เลิศรัตน์ รัตนวานิช หารือประเด็นการปฏิรูปการเมืองอย่างรอบด้าน เน้นย้ำความจำเป็นของความซื่อสัตย์ สุจริต และความเป็นธรรมในการคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่ง โดยเสนอให้ยื่นแสดงรายการเสียภาษีย้อนหลัง 3 ปี ควบคู่กับการกำหนดมาตรฐานจริยธรรม การกำกับดูแลของพรรคการเมือง และกลไกถอดถอนผ่านศาลฎีกา พร้อมผลักดันให้ ส.ส. สามารถลงมติตามมติประชาชนได้ภายใต้กรอบกติกา เพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยที่แท้จริง รวมถึงเน้นการปลูกฝังวัฒนธรรมประชาธิปไตยผ่านการศึกษาและองค์กรสนับสนุน พร้อมเรียกร้องให้มีการปรับค่าตอบแทนนักการเมืองให้สอดคล้องกับภาระหน้าที่และหลักธรรมาภิบาล โดยอ้างอิงประสบการณ์จากประเทศชั้นนำ เพื่อเปลี่ยนแปลงจิตสำนึกทางการเมืองของสังคมไทยให้เข้มแข็งและยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ได้กรุณาให้โอกาสในการอภิปราย เรื่องซึ่งผมคิดว่า มีความสําคัญที่สุดในการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งของประเทศของเรา คือเรื่องผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ซึ่งกรรมาธิการได้นําเรื่องนี้มาเสนอได้ศึกษาถึงปัญหา จุดอ่อน จุดด้อยที่ผ่านมาของประเทศในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยมาร่วม ๘๕ ปี ซึ่งปัญหาสําคัญที่สุดก็ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องของตัวบุคคล แต่ก็อย่างที่ท่านประธาน กรรมาธิการท่านเสรี ขออนุญาตเอ่ยนามท่านได้กล่าวว่ามิได้หมายถึงทุกคนที่อยู่ใน ระบอบการเมือง แต่ปัญหาของระบอบการเมืองไทยนั้นมาจากปัญหาของบุคคลซึ่งยังขาด ความเหมาะสมในการดํารงตําแหน่งทางการเมือง ก่อนที่จะได้อภิปรายเพิ่มเติม ผมขออนุญาตอัญเชิญพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ได้พระราชทานในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยรามคําแหง เมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๒๒ ความว่า การที่จะทํางานให้สัมฤทธิผลที่พึงปรารถนา คือเป็นประโยชน์และเป็นธรรมด้วยนั้น จะอาศัยความรู้แต่เพียงอย่างเดียวมิได้ จําเป็นต้อง อาศัยความซื่อสัตย์ ความสุจริต ความบริสุทธิ์ใจและความถูกต้องเป็นธรรมประกอบด้วย สิ่งสําคัญที่สุดที่ทุกคนจะต้องมีอยู่เสมอไปในการทํางานคือความกระตือรือร้น ความบริสุทธิ์ใจ และอุดมคติ ก็คิดว่าพระบรมราโชวาทและพระราชดํารัสนั้นได้มุ่งเน้นสู่การที่จะให้คน มีความซื่อสัตย์สุจริต ประกอบกิจด้วยความมุ่งมั่นในความเป็นธรรมแล้วก็มุ่งมั่นในการ ทําความดี เพราะนั่นก็คือหลักสําคัญของความเป็นผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองที่ดี กรรมาธิการได้เสนอมาใน ๔ หัวข้อ เนื่องจากเวลาของผู้อภิปรายมีไม่มากนักก็จะขอลงไปดู ในสิ่งที่ท่านได้นําเสนอและให้ข้อคิดเห็น ซึ่งแน่นอนครับส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยกับข้อเสนอ ที่กรรมาธิการได้ศึกษาและได้ยกร่างขึ้นมาเพื่อนําเสนอต่อผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล เป็น กรธ. เป็น สนช. ที่จะได้พิจารณาในการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป ถึงแม้ว่าเรื่องนี้ จะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกฎหมายพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งฉบับใด ในแต่ละฉบับนั้นก็สามารถที่จะบรรจุเรื่องที่เกี่ยวกับนักการเมืองหรือผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองเข้าไปไว้ได้ไม่ว่าจะเป็นบทที่เป็นคุณหรือเป็นโทษก็แล้วแต่
ประเด็นแรกที่กรรมาธิการได้เสนอคือการปฏิรูปมาตรการในการคัดกรอง ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครเพื่อดํารงตําแหน่งทางการเมือง อันนี้แน่นอนครับ มีความสําคัญยิ่งเป็นขั้นต้นของการที่เราจะให้คนเข้าสู่ตําแหน่งทางการเมือง ซึ่งตัวรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่ผ่านประชามตินั้น ให้ความสําคัญในเรื่องนี้ มากที่สุดในรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาทั้ง ๑๙ ฉบับ ได้มุ่งเน้นในการที่จะคัดกรองบุคคล โดยกําหนดไว้ขั้นต้นคืออยู่ในคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ส.ว. ผู้ที่ดํารงตําแหน่งทางการเมืองที่สําคัญ เช่น รัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรี เป็นต้น ได้กําหนด บทไว้ว่าผู้ที่เคยถูกคําพิพากษา ถูกตัดสินเกี่ยวกับการทุจริตประพฤติมิชอบต่าง ๆ คนเหล่านี้ จะไม่สามารถมาดํารงตําแหน่งทางการเมืองได้อีกเลยตลอดชีวิต ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ ถูกต้อง เป็นเรื่องที่ดี ไม่ใช่เรื่องของการกลั่นแกล้งใคร เพราะฉะนั้นคนที่มีพฤติกรรมเช่นนั้น ก็ไม่ควรจะเข้ามาสู่การเป็นผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ในข้อเสนอของกรรมาธิการคณะนี้ ได้พูดถึงเรื่องการให้พรรคการเมืองบังคับให้สมาชิกที่ประสงค์จะเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งแสดง แบบรายการเสียภาษีเงินได้ย้อนหลัง ๓ ปี อันนี้ก็เป็นข้อเสนอเพิ่มเติม แต่ที่จริง ในรัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ว่าสามารถที่จะกําหนดให้การเข้ารับสมัครนั้นต้องยื่นแบบแสดง รายการเสียภาษีเงินได้ไว้ก็ได้ถึงจะไม่ได้เขียนชัดเจน เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นเรื่องที่ผมเสนอ พ.ร.บ. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ส. ซึ่ง ส.ว. และพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. นั้น ควรจะได้บัญญัติไว้ได้เลยเพราะรัฐธรรมนูญเปิดช่องไว้แล้วว่าจะต้องยื่นแบบแสดงรายการ เสียภาษีย้อนหลัง ๓ ปี อันนี้ก็จะเป็นหนทางหนึ่งที่จะกันคนที่ไม่มีความสุจริตในเรื่องของการ เสียภาษีนั้นไม่กล้าที่จะเข้ามาสมัครดํารงตําแหน่งทางการเมือง อันนี้ก็เห็นด้วย
ในเรื่องที่ ๒ ที่กรรมาธิการเสนอคือเรื่องของการปฏิรูปการควบคุมตรวจสอบ จริยธรรม ระบบคุณธรรม และการปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง อันนี้รัฐธรรมนูญก็บัญญัติไว้เป็นหมวดเลยในเรื่องของการ ขัดกันแห่งผลประโยชน์ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองว่ามีอะไรบ้าง แล้วก็ได้กําหนดบท ในการที่จะถอดถอนไว้ เพียงแต่การถอดถอนนักการเมืองหรือผู้ดํารงตําแหน่งสูง ๆ ในทางราชการนั้น ในอนาคตนั้นก็จะไปยื่นต่อศาลฎีกา ซึ่งก็สอดคล้องกับสิ่งที่ผ่านมาที่ว่า วุฒิสภาที่เราเคยมีมาหลาย ๆ ครั้งนั้นไม่สามารถถอดถอนผู้ประพฤติมิชอบได้เลย เพราะแพ้เสียงในสภาของพรรครัฐบาล เพราะฉะนั้นการไปให้ศาลฎีกาถอดถอนก็เป็นสิ่งที่ดี ในข้อเสนอนี้ก็ได้เสนอกลไกต่าง ๆ ในเรื่องของการจัดทํามาตรฐานทางจริยธรรมอะไรเหล่านี้ ซึ่งผู้ที่ประพฤติผิดทางจริยธรรมนี้ก็จะถูกถอดถอนโดยศาลฎีกา
ต่อไปเรื่องเสนอให้พรรคจัดตั้งคณะทํางานจริยธรรมภายในองค์กรก็เป็นเรื่องที่ดี ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะทําให้เสียหายอะไร คือการควบคุมนักการเมืองนั้นต้องควบคุมกัน ตั้งแต่พรรคก่อนที่จะมาสู่การเข้าดํารงตําแหน่งทางการเมือง และมาควบคุมโดยกฎบัตรต่าง ๆ กฎหมายต่าง ๆ และการที่พรรคการเมืองจะต้องดูแลคนของตนเองนั้นก็เป็นเรื่อง ที่มีความสําคัญ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ก็อยู่ในร่างพระราชบัญญัติพรรคการเมืองที่ร่างเบื้องต้นที่ กรธ. ได้นําออกมาให้เราได้ชมกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนะครับ ก็มีแต่เรื่องที่กําหนดให้เป็นหน้าที่ของ พรรคการเมืองในการที่จะดูแลสมาชิกพรรคการเมืองมิให้ประพฤติในสิ่งที่ไม่เหมาะสม หรือผิดกฎหมาย
และอีกอันหนึ่งที่เป็นข้อเสนอในข้อ ๘.๕ ผมเองก็เห็นด้วยและยังไม่เป็น ประเพณีปฏิบัติมา คือการที่กําหนดว่าพรรคไม่ควรที่จะไปบังคับให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น จะต้องลงมติในทุก ๆ เรื่องตามมติของพรรคการเมือง อันนี้มีปฏิบัติอยู่ในประเทศ ประชาธิปไตยในฝั่งตะวันตกไม่ว่าจะในสหรัฐอเมริกาหรือในยุโรป ที่ผู้แทนเขาจะโหวต ตามผลประโยชน์ของประชาชนที่เขาเป็นตัวแทน อาจจะไม่ใช่ผลประโยชน์ของประเทศ แต่ถ้ารัฐนี้เขาคิดว่ากฎหมายฉบับนี้เหมาะกับเขา เขาก็โหวตก็เป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส. แต่มิใช่ ว่าจะต้องโหวตตามมติของพรรคเพราะพรรคมองในภาพรวม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องมีกฎกติกา ว่าเป็นกฎหมายประเภทใดบ้างอะไรบ้าง หรือมีกฎ มีการลงมติใดที่ต้องฟังมติพรรค ถ้าจะเปิดกว้าง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อาจจะเกิดปัญหาเรื่องของการกระทําที่ไม่เหมาะสมขึ้นได้ อย่างที่เราเคยได้รับทราบกันมา เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นทางหนึ่งของการที่จะทําให้ ประชาธิปไตยของเรามีความสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
เรื่องที่ ๓ คือการปฏิรูปมาตรการในการส่งเสริมสนับสนุนและพัฒนาผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง อันนี้เป็นหัวใจเลย เป็นหัวใจที่มีความสําคัญยิ่งว่าเราจะพัฒนาผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองอย่างไร ผมไปเยอรมันไปดูเรื่องพรรคการเมือง ดูเรื่องการเลือกตั้ง ๒-๓ ครั้ง เขามีหลายระบบมากในการสร้างจิตสํานึก สร้างวัฒนธรรม สร้างความรู้ ให้การศึกษาในเรื่อง ของระบอบประชาธิปไตย ในเรื่องของคุณธรรม ในเรื่องของวัฒนธรรมของการดํารง ตําแหน่งทางการเมือง เช่นใช้สื่อของรัฐ เช่นมีหลักสูตรการสอนในโรงเรียน ขออนุญาต อีกสักนิดหนึ่งครับท่านประธาน เช่นการตั้งมูลนิธิ เราได้ยินชื่อมูลนิธิคอนราด อเดนาวร์ ซึ่งเป็นมูลนิธิของพรรคการเมืองที่เขาได้จัดตั้งขึ้นเพื่อเผยแพร่ระบอบประชาธิปไตยไปสู่ เยาวชน สู่เด็ก สู่คนทุกผู้ทุกวัย เพราะฉะนั้นการให้การศึกษาในเรื่องของความเป็น ประชาธิปไตย ความมีอุดมการณ์ทางการเมืองนั้นจึงต้องกระทําในหลาย ๆ ทางนะครับ เพราะฉะนั้นข้อเสนอนี้ก็มีหลาย ๆ ประเด็นที่ได้นําเสนอ พูดถึงเรื่องหน้าที่พลเมืองซึ่งเป็น เรื่องที่ดีมาก ตอนที่ผมยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้วคําว่า พลเมือง เป็นเรื่องที่เราพัฒนา ขึ้นมาใช้ในรัฐธรรมนูญ เพราะพลเมืองต่างจากประชาชนคือพลเมืองคือประชาชนที่มีหน้าที่ ถ้าเราพูดถึงประชาชนเฉย ๆ ยังไม่มีหน้าที่มากํากับ เพราะพอมาเป็นพลเมืองตูมมันมีหน้าที่ หน้าที่ต้องใช้สิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง หน้าที่ในการที่จะต้องดูแลสังคม หน้าที่ในการดูแล ความมั่นคงของรัฐเลย นั่นคือหน้าที่พลเมืองซึ่งเราเรียนกันสมัยเด็ก ๆ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ทราบว่า ในโรงเรียนยังจะมีวิชานี้อยู่หรือเปล่าครับ ผมดูข้อเสนอในเรื่องวัฒนธรรมแล้วอยากจะอ่าน ข้อเสนอเป็นสรุป ซึ่งผมคิดว่าดีมากเลยและครอบคลุมเลย อันนี้เป็นสรุปลักษณะของ วัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย ถ้าทําตามนี้ได้ประเทศไทยไปโลดแน่ และผู้ที่สรุปไว้ คือท่าน ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ซึ่งผมได้ไปค้นพบผลงานในเรื่องนี้ของท่าน บางท่าน อาจจะลืมว่าท่านเป็นประธานของเราเอง ผมอ่านให้ฟังสัก ๕ ข้อ ผมคิดว่าเป็นวิธีสําคัญ แล้วมันสรุปทุกอย่างเลยที่ท่านกรรมาธิการต้องการว่าวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตยนั้นมันควรจะมีอะไรบ้าง มีผู้พยายามศึกษา มีผู้ทําวรรณกรรม มีผู้วิจัยเรื่องนี้ เยอะแยะไปหมด เรามาฟังของท่านประธานของเราดีกว่า
ข้อ ๑ จะต้องมีความเชื่อมั่นต่อหลักการปกครองแบบประชาธิปไตย ประชาชนในสังคมนั้นต้องการให้มีการปกครองในระบอบนี้มากกว่าระบอบอื่น และเห็นด้วย ว่าเป็นการปกครองของประชาชนโดยประชาชนและเพื่อประชาชน
ข้อ ๒ ยึดมั่นและเชื่อถือในคุณค่าและศักดิ์ศรีของบุคคล ความสามารถของ บุคคลและความเสมอภาคของมนุษย์ เคารพในสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่นในการแสดง ความคิดเห็นโดยการพูด การเขียน การแสดงออกอื่น ๆ ตราบใดที่การปฏิบัติเหล่านั้น ไม่ละเมิดศีลธรรมและเสรีภาพของผู้ใด
ข้อ ๓ เคารพในกติกาของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย หลักการ ตัดสินด้วยเสียงข้างมากโดยมีข้อผูกพันที่ต้องได้รับการปฏิบัติจากทุกฝ่าย ทั้งนี้ต้องเคารพ ในเสียงข้างน้อยด้วย
ข้อ ๔ สนใจในการมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเมืองการปกครองโดยการ ติดตามข่าวสารบ้านเมือง การแสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจหรือกําหนด นโยบายของรัฐบาล
ข้อ ๕ เป็นผู้มีสํานึกในหน้าที่พลเมืองของตนและมีความเชื่อมั่นในตนเอง กล่าวคือจะต้องเชื่อมั่นว่าการเข้าไปมีส่วนร่วมในการเมืองของตนจะมีผลบังเกิดแน่นอน ท่านประธานของเราก็ได้ทําการค้นคว้าในเรื่องนี้ไว้เพื่อเป็นบทความทางวิชาการ
ประเด็นสุดท้ายคือเรื่องที่ท่านเสนอเกี่ยวกับค่าตอบแทนของนักการเมือง ซึ่งท่านกรรมาธิการสมพงษ์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านได้เป็นหัวหอกในการนําเสนอแล้วก็ได้รับ การตอบรับโดยการกล่าวขวัญถึงในหน้า ๑ ของหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ผมเองเห็นด้วยเลย เห็นด้วยว่าค่าตอบแทนของนักการเมืองของบ้านเรานั้นมันต่ําเกินไป มันไม่เหมาะสม กับความรับผิดชอบ ผมได้ไปเปิดกูเกิล (Google) ดูว่าผู้นําทางการเมืองของประเทศสําคัญ ในโลกนี้เขาได้รับค่าตอบแทนกันเท่าไร นายกรัฐมนตรีของประเทศสิงคโปร์เพื่อนบ้านเรา ทางตอนใต้ได้รับค่าตอบแทนคิดเป็นเงินไทยประมาณ ๘๐ ล้านบาทต่อปี อันนี้คือได้ไปเลย เข้าบัญชี ส่วนภาษีก็หักไป แล้วท่านก็ไปทําหน้าที่นายกรัฐมนตรี ๘๐ ล้านบาท ประธานาธิบดี ของสหรัฐเมื่อคืนนี้ผมนั่งดูอยู่ทั้งคืนเลยเป็นห่วงท่านว่าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลัวจะโดน พวกที่เป็นตัวแทนพรรค แปรพรรคก็ออกมาค่อนข้างเรียบร้อย ท่านก็เลยได้รับเสียง อิเลกโทรัลโหวต (Electoral Vote) ได้รับการเลือกเป็นประธานาธิบดีอย่างถูกต้องเมื่อคืนนี้เอง เมื่อสัก ๕-๖ ชั่วโมงที่ผ่านมานี้เอง ได้เกิน ๒๗๐ คะแนนขึ้นไป มีผู้ที่แปรพรรคพวกนี้ จะต้องไปโดนปรับในข้อหาที่มาลงคะแนนไม่เป็นไปตามมติของประชาชน ที่ว่าเสียงข้างน้อย ก็ยังได้น้อย นี่ก็เป็นระบอบประชาธิปไตย ว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะได้รับเงินค่าตอบแทน ในฐานะประธานาธิบดีของสหรัฐอันดับหนึ่งของโลก ๑๘ ล้านบาทต่อปี เมื่อกี้ ๘๐ ล้านบาท ต่อปี อันนี้เหลือ ๑๘ ล้านบาท แต่ท่านได้ประกาศแล้วว่าท่านไม่รับเงินเดือนตัวนี้เพราะท่าน มีอยู่หลายล้าน ๆ บาท นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยจาก ๑๘ ล้านบาท ถ้าเราใส่จุดไป ตรงกลางประมาณ ๑.๘ ล้านบาทต่อปี คือประมาณแสนกว่าบาท ถ้าไปดูตามบัญชีเงินเดือน จาก ๑๒๐,๐๐๐ บาทเศษ ๆ ก็ไม่เกิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท นี่คือค่าตอบแทนของนายกรัฐมนตรี ของไทยซึ่งทําหน้าที่ ผมเชื่อว่าพวกเราตระหนักดีถึงความรับผิดชอบเกินกว่า ๒๔ ชั่วโมง ต่อวันแน่นอน ถ้าเราจะพิจารณาปรับค่าตอบแทนให้กับผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ในบางตําแหน่งให้เหมาะสม ให้ทัดเทียม ทําไมสิงคโปร์จึงเป็นประเทศที่อยู่ทอปทรี (Top Three) ของโลกในแง่ของธรรมาภิบาล ในแง่ของกู๊ดกัฟเวิร์นแนนซ์ (Good Governance) เพราะเขามีการตอบแทน มีระบบที่เหมาะสม แต่ที่สําคัญที่สุดก็คงไม่ใช่เรื่องของเงิน คือเรื่อง ของจิตสํานึก เรื่องของวัฒนธรรม บ้านเรามีวัฒนธรรมทางการเมืองที่เป็นเชิงมุมกลับ เราไป ยอมรับในสิ่งที่มันขัดกับความเป็นประชาธิปไตย ขัดกับอุดมการณ์ที่ดี ขัดกับอุดมคติที่ดี ที่ผมได้อัญเชิญพระบรมราโชวาทมาตั้งแต่ต้นเราถือว่านั่นเป็นสิ่งที่ปฏิบัติกันได้ เราเสียบบัตร แทนกันได้ เรารับสิ่งต่าง ๆ แทนกันได้ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้มันต้องเปลี่ยน – ต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมเหล่านี้ก็ต้องสร้างจิตสํานึก จิตสํานึกสามัญสํานึกเป็นเรื่องที่มี ความสําคัญที่สุด ผมก็ขอขอบพระคุณกรรมาธิการปฏิรูปด้านการเมืองที่ได้นําเสนอเรื่องที่มี ความสําคัญยิ่ง ถึงแม้การศึกษาอาจจะยังไม่ละเอียดเพียงพอแต่ผมคิดว่าก็จะเป็นต้นแบบ ที่จะทําให้เราก้าวไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่ดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา ขอบพระคุณครับ