พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ หารือถึงความจำเป็นในการปฏิรูประบบสถิติของประเทศ โดยเน้นย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างต้องตามด้วยการพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งในด้านความเข้าใจข้อมูลและการใช้สถิติเพื่อการตัดสินใจ พร้อมเสนอให้ทุกหน่วยงานมีดัชนีชี้วัดผลกระทบ (Impact) ของผลงาน ไม่ใช่เพียงกระบวนการ รวมถึงเรียกร้องให้สำนักงานสถิติแห่งชาติสนับสนุนการกำหนดตัวชี้วัดร่วมในระดับชาติที่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล และเชื่อมโยงกับการจัดสรรงบประมาณอย่างเป็นระบบ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิก สปท. ที่เคารพทุกท่านนะคะ ดิฉันก็เช่นเดียวกับท่านอื่น ๆ ที่ได้อภิปรายมา ดิฉันคิดว่าเรื่องสถิติเป็นเรื่องที่สําคัญแล้วก็มีประโยชน์มากอยากจะเห็น การปฏิรูปมานานแล้วนะคะ ในรายงานของท่านท่านได้พูดถึงโครงสร้างของการปฏิรูป โครงสร้างของระบบเศรษฐกิจ ซึ่งได้ทําอย่างค่อนข้างจะครอบคลุม แต่สิ่งที่ดิฉันคิดว่า มันสําคัญมากกว่านั้นก็คือสิ่งที่จะเป็นเอาต์พุต (Output) ของระบบอันนี้ออกมาแล้วจะเกิด อะไรขึ้น ที่ท่านพูดถึงปัญหาโดยเฉพาะข้อ ๔.๓ ในหน้า ๑๘ ดิฉันคิดว่ามันสําคัญมากเลย ไม่ว่าโครงสร้างจะปฏิรูปได้ดีอย่างไร ถ้าหากว่าองค์ความรู้ทางด้านสถิติของหน่วยงานรัฐ ไม่เพียงพอ ท่านระบุมาชัดเจนว่าผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานต่าง ๆ ไม่เห็นภาพอนาคต ของระบบข้อมูลสถิติของประเทศและทิศทางการพัฒนาที่ชัดเจน เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ ไม่เห็นความแตกต่างจากระบบงานเดิม อีกทั้งหน่วยงานของรัฐหลายแห่งไม่มีนโยบาย การดําเนินงานด้านสถิติ อันนี้ก็เป็นที่น่ากลัวว่าถ้าหากว่าสิ่งเหล่านี้ยังดําเนินการไปอยู่ ไม่ว่าเราจะสร้างระบบขึ้นมา เราจะลงทุนด้วยเทคโนโลยีที่มีราคาแพง เครื่องมือเครื่องไม้ อะไรต่าง ๆ แต่ถ้าหากว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่สนใจ แล้วก็ไม่มีความรู้ในการที่จะใช้เหล่านั้น ให้เป็นประโยชน์ เรื่องของสถิติบางทีมันรู้สึกเหมือนกับว่าเป็นเรื่องยาก เข้าใจยาก แต่ดิฉัน คิดว่าในสมัยนี้จําเป็น โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐที่จะต้องรู้จักใช้ข้อมูลให้เป็น เพราะว่าข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้คือนํามาใช้ในการพัฒนาประเทศ แล้วก็อยากจะให้นํามาใช้อีก เรื่องหนึ่งก็คือการติดตามกํากับและประเมินผลการทํางานของหน่วยงานด้วยนะคะ เพราะถ้านําเรื่องนั้นมาใช้แล้วก็เป็นการบังคับไปในตัวว่าผู้บริหารระดับสูงและเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องทุกระดับจําเป็นจะต้องเข้าใจในเรื่องนี้นะคะ ก็อยากจะเสนอแนะว่าดัชนี ทุกหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องจําเป็นที่จะต้องมีดัชนีชี้วัดผลกระทบการทํางานหรืออิมแพกต์ (Impact) ของการทํางานของหน่วยงานทุกหน่วยงาน กระทรวงสาธารณสุขก็ต้องมีดัชนีชี้วัด ความสําเร็จของกระทรวงสาธารณสุขว่าจะวัดด้วยอะไร จะวัดด้วยความยืนยาวของชีวิต ของคนไทยที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ จะวัดด้วยอัตราการตายที่ลดลงหรือไม่ จะวัดด้วยดัชนีชี้วัดอะไร อันนั้นก็เป็นสิ่งที่กระทรวงสาธารณสุขควรจะทําความเข้าใจประสานงานกับสํานักงานสถิติแห่งชาติ คือดิฉันคิดว่าลําพังศักยภาพของสํานักงานสถิติแห่งชาติก็มีเพียงพอ แต่ท่านอาจจะต้องการ เจ้าหน้าที่เพิ่มขึ้น บุคลากรที่มีความรู้หลากหลายที่จะเชื่อมโยงกับทุกหน่วยงานได้ เคยเห็น เจ้าหน้าที่สํานักงานสถิติแห่งชาติบางครั้งทํางานประสานกับกระทรวงสาธารณสุขในครั้งแรก ท่านก็ยังงงกับข้อมูลที่กระทรวงต้องการและตัวอินดิเคเตอร์ (Indicator) ที่กระทรวงจะใช้อยู่นะคะ เพราะฉะนั้นอย่างในด้านพลังงานท่านก็ต้องมีอย่างน้อยเจ้าหน้าที่ที่จะประสานกับกระทรวงพลังงาน ได้อย่างมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ แต่มันจะต้องเริ่มต้นด้วยการกําหนดว่าทุกหน่วยงาน จําเป็นจะต้องมีดัชนีชี้วัดความสําเร็จของหน่วยงาน ซึ่งมันเป็นเอาต์คัม (Outcome) หรือว่าอิมแพกต์ (Impact) ไม่ใช่เฉพาะดัชนีชี้วัดกระบวนการโพรเซส (Process) ว่าประชุม ไปกี่ครั้ง มีจํานวนผู้เข้าประชุมกี่คน แต่ประชุมแล้วได้ผลอะไรบ้างและมันเกิดผลกระทบอะไรบ้าง เช่น ท่านให้สุขศึกษา ให้ความรู้ ไม่จําเป็นที่ว่าประชาชนจะเข้ามาฟังกี่คนหรืออะไรก็ตามที ความรู้นี้ทําให้พฤติกรรมเขาเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นหรือไม่ และสุดท้ายก็คือการเกิดโรค อันเนื่องมาจากพฤติกรรมนั้นลดลงหรือไม่ อันนี้น่าจะเป็นอินดิเคเตอร์ (Indicator) ที่หน่วยงานทั้งหลายจําเป็นจะต้องกําหนดขึ้นมา แล้วก็ให้เป็นข้อมูลร่วมในระดับชาติ เช่นเดียวกันในระดับประเทศก็จําเป็นที่จะต้องมีกลุ่มของดัชนีที่ชี้วัดประเทศตามนโยบาย ของรัฐบาล เช่นในขณะนี้รัฐบาลมีนโยบายที่จะต้องลดความเหลื่อมล้ําก็จําเป็นที่จะต้อง ประกาศว่าดัชนีที่จะชี้วัดความสําเร็จนี้จะวัดด้วยอะไรว่ารัฐบาลทํางานสําเร็จในการลด ความเหลื่อมล้ํา เหลื่อมล้ําทางด้านเศรษฐกิจท่านจะใช้ดัชนีชี้วัดอะไร อันนี้ก็จําเป็นที่ สํานักงานสถิติจะแนะนํารัฐบาลแล้วก็นําไปสู่การเก็บข้อมูลเพื่อที่จะตอบสนองต่อดัชนีชี้วัด เหล่านั้น เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่สํานักงานสถิติแห่งชาติหรือกรรมการสถิติแห่งชาติ จําเป็นที่จะต้องทํางานร่วมกับรัฐบาลและควรจะประกาศให้ประชาชนได้ทราบ แล้วก็ลิงก์ (Link) ไปสู่การกําหนดงบประมาณรายจ่ายประจําปีด้วยว่ามันจะเชื่อมโยงกับสิ่งที่เป็น อินดิเคเตอร์ (Indicator) ที่จะวัดความสําเร็จของงานของแต่ละหน่วยงานนั้น ๆ ได้อย่างไร ถ้าหากว่ามันมีอินดิเคเตอร์ (Indicator) เหล่านี้ทั้งในระดับชาติ และในระดับของหน่วยงาน มันก็เป็นเรื่องที่ผลักดันหรือฟอร์ซ (Force) ผู้บริหารอยู่เอง โดยเฉพาะผู้บริหารระดับสูง ที่จะต้องมอนิเตอร์ (Monitor) สิ่งเหล่านี้ จะต้องทําความเข้าใจ และต่อไปก็อาจจะเป็นไครทีเรีย (Criteria) ที่ว่าถ้าหากว่าอยากจะเป็นผู้บริหารระดับสูง อยากจะเป็นรัฐมนตรีก็ควรจะมี ความรู้ในเรื่องนี้เราก็จะได้นักการเมืองที่มีความสามารถขึ้น เพราะดิฉันคิดว่าถ้าหากว่าเรา พัฒนาประเทศโดยไม่มีตัวชี้วัดที่ชัดเจน ไม่มีเหตุผลเชิงประจักษ์ที่จะมาประกอบพิสูจน์ ผลงานอันนี้ก็เป็นเรื่องที่น่ากลัวสําหรับอนาคตของประเทศ ก็อยากจะเสนอแนะว่ามันจะต้อง มาช่วยกันไม่ใช่ว่ามีแต่เฉพาะโครงสร้างของระบบงาน แต่ควรจะเป็นข้อกําหนดว่าเราจะให้ โครงสร้างนั้นดําเนินไปอย่างไร จะต้องมีตัวช่วย ดิฉันคิดว่าอินดิเคเตอร์ (Indicator) ในการที่ จะวัดผลงานจะเป็นตัวช่วยทั้งในระดับประเทศและในระดับของหน่วยงานทุกหน่วยงาน ควรจะต้องกําหนดตัวชี้วัดความสัมฤทธิผลของหน่วยงาน ก็รู้สึกว่าจะมีเท่านี้ละค่ะ ขอบพระคุณค่ะ