สุรินทร์ สนับสนุนใช้บัตร 13 หลักกลางข้อมูล ยกระดับบริการรัฐ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๖๓ · ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๙

สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สนับสนุนการใช้ข้อมูลและแผนงานในนโยบายราชการโดยอ้างอิงพระราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อย้ำความสำคัญของการพัฒนาการบริหารราชการอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน พร้อมเสนอให้ใช้บัตรประชาชนเลข 13 หลักเป็นฐานข้อมูลกลางในการพัฒนาระบบบริการประชาชนแบบเบ็ดเสร็จและระบบสถิติของรัฐ โดยเน้นความจำเป็นในการปรับโครงสร้างองค์กร การนำเสนอข้อมูลที่ชัดเจน และการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลอย่างเข้มงวด

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิก สปท. ที่รักทุกท่าน กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๓ ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนว่าได้อ่านรายงานที่ประชุมปึกใหญ่ ๆ ของท่านแล้วก็มีความเห็นว่ากําลังเดินมา ถูกทางแล้ว การทําอะไรที่ไม่มีแผนนโยบายและไม่มีสถิติเป็นข้อมูลพื้นฐาน ก็พูดง่าย ๆ ว่า เดินไปในท่ามกลางความมืด เพราะฉะนั้นการเสนอเรื่องนี้สําหรับผม ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่อย่างไรก็ตามผมก็มีข้อเสนอบางประการที่จะเสนอผ่านท่านกรรมาธิการไปยัง คณะกรรมาธิการด้วยความเคารพ เพราะฉะนั้นก่อนที่จะถึงเรื่องข้อเสนอผมขออนุญาต นําเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) สู่จอสักเล็กน้อยอย่างเร็ว ๆ นะครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ภาพที่ ๑ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่กําลังจะพูด ภาพที่ ๒ เป็นภาพที่ประชาชนคนไทยโดยเฉพาะข้าราชการก็จะต้องทราบว่าพระองค์เป็นผู้บุกเบิก ถึงใช้คําว่าระบบราชการมาแต่ต้น นับตั้งแต่ตั้งกระทรวง ทบวง กรม โดยการปรับจาก สมุหกลาโหมและสมุหนายก เวียง วัง คลัง นา สมัยก่อนนะครับมาเป็นกระทรวงต่าง ๆ ให้ทันสมัย แล้วก็สามารถบริการประชาชนได้อย่างดี มีประสิทธิภาพ

ภาพต่อไปครับขอน้อมนําพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ในพระบรมโกศขึ้นมา ผมอยากกราบเรียนว่าเป็นภาพในหลวง ๗๐ ปีของพระองค์ได้ทรง สร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ในเรื่องของระบบราชการ ระบบไอที (IT) ระบบอะไรมากมาย ซึ่งสาธยายอย่างไรกี่วันก็ไม่มีวันจบ อันนี้ก็ต้องกราบเรียนว่าเป็นเรื่องของประวัตินะครับ

ต่อไปผมขออนุญาตท่านประธาน ผมขออนุญาตนําพระรูปสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร และพระราชดํารัสของพระองค์ ที่พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นํารัฐมนตรีทั้ง ๑๒ คนเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับ ปฏิบัติหน้าที่ เมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๙ คือเมื่อวานนี้ และข้อความหนึ่งที่ผมอ่านหลายครั้ง ยิ่งอ่านก็ยิ่งมีความรู้สึกว่าประทับใจผมมาก แล้วก็มีความรู้สึกที่เขาเรียกว่าเป็นพระราชดํารัส ที่ลึกซึ้ง ผมขออนุญาตนําขึ้นจอครับ ท่านกล่าวไว้ความตอนหนึ่งว่าตลอดระยะเวลา ๗๐ ปี ได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ ได้ทรงปฏิบัติมามากและหลายอย่างได้มีพระราชดําริ ได้พระราชทานแนวทางไว้ก็ขอฝากให้ท่านศึกษาพระราชดําริ ศึกษาวิเคราะห์ พระราชปณิธานและศึกษาพระราชกรณียกิจต่าง ๆ ที่พระองค์ปฏิบัติมา อันนี้จะเป็นสิ่งที่ทํา ให้เกิดสิริมงคลและเป็นยิ่งกว่าพระที่คุ้มครองพวกเรา การปฏิบัติตามหรือการระลึกถึง พระมหากรุณาธิคุณ ระลึกถึงพระราชดําริ หรือพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชนี้จะเป็นพระ เป็นแสงสว่างที่คุ้มครองพวกเราสืบไป ท่านอ่านข้อความนี้อย่างละเอียดวิเคราะห์แล้วจะเห็นเลยว่าพระองค์ตรัสลึกซึ้งมาก ซึ่งผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมฟังแล้วก็ไปหามา ฟังเมื่อคืนนี้ข่าวในพระราชสํานัก และผมก็ไปหามาเมื่อเช้านี้ ผมก็ขนลุก ถ้าทําอย่างที่พระองค์ทรงตรัสไว้นี่ ผมยืนยันว่า ประเทศชาติจะยิ่งกว่า ๔.๐ อีกครับ จะก้าวหน้าทุกคนก็จะมีความรักสามัคคีกัน อันนี้ก็เป็น สิ่งที่ผมกราบน้อมนํามาด้วยความเคารพ ก็ต้องขอเคารพท่านอีกครั้งหนึ่งครับ

ต่อไปผมจะเข้าเรื่องครับจากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงมีพระราชดําริเปลี่ยนแปลง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ๗๐ ปีดําเนินการ ทุกอย่างมาจนถึงรัชกาลปัจจุบันที่กล่าวเมื่อสักครู่ ผมคิดว่าสิ่งที่เรากําลังจะทํา หรือท่านกรรมาธิการจะทํานั้นเขาเรียกอะไร สนองพระเดชพระคุณพระองค์ท่าน เรามีพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินฉบับแรก ปี ๒๕๓๔ ก็มีกระทรวง ทบวง กรม ๑๒ กระทรวง จนปัจจุบันนี้เราใช้ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินที่ปรับปรุงแล้ว ๕ ครั้ง ฉบับปี ๒๕๔๕ มี ๒๐ กระทรวง เห็นไหมครับมีการพัฒนาขึ้น เพราะเนื่องจากงาน ของชาติบ้านเมืองมีมากขึ้นทุกวันนะครับ

ภาพต่อไปคือพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๘) ปี ๒๕๕๓ ที่ใช้อยู่ปัจจุบันนี้ ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๕๓ ภาพต่อไปครับ ศาลากลางจังหวัดนครสวรรค์ ท่านอาจจะบอกเขาพูดเรื่องสถิติทําไมเอาศาลากลางขึ้นมา ขออนุญาตท่านเก็บไว้ก่อนอย่าเพิ่งวิพากษ์วิจารณ์อะไรนะครับ นี่ศาลากลาง จังหวัดนครสวรรค์ ภาพต่อไปครับ ที่ว่าการอําเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ แต่ก่อนที่ว่าการ อันนี้อยู่ในดงผู้ก่อการร้ายเทือกเขาภูพาน ภาพต่อไปที่ท่านกําลังพูด กําลังนําเสนอปัจจุบันคือ สํานักงานสถิติแห่งชาติ ด้านหลังติดกับคลองผดุงกรุงเกษม ด้านหลังถัดลงไปนี้นะครับ อยู่ใกล้ ๆ เรานี่เอง ใกล้ ๆ สะพานขาว ผมกราบเรียนด้วยความเคารพว่าท่านที่บุกเบิก สํานักงานแห่งนี้คือศาสตราจารย์บัณฑิต กันตะบุตร ท่านดํารงตําแหน่งเลขาธิการสํานักงาน สถิติแห่งชาติคนแรก คนปัจจุบันอยู่บนบัลลังก์ เมื่อสักครู่ก็ได้ยินเสียงท่านใช่ไหมครับ เมื่อกี้ท่านเลขาปัจจุบันหรือเปล่าครับ ก็ไม่เป็นอะไร เรามาดูอันนี้พระราชบัญญัติการสถิติ พยากรณ์ พุทธศักราช ๒๔๗๙ ท่านเคยเห็นไหมครับผมไปดูมาแล้วโบราณมาก เปลี่ยนแปลง การปกครองได้เพียง ๕ ปีมีพระราชบัญญัติฉบับนี้แล้วพูดถึงเรื่องสถิติพยากรณ์ ก็ทํามาอย่าง ลุ่ม ๆ ดอน ๆ แล้วก็มาทันสมัยในระยะหลังนะครับ ปัจจุบันนี้ท่านใช้อะไร ท่านใช้ พระราชบัญญัติสถิติ พ.ศ. ๒๕๕๐ ปัจจุบันนี้ ที่เมื่อกี้ผมนํารูปของศาลากลางขึ้นมาเพราะผม มีข้อเสนอข้อแรกว่า เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ต่อไปครับ

ข้อที่ ๑ การบริการประชาชน โดยใช้สถิติของท่านต้องมีการทําเป็นระบบ อย่างที่ท่านกล่าวแล้ว มีถึง ๒๑ คณะอนุกรรมการ จังหวัดทุกจังหวัดมีนะครับ อย่างวัน สตอป เซอร์วิส (One stop service) ที่เราพูดก็ติดปากว่าไปที่เดียวแล้วบริการประชาชนได้ครบ ในอดีตรัฐบาลก่อน ๆ รวมทั้งกระทรวงมหาดไทย สมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพ ท่านออกแบบศาลากลางไว้ทําอะไรคือวัน สตอป เซอร์วิส (One stop service) คือไปแล้ว คุณจะขึ้นทะเบียนทหาร จะทําอะไร ทําได้หมด หรือไม่จริงครับ ต่อมาราชการส่วนต่าง ๆ มันแออัดร้อยแปดจิปาถะก็ขอเป็นอิสระแยกตัวไปตั้งที่โน่น ประชาชนก็ลําบากอยู่กัน คนละมุมเมืองเลยนะครับ ต่อไปครับภาพที่เสนอท่านเมื่อกี้นี้คือที่ว่าการอําเภอก็เช่นเดียวกัน ในระดับรากลึกมันก็คือเป็นศูนย์บริการประชาชน มีอะไรทุกข์สุขถามบอกไปนายอําเภอท่าน จัดการให้ได้หมด เดี๋ยวนี้เราก็แยกไปปศุสัตว์จังหวัด เกษตร สัสดีแยกไปหมด ยกตัวอย่างนะ ผมอยากจะกราบเรียนว่าวัน สตอป เซอร์วิส (One stop service) จะช่วยอย่างนี้นะ ทําให้งานของท่าน สถิติของท่านที่กําลังเสนอประสบความสําเร็จ บริการประชาชน ในที่เดียวกัน

ข้อ ๒ ครับท่านประธานขออนุญาตนิดได้ไหมครับ ข้อที่ ๒ งานระบบสถิติแห่งชาติ ท่านต้องใช้บัตรประจําตัวประชาชน ผมทําบัตรประจําตัวประชาชนมาแล้วก็คือเอาขึ้น เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) เดี๋ยวเขาจะบอกเอารูปผมเข้าไป ขึ้นไปนี้นะ เขาเอาออกไป แล้วนะครับ ๑๓ หลักเป็นตัวตั้ง ถามว่าถ้าผมมีบัตรประจําตัวประชาชนใบเดียวแล้วผมไปทํา อะไรกับราชการได้หมด ไม่ต้องไปขอทะเบียนบ้านร้อยแปดจิปาถะนี้ ผมคิดว่านั่นคือการ บริการประชาชน เช่นเดียวกับเมื่อ ๑๐ ปี ๒๐ ปีที่แล้ว เราจะทําเขาเรียกอะไรพาสปอร์ต (Passport) ไปต่างประเทศ โอ้โหต้องใช้เส้น ต้องขอ ต้อง ๕ เดือน ๓ เดือนกว่าจะได้นะ เดี๋ยวนี้ท่านไปเลยที่กรมการกงสุลบัตรประจําตัวประชาชนใบเดียวบอกเลยว่าอีก ๓ วัน ๕ วัน ไปรับได้ ถ้าท่านใช้เลข ๑๓ หลักทําพื้นฐานของสถิติทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นรวยจนร้อยแปด เสียภาษี ผมคิดว่านั่นคือจะทําให้งานของท่านกรรมาธิการเดินไปได้อย่าง เขาเรียกว่าอะไร เหมือนรถวิ่งฉิวไปได้ดี อันนี้ก็ฝากท่านไว้

เรื่องที่ ๓ ท่านต้องพัฒนาระบบเมื่อกี้ท่านกรรมาธิการก็พูดแล้ว ระบบไอที (IT) เข้ามาจัดการทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคให้เป็นระบบเดียวกันให้ได้ ต่อไปใครก็ตาม จะเข้าเรียนหนังสือร้อยแปดจิปาถะนะทําอะไรก็ตามถือบัตรประชาชนไป ถ้าไม่มีบัตรประชาชนไม่ได้ ต้องถือบัตรประชาชนติดตัวไปเสมอ และเราจะได้รับบริการในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะทํามาค้าขาย จะลงทุนกี่ล้านก็ตามใช้บัตรประชาชนใบเดียว แล้วก็เก็บข้อมูล แต่อย่างไรผมนําเสนออย่างนี้แล้วผมก็ติติงท่านไปว่าท่านต้องมีระบบเขาเรียกว่า เซฟตี้ (Safety) หรือระบบการเข้าถึงข้อมูลในระดับต่าง ๆ ไม่ใช่ใครก็เข้าไปในฐานข้อมูล ประชาชนยังต้องการความมั่นใจว่าข้อมูลที่เขาให้ หรือผ่านเขาเรียกอะไร บัตรประชาชน ของเรานี้จะเป็นเรื่องของความลับเฉพาะตัวในบางเรื่อง เช่นเขาป่วยเป็นโรคอะไร เมื่อเราใช้ บัตร ๑๓ หลัก บัตรประชาชนนี้เข้าถึงข้อมูลและท่านจะไปรักษาที่โรงพยาบาลไหนจะรู้เลยว่า นายสุรินทร์เมื่อวานไปโรงพยาบาลราชวิถีมา เมื่อเช้าก่อนมานี่ไปโรงพยาบาลวชิระมา เอายาไปแล้ว ๓ กํา ๕ กํา หมอคนไหนรักษาอะไร รักษาเมื่อไร ใช้ยาอะไรเขาจะรู้หมด ถ้าเป็นเกษตรกรไปขอความช่วยเหลือจากสํานักงานเกษตรนี้นะครับ ขออะไรบ้าง ได้อะไรไปบ้าง ถ้าทุกคนสามารถทําอย่างนี้ได้ ผมคิดว่างานของท่านกรรมาธิการที่เสนอนี้จะสมบูรณ์ แล้วก็จะต้องให้ทุกจังหวัดเร่งรัดการทําข้อมูลที่เป็นจริงตลอดเวลาและเป็นปัจจุบัน ที่ผมกราบเรียนมาด้วยความเคารพก็หวังว่าบัตรประชาชนที่เรามีอยู่ในคนทุกคนนี้นับตั้งแต่ เกิดจนถึงหมดอายุไขไปนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการทํางานของกรรมาธิการชุดนี้ แต่ถ้าไม่ใช้ เลข ๑๓ หลักเป็นตัวตั้ง ผมคิดว่างานก็จะลุ่ม ๆ ดอน ๆ ต่อไปอีกนาน ด้วยความเคารพ ผมนําเสนอแค่นี้ครับ