ชูชัย ศุภวงศ์ ชื่นชมข้อเสนอการปฏิรูปการเมืองและเสนอให้เปิดเผยบัญชีภาษีเงินได้ย้อนหลัง 3 ปี สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและองค์กรอิสระทุกภาคส่วน เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสและคัดกรองผู้สมัครที่ไม่สุจริต โดยเสนอให้บูรณาการการยื่นบัญชีภาษีกับบัญชีทรัพย์สินในกฎหมายพรรคการเมือง พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการส่งเสริมซิวิกเอดูเคชันในการสร้างพลเมืองที่เข้าใจและมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยอย่างมีวิจารณญาณ รวมถึงสนับสนุนการสร้างระบบพลเมืองที่เข้มแข็งตามแบบอย่างของเยอรมัน ที่ให้ความสำคัญกับความเท่าเทียม ความหลากหลาย และความเป็นอิสระ เพื่อวางรากฐานของประชาธิปไตยที่ยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธาน ท่านกรรมาธิการและเพื่อน สมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ ผม นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ สมาชิกหมายเลข ๔๐ ต้องขอแสดง ความชื่นชมกับคณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ที่เสนอเรื่องที่ดีและมีประโยชน์ ทําให้มองเห็น การปฏิรูประบอบการเมืองของไทยในอนาคตอันใกล้ ผมมีประเด็นที่เสนอเพียง ๒ ประเด็นครับ ซึ่งผมคิดว่าเป็นจุดคานงัดที่สําคัญนะครับ
ประเด็นที่ ๑ คือเป็นประเด็นที่ตรงไปที่ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองโดยตรง และผมคิดว่าเป็นความพยายามผลักดันกันมานานนับทศวรรษแล้วแต่ไม่สําเร็จนะครับ แต่มีข้อเสนอของอนุกรรมาธิการชุดนี้ที่ทําให้เห็นว่าอนาคตน่าจะสําเร็จถ้ามีความเสนออะไร ที่ชัดเจนลงไปนะครับ
ประเด็นที่ ๒ เป็นประเด็นที่มุ่งไปสู่ผู้คนในสังคมนี้ซึ่งเป็นเจ้าของประเทศว่า เราจะเปิดโอกาสให้เขามีส่วนในการที่จะพัฒนาความเป็นพลเมืองได้อย่างไร เพราะนั่นคือ คําตอบของประชาธิปไตยทั่วโลกที่จะดํารงความเป็นประชาธิปไตยอย่างคงหลักการ และอย่างยั่งยืนนะครับ
ข้อแรกมีข้อเสนอในหน้า ๑๒ ข้อ ๕ ตามเอกสารที่เสนอ คือเรื่องแสดงแบบ รายการภาษีเงินได้ย้อนหลัง ๓ ปี ผมคิดว่าเมื่อกี้ท่านอดีตกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ๒ ท่าน คือท่านเลิศรัตน์กับท่านถวิลวดีและรวมทั้งผมด้วยนะครับ ซึ่งเป็นความพยายาม ยกร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ และมาถึงชุดของท่านอาจารย์บวรศักดิ์ก็เสนอตรงนี้เข้าไปอีก แต่ว่าตอนนี้ความชัดเจนยังไม่ให้เกิดความมั่นใจนะครับว่าเราจะเขียนตรงนี้อย่างไร แต่ผมอยากเรียนอย่างนี้ครับว่าควรจะรวมผู้เข้าไปสู่อํานาจรัฐทั้งหมด ไม่เฉพาะนักการเมือง ระดับชาติ ระดับท้องถิ่นซึ่งมีนับแสนรายนะครับ แต่ว่ารวมองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือองค์อํานาจทั้งหลายเข้าไปด้วยครับ แต่ว่าอยู่ในขอบเขตของคณะกรรมการชุดนี้หรือไม่ อันนั้นเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอีกที
ประเด็นอย่างนี้ครับท่านประธานครับ ถ้าทันทีมีการกําหนดลงไปให้ชัดเจน ในกฎหมายนะครับ ไม่ใช่ข้อบังคับพรรคนะครับ ในกฎหมายพรรคการเมืองหรือกฎหมายอื่น ที่เกี่ยวข้องว่าจะต้องมีการแสดงแบบรายการภาษีเงินได้ย้อนหลัง ๓ ปีพร้อมกับแสดงบัญชีทรัพย์สิน แสดงบัญชีทรัพย์สินอย่างเดียวไม่ได้ผลนะครับ ในอดีตที่ผ่านมาชัดเจนว่าไม่ได้ผล แต่ว่าถ้าแสดง ๒ อย่างควบคู่กันไปแล้วไม่สามารถอธิบายความเชื่อมโยงที่มาของรายได้ ทรัพย์สินกับภาษีได้ อันนี้เป็นเรื่องใหญ่นะครับ ในบางประเทศถือว่าเป็นอาชญากรรมเลย ทีเดียว ตรงนี้ขอให้เสนอลงไปให้ชัดเจนนะครับ ข้อบังคับพรรคไม่เพียงพอครับ ถ้าผมเข้าใจผิด ก็ต้องขออภัยนะครับ
สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือคนนับแสนคนที่พร้อมจะเข้าไปลงสมัครรับเลือกตั้ง จะต้องยื่นหลักฐานอย่างที่ว่ามา จะมีคนจํานวนหนึ่งที่สกรีน (Screen) หรือคัดกรองตัวเอง ออกไปด้วยเหตุที่ว่าถ้าตรวจพบว่าไม่สอดคล้องกันหรือรายงานไม่ครบถ้วน หรือรายงานเท็จ ก็ต้องจบชีวิตทางการเมืองครับ เพราะว่าถ้าไปดูในรัฐธรรมนูญก็เขียนลักษณะทิศทางทํานองนั้น อันนี้มีประโยชน์มาก แล้วผมอยากขอความกรุณาให้คณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ผลักดันเรื่องนี้ ให้สุดทาง ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ท่านประธานอนุกรรมาธิการเป็นนักการเมืองย่อมเสนอ เรื่องอย่างนี้ออกมา ย่อมเห็นความสําคัญและย่อมเห็นว่าอันนี้เป็นจุดคานงัดอย่างไร ผมจะเอาใจช่วยนะครับ แล้วก็พยายามติดตามดู เพราะว่าตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ มาแล้ว แล้วก็ฉบับ ชุดอาจารย์บวรศักดิ์ ผมเองพยายามผลักดันด้วย ร่วมกับท่านอื่นแต่ยังไม่สําเร็จครับ ก็หวังเอาใจช่วยท่านว่าจะเกิดผลนะครับ
ประเด็นที่ ๒ อยู่ในหน้า ๑๕ ข้อ ๔.๓ (๑.๑) ครับ เรื่องซิวิกเอดูเคชัน (Civic Education) ตอบว่าเป็นการฝึกอบรมความเป็นพลเมือง ผมคิดว่าเขียนเรื่องการ ฝึกอบรมความเป็นพลเมืองอาจจะไม่พอครับ ถ้าเราใช้ภาษา ขออนุญาตที่จะเอ่ยถึงดอกเตอร์ ปริญญา เทวานฤมิตรกุล นะครับ ท่านเขียนบทความเรื่องการศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง ท่านใช้คํานี้ครับ การศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง ซิวิกเอดูเคชัน (Civic Education) แล้วก็ชื่อรองต่อไปก็คือพัฒนาการเมืองไทยโดยสร้างประชาธิปไตยที่คน ที่คนก็คือพลเมือง ที่ผู้คนที่อยู่บนแผ่นดินสยามนี้ครับ ถามว่าทําอย่างไร ผมคิดว่าบางท่านอาจจะแย้งว่า เดิมเรามีวิชาหน้าที่พลเมือง เราเอาวิชาหน้าที่พลเมืองกลับมา เรื่องวิชาหน้าที่พลเมืองก็ดีครับ แต่ไปยกเลิกเสีย แต่ว่าไม่พอครับ ถ้าไปศึกษาดูแล้วบ้านเมืองพัฒนามาไกลมาก เพราะฉะนั้น การสร้างความเป็นพลเมืองในบทความนี้เขียนไว้ชัดเจนนะครับว่า ๖ ประการด้วยกัน ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตที่จะลําดับภาพให้เห็นชัดว่าถ้าคนที่อยู่ในแผ่นดินนี้ มีความเป็นพลเมืองเขาจะมีหน้าตาเป็นอย่างไรครับ มี ๖ ด้านด้วยกัน
ข้อที่ ๑ คือเข้าใจระบอบประชาธิปไตยและมีส่วนร่วม คําว่า และมีส่วนร่วม มีความหมายมาก หมายถึงประชาธิปไตยโดยการมีส่วนร่วมนะครับ ไม่ใช่ประชาธิปไตย โดยการ ๔ ปี เข้าไปคูหา ๔ นาที นั่นคือประชาธิปไตยโดยการเลือกตั้ง อันนี้จะทําให้ ความเข้าใจเรื่องประชาธิปไตย การปกครองโดยกฎหมาย เคารพกติกา ไปเลือกตั้ง และมีส่วนร่วมในบ้านเมืองนะครับ
ข้อที่ ๒ คือรับผิดชอบต่อสังคม รับผิดชอบต่อสังคมนี้เรื่องใหญ่ อันนี้ถ้ามี ความถนัดว่าเป็นสมาชิกคนหนึ่งของสังคม ไม่ใช่ใช้สิทธิเสรีภาพตามอําเภอใจและมีส่วนร่วม ในการแก้ปัญหา อันนี้หัวใจของความเป็นพลเมืองคือรับผิดชอบต่อสังคม
ข้อที่ ๓ คือเคารพสิทธิผู้อื่น เคารพสิทธิผู้อื่นนี้ไม่ใช่ใช้สิทธิเสรีภาพของตนไป ละเมิดสิทธิเสรีภาพผู้อื่น บางครั้งบ้านเราอ้างสิทธิเสรีภาพเกินความพอดีไปเยอะเลยนะครับ ถ้าเทียบเคียงกับเพื่อนบ้านในอาเซียนเราเห็นชัดเจนว่าบ้านเราไปไกลเกินกว่าเขาเยอะเลย
ข้อที่ ๔ คือยอมรับความแตกต่าง อันนี้ความยอมรับความแตกต่างคือความ เคารพผู้อื่นในความเห็นที่แตกต่างกัน ต้องมีความอดทน อดกลั้น
ข้อที่ ๕ สําคัญมากครับ เห็นคนเท่าเทียมกัน แปลไทยเป็นไทยก็คือเห็นความ เป็นมนุษย์ของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันว่าไปแล้ว อันนี้ผมเชื่อว่าเป็นพื้นฐานของศาสนาทุกศาสนา แต่ว่าในฐานะที่เราเป็นชาวพุทธเราก็เข้าใจชัดเจนว่าเจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้และทําการปฏิวัติ เพื่อให้คนเท่าเทียมกันไม่ว่าวรรณะไหนเข้าไปเมื่อไปอยู่ภายใต้ร่มบวรพระพุทธศาสนาแล้วก็ เสมือนเท่าเทียมกันไปหมด
ข้อสุดท้ายมีอิสรภาพและพึ่งตนเองได้ อันนี้ก็แก้ปัญหาระบบอุปถัมภ์ ในสังคมไทย ซึ่งเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน แล้วก็ยากเหลือเกินที่จะแก้ไข ๖ ข้อ ๖ ประการ นั้นถ้าถามผมว่าทําอย่างไร แต่คําตอบมีผู้อภิปรายบ้างแล้วว่าให้ศึกษาโมเดล (Model) ของเยอรมันแล้วมาปรับใช้ เขาไม่ใช่บอกว่าให้ไปบรรจุในหลักสูตรการเรียนการสอน หรือไม่ใช่ว่าไปฝึกอบรม แต่ให้ดูทั้งระบบเลย ระบบการสร้างความเป็นพลเมือง ถามว่าทําไม เยอรมันตอนรวมชาติระหว่างตะวันออกกับตะวันตกทําไมไม่เกิดปัญหา ทั้ง ๆ ก็มี ความเหลื่อมล้ํากันหลายทาง คําตอบคือเขามีระบบรองรับในการสร้างความเป็นพลเมืองครับ ท่านประธาน อันนี้ทําให้เยอรมันสามารถที่ดํารงความเป็นชาติเยอรมันโดยที่ไม่มีตะวันตก ตะวันออกให้เหลืออยู่เลยจนบัดนี้ ท่านประธานครับ ผมกําลังสรุปแล้ว และประเด็นต่อมา คนสงสัยถามว่าทําไมผู้ลี้ภัยอพยพเข้าไปในยุโรปประเทศต่าง ๆ เดือดร้อนกันมาก แต่ว่านายกรัฐมนตรีประเทศเยอรมันบอกว่าไม่มีปัญหาเยอรมนีรองรับได้ เพราะเขามีระบบที่ รองรับในการสร้างความเป็นพลเมืองนั่นเองครับ ท่านประธานครับ จุดคานงัด ๒ จุดนี้ อยากเห็นการผลักดันที่เป็นระบบและต่อเนื่องและเห็นผล เราก็จะเห็นประชาธิปไตย การมีส่วนร่วม ประชาธิปไตยท้องถิ่น ประชาธิปไตยจากฐานรากไม่ได้มุ่งเพียงประชาธิปไตย โดยการเลือกตั้งเท่านั้น อนาคตของการปฏิรูประบอบประชาธิปไตยอยู่ตรงจุดคานงัดนี้ ขอบพระคุณครับ