สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อภิปรายถึงบทบาทของนักการเมืองและเสนอให้ทบทวนภาพลักษณ์ของคำว่า "นักการเมือง" ใหม่ในฐานะผู้เสียสละเพื่อประเทศ พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการสร้างจิตสำนึกสาธารณะในระบบการศึกษาเพื่อสังคมที่เข้มแข็งและยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ มี ๒ เรื่อง เรื่องที่ ๒ ผมเตรียมเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) มาแล้ว แต่เรื่องนี้ไม่รู้จะทํา เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) อะไร เพราะว่าจะเอารูปนักการเมืองหรืออะไรอย่างไร ลงก็ลําบากมาก ก็เลยจะขออนุญาตอภิปรายด้วยวาจา ปรัชญาเมธีท่านหนึ่งกล่าวไว้นานแล้ว ว่าประชาชนเป็นอย่างไร นักการเมืองก็เป็นเช่นนั้น ทุกชาติบ้านเมืองในโลกนี้ ๑๗๗ ประเทศ ก็ยังเป็นเช่นนั้นยังได้อยู่และผมก็ชอบคํากล่าวอีกคําหนึ่งนะครับ เป็นคํากล่าวหรือเป็น ปรัชญาขององค์กรหนึ่งของประเทศไทยสังกัดสํานักนายกรัฐมนตรีว่าเปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น เดี๋ยวนี้ท่านก็ยังใช้อยู่ในกรมนี้นะครับก็ประทับใจผม ผมอยากกราบเรียนว่า คําว่านักการเมืองมันเป็นคําที่ประชาชนรวมทั้งพวกเราหลายท่านในที่นี้ ผมไม่ได้หมายความว่า ทุกท่านนะครับ มีความรู้สึกว่าเป็นภูมิแพ้แล้วก็มองว่านักการเมืองเกิดมาก็เลวไปหมด แต่ผมว่าไม่ใช่เช่นนั้น นักการเมืองที่ดี ๆ ก็มีในอดีตของประเทศไทย แต่ว่ารายงานของท่าน ทํามาทั้งหมดสั้น ๆ กระชับ ข้อเสนอมี ๔ ข้อในรายละเอียดร้อยแปดจิปาถะ ผมเห็นด้วย ทุกข้อและผมอยากจะกราบเรียนว่าผมอยากเสนอให้มีการบัญญัติศัพท์คําว่านักการเมืองเสียใหม่ ถ้าผมเป็นคนบัญญัติได้ผมจะบัญญัติว่า นักการเมือง แปลว่าบุคคลที่เสียสละเพื่อการพัฒนาประเทศ ไม่ใช่นักการเมืองคือผู้ต่อสู้ทางการเมืองถูกไหมครับ ให้ได้มาซึ่งอํานาจและฉันจะได้มีความสุข ถามว่าผมเสนออย่างนี้เสนอทําไม ถ้าเราพูดอะไร บวก บวก บวก เหมือนเราบอกกับลูกตั้งแต่ อยู่ในท้องได้เดี๋ยวนี้เขาสามารถพิสูจน์ได้ เธอเกิดมาจงครบอาการ ๓๒ เป็นคนดีของพ่อแม่ ของชาติบ้านเมืองทุกวัน ๆ รวมทั้งให้ลูกในท้องฟังเพลงที่ไพเราะหรือฟังพระสวดมนต์ ลูกเกิดมาดีทุกคนเลยท่านลองไปดูได้และผมทดลองให้เจ้าหน้าที่ผมทํามาแล้วนะครับ ที่ผมเสนออย่างนี้ก็อยากจะกราบเรียนว่าปัจจุบันนี้นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผมว่าคนที่จะเข้า สู่ตําแหน่งทางการเมืองทั้งหลายไม่ว่าจะเรียกชื่ออะไรก็ตามจะดีวันดีคืนเพราะมีกฎหมาย หลายฉบับตั้งแต่กฎหมายรัฐธรรมนูญที่กําลังจะประกาศใช้ ศาลทุจริต เขาขีดเส้นไว้เลยว่าคน ที่จะมาต่อสู้ทางการเมืองหรือทําการเมืองจะต้องประพฤติปฏิบัติอย่างไร แต่อย่างไรก็ตามผม เห็นด้วยกับเพื่อน สปท. หลายท่านที่อภิปรายว่าสําคัญที่สุดก็คือว่าจะทําอย่างไรให้มันมี จิตวิญญาณของการดูแลประชาชน ผมกราบเรียนถามว่าที่ผ่านมามันเป็นเขาเรียก ไฟต์ (Fight) บังคับ ผมรับราชการ ๔๐ ปีแล้วก็อยู่กับนักการเมืองมาเยอะ ผมอยากจะกราบเรียนว่า ผมเคยเป็นนักการเมือง ผมเป็นประจําสํานักนายกรัฐมนตรีสมัยท่านศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อผมอายุ ๒๗ และถามว่าแล้วอย่างไรรู้เรื่องไหม ก็พอรู้เรื่อง เมื่อปี ๒๕๑๘ ผมกับพรรคพวกตั้งพรรคการเมืองขึ้นพรรคหนึ่งชื่อว่าพรรคไทย มี ส.ส. ๔ คน และได้เป็นรัฐมนตรีช่วย ๒ ท่าน แต่อันนั้นเป็นเรื่องที่จะบอกว่าที่ผมต้องลุกขึ้นมาพูดก็คือว่า ตลอดเวลาผมเห็นประชาชนถ้าเมื่อไรที่เขายากจนเขามาหา นาย ก สักคนหนึ่งแล้ว นาย ก ให้ข้าวเขาไปกินสักลิตร ๒ ลิตร เขาก็เห็นถึงบุญคุณนี่คือบุญคุณที่ความดีของประชาชน คนไทยคือต้องตอบแทน เมื่อเวลาเขาเจ็บป่วยหาหมอไม่ได้ เขาไม่รู้จะไปพึ่งใครเขาก็มาหา นาย ก อีก นาย ก ก็พาไปหาหมอพร้อมให้ข้าวไปกิน เขาก็นึกถึงบุญคุณ พอเขามีลูกขึ้นมา หาโรงเรียนเรียนไม่ได้ ไปหานาย ก อีก นาย ก ก็พาเขาไปเข้าโรงเรียน ถามว่าถ้าผมเป็นคนคนนั้น เป็นประชาชนคนนั้นผมจะรัก นาย ก ไหม ต่อมา นาย ก พูดอะไรผมก็ต้องเชื่อถูกไหมครับ ผมเชื่อเลยว่านับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจะไม่มีแล้ว เพราะว่ารัฐบาลปัจจุบันนี้กําลังจะทําให้ ประชาชนไม่ยากจน ทุกคนเข้าถึงการบริการของรัฐทุกประการไม่ว่าจะเรื่องของสุขภาพ การศึกษา ในเรื่องของอาชีพร้อยแปดจิปาถะ ผมเลยมั่นใจว่าเมื่อประชาชนมีคุณภาพชีวิต ไม่เจ็บไม่ป่วยแล้วก็มีสิทธิมีเสียงเท่า ๆ กับคนอื่น ไม่เดือดร้อนทั้งตัวเองครอบครัว ผมคิดว่า จะทําให้นักการเมืองในอนาคตไม่ต้องไปทําหน้าที่ที่ไม่ใช่หน้าที่ของนักการเมืองดังในอดีตนะครับ ผมจึงกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าผมเห็นด้วยในรายงานของท่านนะครับ แล้วก็เห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิก สปท. อีกหลายท่านก่อนหน้าผมนะครับ แล้วผมมั่นใจ ฝากท่านกรรมาธิการไปอีกสักข้อหนึ่งว่าขอท่านได้ทําอีกเรื่องหนึ่งก็คือว่าระบบการศึกษาไทย ไม่ว่าจะระดับไหนก็ตามต้องให้เขาได้รับรู้ว่าชีวิตเขาอยู่คนเดียวไม่ได้ในสังคม ชีวิตเขาต้องอยู่ กันเป็นหมู่เหล่าเขาจะอยู่อย่างไรที่จะไม่เอาเปรียบคนอื่น เขาจะอยู่อย่างไรที่จะต้องช่วย ตัวเองให้ได้ เขาจะอยู่อย่างไรที่ไม่ใช่เดือดร้อนขึ้นมาก็ไปแบมือขอคุณพ่อคุณแม่หรือญาติพี่น้อง หรือนาย ก มันมีคําภาษิตซึ่งไลน์ (Line) กันในหมู่พวกเรานี่นะครับ ข้อความเยอะ เรื่องการใช้น้ําว่าวันหนึ่งต้องกินน้ํา ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของร่างกาย เช่นผม ๖๐ ก็กินน้ํา ๓๐ เปอร์เซ็นต์ วันหนึ่งไม่ควรจะเกิน ๑,๘๐๐ มิลลิลิตร หรือเรียกว่า ๑.๘ ลิตร แต่ก่อนจะถึง ตรงนั้นมีความว่านะท่านไปเปิดดูเถอะ เขาเขียนไว้อย่างนี้นะครับผมลอกมา น้ําใสไร้เงาปลา คนใสไร้เงาเพื่อน เท็จจริงท่านอย่าไปบอกผมว่าจริงหรือไม่จริง ท่านลองเอา ปลาไปใส่ในน้ํากลั่นดูสิครับ ผมว่าไม่เกิน ๓ วันตาย แต่สําหรับคนใสไร้เงาเพื่อนนี้ท่านไปคิดเอา จะทําอย่างไรเพียงแต่ว่าจะทําให้เขาอยู่ในระดับที่ดีพอสมควร การช่วยเหลือกันก็ไม่ได้ หมายถึงว่าช่วยเหลือวันนี้เพื่อจะไปโกงในวันหน้า หรือช่วยเหลือวันนี้เพื่อจะให้เขาไปทําในสิ่ง ที่ไม่ถูกไม่ชอบในวันหน้า ก็ฝากท่านกรรมาธิการไว้ว่าเราควรจะไปเริ่มต้นจากการศึกษา การศึกษาในประเทศไทยนี้นะครับ ไม่ใช่ทุกคนให้ไปเรียนในมหาวิทยาลัยต้องเรียนวิชาชีพ คือเน้นการมีงานทําเข้าไว้เรื่องอาชีวศึกษา และในทุกหลักสูตรควรจะมีเรื่องเหล่านี้ ใส่ไป ประวัติประเทศไทย ประวัติการต่อสู้หรือการอะไรต่ออะไรของชาติบ้านเมืองมาในอดีต ทําอย่างไรจะให้เขาใส่ใจในสิ่งเหล่านี้ ผมคิดว่ามันต้องกระทรวงศึกษาธิการด้วย แต่ว่าถ้าเรา ยังมาปฏิรูป ๔ ข้ออย่างเดียวว่านักการเมืองอย่างโน้นอย่างนี้ผมคิดว่าปัจจุบันนี่เอาสูงสุดนะ ของนักการเมืองคือนายกรัฐมนตรีมีรายได้เบ็ดเสร็จไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ทั้งเบี้ยประชุม อะไรเบ็ดเสร็จนี่นะครับ ผมคํานวณดูไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ถามท่านคิดว่าไหวไหมนี่ ไม่ไหวนะ สารพัดที่อยากจะบอกงานมา ใส่น้อยก็ไม่ได้เพราะเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐมนตรี ใส่น้อยก็ไม่ได้ จะใส่ ๑,๐๐๐-๒,๐๐๐ บาทก็ไม่ได้อีกนะครับ ถ้าให้ท่านรัฐมนตรีทั้งหลาย นักการเมืองนี้มีเงินรายได้ที่ชอบมากขึ้นก็จะทําให้ลดสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม ผมก็กราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการด้วยความเคารพเพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ