วลัยรัตน์ ศรีอรุณ หารือเรื่องการสร้างผู้นำทางการเมืองที่ได้รับความนิยมจากประชาชน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของการเมืองไทยให้ดีขึ้นหรือเท่าเดิม และเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองให้ดำเนินการตามวิธีการที่เสนอแนะ นอกจากนี้ยังพูดถึงคุณสมบัติที่ดีของผู้นำทางการเมืองยุคใหม่ เช่น ความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ และความมีน้ำใจ และขอเชิญทั้งสามท่านเสนอคำถามหรือขอไม่เสนอคำถาม
ต่อไปนะคะ ขอเรียนเชิญท่าน พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก อดีต รองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติอยู่ไหมคะ เชิญค่ะ
พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก : กราบเรียนท่านประธาน และกรรมาธิการด้านการเมืองที่เคารพ กระผม พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๒๔ ท่านประธานครับ ผมต้องขอชื่นชม และขอขอบคุณทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ที่ให้ความสําคัญในเรื่องนี้ โดยเฉพาะความสําคัญคือการที่จะสร้างหรือทําการด้วยวิธีการใด ๆ ก็ตามให้ได้ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองที่อยู่ในหัวใจของประชาชน เป็นที่ยอมรับของ ประชาชนของประเทศชาตินะครับ ตรงนี้สําคัญครับ สําคัญมาก ๆ สําคัญอย่างไรนั้นผมคิดว่าหลาย ๆ ท่านก็ได้อภิปรายไปแล้ว ผมขอเข้าประเด็นที่สําคัญก็คือท่านประธานครับคณะกรรมาธิการได้สรุปไปอย่างดีในเรื่อง ไล่ลําดับมาตั้งแต่สรุปสภาพปัญหาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ๑๐ ข้อที่สําคัญมากนะครับ ใน ๑๐ ข้อนั้นไล่ลงมาโดยเฉพาะข้อที่ ๖ ข้อที่ ๖ ได้พูดถึงว่าประชาชนมีทัศนคติ ต่อนักการเมืองส่วนใหญ่ว่าเป็นผู้ที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องมากกว่าประโยชน์ ของประเทศชาติและประชาชน คือผลประโยชน์ของชาตินะครับ ถึงแม้ว่ามองไม่เห็น แต่มันมีอานุภาพที่ส่งไปถึงลูกหลานแล้วก็ความเป็นไทยที่จะอยู่ในระดับนานาสากลได้นะครับ และส่วนหนึ่งก็เกิดจากอคติหรือมีการเช่นในนี้บอกว่าการโกง การซื้อเสียง หรือธุรกิจ การเมืองอะไรพวกนี้ ท่านประธานครับ ทั้ง ๑๐ ข้อนี้ว่าทางคณะกรรมาธิการได้เสนอวิธีการ ที่ผมเห็นด้วยและขอสนับสนุนจะทําการเปลี่ยนโฉม เปลี่ยนโฉมก็คือเปลี่ยนจากสิ่งที่มีอยู่ให้ดีขึ้น หรือว่าดีเท่าเดิม ๑. ดีเท่าเดิม ดีขึ้น เป็นที่คาดหวังของประชาชนนะครับ ให้ผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองเป็นบุคคลที่พึงประสงค์ของประชาชน ท่านประธานครับเมื่อเร็ว ๆ นี้ผมได้ไป ต่างประเทศ ไม่ใช่เร็ว ๆ ที่ผ่านมา ๒-๓ ครั้งแล้วครับ ในช่วงที่รับราชการอยู่ก็ตามหรือช่วงที่ ผ่านมาก็ตาม เพราะว่าประเทศเรา เขามีคําถาม ๒ ข้อที่จะถามท่านประธานครับ
ข้อที่ ๑ เขาถามว่าผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองของยู (You) เดิมประกอบ อาชีพอะไร เลี้ยงชีพด้วยอะไรมาปัจจุบันถึงเป็นเช่นนี้ ผมก็ยิ้ม ๆ จริง ๆ เขารู้อยู่แล้วนะครับ ว่าประกอบอาชีพอะไรสําคัญที่สุด ทั่วโลกเขารู้นะครับว่านักการเมืองไทยเดิมประกอบอาชีพอะไร แล้วปัจจุบันเป็นอย่างไร แล้วอนาคตจะเป็นอย่างไร ให้ลูกให้เหลนเป็นอย่างไรครับ
ข้อที่ ๒ ผมไปประเทศที่กําลังพัฒนารอบ ๆ บ้านเราเป็นสังคมที่เยือกเย็นสงบ มีทรัพยากรธรรมชาติมาก เป็นสังคมที่เขาอยู่กันแบบใจเย็น ใจดี มีเมตตาธรรม คือฝ่ายที่ สามารถจะเสริมสร้างให้เขาได้เพราะกลุ่มเหล่านี้คือคนไทยซึ่งไปทํามาหากินประกอบอาชีพ ที่สุจริตอยู่รอบ ๆ บ้านเราแล้วก็รักคนไทย แล้วก็มีความสําเร็จในอาชีพ แล้วเขาก็มี ความพึงพอใจในสังคมรอบ ๆ บ้านเรานะครับ เขาก็ยังชื่นชมประเทศเราด้วย ขณะเดียวกัน เขาก็บอกให้ทราบว่าประเทศรอบ ๆ บ้านเรานั้นเขากําลังก้าวหน้าว่าอย่างไร ซึ่งเขาพูดว่า เขาอยู่แบบอย่างที่ว่าผม ๓ ข้อ ใจเย็น ใจดี และมีเมตตาธรรม คําถามที่เกิดจากเขาก็พวกเรา นาน ๆ ไปทีแล้วสามารถที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลอะไรได้บ้างว่าขาดอะไรไหมสังคมอย่างนี้ที่อยู่ เขามาบุกเบิกสังคมต่างชาติที่เป็นที่เชื่อถือนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการท่องเที่ยวอะไร พวกนี้นะครับ พูดง่าย ๆ คือเป็นนักธุรกิจคนไทยที่ดี ๆ แล้วก็ไปสร้างเนื้อสร้างตัวต่างประเทศนะครับ แต่เขาก็ยังรักผืนแผ่นดินไทย ถามว่าท่านประกอบอาชีพมาหลายสิบปีท่านขาดอะไรไหม อยากให้ทางไทยส่งเสริมอะไรไหม เขาบอกว่าก็อย่างนี้แหละครับ หมายความว่าอยากจะให้ ทางไทยนี้ส่งอะไรมาบ้างไหมครับท่านประธาน เขาบอกส่งไปได้ทุกอย่างครับ ยินดีที่จะเอามา ใช้ร่วมกัน แต่สิ่งหนึ่งที่อย่าส่งมาคืออย่าส่งนักเมืองมานะครับ อันนี้เขาพูดจริงท่านประธาน ผมคิดว่าอันนี้คงเป็นข่าวสารทั่ว ๆ ไปที่หลาย ๆ ข้อพูดครับ คือ ๒ ข้อที่ผมยกตัวอย่างมา ก็คือว่าผมไม่ได้อคตินะครับ แต่ว่าสิ่งนี้ผมขอยืนยันว่าเป็นคําพูดที่ผมได้ตรวจสอบมา แล้วก็เป็นคํากล่าว คือ ๑. ประกอบอาชีพอะไร ๒. อย่าส่งนักการเมืองไทยมาที่นี่ ผมสามารถค้นเอกสารพวกนี้ มาได้หมด สิ่งเหล่านี้ผมมาวิเคราะห์ให้ความเป็นธรรมว่าทําไมเขามีกระบวนทัศน์อย่างนี้ กระบวนทัศน์ที่ออกมาจากสมองและมาจากความคิดของเขาเหล่านี้มันบ่มมานานแล้วล่ะ บ่มมานานแล้ว เหมือนผลไม้บ่มมานานแล้ว ทีนี้ท่านประธานครับ ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ยาก ค่อนข้างมาก เพราะประชาธิปไตยมันมีทั้งรูปแบบ มีทั้งวิถีชีวิตซึ่งเราเรียนกันมา ตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ ระบอบประชาธิปไตยเราค่อยเป็นค่อยไป เราพัฒนาในเรื่องของความต่อเนื่องในระบบ พรรคการเมืองที่จะมีสาขาพรรคการเมือง มีสมาชิกพรรคการเมืองแล้วก็สร้างสถาบัน ทางการเมืองให้เข้มแข็งในเรื่องกระบวนการของพรรคการเมืองให้เข้มแข็งนะครับ โดยมีอุดมการณ์ทางการเมืองแล้วก็ปลูกฝังวัฒนธรรมทางการเมืองเหล่านี้ ซึ่งทางกรรมาธิการได้ทําสิ่งนี้ผมก็ขอชื่นชมนะครับ แต่สิ่งหนึ่งท่านประธานครับผมขอสรุปสั้น ๆ ว่าผมได้ทําการตรวจสอบมาว่าผู้นําการเมืองยุคใหม่ควรมีคุณสมบัติที่ดี ๆ และพึงประสงค์ ของประชาชนนะครับ เหมือนอย่างที่ผมเคยพูดว่าข้าราชการที่ดีนั้นคือข้าราชการที่ทําให้ ประชาชนชื่นใจ ทําให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนชื่นใจท่ามกลางความขาดแคลน ท่ามกลาง ความเพียรที่ไม่ท้อถอย เฉกเช่นเดียวกันผมก็ทําการสํารวจว่าผู้นําทางการเมืองยุคใหม่ ของไทยควรมีคุณสมบัติอย่างไรที่เด่น ๆ ครับ จริง ๆ มันมีหลายประการ ผมก็มาทําการสรุป ดึงมาจากสิ่งต่าง ๆ สอดคล้องต้องกันอยู่ ๓ ประการท่านประธานครับ
ข้อที่ ๑ เขาต้องการชูประเด็นเรื่องความซื่อสัตย์ แต่ซื่อสัตย์นั้นเป็นนามธรรม ลอยอยู่ที่ไหนก็ไม่ทราบ ทุกคนก็บอกว่าซื่อสัตย์ สิ่งที่ควรจะทําได้คือที่เราพูด ขออนุญาตพูด ภาษาวิชาการว่าเชิงประจักษ์ เชิงประจักษ์จริง ๆ รู้ครับ อย่างเช่นผมอภิปรายตอนต้นแล้วว่า อาชีพอะไร ๆ พวกนี้รายได้มาจากอะไร อย่างหลายท่านอภิปรายเรื่องเสียภาษีก็ส่วนหนึ่ง หรือว่าสร้างเนื้อสร้างตัว แต่บางท่านอาจจะเป็นผู้ดํารงชีพอยู่ด้วยความพอเพียงอะไรต่าง ๆ ก็รู้นะครับก็ถามว่าความซื่อสัตย์ต้องมีคําตอบว่าเด่นชัดไหม ดูย้อนลงไปนะครับ ซึ่งขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษเรียกว่าพวก ออนเนสตี (Honesty)
ข้อที่ ๒ คือความรับผิดชอบ นักการเมืองยุคใหม่ไม่แก้ตัวครับ อย่าไปแก้ตัว ไม่โทษคนอื่น ไม่ให้ร้ายกัน แล้วก็อย่าตําหนิกัน อย่าใส่ร้ายกัน อะไรผิดพลาดก็ต้องขอโทษ ยอมรับอย่างสมาร์ต (Smart) อย่างสุภาพบุรุษนะครับว่าสิ่งที่ทําผิดต้องทําผิด เพราะว่า สังคมไทยก็เบื่อที่จะมีการแก้ตัวเบี่ยงไปเบี่ยงมานะครับ แล้วก็ไร้ที่พึ่ง ซึ่งตรงนี้เราไม่ต้องการ ความรับผิดชอบ อันนี้ทั้ง ๒ ข้อเป็นแบบไทย ๆ ด้วย แล้วก็เป็นแบบในเชิงวิชาการด้วย
ข้อที่ ๓ ต้องเป็นคนที่มีน้ําใจ อันที่ ๒ เรสพอนซิบิลิตี (Responsibility) ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ อันที่ ๓ คือต้องเป็นคนที่มีน้ําใจ รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย คือเพิ่มค่าของ บุคคลอื่นหรือคณะบุคคลอื่นว่าเขามีความหมาย สิทธิในความเป็นคน สิทธิแห่งความชอบธรรม แม้กระทั่งศัตรูก็ต้องดูว่าเขามีดีอะไรบ้างนะครับ ตรงนี้อธิบายยากว่าเราไปโน้มเอียงให้ใคร หรือไม่ ไม่ใช่ เราต้องเป็นคนที่มีน้ําใจสังคมไทยถึงจะหล่อหลอม หล่อเลี้ยงความเป็นไทย ๆ แล้วก็ ที่เรามีรากเหง้าให้ดํารงต่อไปในความสงบสุขและความปรองดองที่จะเกิดในชาติเรานะครับ ก็ขอให้มีน้ําใจและให้อภัยกันได้ ก็ฝากไว้ ๓ ข้อท่านประธานครับ ซึ่งภาษาอังกฤษทั่ว ๆ ไป เราใช้คําว่าเจเนอรอซิตี (Generosity) กราบขอบพระคุณท่านประธานครับผม
ขอบพระคุณค่ะ มีสมาชิกขออภิปรายเพิ่มอีก ๓ ท่านนะคะ คือท่านชิดชัย วรรณสถิตย์ และท่านกิตติ กิตติโชควัฒนา และท่านสถิตย์ค่ะ ๓ ท่าน ท่านจะขออภิปราย หรือจะขอ ไม่ใช่อภิปรายใช่ไหมคะ เชิญท่านกษิตค่ะ