ถวิลวดี ชูการปฏิรูปการเมือง เน้นพัฒนาผู้นำคุณธรรม-ส่งเสริมความหลากหลาย

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๖๓ · ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๙

ถวิลวดี บุรีกุล แสดงความชื่นชมและให้ความสนใจต่อการปฏิรูปการเมือง โดยเฉพาะบทบาทของกรรมาธิการที่เน้นการพัฒนาผู้นำทางการเมืองที่มีคุณธรรม วิสัยทัศน์ และจิตสำนึกสาธารณะ พร้อมเสนอให้มีการเตรียมความพร้อมตั้งแต่ต้นทั้งในด้านการศึกษา จริยธรรม และการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงเรียกร้องให้พรรคการเมืองยึดมั่นมาตรฐานจริยธรรมและส่งเสริมความหลากหลายอย่างเท่าเทียมในกระบวนการเมือง

นางถวิลวดี บุรีกุล

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิกหมายเลข ๖๑ นะคะ ดิฉันมีประเด็นไม่มากแต่ว่าสิ่งที่สําคัญคือต้องขอบคุณ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองที่ให้ความสําคัญกับเรื่องของ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญมากและดิฉันมีความสนใจ เป็นพิเศษนั่นเอง ทําไมถึงต้องลุกขึ้นยืนพูดในวันนี้เพราะว่าสิ่งที่ท่านเสนอมานั้นเป็นสิ่งที่ล้วน เป็นประโยชน์มากและทําอย่างไรถึงจะนําไปสู่การปฏิบัติได้จริง และเรื่องนี้มีหลายประเด็น ที่เกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นในเวลาอันสั้นดิฉันก็อยากจะมีข้อเสนอเล็กน้อยนะคะ

เรื่องแรกคือคําว่า ผู้นําทางการเมือง เป็นเรื่องของผู้ที่เกี่ยวข้องและมีทักษะ ในทางการเมือง โดยเฉพาะผู้ที่มีตําแหน่งทางการเมือง ดิฉันอยากจะให้เรื่องของการเมือง ในที่นี้ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของการเมืองในระดับชาติแต่ให้รวมถึงการเมืองในระดับท้องถิ่นด้วย เพราะว่ามีความเกี่ยวข้องกันนะคะ เพราะฉะนั้นคําว่า ผู้นํา ก็หมายถึงคนที่จะไปปกครองคนอื่น คนที่จะไปนําขบวนในการบริหารราชการหรือว่าไปคิดไปทําอะไรเพื่อบ้านเพื่อเมืองและสร้าง แรงบันดาลใจให้คนอื่นอีกด้วย เพราะฉะนั้นตรงนี้ทําอย่างไรผู้นําทางการเมืองของเรา จะเป็นผู้ที่นําประเทศไปสู่สังคมสันติสุขสถาพร ดิฉันคิดว่าตรงนั้นเป็นสิ่งที่เราอยากจะเห็น และเมื่อถึงสถานการณ์ที่วิกฤตผู้นําเหล่านั้นต้องสามารถที่จะตัดสินใจในสถานการณ์ ที่ยากลําบากแทนประชาชนได้ และนําประชาชนนําประเทศชาติหลุดพ้นจากภาวะวิกฤตได้ ที่ผ่านมาเราขาดประเด็นนี้และเรายึดมั่นอยู่กับการเมืองเชิงสถาบันจนสุดท้ายไม่มีผู้นํา ทางการเมืองที่สามารถที่จะพาเราออกไปจากวิกฤตได้ ก็ในที่สุดการเมืองจึงมาถึงบัดนี้นะคะ เพราะว่าก็ต้องการคนที่จะมาพาเราไปสู่จุดหมาย แต่ทีนี้สิ่งที่เราอยากจะเห็นไม่ใช่บิสซิเนสแมน (Businessman) เราอยากจะได้สเตทแมน (Statesman) เพราะฉะนั้นคนที่เข้ามาเป็นผู้นํา ทางการเมืองก็ต้องเป็นรัฐบุรุษ เป็นวีรบุรุษในทางการเมืองไม่ใช่คนที่ประสบความสําเร็จ ในทางธุรกิจแล้วสามารถที่จะมาประสบความสําเร็จในทางการเมืองได้เสมอไป ดิฉันคิดว่า ไม่ใช่ เมื่อเป็นเช่นนี้สิ่งที่ท่านเสนอมานั้นก็ถูกต้องแล้วตั้งแต่ก่อนเข้าสู่ตําแหน่ง ระหว่าง ใช้ตําแหน่งและออกจากตําแหน่ง เพราะฉะนั้นก่อนเข้าสู่ตําแหน่งดิฉันคิดว่าโตขึ้นแล้วค่อยมา จัดการศึกษาแต่ว่ามันต้องเริ่มต้นตั้งแต่ออกจากท้องแม่เลย และที่บ้านก็ต้องดูแล เพราะฉะนั้นจะทําอย่างไร ตรงนี้ก็เป็นเรื่องของการศึกษา ท่านเสนอถูกแล้วในเรื่องของ การศึกษาของพลเมืองหรือซิวิกเอดูเคชัน (Civic Education) แต่ว่าทําอย่างไรให้เป็นจริง ดิฉันยังเห็นว่าเราพูด ๆ แต่สุดท้ายมันไปไม่ถึงจุดหมายนะคะ ก็สนับสนุนข้อเสนอของท่าน สปท. เลิศรัตน์ที่มีข้อเสนอในรูปแบบของเยอรมันนะคะ แต่ทีนี้ก่อนเข้าสู่การเมืองดิฉันเห็น ด้วยในเรื่องของการตรวจสอบ เรื่องของการเสียภาษี ซึ่งตรงนี้จะเป็นความจริงหรือไม่และเรา ก็ต้องคอยดูกันว่าคนที่จะเข้าสู่การเมืองไม่ใช่แค่มีอายุถึงเกณฑ์หรือว่ามีถิ่นพํานักอยู่ในพื้นที่นั้น แล้วก็สมัครเข้ามาเป็นผู้สมัครได้แล้วก็มาเป็นนักการเมืองได้ แต่ว่ามันจะต้องมีการเตรียมการ มีคุณสมบัติ มีการศึกษา มีทักษะ และที่สําคัญมีจิตใจของความเป็นมนุษย์ที่จะทําหน้าที่ ทางการเมืองได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ความสามารถเหล่านั้นมีหรือไม่ ความสามารถภายใน และความสามารถภายนอกตรงนี้ ระหว่างใช้อํานาจเมื่อเข้าสู่อํานาจแล้วก่อนที่จะเข้าสู่ อํานาจดิฉันคิดว่าองค์ประกอบสําคัญที่ท่านมองอยู่คือท่านมองเรื่องพรรคการเมือง ดิฉันเห็นด้วย และประเด็นหนึ่งที่ท่านอาจจะยังไม่ได้พูดถึงก็คือมาตรา ๙๐ ของร่างรัฐธรรมนูญที่เราลงประชามติกันไป ในเรื่องของพรรคการเมืองใดส่งผู้สมัคร รับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งแล้ว ให้มีสิทธิส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อได้ อันนี้โอเค (Okay) สําหรับวรรคหนึ่ง แต่ว่าวรรคที่ดิฉันอยากจะให้เน้นคือวรรคสาม การจัดทําบัญชีรายชื่อตามวรรคสองต้องให้ สมาชิกของพรรคการเมืองมีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วย อันนี้ท่านเสนอไว้ชัดเจนว่า ให้สมาชิกพรรค ให้ประชาชนมาช่วยกันคิดว่าใครควรจะเป็นผู้แทนของเขาแต่ท่านลืมสิ่งที่ ดิฉันจะพูดต่อไปนี้ เราจะต้องคํานึงถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคต่าง ๆ และความเท่าเทียมกัน ระหว่างชายและหญิง อันนี้เป็นเรื่องของความเสมอภาค ตัวอย่างของการเมืองในประเทศ ฟิลิปปินส์ที่เพิ่งมีการเลือกตั้งไป ในเรื่องของบัญชีรายชื่อเขาเปิดโอกาสให้มีพรรคการเมืองเล็ก พรรคการเมืองน้อย ไม่ใช่จํากัดเฉพาะพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่มีคนเยอะ มีกําลังเยอะ แต่ว่าพรรคการเมืองเล็ก ๆ ก็สามารถส่งผู้สมัครได้ ก็เป็นที่มาของการเมืองแบบพหุนิยมนะคะ อันนั้นเป็นสิ่งที่ดีสําหรับระบบพรรคการเมืองที่หลากหลาย ทําอย่างไรเราถึงจะเปิดโอกาส ตรงนี้ได้ แล้วก็บทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นจะเป็นจริงได้ดิฉันคิดว่าท่านลืมนะคะ ในระหว่างใช้บทบาททางการเมือง พรรคการเมืองก็ต้องมีมาตรฐานจริยธรรม มีคุณธรรม แต่ดิฉันสงสัยว่าพอถึงเวลาแล้วนักการเมืองไม่มีคุณธรรม พรรคการเมืองกล้าไล่ออกไหมคะ อันนี้สําคัญนะคะ แล้วในสภาวะที่ยุ่งยากเขาตัดสินใจอย่างไร แล้วเขามีธรรมาภิบาลมากน้อยแค่ไหน สํานึกรับผิดชอบมีมากน้อยแค่ไหน เมื่อถึงเวลาที่จะต้องโหวตหรือตัดสินใจ ตัดสินใจ เพื่อประโยชน์ใคร เพื่อประโยชน์สาธารณะหรือเพื่อประโยชน์ของพรรคและพวก ตรงนี้สําคัญมากทําอย่างไรเราถึงจะฝึกคนให้เป็นนักการเมืองที่ดีและเป็นผู้นําทางการเมืองที่ดี นอกจากนี้ผู้นําทางการเมืองต้องมีทั้งบารมีและความซื่อตรง ที่เขาเรียกว่าต้องมีคาริสมา (Charisma) และต้องมีอินเทกริตี (Integrity) ดิฉันสนใจคําว่าอินเทกริตี (Integrity) หาคําแปลยาก แต่เอาเป็นว่าความซื่อตรงไม่ใช่แค่ซื่อสัตย์ เพราะโจรก็ซื่อสัตย์ต่อหัวหน้าโจรได้ โหวตก็ตามหัวหน้าสั่งได้ แต่ว่าคนที่มีความซื่อตรงนั้นจะมีความเข้าใจว่าอะไรถูกต้อง ตามทํานองคลองธรรมและอะไรเป็นสิ่งที่ว่าถูกแล้วกล้าที่จะยืนขึ้นบอกว่าอะไรถูก อะไรผิด ทําอย่างไรเราถึงจะมีนักการเมืองแบบนั้น ดิฉันคิดว่าตรงนี้เป็นเรื่องที่ท้าทายมาก และหลังจากนั้นเมื่อออกจากการเมืองแล้วเราสามารถตรวจสอบได้หรือไม่ เพราะฉะนั้น สังคมภายนอกต้องสามารถตรวจสอบได้ กลไกในการตรวจสอบท่านก็บอกว่าต้องมีการ ควบคุมตรวจสอบได้อย่างนั้น อย่างนั้น อย่างนั้น แต่สุดท้ายตรวจสอบกันได้จริงหรือไม่ ในพรรคตรวจสอบกันก่อนได้หรือไม่ ก่อนที่จะเข้าสู่สมาชิก การเป็นสมาชิกและการเลือก แล้วเมื่อเข้าไปดํารงตําแหน่งแล้วจัดการได้หรือไม่ ตรงนี้อีกเรื่องหนึ่งนะคะ และที่สําคัญ เขาจะดูแลประโยชน์ระยะยาวของชาติได้หรือไม่ นี่คือสิ่งที่ผู้นําทางการเมืองจะต้องมี ดิฉัน ก็อยากจะสรุปสั้น ๆ ว่าทําอย่างไรเราถึงจะมีมาตรฐานขั้นต่ําของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองออกมาให้เห็นเพื่อที่จะให้ประชาชนได้มีเช็กลิสต์ (Checklist) ได้ว่าคนนี้ เหมาะสมหรือไม่ ไม่ใช่เพียงอายุถึงหรือว่าเป็นลูกของเจ้าของพรรค แต่ว่ามีความสามารถจริง และสามารถที่จะมีความเข้าใจหัวอกของคนเล็กคนน้อย แล้วก็เข้าใจปัญหาของผู้คน มีการศึกษาที่เหมาะสม มีการสื่อสารสาธารณะได้อย่างถูกต้อง มีการเชื่อมประสาน มีเครือข่ายในการทํางานเพื่อสังคมและในหลายประเทศเขามีการเตรียมการที่สําคัญว่า การที่จะเป็นนักการเมืองนั้นจะต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง แต่บ้านเราไม่ค่อยมี อยู่ ๆ ก็เอาใคร ขึ้นมาเลย ตรงนี้เป็นสิ่งที่สําคัญว่าเราจะทําได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นกว่าจะเป็นนักการเมือง ท่านเป็นอาสาสมัครมามากน้อยแค่ไหน มีจิตใจสาธารณะมากน้อยแค่ไหน แล้วท่านมี อัตตานัง อุปมัง กเร หรือไม่ ก็คือมีการเอาใจเขามาใส่ใจเราหรือไม่ว่าคนเล็กคนน้อย หรือประชาชนทั่วไปเขาก็ห่วงกังวลและเดือดร้อนกับการกระทําของท่านเหมือนกัน ดิฉัน ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการชุดนี้ที่เอาเรื่องที่สําคัญขึ้นมาเสนอในวันนี้ ขอบพระคุณค่ะ