จัดตั้งขึ้นเพื่อเผยแพร่ระบอบประชาธิปไตยไปสู่ เยาวชน สู่เด็ก สู่คนทุกผู้ทุกวัย เพราะฉะนั้นการให้การศึกษาในเรื่องของความเป็น ประชาธิปไตย ความมีอุดมการณ์ทางการเมืองนั้นจึงต้องกระทําในหลาย ๆ ทางนะครับ เพราะฉะนั้นข้อเสนอนี้ก็มีหลาย ๆ ประเด็นที่ได้นําเสนอ พูดถึงเรื่องหน้าที่พลเมืองซึ่งเป็น เรื่องที่ดีมาก ตอนที่ผมยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้วคําว่า พลเมือง เป็นเรื่องที่เราพัฒนา ขึ้นมาใช้ในรัฐธรรมนูญ เพราะพลเมืองต่างจากประชาชนคือพลเมืองคือประชาชนที่มีหน้าที่ ถ้าเราพูดถึงประชาชนเฉย ๆ ยังไม่มีหน้าที่มากํากับ เพราะพอมาเป็นพลเมืองตูมมันมีหน้าที่ หน้าที่ต้องใช้สิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง หน้าที่ในการที่จะต้องดูแลสังคม หน้าที่ในการดูแล ความมั่นคงของรัฐเลย นั่นคือหน้าที่พลเมืองซึ่งเราเรียนกันสมัยเด็ก ๆ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ทราบว่า ในโรงเรียนยังจะมีวิชานี้อยู่หรือเปล่าครับ ผมดูข้อเสนอในเรื่องวัฒนธรรมแล้วอยากจะอ่าน ข้อเสนอเป็นสรุป ซึ่งผมคิดว่าดีมากเลยและครอบคลุมเลย อันนี้เป็นสรุปลักษณะของ วัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย ถ้าทําตามนี้ได้ประเทศไทยไปโลดแน่ และผู้ที่สรุปไว้ คือท่าน ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ซึ่งผมได้ไปค้นพบผลงานในเรื่องนี้ของท่าน บางท่าน อาจจะลืมว่าท่านเป็นประธานของเราเอง ผมอ่านให้ฟังสัก ๕ ข้อ ผมคิดว่าเป็นวิธีสําคัญ แล้วมันสรุปทุกอย่างเลยที่ท่านกรรมาธิการต้องการว่าวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตยนั้นมันควรจะมีอะไรบ้าง มีผู้พยายามศึกษา มีผู้ทําวรรณกรรม มีผู้วิจัยเรื่องนี้ เยอะแยะไปหมด เรามาฟังของท่านประธานของเราดีกว่า
ข้อ ๑ จะต้องมีความเชื่อมั่นต่อหลักการปกครองแบบประชาธิปไตย ประชาชนในสังคมนั้นต้องการให้มีการปกครองในระบอบนี้มากกว่าระบอบอื่น และเห็นด้วย ว่าเป็นการปกครองของประชาชนโดยประชาชนและเพื่อประชาชน
ข้อ ๒ ยึดมั่นและเชื่อถือในคุณค่าและศักดิ์ศรีของบุคคล ความสามารถของ บุคคลและความเสมอภาคของมนุษย์ เคารพในสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่นในการแสดง ความคิดเห็นโดยการพูด การเขียน การแสดงออกอื่น ๆ ตราบใดที่การปฏิบัติเหล่านั้น ไม่ละเมิดศีลธรรมและเสรีภาพของผู้ใด
ข้อ ๓ เคารพในกติกาของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย หลักการ ตัดสินด้วยเสียงข้างมากโดยมีข้อผูกพันที่ต้องได้รับการปฏิบัติจากทุกฝ่าย ทั้งนี้ต้องเคารพ ในเสียงข้างน้อยด้วย
ข้อ ๔ สนใจในการมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเมืองการปกครองโดยการ ติดตามข่าวสารบ้านเมือง การแสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจหรือกําหนด นโยบายของรัฐบาล
ข้อ ๕ เป็นผู้มีสํานึกในหน้าที่พลเมืองของตนและมีความเชื่อมั่นในตนเอง กล่าวคือจะต้องเชื่อมั่นว่าการเข้าไปมีส่วนร่วมในการเมืองของตนจะมีผลบังเกิดแน่นอน ท่านประธานของเราก็ได้ทําการค้นคว้าในเรื่องนี้ไว้เพื่อเป็นบทความทางวิชาการ
ประเด็นสุดท้ายคือเรื่องที่ท่านเสนอเกี่ยวกับค่าตอบแทนของนักการเมือง ซึ่งท่านกรรมาธิการสมพงษ์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านได้เป็นหัวหอกในการนําเสนอแล้วก็ได้รับ การตอบรับโดยการกล่าวขวัญถึงในหน้า ๑ ของหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ผมเองเห็นด้วยเลย เห็นด้วยว่าค่าตอบแทนของนักการเมืองของบ้านเรานั้นมันต่ําเกินไป มันไม่เหมาะสม กับความรับผิดชอบ ผมได้ไปเปิดกูเกิล (Google) ดูว่าผู้นําทางการเมืองของประเทศสําคัญ ในโลกนี้เขาได้รับค่าตอบแทนกันเท่าไร นายกรัฐมนตรีของประเทศสิงคโปร์เพื่อนบ้านเรา ทางตอนใต้ได้รับค่าตอบแทนคิดเป็นเงินไทยประมาณ ๘๐ ล้านบาทต่อปี อันนี้คือได้ไปเลย เข้าบัญชี ส่วนภาษีก็หักไป แล้วท่านก็ไปทําหน้าที่นายกรัฐมนตรี ๘๐ ล้านบาท ประธานาธิบดี ของสหรัฐเมื่อคืนนี้ผมนั่งดูอยู่ทั้งคืนเลยเป็นห่วงท่านว่าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลัวจะโดน พวกที่เป็นตัวแทนพรรค แปรพรรคก็ออกมาค่อนข้างเรียบร้อย ท่านก็เลยได้รับเสียง อิเลกโทรัลโหวต (Electoral Vote) ได้รับการเลือกเป็นประธานาธิบดีอย่างถูกต้องเมื่อคืนนี้เอง เมื่อสัก ๕-๖ ชั่วโมงที่ผ่านมานี้เอง ได้เกิน ๒๗๐ คะแนนขึ้นไป มีผู้ที่แปรพรรคพวกนี้ จะต้องไปโดนปรับในข้อหาที่มาลงคะแนนไม่เป็นไปตามมติของประชาชน ที่ว่าเสียงข้างน้อย ก็ยังได้น้อย นี่ก็เป็นระบอบประชาธิปไตย ว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะได้รับเงินค่าตอบแทน ในฐานะประธานาธิบดีของสหรัฐอันดับหนึ่งของโลก ๑๘ ล้านบาทต่อปี เมื่อกี้ ๘๐ ล้านบาท ต่อปี อันนี้เหลือ ๑๘ ล้านบาท แต่ท่านได้ประกาศแล้วว่าท่านไม่รับเงินเดือนตัวนี้เพราะท่าน มีอยู่หลายล้าน ๆ บาท นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยจาก ๑๘ ล้านบาท ถ้าเราใส่จุดไป ตรงกลางประมาณ ๑.๘ ล้านบาทต่อปี คือประมาณแสนกว่าบาท ถ้าไปดูตามบัญชีเงินเดือน จาก ๑๒๐,๐๐๐ บาทเศษ ๆ ก็ไม่เกิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท นี่คือค่าตอบแทนของนายกรัฐมนตรี ของไทยซึ่งทําหน้าที่ ผมเชื่อว่าพวกเราตระหนักดีถึงความรับผิดชอบเกินกว่า ๒๔ ชั่วโมง ต่อวันแน่นอน ถ้าเราจะพิจารณาปรับค่าตอบแทนให้กับผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ในบางตําแหน่งให้เหมาะสม ให้ทัดเทียม ทําไมสิงคโปร์จึงเป็นประเทศที่อยู่ทอปทรี (Top Three) ของโลกในแง่ของธรรมาภิบาล ในแง่ของกู๊ดกัฟเวิร์นแนนซ์ (Good Governance) เพราะเขามีการตอบแทน มีระบบที่เหมาะสม แต่ที่สําคัญที่สุดก็คงไม่ใช่เรื่องของเงิน คือเรื่อง ของจิตสํานึก เรื่องของวัฒนธรรม บ้านเรามีวัฒนธรรมทางการเมืองที่เป็นเชิงมุมกลับ เราไป ยอมรับในสิ่งที่มันขัดกับความเป็นประชาธิปไตย ขัดกับอุดมการณ์ที่ดี ขัดกับอุดมคติที่ดี ที่ผมได้อัญเชิญพระบรมราโชวาทมาตั้งแต่ต้นเราถือว่านั่นเป็นสิ่งที่ปฏิบัติกันได้ เราเสียบบัตร แทนกันได้ เรารับสิ่งต่าง ๆ แทนกันได้ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้มันต้องเปลี่ยน – ต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมเหล่านี้ก็ต้องสร้างจิตสํานึก จิตสํานึกสามัญสํานึกเป็นเรื่องที่มี ความสําคัญที่สุด ผมก็ขอขอบพระคุณกรรมาธิการปฏิรูปด้านการเมืองที่ได้นําเสนอเรื่องที่มี ความสําคัญยิ่ง ถึงแม้การศึกษาอาจจะยังไม่ละเอียดเพียงพอแต่ผมคิดว่าก็จะเป็นต้นแบบ ที่จะทําให้เราก้าวไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่ดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเชิญท่านถวิลวดี บุรีกุล ผู้อํานวยการสํานักวิจัย และพัฒนาสถาบันพระปกเกล้า อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิกหมายเลข ๖๑ นะคะ ดิฉันมีประเด็นไม่มากแต่ว่าสิ่งที่สําคัญคือต้องขอบคุณ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองที่ให้ความสําคัญกับเรื่องของ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญมากและดิฉันมีความสนใจ เป็นพิเศษนั่นเอง ทําไมถึงต้องลุกขึ้นยืนพูดในวันนี้เพราะว่าสิ่งที่ท่านเสนอมานั้นเป็นสิ่งที่ล้วน เป็นประโยชน์มากและทําอย่างไรถึงจะนําไปสู่การปฏิบัติได้จริง และเรื่องนี้มีหลายประเด็น ที่เกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นในเวลาอันสั้นดิฉันก็อยากจะมีข้อเสนอเล็กน้อยนะคะ
เรื่องแรกคือคําว่า ผู้นําทางการเมือง เป็นเรื่องของผู้ที่เกี่ยวข้องและมีทักษะ ในทางการเมือง โดยเฉพาะผู้ที่มีตําแหน่งทางการเมือง ดิฉันอยากจะให้เรื่องของการเมือง ในที่นี้ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของการเมืองในระดับชาติแต่ให้รวมถึงการเมืองในระดับท้องถิ่นด้วย เพราะว่ามีความเกี่ยวข้องกันนะคะ เพราะฉะนั้นคําว่า ผู้นํา ก็หมายถึงคนที่จะไปปกครองคนอื่น คนที่จะไปนําขบวนในการบริหารราชการหรือว่าไปคิดไปทําอะไรเพื่อบ้านเพื่อเมืองและสร้าง แรงบันดาลใจให้คนอื่นอีกด้วย เพราะฉะนั้นตรงนี้ทําอย่างไรผู้นําทางการเมืองของเรา จะเป็นผู้ที่นําประเทศไปสู่สังคมสันติสุขสถาพร ดิฉันคิดว่าตรงนั้นเป็นสิ่งที่เราอยากจะเห็น และเมื่อถึงสถานการณ์ที่วิกฤตผู้นําเหล่านั้นต้องสามารถที่จะตัดสินใจในสถานการณ์ ที่ยากลําบากแทนประชาชนได้ และนําประชาชนนําประเทศชาติหลุดพ้นจากภาวะวิกฤตได้ ที่ผ่านมาเราขาดประเด็นนี้และเรายึดมั่นอยู่กับการเมืองเชิงสถาบันจนสุดท้ายไม่มีผู้นํา ทางการเมืองที่สามารถที่จะพาเราออกไปจากวิกฤตได้ ก็ในที่สุดการเมืองจึงมาถึงบัดนี้นะคะ เพราะว่าก็ต้องการคนที่จะมาพาเราไปสู่จุดหมาย แต่ทีนี้สิ่งที่เราอยากจะเห็นไม่ใช่บิสซิเนสแมน (Businessman) เราอยากจะได้สเตทแมน (Statesman) เพราะฉะนั้นคนที่เข้ามาเป็นผู้นํา ทางการเมืองก็ต้องเป็นรัฐบุรุษ เป็นวีรบุรุษในทางการเมืองไม่ใช่คนที่ประสบความสําเร็จ ในทางธุรกิจแล้วสามารถที่จะมาประสบความสําเร็จในทางการเมืองได้เสมอไป ดิฉันคิดว่า ไม่ใช่ เมื่อเป็นเช่นนี้สิ่งที่ท่านเสนอมานั้นก็ถูกต้องแล้วตั้งแต่ก่อนเข้าสู่ตําแหน่ง ระหว่าง ใช้ตําแหน่งและออกจากตําแหน่ง เพราะฉะนั้นก่อนเข้าสู่ตําแหน่งดิฉันคิดว่าโตขึ้นแล้วค่อยมา จัดการศึกษาแต่ว่ามันต้องเริ่มต้นตั้งแต่ออกจากท้องแม่เลย และที่บ้านก็ต้องดูแล เพราะฉะนั้นจะทําอย่างไร ตรงนี้ก็เป็นเรื่องของการศึกษา ท่านเสนอถูกแล้วในเรื่องของ การศึกษาของพลเมืองหรือซิวิกเอดูเคชัน (Civic Education) แต่ว่าทําอย่างไรให้เป็นจริง ดิฉันยังเห็นว่าเราพูด ๆ แต่สุดท้ายมันไปไม่ถึงจุดหมายนะคะ ก็สนับสนุนข้อเสนอของท่าน สปท. เลิศรัตน์ที่มีข้อเสนอในรูปแบบของเยอรมันนะคะ แต่ทีนี้ก่อนเข้าสู่การเมืองดิฉันเห็น ด้วยในเรื่องของการตรวจสอบ เรื่องของการเสียภาษี ซึ่งตรงนี้จะเป็นความจริงหรือไม่และเรา ก็ต้องคอยดูกันว่าคนที่จะเข้าสู่การเมืองไม่ใช่แค่มีอายุถึงเกณฑ์หรือว่ามีถิ่นพํานักอยู่ในพื้นที่นั้น แล้วก็สมัครเข้ามาเป็นผู้สมัครได้แล้วก็มาเป็นนักการเมืองได้ แต่ว่ามันจะต้องมีการเตรียมการ มีคุณสมบัติ มีการศึกษา มีทักษะ และที่สําคัญมีจิตใจของความเป็นมนุษย์ที่จะทําหน้าที่ ทางการเมืองได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ความสามารถเหล่านั้นมีหรือไม่ ความสามารถภายใน และความสามารถภายนอกตรงนี้ ระหว่างใช้อํานาจเมื่อเข้าสู่อํานาจแล้วก่อนที่จะเข้าสู่ อํานาจดิฉันคิดว่าองค์ประกอบสําคัญที่ท่านมองอยู่คือท่านมองเรื่องพรรคการเมือง ดิฉันเห็นด้วย และประเด็นหนึ่งที่ท่านอาจจะยังไม่ได้พูดถึงก็คือมาตรา ๙๐ ของร่างรัฐธรรมนูญที่เราลงประชามติกันไป ในเรื่องของพรรคการเมืองใดส่งผู้สมัคร รับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งแล้ว ให้มีสิทธิส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อได้ อันนี้โอเค (Okay) สําหรับวรรคหนึ่ง แต่ว่าวรรคที่ดิฉันอยากจะให้เน้นคือวรรคสาม การจัดทําบัญชีรายชื่อตามวรรคสองต้องให้ สมาชิกของพรรคการเมืองมีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วย อันนี้ท่านเสนอไว้ชัดเจนว่า ให้สมาชิกพรรค ให้ประชาชนมาช่วยกันคิดว่าใครควรจะเป็นผู้แทนของเขาแต่ท่านลืมสิ่งที่ ดิฉันจะพูดต่อไปนี้ เราจะต้องคํานึงถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคต่าง ๆ และความเท่าเทียมกัน ระหว่างชายและหญิง อันนี้เป็นเรื่องของความเสมอภาค ตัวอย่างของการเมืองในประเทศ ฟิลิปปินส์ที่เพิ่งมีการเลือกตั้งไป ในเรื่องของบัญชีรายชื่อเขาเปิดโอกาสให้มีพรรคการเมืองเล็ก พรรคการเมืองน้อย ไม่ใช่จํากัดเฉพาะพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่มีคนเยอะ มีกําลังเยอะ แต่ว่าพรรคการเมืองเล็ก ๆ ก็สามารถส่งผู้สมัครได้ ก็เป็นที่มาของการเมืองแบบพหุนิยมนะคะ อันนั้นเป็นสิ่งที่ดีสําหรับระบบพรรคการเมืองที่หลากหลาย ทําอย่างไรเราถึงจะเปิดโอกาส ตรงนี้ได้ แล้วก็บทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นจะเป็นจริงได้ดิฉันคิดว่าท่านลืมนะคะ ในระหว่างใช้บทบาททางการเมือง พรรคการเมืองก็ต้องมีมาตรฐานจริยธรรม มีคุณธรรม แต่ดิฉันสงสัยว่าพอถึงเวลาแล้วนักการเมืองไม่มีคุณธรรม พรรคการเมืองกล้าไล่ออกไหมคะ อันนี้สําคัญนะคะ แล้วในสภาวะที่ยุ่งยากเขาตัดสินใจอย่างไร แล้วเขามีธรรมาภิบาลมากน้อยแค่ไหน สํานึกรับผิดชอบมีมากน้อยแค่ไหน เมื่อถึงเวลาที่จะต้องโหวตหรือตัดสินใจ ตัดสินใจ เพื่อประโยชน์ใคร เพื่อประโยชน์สาธารณะหรือเพื่อประโยชน์ของพรรคและพวก ตรงนี้สําคัญมากทําอย่างไรเราถึงจะฝึกคนให้เป็นนักการเมืองที่ดีและเป็นผู้นําทางการเมืองที่ดี นอกจากนี้ผู้นําทางการเมืองต้องมีทั้งบารมีและความซื่อตรง ที่เขาเรียกว่าต้องมีคาริสมา (Charisma) และต้องมีอินเทกริตี (Integrity) ดิฉันสนใจคําว่าอินเทกริตี (Integrity) หาคําแปลยาก แต่เอาเป็นว่าความซื่อตรงไม่ใช่แค่ซื่อสัตย์ เพราะโจรก็ซื่อสัตย์ต่อหัวหน้าโจรได้ โหวตก็ตามหัวหน้าสั่งได้ แต่ว่าคนที่มีความซื่อตรงนั้นจะมีความเข้าใจว่าอะไรถูกต้อง ตามทํานองคลองธรรมและอะไรเป็นสิ่งที่ว่าถูกแล้วกล้าที่จะยืนขึ้นบอกว่าอะไรถูก อะไรผิด ทําอย่างไรเราถึงจะมีนักการเมืองแบบนั้น ดิฉันคิดว่าตรงนี้เป็นเรื่องที่ท้าทายมาก และหลังจากนั้นเมื่อออกจากการเมืองแล้วเราสามารถตรวจสอบได้หรือไม่ เพราะฉะนั้น สังคมภายนอกต้องสามารถตรวจสอบได้ กลไกในการตรวจสอบท่านก็บอกว่าต้องมีการ ควบคุมตรวจสอบได้อย่างนั้น อย่างนั้น อย่างนั้น แต่สุดท้ายตรวจสอบกันได้จริงหรือไม่ ในพรรคตรวจสอบกันก่อนได้หรือไม่ ก่อนที่จะเข้าสู่สมาชิก การเป็นสมาชิกและการเลือก แล้วเมื่อเข้าไปดํารงตําแหน่งแล้วจัดการได้หรือไม่ ตรงนี้อีกเรื่องหนึ่งนะคะ และที่สําคัญ เขาจะดูแลประโยชน์ระยะยาวของชาติได้หรือไม่ นี่คือสิ่งที่ผู้นําทางการเมืองจะต้องมี ดิฉัน ก็อยากจะสรุปสั้น ๆ ว่าทําอย่างไรเราถึงจะมีมาตรฐานขั้นต่ําของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองออกมาให้เห็นเพื่อที่จะให้ประชาชนได้มีเช็กลิสต์ (Checklist) ได้ว่าคนนี้ เหมาะสมหรือไม่ ไม่ใช่เพียงอายุถึงหรือว่าเป็นลูกของเจ้าของพรรค แต่ว่ามีความสามารถจริง และสามารถที่จะมีความเข้าใจหัวอกของคนเล็กคนน้อย แล้วก็เข้าใจปัญหาของผู้คน มีการศึกษาที่เหมาะสม มีการสื่อสารสาธารณะได้อย่างถูกต้อง มีการเชื่อมประสาน มีเครือข่ายในการทํางานเพื่อสังคมและในหลายประเทศเขามีการเตรียมการที่สําคัญว่า การที่จะเป็นนักการเมืองนั้นจะต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง แต่บ้านเราไม่ค่อยมี อยู่ ๆ ก็เอาใคร ขึ้นมาเลย ตรงนี้เป็นสิ่งที่สําคัญว่าเราจะทําได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นกว่าจะเป็นนักการเมือง ท่านเป็นอาสาสมัครมามากน้อยแค่ไหน มีจิตใจสาธารณะมากน้อยแค่ไหน แล้วท่านมี อัตตานัง อุปมัง กเร หรือไม่ ก็คือมีการเอาใจเขามาใส่ใจเราหรือไม่ว่าคนเล็กคนน้อย หรือประชาชนทั่วไปเขาก็ห่วงกังวลและเดือดร้อนกับการกระทําของท่านเหมือนกัน ดิฉัน ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการชุดนี้ที่เอาเรื่องที่สําคัญขึ้นมาเสนอในวันนี้ ขอบพระคุณค่ะ
(รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง) : ขอบคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านวันชัย สอนศิริ ทนายความ ตําแหน่งหัวหน้า สํานักงาน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เรียนเชิญค่ะ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สปท. วันชัย สอนศิริ ท่านประธานครับ ผมเป็นกรรมาธิการอยู่ในคณะนี้ แต่ที่ขึ้นมาอภิปรายนี้ มีข้อสังเกตบางประการที่จะเติมแล้วก็เสริมต่อท่านกรรมาธิการว่าในการคิดเรื่องนี้เสนอ ต่อที่ประชุมนั้นมีจุดเด่น จุดดีในสิ่งใดบ้าง ท่านประธานครับ ถ้าเราจะพิจารณาจากเอกสาร หน้า ๑๒ จะเห็นได้ว่ามีการปฏิรูปใน ๔ เรื่อง
เรื่องแรกนั้นก็คือในการคัดกรองและตรวจสอบคุณสมบัติ ประเด็นนี้ผมจะ ไม่อภิปรายในเรื่องนี้มากนัก ทั้งรัฐธรรมนูญและข้อเสนอของท่านกรรมาธิการก็ว่าไว้แล้ว
เรื่องที่ ๒ เรื่องการปฏิรูปการควบคุมตรวจสอบจริยธรรมคุณธรรม และการปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง ประเด็นนี้ผมจะอภิปรายมากแล้วก็อภิปรายชี้ให้เห็นจุดเด่นจุดดีของ คณะกรรมาธิการชุดนี้ว่าควรสนับสนุนประการใด
เรื่องที่ ๓ นั้นมาตรการในการส่งเสริมสนับสนุนและพัฒนาผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง
เรื่องที่ ๔ ค่าตอบแทน แต่ละเรื่องนั้นมีหลายท่านอภิปรายไปแล้ว ผมอยากจะพูดเกี่ยวกับเรื่องปฏิรูปการควบคุมตรวจสอบจริยธรรมและคุณธรรมในหน้า ๑๓ ท่านประธานครับ เรามักจะพูดกันตลอดเวลาในหลายเรื่องหลายประเด็น ที่เรามาพูดกัน เรื่องการปฏิรูป เรื่องการแก้ปัญหา เรื่องนั้นเรื่องนี้ และเราก็มาสิริรวมว่าอยู่ที่คน ทั้งหมด อยู่ที่คนแก้ที่คนได้และทุกอย่างดีเรามักจะพูดกันอย่างนั้น และอันหนึ่งที่เรามักจะพูดกันอยู่ ตลอดเวลาเรื่องคุณธรรมจริยธรรม และเรื่องคุณธรรมจริยธรรมผมในฐานะที่เป็นคนหนึ่ง ที่มีโอกาสไปอธิบายไปพูดไปให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องคุณธรรมจริยธรรมในหลายองค์กร ในหลายสถาบัน ท่านประธานครับ ทุกองค์กร ทุกสถาบัน ทุกหน่วยงานมักจะมีเรื่องคุณธรรมจริยธรรม เรื่องจรรยาบรรณกําหนดไว้ทั้งสิ้น แต่ท่านประธานเชื่อไหมครับส่วนใหญ่เป็นหนังสือเก็บไว้ เสียบไว้ในโต๊ะเอาไว้หนุนหัวนอนอย่างนั้นแหละครับ แม้กระทั่งผู้บริหารตลอดจนเจ้าหน้าที่เอง ก็ยังไม่รู้ว่าคุณธรรมจริยธรรมขององค์กรของตัวเองนั้นคืออะไร และการกระทําอย่างไร ผิดคุณธรรมจริยธรรมหรือไม่ ไป ๆ มา ๆ มันก็เหมือนตู้พระไตรปิฎกเป็นคัมภีร์ไบเบิล ไม่ได้อ่านไม่ได้ดูกันหรอกครับแล้วก็เก็บไว้อย่างนั้น เวลามีเรื่องมีราวเรื่องผิดคุณธรรมจริยธรรม ก็เกี้ยเซี้ยกันเลิก ๆ กันไป เอาละครับผมเห็นว่าคณะกรรมาธิการชุดของผมโดยท่านสมพงษ์ เป็นประธานอนุกรรมาธิการ ท่านได้พูดเรื่องนี้ไว้ละเอียดและผมชอบใจครับท่านประธาน คือ อย่างไรครับท่านไม่ได้พูดเรื่องคุณธรรมจริยธรรมแล้วลอย ๆ ไปเหมือนที่คนอื่นพูด เวลาพูด ไปแล้วมันลอยเหมือนกันครับท่านสมพงษ์รวมทั้งตัวผมเอง ท่านประธานเสรีเอง ท่านวิทยาเอง เป็น ส.ว. เป็น ส.ส. กันมา เราจะเห็นได้เลย ส.ส. เมาแอ๋ในสภา ท่านวิทยาทําอะไรได้ นั่งดูคลิป (Clip) ดูหนังโป๊กันนี่ทําอะไรได้ บอกไม่ผิดกฎหมายนี่ ไม่มีข้อบังคับกําหนดนี่ นั่งหลับ กันอยู่อย่างนี้ ทั้งหมดเหล่านี้มันเป็นเรื่องของคุณธรรมจริยธรรมทั้งสิ้น ผมเองก็เคยเป็น กรรมการจริยธรรมในวุฒิสภา เวลามีเรื่องมีราวร้องเรียนกันขึ้นมาท่านประธานครับ เอาจาก ข้อเท็จจริงและกําลังดูวิธีการปฏิรูปของเขา เวลามีเรื่องร้องเรียนกันขึ้นมาเอ้อเร้อเอ้อเต่อกันจนหมดสมัย ๓ ปี ๔ ปีแล้วผมยังไม่แน่ใจเลย ครับท่านประธานว่าได้มีการสอบสวนแล้ว พิจารณาแล้ว ตัดสินแล้ว วินิจฉัยแล้ว และถามว่า ได้มีการลงโทษนักการเมืองคนใด อย่างไร ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. หรือ ส.ว. หรือไม่ แทบจะพูดเลยครับ ไม่มี เมาแอ๋กันกลางสภานี้ผมว่าขัดจริยธรรมอย่างยิ่ง แต่เราก็ไม่เคยทําอะไรได้ ยิ่งตัวใหญ่ตัวโต อยู่ในพรรคการเมือง ล่อรองเท้าขว้างกัน ด่าพ่อล่อแม่กัน เราก็ไม่เคยทําอะไรกันได้ครับ ที่แล้วมานั้นเรามีการพิจารณากัน โอ๊ย เอ้อเร้อเอ้อเต่อกันอยู่เป็นปีครับ และกว่าจะตัดสินกันมา ก็ไม่ได้มีอะไรเลยเป็นชิ้นเป็นอันครับ ผมจึงเห็นด้วยในข้อ ๔ ที่มีการปฏิรูปโดยท่านประธาน อนุกรรมาธิการเสนอมาและกรรมาธิการเห็นด้วยก็คือเพื่อให้การพิจารณาไต่สวนข้อเท็จจริง และการพิจารณาวินิจฉัยการกระทําฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพครับท่านประธาน บ้านเมืองเราที่มีการโกงกินทุจริตคอร์รัปชัน เวลาทุจริตซื้อสิทธิ ขายเสียง ไม่แรง ไม่เร็ว อืดอาดจนหมดวาระ จนหมดตําแหน่งหน้าที่กัน นี่แหละครับผมจึงเห็นด้วยว่าต้องรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เขาเขียนไว้เลยว่า ๑ ๒ ๓ ๔ ดีมากครับ ที่กําหนดไว้เลยว่าตั้งแต่ยื่นเรื่อง ตั้งแต่พิจารณาควรจะกําหนดระยะเวลา ให้เสร็จสิ้นเมื่อไร ไม่ใช่เป็น ส.ส. ถูกร้องเรียนหรือเป็น ส.ว. ถูกร้องเรียน ปีสุดท้ายครับ ท่านประธานครับ แช่กันไปแช่กันมา อ้าวหมดวาระแล้ว เลิกกัน เพราะเรามีความรู้สึกว่า ไม่เป็นอะไรเดี๋ยวก็หมดวาระแล้ว ผมเจอมาชั้นปลาย ๆ นี้ก็เคยเจอแบบนี้ เพราะฉะนั้น เขาดีครับ เขียนไว้ชัดเลยว่าต้องกําหนดระยะเวลานะ ยื่นแล้วต้องเมื่อไร ต้องพิจารณาเมื่อไร และต้องเสร็จเมื่อไร และยังมีมาตรการในการควบคุมกํากับให้ปกป้องคุ้มครองประชาชน ผู้ร้องเรียน ไม่อย่างนั้นบางคนจะร้องเรียนนักการเมืองนี้ก็กลัวอยู่แล้วท่านประธานครับ แต่นี่เขามีมาตรการและที่สําคัญที่สุดผมไม่แน่ใจว่าคิดได้อย่างไรครับ เป็นนวัตกรรมใหม่เลย เป็นการเชนจ์ อินโนเวชัน ไอเดียลิซึม (Change Innovation Idealism) แล้วก็เป็นฟรีดอม (Freedom) นํามาซึ่งความสําเร็จจริง ๆ ครับ เพราะอะไรครับ ท่านประธานโดยท่านสมพงษ์ ลองดูหน้า ๑๓ ข้อ ๔.๕.๑ คิดได้ดีมากครับท่านประธานครับ เพราะอย่างไรครับ ท่านประธาน เพราะปกติแล้วเวลาจะมีคณะกรรมการจริยธรรมหรือคณะกรรมการ ที่พิจารณาเกี่ยวกับเรื่องที่ร้องเรียนนี่เป็น ส.ส. ก็เป็น ส.ส. เป็น ส.ว. ก็เป็น ส.ว. แล้วท่านประธานลองคิดดูสิครับ ที่เขาพูดกันมาโดยตลอด แมลงวันย่อมไม่ตอมแมลงวัน เพราะฉะนั้นองค์กรอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นอัยการ ไม่ว่าจะเป็นศาล ไม่ว่าจะเป็นทนายความ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์เดี๋ยวนี้เขามีคนภายนอกมาเข้าไปส่วนผสมในกรรมการนั้น แต่ปรากฏว่า กรรมการจริยธรรม คุณธรรมของ ส.ส. ส.ว. ครับท่านประธาน ส.ส. ก็เป็น ส.ส. หมด ใช่หรือเปล่าครับท่านวิทยา น่าจะใช่ แต่ ส.ว. นี่ผมเห็นผมเคยเป็น แล้วก็เป็น ส.ว. หมดครับ ท่านประธาน ไป ๆ มา ๆ ความรู้สึกอารมณ์วิธีคิด อย่างไร ๆ มันก็พวกกันแล้วยิ่งอยู่กันมา ๒ ปี ๓ ปี แต่วิธีคิด ของท่านประธานอนุกรรมาธิการสมพงษ์ท่านบอกว่าควรจะมีกรรมการจริยธรรมนั้น เป็นทางการเมืองโดยภายในทางการเมืองครึ่งหนึ่ง แล้วก็มีกรรมการซึ่งมาจากบุคคลภายนอก ครึ่งหนึ่ง คิดได้อย่างไร เอาอะไรมาคิด คิดแล้วมันเกิดการเปลี่ยนแปลง คิดได้ดีมาก ผมถึงบอกอยากให้มีอยากให้ทํา พอมีคนภายนอกมาคนภายในก็เกร็งแล้วก็เกรงใจ มันจะทํา ให้เกิดความเป็นธรรมมีการพิจารณาเรื่องคุณธรรมจริยธรรมของนักการเมืองแบบโปร่งใส ตรวจสอบได้ จึงถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญ ผมอยากกราบเรียนต่อท่านประธานเป็นประการสุดท้าย ว่าเรื่องผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองนั้นเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศได้นักการเมืองดี ทํางานดี มีคุณธรรม มีจริยธรรม เรื่องอื่นที่เราพูดกันแทบจะหมดไปแล้ว แต่อันหนึ่งที่จะควบคุม นักการเมืองได้ดีที่สุดครับท่านประธาน ใจ คุณธรรมจริยธรรม บางคนบอกว่าผิดกฎหมาย บางคนบอกทั้งชีวิตไม่เคยทําผิดกฎหมาย ไหนเห็นผมทุจริตร้องเรียนมาสิครับ เห็นผมทําผิด อะไรฟ้องมาสิครับ ไหนระเบียบข้อบังคับผมไม่ผิด แต่มันเป็นเรื่องความรู้สึกทางใจว่า ความรับผิดชอบอะไรควร ไม่ควร อะไรเหมาะ ไม่เหมาะ อะไรควรทํา ไม่ควรทํา ตรงนี้คณะกรรมาธิการชุดนี้ได้ทําการปฏิรูปในเรื่องนี้ไว้และเห็นว่าเป็นการเปลี่ยนแปลง ผมจึงขึ้นมาอภิปรายสนับสนุนแล้วก็อยากให้ที่ประชุมได้โปรดพิจารณาในเรื่องนี้ ซึ่งผมอ่าน ดูแล้วว่าดีมากขอสนับสนุนครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสํานักงาน ประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน มีเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ด้วยนะคะ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ มี ๒ เรื่อง เรื่องที่ ๒ ผมเตรียมเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) มาแล้ว แต่เรื่องนี้ไม่รู้จะทํา เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) อะไร เพราะว่าจะเอารูปนักการเมืองหรืออะไรอย่างไร ลงก็ลําบากมาก ก็เลยจะขออนุญาตอภิปรายด้วยวาจา ปรัชญาเมธีท่านหนึ่งกล่าวไว้นานแล้ว ว่าประชาชนเป็นอย่างไร นักการเมืองก็เป็นเช่นนั้น ทุกชาติบ้านเมืองในโลกนี้ ๑๗๗ ประเทศ ก็ยังเป็นเช่นนั้นยังได้อยู่และผมก็ชอบคํากล่าวอีกคําหนึ่งนะครับ เป็นคํากล่าวหรือเป็น ปรัชญาขององค์กรหนึ่งของประเทศไทยสังกัดสํานักนายกรัฐมนตรีว่าเปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น เดี๋ยวนี้ท่านก็ยังใช้อยู่ในกรมนี้นะครับก็ประทับใจผม ผมอยากกราบเรียนว่า คําว่านักการเมืองมันเป็นคําที่ประชาชนรวมทั้งพวกเราหลายท่านในที่นี้ ผมไม่ได้หมายความว่า ทุกท่านนะครับ มีความรู้สึกว่าเป็นภูมิแพ้แล้วก็มองว่านักการเมืองเกิดมาก็เลวไปหมด แต่ผมว่าไม่ใช่เช่นนั้น นักการเมืองที่ดี ๆ ก็มีในอดีตของประเทศไทย แต่ว่ารายงานของท่าน ทํามาทั้งหมดสั้น ๆ กระชับ ข้อเสนอมี ๔ ข้อในรายละเอียดร้อยแปดจิปาถะ ผมเห็นด้วย ทุกข้อและผมอยากจะกราบเรียนว่าผมอยากเสนอให้มีการบัญญัติศัพท์คําว่านักการเมืองเสียใหม่ ถ้าผมเป็นคนบัญญัติได้ผมจะบัญญัติว่า นักการเมือง แปลว่าบุคคลที่เสียสละเพื่อการพัฒนาประเทศ ไม่ใช่นักการเมืองคือผู้ต่อสู้ทางการเมืองถูกไหมครับ ให้ได้มาซึ่งอํานาจและฉันจะได้มีความสุข ถามว่าผมเสนออย่างนี้เสนอทําไม ถ้าเราพูดอะไร บวก บวก บวก เหมือนเราบอกกับลูกตั้งแต่ อยู่ในท้องได้เดี๋ยวนี้เขาสามารถพิสูจน์ได้ เธอเกิดมาจงครบอาการ ๓๒ เป็นคนดีของพ่อแม่ ของชาติบ้านเมืองทุกวัน ๆ รวมทั้งให้ลูกในท้องฟังเพลงที่ไพเราะหรือฟังพระสวดมนต์ ลูกเกิดมาดีทุกคนเลยท่านลองไปดูได้และผมทดลองให้เจ้าหน้าที่ผมทํามาแล้วนะครับ ที่ผมเสนออย่างนี้ก็อยากจะกราบเรียนว่าปัจจุบันนี้นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผมว่าคนที่จะเข้า สู่ตําแหน่งทางการเมืองทั้งหลายไม่ว่าจะเรียกชื่ออะไรก็ตามจะดีวันดีคืนเพราะมีกฎหมาย หลายฉบับตั้งแต่กฎหมายรัฐธรรมนูญที่กําลังจะประกาศใช้ ศาลทุจริต เขาขีดเส้นไว้เลยว่าคน ที่จะมาต่อสู้ทางการเมืองหรือทําการเมืองจะต้องประพฤติปฏิบัติอย่างไร แต่อย่างไรก็ตามผม เห็นด้วยกับเพื่อน สปท. หลายท่านที่อภิปรายว่าสําคัญที่สุดก็คือว่าจะทําอย่างไรให้มันมี จิตวิญญาณของการดูแลประชาชน ผมกราบเรียนถามว่าที่ผ่านมามันเป็นเขาเรียก ไฟต์ (Fight) บังคับ ผมรับราชการ ๔๐ ปีแล้วก็อยู่กับนักการเมืองมาเยอะ ผมอยากจะกราบเรียนว่า ผมเคยเป็นนักการเมือง ผมเป็นประจําสํานักนายกรัฐมนตรีสมัยท่านศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อผมอายุ ๒๗ และถามว่าแล้วอย่างไรรู้เรื่องไหม ก็พอรู้เรื่อง เมื่อปี ๒๕๑๘ ผมกับพรรคพวกตั้งพรรคการเมืองขึ้นพรรคหนึ่งชื่อว่าพรรคไทย มี ส.ส. ๔ คน และได้เป็นรัฐมนตรีช่วย ๒ ท่าน แต่อันนั้นเป็นเรื่องที่จะบอกว่าที่ผมต้องลุกขึ้นมาพูดก็คือว่า ตลอดเวลาผมเห็นประชาชนถ้าเมื่อไรที่เขายากจนเขามาหา นาย ก สักคนหนึ่งแล้ว นาย ก ให้ข้าวเขาไปกินสักลิตร ๒ ลิตร เขาก็เห็นถึงบุญคุณนี่คือบุญคุณที่ความดีของประชาชน คนไทยคือต้องตอบแทน เมื่อเวลาเขาเจ็บป่วยหาหมอไม่ได้ เขาไม่รู้จะไปพึ่งใครเขาก็มาหา นาย ก อีก นาย ก ก็พาไปหาหมอพร้อมให้ข้าวไปกิน เขาก็นึกถึงบุญคุณ พอเขามีลูกขึ้นมา หาโรงเรียนเรียนไม่ได้ ไปหานาย ก อีก นาย ก ก็พาเขาไปเข้าโรงเรียน ถามว่าถ้าผมเป็นคนคนนั้น เป็นประชาชนคนนั้นผมจะรัก นาย ก ไหม ต่อมา นาย ก พูดอะไรผมก็ต้องเชื่อถูกไหมครับ ผมเชื่อเลยว่านับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจะไม่มีแล้ว เพราะว่ารัฐบาลปัจจุบันนี้กําลังจะทําให้ ประชาชนไม่ยากจน ทุกคนเข้าถึงการบริการของรัฐทุกประการไม่ว่าจะเรื่องของสุขภาพ การศึกษา ในเรื่องของอาชีพร้อยแปดจิปาถะ ผมเลยมั่นใจว่าเมื่อประชาชนมีคุณภาพชีวิต ไม่เจ็บไม่ป่วยแล้วก็มีสิทธิมีเสียงเท่า ๆ กับคนอื่น ไม่เดือดร้อนทั้งตัวเองครอบครัว ผมคิดว่า จะทําให้นักการเมืองในอนาคตไม่ต้องไปทําหน้าที่ที่ไม่ใช่หน้าที่ของนักการเมืองดังในอดีตนะครับ ผมจึงกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าผมเห็นด้วยในรายงานของท่านนะครับ แล้วก็เห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิก สปท. อีกหลายท่านก่อนหน้าผมนะครับ แล้วผมมั่นใจ ฝากท่านกรรมาธิการไปอีกสักข้อหนึ่งว่าขอท่านได้ทําอีกเรื่องหนึ่งก็คือว่าระบบการศึกษาไทย ไม่ว่าจะระดับไหนก็ตามต้องให้เขาได้รับรู้ว่าชีวิตเขาอยู่คนเดียวไม่ได้ในสังคม ชีวิตเขาต้องอยู่ กันเป็นหมู่เหล่าเขาจะอยู่อย่างไรที่จะไม่เอาเปรียบคนอื่น เขาจะอยู่อย่างไรที่จะต้องช่วย ตัวเองให้ได้ เขาจะอยู่อย่างไรที่ไม่ใช่เดือดร้อนขึ้นมาก็ไปแบมือขอคุณพ่อคุณแม่หรือญาติพี่น้อง หรือนาย ก มันมีคําภาษิตซึ่งไลน์ (Line) กันในหมู่พวกเรานี่นะครับ ข้อความเยอะ เรื่องการใช้น้ําว่าวันหนึ่งต้องกินน้ํา ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของร่างกาย เช่นผม ๖๐ ก็กินน้ํา ๓๐ เปอร์เซ็นต์ วันหนึ่งไม่ควรจะเกิน ๑,๘๐๐ มิลลิลิตร หรือเรียกว่า ๑.๘ ลิตร แต่ก่อนจะถึง ตรงนั้นมีความว่านะท่านไปเปิดดูเถอะ เขาเขียนไว้อย่างนี้นะครับผมลอกมา น้ําใสไร้เงาปลา คนใสไร้เงาเพื่อน เท็จจริงท่านอย่าไปบอกผมว่าจริงหรือไม่จริง ท่านลองเอา ปลาไปใส่ในน้ํากลั่นดูสิครับ ผมว่าไม่เกิน ๓ วันตาย แต่สําหรับคนใสไร้เงาเพื่อนนี้ท่านไปคิดเอา จะทําอย่างไรเพียงแต่ว่าจะทําให้เขาอยู่ในระดับที่ดีพอสมควร การช่วยเหลือกันก็ไม่ได้ หมายถึงว่าช่วยเหลือวันนี้เพื่อจะไปโกงในวันหน้า หรือช่วยเหลือวันนี้เพื่อจะให้เขาไปทําในสิ่ง ที่ไม่ถูกไม่ชอบในวันหน้า ก็ฝากท่านกรรมาธิการไว้ว่าเราควรจะไปเริ่มต้นจากการศึกษา การศึกษาในประเทศไทยนี้นะครับ ไม่ใช่ทุกคนให้ไปเรียนในมหาวิทยาลัยต้องเรียนวิชาชีพ คือเน้นการมีงานทําเข้าไว้เรื่องอาชีวศึกษา และในทุกหลักสูตรควรจะมีเรื่องเหล่านี้ ใส่ไป ประวัติประเทศไทย ประวัติการต่อสู้หรือการอะไรต่ออะไรของชาติบ้านเมืองมาในอดีต ทําอย่างไรจะให้เขาใส่ใจในสิ่งเหล่านี้ ผมคิดว่ามันต้องกระทรวงศึกษาธิการด้วย แต่ว่าถ้าเรา ยังมาปฏิรูป ๔ ข้ออย่างเดียวว่านักการเมืองอย่างโน้นอย่างนี้ผมคิดว่าปัจจุบันนี่เอาสูงสุดนะ ของนักการเมืองคือนายกรัฐมนตรีมีรายได้เบ็ดเสร็จไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ทั้งเบี้ยประชุม อะไรเบ็ดเสร็จนี่นะครับ ผมคํานวณดูไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ถามท่านคิดว่าไหวไหมนี่ ไม่ไหวนะ สารพัดที่อยากจะบอกงานมา ใส่น้อยก็ไม่ได้เพราะเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐมนตรี ใส่น้อยก็ไม่ได้ จะใส่ ๑,๐๐๐-๒,๐๐๐ บาทก็ไม่ได้อีกนะครับ ถ้าให้ท่านรัฐมนตรีทั้งหลาย นักการเมืองนี้มีเงินรายได้ที่ชอบมากขึ้นก็จะทําให้ลดสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม ผมก็กราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการด้วยความเคารพเพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ
ขอบคุณค่ะ ยังเหลืออีก ๒ ท่านนะคะ คือท่านชูชัย ศุภวงศ์ และท่าน พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก ต่อไปขอเรียนเชิญท่านชูชัย ศุภวงศ์ อดีตเลขาธิการแพทยสภา อดีตเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน ท่านกรรมาธิการและเพื่อน สมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ ผม นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ สมาชิกหมายเลข ๔๐ ต้องขอแสดง ความชื่นชมกับคณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ที่เสนอเรื่องที่ดีและมีประโยชน์ ทําให้มองเห็น การปฏิรูประบอบการเมืองของไทยในอนาคตอันใกล้ ผมมีประเด็นที่เสนอเพียง ๒ ประเด็นครับ ซึ่งผมคิดว่าเป็นจุดคานงัดที่สําคัญนะครับ
ประเด็นที่ ๑ คือเป็นประเด็นที่ตรงไปที่ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองโดยตรง และผมคิดว่าเป็นความพยายามผลักดันกันมานานนับทศวรรษแล้วแต่ไม่สําเร็จนะครับ แต่มีข้อเสนอของอนุกรรมาธิการชุดนี้ที่ทําให้เห็นว่าอนาคตน่าจะสําเร็จถ้ามีความเสนออะไร ที่ชัดเจนลงไปนะครับ
ประเด็นที่ ๒ เป็นประเด็นที่มุ่งไปสู่ผู้คนในสังคมนี้ซึ่งเป็นเจ้าของประเทศว่า เราจะเปิดโอกาสให้เขามีส่วนในการที่จะพัฒนาความเป็นพลเมืองได้อย่างไร เพราะนั่นคือ คําตอบของประชาธิปไตยทั่วโลกที่จะดํารงความเป็นประชาธิปไตยอย่างคงหลักการ และอย่างยั่งยืนนะครับ
ข้อแรกมีข้อเสนอในหน้า ๑๒ ข้อ ๕ ตามเอกสารที่เสนอ คือเรื่องแสดงแบบ รายการภาษีเงินได้ย้อนหลัง ๓ ปี ผมคิดว่าเมื่อกี้ท่านอดีตกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ๒ ท่าน คือท่านเลิศรัตน์กับท่านถวิลวดีและรวมทั้งผมด้วยนะครับ ซึ่งเป็นความพยายาม ยกร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ และมาถึงชุดของท่านอาจารย์บวรศักดิ์ก็เสนอตรงนี้เข้าไปอีก แต่ว่าตอนนี้ความชัดเจนยังไม่ให้เกิดความมั่นใจนะครับว่าเราจะเขียนตรงนี้อย่างไร แต่ผมอยากเรียนอย่างนี้ครับว่าควรจะรวมผู้เข้าไปสู่อํานาจรัฐทั้งหมด ไม่เฉพาะนักการเมือง ระดับชาติ ระดับท้องถิ่นซึ่งมีนับแสนรายนะครับ แต่ว่ารวมองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือองค์อํานาจทั้งหลายเข้าไปด้วยครับ แต่ว่าอยู่ในขอบเขตของคณะกรรมการชุดนี้หรือไม่ อันนั้นเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอีกที
ประเด็นอย่างนี้ครับท่านประธานครับ ถ้าทันทีมีการกําหนดลงไปให้ชัดเจน ในกฎหมายนะครับ ไม่ใช่ข้อบังคับพรรคนะครับ ในกฎหมายพรรคการเมืองหรือกฎหมายอื่น ที่เกี่ยวข้องว่าจะต้องมีการแสดงแบบรายการภาษีเงินได้ย้อนหลัง ๓ ปีพร้อมกับแสดงบัญชีทรัพย์สิน แสดงบัญชีทรัพย์สินอย่างเดียวไม่ได้ผลนะครับ ในอดีตที่ผ่านมาชัดเจนว่าไม่ได้ผล แต่ว่าถ้าแสดง ๒ อย่างควบคู่กันไปแล้วไม่สามารถอธิบายความเชื่อมโยงที่มาของรายได้ ทรัพย์สินกับภาษีได้ อันนี้เป็นเรื่องใหญ่นะครับ ในบางประเทศถือว่าเป็นอาชญากรรมเลย ทีเดียว ตรงนี้ขอให้เสนอลงไปให้ชัดเจนนะครับ ข้อบังคับพรรคไม่เพียงพอครับ ถ้าผมเข้าใจผิด ก็ต้องขออภัยนะครับ
สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือคนนับแสนคนที่พร้อมจะเข้าไปลงสมัครรับเลือกตั้ง จะต้องยื่นหลักฐานอย่างที่ว่ามา จะมีคนจํานวนหนึ่งที่สกรีน (Screen) หรือคัดกรองตัวเอง ออกไปด้วยเหตุที่ว่าถ้าตรวจพบว่าไม่สอดคล้องกันหรือรายงานไม่ครบถ้วน หรือรายงานเท็จ ก็ต้องจบชีวิตทางการเมืองครับ เพราะว่าถ้าไปดูในรัฐธรรมนูญก็เขียนลักษณะทิศทางทํานองนั้น อันนี้มีประโยชน์มาก แล้วผมอยากขอความกรุณาให้คณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ผลักดันเรื่องนี้ ให้สุดทาง ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ท่านประธานอนุกรรมาธิการเป็นนักการเมืองย่อมเสนอ เรื่องอย่างนี้ออกมา ย่อมเห็นความสําคัญและย่อมเห็นว่าอันนี้เป็นจุดคานงัดอย่างไร ผมจะเอาใจช่วยนะครับ แล้วก็พยายามติดตามดู เพราะว่าตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ มาแล้ว แล้วก็ฉบับ ชุดอาจารย์บวรศักดิ์ ผมเองพยายามผลักดันด้วย ร่วมกับท่านอื่นแต่ยังไม่สําเร็จครับ ก็หวังเอาใจช่วยท่านว่าจะเกิดผลนะครับ
ประเด็นที่ ๒ อยู่ในหน้า ๑๕ ข้อ ๔.๓ (๑.๑) ครับ เรื่องซิวิกเอดูเคชัน (Civic Education) ตอบว่าเป็นการฝึกอบรมความเป็นพลเมือง ผมคิดว่าเขียนเรื่องการ ฝึกอบรมความเป็นพลเมืองอาจจะไม่พอครับ ถ้าเราใช้ภาษา ขออนุญาตที่จะเอ่ยถึงดอกเตอร์ ปริญญา เทวานฤมิตรกุล นะครับ ท่านเขียนบทความเรื่องการศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง ท่านใช้คํานี้ครับ การศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง ซิวิกเอดูเคชัน (Civic Education) แล้วก็ชื่อรองต่อไปก็คือพัฒนาการเมืองไทยโดยสร้างประชาธิปไตยที่คน ที่คนก็คือพลเมือง ที่ผู้คนที่อยู่บนแผ่นดินสยามนี้ครับ ถามว่าทําอย่างไร ผมคิดว่าบางท่านอาจจะแย้งว่า เดิมเรามีวิชาหน้าที่พลเมือง เราเอาวิชาหน้าที่พลเมืองกลับมา เรื่องวิชาหน้าที่พลเมืองก็ดีครับ แต่ไปยกเลิกเสีย แต่ว่าไม่พอครับ ถ้าไปศึกษาดูแล้วบ้านเมืองพัฒนามาไกลมาก เพราะฉะนั้น การสร้างความเป็นพลเมืองในบทความนี้เขียนไว้ชัดเจนนะครับว่า ๖ ประการด้วยกัน ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตที่จะลําดับภาพให้เห็นชัดว่าถ้าคนที่อยู่ในแผ่นดินนี้ มีความเป็นพลเมืองเขาจะมีหน้าตาเป็นอย่างไรครับ มี ๖ ด้านด้วยกัน
ข้อที่ ๑ คือเข้าใจระบอบประชาธิปไตยและมีส่วนร่วม คําว่า และมีส่วนร่วม มีความหมายมาก หมายถึงประชาธิปไตยโดยการมีส่วนร่วมนะครับ ไม่ใช่ประชาธิปไตย โดยการ ๔ ปี เข้าไปคูหา ๔ นาที นั่นคือประชาธิปไตยโดยการเลือกตั้ง อันนี้จะทําให้ ความเข้าใจเรื่องประชาธิปไตย การปกครองโดยกฎหมาย เคารพกติกา ไปเลือกตั้ง และมีส่วนร่วมในบ้านเมืองนะครับ
ข้อที่ ๒ คือรับผิดชอบต่อสังคม รับผิดชอบต่อสังคมนี้เรื่องใหญ่ อันนี้ถ้ามี ความถนัดว่าเป็นสมาชิกคนหนึ่งของสังคม ไม่ใช่ใช้สิทธิเสรีภาพตามอําเภอใจและมีส่วนร่วม ในการแก้ปัญหา อันนี้หัวใจของความเป็นพลเมืองคือรับผิดชอบต่อสังคม
ข้อที่ ๓ คือเคารพสิทธิผู้อื่น เคารพสิทธิผู้อื่นนี้ไม่ใช่ใช้สิทธิเสรีภาพของตนไป ละเมิดสิทธิเสรีภาพผู้อื่น บางครั้งบ้านเราอ้างสิทธิเสรีภาพเกินความพอดีไปเยอะเลยนะครับ ถ้าเทียบเคียงกับเพื่อนบ้านในอาเซียนเราเห็นชัดเจนว่าบ้านเราไปไกลเกินกว่าเขาเยอะเลย
ข้อที่ ๔ คือยอมรับความแตกต่าง อันนี้ความยอมรับความแตกต่างคือความ เคารพผู้อื่นในความเห็นที่แตกต่างกัน ต้องมีความอดทน อดกลั้น
ข้อที่ ๕ สําคัญมากครับ เห็นคนเท่าเทียมกัน แปลไทยเป็นไทยก็คือเห็นความ เป็นมนุษย์ของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันว่าไปแล้ว อันนี้ผมเชื่อว่าเป็นพื้นฐานของศาสนาทุกศาสนา แต่ว่าในฐานะที่เราเป็นชาวพุทธเราก็เข้าใจชัดเจนว่าเจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้และทําการปฏิวัติ เพื่อให้คนเท่าเทียมกันไม่ว่าวรรณะไหนเข้าไปเมื่อไปอยู่ภายใต้ร่มบวรพระพุทธศาสนาแล้วก็ เสมือนเท่าเทียมกันไปหมด
ข้อสุดท้ายมีอิสรภาพและพึ่งตนเองได้ อันนี้ก็แก้ปัญหาระบบอุปถัมภ์ ในสังคมไทย ซึ่งเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน แล้วก็ยากเหลือเกินที่จะแก้ไข ๖ ข้อ ๖ ประการ นั้นถ้าถามผมว่าทําอย่างไร แต่คําตอบมีผู้อภิปรายบ้างแล้วว่าให้ศึกษาโมเดล (Model) ของเยอรมันแล้วมาปรับใช้ เขาไม่ใช่บอกว่าให้ไปบรรจุในหลักสูตรการเรียนการสอน หรือไม่ใช่ว่าไปฝึกอบรม แต่ให้ดูทั้งระบบเลย ระบบการสร้างความเป็นพลเมือง ถามว่าทําไม เยอรมันตอนรวมชาติระหว่างตะวันออกกับตะวันตกทําไมไม่เกิดปัญหา ทั้ง ๆ ก็มี ความเหลื่อมล้ํากันหลายทาง คําตอบคือเขามีระบบรองรับในการสร้างความเป็นพลเมืองครับ ท่านประธาน อันนี้ทําให้เยอรมันสามารถที่ดํารงความเป็นชาติเยอรมันโดยที่ไม่มีตะวันตก ตะวันออกให้เหลืออยู่เลยจนบัดนี้ ท่านประธานครับ ผมกําลังสรุปแล้ว และประเด็นต่อมา คนสงสัยถามว่าทําไมผู้ลี้ภัยอพยพเข้าไปในยุโรปประเทศต่าง ๆ เดือดร้อนกันมาก แต่ว่านายกรัฐมนตรีประเทศเยอรมันบอกว่าไม่มีปัญหาเยอรมนีรองรับได้ เพราะเขามีระบบที่ รองรับในการสร้างความเป็นพลเมืองนั่นเองครับ ท่านประธานครับ จุดคานงัด ๒ จุดนี้ อยากเห็นการผลักดันที่เป็นระบบและต่อเนื่องและเห็นผล เราก็จะเห็นประชาธิปไตย การมีส่วนร่วม ประชาธิปไตยท้องถิ่น ประชาธิปไตยจากฐานรากไม่ได้มุ่งเพียงประชาธิปไตย โดยการเลือกตั้งเท่านั้น อนาคตของการปฏิรูประบอบประชาธิปไตยอยู่ตรงจุดคานงัดนี้ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปนะคะ ขอเรียนเชิญท่าน พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก อดีต รองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติอยู่ไหมคะ เชิญค่ะ
พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก : กราบเรียนท่านประธาน และกรรมาธิการด้านการเมืองที่เคารพ กระผม พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๒๔ ท่านประธานครับ ผมต้องขอชื่นชม และขอขอบคุณทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ที่ให้ความสําคัญในเรื่องนี้ โดยเฉพาะความสําคัญคือการที่จะสร้างหรือทําการด้วยวิธีการใด ๆ ก็ตามให้ได้ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองที่อยู่ในหัวใจของประชาชน เป็นที่ยอมรับของ ประชาชนของประเทศชาตินะครับ ตรงนี้สําคัญครับ สําคัญมาก ๆ สําคัญอย่างไรนั้นผมคิดว่าหลาย ๆ ท่านก็ได้อภิปรายไปแล้ว ผมขอเข้าประเด็นที่สําคัญก็คือท่านประธานครับคณะกรรมาธิการได้สรุปไปอย่างดีในเรื่อง ไล่ลําดับมาตั้งแต่สรุปสภาพปัญหาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ๑๐ ข้อที่สําคัญมากนะครับ ใน ๑๐ ข้อนั้นไล่ลงมาโดยเฉพาะข้อที่ ๖ ข้อที่ ๖ ได้พูดถึงว่าประชาชนมีทัศนคติ ต่อนักการเมืองส่วนใหญ่ว่าเป็นผู้ที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องมากกว่าประโยชน์ ของประเทศชาติและประชาชน คือผลประโยชน์ของชาตินะครับ ถึงแม้ว่ามองไม่เห็น แต่มันมีอานุภาพที่ส่งไปถึงลูกหลานแล้วก็ความเป็นไทยที่จะอยู่ในระดับนานาสากลได้นะครับ และส่วนหนึ่งก็เกิดจากอคติหรือมีการเช่นในนี้บอกว่าการโกง การซื้อเสียง หรือธุรกิจ การเมืองอะไรพวกนี้ ท่านประธานครับ ทั้ง ๑๐ ข้อนี้ว่าทางคณะกรรมาธิการได้เสนอวิธีการ ที่ผมเห็นด้วยและขอสนับสนุนจะทําการเปลี่ยนโฉม เปลี่ยนโฉมก็คือเปลี่ยนจากสิ่งที่มีอยู่ให้ดีขึ้น หรือว่าดีเท่าเดิม ๑. ดีเท่าเดิม ดีขึ้น เป็นที่คาดหวังของประชาชนนะครับ ให้ผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองเป็นบุคคลที่พึงประสงค์ของประชาชน ท่านประธานครับเมื่อเร็ว ๆ นี้ผมได้ไป ต่างประเทศ ไม่ใช่เร็ว ๆ ที่ผ่านมา ๒-๓ ครั้งแล้วครับ ในช่วงที่รับราชการอยู่ก็ตามหรือช่วงที่ ผ่านมาก็ตาม เพราะว่าประเทศเรา เขามีคําถาม ๒ ข้อที่จะถามท่านประธานครับ
ข้อที่ ๑ เขาถามว่าผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองของยู (You) เดิมประกอบ อาชีพอะไร เลี้ยงชีพด้วยอะไรมาปัจจุบันถึงเป็นเช่นนี้ ผมก็ยิ้ม ๆ จริง ๆ เขารู้อยู่แล้วนะครับ ว่าประกอบอาชีพอะไรสําคัญที่สุด ทั่วโลกเขารู้นะครับว่านักการเมืองไทยเดิมประกอบอาชีพอะไร แล้วปัจจุบันเป็นอย่างไร แล้วอนาคตจะเป็นอย่างไร ให้ลูกให้เหลนเป็นอย่างไรครับ
ข้อที่ ๒ ผมไปประเทศที่กําลังพัฒนารอบ ๆ บ้านเราเป็นสังคมที่เยือกเย็นสงบ มีทรัพยากรธรรมชาติมาก เป็นสังคมที่เขาอยู่กันแบบใจเย็น ใจดี มีเมตตาธรรม คือฝ่ายที่ สามารถจะเสริมสร้างให้เขาได้เพราะกลุ่มเหล่านี้คือคนไทยซึ่งไปทํามาหากินประกอบอาชีพ ที่สุจริตอยู่รอบ ๆ บ้านเราแล้วก็รักคนไทย แล้วก็มีความสําเร็จในอาชีพ แล้วเขาก็มี ความพึงพอใจในสังคมรอบ ๆ บ้านเรานะครับ เขาก็ยังชื่นชมประเทศเราด้วย ขณะเดียวกัน เขาก็บอกให้ทราบว่าประเทศรอบ ๆ บ้านเรานั้นเขากําลังก้าวหน้าว่าอย่างไร ซึ่งเขาพูดว่า เขาอยู่แบบอย่างที่ว่าผม ๓ ข้อ ใจเย็น ใจดี และมีเมตตาธรรม คําถามที่เกิดจากเขาก็พวกเรา นาน ๆ ไปทีแล้วสามารถที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลอะไรได้บ้างว่าขาดอะไรไหมสังคมอย่างนี้ที่อยู่ เขามาบุกเบิกสังคมต่างชาติที่เป็นที่เชื่อถือนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการท่องเที่ยวอะไร พวกนี้นะครับ พูดง่าย ๆ คือเป็นนักธุรกิจคนไทยที่ดี ๆ แล้วก็ไปสร้างเนื้อสร้างตัวต่างประเทศนะครับ แต่เขาก็ยังรักผืนแผ่นดินไทย ถามว่าท่านประกอบอาชีพมาหลายสิบปีท่านขาดอะไรไหม อยากให้ทางไทยส่งเสริมอะไรไหม เขาบอกว่าก็อย่างนี้แหละครับ หมายความว่าอยากจะให้ ทางไทยนี้ส่งอะไรมาบ้างไหมครับท่านประธาน เขาบอกส่งไปได้ทุกอย่างครับ ยินดีที่จะเอามา ใช้ร่วมกัน แต่สิ่งหนึ่งที่อย่าส่งมาคืออย่าส่งนักเมืองมานะครับ อันนี้เขาพูดจริงท่านประธาน ผมคิดว่าอันนี้คงเป็นข่าวสารทั่ว ๆ ไปที่หลาย ๆ ข้อพูดครับ คือ ๒ ข้อที่ผมยกตัวอย่างมา ก็คือว่าผมไม่ได้อคตินะครับ แต่ว่าสิ่งนี้ผมขอยืนยันว่าเป็นคําพูดที่ผมได้ตรวจสอบมา แล้วก็เป็นคํากล่าว คือ ๑. ประกอบอาชีพอะไร ๒. อย่าส่งนักการเมืองไทยมาที่นี่ ผมสามารถค้นเอกสารพวกนี้ มาได้หมด สิ่งเหล่านี้ผมมาวิเคราะห์ให้ความเป็นธรรมว่าทําไมเขามีกระบวนทัศน์อย่างนี้ กระบวนทัศน์ที่ออกมาจากสมองและมาจากความคิดของเขาเหล่านี้มันบ่มมานานแล้วล่ะ บ่มมานานแล้ว เหมือนผลไม้บ่มมานานแล้ว ทีนี้ท่านประธานครับ ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ยาก ค่อนข้างมาก เพราะประชาธิปไตยมันมีทั้งรูปแบบ มีทั้งวิถีชีวิตซึ่งเราเรียนกันมา ตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ ระบอบประชาธิปไตยเราค่อยเป็นค่อยไป เราพัฒนาในเรื่องของความต่อเนื่องในระบบ พรรคการเมืองที่จะมีสาขาพรรคการเมือง มีสมาชิกพรรคการเมืองแล้วก็สร้างสถาบัน ทางการเมืองให้เข้มแข็งในเรื่องกระบวนการของพรรคการเมืองให้เข้มแข็งนะครับ โดยมีอุดมการณ์ทางการเมืองแล้วก็ปลูกฝังวัฒนธรรมทางการเมืองเหล่านี้ ซึ่งทางกรรมาธิการได้ทําสิ่งนี้ผมก็ขอชื่นชมนะครับ แต่สิ่งหนึ่งท่านประธานครับผมขอสรุปสั้น ๆ ว่าผมได้ทําการตรวจสอบมาว่าผู้นําการเมืองยุคใหม่ควรมีคุณสมบัติที่ดี ๆ และพึงประสงค์ ของประชาชนนะครับ เหมือนอย่างที่ผมเคยพูดว่าข้าราชการที่ดีนั้นคือข้าราชการที่ทําให้ ประชาชนชื่นใจ ทําให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนชื่นใจท่ามกลางความขาดแคลน ท่ามกลาง ความเพียรที่ไม่ท้อถอย เฉกเช่นเดียวกันผมก็ทําการสํารวจว่าผู้นําทางการเมืองยุคใหม่ ของไทยควรมีคุณสมบัติอย่างไรที่เด่น ๆ ครับ จริง ๆ มันมีหลายประการ ผมก็มาทําการสรุป ดึงมาจากสิ่งต่าง ๆ สอดคล้องต้องกันอยู่ ๓ ประการท่านประธานครับ
ข้อที่ ๑ เขาต้องการชูประเด็นเรื่องความซื่อสัตย์ แต่ซื่อสัตย์นั้นเป็นนามธรรม ลอยอยู่ที่ไหนก็ไม่ทราบ ทุกคนก็บอกว่าซื่อสัตย์ สิ่งที่ควรจะทําได้คือที่เราพูด ขออนุญาตพูด ภาษาวิชาการว่าเชิงประจักษ์ เชิงประจักษ์จริง ๆ รู้ครับ อย่างเช่นผมอภิปรายตอนต้นแล้วว่า อาชีพอะไร ๆ พวกนี้รายได้มาจากอะไร อย่างหลายท่านอภิปรายเรื่องเสียภาษีก็ส่วนหนึ่ง หรือว่าสร้างเนื้อสร้างตัว แต่บางท่านอาจจะเป็นผู้ดํารงชีพอยู่ด้วยความพอเพียงอะไรต่าง ๆ ก็รู้นะครับก็ถามว่าความซื่อสัตย์ต้องมีคําตอบว่าเด่นชัดไหม ดูย้อนลงไปนะครับ ซึ่งขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษเรียกว่าพวก ออนเนสตี (Honesty)
ข้อที่ ๒ คือความรับผิดชอบ นักการเมืองยุคใหม่ไม่แก้ตัวครับ อย่าไปแก้ตัว ไม่โทษคนอื่น ไม่ให้ร้ายกัน แล้วก็อย่าตําหนิกัน อย่าใส่ร้ายกัน อะไรผิดพลาดก็ต้องขอโทษ ยอมรับอย่างสมาร์ต (Smart) อย่างสุภาพบุรุษนะครับว่าสิ่งที่ทําผิดต้องทําผิด เพราะว่า สังคมไทยก็เบื่อที่จะมีการแก้ตัวเบี่ยงไปเบี่ยงมานะครับ แล้วก็ไร้ที่พึ่ง ซึ่งตรงนี้เราไม่ต้องการ ความรับผิดชอบ อันนี้ทั้ง ๒ ข้อเป็นแบบไทย ๆ ด้วย แล้วก็เป็นแบบในเชิงวิชาการด้วย
ข้อที่ ๓ ต้องเป็นคนที่มีน้ําใจ อันที่ ๒ เรสพอนซิบิลิตี (Responsibility) ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ อันที่ ๓ คือต้องเป็นคนที่มีน้ําใจ รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย คือเพิ่มค่าของ บุคคลอื่นหรือคณะบุคคลอื่นว่าเขามีความหมาย สิทธิในความเป็นคน สิทธิแห่งความชอบธรรม แม้กระทั่งศัตรูก็ต้องดูว่าเขามีดีอะไรบ้างนะครับ ตรงนี้อธิบายยากว่าเราไปโน้มเอียงให้ใคร หรือไม่ ไม่ใช่ เราต้องเป็นคนที่มีน้ําใจสังคมไทยถึงจะหล่อหลอม หล่อเลี้ยงความเป็นไทย ๆ แล้วก็ ที่เรามีรากเหง้าให้ดํารงต่อไปในความสงบสุขและความปรองดองที่จะเกิดในชาติเรานะครับ ก็ขอให้มีน้ําใจและให้อภัยกันได้ ก็ฝากไว้ ๓ ข้อท่านประธานครับ ซึ่งภาษาอังกฤษทั่ว ๆ ไป เราใช้คําว่าเจเนอรอซิตี (Generosity) กราบขอบพระคุณท่านประธานครับผม
ขอบพระคุณค่ะ มีสมาชิกขออภิปรายเพิ่มอีก ๓ ท่านนะคะ คือท่านชิดชัย วรรณสถิตย์ และท่านกิตติ กิตติโชควัฒนา และท่านสถิตย์ค่ะ ๓ ท่าน ท่านจะขออภิปราย หรือจะขอ ไม่ใช่อภิปรายใช่ไหมคะ เชิญท่านกษิตค่ะ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. อันดับ ๗ ผมอยู่ในกรรมาธิการด้วย แล้วก็ขอใช้สิทธิพาดพิงนิดหนึ่งเกี่ยวกับการเมือง เพื่อจะได้ให้ความกระจ่างแล้วก็ร่วมกันคิดแล้วก็ร่วมกันขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง ประเด็นแรกคือเรื่องนี้เป็น ๑ ใน ๓ เรื่องที่ทางคณะกรรมาธิการได้เสนอเข้ามา ที่สภาแล้ว
คืออันแรกเรื่องเกี่ยวกับการปฏิรูปพรรคการเมืองแล้วก็เรื่องของการส่งเสริม วัฒนธรรมทางการเมือง ซึ่งหลาย ๆ ประเด็นเราได้เคยคุยกันมาหลายเดือนแล้วจนได้ให้ ความเห็นชอบต่อแผนแม่บทว่าด้วยการส่งเสริมวัฒนธรรมการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุข เพราะฉะนั้นในการพิจารณาเรื่องนี้ต้องย้อนไปแล้วก็ ทบทวนเสียนิดหนึ่งว่าได้มีการอภิปรายเห็นชอบแล้วต่อการปฏิรูประบบพรรคการเมืองแล้วก็ ส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองแล้วก็ที่เกี่ยวข้องด้วยคือระบบการเลือกตั้งแล้วก็ภารกิจของ สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง อันนี้เราจะได้ไม่มาพูดซ้ําไปซ้ํามา หรือเสมือนว่า เราไม่ได้เคยคุยกันเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับพรรคการเมือง ที่เกี่ยวกับนักการเมือง แล้วก็การที่ จะพัฒนาระบอบการเมืองของประเทศไทย นั่นเป็นประเด็นแรก
อันที่ ๒ ก็คือว่าการที่จะแก้ไขตรงพรรคการเมืองและนักการเมืองนั้นก็เป็น เรื่องที่จําเป็น แต่ว่าสิ่งที่มันจะสําคัญยิ่งกว่านั้นก็คือประชาชนต้องเข้มแข็งเพื่อเขาจะได้ ควบคุมนักการเมือง พรรคการเมือง ผู้ที่ใช้อํานาจรัฐต่าง ๆ ได้ เพราะฉะนั้นการส่งเสริม วัฒนธรรมทางการเมืองเป็นเรื่องเร่งด่วน ผมก็ได้พูดในสภานี้ว่าเรื่องไปถึงรัฐบาล คสช. แล้ว ยังไม่ได้มีการประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติก็ยังเป็นเอกสารรออยู่ ยังไม่มีการสั่งการใด ๆ อันนี้ แล้ว สปท. ก็จะพ้นไปอีก ๓-๔ เดือนก็หมดอายุแล้ว น่าจะขอความกรุณาท่านประธาน ประสานกับทางฝ่ายรัฐบาลว่าให้เรื่องการส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองซึ่งมีแผนแม่บทแล้ว ให้ได้รับการปฏิบัติการ ในขณะเดียวกันทางรัฐบาลก็ไม่ต่ออายุสภาพัฒนาการเมืองแล้วก็ไม่มี องค์กรกลางที่จะส่งเสริมการเรียนการสอนว่าด้วยวัฒนธรรมทางการเมืองก็จะต้อง มีการขับเคลื่อน คณะกรรมาธิการเราก็คงจะไม่ได้มีโอกาสที่จะเสนอพระราชบัญญัติว่าด้วย การจัดตั้งสถาบันทางการเมืองหรือว่าส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองในเร็ว ๆ วันนี้นะครับ ส่วนคราวนี้นอกเหนือจากให้ประชาชนมีความรู้แล้วระหว่างนี้ที่สามารถจะกระทําได้ คือเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงซึ่งข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ยิ่งรู้มากว่ามีการจัดซื้อจัดจ้าง มีการตัดสินใจโยกย้ายบุคลากร มีนโยบายออกมา ยิ่งให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วม ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์และได้ร่วมตัดสินด้วย มันก็เป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งของ ประชาชน ไม่ต้องรอกฎหมายครับ เปิดกว้างให้ได้เข้าถึงซึ่งข้อมูลข่าวสารทั้งหลาย อันนี้ เป็นเรื่องที่สําคัญ แล้วก็เมื่อเปิดเผยข้อมูลประชาชนรู้คู่ขนานกันกับการที่จะได้เรียนรู้ เรื่องวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยเราก็จะเตรียมตัวที่จะให้ประเทศไทย และคนไทยเป็นประชาชนพลเมืองประชาธิปไตยเต็มใบนะครับ เหมือนกับที่เยอรมัน เกาหลีใต้ ไต้หวันเขาได้ผ่านมาแล้ว
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งก็ได้มีการพูดค้างไว้ว่าด้วยเสียงข้างมาก มันไม่ใช่แค่ ความสัมพันธ์ระหว่างเสียงข้างมากกับข้างน้อยในรัฐสภา แต่เราต้องมาทบทวนแล้วก็ต้อง ยืนหยัดว่าการที่ชนะการเลือกตั้งเป็นเสียงข้างมากนั้นเป็นการได้รับสิทธิในการบริหารประเทศ แต่เมื่อบริหารประเทศแล้วจะละเมิดกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่าง ๆ ไม่ได้ เพราะฉะนั้นจะใช้เสียงข้างมากที่จะอยู่เหนือกฎหมายต่าง ๆ ไม่ได้ นั่นมันเป็นประเด็นปัญหา ของประเทศไทยในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา เพราะว่ามีการอ้างใช้เสียงข้างมากแบบสุดโต่ง สุดซอยต่าง ๆ ซึ่งมันผิดหลักประชาธิปไตย อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราสามารถจะร่วมกันในการที่จะ ชี้แจงให้กับประชาชนเข้าใจได้ว่าเสียงข้างมากแค่เป็นสิทธิในการบริหารแล้วก็จะบริหาร ประเทศต้องอยู่ในกรอบกฎหมาย และที่สําคัญเหนือไปกว่านั้นคือต้องอยู่ในกรอบของ จริยธรรมและศีลธรรม ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ ได้ทรงตรัสว่าจะปกครองแผ่นดินสยามด้วยธรรม อันนี้ก็เป็นสิ่งที่พวกเราต้องคอยพูดกันอยู่ตลอดเวลาว่าถ้าเผื่อทุกคนตั้งแต่นายกรัฐมนตรี มาถึงสมาชิก สปท. สนช. อะไรต่าง ๆ ว่าเราจะอยู่กับธรรมะ เราจะได้ไม่เป็นศรีธนญชัยว่า กฎหมายไม่ครอบคลุม กฎหมายไปไม่ถึง ศาลฎีกายังไม่ได้ตัดสิทธิ อันนี้บรรดาผู้นําทุกคนต้องพูดแล้วก็ประพฤติตนไปในทิศทางเดียวกัน สิ่งที่เรากําลังทําอยู่นั่น เป็นแค่เอกสาร เป็นแค่กฎเกณฑ์บนหน้ากระดาษ แต่ว่าเราทุกคนที่อยู่ในตําแหน่งที่เป็นผู้นํา ของประเทศนั้นสามารถที่จะเป็นแบบอย่างได้ ต้องพูด ต้องทํา ต้องคิด แล้วก็ต้องแสดง ออกไปในทิศทางที่ธรรมะกํากับ คู่ขนานกันกับการประพฤติอยู่ในกฎหมายของบ้านเมืองนะครับ อันนี้ก็อยากจะขอถือโอกาสนี้ร่วมชี้แจงด้วย ขอขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ
ต่อไปเป็นการอภิปรายต่อไปนะคะ เชิญท่าน พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรมค่ะ
พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ : กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ท่านกรรมาธิการ เพื่อนสมาชิก สปท. ที่เคารพ ผม พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ สปท. ลําดับที่ ๓๙ ก่อนอื่นต้องชื่นชมทางกรรมาธิการที่ได้เสนอเรื่องนี้ ซึ่งผมมองว่าเป็นการรวบรวมข้อมูลที่ดีในหัวข้อของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง สําหรับ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองผมอ่านเอกสารประมาณ ๒ รอบ ก็เข้าใจว่าพูดถึงทุกระดับตั้งแต่ ระดับท้องถิ่นมาถึงระดับชาติ ซึ่งบุคคลเหล่านี้มีความสําคัญอย่างยิ่งที่จะมาใช้อํานาจรัฐ เพื่อจัดสรรทรัพยากรของประเทศไปอย่างทั่วถึง ถ้าเผื่อท่านทั้งหลายเดินเข้ามาทางด้านหน้า สภาเรานี่ เราจะเห็นพระราชหัตถเลขาของรัชกาลที่ ๗ ท่านทรงให้ไว้อย่างชัดเจนเกี่ยวกับ เรื่องอํานาจ ท่านพูดไว้ชัดเจน ท่านดํารัสไว้ชัดเจน การใช้อํานาจนั้นต้องฟังเสียงที่แท้จริงของ ประชาชน ถ้าเผื่อเราจะพูดถึงการที่จะมาดํารงตําแหน่งทางการเมืองมันก็มาจากประชาชนเลือก จาก กกต. เป็นคนจัดการเลือกตั้ง มาจากพรรคการเมืองที่ส่งเสริมแล้วก็มาสู่อํานาจ มาใช้อํานาจรัฐ มาใช้อํานาจบริหารกับข้าราชการ เพราะฉะนั้นที่ต้องเอ่ยถึง ขออนุญาต ที่ต้องเอ่ยถึงท่านกษิตที่ท่านพูดถึงในองค์รวมทั้งหมด ผมก็มองอย่างเดียวกัน เพราะฉะนั้น ในข้อเสนอแนะของท่าน ท่านจะพูดถึงทุกเรื่องเกี่ยวกับเรื่องการเมืองไม่ว่าวัฒนธรรม ทางการเมือง คณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยเรื่องพรรคการเมืองทั้งหมดอยู่ในนั้นหมด ที่ข้อเสนอว่าปัจจัยแห่งความสําเร็จมันต้องอยู่ในสิ่งเหล่านี้ด้วย เพราะฉะนั้นผมถึงอยากจะเห็น กรรมาธิการได้ต่อจิกซอว์ (Jigsaw) บูรณาการสิ่งเหล่านี้ว่าการที่จะมาเป็นนักการเมืองได้ มันต้องผ่านอะไรบ้าง และแต่ละขั้นตอนนั้นเราจะดักทางได้อย่างไร เหมือนกับกลอง เราจะดักทางได้อย่างไร ที่ว่าในข้อปฏิรูปของท่านว่าข้อ ๑ คุณสมบัติ โอเค (Okay) ชัดเจนมาก เห็นด้วย เราคุยกันมาหลายรอบว่าต้องมีคุณสมบัติอย่างนั้น ต้องให้ข้อมูลอย่างนั้น ซึ่งผมก็เคยพูดว่าเวลาผมไปเข้าคูหาผมไปดูมีแต่รูป มีแต่ประวัติ และผมจะตัดสินใจจากอะไร ถ้าท่านให้ข้อมูลพื้นฐานมาอย่างนี้โอเค (Okay) เราได้มีเวลาศึกษาว่าเสียภาษีไหม รายได้อย่างไร การศึกษามีความเหมาะสมไหม ตัวเหล่านี้เป็นตัวเบื้องต้น ถูกต้องครับ หรือแม้กระทั่งพอมาถึงมาตรการในการตรวจสอบ อ้ายนี่ก็ชัดเจนครับ และมาตรการส่งเสริม สนับสนุนนั่นก็ชัดเจน มาตรการในการปฏิรูปค่าตอบแทนผมก็เห็นด้วยชัดเจนส่วนตัวนี่ เห็นด้วยครับ ถามท่านที่เคยดํารงตําแหน่งทางการเมืองเงินเดือนของท่านพอไหม ไม่พอ ถ้าอยู่ในสภาพอย่างนี้ไม่พอนะครับ เพราะฉะนั้นอํานาจของผู้ไปดํารงตําแหน่งทางการเมือง สูงมาก เพราะฉะนั้นมันมีบัญญัติไว้ในต่าง ๆ ที่ว่าในปัจจุบันนี้ยุคปฏิรูปได้กําหนดไว้ใน รัฐธรรมนูญบ้าง ในกฎหมายเลือกตั้งบ้าง ใน พ.ร.บ. พรรคการเมืองบ้าง ใน พ.ร.บ. งบประมาณบ้าง ที่เราอภิปรายไปเราจะเห็นว่ามันเป็นจิกซอว์ (Jigsaw) ที่เราต่อกันทั้งหมด เพื่อจะดักทางวัฒนธรรมทางการเมืองในอดีตที่ไม่ดี ผมใช้คําว่า วัฒนธรรมทางการเมืองในอดีตที่ไม่ดีนะครับ ที่ดี ๆ ก็มี เรามีประชาธิปไตย มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ หลายท่านก็คุ้นเคย โดยส่วนตัวผมก็คุ้นเคยกับพรรคการเมืองมา ตั้งแต่ปี ๒๕๐๑ ชอบไปฟังไฮด์ปาร์ค (Hyde Park) ตามมาตลอดจนตัวเองก็มีส่วนเกี่ยวข้อง กับการเมือง ผมยังสงสัยว่าเราพัฒนาการเมืองและเรามาอยู่จุดนี้ได้อย่างไร เพราะฉะนั้น ผมอยากเห็นกรรมาธิการนี่ ท่านทําแล้วครับ แต่ให้ท่านมาต่อจิกซอว์ (Jigsaw) มานิดหนึ่งว่า วัฒนธรรมทางการเมืองที่ดี ที่ไม่ดี เราจะดักทางกันอย่างไรเพราะเราอภิปรายกันมาแล้ว ในการเลือกตั้งก็เหมือนกันรณรงค์ให้ประชาชนอย่างไรเราก็พูดกันมาแล้ว รวมทั้งผมก็เคย เสนอว่าจะมีเลือกตั้งอยู่ภายในปีหน้านี้เรารณรงค์ให้ประชาชนเป็นผู้ช่วยตํารวจ เป็นผู้ช่วย เจ้าพนักงานในการที่จะใช้ดิจิทัล (Digital) จับข้อสงสัยหรือจับพฤติกรรมที่ขัดต่อกฎหมาย เลือกตั้งได้อย่างไร พวกเหล่านี้เราต้องช่วยกัน เพราะฉะนั้นการมองหลักการต่าง ๆ ที่เราเสนอปฏิรูปไปให้สําเร็จอย่างไรตัวนี้มีความสําคัญยิ่ง เพราะเรามีพอสมควรแล้ว ทําอย่างไรถึงจะเอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นจริงให้ได้และค่อย ๆ ปรับ ผมดูในข้อเสนอ แล้วมันยังกว้างไป ผมเองยังมองไปที่คณะกรรมการเกี่ยวกับเรื่องยุทธศาสตร์ของประเทศ ผมมองว่าต้องชัดเจนนะครับ ต้องรับลูกตัวนี้ เพราะว่าตัวนี้คือหัวใจสําคัญของประเทศ เพราะผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองมาใช้อํานาจแต่งตั้งในการใช้งบประมาณ ใช้ทรัพยากร ทุกอย่างเราเห็น ผมไม่อยากเห็นนักการเมืองที่ขาดอุดมการณ์ ขาดจิตสํานึกที่มุ่งเข้ามาสู่ การเมืองเพื่อเหมือนกับมาขุดทอง ผมใช้ว่าเหมือนกับมาขุดทองในเวทีต่าง ๆ ไว้ตั้งแต่ท้องถิ่น จังหวัดถึงระดับชาติ ผมไม่อยากเห็นสิ่งเหล่านั้น พอ เพราะฉะนั้นเราอยากจะช่วยกันครับ ทําอย่างไรถึงจะทําสิ่งเหล่านี้ให้เป็นจริงให้ได้ ตัวเหล่านี้เป็นคําถามที่ผมถามในใจว่าเราจะไป ฝากไว้กับใคร ฝากไว้กับยุทธศาสตร์อย่างไร คณะยุทธศาสตร์แห่งชาติว่า ๕ ปี เราจะมีโรดแมป (Road Map) ที่ชัดเจน จะเดินกันอย่างไรตัวนี้ชัดเจนครับ ไม่ว่าปัญหาคอร์รัปชันก็ไปจากจุดนี้ ปัญหาใช้อํานาจโดยไม่ถูกต้องก็ไปจากจุดนี้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นผมอยากจะเห็นเป็นจริงครับ สิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้นผมก็ขอบคุณแล้วก็ยินดีกับกรรมาธิการที่ได้เสนอเรื่องนี้ ขอกราบขอบคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะท่านรองนายก ต่อไปนะคะ ท่านกิตติ กิตติโชควัฒนา อดีต ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม นายกิตติ กิตติโชควัฒนา สปท. ๑๐ จากจังหวัดยะลาครับท่านประธาน ท่านประธานครับ สิ่งที่ท่านคณะกรรมาธิการได้นําเสนอในวันนี้นั้นล้วนแต่เป็นสิ่งที่มีคุณค่าเป็นประโยชน์ สอดคล้องกับพระบรมราโชวาทของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ได้ทรงตรัสไว้ว่า บ้านเมืองมีทั้งคนดี และคนไม่ดี ไม่มีใครสามารถที่จะทําให้คนในบ้านในเมืองเป็นคนดีทั้งหมด การที่จะทําให้ บ้านเมืองมีความปกติสุขนั้นก็อยู่ที่ว่าส่งเสริมคนดีให้มามีอํานาจหน้าที่ปกครองบ้านเมืองและ ในขณะเดียวกันก็กีดกันคนไม่ดี โดยสรุปอย่างนี้ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นในวันนี้ สิ่งที่เรากําลังพูดคุยหารือกันนั้นก็คือเรื่องที่สอดคล้องกับพระบรมราโชวาทของในหลวง ที่ทรงตรัสว่าทําอย่างไรเราจะส่งเสริมคนดี ทําอย่างไรเราจะกีดกันคนไม่ดีเข้ามาเกี่ยวข้องกับ อํานาจหน้าที่ดูแลบ้านเมืองเกิดความวุ่นวายอย่างอดีตที่เป็นกันอยู่ในขณะนี้ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าประเทศไทยเรานั้นถ้าหากว่าเรายังปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้น นักการเมืองก็ยังเป็นทรัพยากรที่มีค่า คู่บ้านเมืองคู่เมืองเราอยู่ มันก็คงจะต้องเป็นอย่างนี้ตลอดไปจนกว่าประเทศไทยจะไม่มี ถ้าในระบอบประชาธิปไตยก็ต้องมี ส.ส. อยู่ดี หรือ ส.ว. ก็ตามแต่ แต่ทําอย่างไรที่เรากําลัง พูดคุยกันนั้นก็คือว่าทําอย่างไรจะให้พลเมืองไทยนี่ไม่เลือกคนที่ไม่ดีเพื่อมาเป็นต้นแบบ ทําอย่างไรจะให้พลเมืองไทยเรานี่ไม่เลือกคนที่ไม่ดี มีจิตใจที่ส่อไปในทางไม่ซื่อ ทุจริต มาเป็นต้นแบบ อันนี้ผมคิดว่าน่าจะเป็นหัวใจในการคิด เพราะฉะนั้นในสิ่งเหล่านี้เราจะเห็น ได้ว่าในกฎหมายรัฐธรรมนูญได้เขียนไว้ละเอียดรอบคอบ แล้วก็จะออกกฎหมายลูกอะไร อีกเยอะแยะมากมายเพื่อกีดกันคนที่ไม่ดีจะได้ไม่ขึ้นมาเป็นต้นแบบให้เยาวชน หรือคนที่จะ เป็นผู้นําตามมานี่ได้เอามาเป็นแบบอย่าง อันนี้เรากําลังพูดคุยกําลังทํากันอยู่ ซึ่งผมเองนั้น ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์หรือไม่ ถ้าหากว่าเราจะทบทวนความหลังสมัยนั้น กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ออกรายละเอียดในเรื่องของการกําหนดคุณสมบัติของผู้ที่มีสิทธิ ออกเสียงเลือกตั้ง ก็ไม่แพ้กับคุณสมบัติขณะนี้ก็คือเลือกอย่างไรคุณสมบัติคนที่จะเป็นผู้แทน จะต้องมีอะไรบ้าง ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ เยอะแยะมากมายรวมไปตลอดจนถึงวิธีการเลือก และละเอียด ส่วนชาวบ้านนั้นก็แนะนําบอกว่าให้เลือกคนดีที่สุด ถ้าเลือกคนที่ดีสุดไม่ได้ ก็ให้เลือกคนเลวน้อยที่สุดเราก็ว่ากันอย่างนั้นครับ แต่ในที่สุดมันก็เป็นอย่างที่สุดในขณะนี้ ที่ผ่านมาท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นความหนักใจมันจึงไม่ใช่อยู่ที่ตัวหนังสือที่เรา ขีด ๆ เขียน ๆ ร่างเป็นกฎหมาย กําหนดเป็นบทลงโทษรวมไปตลอดจนถึงการมีองค์กรอิสระ เข้ามาทําหน้าที่ในการตรวจสอบอย่างเข้มข้นหรือไม่ก็แล้วแต่ ท่านประธานครับ ผมคิดว่า นักการเมืองที่มาไม่ใช่อยู่โดด ๆ และมาเป็นนักการเมืองก็มาจากทุกสาขาอาชีพ วันนี้เราติเตียน ตําหนินักการเมืองเยอะแยะ แต่ความจริงมันก็มีต้นทุนที่มา เช่นบางท่านก็มาจากนักธุรกิจ บางท่านก็มาจากนายทหาร บางท่านก็มาจากนายตํารวจ บางท่านก็มาจากผู้ว่า เกษตรกร นายธนาคารอะไรเยอะแยะมากมายที่คุณสมบัติภูมิหลังของนักการเมืองก็มาจากที่มา เยอะแยะมากมาย ไม่ใช่มาโดด ๆ แบบเป็นนักการเมืองมาเลย เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมี นักการเมืองโดด ๆ อย่างนี้ผมคิดว่าน่าจะไม่ถูกต้อง ก็ต้องดูว่าภูมิหลังที่มาของคนที่จะเป็น นักการเมืองต้นทุนที่มาเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะต้องเตรียมการก็คือต้นทุนจาก ที่มาอย่างเมื่อกี้ ท่านชิดชัยก็พูดถึง ขอโทษที่ได้กล่าวนามก็คือเรื่องของเราที่จะต้องเตรียม ความพร้อมคนที่จะมาเป็นนักการเมืองจากแหล่งต้นทุนต่าง ๆ ให้พร้อมเสียก่อน แต่ในขณะเดียวกันของวันนี้ที่จะเป็นต่อเราก็ต้องดูแลให้ดีเช่นกัน ก็คงจะต้องมีมาตรการ เข้มงวดกวดขันในเรื่ององค์กรอิสระ แต่สิ่งที่คนจะมาเป็นนักการเมืองนั้นมันก็ไม่แคล้ว จากพลเมือง เพราะฉะนั้นทําอย่างไรในการเข้ามามีส่วนของพลเมืองที่จะมาเป็นนักการเมือง โดยรวมไปตลอดจนถึงการที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบหลังจากที่ได้รับเลือกไปแล้ว รวมไปตลอดจนถึงกลไกของรัฐต่าง ๆ ที่เราพูดถึง ถ้าโดยสรุปถ้าถามผมในขณะนี้นั้นที่ผ่านมา ท่านประธานครับ ผมคิดว่าเหตุที่เกิดขึ้นได้นั้นเพราะกลไกของรัฐอ่อนแอทั้งระบบก็ว่าได้ เราเห็น ๑ ผิดพลาดเราก็เฉย คิดว่า ๑ ไม่เป็นอะไร แต่ ๑ ไม่เป็นอะไร ๒ มันจะตามมา ๔ มันจะตามมาเพราะคนไทยเรานั้นเห็นของไม่ดี ถ้ามันดัง มันโด่งมีเสียงเชียร์รอบด้าน ก็จะเอาอย่าง อันนี้อันตราย การเมินเฉยนั้นเท่ากับปล่อยโอกาสให้คนคิดไม่ดีเข้ามามีบทบาท ถือโอกาสเพราะคนไม่ดีมองเห็นว่าเราทําไม่ดีไปอย่างหนึ่งแล้วนี่ คนออกมาเชียร์เยอะแยะ มากมายปรบมือเฮโลกันก็จะเอาอย่างทําตาม เพราะต้นแบบอย่างนี้กลไกของรัฐอย่างนี้ ผมคิดว่าทางราชการคงจะต้องเอาจริงเอาจังในเรื่องของการเข้มงวดกวดขัน ซึ่งความจริง ในการปกครองบ้านเมืองนั้นผมคิดว่ากลไกของรัฐจะต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง ไม่อย่างนั้น มันจะไม่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราพูดคุยกันเรื่องพรรคการเมือง เรื่องอะไรต่ออะไร ต่าง ๆ นั้นก็อยากจะให้ไปดูเรื่องความเอาจริงเอาจังในเรื่องของการขับเคลื่อนเข้มงวดกวดขัน ในเรื่องของการยึดถือกฎหมายเวลาออกไปแล้วได้เอาจริงเอาจังอย่างไร ถ้ายังไม่เอาจริงเอาจัง อย่างไรผมคิดว่าคนที่ไม่ดีมันมีอยู่ตลอดเวลา อย่างที่ในหลวงทรงตรัสไว้มันมีทั้งคนดีและ คนไม่ดี คนไม่ดีฉลาดครับ พยายามทําความดีไว้เยอะ แต่ในขณะเดียวกันของไม่ดีก็ทําไปคู่กับ ความไม่ดีคู่กันไปเพื่อซ่อนเร้นในสิ่งที่ตนเองอยากจะทําแต่ยังไม่มีโอกาส ไม่ถึงเวลา ก็ทําดีให้ เห็นเป็นที่ประจักษ์อย่างที่หลายท่านพูดไว้แล้วก็เฮโล ดีใจว่าเราได้เลือกคนดี แต่ที่ไหนได้พอไปสบโอกาสมีเวลา ความไม่ดีมันก็บังเกิดขึ้นอย่างที่เรา ไม่คาดคิด และประการสําคัญสิ่งที่อยากจะฝากท่านกรรมาธิการก็คือว่าเราคงจะต้องมี มาตรการที่เข้มงวดตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป คนที่จะมาเป็นวันนี้หรือคนที่จะเป็นโอกาสหน้า เพราะสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครองประเทศนั้นเราต้องมองไกล ต้องวางแผน ระยะยาวว่า ๕ ปี ๑๐ ปี ๒๐ ปีนั้นเราจะได้คนดีมาเป็นผู้นําประเทศ เราจะต้องกําหนด มาตรการทิศทางอย่างไร ไม่อย่างนั้นเอาเฉพาะหน้าเขียนตําราเสร็จก็เอาไปท่อง ในที่สุด ก็ไม่เอาจริงเอาจังทํากัน
อีกประการหนึ่งที่อยากจะฝากก็คือการสร้างภูมิคุ้มกันอย่างที่กล่าว อันนี้ ผมคิดว่าต้องอยู่ในทุกเพศ ทุกวัย ทุกสาขาอาชีพ ต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้กับพลเมือง ของคนไทยทุกเพศ ทุกวัย ทุกสาขาอาชีพ ทุกขั้นตอนให้มันละเอียดด้วยซ้ําไป เพราะเรา ถือว่าการเป็นนักการเมืองนั้นก็คือผู้ที่มาถือบังเหียนของประเทศทําให้บ้านเมืองนั้น เป็นอย่างไรได้โดยง่ายถ้าหากว่าความคิดไม่ซื่อ
อีกประการหนึ่งที่อยากจะฝากครับ คนดี คนเก่ง คนกล้านั้นในยามปกติเยอะ แต่ยามวิกฤตนั้นคนดี คนเก่ง ความกล้ามันหายไป เพราะฉะนั้นทําอย่างไรคนดี คนเก่ง ในยามปกติที่มีอยู่ที่มีความรู้ความสามารถ พอยามวิกฤตอยากจะให้คนดี คนเก่ง ทั้งในที่แจ้ง ที่มืด ที่ไหนก็แล้วแต่ที่มีความรู้ความสามารถได้กล้าแสดงออก ออกมาปกป้องบ้านเมือง อย่างที่เป็นมา คราวที่แล้วที่มีการออกมายึดอํานาจอันนั้นผมคิดว่าถูกต้อง ต้องคนดี คนเก่ง คนกล้า ยามวิกฤติก็ต้องกล้าแสดงออก ไม่ใช่พอยามวิกฤตเงียบ นั่งเฉย คอยตั้งรับอยู่ว่า เมื่อไรพวกมากค่อยพากันไป อย่างนี้คนดี คนเก่ง มันไม่ใช่กล้าแล้วครับ คอยจังหวะดูว่า ข้างไหนมากไปตามนั้น อันนี้เท่ากับว่าดีเก่งที่ผ่านมามันไร้ประโยชน์ ขออนุญาตนําเรียน เพื่อเป็นข้อเสนอแนะเล็กน้อยเท่านี้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบพระคุณค่ะ สมาชิกก็ได้อภิปรายกันพอสมควรแล้ว เดี๋ยวดิฉันจะเชิญ ท่านกรรมาธิการตอบและท่านวิทยาตอบในทุกกรรมาธิการเลยนะคะ ขอปิดการอภิปรายค่ะ เชิญท่านวิทยาค่ะ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ อดีตนักการเมืองแล้วก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่เป็นนักการเมืองที่นั่งอยู่ในสภาแห่งนี้ซึ่งเข้าใจว่ามีไม่มากนักนะครับ ก่อนอื่น ต้องขอขอบพระคุณ ขออนุญาตที่จะเอ่ยนามท่านกิตติซึ่งท่านเพิ่งอภิปรายเสร็จไปเมื่อสักครู่ ผมคิดว่าท่านได้วางหลักที่คณะกรรมาธิการเราได้พยายามเดินตามแนวนี้อยู่มาโดยตลอด คือเราเชื่อว่าสังคมมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ขณะเดียวกันนักการเมืองก็มีทั้งคนดีและคนไม่ดี เราก็พยายามหาวิธีการที่จะสกัดไม่ให้คนไม่ดีเข้ามาสู่เส้นทางการเมือง เพราะฉะนั้นรายงาน ของคณะกรรมาธิการทุกเรื่องที่ออกมา เริ่มแรกตั้งแต่เรื่องรัฐธรรมนูญ คณะกรรมาธิการสรุป ข้อเสนอความเห็นไปยัง กรธ. เพื่อวางแนวกรอบในการสกัดคนที่ไม่ดีไม่เข้ามาสู่เส้นทาง การเมืองเสร็จจากเรื่องรัฐธรรมนูญซึ่งเราปะทะแรงมากและยังติดอยู่ในรายงานชิ้นนี้ก็คือ นักการเมืองบางประเภทเข้ามาเพราะอํานาจทางอิทธิพลทางการเงิน เราพูดถึงการยกเลิก ระบบบัญชีรายชื่อเพราะเราเชื่อว่าระบบบัญชีรายชื่อไม่ได้ตอบโจทย์เอาคนดีมีความสามารถ เข้าไปอยู่ในพรรคการเมือง เราใช้ระบบบัญชีรายชื่อตั้งแต่การเลือกตั้งปี ๒๕๔๔ ผ่านการเลือกตั้งมา ๔ ครั้ง มีจํานวนน้อยมากที่นักการเมืองดีและมีคุณภาพเข้าสู่ระบบบัญชีรายชื่อ กลายเป็นที่นั่งของบรรดานักธุรกิจนายทุน เพราะฉะนั้นเราก็พยายามสกัดครับ เมื่อรัฐธรรมนูญ ผ่านออกมากรรมาธิการก็ออกแบบต่อครับว่าเราจะวางอย่างไรให้คนที่จะสมัครมาเป็น ส.ส. หรือ ส.ว. ได้รับการกลั่นกรอง กรองคนที่ไม่ดีออกไป มาตรการที่ออกมาก็อย่างที่ท่านเห็นที่ เรารับไปแล้วจากสภา เช่น อย่างน้อยเขาก็ต้องเปิดเผยที่มาของตัวเองแต่ละคน อย่างน้อยจะ ลงสมัคร ส.ส. ที ๓ ปีย้อนหลังเสียภาษีหรือไม่เสียภาษี ทรัพย์สินมีอย่างไร แสดงตนอย่างไรก่อน มาตรการเหล่านี้กรรมาธิการก็พยายามกรองเพื่อเอาคนที่ไม่ดีออกไปสักชั้นหนึ่งก่อน เสร็จจากอันนั้นเราก็มาอยู่ใน พ.ร.บ. พรรคการเมือง เราก็พยายามกรองจากพระราชบัญญัติ พรรคการเมืองเพื่อหาคนดี เริ่มตั้งแต่ให้สมาชิกพรรคในแต่ละเขตเลือกตั้งเขาลงมติมาก่อนว่า อยากได้ใครเข้ามาเป็นตัวแทน กรองมาสักรอบหนึ่ง จากสักรอบหนึ่งเข้าสู่คณะกรรมการ กลั่นกรองของพรรคเข้าสู่คณะกรรมการบริหารพรรค กรรมาธิการก็พยายามเดินตาม แนวทางนี้มาตลอดครับ เพื่อพยายามกรองเอานักการเมืองที่ไม่ดีออกแล้วก็ประเดี๋ยวคนดี ๆ เข้ามา แต่อย่างที่ท่านว่านะครับมาถึงวันนี้ ๒ วันที่แล้วท่านนายกรัฐมนตรียังเริ่มบ่นเลยครับ วันนี้ประเทศนี้ไม่มีนักการเมืองครับ ที่เหลือตกค้างครับ พวก อบต. อบจ. ส่วนนักการเมือง ทั้งหมดหายไปแล้วครับ เราทุกคนที่นั่งอยู่ในนี้ก็ไม่ใช่นักการเมืองเป็นอดีตทั้งหมด ขออนุญาต เอ่ยนามท่านรองนายกรัฐมนตรีชิดชัยท่านก็อดีตนักการเมือง ซึ่งวันนี้ท่านไม่ใช่นักการเมือง พวกผมก็ไม่ใช่ รัฐบาลก็ไม่ใช่นักการเมือง แต่ท่านนายกรัฐมนตรีกําลังบ่นเรื่องการทุจริต ยังไม่จบ เพราะฉะนั้นการขับเคลื่อนการทุจริตมันไม่ได้ชั่วอยู่แต่นักการเมืองมันมีแอบชั่วกันอีก แล้วก็ต้องมาดูสามเหลี่ยมที่ท่านรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอํานวยซึ่งไม่ใช่นักการเมือง เสนอเรื่องสามเหลี่ยมในการอาชญากรรม ผมคิดว่าทางการเมืองก็เป็นสามเหลี่ยมเหมือนกันครับ
๑. อาชญากรก็คือกลุ่มที่จะคิดแสวงหาประโยชน์โดยไม่ชอบ
๒. กลุ่มที่เปิดโอกาส ที่ท่านรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอํานวยไว้ซีกขวา เมื่อสักครู่นะครับ สามเหลี่ยมโอกาส โอกาสก็คือต้องโอกาสผ่านคนมีอํานาจ และในประเทศนี้ มีอํานาจอยู่ ๒ พวกครับ คือนักการเมืองและข้าราชการ
๓. เหยื่อคือใคร เหยื่อคือประเทศชาติและประชาชน เพราะฉะนั้นพวกผม พยายามวางกรองทางการเมืองทั้งหมด คือกรองนักการเมืองเข้ามา กรองได้เท่าไหน ก็กรองอย่างที่สุดที่ท่านมีชัยรับเรื่องหลายเรื่องอย่างที่ท่านสมพงษ์ว่าและไปปะทะ กับนักการเมือง
๓. เหยื่อคือใคร เหยื่อคือประเทศชาติและประชาชน เพราะฉะนั้นพวกผม พยายามวางกรองทางการเมืองทั้งหมด คือกรองนักการเมืองเข้ามา กรองได้เท่าไหนก็กรอง อย่างที่สุดที่ท่านมีชัยรับเรื่องหลายเรื่องอย่างที่ท่านสมพงษ์ว่าและไปปะทะกับนักการเมือง นั่นคือกระบวนการกลั่นกรองทางการเมือง คราวนี้ผมเอื้อมไปไม่ถึงถึงการกรอง ระบบราชการครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ไม่มีนักการเมืองท่านนายกรัฐมนตรีก็ยังบ่นอยู่ และท่านต้องชี้หน่วยงานไหนว่าต้องทํางานบ้าง เช่น ที่ดิน คุณรับเรื่องชาวบ้านกี่วันจะเสร็จ อย. รับเรื่องชาวบ้านกี่วันจะเสร็จ ยังต้องมีคําตอบอีกมากมายกับระบบราชการเพราะฉะนั้น ข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการทั้งหมดเรากรองได้ชั้นเดียวครับ กรองนักการเมือง แล้วก็ไม่เชื่อว่ากรองได้สนิท แต่ทั้งหมดมันเริ่มต้นจากกระบวนการที่เริ่มกลั่นกรอง และผมคิดว่าข้อคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกในสภาจะเป็นประโยชน์ในการปรับปรุง หรืออะไรต่าง ๆ ซึ่งท่านสมพงษ์และท่านเสรีก็คงจะต้องรับไปพิจารณาในการที่จะนําเสนอ ทั้งหมด เพราะฉะนั้นผมยืนยันครับว่าผมไม่ได้บอกว่าผมเป็นนักการเมืองที่ดี แต่ผมเชื่อว่านักการเมืองที่ดีมีครับ เพราะฉะนั้นจะชี้หน้าว่านักการเมืองเลวทั้งหมดเราก็กําลัง จะปฏิเสธหนทางประชาธิปไตย อย่าจํานนเหมือนกับอเมริกานะครับที่ต้องเลือกคนเลว น้อยที่สุดเข้ามา แล้วก็เลือกตั้งเสร็จไม่ถึง ๒ ชั่วโมงก็เดินขบวนไล่ คนไทยทนกว่าตั้ง ๒ ปีกว่า ถึงจะเริ่มเดิน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าต้องให้กําลังใจประชาชนพอที่จะว่าในการแสวงหา คนดีเข้ามา และให้คนดีมีอํานาจบ้านเมืองก็ไม่เสียหาย เพราะฉะนั้นผมต้องขอขอบพระคุณ เพื่อนสมาชิกหลายท่านที่ได้ข้อคิดเห็นและยืนยันครับว่าคณะกรรมาธิการเพียงแค่คิด กระบวนการกรองคนที่ไม่ดีออกจากระบบการเมือง ส่วนจะได้ขนาดไหนไม่ได้จบที่ กระบวนการกรองครับ ร่างทั้งร่างจริง ๆ ก็คือประชาชน ผมอยากให้ประชาชนเขาชอบ แบบไหนเขาเลือกแบบนั้น แต่ไม่อยากอย่างเดียวครับ ไม่อยากให้ประชาชนเลือกคนที่ จ่ายสตางค์ให้เขา ถ้าเขาเลือกคนที่พูดจาโผงผางก็เลือกไป เลือกคนพูดจาธรรมะธรรมโม ก็เลือกไป ชอบเลือกแบบนักเลงอันธพาลก็เลือกไป แต่อย่าเลือกอย่างเดียวครับ เลือกคนที่ จ่ายสตางค์ซื้อเสียง เขาเลยเลือกไป เพราะถ้าประชาชนรับสตางค์แล้วก็เลือกคนที่คิดว่าดี ที่สุดเข้าไป ประชาชนก็เริ่มทุจริตร่วมกับนักการเมือง แล้วก็จะเป็นช่องทางให้ประเทศนี้ หายนะถึงที่สุดครับ ขอขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเชิญท่านเสรีค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ ต้องกราบขอบพระคุณ ท่านสมาชิกทุกท่านที่อภิปรายเรื่องที่ดีมีประโยชน์
อันดับแรกต้องขอบคุณท่าน พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน รองผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร ท่านให้ข้อคิดเห็นที่ดีอย่างยิ่งต่อกรรมาธิการ จริง ๆ แล้วท่านก็ไม่ต่างอะไร กับท่านสมพงษ์ เพราะว่าตอนแรกท่านรับราชการเป็นตํารวจ ต่อมาท่านก็มาอยู่ สปท. เป็นนักวิชาการ ตอนนี้ท่านก็มาเป็นรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นนักการเมืองท้องถิ่น ถือว่าเป็นผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง การอภิปรายของท่านที่ผมบอกไม่ต่างจาก ท่านสมพงษ์คือท่านก็ไม่ดุเดือด พอเป็นรองผู้ว่าแล้วท่านอภิปรายด้วยเหตุผลเป็นตัวอย่างที่ดี ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ต้องขอบพระคุณท่านเป็นอย่างยิ่งนะครับ สิ่งที่ท่านอํานวย พูดถึงว่าเสียงข้างมากถูกต้องเสมอ ต้องกราบเรียนครับ ท่านกษิตได้กรุณาตอบไปสักครู่แล้ว ในฐานะกรรมาธิการ จริง ๆ แล้วในการทํางานร่วมกันของสภาบางครั้งก็ต้องยอมรับว่า เสียงข้างมากนั้นไม่ใช่เสียงที่ถูกต้องเสมอ แต่เป็นเสียงตัดสินว่าการอยู่ร่วมกันนั้น จะเอาอย่างไร จะตกลงกันอย่างไร จะหาทางออกกันอย่างไร หลายครั้งที่สภามีมติไปแล้ว ก็ไม่ใช่ว่าถูกต้อง จะเห็นได้จากอะไรครับ ได้จากสภาออกกฎหมายไป แต่หลังจากที่กฎหมาย นําไปใช้แล้วระยะเวลาหนึ่งกฎหมายก็ถูกนํามาแก้ไข ถูกยกเลิก ถูกปรับปรุงแสดงให้เห็นว่า สภามีมติเรื่องใดไปแล้วก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่ถูก ถ้าถูกคงไม่กลับนํามาแก้ ไม่ถูกนํามายกเลิก แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องฝากไว้ว่าการทํางานในสภานั้นถึงแม้ว่าจะใช้เสียงข้างมากก็ตาม แต่เสียงข้างมากนั้นต้องเป็นเสียงที่ถูกต้อง เป็นเสียงที่พิจารณาเรื่องใดไปแล้วผู้ตัดสิน ต้องถือประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก คนตัดสินใจต้องมีคุณธรรมจริยธรรม จนหลาย ๆ ครั้ง เวลาการตัดสินใจไปแล้วทั้ง ๆ ที่เป็นเสียงส่วนใหญ่ในสภาแต่กลับกลายเป็นเสียงข้างมากลากไป เป็นเสียงที่ตัดสินไปแล้วขัดกับเหตุผล ขัดกับความชอบธรรม ขัดกับความรู้สึกของ พี่น้องประชาชนทั้งประเทศอย่างนี้ก็เคยเกิดขึ้น ดังนั้นในรายงานของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองเราจึงได้เน้นว่าการที่จะทําหน้าที่ในฐานะผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองที่ดีนั้น ต้องมีคุณธรรม มีจริยธรรม แล้วเสียงส่วนใหญ่ดังกล่าวนั้นก็จะเป็นเสียงที่ชอบธรรมที่ถูกต้อง ต้องขอบคุณท่านที่เสนอความเห็นนะครับ
ส่วนท่าน พลเอก เลิศรัตน์เราก็จะนําความเห็นของท่าน จริง ๆ แล้ว ต้องกราบเรียนว่าส่วนที่ท่านเสนอว่าในรายงานไม่ละเอียด ก็อย่างที่กราบเรียนแล้วครับว่า ตอนแรกเราก็ละเอียดเหมือนกันในส่วนของค่าตอบแทน แต่มีปัญหาในเรื่องความเห็น ที่แตกต่างและเสนอไปแล้วเกิดความเข้าใจผิดเยอะ เราก็เสนอเป็นหลักการเพื่อที่จะไป พิจารณาดําเนินการต่อ ส่วนจะพิจารณาวินิจฉัยอย่างไรเป็นเรื่องอนาคต ส่วนแบบรายงาน การเสียภาษีไม่ว่าท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ท่านอาจารย์ถวิลวดี ท่านอาจารย์หมอชูชัยที่พูดถึงนี้นะครับ นอกจากว่าในหน้า ๑๒ ที่เราเสนอไว้บางส่วน ที่บัญญัติไว้ให้พรรคการเมืองมีส่วนร่วมในการที่จะยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีมีส่วน ในเรื่องนี้แล้ว จริง ๆ แล้วในกรรมาธิการเราได้เสนอไว้ในข้อเสนอประเด็นสําคัญในกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองและการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรมไปแล้ว เราก็เลยไม่มาเขียนซ้ําในนี้อีกนะครับ ส่วนของอาจารย์ถวิลวดีที่นําเสนอมาก็จะนําความเห็น ที่ดีของท่านไปปรับปรุงแก้ไขให้รายงานเราดีขึ้นนะครับ ส่วนท่านวันชัย สอนศิริ ก็บอกได้ คําเดียวว่าท่านอภิปรายได้ดีมาก เชียร์กรรมาธิการออกหน้าออกตาดีครับ ท่านสุรินทร์ ก็ให้ปรัชญาการเมืองไว้เยอะนะครับ แล้วก็หลาย ๆ ท่าน ท่าน พลเอก เรืองศักดิ์ ท่านกษิต ตอบไปแล้ว แล้วก็ท่านกิตติต้องกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่าน โดยข้อเสนอรายงาน ดังกล่าวนี้หากมีการดําเนินการจนเกิดผลสําเร็จอย่างเป็นรูปธรรมก็จะทําให้เกิด การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นกับระบบการเมืองไทย และจะนํามาซึ่งผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ที่มีความรู้ ความสามารถ มีคุณธรรมและจริยธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต มีความรับผิดชอบ ต่อประชาชนและรักษาผลประโยชน์ของประเทศได้ในที่สุด คณะกรรมาธิการด้านการเมือง ได้เสนอรายงานดังกล่าวนี้หากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเห็นชอบก็จะขอได้โปรดมีมติ ให้ส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรี สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการนะครับ แล้วก็ท่านสมาชิกที่ได้อภิปรายแสดง ความเห็นรายงานซึ่งมีความสําคัญต่อการปฏิรูปการเมืองของเรานะครับ เป็นอันว่าที่ประชุม ได้พิจารณารายงาน เรื่อง ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองแล้วนะครับ ก่อนที่จะขอมติ จากที่ประชุมผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนนะครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
จะให้เวลาสมาชิกที่กําลังเดินทางมาจาก ๓ อาคารของรัฐสภานะครับ วันนี้ มีประชุมคณะกรรมการทุกคณะเลยนะครับ เมื่อลงมติแล้วผมจะฝากข้อสังเกตในฐานะ ที่มีประสบการณ์ทางการเมืองมา ๒๐ กว่าปีนะครับให้กรรมาธิการในช่วงของการปรับปรุง รายงานนะครับ ท่านสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิแสดงตนไหมครับ เรียบร้อยแล้วนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๖๔ ท่าน เป็นอันว่าครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองหรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบคณะกรรมาธิการจะได้นําความเห็น และข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปนะครับ ต่อไปจะเป็นการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียงครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนไหมครับ ถ้าไม่มีแล้ว ผมขอปิดการลงคะแนนนะครับ ขอทราบผลการลงคะแนนครับ ผลของการลงคะแนน จํานวนผู้เข้าร่วมประชุม ๑๖๖ ท่าน เห็นด้วย ๑๖๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๓ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เรื่อง ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ซึ่งคณะกรรมาธิการ จะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยัง คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการ การเลือกตั้ง เพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปนะครับ ผมฝากท่านคณะกรรมาธิการนะครับ
ประเด็นแรกก็คือว่าการปฏิรูปการเมืองในครั้งนี้โดยเฉพาะผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองนั้น ๑. ก็คือว่าเป็นการปฏิรูปเพื่อปลดปล่อยนักการเมืองและผู้ที่ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองทั้งในอดีตและในอนาคตนะครับ หากว่าได้ดําเนินการตามแผนปฏิรูปของ สปท. ของเรา ที่ใช้คําว่า ปลดปล่อย เพราะว่าจากประสบการณ์ ๒๐ กว่าปี นักการเมืองก็เหมือน อาชีพอื่นมีทั้งคนดีคนไม่ดี แต่ว่าในระยะเวลาที่ผ่านมาพัฒนาการเมืองของเรานั้นถดถอยลง ไม่ใช่ว่าทําให้คนเลวลง แต่เพราะระบบการเมืองได้กลืนกินนักการเมืองที่ดี มีอุดมคติ เปรียบไปก็เหมือนโรงพักครับ เมื่อจบออกมาก็ตั้งใจจะเป็นตํารวจที่ดี แต่พอไปอยู่โรงพัก ถึงสิ้นเดือน บางโรงพักเท่านั้นก็จะมีซองขาวมา เพราะฉะนั้นนายตํารวจที่เพิ่งเข้าไปใจแข็ง อยู่ได้ ๑ เดือน ๒ เดือน หลังจากนั้นเมื่อรับไปสัก ๑ ซอง ก็ถูกระบบกลืนกิน จากนั้น เราก็สูญเสียข้าราชการตํารวจที่ดีมีอุดมการณ์ จึงต้องมีการปฏิรูปกิจการตํารวจเช่นเดียวกับ การปฏิรูปการเมือง ดังนั้นข้อเสนอการปฏิรูปครั้งนี้จึงจะเป็นการสร้างระบบและโครงสร้างใหม่ รวมทั้งวัฒนธรรมทางการเมือง ตลอดจนการเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการตรวจสอบ นั่นก็คือในเรื่องของการเลือกตั้งซึ่งเป็นต้นน้ําของการที่จะได้มาซึ่ง ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ซึ่ง สปท. โดยกรรมาธิการปฏิรูปด้านการเมืองก็ได้นําเสนอไป จนมีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและ กรธ. เองก็ได้มีการยกร่างกฎหมายการเลือกตั้งซึ่งจะได้ ให้สมาชิกแล้วก็ให้ประชาชนทั่วไป สาธารณชนนั้นได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ก่อนที่จะส่งให้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อพิจารณาในการตราเป็นกฎหมายบังคับใช้ต่อไป นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของกระบวนการปฏิรูปทั้งระบบของแม่น้ํา ๕ สายนั้น มุ่งหวัง อย่างยิ่งที่จะสร้างการเมืองใหม่ สร้างนักการเมืองรุ่นใหม่ สร้างระบบการเมืองที่ส่งเสริมคนดี ให้เข้ามารับผิดชอบ มาเป็นผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ดังนั้นผมโดยส่วนตัวก็เห็นว่าเป็น การปฏิรูปแบบครบวงจร แม้แต่เรื่องค่าตอบแทน เราต้องยอมรับโลกของความเป็นจริงครับ ว่าในระบบค่าตอบแทนนั้น ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองในฝ่ายบริหารก็คือนายกรัฐมนตรี ในระบบโครงสร้างของการบริหารงานบุคคลภาครัฐ ผู้นําฝ่ายบริหารคือนายกรัฐมนตรีนั้น อัตราเงินเดือนจะเสมอเท่ากับผู้บริหารสูงสุดของฝ่ายตุลาการและผู้บริหารสูงสุดของฝ่ายนิติบัญญัติ นี่เป็นหลักการ และเมื่อผู้บริหารสูงสุดของฝ่ายบริหารคือนายกรัฐมนตรีมีอัตราเงินเดือน เท่าไร ปลัดกระทรวง อธิบดี จะมีอัตราเงินเดือนสูงกว่าไม่ได้ ในขณะที่การปฏิรูปโครงสร้าง องค์กรภาครัฐดําเนินการมาตั้งแต่มีรัฐวิสาหกิจและมีองค์การมหาชน และมีบริษัทในกํากับ ของรัฐที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เป็นต้น เพื่อที่จะให้มีความสามารถในการแข่งขัน มีความคล่องตัว และที่สําคัญคืออัตราค่าตอบแทนสูงกว่าเพราะเราอยู่ไม่ได้หรอกครับ ไม่ใช่ว่าอยู่ไม่ได้เพราะไม่มีอะไรจะรับประทาน แต่อยู่ไม่ได้เพราะเราไม่สามารถจะได้คนที่มี ศักยภาพสูง ๆ เข้ามาด้วยอัตราค่าตอบแทนที่ต่ํา กรรมาธิการได้กรุณาเสนอข้อคิดเห็น สมาชิกหลายท่านเห็นด้วยในเรื่องนี้เมื่อเปรียบเทียบกับผู้นําของหลายประเทศ แม้แต่ ในอาเซียน (ASEAN) ด้วยกัน แต่ประเทศเรามีศักยภาพสูงที่จะเป็นผู้นํา เป็นประเทศชั้นนํา ของโลกได้ ดังนั้นข้อเสนอเหล่านี้ท่านประธานเสรีก็ได้พูดออกตัวไว้แล้วว่าเมื่อมีการนําเสนอเรื่องนี้ ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่ต้องเข้าใจว่าข้อเสนอของ สปท. นั้นไม่ได้เสนอเพื่อตัวเอง ผู้ที่จะได้ ประโยชน์ตรงนี้ก็คือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง และเพื่อไม่ให้เห็นว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง ในระยะสั้นก็ให้ไปใช้ในระยะอนาคต ๕ ปีข้างหน้า ซึ่งท่านประธานอนุท่านสมพงษ์ สระกวี ก็ได้ชี้แจงยืนยันในประเด็นนี้ ผมคิดว่าบางเรื่องที่เห็นว่าเป็นหลักการที่ถูกต้องเหมาะสม เราก็ต้องกล้ายืนยันยืนหยัดอย่างที่ท่าน พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน ได้กล่าวไว้ว่า เราแผ่วปลายไม่ได้ ถ้าคิดว่าถูกต้องก็ต้องยืนหยัดต่อสู้เพื่อให้หลักการใหม่นั้นสามารถ ปักวางรากฐานให้การเมืองของเราและผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองที่จะทําหน้าที่รับใช้ บ้านเมืองต่อไปในอนาคต สามารถที่จะยืนหยัดอยู่ได้ในการทําหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ด้วยประสิทธิภาพและประโยชน์ส่วนรวมก็จะบังเกิดขึ้น มิฉะนั้นปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน ต่าง ๆ มันก็ตามมา และนั่นคือสิ่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป เป็นของเรา โดยเฉพาะในส่วนของด้านการเมืองนั้นก็ได้นําเสนอแล้วก็หวังว่าความคิดเห็น ของท่านสมาชิกทั้งหลาย ทางกรรมาธิการก็จะได้นําไปทบทวนปรับปรุงนะครับ แล้วก็จะได้ ส่งไปยังท่านนายกรัฐมนตรีแล้วก็กระบวนการทางกฎหมายต่อไปนะครับ ก็ขอขอบคุณ ท่านประธานและคณะกรรมาธิการและผู้ชี้แจงทุกท่านนะครับ จบการพิจารณารายงานของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองแล้วนะครับ ก็ขอขอบคุณ ท่านประธาน ท่านกรรมาธิการและผู้มาชี้แจงนะครับ
ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓.๒ รายงานคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่อง การปฏิรูประบบสถิติแห่งชาติ เพื่อการบริหารราชการแผ่นดินและการบริการประชาชน
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
ระหว่างที่รอคณะกรรมาธิการนะครับ ขอประกาศแจ้งว่าผมได้นัดประชุม คณะกรรมการประสานงานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อจะพิจารณาระเบียบวาระ ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่าย ซึ่งจะมีการประชุม ในเช้าวันพุธนะครับ รวมทั้งการเชิญประธานกรรมาธิการและผู้แทนชี้แจงถึงรายงาน ที่จะเข้าสู่วาระการพิจารณา ดังนั้นก็ขอแจ้งว่าในวันนี้ถ้าหากว่าการประชุมของเรานั้น เสร็จก่อนบ่าย ๓ โมงก็ขอเชิญไปประชุมที่ห้องเดิมนะครับ แต่ถ้าหากว่าการประชุมยืดเยื้อ ก็นับเอาการสิ้นสุดประชุมเป็นที่ตั้งแล้วกันนะครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการ และคณะกรรมาธิการได้เข้ามาประจําที่แล้วนะครับ ขอเชิญท่าน พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน นําเสนอรายงานครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพยิ่ง เรียนท่านสมาชิก สปท. ที่เคารพ ทุกท่าน กระผม พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ต้องขอบคุณท่านประธานและท่านสมาชิกที่กรุณา ให้กรรมาธิการมีโอกาสมารายงานผลการศึกษาเรื่อง การปฏิรูประบบสถิติแห่งชาติ เพื่อการบริหารราชการแผ่นดินและการบริการประชาชน ผมเชื่อมั่นว่าทุกท่านทราบว่าข้อมูล หรือสถิติมีความสําคัญมาก ขออนุญาตเล่าสั้น ๆ เรื่อง ๒ เรื่อง ซึ่งเชื่อว่าทุกท่านเคยได้ยินอยู่แล้ว
เรื่องแรก นักยุทธศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมากและมีการกล่าวอ้างอยู่เสมอคือท่าน ซุนวู พอพูดถึงท่านซุนวูท่านนึกออกทันทีว่าผมจะพูดอะไรต่อ ท่านซุนวูพูดว่า รู้เขารู้เรา รบ ร้อยครั้งก็ชนะ เพราะอะไร เพราะว่ามีข้อมูลของฝ่ายตรงข้ามและมีข้อมูลของตนเอง ใน ขณะเดียวกันอีกเรื่องหนึ่งที่เราได้ยินอยู่เสมอก็คือเรื่องสามก๊กตอนโจโฉแตกทัพเรือ ท่านคง จําได้ที่เราเรียกกันว่าขงเบ้งผู้หยั่งรู้ดินฟ้านั้น ความจริงถ้าวิเคราะห์ดี ๆ เพราะท่านมีข้อมูล และท่านมีสถิติแล้วท่านนําข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ ในวันที่จะเผากองทัพเรือของโจโฉ ในแรมห้าค่ําเดือนอ้าย ในวันที่ ๓ ขงเบ้งให้จูล่งเอาเรือมารอ แล้วก่อนหน้านั้นท่านรู้ต่อไป ด้วยว่าหมอกจะลงจัด เตรียมเรือไว้ แล้วก็ทําเป็นว่าจะไปโจมตีทัพโจโฉ กองทัพโจโฉก็ยิงธนู ใส่หุ่นฟางแล้วก็เอาฟางกลับมา แล้วเอาธนูนั้นกลับไปทําลายกองทัพของโจโฉ นี่คือเรื่องสั้น ๆ ที่เล่าให้ฟังว่าจากประวัติศาสตร์เราจะเห็นว่าข้อมูลก็ดี สถิติก็ดี มีความสําคัญอย่างยิ่ง สําหรับในประเทศเรานั้นมีพระราชบัญญัติสถิติฉบับแรกปี ๒๕๐๘ และมายกเลิกมีอีกฉบับหนึ่ง คือปี ๒๕๕๐ สถิติแห่งชาติความจริงแล้วมีบทบาทสําคัญโดยเฉพาะในเรื่องที่เราจะพัฒนา ประเทศไปสู่ประเทศไทย ๔.๐ แต่ว่าถ้ามองลงไปวิเคราะห์ลงไปแล้วอนุกรรมาธิการคณะหนึ่ง ของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินได้พิจารณาว่า เรื่องนี้สมควรที่จะต้องมีการปฏิรูปโดยเฉพาะในหลาย ๆ ด้านด้วยกัน และถ้ามองลงไปถึง ในเรื่องของรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านประชามติในมาตรา ๒๕๘ ข (๑) และ (๒) ได้ให้ ความสําคัญเรื่องของข้อมูลการบูรณาการข้อมูล การนําเทคโนโลยีทั้งหลายมาใช้ ไปดูถึงเรื่อง ของยุทธศาสตร์ชาติ ความจริงแล้วสถิติหรือข้อมูลทั้งหลายมีความจําเป็นทางยุทธศาสตร์ชาติ ทั้ง ๖ กลุ่ม นั่นสําหรับหน่วยงานของรัฐแต่ในหน่วยงานภาคเอกชนหรือประชาชนสถิติก็มี ความสําคัญ ถึงแม้ว่ารัฐบาลที่ผ่านมาหรือรัฐบาลในปัจจุบันจะได้มีความพยายามที่จะพัฒนา ระบบสถิตินี้ก็ตาม แต่ว่ายังไม่ครอบคลุมพอ เพราะฉะนั้นกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน จึงขอโอกาสนี้มานําเรียนท่านประธานและ ขอความเห็นเพิ่มเติมจากท่านสมาชิกเพื่อทําให้รายงานนี้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น กระผมจะขอ อนุญาตท่านประธานที่จะให้ท่านเบญจวรรณกับท่านอนุสิษฐเป็นผู้รายงานรายละเอียดต่อไป ขอบพระคุณครับ
ขอเชิญท่านเบญจวรรณ สร่างนิทร อดีตเลขาธิการ ก.พ. อดีตสมาชิกสภา ปฏิรูปแห่งชาติ กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน นําเสนอรายงานครับ
ขอเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ดิฉัน เบญจวรรณ สร่างนิทร สปท. หมายเลข ๘๕ จะขอนําเรียนเสนอเรื่องการปฏิรูประบบสถิติแห่งชาติเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าการขับเคลื่อน หรือว่าการจะดําเนินการอะไรทั้งหลายข้อมูลสถิติเป็นวัตถุดิบที่สําคัญเป็นต้นน้ําแห่งการที่จะ นําพาไปสู่เรื่องต่าง ๆ เพราะฉะนั้นความสัมพันธ์ของเรื่องนี้ไม่ว่าภาครัฐเองที่จะเป็นผู้กําหนด นโยบายและแผนการดําเนินงาน การติดตามการดําเนินงาน หรือภาคเอกชน ภาคประชาชน หรือสถาบันต่าง ๆ จะต้องมีตัวนี้ มาเป็นเครื่องมือในการปฏิบัติการต่าง ๆ ทีนี้สิ่งที่ทุกหน่วยงานดําเนินการอยู่ ณ ขณะนี้ มันเป็นความหลากหลาย เป็นความกระจัดกระจายอยู่ แต่สิ่งที่เราจะเดินร่วมกันต่อไป ข้างหน้านั้นจะต้องคํานึงถึงข้อมูลสถิติที่เป็นทางการ ซึ่งสํานักงานสถิติแห่งชาติเองนั้น คาดหวังอย่างมากในการที่จะมีออฟฟิเชียลสแททิสทิก (Official Statistic) เป็นเครื่องมือ ที่สําคัญอย่างยิ่งในการที่จะนําไปสู่การบริหารประเทศในอนาคต ยุคนี้เป็นยุคของข้อมูลนะคะ เราสามารถที่จะกําหนดทิศทาง กําหนดนโยบายอะไรต่าง ๆ เราก็ต้องอาศัยข้อมูลเป็นฐาน และข้อมูลนั้นไม่ใช่ข้อมูลเฉพาะแต่ละส่วนราชการมันหมายถึงข้อมูลของประเทศ และประเทศเราต้องเชื่อมสัมพันธ์กับต่างประเทศ เพราะฉะนั้นข้อมูลของเราก็ต้องสามารถ แลกเปลี่ยนกับระดับอินเตอร์ (Inter) หรือระดับสากลได้ นี่ก็คือที่มาเป็นเรื่องความสําคัญนะคะว่า ความสําคัญของตัวข้อมูลที่จะเป็นเรื่องต้นน้ําในการที่จะนําไปสู่เรื่องต่าง ๆ ทีนี้ในตัวสถิติเองนั้น มันก็มีข้อมูลสถิติหลายลักษณะเป็นสถิติที่ใช้ทั้งการบริหาร ตัวข้อมูลทะเบียนในแต่ละด้าน ไม่ว่าจะเป็นทะเบียนราษฎร์ ทะเบียนธุรกิจ ทะเบียนผู้เสียภาษี หรือแม้กระทั่งข้อมูลสําหรับ ผู้ปฏิบัติงาน อย่างข้อมูลการจัดเก็บ จํานวนครั้งในการปฏิบัติงาน หรือกิจกรรมอะไรต่าง ๆ
ข้อมูลสถิติอีกประเภทหนึ่งก็คือข้อมูลที่ใช้ในการพัฒนา เอาไปทําแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ติดตามการดําเนินงาน ประเมินผลการดําเนินงาน หรือแม้กระทั่งการบริการข้อมูลด้านต่าง ๆ ทั้งด้านการศึกษา ด้านเกษตร ด้านอุตสาหกรรม
อีกส่วนหนึ่งที่มองว่าเรื่องความสําคัญของตัวสถิติ คุณค่าของสถิติ หรือสารสนเทศนั้นจะต้องมีคุณภาพแล้วก็ครอบคลุมถึงความต้องการ นั่นก็คือสภาพของ สถานการณ์และแนวโน้มของเทคโนโลยีดิจิทัล (Technology Digital) ซึ่งถือว่า เป็นปัจจัยพื้นฐานสําคัญในการที่จะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ในการที่ ประเทศเราเองเข้าสู่ประชาคมอาเซียนซึ่งก็จะต้องมียุทธศาสตร์การสร้างความสามารถ ในการแข่งขันระหว่างประเทศ สร้างโอกาสความเสมอภาค ความเท่าเทียมกัน นโยบาย ประชารัฐซึ่งจะต้องสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชนแล้วก็ประชาชน โมเดล (Model) ประเทศไทย ๔.๐ ซึ่งตรงนี้เราก็ยอมรับนะคะว่ามันเป็นเรื่องที่สําคัญมาก ๆ เป็นเรื่องที่เรา จะต้องตื่นตัวเพื่อที่จะพัฒนาประเทศเราให้เข้าไปสู่ยุค ๔.๐ ให้ได้ นอกจากนี้ก็เป็น สถานการณ์อื่น ๆ อย่างเช่น ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม ในเรื่องต่าง ๆ ลองมาดูระบบสถิติของบ้านเรา ณ ขณะนี้ จริง ๆ สํานักงานสถิติแห่งชาติ ถ้าใครพูดถึงสํานักงานสถิติแห่งชาตินั้น พวกเราหลายคนตั้งแต่เริ่มทํางานเราก็จะได้ยินชื่อ ของหน่วยงานนี้มาเนิ่นนานแล้ว นึกถึงสมัยก่อนที่เป็นเครื่องกระดาษที่จะต้องพันเข้าไป แล้วก็พอออกมาก็จะต้องมานั่งตรวจนะคะว่าข้อมูลเป็นแบบไหน อย่างไร ตรวจถูก ไม่ถูก ไปเก็บข้อมูลมาแล้วกระดาษก็ตั้งเป็นกองสูง ๆ เดี๋ยวนี้ทุกอย่างมันพัฒนาแล้ว ถามว่า สํานักงานสถิติแห่งชาติเกิดมาเมื่อไร เกิดมาตั้งแต่ปี ๒๕๐๖ ถ้านับถึงตอนนี้ปี ๒๕๕๙ ก็ ๕๐ กว่าปีแล้ว และตั้งแต่ตอนที่จัดตั้งสํานักงานสถิติแห่งชาตินั้นก็ได้มีการกําหนดว่า สํานักงานสถิติแห่งชาตินั้นทําหน้าที่ในฐานะหน่วยสถิติกลางของประเทศ ๕๐ กว่าปี บอกว่าสํานักงานสถิติแห่งชาติให้เป็นหน่วยงานกลางของประเทศ ณ วันนี้เราจากทุกหน่วย ราชการเรามองเห็นร่วมกันแค่ไหน เพียงไร และเราต้องการจะเห็นสิ่งตรงนี้เกิดขึ้น อย่างสมบูรณ์ อย่างบรรลุตามเป้าหมายแค่ไหน ในขณะที่สํานักงานสถิติแห่งชาตินั้นก็จะมี ภารกิจหลักในการดําเนินการไม่ว่าจะเป็นสํามะโนประชากร สํามะโนอุตสาหกรรมอะไรก็ตาม แต่หน่วยงานต่าง ๆ ก็มีภารกิจในการจัดเก็บสถิติข้อมูลของแต่ละหน่วยงานด้วยเช่นกัน นั่นคือสภาพของที่เป็นอยู่ ณ ขณะนี้ อย่างเมื่อกี้ท่านประธานกรรมาธิการบอกว่าเรามีแผนแม่บทระบบสถิติประเทศไทยนะคะ ตอนนี้เราก้าวเข้าสู่แผนแม่บทฉบับที่ ๒ ในแผนแม่บทฉบับที่ ๒ นั้นก็มีการกําหนดไว้ว่าสถิติ ของประเทศนั้นมันจะมีสาขาอะไรบ้าง มันก็มีทั้งหมดรวมทั้ง ๒๑ สาขานะคะ แล้วก็กลไก ในการบริหารงานก็กําหนดไว้ว่าจะมีทั้งคณะจัดระบบสถิติ ๓ ด้าน คือด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านวิชาการ แล้วก็มีคณะอนุกรรมการสถิติรายสาขา ๒๑ ชุดนะคะ ๒๑ ชุดนั้นจะกระจายไปตาม กระทรวงต่าง ๆ แล้วก็มีปลัดกระทรวงเป็นประธานนะคะ ส่วนกลไกอื่นก็จะมีคณะกรรมการ สถิติกลุ่มจังหวัด ๑๘ กลุ่มจังหวัด คณะกรรมการสถิติจังหวัด แล้วก็อนุอื่น ๆ ซึ่งเป็นองค์กร ทางวิชาการ
สภาพปัญหานะคะ สภาพปัญหา เราได้ตรวจสอบเรื่องนี้แล้วแล้วก็เป็นที่ ยอมรับ หรือแม้กระทั่งคุยกับใครทุกคนก็ยอมรับความเป็นจริงที่เป็นอยู่ ณ ขณะนี้นะคะว่า เราขาดความเป็นเอกภาพในเรื่องการทํางานด้านสถิติ มีการจัดเก็บข้อมูลโดยหลายหน่วยงาน ทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค แล้วก็ขึ้นอยู่กับว่าตัวฐานข้อมูลในการเก็บหรือระบบการจัดเก็บ แต่ละหน่วยนั้นก็จะมีความแตกต่างกันไปนะคะ ขึ้นอยู่กับว่าข้อกําหนดหรือข้อมอบหมาย ที่แต่ละหน่วยงานนั้นมอบเป็นลักษณะไหน อย่างไร จึงมีความแตกต่าง แล้วก็เกิด ความยุ่งยากสับสนนะคะ เราจะได้ยินการพูดอยู่บ่อย ๆ นะคะบอกว่าถ้าถามราคาผักตลาดเกษตร ก็จะราคาหนึ่ง ถ้าถามราคาผักตลาดเกษตรเก็บโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถ้าถามราคาผักตลาดแถวดุสิตซึ่งเก็บโดยกระทรวงพาณิชย์ก็จะอีกราคาหนึ่ง อย่างนี้เป็นต้นนะคะ ซึ่งก็จะมีลักษณะการจัดเก็บที่แตกต่างกันนะคะ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จะเป็นประเด็นที่จะมี การกล่าวขวัญกันอยู่ว่าตกลงข้อมูลที่ไหน เราจะเอาข้อมูลที่ไหนเป็นข้อมูลกลาง รูปแบบ การจัดเก็บข้อมูลก็ยังไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเชื่อมต่อ หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันนะคะ ในตัวบทบาทของสํานักงานสถิติแห่งชาติ บุคลากร ในสังกัดแม้จะมีสมรรถนะสูงในการผลิตข้อมูลสถิติ แต่ประสบการณ์ด้านบริหารจัดการ ระบบสถิติกับการจัดการที่จะได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ ก็ถือว่าเป็นประเด็นสําคัญ สํานักงานสถิติจังหวัดเองนั้นจะต้องทําบทบาทในการเป็นหน่วยงานกลางด้านข้อมูล ในระดับจังหวัดค่ะ
ในด้านองค์ความรู้ด้านสถิติของหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาครัฐส่วนใหญ่ อาจจะไม่ค่อยตระหนักถึงความรับผิดชอบของสํานักงานสถิติแห่งชาติ หรือการที่จะนําข้อมูล จากสํานักงานสถิติแห่งชาติไปใช้ ที่สําคัญผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานไม่เห็นภาพว่า ตัวข้อมูลสถิติของหน่วยงานตัวเองนั้นอยู่ตรงไหนนะคะ เมื่อมีการที่จะใช้ข้อมูลแต่ละครั้ง ก็จะมีการเรียกเก็บแต่ละครั้ง แต่ไม่มีการจัดเก็บระบบข้อมูล หรือไม่มีหน่วยที่เป็นทางการ หน่วยงานกลางขององค์กรที่จะรับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง ถ้าจะถามเรื่องนั้นก็จะไปถามสํานักนี้ จะถามเรื่องอะไรก็ไปถามแต่ละสํานัก ๆ แล้วก็ค่อยมารวบรวมเข้ามาด้วยกันนะคะ ซึ่งจริง ๆ ตรงนี้ถือว่าเป็นปัญหาที่สําคัญ ในการทําดัชนีชี้วัดระดับนานาชาตินะคะ ประเทศไทยมักจะ ประสบปัญหาเนื่องจากไม่มีหน่วยงานที่จะรับผิดชอบและตรวจสอบข้อมูลที่สถาบันจัดอันดับ นานาชาติได้นําไปใช้ จึงทําให้บางกรณีประเทศเรามีอันดับตกต่ํากว่าที่ควรจะเป็น เพราะฉะนั้นในการดําเนินการเรื่องนี้ก็มีกรอบแนวความคิดหลายประการดังนี้
ประการแรกก็คือร่างรัฐธรรมนูญที่ได้กล่าวเมื่อกี้บอกว่า โดยเฉพาะ มาตรา ๒๕๘ (ข) ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ให้มีการบูรณาการฐานข้อมูลของหน่วยงาน ของรัฐทุกหน่วยงานเข้าด้วยกันเพื่อให้เป็นระบบข้อมูล เพื่อการบริหารราชการแผ่นดิน และการบริการประชาชน
ประการที่ ๒ พระราชบัญญัติสถิติแห่งชาติก็ได้มีการกําหนดว่าให้สํานักงาน สถิติแห่งชาติเป็นหน่วยงานกลางของรัฐในการดําเนินการเกี่ยวกับหลักสถิติตามหลักวิชาการนะคะ
ประการที่ ๓ เรื่องยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ยิ่งถ้าเราจะทํายุทธศาสตร์ชาติ ในอนาคต ซึ่งตอนนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องสําคัญ เพราะฉะนั้นตัวข้อมูลที่จะต้องใช้ เพื่อการพยากรณ์ต่อไปในอนาคตยิ่งเป็นเรื่องที่สําคัญมาก ๆ ตัวแผนแม่บทสถิติซึ่งฉบับที่ ๒ ก็พูดถึงทั้งการพัฒนาข้อมูลแล้วก็การพัฒนาคน ที่สําคัญก็คือเรื่องการพัฒนาระบบข้อมูล ตามข้อเสนอขององค์การระหว่างประเทศ ตอนนี้เราเป็นภาคีของสมาชิกของยูเอ็น (UN) แล้วก็เป็นสมาชิกในองค์การระหว่างประเทศหลาย ๆ หน่วย อย่างเช่น ปารีส ๒๑ ของยูเอ็น (UN) สหประชาชาติ ของไอเอ็มเอฟ (IMF) ของการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ด้วยมาตรฐานของเอสดีเอ็มเอกซ์ (SDMX) นั่นก็คือสแททิสทิคัล ดาต้า แอนด์ เมตะดาต้า เอกซ์เชนจ์ (Statistical Data and Metadata Exchange) ต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูล กับนานาชาติ ประเด็นในการปฏิรูปกรรมาธิการด้านบริหารราชการแผ่นดินได้พิจารณาเรื่องนี้ แล้วก็เห็นว่ามีประเด็นหลัก ๆ ที่ควรจะนําไปสู่การขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้บังเกิดผล
ประการแรกจะต้องพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางระดับชาติ นั่นก็คือข้อมูล ที่เรียกว่าสถิติทางการ ต้องมีการกําหนดข้อมูลกลางของระดับประเทศ โดยเรื่องนี้แน่นอน สํานักงานสถิติจะต้องเป็นเจ้าของเรื่อง จริง ๆ คณะกรรมการก็มีอยู่แล้วแต่เราก็มองเห็นว่า คณะกรรมการสถิติ ๓ ด้าน กับคณะกรรมการที่ปรึกษานั้นน่าจะออกมาเป็นคณะกรรมการ สถิติแห่งชาติ
ประการที่ ๒ ต้องพัฒนาระบบฐานข้อมูลในกระทรวง กรมต่าง ๆ
ประการที่ ๓ คือพัฒนาสมรรถนะของบุคลากร
ประการที่ ๔ ในการจัดทํางบประมาณแบบบูรณาการนั้นจะต้องให้กระทรวงดีอี (DE) เป็นเจ้าของเรื่อง ก็ขอนําเสนอข้อเสนอในการปฏิรูปเป็นรายเรื่องดังนี้ ประการแรก การพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางระดับชาติก็คงจะให้ความสําคัญกับศูนย์ข้อมูลกลาง ระดับชาติ โดยสํานักงานสถิติแห่งชาตินั้น มีภารกิจตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ ที่กําหนดให้เป็นหน่วยงานกลางที่จะเป็นผู้กําหนดมาตรฐานข้อมูลสถิติแห่งชาติ และสารสนเทศในระดับประเทศอยู่แล้ว และจัดทําระบบฐานข้อมูลกลางให้สอดคล้องกับ มาตรฐานสากลในระบบเอสดีเอ็มเอกซ์ (SDMX) แล้วก็ให้ถือเป็นมาตรฐานกลางด้านสถิติ และสารสนเทศภาครัฐ นี่ก็คือด้วยข้อกฎหมายสํานักงานสถิติแห่งชาติจะต้องดําเนินการ ในเรื่องนี้ ประการที่ ๒ ก็คือให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการสถิติแห่งชาติ จริง ๆ แล้วไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่มีอยู่แล้วเพียงแต่ปรับปรุงคณะกรรมการ ๒ คณะ คือคณะกรรมการจัดระบบสถิติ ประเทศไทย ๓ ด้าน กับคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านวิชาการเป็นคณะกรรมการสถิติแห่งชาติ ซึ่งมีหน้าที่ แล้วก็มีบทบาทระดับนโยบาย แล้วก็ในเชิงวิชาการ เพื่อจะทําหน้าที่ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ประการที่ ๒ ในเรื่องการพัฒนาระบบฐานข้อมูลในระดับกระทรวง กรมและจังหวัด แน่นอน โครงข่ายสารสนเทศของประเทศเป็นเรื่องที่สําคัญ เรื่องนี้รัฐบาลเองก็ให้ความสําคัญกับ รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ที่จะดําเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นผู้ที่จะสร้างโครงข่าย สารสนเทศจะทางสํานักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นองค์การมหาชนรับผิดชอบในเรื่องนี้อยู่ ประการที่ ๒ เราต้องยอมรับถ้าทุกท่านที่ทําหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐมา เรามองย้อนกลับ ไปดูในหน่วยงานของเราแต่ละแห่ง บางหน่วย บางกระทรวง หรือบางกรมจะมีกอง หรือสํานักสารสนเทศ หรือสํานักงานสถิติสารสนเทศ บางแห่ง บางกรม หรือบางหน่วยงาน มีกลุ่มงานสารสนเทศอยู่ในกองแผนงานหรืออยู่ในกองกลาง หรืออยู่ในสํานักงานเลขานุการกรม แต่บางหน่วยงานไม่มีหน่วยงานเหล่านี้เลย เมื่อไม่มีหน่วยงานเหล่านี้เลยนั่นก็หมายความว่า ไม่มีหน่วยงานกลางที่ทําหน้าที่เป็นศูนย์รวมในการรวบรวมที่เป็นข้อมูลกลางที่มี บุคคลภายนอกประสานมาแล้วสามารถที่จะสื่อข้อมูลของกรมนั้นให้กับหน่วยงานภายนอกได้ หรือแม้กระทั่งการติดต่อระหว่างกรมต่อกรม จะต้องไล่ถามเป็นรายกองหรือเป็นรายสํานัก เพราะฉะนั้นสภาพ ณ ขณะนี้ก็มีทั้ง ๑. ที่เป็นหน่วยงานระดับกองหรือสํานักที่ปรากฏตาม กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการแล้ว
ประการที่ ๒ ก็เป็นกลุ่มงานภายในที่ไม่ปรากฏ แต่ว่ามีการจัดตั้งเพื่อให้ทํา หน้าที่ตรงนี้ไม่ว่าจะอยู่ที่กองนโยบาย กองแผนงานหรือว่ากองกลางอะไรก็ตาม ที่ไม่มีหน่วยงานทางนี้เลย ก็มีข้อเสนอว่าทุกส่วนราชการจะต้องจัดตั้งให้มีกลุ่มงานสารสนเทศ ของหน่วยงานนั้นเพื่อจะรับผิดชอบภารกิจในการที่จะจัดทําข้อมูลกลางของหน่วยงานต่าง ๆ เมื่อมีการจัดตั้งหรือกรณีที่เป็นกอง เป็นสํานัก หรือเป็นกลุ่มงานที่มีอยู่เดิมแล้วก็จะต้องทํา หน้าที่ในการที่จะทําหน้าที่เป็นหน่วยข้อมูลกลางของส่วนราชการด้วย
ประการต่อมาเมื่อมีหน่วยงานแล้วจะต้องมีการจัดอัตรากําลังเพื่อให้ ปฏิบัติงานในหน่วยงานนี้ นั่นก็คือจะต้องมีการเกลี่ยอัตรากําลังเพื่อจะให้มาทําหน้าที่นี้ เมื่อตอนที่เราเปลี่ยนระบบปี ๒๕๕๑ ก็มีประเด็นปัญหาว่าบางส่วนราชการนั้นมีตําแหน่ง นักสถิติกรมละ ๑ ตําแหน่ง ๒ ตําแหน่ง เมื่อมองเห็นจํานวนตําแหน่งแล้วเราก็มองเห็น ทางก้าวหน้าของตําแหน่งเหล่านี้ด้วยว่าถ้ามีตําแหน่งจํานวนไม่มากโอกาสทางก้าวหน้าก็จะมีไม่มาก เพราะฉะนั้นเมื่อปี ๒๕๕๑ ที่เราเปลี่ยนจากระบบซีมาเป็นระบบแท่งนั้นเราก็เปลี่ยนจาก ตําแหน่งนักสถิติให้เป็นสายงานหลักของแต่ละส่วนราชการ เพราะฉะนั้นโอกาสคนที่ทํา หน้าที่ตรงนี้จะมีความก้าวหน้าหรือมีโอกาสที่จะสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปปฏิบัติหน้าที่อื่น ก็มีมากขึ้น เราก็เห็นควรว่าควรจะให้ส่วนราชการนั้นพิจารณาเกลี่ยตําแหน่งอย่างน้อย ๒ ตําแหน่งเพื่อปฏิบัติงานนี้ ในเรื่องนี้คือจะต้องทบทวนฐานข้อมูลในความรับผิดชอบของ แต่ละหน่วย
ประการต่อไปพัฒนาระบบฐานข้อมูลสถิติในระดับจังหวัดด้วยเพื่อที่จะทําให้ สํานักงานสถิติแห่งชาติเป็นศูนย์กลางข้อมูลในระดับจังหวัด ซึ่งในระดับจังหวัดเองนั้นก็มี คณะกรรมการสถิติจังหวัดซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้อยู่แล้ว
ในประการที่ ๓ ในเรื่องการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรด้านสถิติ และสารสนเทศ ไม่ว่าแผนแม่บทสถิติเอง ไม่ว่าความคาดหวังของรัฐบาลในการที่ต้องการ ที่จะเปลี่ยนประเทศไทยเป็น ๔.๐ ที่สําคัญก็คือเราจะก้าวไปตรงนั้นได้ ตัวบุคลากร สมรรถนะ ของบุคลากรเป็นเรื่องที่สําคัญ เรามองเป็นวงรอบอย่างนี้ว่าบุคคลที่สําคัญในวงในสุด ก็คือซีไอโอ (CIO) ประจํากระทรวงหรือกรม ชีฟ อินฟอร์เมชัน ออฟฟิซเซอร์ (Chief Information Officer)
ลําดับถัดไปก็คือบุคลากรของสํานักงานสถิติซึ่งจะต้องทําหน้าที่ในการ ประสานข้อมูลกับหน่วยราชการต่าง ๆ เพราะฉะนั้นความเข้าใจ สิ่งที่จะเป็นองค์ความรู้ใน เรื่องจัดการระบบสถิติ หรือแม้กระทั่งตัวมาตรฐานกลางจะต้องมีความเข้มแข็ง
ต่อไปก็คือบุคลากรของกลุ่มที่ทําหน้าที่ในด้านสารสนเทศของส่วนราชการ นี่คือกลุ่มถัดไปที่จะต้องมีองค์ความรู้
แล้วท้ายที่สุดก็คือบุคลากรของภาครัฐโดยทั่วไป ซึ่งสมัยหนึ่งก่อนหน้านี้ ก็มีข้อกําหนดว่าคนที่จะขึ้นระดับ ๖ ได้นั้นจะต้องมีความรู้ด้านไอที (IT) ก็จะมีการส่ง ข้าราชการไปอบรมทั้งภาครัฐหรือภาคเอกชนทั้งหลายเพื่อให้ได้ใบมาใบหนึ่งบอกว่า ได้ผ่านการอบรมด้านไอที (IT) แล้ว ฉะนั้นในยุคต่อไปคิดว่าจุดนี้เป็นเรื่องที่สําคัญมาก ๆ คือสถานการณ์หรือระดับของสมรรถนะของบุคลากรนั้นในแง่ความรู้ความสามารถ ทักษะ และสมรรถนะที่กําหนดไว้ ในเรื่องทักษะนั้นองค์ประกอบหนึ่งก็คือทักษะทางด้านเทคโนโลยี สารสนเทศ ซึ่งก็มีระดับกําหนดไว้ว่าระดับ ๑ เป็นอย่างไร ๒ ๓ ๔ ๕ เพราะฉะนั้นตรงนั้นคือ สิ่งที่จะต้องพัฒนาบุคลากรภาครัฐโดยรวมให้เป็นไปตามสมรรถนะที่กําหนดนะคะ
ในข้อเสนอต่อมาก็คือเรื่องการจัดทํางบประมาณแบบบูรณาการด้านสถิติ และสารสนเทศ ในทางปฏิบัติที่ผ่านมาเวลาขอจัดตั้งงบประมาณของแต่ละหน่วยงานก็จะมี อนุที่จะกลั่นกรองในเรื่องนี้ซึ่งสํานักงบประมาณจะเป็นคนกลางที่จะดูแลเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ตอนนี้เราคิดว่าคงจะต้องให้ทางกระทรวงดีอี (DE) แล้วก็สํานักงบประมาณมาเป็นผู้ดูแล ตรงส่วนนี้เพื่อจะให้ระบบงบประมาณของทุกส่วนราชการประสานสอดเนื่องเกี่ยวข้องกัน อันนี้ก็คือข้อเสนอโดยรวมในเรื่องการปฏิรูประบบสถิติแห่งชาติเพื่อการบริหารราชการแผ่นดิน และการบริการประชาชน เพราะถ้าดําเนินการตามข้อเสนอทั้งหมดที่ว่าระดับสูงสุดในการใช้ สารสนเทศของประเทศก็คือระบบพีม็อก (PMOC) นี่นะคะ ก็มีคนบอกว่าพีม็อก (PMOC) มันก็จะเหมือนกับ ๑๑๑๑ แต่ที่ทางสํานักงานสถิติแห่งชาติเองก็มีข้อเสนอเพราะว่ามันเป็น เรื่องระดับประเทศนะคะว่าให้ใช้พีม็อก (PMOC) ระดับถัดมาก็คือระดับม็อก (MOC) ก็คือ ระดับกระทรวง ระดับกระทรวงนั้นก็คือ ๒๑ ชุด แล้วก็มีปลัดกระทรวงเป็นประธาน จากม็อก (MOC) ลงมาก็เป็นระดับด็อก (DOC) ก็คือระดับกรม จากกรมลงไปก็จะเป็นของ ระดับในพื้นที่ ซึ่งก็จะมีทั้งกรณีที่เป็นข้อมูลกลางที่ทุกอย่างจากทุกส่วนราชการจะต้อง เข้าไปอยู่ในถังข้อมูลกลางของประเทศส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็จะเป็นข้อมูลเฉพาะ นี่ก็คือข้อเสนอโดยรวมที่จะนําเรียน
ต่อไปในเรื่องการกําหนดระยะเวลากับประโยชน์ที่จะได้ อยากเรียนเชิญ ท่านอนุสิษฐค่ะ
ขอเชิญท่านอนุสิษฐ คุณากร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ท่านเป็นเลขานุการกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกครับ ในช่วงของการกําหนดระยะเวลาที่ คณะกรรมาธิการได้วางกรอบไว้ซึ่งเป็นการวางกรอบที่สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญ โดยการกําหนดระยะเวลาในช่วง ๒ ปีแรกเป็นเรื่องของการตรวจสอบ เรื่องของการศึกษา ชุดข้อมูล ทั้งข้อมูลที่มีอยู่เดิม คือข้อมูลทางสถิติรายสาขาซึ่งมีอยู่ ๒๑ สาขา ต้องมีการ ทบทวนถึงความจําเป็นที่จะต้องนํามาใช้เป็นข้อมูลสถิติของประเทศในระยะต่อไป ซึ่งขณะนี้ สถานการณ์ได้มีการเปลี่ยนแปลงทิศทางของประเทศ ได้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น มีการกําหนดยุทธศาสตร์ มีการกําหนดแนวทางในเรื่องของการที่จะปรับปรุงให้ประเทศไทย มีการพัฒนาที่เติบโตโดยอาศัยนวัตกรรม อาศัยเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทันสมัย
ข้อมูลอีกประการหนึ่งครับเป็นข้อมูลที่จะต้องมีการศึกษาประเมินวิเคราะห์ ความต้องการของประเทศที่แท้จริงว่าการใช้ข้อมูลทางสถิตินั้นจําเป็นที่จะต้องมีการศึกษา มีการตรวจสอบและมีการค้นหาข้อมูลต่าง ๆ นั้นให้ครบถ้วน
ในช่วงปีแรกในประการที่ ๒ เรื่องการจัดตั้งกลุ่มสารสนเทศในทุกส่วนราชการ ซึ่งจริง ๆ แล้วในทุกส่วนราชการมีกลุ่มงานสารสนเทศอยู่แล้ว เพียงแต่ว่ากลุ่มงานสารสนเทศนั้น อาจจะยังมีทิศทางในการทํางานยังไม่ครบถ้วน เป็นทิศทางในการทํางานในลักษณะ ของการแก้ไขปัญหาในกระทรวง ในกรมของตัวเอง แต่ในเชิงของงานทางสถิติที่เป็น ประโยชน์ต่อการวางแผน ต่อการบริหารราชการแผ่นดินหรือการให้บริการประชาชน ในเชิงข้อมูลสถิตินั้นยังมีการจัดทําข้อมูลในเรื่องเหล่านี้ค่อนข้างน้อยและประโยชน์ที่ได้รับ ในระยะเวลาที่ผ่านมาก็อย่างที่ทุกท่านทราบดีครับว่าข้อมูลสถิติของประเทศเรานั้นยังไม่ได้มี มาตรฐานสากลมากนัก ยังไม่มีผู้นําไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากนัก
ในช่วงปีที่ ๑ และปีที่ ๒ ในประการที่ ๓ ครับ เรื่องการแก้ไขพระราชบัญญัติ ซึ่งการแก้ไขพระราชบัญญัตินั้นจะต้องสอดคล้องกับที่ท่านเบญจวรรณได้พูดมาตั้งแต่ต้นนะครับว่า มีหลายประการที่จะต้องมีการปรับปรุง มีการแก้ไขในเรื่องของโครงสร้างของคณะกรรมการก็ดี ในเรื่องของอนุกรรมการรายสาขา ๒๑ สาขาก็ดี จําเป็นที่จะต้องมีการทบทวนเปลี่ยนแปลง ภายใต้ชุดข้อมูลที่ทําการศึกษาประเมินวิเคราะห์เพิ่มเติมแค่ไหน เพียงใด ซึ่งก็ไปสอดคล้องกับ ตัวพระราชบัญญัติเมื่อปี ๒๕๔๐ ซึ่งจะต้องมีการทบทวน และในประการที่สําคัญครับ ในช่วงแรกนั้นซีไอโอ (CIO) เอง ซึ่งถือว่าเป็นหัวหน้าของกลุ่มงานสารสนเทศของกระทรวง และกรมต่าง ๆ นั้นจําเป็นที่จะต้องมีการทบทวนตัวเอง จําเป็นที่จะต้องมีการพัฒนา องค์ความรู้ของตัวเองในข้อมูลของเชิงสถิติ อันนี้เป็นการกําหนดระยะเวลาการปฏิรูปในช่วงแรก ในช่วงที่ ๒ เป็นเรื่องของการปฏิรูป ในปีที่ ๓ ถึงปีที่ ๕ หลังจากการปฏิรูปในช่วง ๒ ปีแรกแล้วเสร็จ สิ่งที่สําคัญเมื่อมีการประเมิน ในเรื่องของความต้องการข้อมูลแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อมาก็คือในเรื่องของข้อมูลสถิติ ในเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดินนั้นจําเป็นที่ทุกส่วนราชการจะต้องทําเรื่องนี้ให้เกิดขึ้น ให้ได้ในช่วงปีที่ ๓ ถึงปีที่ ๕ จะต้องมีข้อมูลทางสถิติสําหรับเป็นข้อมูลที่ใช้ไปในลักษณะ เป็นมาตรฐานที่เป็นสากล สําหรับการเชื่อมโยงการทํางาน การวางแผนระหว่างประเทศ มีการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานภายในต่าง ๆ เพื่อใช้ข้อมูลสถิตินี้อย่างถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ ในช่วงปีที่ ๓ ถึงปีที่ ๕ ยังจะต้องมีการพัฒนาข้อมูลสถิติสําหรับ การบริการประชาชน ข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้จะต้องมีการเชื่อมโยง ต้องมีการบูรณาการ การเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ต้องเป็นไปโดยสะดวกรวดเร็ว เป็นการลดระยะเวลาในการให้บริการ แก่ประชาชน ซึ่งจะเห็นได้ว่าข้อมูลสถิติหลายประการได้นํามาสู่การพัฒนาประเทศ ได้นํามาสู่ ในเรื่องของการลงทุนของภาคเอกชน ซึ่งถ้าข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ ทางกรรมาธิการก็เชื่อว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นในระยะต่อไปก็คือผลที่เราคาดว่าจะได้รับนั้น ประเทศไทยเองจะมีระบบข้อมูลเชิงสถิติของประเทศ ทั้งประโยชน์ในเรื่องของการวางแผน ประโยชน์ในเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดิน ประโยชน์ในเรื่องของการแก้ไขปัญหา ทั้งภายใต้กรอบของยุทธศาสตร์ก็ดี ภายใต้ของนโยบายประเทศไทย ๔.๐ ก็ดี หรือภายใต้ กรอบของรัฐธรรมนูญในด้านชุดนี้ก็ดี ซึ่งเมื่อมีการพัฒนาในส่วนนี้ครบถ้วน ข้อมูลต่าง ๆ เหล่านั้นก็จะนํามาสู่การประกอบในเรื่องของการบริหารงานและการพัฒนาประเทศ ในด้านต่าง ๆ ผลที่คาดว่าจะได้รับประการที่ ๒ ก็คือข้อมูลเหล่านี้จะถูกปรากฏต่อสังคม จะมีความโปร่งใส ประชาชนสามารถเข้าตรวจสอบการทํางานในลักษณะของข้อมูลเชิงสถิติได้ และประการสุดท้ายเกิดการเชื่อมโยงในการบริหารราชการแผ่นดินและการให้บริการ ประชาชนในทุกพื้นที่ ในทุกคน โดยมีการเข้าถึงอย่างสะดวกรวดเร็วภายใต้แผน ของการทํางานอย่างที่เรียนให้ทราบครับ ทั้งในส่วนของยุทธศาสตร์ชาติเอง ในส่วนของ นโยบายรัฐบาล ในส่วนของกรอบยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ที่จะต้องอาศัยข้อมูลทางสถิติครับ กระผมมีเรื่องนําเรียนแต่เพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นต่อรายงานดังกล่าวนะครับ โดยใช้เวลาท่านละไม่เกิน ๑๐ นาที ท่านแรกขอเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการ สํานักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิก สปท. ที่รักทุกท่าน กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๓ ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนว่าได้อ่านรายงานที่ประชุมปึกใหญ่ ๆ ของท่านแล้วก็มีความเห็นว่ากําลังเดินมา ถูกทางแล้ว การทําอะไรที่ไม่มีแผนนโยบายและไม่มีสถิติเป็นข้อมูลพื้นฐาน ก็พูดง่าย ๆ ว่า เดินไปในท่ามกลางความมืด เพราะฉะนั้นการเสนอเรื่องนี้สําหรับผม ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่อย่างไรก็ตามผมก็มีข้อเสนอบางประการที่จะเสนอผ่านท่านกรรมาธิการไปยัง คณะกรรมาธิการด้วยความเคารพ เพราะฉะนั้นก่อนที่จะถึงเรื่องข้อเสนอผมขออนุญาต นําเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) สู่จอสักเล็กน้อยอย่างเร็ว ๆ นะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ภาพที่ ๑ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่กําลังจะพูด ภาพที่ ๒ เป็นภาพที่ประชาชนคนไทยโดยเฉพาะข้าราชการก็จะต้องทราบว่าพระองค์เป็นผู้บุกเบิก ถึงใช้คําว่าระบบราชการมาแต่ต้น นับตั้งแต่ตั้งกระทรวง ทบวง กรม โดยการปรับจาก สมุหกลาโหมและสมุหนายก เวียง วัง คลัง นา สมัยก่อนนะครับมาเป็นกระทรวงต่าง ๆ ให้ทันสมัย แล้วก็สามารถบริการประชาชนได้อย่างดี มีประสิทธิภาพ
ภาพต่อไปครับขอน้อมนําพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ในพระบรมโกศขึ้นมา ผมอยากกราบเรียนว่าเป็นภาพในหลวง ๗๐ ปีของพระองค์ได้ทรง สร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ในเรื่องของระบบราชการ ระบบไอที (IT) ระบบอะไรมากมาย ซึ่งสาธยายอย่างไรกี่วันก็ไม่มีวันจบ อันนี้ก็ต้องกราบเรียนว่าเป็นเรื่องของประวัตินะครับ
ต่อไปผมขออนุญาตท่านประธาน ผมขออนุญาตนําพระรูปสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร และพระราชดํารัสของพระองค์ ที่พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นํารัฐมนตรีทั้ง ๑๒ คนเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับ ปฏิบัติหน้าที่ เมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๙ คือเมื่อวานนี้ และข้อความหนึ่งที่ผมอ่านหลายครั้ง ยิ่งอ่านก็ยิ่งมีความรู้สึกว่าประทับใจผมมาก แล้วก็มีความรู้สึกที่เขาเรียกว่าเป็นพระราชดํารัส ที่ลึกซึ้ง ผมขออนุญาตนําขึ้นจอครับ ท่านกล่าวไว้ความตอนหนึ่งว่าตลอดระยะเวลา ๗๐ ปี ได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ ได้ทรงปฏิบัติมามากและหลายอย่างได้มีพระราชดําริ ได้พระราชทานแนวทางไว้ก็ขอฝากให้ท่านศึกษาพระราชดําริ ศึกษาวิเคราะห์ พระราชปณิธานและศึกษาพระราชกรณียกิจต่าง ๆ ที่พระองค์ปฏิบัติมา อันนี้จะเป็นสิ่งที่ทํา ให้เกิดสิริมงคลและเป็นยิ่งกว่าพระที่คุ้มครองพวกเรา การปฏิบัติตามหรือการระลึกถึง พระมหากรุณาธิคุณ ระลึกถึงพระราชดําริ หรือพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชนี้จะเป็นพระ เป็นแสงสว่างที่คุ้มครองพวกเราสืบไป ท่านอ่านข้อความนี้อย่างละเอียดวิเคราะห์แล้วจะเห็นเลยว่าพระองค์ตรัสลึกซึ้งมาก ซึ่งผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมฟังแล้วก็ไปหามา ฟังเมื่อคืนนี้ข่าวในพระราชสํานัก และผมก็ไปหามาเมื่อเช้านี้ ผมก็ขนลุก ถ้าทําอย่างที่พระองค์ทรงตรัสไว้นี่ ผมยืนยันว่า ประเทศชาติจะยิ่งกว่า ๔.๐ อีกครับ จะก้าวหน้าทุกคนก็จะมีความรักสามัคคีกัน อันนี้ก็เป็น สิ่งที่ผมกราบน้อมนํามาด้วยความเคารพ ก็ต้องขอเคารพท่านอีกครั้งหนึ่งครับ
ต่อไปผมจะเข้าเรื่องครับจากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงมีพระราชดําริเปลี่ยนแปลง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ๗๐ ปีดําเนินการ ทุกอย่างมาจนถึงรัชกาลปัจจุบันที่กล่าวเมื่อสักครู่ ผมคิดว่าสิ่งที่เรากําลังจะทํา หรือท่านกรรมาธิการจะทํานั้นเขาเรียกอะไร สนองพระเดชพระคุณพระองค์ท่าน เรามีพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินฉบับแรก ปี ๒๕๓๔ ก็มีกระทรวง ทบวง กรม ๑๒ กระทรวง จนปัจจุบันนี้เราใช้ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินที่ปรับปรุงแล้ว ๕ ครั้ง ฉบับปี ๒๕๔๕ มี ๒๐ กระทรวง เห็นไหมครับมีการพัฒนาขึ้น เพราะเนื่องจากงาน ของชาติบ้านเมืองมีมากขึ้นทุกวันนะครับ
ภาพต่อไปคือพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๘) ปี ๒๕๕๓ ที่ใช้อยู่ปัจจุบันนี้ ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๕๓ ภาพต่อไปครับ ศาลากลางจังหวัดนครสวรรค์ ท่านอาจจะบอกเขาพูดเรื่องสถิติทําไมเอาศาลากลางขึ้นมา ขออนุญาตท่านเก็บไว้ก่อนอย่าเพิ่งวิพากษ์วิจารณ์อะไรนะครับ นี่ศาลากลาง จังหวัดนครสวรรค์ ภาพต่อไปครับ ที่ว่าการอําเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ แต่ก่อนที่ว่าการ อันนี้อยู่ในดงผู้ก่อการร้ายเทือกเขาภูพาน ภาพต่อไปที่ท่านกําลังพูด กําลังนําเสนอปัจจุบันคือ สํานักงานสถิติแห่งชาติ ด้านหลังติดกับคลองผดุงกรุงเกษม ด้านหลังถัดลงไปนี้นะครับ อยู่ใกล้ ๆ เรานี่เอง ใกล้ ๆ สะพานขาว ผมกราบเรียนด้วยความเคารพว่าท่านที่บุกเบิก สํานักงานแห่งนี้คือศาสตราจารย์บัณฑิต กันตะบุตร ท่านดํารงตําแหน่งเลขาธิการสํานักงาน สถิติแห่งชาติคนแรก คนปัจจุบันอยู่บนบัลลังก์ เมื่อสักครู่ก็ได้ยินเสียงท่านใช่ไหมครับ เมื่อกี้ท่านเลขาปัจจุบันหรือเปล่าครับ ก็ไม่เป็นอะไร เรามาดูอันนี้พระราชบัญญัติการสถิติ พยากรณ์ พุทธศักราช ๒๔๗๙ ท่านเคยเห็นไหมครับผมไปดูมาแล้วโบราณมาก เปลี่ยนแปลง การปกครองได้เพียง ๕ ปีมีพระราชบัญญัติฉบับนี้แล้วพูดถึงเรื่องสถิติพยากรณ์ ก็ทํามาอย่าง ลุ่ม ๆ ดอน ๆ แล้วก็มาทันสมัยในระยะหลังนะครับ ปัจจุบันนี้ท่านใช้อะไร ท่านใช้ พระราชบัญญัติสถิติ พ.ศ. ๒๕๕๐ ปัจจุบันนี้ ที่เมื่อกี้ผมนํารูปของศาลากลางขึ้นมาเพราะผม มีข้อเสนอข้อแรกว่า เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ต่อไปครับ
ข้อที่ ๑ การบริการประชาชน โดยใช้สถิติของท่านต้องมีการทําเป็นระบบ อย่างที่ท่านกล่าวแล้ว มีถึง ๒๑ คณะอนุกรรมการ จังหวัดทุกจังหวัดมีนะครับ อย่างวัน สตอป เซอร์วิส (One stop service) ที่เราพูดก็ติดปากว่าไปที่เดียวแล้วบริการประชาชนได้ครบ ในอดีตรัฐบาลก่อน ๆ รวมทั้งกระทรวงมหาดไทย สมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพ ท่านออกแบบศาลากลางไว้ทําอะไรคือวัน สตอป เซอร์วิส (One stop service) คือไปแล้ว คุณจะขึ้นทะเบียนทหาร จะทําอะไร ทําได้หมด หรือไม่จริงครับ ต่อมาราชการส่วนต่าง ๆ มันแออัดร้อยแปดจิปาถะก็ขอเป็นอิสระแยกตัวไปตั้งที่โน่น ประชาชนก็ลําบากอยู่กัน คนละมุมเมืองเลยนะครับ ต่อไปครับภาพที่เสนอท่านเมื่อกี้นี้คือที่ว่าการอําเภอก็เช่นเดียวกัน ในระดับรากลึกมันก็คือเป็นศูนย์บริการประชาชน มีอะไรทุกข์สุขถามบอกไปนายอําเภอท่าน จัดการให้ได้หมด เดี๋ยวนี้เราก็แยกไปปศุสัตว์จังหวัด เกษตร สัสดีแยกไปหมด ยกตัวอย่างนะ ผมอยากจะกราบเรียนว่าวัน สตอป เซอร์วิส (One stop service) จะช่วยอย่างนี้นะ ทําให้งานของท่าน สถิติของท่านที่กําลังเสนอประสบความสําเร็จ บริการประชาชน ในที่เดียวกัน
ข้อ ๒ ครับท่านประธานขออนุญาตนิดได้ไหมครับ ข้อที่ ๒ งานระบบสถิติแห่งชาติ ท่านต้องใช้บัตรประจําตัวประชาชน ผมทําบัตรประจําตัวประชาชนมาแล้วก็คือเอาขึ้น เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) เดี๋ยวเขาจะบอกเอารูปผมเข้าไป ขึ้นไปนี้นะ เขาเอาออกไป แล้วนะครับ ๑๓ หลักเป็นตัวตั้ง ถามว่าถ้าผมมีบัตรประจําตัวประชาชนใบเดียวแล้วผมไปทํา อะไรกับราชการได้หมด ไม่ต้องไปขอทะเบียนบ้านร้อยแปดจิปาถะนี้ ผมคิดว่านั่นคือการ บริการประชาชน เช่นเดียวกับเมื่อ ๑๐ ปี ๒๐ ปีที่แล้ว เราจะทําเขาเรียกอะไรพาสปอร์ต (Passport) ไปต่างประเทศ โอ้โหต้องใช้เส้น ต้องขอ ต้อง ๕ เดือน ๓ เดือนกว่าจะได้นะ เดี๋ยวนี้ท่านไปเลยที่กรมการกงสุลบัตรประจําตัวประชาชนใบเดียวบอกเลยว่าอีก ๓ วัน ๕ วัน ไปรับได้ ถ้าท่านใช้เลข ๑๓ หลักทําพื้นฐานของสถิติทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นรวยจนร้อยแปด เสียภาษี ผมคิดว่านั่นคือจะทําให้งานของท่านกรรมาธิการเดินไปได้อย่าง เขาเรียกว่าอะไร เหมือนรถวิ่งฉิวไปได้ดี อันนี้ก็ฝากท่านไว้
เรื่องที่ ๓ ท่านต้องพัฒนาระบบเมื่อกี้ท่านกรรมาธิการก็พูดแล้ว ระบบไอที (IT) เข้ามาจัดการทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคให้เป็นระบบเดียวกันให้ได้ ต่อไปใครก็ตาม จะเข้าเรียนหนังสือร้อยแปดจิปาถะนะทําอะไรก็ตามถือบัตรประชาชนไป ถ้าไม่มีบัตรประชาชนไม่ได้ ต้องถือบัตรประชาชนติดตัวไปเสมอ และเราจะได้รับบริการในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะทํามาค้าขาย จะลงทุนกี่ล้านก็ตามใช้บัตรประชาชนใบเดียว แล้วก็เก็บข้อมูล แต่อย่างไรผมนําเสนออย่างนี้แล้วผมก็ติติงท่านไปว่าท่านต้องมีระบบเขาเรียกว่า เซฟตี้ (Safety) หรือระบบการเข้าถึงข้อมูลในระดับต่าง ๆ ไม่ใช่ใครก็เข้าไปในฐานข้อมูล ประชาชนยังต้องการความมั่นใจว่าข้อมูลที่เขาให้ หรือผ่านเขาเรียกอะไร บัตรประชาชน ของเรานี้จะเป็นเรื่องของความลับเฉพาะตัวในบางเรื่อง เช่นเขาป่วยเป็นโรคอะไร เมื่อเราใช้ บัตร ๑๓ หลัก บัตรประชาชนนี้เข้าถึงข้อมูลและท่านจะไปรักษาที่โรงพยาบาลไหนจะรู้เลยว่า นายสุรินทร์เมื่อวานไปโรงพยาบาลราชวิถีมา เมื่อเช้าก่อนมานี่ไปโรงพยาบาลวชิระมา เอายาไปแล้ว ๓ กํา ๕ กํา หมอคนไหนรักษาอะไร รักษาเมื่อไร ใช้ยาอะไรเขาจะรู้หมด ถ้าเป็นเกษตรกรไปขอความช่วยเหลือจากสํานักงานเกษตรนี้นะครับ ขออะไรบ้าง ได้อะไรไปบ้าง ถ้าทุกคนสามารถทําอย่างนี้ได้ ผมคิดว่างานของท่านกรรมาธิการที่เสนอนี้จะสมบูรณ์ แล้วก็จะต้องให้ทุกจังหวัดเร่งรัดการทําข้อมูลที่เป็นจริงตลอดเวลาและเป็นปัจจุบัน ที่ผมกราบเรียนมาด้วยความเคารพก็หวังว่าบัตรประชาชนที่เรามีอยู่ในคนทุกคนนี้นับตั้งแต่ เกิดจนถึงหมดอายุไขไปนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการทํางานของกรรมาธิการชุดนี้ แต่ถ้าไม่ใช้ เลข ๑๓ หลักเป็นตัวตั้ง ผมคิดว่างานก็จะลุ่ม ๆ ดอน ๆ ต่อไปอีกนาน ด้วยความเคารพ ผมนําเสนอแค่นี้ครับ
ต่อไปขอเชิญคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ อดีตผู้อํานวยสถาบัน นิติวิทยาศาสตร์ ขอเชิญครับ
คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ : เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แล้วก็ท่านกรรมาธิการ แล้วก็สมาชิกทุกท่าน ในหัวข้อนี้ก็ต้องเรียนว่าเป็นสิ่งที่อยากให้เกิดมา เป็น ๑๐ ปีแล้ว แต่ไม่ได้นึกว่าจะมาอยู่ในหัวข้อนี้ จึงขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง ถามว่าทําไม พูดเช่นนั้นก็คือเมื่อ ๑๐ กว่าปีก่อนเคยพยายามผลักดันให้มีการทําการวิเคราะห์การตาย ผิดธรรมชาติ เพราะว่าโดยหลักการจะมีสิ่งที่ป้องกันได้ เพราะฉะนั้น ณ วันนี้เมื่อมันเกิดขึ้น ก็ต้องเรียนย้ําว่าอยากให้มันเกิดขึ้นจริง เพราะว่ากระบวนการทางสถิติเป็นเรื่องของการค้นหา ความจริง ที่มีหลักการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งทําให้เกิดความน่าเชื่อถือและความแม่นยํา คือถ้านําเสนอในแบบนี้มันก็ยิ่งชัดขึ้น แต่ประเด็นใหญ่ซึ่งก็อยู่ในแผนอันนี้เหมือนกันที่ดึง ไฮไลต์ (Highlight) ขึ้นมาก็คือว่ามันจะตั้งแต่หน่วย ตั้งคนหรือซื้อเครื่องมือเฉย ๆ นี้ไม่ได้ แต่จริง ๆ แล้วคือคนใช้ทุกระดับจะต้องมีกระบวนการในการสังเคราะห์แล้วก็วิเคราะห์ เพราะฉะนั้นในตัวอย่างที่ท่านกําลังทําขึ้นมานี้เป็นนโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า เขากําลังทําอยู่เรื่องหนึ่งก็คือ สมช. ทําเรื่องไบโอเมตริก (Biometrics) ปรากฏว่าพอทําเรื่อง ข้อมูลไบโอเมตริก (Biometrics) นี่มันก็มุ่งกันไปที่ลายพิมพ์นิ้วมืออย่างเดียว เอาเข้าจริง ๆ แล้วไบโอเมตริก (Biometrics) มันจะมีทั้งดีเอ็นเอ (DNA) ด้วย รวมทั้ง เกี่ยวข้องกับหลายงานอะไรประมาณนี้ แล้วก็จะเห็นได้ว่ามีหลายเรื่อง รวมทั้งเรื่องของฺ บิ๊กดาต้า (Big Data) ซึ่งบิ๊กดาต้า (Big Data) ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ ๆ ทั้งหมด ไม่ว่าจะเรื่องน้ํา หรือเรื่องอะไรก็ตาม ในตัวอย่างที่อยากจะนํามาให้เห็นว่าถ้าเรามองเรื่องเดียวแต่ไม่เอาไปใช้ เรื่องอื่น มันอาจจะมองไม่ครบ ยกตัวอย่างเช่นจากการที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ได้มีระเบียบ ในเรื่องของการติดตามเรื่องคนหายกับศพนิรนาม เราพบว่าศพนิรนามในพื้นที่ที่รับผิดชอบ มันมี ๔ ประเภท
ประเภทที่ ๑ เห็นเลยว่าถ้าเราทําสถิติดีเราจะไปทําเรื่องอื่นได้ นั่นก็คือเด็กค่ะ เราพบว่าจํานวนเด็กทารกที่ตายแรกคลอดเยอะ มันสะท้อนอะไร มันสะท้อนให้เห็นว่าผู้หญิง ปัจจุบันคลอดแล้วทิ้ง กระบวนการยุติธรรมเราตามยากเนื่องจากมันเป็นอะไรที่ไม่มี เอกลักษณ์ชัดเจนด้วยตัวอะไรอีก
อย่างที่ ๒ คือที่เราพบก็คือเราพบคนต่างชาติค่ะ มีสถิติของการเสียชีวิต เพิ่มขึ้น และที่น่าสนใจคือไปเสียชีวิตใน ๒ เหตุ คืออุบัติเหตุจราจรกับงานก่อสร้าง มันทําให้ เราต้องใช้ต่อว่าสามารถดูต่อได้หรือว่าเขาไม่มีความรู้หรือว่าเขาไม่เคารพกฎหมายอะไร ประมาณนั้น นี่เป็นเพียงส่วนที่ทําให้คิดว่าถึงเวลาแล้ว ในส่วนที่ท่านทําแผนในเรื่อง การปฏิรูป ๓ ส่วน
ส่วนแรกเลยที่เป็นเรื่องการพัฒนาระบบฐานข้อมูล ประเด็นแรกของเรื่องนี้ ก็คือการตั้งศูนย์ข้อมูลกลางระดับชาติ ด้วยความเป็นห่วงเพราะว่าศูนย์ข้อมูลคือ ระบบราชการไทยจะติดที่อํานาจก็คือองค์กร ตั้งเอาไว้ที่กระทรวงไอซีที จะตั้งไว้ที่กรมนี้ หน่วยนี้แล้วจะมีคนยอมแชร์ข้อมูล ยอมส่งจะต้องออกอย่างไรเพราะมันจะมีระเบียบ และกฎหมายที่มันขัดกันไปขัดมาของเก่าอยู่มาก คืออยากให้แก้ได้ ไม่อยากให้รอตั้ง ๕ ปี ๑๐ ปีแล้วมันก็ล่มสลาย เอาแค่ตัวอย่างสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ตามคนหาย เราคิดว่า เราสงสัยว่าเป็นชื่อคนนี้เราอยากได้ข้อมูลบัตรประชาชน นําเข้า ครม. ๓-๔ ครั้งไม่สําเร็จ หมายความว่าไม่ได้รับการแอ็กเซส (Assess) เข้าสู่กรมการปกครองด้วยข้อติดขัดอะไร หลายเรื่อง นี่คือตัวอย่างว่าฐานข้อมูลที่มีจะทําอย่างไรที่จะให้ใช้ประโยชน์ได้สูงสุดไม่ติดขัด เรื่องข้อกฎระเบียบ
เรื่องที่ ๒ ของระบบฐานข้อมูล การพัฒนาระบบฐานข้อมูลเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ คือกรรมการที่เป็นคณะกรรมการสถิติแห่งชาติดูแล้วตอนแรก พอดีในกลุ่มของกรรมาธิการ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมก็เสนอเรื่องคณะกรรมการกําหนดนโยบายนิติวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ก็ติดอีก มันมีรัฐมนตรีเต็มไปหมดเลยอะไรประมาณนี้ จะขับเคลื่อนได้อย่างไร แต่เรื่องนั้น คงไม่ใหญ่เนื่องจากเราไม่ได้เห็นว่าคณะกรรมการนี้จะสามารถนําเอาสิ่งที่เราพบในข้อมูลสถิติ ทั้งประเทศไปกําหนดไปกํากับให้กับหน่วยงานอื่น ๆ ทํางานในเชิงรุก ในเชิงมีประสิทธิภาพ ได้อย่างไรเพราะเขาไม่ได้อยู่ในกระทรวงเดียวกัน จริง ๆ แล้วถ้าเราดูจากสิ่งที่รัฐบาลขณะนี้ ผลักดันเศรษฐกิจ ๔.๐ มันคงไม่ใช่เป็นลักษณะแฟชั่น แต่มันคงไม่ต้องมี ๑ ๒ หรือ ๓ หรือ ๔ เลยถ้าเผื่อว่าทุก ๆ คนคิดถึงหลักสถิติมาตั้งแต่เริ่มการทํางานเพราะจริง ๆ มันเป็น หลักพื้นฐานเหมือนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ท่านได้รับสั่งไว้ว่า จะทําอะไรก็ให้เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา มันเป็นกระบวนการที่ค้นหาความจริงส่วนหนึ่ง ก็เลย ออกจะห่วงว่าคณะกรรมการชุดนี้จะสามารถทําอย่างไรจะให้เขาไปกํากับแล้วก็ไปติดตามมัน ก็จะรวมไปถึงเรื่องการให้งบประมาณที่ให้มันตรงที่สุดกับหน่วยงานหรือให้ตรงกับงาน ที่มันจะแก้ปัญหาได้
ข้อเสนอในส่วนที่ ๒ เป็นเรื่องการปฏิรูประบบฐานข้อมูลในระดับกระทรวง ข้อนี้มีนิดเดียว หน้า ๓๔ ในเอกสารใหญ่ท่านพูดหัวข้อที่ ๔.๒ ว่าประเภทหนึ่งเป็นด้านสังคม แต่มันไม่มีคําว่าด้านกระบวนการยุติธรรม แต่ไปเห็นในเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ว่านี่เป็น ๑ ใน ๑๑ ด้านหรืออะไรสักอย่างหนึ่ง ถ้ามันไม่เขียนเอาไว้เกรงจะทําให้คน ก็ไม่นึกว่ากระบวนการยุติธรรมก็เป็นเรื่องสังคม คือมันไม่มีอะไรเขียนเอาไว้เลย เผอิญสนใจ ในงานเรื่องนี้มันเป็นมาตั้งแต่เริ่ม มันก็เลยทําให้เราอยากเห็นเน้นเรื่องกระบวนการยุติธรรม
ส่วนที่ ๓ การพัฒนาสมรรถนะบุคลากร อยากให้เน้นมาก ๆ แล้วไม่ต้องรอ จริง ๆ แล้วข้าราชการทุกคนควรจะมีจิตสํานึกที่ว่าเวลาเราทํางานใด ๆ อยู่บนฐานความจริง ก็คือมันจะต้องนึกถึงเรื่องสถิติ สายสาธารณสุขคงจะเป็นมานานแล้วมันจะได้รู้ว่าโรคกําลัง จะระบาดไปตรงไหนอะไรประมาณนี้ ทําอย่างไรที่ข้าราชการทุกคนจะต้องมี วันนี้เรามี มาตรการที่เรียกว่าแผนพัฒนารายบุคคลหรืออินดิวิดวล ดีเวลอปเมนต์ แพลน (Individual Development Plan) มันก็ไม่ถูกบังคับใช้ พอมันไม่ถูกบังคับใช้ส่วนหนึ่งที่มันเป็นความรู้ ในเชิงสถิติหรือความสามารถในการประมวลผลมันไม่ถูกนํามาใช้ ดังนั้นข้อเสนอในข้อนี้ อยากเสนอเพิ่มว่าข้าราชการทุกคนจะต้องมีทักษะเรื่องนี้ รวมทั้งผู้ที่ขึ้นเป็นผู้บริหาร เพราะเนื่องจากมันเป็นการมองแบบองค์รวม ไม่ใช่มองแบบท่านนั้น ๆ แต่ผู้บริหารทุกคน พูดง่าย ๆ คือหลักสูตรของ ก.พ. อาจจะเป็น นบส. หรืออะไรก็ตามแต่ ไม่ใช่อบรมเฉย ๆ นะ ทดสอบด้วยค่ะ ถ้าคนที่ขึ้นสู่ระดับบริหารไม่มีคุณสมบัติในการใช้สถิติเป็นพอ ๆ กับใช้ คอมพิวเตอร์ไม่เป็นก็ไม่ควรจะส่งเขาขึ้นเป็นผู้บริหาร มันก็จะไม่สามารถใช้สถิติได้ เพราะฉะนั้นข้อสรุปสุดท้ายก็คงขอบคุณที่ทําแล้วก็ไม่อยากเห็นแผนยาว ไอที (IT) ไม่สําคัญ ซอฟต์แวร์ (Software) ฮาร์ดแวร์ (Hardware) ไม่สําคัญ สําคัญที่จิตสํานึกของคนปฏิบัติงาน โดยเฉพาะคือข้าราชการ เพราะงานสถิติเป็นงานการหาความจริงที่น่าเชื่อถือที่สุดและจะทํา ให้แก้ปัญหาโดยเป็นลักษณะของการป้องกัน ขอบพระคุณค่ะ
ต่อไปขอเชิญ รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธาน กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม อดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิก สปท. ที่เคารพทุกท่านนะคะ ดิฉันก็เช่นเดียวกับท่านอื่น ๆ ที่ได้อภิปรายมา ดิฉันคิดว่าเรื่องสถิติเป็นเรื่องที่สําคัญแล้วก็มีประโยชน์มากอยากจะเห็น การปฏิรูปมานานแล้วนะคะ ในรายงานของท่านท่านได้พูดถึงโครงสร้างของการปฏิรูป โครงสร้างของระบบเศรษฐกิจ ซึ่งได้ทําอย่างค่อนข้างจะครอบคลุม แต่สิ่งที่ดิฉันคิดว่า มันสําคัญมากกว่านั้นก็คือสิ่งที่จะเป็นเอาต์พุต (Output) ของระบบอันนี้ออกมาแล้วจะเกิด อะไรขึ้น ที่ท่านพูดถึงปัญหาโดยเฉพาะข้อ ๔.๓ ในหน้า ๑๘ ดิฉันคิดว่ามันสําคัญมากเลย ไม่ว่าโครงสร้างจะปฏิรูปได้ดีอย่างไร ถ้าหากว่าองค์ความรู้ทางด้านสถิติของหน่วยงานรัฐ ไม่เพียงพอ ท่านระบุมาชัดเจนว่าผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานต่าง ๆ ไม่เห็นภาพอนาคต ของระบบข้อมูลสถิติของประเทศและทิศทางการพัฒนาที่ชัดเจน เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ ไม่เห็นความแตกต่างจากระบบงานเดิม อีกทั้งหน่วยงานของรัฐหลายแห่งไม่มีนโยบาย การดําเนินงานด้านสถิติ อันนี้ก็เป็นที่น่ากลัวว่าถ้าหากว่าสิ่งเหล่านี้ยังดําเนินการไปอยู่ ไม่ว่าเราจะสร้างระบบขึ้นมา เราจะลงทุนด้วยเทคโนโลยีที่มีราคาแพง เครื่องมือเครื่องไม้ อะไรต่าง ๆ แต่ถ้าหากว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่สนใจ แล้วก็ไม่มีความรู้ในการที่จะใช้เหล่านั้น ให้เป็นประโยชน์ เรื่องของสถิติบางทีมันรู้สึกเหมือนกับว่าเป็นเรื่องยาก เข้าใจยาก แต่ดิฉัน คิดว่าในสมัยนี้จําเป็น โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐที่จะต้องรู้จักใช้ข้อมูลให้เป็น เพราะว่าข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้คือนํามาใช้ในการพัฒนาประเทศ แล้วก็อยากจะให้นํามาใช้อีก เรื่องหนึ่งก็คือการติดตามกํากับและประเมินผลการทํางานของหน่วยงานด้วยนะคะ เพราะถ้านําเรื่องนั้นมาใช้แล้วก็เป็นการบังคับไปในตัวว่าผู้บริหารระดับสูงและเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องทุกระดับจําเป็นจะต้องเข้าใจในเรื่องนี้นะคะ ก็อยากจะเสนอแนะว่าดัชนี ทุกหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องจําเป็นที่จะต้องมีดัชนีชี้วัดผลกระทบการทํางานหรืออิมแพกต์ (Impact) ของการทํางานของหน่วยงานทุกหน่วยงาน กระทรวงสาธารณสุขก็ต้องมีดัชนีชี้วัด ความสําเร็จของกระทรวงสาธารณสุขว่าจะวัดด้วยอะไร จะวัดด้วยความยืนยาวของชีวิต ของคนไทยที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ จะวัดด้วยอัตราการตายที่ลดลงหรือไม่ จะวัดด้วยดัชนีชี้วัดอะไร อันนั้นก็เป็นสิ่งที่กระทรวงสาธารณสุขควรจะทําความเข้าใจประสานงานกับสํานักงานสถิติแห่งชาติ คือดิฉันคิดว่าลําพังศักยภาพของสํานักงานสถิติแห่งชาติก็มีเพียงพอ แต่ท่านอาจจะต้องการ เจ้าหน้าที่เพิ่มขึ้น บุคลากรที่มีความรู้หลากหลายที่จะเชื่อมโยงกับทุกหน่วยงานได้ เคยเห็น เจ้าหน้าที่สํานักงานสถิติแห่งชาติบางครั้งทํางานประสานกับกระทรวงสาธารณสุขในครั้งแรก ท่านก็ยังงงกับข้อมูลที่กระทรวงต้องการและตัวอินดิเคเตอร์ (Indicator) ที่กระทรวงจะใช้อยู่นะคะ เพราะฉะนั้นอย่างในด้านพลังงานท่านก็ต้องมีอย่างน้อยเจ้าหน้าที่ที่จะประสานกับกระทรวงพลังงาน ได้อย่างมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ แต่มันจะต้องเริ่มต้นด้วยการกําหนดว่าทุกหน่วยงาน จําเป็นจะต้องมีดัชนีชี้วัดความสําเร็จของหน่วยงาน ซึ่งมันเป็นเอาต์คัม (Outcome) หรือว่าอิมแพกต์ (Impact) ไม่ใช่เฉพาะดัชนีชี้วัดกระบวนการโพรเซส (Process) ว่าประชุม ไปกี่ครั้ง มีจํานวนผู้เข้าประชุมกี่คน แต่ประชุมแล้วได้ผลอะไรบ้างและมันเกิดผลกระทบอะไรบ้าง เช่น ท่านให้สุขศึกษา ให้ความรู้ ไม่จําเป็นที่ว่าประชาชนจะเข้ามาฟังกี่คนหรืออะไรก็ตามที ความรู้นี้ทําให้พฤติกรรมเขาเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นหรือไม่ และสุดท้ายก็คือการเกิดโรค อันเนื่องมาจากพฤติกรรมนั้นลดลงหรือไม่ อันนี้น่าจะเป็นอินดิเคเตอร์ (Indicator) ที่หน่วยงานทั้งหลายจําเป็นจะต้องกําหนดขึ้นมา แล้วก็ให้เป็นข้อมูลร่วมในระดับชาติ เช่นเดียวกันในระดับประเทศก็จําเป็นที่จะต้องมีกลุ่มของดัชนีที่ชี้วัดประเทศตามนโยบาย ของรัฐบาล เช่นในขณะนี้รัฐบาลมีนโยบายที่จะต้องลดความเหลื่อมล้ําก็จําเป็นที่จะต้อง ประกาศว่าดัชนีที่จะชี้วัดความสําเร็จนี้จะวัดด้วยอะไรว่ารัฐบาลทํางานสําเร็จในการลด ความเหลื่อมล้ํา เหลื่อมล้ําทางด้านเศรษฐกิจท่านจะใช้ดัชนีชี้วัดอะไร อันนี้ก็จําเป็นที่ สํานักงานสถิติจะแนะนํารัฐบาลแล้วก็นําไปสู่การเก็บข้อมูลเพื่อที่จะตอบสนองต่อดัชนีชี้วัด เหล่านั้น เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่สํานักงานสถิติแห่งชาติหรือกรรมการสถิติแห่งชาติ จําเป็นที่จะต้องทํางานร่วมกับรัฐบาลและควรจะประกาศให้ประชาชนได้ทราบ แล้วก็ลิงก์ (Link) ไปสู่การกําหนดงบประมาณรายจ่ายประจําปีด้วยว่ามันจะเชื่อมโยงกับสิ่งที่เป็น อินดิเคเตอร์ (Indicator) ที่จะวัดความสําเร็จของงานของแต่ละหน่วยงานนั้น ๆ ได้อย่างไร ถ้าหากว่ามันมีอินดิเคเตอร์ (Indicator) เหล่านี้ทั้งในระดับชาติ และในระดับของหน่วยงาน มันก็เป็นเรื่องที่ผลักดันหรือฟอร์ซ (Force) ผู้บริหารอยู่เอง โดยเฉพาะผู้บริหารระดับสูง ที่จะต้องมอนิเตอร์ (Monitor) สิ่งเหล่านี้ จะต้องทําความเข้าใจ และต่อไปก็อาจจะเป็นไครทีเรีย (Criteria) ที่ว่าถ้าหากว่าอยากจะเป็นผู้บริหารระดับสูง อยากจะเป็นรัฐมนตรีก็ควรจะมี ความรู้ในเรื่องนี้เราก็จะได้นักการเมืองที่มีความสามารถขึ้น เพราะดิฉันคิดว่าถ้าหากว่าเรา พัฒนาประเทศโดยไม่มีตัวชี้วัดที่ชัดเจน ไม่มีเหตุผลเชิงประจักษ์ที่จะมาประกอบพิสูจน์ ผลงานอันนี้ก็เป็นเรื่องที่น่ากลัวสําหรับอนาคตของประเทศ ก็อยากจะเสนอแนะว่ามันจะต้อง มาช่วยกันไม่ใช่ว่ามีแต่เฉพาะโครงสร้างของระบบงาน แต่ควรจะเป็นข้อกําหนดว่าเราจะให้ โครงสร้างนั้นดําเนินไปอย่างไร จะต้องมีตัวช่วย ดิฉันคิดว่าอินดิเคเตอร์ (Indicator) ในการที่ จะวัดผลงานจะเป็นตัวช่วยทั้งในระดับประเทศและในระดับของหน่วยงานทุกหน่วยงาน ควรจะต้องกําหนดตัวชี้วัดความสัมฤทธิผลของหน่วยงาน ก็รู้สึกว่าจะมีเท่านี้ละค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณท่านพรพันธุ์ครับ ต่อไปขอเชิญท่านเมธินี เทพมณี อดีตปลัดกระทรวง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร อดีตผู้ตรวจราชการพิเศษประจําสํานักนายกรัฐมนตรี และเป็นเลขาธิการ ก.พ. ท่านปัจจุบัน ขอเชิญครับ
เรียนท่านประธานและสมาชิกค่ะ ดิฉันสมาชิก หมายเลข ๑๑๗ นางเมธินี เทพมณี ขอขอบพระคุณท่านกรรมาธิการอย่างยิ่งที่ได้กรุณาเสนอ ในภารกิจที่สําคัญ ๆ อันนี้ หลาย ๆ ปีที่ผ่านมาเรายอมรับว่าการพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลาง ของประเทศไทยที่จะใช้ต่อการตัดสินใจของรัฐบาลมันมีความต่อเนื่องกันเป็นบางระยะ และมีการสะดุดหยุดชะงักกันเป็นบางระยะ ข้อจํากัดหนึ่งที่สําคัญที่ท่านได้กรุณานํากล่าวแล้ว ก็คือเรื่องเกี่ยวกับบุคลากรภาครัฐ ซึ่งอันนี้ก็เป็นหลักหนึ่งที่สําคัญยิ่งที่ท่านได้กรุณา นําเสนอว่าให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องนั้นได้มีโอกาสพัฒนาบุคลากรภาครัฐนั้นให้มี ความเข้าใจตั้งแต่เริ่มกระบวนการในการวิเคราะห์ออกแบบพัฒนาระบบฐานข้อมูล ของตนเองนําไปสู่สารสนเทศเพื่อการตัดสินใจในหมวดต่าง ๆ ที่สําคัญ ๆ ซึ่งรัฐบาลนั้น ได้มีการกําหนดในยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี ของประเทศในอนาคตข้างหน้าแล้วในวันนี้ และในอดีต ที่ผ่านมานั้นเราก็ได้มีการพัฒนาฐานข้อมูลสนับสนุนกันอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าบางฐานข้อมูลนั้น อย่างที่ท่านได้กรุณานํากล่าวว่าอาจจะไม่ได้ความเป็นทันสมัยครบถ้วนถูกต้องหรือว่าใช้ ในการตัดสินใจได้ทันที หรืออาจจะมีบางประเด็นที่จะต้องเชื่อมโยงกับหลาย ๆ หน่วยราชการ ดังนั้นสํานักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งในความคุ้นเคยของดิฉันเป็นอันดียิ่งนั้น สํานักงานสถิติแห่งชาติ ก็ได้มีความพยายามอย่างยิ่งยวดในหลายปีที่ผ่านมา ผ่านโดยคณะกรรมการสถิติชุดใหญ่ ของประเทศ แล้วก็แบ่งสาขาเป็นรายสาขา รวมทั้งได้มีการกําหนดมาตรฐานข้อมูลสถิติ ดังกล่าวด้วยในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ดีพวกเราก็ต้องยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของ การจัดเก็บฐานข้อมูลในวันนี้ เร็วมากกว่าเก่ามากโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในรูปแบบต่าง ๆ ฐานข้อมูลบางฐานข้อมูลนั้น สามารถวิ่งผ่านระบบโซเชียลมีเดีย (Social Media) เข้ามาอัปเดต (Update) ในระบบ ฐานข้อมูลได้โดยอัตโนมัติ โดยพิกัดของข้อมูลต่าง ๆ ด้วยซ้ํา ดังนั้นเมื่อเทคโนโลยี เปลี่ยนแปลงไปกระบวนการทํางานของสํานักงานสถิติแห่งชาติ ดิฉันเชื่อว่าคงจะมีโอกาส เปลี่ยนแปลงไปได้รวดเร็วมากขึ้นรวมทั้งความร่วมมือของส่วนราชการต่าง ๆ ซึ่งวันนี้ มีความเข้าใจว่ามีความจําเป็นต้องใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ สารสนเทศในการตัดสินใจ อย่างรวดเร็วทันสมัยอย่างนี้ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการตัดสินใจของรัฐบาล ในทุก ๆ เรื่องที่จะใช้เงินงบประมาณให้คุ้มค่า แล้วก็สามารถติดตามประเมินผล ได้อย่างใกล้ชิดในตลอดเวลาซึ่งภาคธุรกิจได้นํามาใช้กันอย่างเป็นที่เห็นประจักษ์ แล้วก็มี ประสิทธิภาพสูง รวมทั้งอาจจะนําไปสู่การปรับโครงสร้างการทํางานของส่วนราชการ ปรับวิธีการทํางานของข้าราชการอีกต่อไปด้วยในอนาคต ดังนั้นในวันนี้สิ่งที่ท่านกรรมาธิการ ได้กรุณานําเสนอนั้นมันนําไปสู่หลาย ๆ เรื่องที่จะต้องนําไปสู่คําว่าปฏิรูประบบราชการทีเดียวค่ะ ดิฉันเชื่อว่าการพัฒนาบุคลากรภาครัฐนั้นเป็นเรื่องสําคัญ ดังนั้นในส่วนหนึ่งของสํานักงาน ก.พ. ในวันนี้ก็ได้บรรจุการพัฒนาบุคลากรภาครัฐทุกสายงานทุกตําแหน่งให้มีความรู้มีทักษะ ในเรื่องดิจิทัลสกิล (Digital Skill) แล้วก็รวมทั้งมีคําว่า อินฟอร์เมชันลิเทอเรซี (Information Literacy) ด้วย ดังนั้นทั้ง ๒ อย่างที่ท่านกรรมาธิการได้กรุณาเสนอนั้น ดิฉันก็ขอขอบพระคุณ อย่างยิ่งแล้วก็น่าจะนําไปสู่การปฏิบัติได้อย่างรวดเร็ว ในวันนี้สํานักงาน ก.พ. อันนี้ขออนุญาต ให้ข้อมูลกับทางที่ประชุมนะคะว่าสํานักงาน ก.พ. ได้ร่วมกันกับสํานักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) ของกระทรวงดิจิทัล รวมทั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นหน่วยงานองค์การมหาชนสังกัดของสํานักนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมกันออกแบบแนวคิด ที่จะดําเนินการร่วมกันที่จะประเมินตัวข้าราชการซึ่งอยู่ในสังกัดของ ก.พ. นั้นประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ รายที่จะก้าวเข้าสู่การพัฒนาให้มีดิจิทัลสกิล (Digital Skill) และอินฟอร์เมชัน ลิเทอเรซี (Information Literacy) ในระดับที่เหมาะสมอย่างที่ท่านได้กรุณากล่าวในสไลด์ (Slide) บางสไลด์ (Slide) ที่ได้เห็นในการประชุมวันนี้แล้ว ดังนั้นสิ่งที่ท่านกรรมาธิการเสนอนั้น ก็จะมีรายละเอียดที่อาจจะต้องขอรับจากท่านกรรมาธิการเพื่อไปทํางานร่วมกันในโอกาสต่อไป แต่ในส่วนหนึ่งที่ดิฉันอยากจะขออนุญาตคอมเมนต์ (Comment) คือสไลด์ (Slide) แผ่นสุดท้าย ในเรื่องกําหนดการปฏิรูป สไลด์ (Slide) สุดท้ายเขียนไว้ว่าจะพัฒนาบุคลากรภาครัฐโดยทั่วไป ให้มีความรู้ความเข้าใจและทักษะด้านสถิติสารสนเทศ ซึ่งมีคําว่าสแททิสทิคัล แอนด์ ไอที ลิเทอเรซี (Statistical and IT Literacy) ที่เหมาะสมกับตําแหน่งของตน โดยผ่านการอบรม และประเมินทักษะดังกล่าวอย่างต่อเนื่องนั้น ดิฉันคิดว่าในวันนี้สํานักงาน ก.พ. ได้กรุณามูฟ (Move) งานชิ้นนี้มาเป็นการปฏิรูปปีที่ ๑ เลยค่ะ ส่วนในสไลด์ (Slide) ของท่านนั้น ซึ่งอยู่ใน เอกสารหน้าสุดท้ายได้กําหนดไว้เป็นปีที่ ๓ อย่างนั้นขออนุญาตเป็นข้อสังเกตนะคะว่า เราอาจจะทําให้มันเร็วขึ้นเนื่องจากว่าการดําเนินการนั้นก็จะดําเนินการคู่ขนานกับการพัฒนา ฐานข้อมูลกลางทางด้านการตัดสินใจสารสนเทศของประเทศ ซึ่งเข้าใจว่ารัฐบาลได้กรุณา มอบหมายให้สํานักงานสถิติแห่งชาตินั้นเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนแล้ว ในขณะเดียวกันสํานักงาน ก.พ. ก็ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะพัฒนากําลังคน ทั้ง ๒ สาขา คือสาขาที่จะเป็นกําลังคนทั่วไปที่ได้กรุณากล่าวในเอกสารสไลด์ (Slide) แผ่นสุดท้ายนั้น รวมทั้งสาขาที่เป็นผู้พัฒนาฐานข้อมูลเป็นผู้สร้างฐานข้อมูลที่เป็นฐานข้อมูล สามารถเชื่อมโยงได้ ซึ่งส่วนนี้ทางสํานักงาน ก.พ. คงไม่ได้เป็นหลักในการดําเนินการ แต่อย่างไรก็ตามก็จะมีส่วนราชการหลักในการดําเนินการอยู่หลายส่วนราชการในคลัสเตอร์ (Cluster) ที่เกี่ยวข้องของเขา อันนี้ก็จะเป็นสิ่งที่เชื่อมั่นว่าสิ่งที่ท่านกรรมาธิการได้กรุณาเสนอ ในวันนี้จะสามารถนําไปสู่การปฏิบัติได้จริงแล้วก็ต้องมีการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง แล้วก็ ในบางส่วนนั้นอาจจะต้องรีบเร่งเพื่อที่จะรองรับให้ข้าราชการนั้นสามารถก้าวเข้าสู่กลไก การทํางานในยุคไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ได้ต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพค่ะ ขอบคุณค่ะ
ท่านต่อไปคือ ท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูต อดีตรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ขอเชิญครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗ ผมก็ได้อ่านเอกสารแล้วก็มีความข้องจิตข้องใจ ก็เผอิญท่านเพื่อนสมาชิก ท่านเลขาธิการสํานักงาน ก.พ. ก็คลายความข้องใจไปแล้วหลายประการก็เลยทําให้เกิด ความคิดซึ่งควรจะเป็นข้อเสนอว่าฝ่ายกรรมาธิการน่าจะร่วมทํางานกับท่านเลขาธิการ ก.พ. ก่อนที่จะเสนอเรื่องต่อไปที่รัฐบาล เพราะว่ามันมีในเรื่อง คือผมเห็นด้วยกับกรรมาธิการว่า ต้องมีสํานักงานสถิติแห่งชาติที่เป็นชาติจริง ๆ คือเป็นแกนกลางของประเทศ แล้วก็รวบรวม ข้อมูลสถิติทั้งหมด แต่การที่จะเป็นสํานักงานสถิติแห่งชาติและมีคณะกรรมการสถิติแห่งชาติ มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นประธาน ไม่เป็นการเพียงพอ มันก็มีคําถามว่าถ้าเผื่อจะให้เป็นสํานักงานสถิติแห่งชาติจริง ๆ แล้วต้องการที่จะมีบุคลากร จริง ๆ ประมาณสักเท่าไร ซึ่งในเอกสารเขาบอกว่าได้มีการประสาน มีข้อมูลกับสํานักงานของ สหประชาชาติ ของไอเอ็มเอฟ (IMF) แล้วก็องค์กรปารีส ๒๑ (Paris 21) เขาก็ต้องมี ข้อเสนอแนะอะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นที่ได้พิจารณากันมาในกรอบของคณะกรรมาธิการนั้น ได้กําหนดบุคลากรที่จะทําให้สํานักงานสถิติแห่งชาติเป็นสํานักงานสถิติแห่งชาติได้นี้ ต้องการ บุคลากรเท่าไรครับ ๕,๐๐๐ คน หรือว่า ๑๐,๐๐๐ คน แล้วก็ขณะนี้มีบุคลากรอยู่แล้ว กี่ร้อย กี่พันคน ผมพูดทุกครั้งในที่ประชุมนี้ว่ากรรมาธิการต่าง ๆ มักจะไม่ค่อยจะมากับ ตัวเลขสถิติ ผมขอเตือนอีกทีหนึ่งนะครับ ขอวิงวอนท่านประธานด้วยครับว่าต้องมากับสถิติ เสียก่อนว่า ณ วันนี้ บุคลากรมีอยู่เท่าใด และถ้าเผื่ออยากจะให้เป็นสํานักงานสถิติแห่งชาติ อย่างภาคภูมิเต็มสมบูรณ์นั้น ต้องการจํานวนเท่าไร นั่นเป็นประเด็นที่ ๑
และประเด็นที่ ๒ ในจํานวน ๕,๐๐๐ คน หรือ ๑๐,๐๐๐ คนนี้ จะแบ่งออกมา เป็นฝ่ายบริหาร ธุรการ เจ้าหน้าที่สแททิสทิเชียน (Statistician) คือเจ้าหน้าที่สถิติแท้ ๆ เจ้าหน้าที่ที่เป็นบุคลากรทางด้านเทคนิคเท่าไร และอันนี้มันก็อาจจะกลับไปโยงกับที่เราได้คุย กับเรื่องไซเบอร์ซีเคียวริตี (Cyber Security) มาสัก ๒ สัปดาห์ที่แล้ว มันพูดกันเป็นเรื่อง ๆ มันได้เป็นปัญหา มันต้องเอามาโยงกันเสียให้หมดนะครับ และถ้าเผื่อทางสํานักงาน ก.พ. กําลังเตรียมบุคลากรอยู่กับสํานักงานดิจิทัลมันต้องเอามารวมกัน แล้วก็มาดูสิว่าจํานวนเท่าไร บุคลากรทางด้านเทคนิคแท้ ๆ ของการใช้เครื่องมือสมัยใหม่ในระบบดิจิทัล แล้วคนที่จะเป็น นักสแททิสทิเชียน (Statistician) คือคนที่จะมาประมวลแล้วก็ทําและรวบรวมสถิติได้ อันนั้น เป็นประเด็นที่ ๑
อันที่ ๒ คือทุกหน่วยราชการ เรามี ๒๐ กระทรวงก็แล้วกัน บวกรัฐวิสาหกิจ อีกประมาณสัก ๔๗ หน่วยงานและรัฐวิสาหกิจเหล่านี้มีภาระหน้าที่ในการที่จะรวบรวมสถิติ ข้อมูล สร้างดาต้าเบส (Data-based) ของตนเองหรือเปล่า แล้วต้องป้อนมาที่สํานักงานสถิติแห่งชาติ เขาเป็นมือเป็นเท้า เป็นผู้ทําใช่ไหมครับ แต่ว่าสํานักงานสถิติแห่งชาติอยู่ตรงกลาง เป็นศูนย์กลางข้อมูลของประเทศใช่หรือไม่ คราวนี้ถ้าเผื่ออีก ๒๐ กระทรวง ทบวง กรม ที่จะต้องรวบรวมสถิติ และแต่ละกระทรวงก็มี ๕-๖ ถึง ๑๐-๑๕ กรมนี้ จะมีการเตรียม บุคลากรกันอย่างไร อันนี้ก็ต้องขอกราบเรียนถามท่านประธานกลับไปที่ท่านเลขาธิการ ก.พ. ว่า ๔๐๐,๐๐๐ คนหรืออะไรนี่หมายความว่าเป็นพวกข้าราชการดิจิทัลที่กระจัดกระจาย และจะมีการเตรียมการใช่ไหมครับ ทั้งที่รับราชการอยู่แล้ว กับข้าราชการที่ ก.พ. จะรับเข้ามาอีก ปีละสมมุติว่า ๑๐๐,๐๐๐ คน ต่อไปนี้ทุกคนต้องมีองค์ความรู้ที่เรียกว่า ดิจิทัลลิเทอเรซี (Digital Literacy) หรือเปล่า เตรียมกันอย่างไรครับ แล้วมันจะประสานงานกันอย่างไร
ส่วนประเด็นที่ ๓ คือเครื่องมือเครื่องใช้ จะวางระบบซิสเต็ม (System) อย่างไร และ ณ วันนี้บริษัทซัปพลายเออร์ (Supplier) ที่จะขายเป็นใคร แล้วก็ความชํานาญ การเครื่องมือเครื่องใช้ที่จะใช้ได้ วางระบบทั่วประเทศเครือข่ายโยงกันได้หมดนั้น ใครเป็นคนคิด และจะมอบให้ใครเป็นคนคิด สํานักงานสถิติแห่งชาติคงเป็นนักสถิติมากกว่าที่จะเป็นนักที่จะ วางแผนเครือข่ายว่าด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ของดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) อันนี้ใคร หรือว่าเป็นหน่วยงานไหนในกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม อันนี้ก็ต้องตอบมาให้ได้ ตกลงว่าต้องขอถามคําถามเสียก่อนเพื่อเราจะได้เห็นภาพรวมทั้งระบบ ทางด้านเครื่องมือ เครื่องใช้ การวางระบบที่เรียกว่าซอฟต์แวร์ (Software) ของการรวบรวมประมวลสถิติที่จะไหล เข้ามา ไม่ใช่จากหน่วยราชการไทยเพราะเราต้องโยงกับสหประชาชาติ เราต้องโยงกับไอเอ็มเอฟ (IMF) เอดีบี (ADB) ดับบลิวทีโอ (WTO) เวิลด์แบงก์ (World Bank) ต่าง ๆ เหล่านี้เราจะทําอย่างไร บุคลากรของเรานอกจากมีความรู้เรื่องสถิติ เรื่องดิจิทัล แล้วภาษาอังกฤษว่าอย่างไรครับ มันต้องรู้ภาษาอังกฤษ ไม่อย่างนั้นมันติดต่อประสานงาน ก็ไม่ได้ แล้วก็เครื่องมือเครื่องใช้อุปกรณ์ทั้งหลายมันก็จะเป็นเรื่องภาษาอังกฤษทั้งนั้น เพราะฉะนั้นมันต้องมีแผนงานระยะยาวมากกว่าที่ประเดี๋ยวประด๋าวแล้วบอกว่า วิธีที่จะทําคือให้เป็นมติรัฐบาลออกมาว่าต้องเป็นสํานักงานสถิติแห่งชาติ แล้วก็ มีคณะกรรมการผมว่าไม่เป็นการเพียงพอ ไหน ๆ จะทํา ไหน ๆ จะปฏิรูปกันแล้วผมว่า วางระบบให้มันครบถ้วนแล้วก็ได้เห็นภาพรวม และเราก็จะได้มีเวลาช่วยรัฐบาลในการที่จะ ขับเคลื่อนต่อไปให้บรรลุเป้าหมาย และผมก็ขอย้ําเราไม่ได้ทํางานอย่างโดดเดี่ยวเพราะว่า มีองค์กรระหว่างประเทศอย่างน้อยที่อยู่ในเอกสารตั้ง ๓-๔ องค์กร และเราก็ต้องพูดกับ บริษัทซัปพลายเออร์ (Supplier) ใหญ่ ๆ ว่าเขาจะมาช่วยในการวางระบบอย่างไร และจะช่วยใน การเตรียมบุคลากรทั้งทางด้านระดับอาชีวะไปจนถึงนักวิทยาศาสตร์ เอนจิเนียร์ (Engineer) อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ พวกอิเล็กทริคัลเอนจิเนียร์ (Electrical Engineer) ผมว่าทําให้มันเรียบร้อย ดีกว่าครับ มากกว่าที่จะมาพิจารณากันเป็นเรื่อง ๆ แล้วก็มองไม่เห็นภาพรวมครับ ขอขอบคุณมาก ท่านประธานครับ
ต่อไปขอเชิญท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต นะครับ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ท่านเป็นผู้แสดงความจํานงอภิปรายท่านสุดท้ายนะครับ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพนะครับ ผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. หมายเลข ๑๑๐ ก่อนอื่นต้องยอมรับว่าหัวข้อที่มีการพูดครั้งนี้ เป็นเรื่องที่สําคัญมาก ในเรื่องของข้อมูลสถิติต่าง ๆ เพราะจริง ๆ แล้วถ้าเราทําตรงนี้ได้สําเร็จ จะมีผลในเรื่องของการพัฒนาหลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี หรืออะไรต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ หลายครั้งที่มีการวางแผนและผิดพลาดนี่ส่วนสําคัญมากที่สุดก็มาจาก เรื่องข้อมูลตรงนี้ แต่จริง ๆ แล้วในช่วงหลังถ้าสังเกตดูภาคส่วนต่าง ๆ รวมเฉพาะราชการ มีการให้ความสําคัญในเรื่องข้อมูลมากขึ้นนะครับ แต่ละหน่วยต่างมีการจัดตั้งหน่วยของตัวเอง เก็บรวบรวมข้อมูลตามรูปแบบต่าง ๆ กัน แต่สภาพปัญหาก็เป็นแบบที่คณะทํางานได้พูด สักครู่แล้วนะครับว่าสภาพของเราไม่ว่าจะเป็นเรื่องของต่างคนต่างทํา กระจาย ไม่มีตัวรวม แล้วก็ยังเป็นอาณาจักรของใครของมันอยู่ อันนี้ก็เป็นสภาพที่ดํารงอยู่ของทุกเรื่องของระบบราชการ ซึ่งผมคิดว่าข้อมูลก็จะเป็นส่วน ๆ ทางนี้เหมือน ๆ กัน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มิใช่ง่ายนะครับ แต่ถ้าทําได้สําเร็จจะมีผลอย่างมากและผมก็เห็นด้วยกับท่านกษิต ขออนุญาตที่เอ่ยนามนะครับว่า ถ้าเราสามารถทําได้ดี ๆ จะเป็นการปฏิรูปในเรื่องของการทํางานได้อย่างมากนะครับ ผมคิดว่าถ้าเรามีหัวข้อในการเพิ่มเติมจากนี้ไปมันก็จะเป็นประโยชน์ ผมมีข้อเสนอแนะอยู่ ๕-๖ ข้อในการทําเรื่องนี้
เรื่องแรกคือเรื่องบทบาทของหน่วยงานกลางคือสํานักงานสถิติแห่งชาติเอง ถ้าจะทําในรูปแบบที่เรากําลังพูด ณ ขณะนี้ต้องมีการปรับปรุงแก้ไขอะไรต่ออะไร อีกมากมายนะครับ ตัวสํานักงานสถิติแห่งชาติเองผมมีข้อคิดเห็นอยู่ ๒-๓ เรื่องนะครับ
เรื่องแรกเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เรื่องชื่อของสํานักงานสถิติแห่งชาติเองนะครับ ท่านชิดชัยเมื่อสักครู่ได้พูดให้ผมว่าจริง ๆ ชื่อสํานักงานสถิติแห่งชาติมันไม่ค่อยสอดคล้อง ที่จริงตัวงานนี่คือทําหน้าที่ในการบริหารจัดการข้อมูลแล้วก็เรื่องของสถิติ ชื่อนี่มันจะสะท้อน บทบาทนะครับ ถ้าเรามองสถิติที่ผ่านมาทุกหน่วยจะมองเห็นมาถึงการเก็บตัวเลขเท่านั้นเอง แล้วก็ผลงานที่ออกมาของสถิติก็นาน ๆ จะมีสักครั้ง เก็บข้อมูลอาจจะมาก แต่ผลงานออกมา ค่อนข้างน้อย อันนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าถ้าเรากําลังจะพูดถึงเรื่องการจัดระบบในเรื่องของ ข้อมูลทั้งหมดนี่ตัวสํานักงานสถิติแห่งชาติคงจะต้องพิจารณา บทบาทใหม่ของสํานักงานสถิติแห่งชาติ จะมีอยู่ ๓ เรื่องหลัก ๆ ซึ่งผมคิดว่าจะเป็นเรื่องใหญ่มาก ก็คือการบริหารจัดการข้อมูล ที่จําเป็นในสาขาต่าง ๆ ที่ได้มีการพูดไปแล้ว จะบริหารจัดการอย่างไรตรงนี้จะเป็นเรื่องใหญ่มาก อันที่ ๒ คือประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ อันที่ ๓ คือการปฏิบัติเก็บข้อมูลเอง จัดการข้อมูลเองนะครับ ๓ ส่วนนี้บทบาทไหนหลัก บทบาทไหนรองตรงนี้จะเป็นเรื่องสําคัญ ในความเห็นของผมเองผมคิดว่าบทบาทที่ ๑ และ ๒ นี่จะเป็นเรื่องหลัก ๓. อาจจะเป็นเรื่องรอง ถ้าเป็นแบบนั้นการจัดโครงสร้างและบทบาทของสถิติแห่งชาตินี่จะสะท้อนในเรื่องอะไรบ้าง ผมว่าอันนี้เป็นเรื่องแรกที่ต้องพิจารณา เพราะถ้าหน่วยงานกลางไม่สามารถเดินตรงนี้ได้ อย่างอื่นก็คงไปได้ยากนะครับ
อันที่ ๒ คือเรื่องความสัมพันธ์ของ ๓ ส่วนซึ่งผมคิดว่าจําเป็นจะต้อง มีความเกี่ยวพันกัน คือแผนจัดการข้อมูล เทคโนโลยี และงบประมาณ ๓ เรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่ ค่อนข้างเกี่ยวพันกันมาก เพราะเท่าที่ผมดูเอกสารมาเรากําลังพูดถึงเรื่องการจัดการข้อมูล ทั้งระบบจะเป็นหลายสาขาอย่างที่มีการพูดกันมาแล้ว ตรงนี้มันควรจะต้องมีแผนแม่บท ออกมาเป็นขั้นเป็นตอนอันนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ แต่อันที่ ๒ ที่ไม่น้อยคือเทคโนโลยี ในการจัดการข้อมูลต้องจ่ายตรง ผมคิดว่าขณะนี้ทุกกระทรวงมีเทคโนโลยีในการจัดการ ข้อมูลเกือบทั้งสิ้น แต่ว่าเทคโนโลยีเหล่านั้นมันไม่ได้เชื่อมกันต่างคนก็ต่างทํากันไป อันนี้ เราจะจัดการเรื่องเทคโนโลยีอย่างไร เพราะยุคสมัยนี้มันไม่ใช่เก็บข้อมูลที่เศษกระดาษ แต่มันใช้เทคโนโลยีอย่างสําคัญ และอันที่ ๓ เรื่องการจัดการโดยระบบงบประมาณ ซึ่งแน่นอนมันต้องมี ถ้า ๓ ส่วนนี้เดินไปได้ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์อย่างสูงในเรื่อง ของการดําเนินงานข้อมูลนะครับ
อันที่ ๓ ที่ผมขออนุญาตจะฝากเป็นข้อสังเกตก็คือเมื่อข้อ ๒ เสร็จแล้ว สภาพบังคับที่ให้ทุกส่วนราชการได้ดําเนินการตามนี้คืออะไร ผมคิดว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ หลายครั้งที่เรามีการคิดกันแล้วแต่ว่าผลทางปฏิบัติไม่มีเพราะอํานาจของส่วนราชการ อาจจะมากกว่า หน่วยนี้อาจจะเห็นด้วย หน่วยนี้ไม่เห็นด้วย หน่วยนี้ให้ข้อมูล หน่วยนี้ ไม่ให้ข้อมูล มันก็จะกระจัดกระจายกันไป มันไม่สามารถเป็นระบบได้ เพราะฉะนั้น ในการศึกษาของเราเมื่อเราทําเรียบร้อยแล้วสภาพบังคับคืออะไร มีตัวบทกฎหมายอะไร ที่สามารถที่จะสั่งหรือให้ส่วนราชการได้ดําเนินการตามนี้ซึ่งผมว่าตรงนี้จะเป็นเรื่องใหญ่ มันอาจจะมากกว่าคณะทํางานที่เราตั้ง คณะทํางานที่ตั้งก็เป็นแค่การประสานงาน คณะทํางานตั้งมากบางทีผลงานก็ค่อนข้างน้อยอันนี้ผมคิดว่าจะเป็นเรื่องหนึ่งที่สําคัญ เพราะฉะนั้นผมเสนอว่าอยากให้เขียนให้ชัดเจนถึงสภาพบังคับว่าเมื่อผลการศึกษาออกไปแล้ว หรือผลเสนอแนะออกไปแล้วจะมีผลอะไรนอกจากเป็นมติ ครม. แล้วจะเป็นกฎหมายอย่างไรบ้าง อํานาจของสถิติในบทบาทใหม่จะมีครอบคลุมตรงนี้หรือไม่ ตรงนี้เป็นเรื่องสําคัญนะครับ
อันที่ ๔ ผมคิดว่าเป็นเรื่องสําคัญอันหนึ่งก็คือการพูดถึงบทบาท สถาบันการศึกษาในเรื่องของการจัดการข้อมูล ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่มี ส่วนความสําคัญมากเหมือนกัน เท่าที่ทราบอย่างที่ผมทํางานด้านยาเสพติด ในอเมริกา บางอย่างเขามอบหมายให้มหาวิทยาลัยรับผิดชอบในเรื่องนี้เลย เช่น การเก็บตัวเลข การบําบัดรักษามอบมหาวิทยาลัยนี้จัดการ การทําข้อมูลอะไรต่าง ๆ มอบมหาวิทยาลัยนี้จัดการ ตรงนี้ผมคิดว่าจะเป็นบทบาทที่สําคัญอันหนึ่งเหมือนกันว่าการอาศัยบทบาท ของสถาบันการศึกษาซึ่งกระจายอยู่แล้วให้มีบทบาทเรื่องการจัดการข้อมูลหรือจัดเก็บ ก็ตามแต่ มันก็จะเป็นประโยชน์แล้วก็ข้อมูลอาจจะมีความถูกต้องมากขึ้นมากกว่า การใช้หน่วยราชการแต่เพียงอย่างเดียวนะครับ อันนี้ผมฝากเป็นข้อสังเกตอันหนึ่งในเรื่องของ การจัดการ
อันที่ ๕ ก็คือในเรื่องของการกระจายอํานาจการจัดการข้อมูล ตรงนี้ เป็นปัญหาใหญ่มาก หลักคิดอยู่ ๒ อย่างคือเราจะรวมอํานาจจัดการข้อมูลหรือกระจายอํานาจ จัดการข้อมูล อันนี้เป็นบรรทัดฐานที่เราจะชี้ทิศทางของการเก็บข้อมูลจะไปที่ไหน ถ้าเราคิด แบบรวมศูนย์อํานาจแสดงว่าข้อมูลทุกอย่างเก็บเข้าที่ส่วนกลางหมด อันนี้ก็จะดีในแง่ ความเป็นเอกภาพแต่การใช้ประโยชน์ได้อาจจะน้อย หรืออันหลังผมคิดว่าถ้าสอดคล้อง กับการปฏิรูปที่เรากําลังทําอยู่นี้การกระจายอํานาจข้อมูลโดยใช้จังหวัดเป็นฐาน ผมคิดว่าตรงนี้ จะเป็นเรื่องสําคัญ เพราะขณะนี้ทั้งรัฐบาลหรือทิศทางในอนาคตการพูดถึงบทบาท ของจังหวัดหรือท้องถิ่นนี่มากขึ้น การให้จังหวัดทําแผนต่าง ๆ มากขึ้น แต่ผมคิดว่าถ้าจังหวัด หรือท้องถิ่นจะดําเนินงานได้อย่างเข้มแข็ง ผมว่าการจัดการข้อมูลเป็นเรื่องที่มีความสําคัญมาก ต้องวางรากฐานการเก็บข้อมูลที่จังหวัดแล้วต่อยอดจากรากฐานมาที่ส่วนกลางจะทําให้การต่าง ๆ มันจะง่ายขึ้น ผมคิดว่าจะทําให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ผมว่าตรงนี้อยากจะให้มี การจัดการตรงนี้ขึ้นมาอย่างชัดเจนนะครับ
สุดท้ายอันหนึ่งก็คือเรื่องของการประมวลผลจากฐานข้อมูลที่มีอยู่แล้ว ผมคิดว่าตรงนี้จะเป็นเรื่องที่มีความสัมพันธ์มากขึ้น ฐานข้อมูลบางอย่างที่หน่วยราชการ จัดเก็บบางทีเราอาจจะไม่ต้องไปหาข้อมูลด้วยซ้ํา เราอาจจะเอาฐานข้อมูลที่จัดเก็บนี้ ประมวลผลออกมาได้เลย อันนี้ผมยกตัวอย่างอย่างเล่น ๆ นะครับ ซึ่งในความเป็นจริงถ้าทํา ได้มันก็จะเป็นประโยชน์ อย่างการสํารวจทะเบียนสํามะโนครัวของประชากร บางทีถ้าเรา ใช้ฐานของกระทรวงมหาดไทยที่เก็บ ท.ร. ๑๔ แล้วคํานวณออกมา มันก็สามารถใช้ได้เลยโดยไม่จําเป็นต้องไปเก็บสอบถามกันรายครัวเรือน เพราะในขณะนี้ ทุกอย่างมันสามารถดําเนินการได้แล้ว หลายตัวเลขผมคิดว่าสามารถจัดการได้โดยฐานข้อมูลดิบ แล้วมาสู่ดาต้า (Data) และการใช้ประโยชน์จริง ๆ นะครับ ผมคิดว่าถ้าทําได้นี่มันจะ เกิดประโยชน์อย่างสูง อันนี้จะเป็นข้อสังเกตที่ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์อย่างมาก แล้วก็คิดว่าถ้าสามารถทําได้อย่างดีนี่มันก็จะเป็นผลงานของ สปท. ได้อย่างมาก ในการวางรากฐานในการปฏิรูปประเทศ แล้วก็การคิดถึงยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี ในการดําเนินการตรงนี้นะครับ ขอขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ท่านนิกร จํานง ได้ยกมือแสดงความจํานงจะอภิปรายนะครับ ขอเชิญท่านอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมและอดีต ส.ส. ครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ที่จริงแล้วเรื่องนี้ผมเห็นว่า สําคัญมากแล้วก็เตรียมอะไรแต่ต้องไปประชุมกรรมาธิการ แต่บังเอิญกลับมาทันนะครับ ระหว่างรอก็ขอให้ความเห็นสักเล็กน้อยว่าเห็นด้วยเป็นอย่างมากว่าการดําเนินการเพื่อจะมี ข้อมูลที่สําคัญในการใช้ ประเทศเราขาดแคลนมากแล้วเป็นความจําเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องรีบ และเหมือนจะไม่ทันเสียด้วยซ้ําขณะนี้นะครับ ทีนี้ที่เสนอขึ้นมานี้ผมเห็นด้วย แต่ผมเองอยู่กับ ข้อมูลมาบ้างก็มีข้อเสนอแนะบางประการที่คิดว่าอาจจะเป็นประโยชน์นะครับ
ประเด็นแรกก็คือในความเป็นจริงข้อมูลของเรามีปัญหาระหว่างกันและกัน หมายความฐานข้อมูลของแต่ละหน่วยงานคืออย่าไปว่าข้ามกระทรวงเลย เพราะที่เราเสนอนี่ คือเรารวมที่ท่านเสนอรวมมาเป็นศูนย์ข้อมูลกลาง แต่ขนาดกรมต่อกรมในกระทรวงเดียวกัน ยังส่งผ่านข้อมูลกันไม่ได้เพราะวิธีการจัดทําข้อมูลก็ดี เครื่องไม้เครื่องมือก็ดี หลักการก็ดี ต่างกันหมด แค่ในกระทรวงเดียวยังเชื่อมกันไม่ได้ ดังนั้นถ้าข้ามกระทรวงเราสามารถจะเห็น ได้เลยว่าจะมีปัญหาแน่ นี่คือประเด็นของการเอามารวม ประเด็นก็คือว่าเดิมเราไม่มีแล้วท่าน เสนอรวม ผมกําลังชี้ประเด็นการรวม ผมเห็นด้วยแต่จะมีปัญหายิ่งใหญ่มากคือปัญหา การรวมนะครับ
ประเด็นต่อมาคือการเชื่อมต่อ ปัญหาเชิงระบบ ระบบบางแห่งเป็นกระทรวง ที่มีฐานะดี เครื่องไม้เครื่องมือแค่คอมพิวเตอร์คนละเวอร์ชัน (Version) มันก็ไปกันไม่ถูกแล้ว ตรงนี้จะเป็นปัญหาอีกอย่างหนึ่ง ลักษณะของศูนย์ข้อมูลที่มีอยู่นะครับ ที่สําคัญก็คือว่าอย่างนี้ เวลาน้ําท่วมท่านประธานคงเห็น หรือว่าเวลามีปัญหาใด ๆ เวลาช่วงปกติโอเค (Okay) แต่พอ เราระดมข้อมูล สมมุติน้ําท่วมทุกคนก็ยิงข้อมูลเข้าไปหมด มันจะทําให้แฮงก์ (Hang) และใช้ ไม่ได้ล่มทั้งระบบ คือเราไม่ได้พูดถึงเอฟ ๕ (F5) ที่กําลังคุยกันอยู่ขณะนี้หรอกแต่มันจะ คล้าย ๆ กันแบบนั้นแหละ ซึ่งตรงนี้ในการรวมมันมีเซฟตี้ (Safety) อะไรบ้าง เราเคยคิดจะทํา ศูนย์ข้อมูลกลางเหมือนเป็นซูเปอร์ (Super) แบบเซนทรัลอินฟอร์เมชัน (Central Information) แต่ปัญหาตรงนี้มันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นของการเป็นศูนย์ขนาดใหญ่ มันอุ้ยอ้าย ตรงนี้จะเป็นปัญหาแน่ ๆ เวลาไม่เกิดปัญหาไม่เป็นอะไร เวลาเกิดปัญหาขึ้น การระดมข้อมูล มาก ๆ ระบบเรารองรับไม่ได้ก็ขนาดประเทศที่พัฒนาแล้วระบบข้อมูลยังล่มเลย ตรงนี้จะทําอย่างไร มันเป็นปัญหาของการทําให้ข้อมูลเป็นศูนย์ใหญ่ ก็เลยเสนอความเห็นอย่างนี้ครับ ข้อเสนอแนะถ้าท่านประธานเคยจําได้ ผมเคยเสนอหลักการเรื่องโมเสกเดมอเครซี (Mosaic Democracy) ก็คือการกระจายซึ่งจะตรงกับท่านอดีตผู้ว่าเสนอเมื่อกี้ก็คือว่าข้อมูลเหมือน เวิลด์ ไวด์ เว็บ (World Wide Web) ที่เราใช้นี่ มันคือเว็บ (Web) อันเดียวเท่านั้นเอง และไปรวมกันเป็นเว็บ (Web) ของโลกและมันก็ยิ่งใหญ่มากมันก็เหมือนกับระบบของไลน์ (Line) ก็ดี หรืออะไรก็ดีมันเชื่อมจากจุดเล็ก ทีนี้หลักการตรงนี้ก็คือว่าเห็นด้วยให้มีศูนย์ข้อมูล ใหญ่แต่ให้เริ่มเป็นโมเสก โมเสกอินฟอร์เมชัน (Mosaic Information) คําว่าโมเสกซ้อนไปนิด ถ้าเราจะสร้างบ้านก็คือว่าสมัยก่อนมันจะเป็นโมเสกเป็นชิ้น ๆ นะครับ ๒ คูณ ๒ และ ๑ ตารางฟุต มันก็มีขนาดนี้ แล้วก็ถ้าเราปูทั้งห้องผมเคยพูดเรื่องนี้ ๒-๓ ครั้ง เป็นหลักการที่เอา มาจากของอัลวิน ทอฟฟเลอร์ ที่ทําเรื่องเดอะ เทิร์ด เวฟ (The third wave) ของเขาพูดถึงโมเสก เดมอเครซี (Mosaic Democracy) แต่เรามาใช้กับโมเสกอินฟอร์เมชัน (Mosaic Information) หลักการก็คือว่าข้อมูลจากอําเภอต้องสมบูรณ์ พอข้อมูลจากอําเภอสมบูรณ์ ข้อมูลจากอําเภอ เหมือนกับเป็นโมเสกชิ้นเล็ก ๒ คูณ ๒ พอเป็นแผ่น ๑ ตารางฟุตที่เราใช้ปูพื้นกันมันก็คือ ข้อมูลระดับจังหวัด หมายความว่าถ้าชิ้นเล็กมันสมบูรณ์แล้ว ชิ้นของจังหวัดจะเป็นข้อมูล ที่สมบูรณ์เป็นแผ่นใหญ่ขึ้นมา ในที่สมบูรณ์แล้ว อําเภอก็ยังสมบูรณ์อยู่ ทีนี้ในจังหวัดเอง ขณะนี้ประมงจังหวัดส่งข้อมูลไปไหน ไม่ได้ส่งมายังศูนย์รวมที่เรามาปรับกันบ้างก็คือว่า เป็นศูนย์เกษตรและสหกรณ์จังหวัดจะเป็นคนรวมข้อมูล เกษตรจังหวัดรวมไม่ได้เพราะว่า เขาสังกัดนะครับ สมมุติว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์เขาสังกัดกับกรมส่งเสริมการเกษตร แต่ว่าเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเหมือนสังกัดสํานักปลัด พอสํานักปลัดมันก็คุมทุกกรม ที่อยู่ในจังหวัดนั้น ๆ ดังนั้นถ้าเกษตรอําเภอ ประมงอําเภอ หรือปศุสัตว์อําเภอส่งข้อมูลเข้ามา ที่จังหวัด มันก็กลายเป็นข้อมูลในจังหวัดนั้น จะเป็นโมเสกชิ้นเล็ก ชิ้นขนาด ๑ ตารางฟุต ที่สมบูรณ์ ทีนี้พอส่งจากตรงนี้เราก็ส่งเข้ามากรุงเทพมหานคร พอเข้ามาที่กรุงเทพมหานคร มันก็ยังเป็นส่วน อย่างไรก็สมบูรณ์หมด ทีนี้การใช้ข้อมูลตรงนี้ ลักษณะข้อมูลเป็นชิ้นเล็กตรงนี้ เวลามีปัญหา สมมุติที่สงขลามีปัญหา เราก็เจาะไปที่สงขลามันใช้ได้เลย แต่ถ้าหากว่าประมง จังหวัดสงขลาส่งข้อมูลมาที่กรมประมง แล้วกรมประมงส่งมาที่ศูนย์อีกที มันจะกลายเป็น ข้อมูลมันใหญ่ เวลามีปัญหาในจุดเล็กที่อําเภอระโนด จังหวัดสงขลาที่ท่านนายกรัฐมนตรีไป มันจะแก้ปัญหาว่าปลามันหนีไปได้เท่าไรไม่ได้ แต่ถ้าหากว่าเป็นข้อมูลที่สงขลาที่ใช้เฉพาะ ในแอเรีย (Area) เล็กตรงนั้น
หลักการที่ผมเสนอขณะนี้ก็คือว่าการรวมเป็นศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่เป็นเรื่องดี แต่มันจะมีปัญหาในเรื่องเชิงปฏิบัติการที่มันซ้อนอยู่แล้วเราใช้งานไม่ได้ คือเข้าก็มีปัญหา เวลาเอาออกมาใช้ก็มีปัญหา ก็เลยเสนอว่าให้เป็นโมเสก อินฟอร์เมชัน เซ็นเตอร์ (Mosaic Information Center) ก็หมายความว่าเป็นชิ้นเล็ก ๆ ตั้งแต่อําเภอ ตั้งแต่จังหวัด แล้วสามารถแยก พลิกมุมไหนก็ได้ สามารถใช้ได้ จะเป็นประโยชน์มากแล้วก็ใช้งานได้เลย แล้วระหว่างทํา ถ้าท่านทํารวมแบบนี้ กว่าท่านจะรวมได้ผมว่าอีก ๓ ปีก็ยังใช้ไม่ได้ แต่ถ้าทํา ตรงนี้ เสร็จจังหวัดไหนใช้จังหวัดนั้นก่อนได้เลยก็จะเป็นประโยชน์มาก ก็นําเรียน ด้วยความเคารพครับท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านนิกร จํานง เป็นท่านสุดท้าย เมื่อสมาชิกได้อภิปรายพอสมควรแล้ว ผมขอปิดการอภิปรายแล้วก็ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการและกรรมาธิการได้ชี้แจง ตอบคําถามท่านสมาชิก ขอเชิญท่านเบญจวรรณ สร่างนิทร นะครับ อดีตเลขาธิการ ก.พ. อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน
เรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ดิฉัน เบญจวรรณ สร่างนิทร ขออนุญาตเรียนข้อมูลท่านสมาชิก ที่ให้ข้อสังเกตนะคะ
ท่านแรกท่านสุรินทร์นะคะ บอกว่าให้นําเลข ๑๓ หลัก เลข ๑๓ หลัก นี่มันอาจจะไม่ใช่ตัวสถิตินะคะ แต่ว่ามันจะเป็นฐานข้อมูลของแต่ละบุคคล เรื่องวัน สตอป เซอร์วิส (One stop service) นั้นก็เป็นเรื่องในหลักการที่รัฐบาลต้องการที่จะให้บริการอยู่แล้วนะคะ แต่ว่าก็คงขึ้นอยู่กับลักษณะที่จะไปเป็นวัน สตอป เซอร์วิส (One stop service) นะคะ เรื่องไอที (IT) ส่วนกลางกับส่วนภูมิภาคต้องเป็นระบบเดียวกัน ถ้ามีการดําเนินการเรื่องนี้ ในกรณีที่เป็นข้อมูลกลางคงจะต้องเป็นระบบเดียวกันตั้งแต่ระดับประเทศ ระดับสากลโยงมา ระดับประเทศแล้วก็ระดับกระทรวง กรม จังหวัดแล้วก็ในพื้นที่นะคะ
ของท่านคุณหญิงหมอพรทิพย์นะคะ ที่บอกว่าเรื่องศูนย์ข้อมูลกลางคงเข้าใจ ร่วมกันนะคะ ถ้าในหน้า ๓๔ ที่ท่านพูดถึงว่าข้อมูลด้านกระบวนการยุติธรรมจะขออนุญาต ไปเช็ก (Check) แล้วก็จะเพิ่มเติมนะคะ ในเรื่องพัฒนาบุคลากร มีคนเคยเสนอนะคะว่า ผู้บริหารระดับสูงน่าจะมีการทดสอบความรู้ด้านไอที (IT) ก่อนที่จะผ่านกระบวนการสรรหานะคะ ก็คงจะฝากท่านเลขาธิการ ก.พ. ตอนนี้นะคะว่าหลักสูตรอบรม นบส. ให้เพิ่มเรื่องไอที (IT) เข้าไปด้วยนะคะ สมัยก่อนเราไอที (IT) เฉพาะระดับ ๖ ที่ต้องรู้ไอที (IT) นะคะ แต่ก็ได้ยิน เรื่องนี้หลายท่านให้ข้อคิดเห็นว่าผู้บริหารระดับสูงไม่มีความรู้ด้านนี้นะคะ
สําหรับของคุณหมอพรพันธุ์นะคะ ย้ําเรื่องต้องมีตัวชี้วัดผลกระทบ ในการทํางาน ก็คิดว่าเป็นเรื่องที่สําคัญนะคะ ถ้าโครงการนี้หรือเรื่องนี้มีการดําเนินการ คงจะต้องกําหนดเป็นตัวชี้วัดตัวหนึ่งเพื่อจะวัดความสําเร็จหรือวัดในการพัฒนาการเกี่ยวกับ การดําเนินการเกี่ยวกับในเรื่องตัวข้อมูล โดยที่จะเป็นข้อกําหนดหรือเป็นเงื่อนไขนะคะ
สําหรับท่านเลขาเมธินีก็คงจะสอดรับกันว่าเรื่องบุคลากรภาครัฐ จริง ๆ อย่างที่ นําเรียนว่าเรากําหนดไว้ในเรื่องทักษะอยู่แล้วว่าทักษะของบุคลากรภาครัฐทุกคนจะต้องมี ทักษะทางด้านคอมพิวเตอร์ ส่วนจะระดับไหนอย่างไรก็ต้องพัฒนา
มาถึงท่านกษิตท่านให้ข้อคิดเห็นหลายอย่าง ประการแรกท่านบอกว่าจะต้อง วิเคราะห์เหมือนกับวางแผนกําลังคนของสํานักงานสถิติแห่งชาติว่าถ้าจะไปทํางานกับระดับ นานาชาติ ทํางานกับระดับภายในชาติลงไปถึงระดับพื้นที่ด้วยนั้นต้องการกําลังคนเท่าไร ต้องเรียนว่าตอนนี้เราเอากําลังคนที่มีอยู่เดิมเป็นฐาน และคงจะต้องพัฒนากําลังคนที่มีอยู่ ของสํานักงานสถิติแห่งชาติเองที่จะรองรับบทบาทภาระหน้าที่ที่จะต้องดําเนินการต่อไป สําหรับกระทรวง ทบวง กรม มีอัตรากําลังขณะนี้ที่ว่า ๔๐๐,๐๐๐ นั้นเฉพาะข้าราชการพลเรือนสามัญ เท่านั้นนะคะ ตอนแรกก็คิดว่าจะเก็บตัวเลขเพื่อจะมานําเรียนว่านักสถิติที่มีอยู่ทุกกระทรวง ทบวง กรม มีจํานวนเท่าไร แต่เมื่อคิดอีกครั้งหนึ่งอย่างที่นําเรียนเมื่อปี ๒๕๕๑ เราเปลี่ยน สายงานนักสถิติเป็นสายงานหลักของทุกกระทรวง ทบวง กรม เพราะฉะนั้นเหมือนกับว่า สายงานนี้จะมีอยู่น้อยมาก จะมีเฉพาะที่มีกองสถิติหรือสํานักสารสนเทศเท่านั้นซึ่งจะมีไม่มาก เพราะฉะนั้นก็เลยไม่ได้รวบรวมตัวเลขตรงนี้ ทุกอย่างมันจะสลายรวมไปอยู่ในสายงานหลัก ของส่วนราชการ นอกจากว่าจะไปหยิบว่ามีกองไหน กลุ่มงานไหนที่ทํางานด้านนี้ก็อย่างที่นําเรียน สิ่งที่ปรากฏ ณ ขณะนี้ก็จะมีเฉพาะส่วนราชการที่เป็นสํานัก หรือกอง กับที่เป็นกลุ่มงาน ในกองแผน กองยุทธศาสตร์หรืออะไรเท่านั้น อาจจะไม่ปรากฏตรงนี้ชัดเจนมากนัก แต่กรรมาธิการด้านบริหารราชการแผ่นดินก็มีข้อเสนอว่าทุกส่วนราชการควรจะเห็น ความสําคัญในเรื่องนี้ แล้วก็ผลักดันให้เกิดให้มีการจัดตั้งหน่วยงานนี้ เพื่อรองรับงานอย่างที่ นําเรียนที่ผ่านมา แล้วก็มีการเกลี่ยกําลังคนเพื่อให้ทํางานด้านนี้ สําหรับท่านถามว่า บริษัทซัปพลายเออร์ (Supplier) ที่ไหน ถ้าระบบปรับเปลี่ยนแบบนี้แล้วจะมีบริษัทอะไร ที่จะมารองรับ รัฐบาลขณะนี้ในเรื่องโครงข่ายสารสนเทศทั้งหลาย กระทรวงดีอี (DE) ซึ่งมีสํานักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นองค์การมหาชนดูแลเรื่องนี้ แล้วก็ทําโครงข่ายสารสนเทศ ทั่วประเทศ เท่าที่ทราบข้อมูลที่ได้ประสานงานขณะนี้เขาก็มีโครงข่ายที่ประสานกับหน่วยงานภาครัฐ ทั้งหมด ๓,๐๐๐ กว่าแห่ง ก็คือทําถนนในเรื่องโครงข่ายสารสนเทศทั้งหมดไปให้ทุกกระทรวง ทบวง กรม คงเป็นเรื่องที่จะต้องพัฒนาต่อไป ส่วนเรื่องเตรียมกําลังคนก็คงจะอย่างที่นําเรียนว่า ตอนนี้ทางหน่วยงานที่รับผิดชอบหลักก็คือสํานักงาน ก.พ. ได้ดูแลเรื่องนี้เป็นหลักอยู่แล้ว และที่เรามีข้อเสนอว่าเอาตั้งแต่วงในสุดซีไอโอ (CIO) คนที่จะเป็นชีฟ อินฟอร์เมชัน ออฟฟิซเซอร์ (Chief Information Officer) จะต้องเป็นคนที่มีความสําคัญที่สุด จะต้องรู้หลักการเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นจะต้องเสริมคนกลุ่มนี้เป็นลําดับแรก ลําดับต่อไปก็คนของสํานักงานสถิติแห่งชาติ ลําดับต่อไปก็คนที่รับผิดชอบงานสถิติก่อนที่จะไปถึงบุคลากรทั้งหมด แต่ก็จะขอปรับเปลี่ยน ตรงนี้ว่าบุคลากรภาครัฐทั้งหมดตามที่ข้อเสนอของท่านเลขาเมธินีว่าจะเริ่มตั้งแต่ปีแรก เป็นการทําคู่ขนานไปตั้งแต่เริ่มแรก
สําหรับท่านเพิ่มพงษ์เรื่องเปลี่ยนชื่อดิฉันก็ขอรับเป็นข้อมูลก็แล้วกัน เพราะไปดูประวัติชื่อนี้ตั้งมาตั้งแต่ปี ๒๕๐๖ ตอนปี ๒๕๔๕ เรามีการเปลี่ยนชื่อ หลายส่วนราชการมาก แต่ท้ายที่สุดก็กลับคืนมาบางหน่วยก็กลับไปใช้ชื่อเดิมก็ไม่เป็นอะไร ก็เอาเป็นว่าภารกิจหลักของเขาต้องรับผิดชอบเรื่องอะไร อย่างไรมากกว่า สําหรับสภาพ บังคับว่าหลังจากตรงนี้แล้วทุกส่วนราชการจะต้องดําเนินการอย่างไรต่อไป แน่นอนถ้าเกิด ระบบข้อมูลกลางขึ้นมาแล้วทุกส่วนราชการจะต้องรับต่อเนื่องเหมือนเป็นลูกโซ่ไปตั้งแต่ ระดับบนลงไปถึงระดับล่างว่าจะต้องเอาอะไร อย่างไรบ้าง ที่ท่านมีข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องถังข้อมูลกลางทั้งหมดเดี๋ยวโยงไปถึงท่านนิกรด้วยนะคะว่า ถ้าจะมีถังใหญ่รวมทั้งหมด คําว่าศูนย์ข้อมูลกลางนั้นจะเป็นข้อมูลกลางของข้อมูลกลางหลัก ๆ ของประเทศ แต่ไม่ใช่ข้อมูลทุกหน่วยมาอยู่ตรงนี้ มันจะต้องมีถังกลางถังหนึ่งที่เขาอยากจะรู้ สภาพปัญหาของประเทศเป็นแบบไหน อย่างไร เราก็จะมีข้อมูลที่จะตอบได้เป็นภาพใหญ่ ๆ แต่ถ้าข้อมูลเฉพาะก็จะต้องโยงไปถึงส่วนราชการต่าง ๆ ต่อไปนะคะ
ในเรื่องการกระจายอํานาจในการจัดการข้อมูลโดยให้จังหวัดเป็นฐานนั้น ก็มีคณะกรรมการสถิติจังหวัดซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานอยู่แล้ว เราก็ลงไปดูงาน ในพื้นที่ แล้วก็ได้ทราบว่าผู้ว่าราชการจังหวัด ณ ขณะนี้ท่านก็ใช้สํานักงานสถิติแห่งชาติ เพื่อทําหน้าที่ให้เป็นศูนย์กลางในเรื่องนี้ให้บังเกิดผลจริง ๆ ก็คงจะโยงคําตอบไปถึงท่านนิกร ที่พูดถึงศูนย์ข้อมูลกลางมันใหญ่จริง ๆ มันใหญ่มาก แต่ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะลงที่นี่ถังกลาง ก็ต้องจัดระบบไว้อันหนึ่งว่าข้อมูลกลางที่จะเป็นข้อมูลของประเทศเป็นอย่างไร แล้วก็ข้อมูล ที่จะต้องโยงไปถึงกับข้อมูลเฉพาะของแต่ละส่วนราชการเป็นอย่างไร ซึ่งตรงนี้ ทั้งคณะกรรมการแห่งชาติที่ว่านี้ซึ่งมีรัฐมนตรีดีอี (DE) เป็นประธานแล้วก็จะมีปลัดกระทรวง ทั้งหลายเป็นกรรมการตรงนั้นอยู่ในคณะกรรมการกลาง เสร็จแล้วอนุแต่ละด้าน ท่านปลัดกระทรวงทุกกระทรวงก็จะเป็นประธาน ดิฉันคิดว่าตรงนี้ข้อมูลจะสามารถเชื่อมโยงกันได้ ก็คิดว่าการเริ่มต้น ณ วันนี้คงจะนําไปสู่ความมีประสิทธิภาพในเรื่องระบบการจัดการข้อมูล ของประเทศ ซึ่งใคร ๆ พอฟังแล้วก็บอกว่ายากมาก แต่ดิฉันคิดว่าจะอะไรยากก็แล้วแต่ ต้องเริ่มต้น ถ้าไม่เริ่มวันนี้เราก็ไม่รู้จะเริ่มเมื่อไรค่ะ ขอบคุณมากค่ะ
ไม่ยากหรอกครับเราทําได้ เชิญท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ สรุปรายงานครับ
ขอบพระคุณ ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่านทั้งที่ได้เสนอ ข้อแนะนําและที่ไม่ได้เสนอ ที่ไม่ได้เสนอก็อาจจะมีบางท่านก็ได้เล่าให้ฟังนอกห้องประชุม โดยหลักก็คือว่าทุกท่านเห็นด้วยว่าในเรื่องของสถิติและในเรื่องข้อมูลนั้นมีความจําเป็น อย่างยิ่งสําหรับการบริหารประเทศแล้วก็มีความสําคัญไม่เพียงจะเพื่อสําหรับการบริหาร ราชการเท่านั้น แต่จะเป็นประโยชน์สําหรับเอกชนแล้วก็ประชาชนด้วย ที่ท่านเบญจวรรณ สรุปไปก็เกือบจะครบถ้วนหมดแล้ว ผมก็สรุปอีกนิดเดียวสั้น ๆ เรื่องบูรณาการสําคัญครับ เห็นหลาย ๆ ท่านพูดอยู่ในเรื่องบูรณาการซึ่งจะต้องบูรณาการทั้งให้ครบวงจรนั่นเป็นเรื่องที่ ๑
เรื่องที่ ๒ มีการพูดถึงเรื่องประชาชน ประชาชนต้องมีส่วนร่วมแน่นอน ในขณะเดียวกันเราก็เน้นด้วยว่าประชาชนต้องมีส่วนรับผล
ประการที่ ๓ ก็คือเรื่องการบริหารจัดการ ในเรื่องการบริหารและจัดการ จะต้องทําเป็นระบบอีกเช่นกันเราจึงเสนอเรื่องนี้ว่าเป็นการปฏิรูประบบ แล้วก็อย่างที่ ท่านทราบสถิติอย่างเดียวคงยังทําอะไรไม่ได้ ก็จะต้องมีดําเนินการไปถึงวิเคราะห์ แปรผล และนําไปใช้ประโยชน์ ฉะนั้นตรงนี้ก็จะต้องรวมไปถึงเรื่องของเคพีไอ (KPI) หรือตัวชี้วัดด้วย ในขณะเดียวกันเราก็ต้องมุ่งหวังไปด้วยว่าสิ่งที่เราทําแล้วจะได้ประโยชน์อะไรต่อประเทศชาติ และต่อประชาชน กล่าวโดยสรุปก็คือว่าสิ่งที่ท่านทั้งหลายได้กรุณาให้ข้อเสนอแนะมาในวันนี้ เรานัดไว้แล้ว คณะกรรมาธิการจะพิจารณาในวันพุธและทุกเรื่องที่ท่านเสนอเราจะพิจารณา ผมยืนยันนะครับ ส่วนจะเห็นด้วยทั้งหมดหรือไม่เห็นด้วยนั้นท่านก็ต้องขอความกรุณาว่า เราให้เกียรติท่าน แต่ท่านก็ต้องให้เกียรติกับกรรมาธิการที่พิจารณาเรื่องนี้ด้วยนะครับ แต่อย่างไรก็ตามขอบพระคุณท่านประธานอีกครั้ง ท่านสมาชิกอีกครั้งหนึ่งที่ได้กรุณา สนับสนุนในเรื่องนี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ไม่มีสมาชิกที่จะซักถามอะไรแล้วนะครับ ต่อไป ผมจะขอมติจากที่ประชุมนะครับ แต่ก่อนจะขอมติขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ยังมีสมาชิกทยอยเดินมาจากอาคารรัฐสภาทั้ง ๓ อาคารนะครับ ท่านสมาชิก ใช้สิทธิแสดงตนครบถ้วนหรือยังครับ เมื่อใช้สิทธิแสดงตนเรียบร้อย เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๕๕ ท่าน เป็นอันว่าครบองค์ประชุม
ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การปฏิรูป ระบบสถิติแห่งชาติเพื่อการบริหารราชการแผ่นดินและการบริการประชาชนหรือไม่ ซึ่งหาก เห็นชอบคณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุง ก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปนะครับ ต่อไปจะเป็น การลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ นะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียงครับ ขอเชิญใช้สิทธิออกเสียงครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
สมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนบ้างไหมครับ ถ้ามีขอเชิญ ออกเสียงลงคะแนน ถ้าไม่มีผมขอปิดการลงคะแนนนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลคะแนนครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๕๗ ท่าน เห็นด้วย ๑๕๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีนะครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่อง การปฏิรูประบบสถิติแห่งชาติ เพื่อการบริหารราชการแผ่นดินและการบริการประชาชน จบการพิจารณารายงานของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ขอบคุณ คณะกรรมาธิการและผู้ชี้แจงทุกท่านนะครับ ผมจะดําเนินการประชุมต่อไปนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ
เป็นวาระการหารือของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีสมาชิก ท่านใดประสงค์จะหารือที่ประชุมหรือไม่ครับ ถ้ามีก็ขอเชิญนะครับ
(ไม่มีสมาชิกขอหารือ)
ไม่มีนะครับ วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้ว ผมขอขอบคุณสมาชิก ที่มาประชุมทุกท่านนะครับ ขอปิดการประชุมครับ