เบญจวรรณ สร่างนิทร หารือการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศด้านดิจิทัล โดยเน้นความจำเป็นของระบบข้อมูลกลางที่เชื่อมโยงทุกระดับ พร้อมเสนอให้มีการพัฒนาทักษะดิจิทัลของบุคลากรภาครัฐอย่างเป็นระบบ มีการประเมินผลและตัวชี้วัดที่ชัดเจน รวมถึงการจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะในทุกหน่วยงานเพื่อรองรับภารกิจด้านสารสนเทศ และเสนอแนวทางกระจายอำนาจการจัดการข้อมูลไปยังระดับจังหวัด ควบคู่กับการเชื่อมโยงกับศูนย์ข้อมูลกลางผ่านโครงสร้างคณะกรรมการระดับชาติ เพื่อให้การบริหารจัดการข้อมูลของประเทศมีประสิทธิภาพ เป็นระบบ และสามารถดำเนินการได้ทันทีแม้จะเป็นภาระที่ท้าทาย
เรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ดิฉัน เบญจวรรณ สร่างนิทร ขออนุญาตเรียนข้อมูลท่านสมาชิก ที่ให้ข้อสังเกตนะคะ
ท่านแรกท่านสุรินทร์นะคะ บอกว่าให้นําเลข ๑๓ หลัก เลข ๑๓ หลัก นี่มันอาจจะไม่ใช่ตัวสถิตินะคะ แต่ว่ามันจะเป็นฐานข้อมูลของแต่ละบุคคล เรื่องวัน สตอป เซอร์วิส (One stop service) นั้นก็เป็นเรื่องในหลักการที่รัฐบาลต้องการที่จะให้บริการอยู่แล้วนะคะ แต่ว่าก็คงขึ้นอยู่กับลักษณะที่จะไปเป็นวัน สตอป เซอร์วิส (One stop service) นะคะ เรื่องไอที (IT) ส่วนกลางกับส่วนภูมิภาคต้องเป็นระบบเดียวกัน ถ้ามีการดําเนินการเรื่องนี้ ในกรณีที่เป็นข้อมูลกลางคงจะต้องเป็นระบบเดียวกันตั้งแต่ระดับประเทศ ระดับสากลโยงมา ระดับประเทศแล้วก็ระดับกระทรวง กรม จังหวัดแล้วก็ในพื้นที่นะคะ
ของท่านคุณหญิงหมอพรทิพย์นะคะ ที่บอกว่าเรื่องศูนย์ข้อมูลกลางคงเข้าใจ ร่วมกันนะคะ ถ้าในหน้า ๓๔ ที่ท่านพูดถึงว่าข้อมูลด้านกระบวนการยุติธรรมจะขออนุญาต ไปเช็ก (Check) แล้วก็จะเพิ่มเติมนะคะ ในเรื่องพัฒนาบุคลากร มีคนเคยเสนอนะคะว่า ผู้บริหารระดับสูงน่าจะมีการทดสอบความรู้ด้านไอที (IT) ก่อนที่จะผ่านกระบวนการสรรหานะคะ ก็คงจะฝากท่านเลขาธิการ ก.พ. ตอนนี้นะคะว่าหลักสูตรอบรม นบส. ให้เพิ่มเรื่องไอที (IT) เข้าไปด้วยนะคะ สมัยก่อนเราไอที (IT) เฉพาะระดับ ๖ ที่ต้องรู้ไอที (IT) นะคะ แต่ก็ได้ยิน เรื่องนี้หลายท่านให้ข้อคิดเห็นว่าผู้บริหารระดับสูงไม่มีความรู้ด้านนี้นะคะ
สําหรับของคุณหมอพรพันธุ์นะคะ ย้ําเรื่องต้องมีตัวชี้วัดผลกระทบ ในการทํางาน ก็คิดว่าเป็นเรื่องที่สําคัญนะคะ ถ้าโครงการนี้หรือเรื่องนี้มีการดําเนินการ คงจะต้องกําหนดเป็นตัวชี้วัดตัวหนึ่งเพื่อจะวัดความสําเร็จหรือวัดในการพัฒนาการเกี่ยวกับ การดําเนินการเกี่ยวกับในเรื่องตัวข้อมูล โดยที่จะเป็นข้อกําหนดหรือเป็นเงื่อนไขนะคะ
สําหรับท่านเลขาเมธินีก็คงจะสอดรับกันว่าเรื่องบุคลากรภาครัฐ จริง ๆ อย่างที่ นําเรียนว่าเรากําหนดไว้ในเรื่องทักษะอยู่แล้วว่าทักษะของบุคลากรภาครัฐทุกคนจะต้องมี ทักษะทางด้านคอมพิวเตอร์ ส่วนจะระดับไหนอย่างไรก็ต้องพัฒนา
มาถึงท่านกษิตท่านให้ข้อคิดเห็นหลายอย่าง ประการแรกท่านบอกว่าจะต้อง วิเคราะห์เหมือนกับวางแผนกําลังคนของสํานักงานสถิติแห่งชาติว่าถ้าจะไปทํางานกับระดับ นานาชาติ ทํางานกับระดับภายในชาติลงไปถึงระดับพื้นที่ด้วยนั้นต้องการกําลังคนเท่าไร ต้องเรียนว่าตอนนี้เราเอากําลังคนที่มีอยู่เดิมเป็นฐาน และคงจะต้องพัฒนากําลังคนที่มีอยู่ ของสํานักงานสถิติแห่งชาติเองที่จะรองรับบทบาทภาระหน้าที่ที่จะต้องดําเนินการต่อไป สําหรับกระทรวง ทบวง กรม มีอัตรากําลังขณะนี้ที่ว่า ๔๐๐,๐๐๐ นั้นเฉพาะข้าราชการพลเรือนสามัญ เท่านั้นนะคะ ตอนแรกก็คิดว่าจะเก็บตัวเลขเพื่อจะมานําเรียนว่านักสถิติที่มีอยู่ทุกกระทรวง ทบวง กรม มีจํานวนเท่าไร แต่เมื่อคิดอีกครั้งหนึ่งอย่างที่นําเรียนเมื่อปี ๒๕๕๑ เราเปลี่ยน สายงานนักสถิติเป็นสายงานหลักของทุกกระทรวง ทบวง กรม เพราะฉะนั้นเหมือนกับว่า สายงานนี้จะมีอยู่น้อยมาก จะมีเฉพาะที่มีกองสถิติหรือสํานักสารสนเทศเท่านั้นซึ่งจะมีไม่มาก เพราะฉะนั้นก็เลยไม่ได้รวบรวมตัวเลขตรงนี้ ทุกอย่างมันจะสลายรวมไปอยู่ในสายงานหลัก ของส่วนราชการ นอกจากว่าจะไปหยิบว่ามีกองไหน กลุ่มงานไหนที่ทํางานด้านนี้ก็อย่างที่นําเรียน สิ่งที่ปรากฏ ณ ขณะนี้ก็จะมีเฉพาะส่วนราชการที่เป็นสํานัก หรือกอง กับที่เป็นกลุ่มงาน ในกองแผน กองยุทธศาสตร์หรืออะไรเท่านั้น อาจจะไม่ปรากฏตรงนี้ชัดเจนมากนัก แต่กรรมาธิการด้านบริหารราชการแผ่นดินก็มีข้อเสนอว่าทุกส่วนราชการควรจะเห็น ความสําคัญในเรื่องนี้ แล้วก็ผลักดันให้เกิดให้มีการจัดตั้งหน่วยงานนี้ เพื่อรองรับงานอย่างที่ นําเรียนที่ผ่านมา แล้วก็มีการเกลี่ยกําลังคนเพื่อให้ทํางานด้านนี้ สําหรับท่านถามว่า บริษัทซัปพลายเออร์ (Supplier) ที่ไหน ถ้าระบบปรับเปลี่ยนแบบนี้แล้วจะมีบริษัทอะไร ที่จะมารองรับ รัฐบาลขณะนี้ในเรื่องโครงข่ายสารสนเทศทั้งหลาย กระทรวงดีอี (DE) ซึ่งมีสํานักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นองค์การมหาชนดูแลเรื่องนี้ แล้วก็ทําโครงข่ายสารสนเทศ ทั่วประเทศ เท่าที่ทราบข้อมูลที่ได้ประสานงานขณะนี้เขาก็มีโครงข่ายที่ประสานกับหน่วยงานภาครัฐ ทั้งหมด ๓,๐๐๐ กว่าแห่ง ก็คือทําถนนในเรื่องโครงข่ายสารสนเทศทั้งหมดไปให้ทุกกระทรวง ทบวง กรม คงเป็นเรื่องที่จะต้องพัฒนาต่อไป ส่วนเรื่องเตรียมกําลังคนก็คงจะอย่างที่นําเรียนว่า ตอนนี้ทางหน่วยงานที่รับผิดชอบหลักก็คือสํานักงาน ก.พ. ได้ดูแลเรื่องนี้เป็นหลักอยู่แล้ว และที่เรามีข้อเสนอว่าเอาตั้งแต่วงในสุดซีไอโอ (CIO) คนที่จะเป็นชีฟ อินฟอร์เมชัน ออฟฟิซเซอร์ (Chief Information Officer) จะต้องเป็นคนที่มีความสําคัญที่สุด จะต้องรู้หลักการเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นจะต้องเสริมคนกลุ่มนี้เป็นลําดับแรก ลําดับต่อไปก็คนของสํานักงานสถิติแห่งชาติ ลําดับต่อไปก็คนที่รับผิดชอบงานสถิติก่อนที่จะไปถึงบุคลากรทั้งหมด แต่ก็จะขอปรับเปลี่ยน ตรงนี้ว่าบุคลากรภาครัฐทั้งหมดตามที่ข้อเสนอของท่านเลขาเมธินีว่าจะเริ่มตั้งแต่ปีแรก เป็นการทําคู่ขนานไปตั้งแต่เริ่มแรก
สําหรับท่านเพิ่มพงษ์เรื่องเปลี่ยนชื่อดิฉันก็ขอรับเป็นข้อมูลก็แล้วกัน เพราะไปดูประวัติชื่อนี้ตั้งมาตั้งแต่ปี ๒๕๐๖ ตอนปี ๒๕๔๕ เรามีการเปลี่ยนชื่อ หลายส่วนราชการมาก แต่ท้ายที่สุดก็กลับคืนมาบางหน่วยก็กลับไปใช้ชื่อเดิมก็ไม่เป็นอะไร ก็เอาเป็นว่าภารกิจหลักของเขาต้องรับผิดชอบเรื่องอะไร อย่างไรมากกว่า สําหรับสภาพ บังคับว่าหลังจากตรงนี้แล้วทุกส่วนราชการจะต้องดําเนินการอย่างไรต่อไป แน่นอนถ้าเกิด ระบบข้อมูลกลางขึ้นมาแล้วทุกส่วนราชการจะต้องรับต่อเนื่องเหมือนเป็นลูกโซ่ไปตั้งแต่ ระดับบนลงไปถึงระดับล่างว่าจะต้องเอาอะไร อย่างไรบ้าง ที่ท่านมีข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องถังข้อมูลกลางทั้งหมดเดี๋ยวโยงไปถึงท่านนิกรด้วยนะคะว่า ถ้าจะมีถังใหญ่รวมทั้งหมด คําว่าศูนย์ข้อมูลกลางนั้นจะเป็นข้อมูลกลางของข้อมูลกลางหลัก ๆ ของประเทศ แต่ไม่ใช่ข้อมูลทุกหน่วยมาอยู่ตรงนี้ มันจะต้องมีถังกลางถังหนึ่งที่เขาอยากจะรู้ สภาพปัญหาของประเทศเป็นแบบไหน อย่างไร เราก็จะมีข้อมูลที่จะตอบได้เป็นภาพใหญ่ ๆ แต่ถ้าข้อมูลเฉพาะก็จะต้องโยงไปถึงส่วนราชการต่าง ๆ ต่อไปนะคะ
ในเรื่องการกระจายอํานาจในการจัดการข้อมูลโดยให้จังหวัดเป็นฐานนั้น ก็มีคณะกรรมการสถิติจังหวัดซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานอยู่แล้ว เราก็ลงไปดูงาน ในพื้นที่ แล้วก็ได้ทราบว่าผู้ว่าราชการจังหวัด ณ ขณะนี้ท่านก็ใช้สํานักงานสถิติแห่งชาติ เพื่อทําหน้าที่ให้เป็นศูนย์กลางในเรื่องนี้ให้บังเกิดผลจริง ๆ ก็คงจะโยงคําตอบไปถึงท่านนิกร ที่พูดถึงศูนย์ข้อมูลกลางมันใหญ่จริง ๆ มันใหญ่มาก แต่ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะลงที่นี่ถังกลาง ก็ต้องจัดระบบไว้อันหนึ่งว่าข้อมูลกลางที่จะเป็นข้อมูลของประเทศเป็นอย่างไร แล้วก็ข้อมูล ที่จะต้องโยงไปถึงกับข้อมูลเฉพาะของแต่ละส่วนราชการเป็นอย่างไร ซึ่งตรงนี้ ทั้งคณะกรรมการแห่งชาติที่ว่านี้ซึ่งมีรัฐมนตรีดีอี (DE) เป็นประธานแล้วก็จะมีปลัดกระทรวง ทั้งหลายเป็นกรรมการตรงนั้นอยู่ในคณะกรรมการกลาง เสร็จแล้วอนุแต่ละด้าน ท่านปลัดกระทรวงทุกกระทรวงก็จะเป็นประธาน ดิฉันคิดว่าตรงนี้ข้อมูลจะสามารถเชื่อมโยงกันได้ ก็คิดว่าการเริ่มต้น ณ วันนี้คงจะนําไปสู่ความมีประสิทธิภาพในเรื่องระบบการจัดการข้อมูล ของประเทศ ซึ่งใคร ๆ พอฟังแล้วก็บอกว่ายากมาก แต่ดิฉันคิดว่าจะอะไรยากก็แล้วแต่ ต้องเริ่มต้น ถ้าไม่เริ่มวันนี้เราก็ไม่รู้จะเริ่มเมื่อไรค่ะ ขอบคุณมากค่ะ