กิตติ กิตติโชควัฒนา หารือถึงความจำเป็นในการส่งเสริมคนดีและกีดกันคนไม่ดีออกจากวงการเมือง โดยเน้นบทบาทของพลเมือง ต้นทุนทางสังคมของนักการเมือง และความอ่อนแอของกลไกรัฐ พร้อมเสนอให้สร้างภูมิคุ้มกันทางจริยธรรมและจิตสำนึกให้กับประชาชนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะนักการเมืองที่ต้องมีความซื่อสัตย์ พร้อมเรียกร้องให้คนดี คนเก่ง และคนกล้าลุกขึ้นแสดงบทบาทอย่างกล้าหาญในยามวิกฤติ ไม่เพียงแต่รอจังหวะหรืออยู่เฉยเมื่อเกิดวิกฤติบ้านเมือง
กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม นายกิตติ กิตติโชควัฒนา สปท. ๑๐ จากจังหวัดยะลาครับท่านประธาน ท่านประธานครับ สิ่งที่ท่านคณะกรรมาธิการได้นําเสนอในวันนี้นั้นล้วนแต่เป็นสิ่งที่มีคุณค่าเป็นประโยชน์ สอดคล้องกับพระบรมราโชวาทของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ได้ทรงตรัสไว้ว่า บ้านเมืองมีทั้งคนดี และคนไม่ดี ไม่มีใครสามารถที่จะทําให้คนในบ้านในเมืองเป็นคนดีทั้งหมด การที่จะทําให้ บ้านเมืองมีความปกติสุขนั้นก็อยู่ที่ว่าส่งเสริมคนดีให้มามีอํานาจหน้าที่ปกครองบ้านเมืองและ ในขณะเดียวกันก็กีดกันคนไม่ดี โดยสรุปอย่างนี้ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นในวันนี้ สิ่งที่เรากําลังพูดคุยหารือกันนั้นก็คือเรื่องที่สอดคล้องกับพระบรมราโชวาทของในหลวง ที่ทรงตรัสว่าทําอย่างไรเราจะส่งเสริมคนดี ทําอย่างไรเราจะกีดกันคนไม่ดีเข้ามาเกี่ยวข้องกับ อํานาจหน้าที่ดูแลบ้านเมืองเกิดความวุ่นวายอย่างอดีตที่เป็นกันอยู่ในขณะนี้ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าประเทศไทยเรานั้นถ้าหากว่าเรายังปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้น นักการเมืองก็ยังเป็นทรัพยากรที่มีค่า คู่บ้านเมืองคู่เมืองเราอยู่ มันก็คงจะต้องเป็นอย่างนี้ตลอดไปจนกว่าประเทศไทยจะไม่มี ถ้าในระบอบประชาธิปไตยก็ต้องมี ส.ส. อยู่ดี หรือ ส.ว. ก็ตามแต่ แต่ทําอย่างไรที่เรากําลัง พูดคุยกันนั้นก็คือว่าทําอย่างไรจะให้พลเมืองไทยนี่ไม่เลือกคนที่ไม่ดีเพื่อมาเป็นต้นแบบ ทําอย่างไรจะให้พลเมืองไทยเรานี่ไม่เลือกคนที่ไม่ดี มีจิตใจที่ส่อไปในทางไม่ซื่อ ทุจริต มาเป็นต้นแบบ อันนี้ผมคิดว่าน่าจะเป็นหัวใจในการคิด เพราะฉะนั้นในสิ่งเหล่านี้เราจะเห็น ได้ว่าในกฎหมายรัฐธรรมนูญได้เขียนไว้ละเอียดรอบคอบ แล้วก็จะออกกฎหมายลูกอะไร อีกเยอะแยะมากมายเพื่อกีดกันคนที่ไม่ดีจะได้ไม่ขึ้นมาเป็นต้นแบบให้เยาวชน หรือคนที่จะ เป็นผู้นําตามมานี่ได้เอามาเป็นแบบอย่าง อันนี้เรากําลังพูดคุยกําลังทํากันอยู่ ซึ่งผมเองนั้น ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์หรือไม่ ถ้าหากว่าเราจะทบทวนความหลังสมัยนั้น กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ออกรายละเอียดในเรื่องของการกําหนดคุณสมบัติของผู้ที่มีสิทธิ ออกเสียงเลือกตั้ง ก็ไม่แพ้กับคุณสมบัติขณะนี้ก็คือเลือกอย่างไรคุณสมบัติคนที่จะเป็นผู้แทน จะต้องมีอะไรบ้าง ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ เยอะแยะมากมายรวมไปตลอดจนถึงวิธีการเลือก และละเอียด ส่วนชาวบ้านนั้นก็แนะนําบอกว่าให้เลือกคนดีที่สุด ถ้าเลือกคนที่ดีสุดไม่ได้ ก็ให้เลือกคนเลวน้อยที่สุดเราก็ว่ากันอย่างนั้นครับ แต่ในที่สุดมันก็เป็นอย่างที่สุดในขณะนี้ ที่ผ่านมาท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นความหนักใจมันจึงไม่ใช่อยู่ที่ตัวหนังสือที่เรา ขีด ๆ เขียน ๆ ร่างเป็นกฎหมาย กําหนดเป็นบทลงโทษรวมไปตลอดจนถึงการมีองค์กรอิสระ เข้ามาทําหน้าที่ในการตรวจสอบอย่างเข้มข้นหรือไม่ก็แล้วแต่ ท่านประธานครับ ผมคิดว่า นักการเมืองที่มาไม่ใช่อยู่โดด ๆ และมาเป็นนักการเมืองก็มาจากทุกสาขาอาชีพ วันนี้เราติเตียน ตําหนินักการเมืองเยอะแยะ แต่ความจริงมันก็มีต้นทุนที่มา เช่นบางท่านก็มาจากนักธุรกิจ บางท่านก็มาจากนายทหาร บางท่านก็มาจากนายตํารวจ บางท่านก็มาจากผู้ว่า เกษตรกร นายธนาคารอะไรเยอะแยะมากมายที่คุณสมบัติภูมิหลังของนักการเมืองก็มาจากที่มา เยอะแยะมากมาย ไม่ใช่มาโดด ๆ แบบเป็นนักการเมืองมาเลย เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมี นักการเมืองโดด ๆ อย่างนี้ผมคิดว่าน่าจะไม่ถูกต้อง ก็ต้องดูว่าภูมิหลังที่มาของคนที่จะเป็น นักการเมืองต้นทุนที่มาเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะต้องเตรียมการก็คือต้นทุนจาก ที่มาอย่างเมื่อกี้ ท่านชิดชัยก็พูดถึง ขอโทษที่ได้กล่าวนามก็คือเรื่องของเราที่จะต้องเตรียม ความพร้อมคนที่จะมาเป็นนักการเมืองจากแหล่งต้นทุนต่าง ๆ ให้พร้อมเสียก่อน แต่ในขณะเดียวกันของวันนี้ที่จะเป็นต่อเราก็ต้องดูแลให้ดีเช่นกัน ก็คงจะต้องมีมาตรการ เข้มงวดกวดขันในเรื่ององค์กรอิสระ แต่สิ่งที่คนจะมาเป็นนักการเมืองนั้นมันก็ไม่แคล้ว จากพลเมือง เพราะฉะนั้นทําอย่างไรในการเข้ามามีส่วนของพลเมืองที่จะมาเป็นนักการเมือง โดยรวมไปตลอดจนถึงการที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบหลังจากที่ได้รับเลือกไปแล้ว รวมไปตลอดจนถึงกลไกของรัฐต่าง ๆ ที่เราพูดถึง ถ้าโดยสรุปถ้าถามผมในขณะนี้นั้นที่ผ่านมา ท่านประธานครับ ผมคิดว่าเหตุที่เกิดขึ้นได้นั้นเพราะกลไกของรัฐอ่อนแอทั้งระบบก็ว่าได้ เราเห็น ๑ ผิดพลาดเราก็เฉย คิดว่า ๑ ไม่เป็นอะไร แต่ ๑ ไม่เป็นอะไร ๒ มันจะตามมา ๔ มันจะตามมาเพราะคนไทยเรานั้นเห็นของไม่ดี ถ้ามันดัง มันโด่งมีเสียงเชียร์รอบด้าน ก็จะเอาอย่าง อันนี้อันตราย การเมินเฉยนั้นเท่ากับปล่อยโอกาสให้คนคิดไม่ดีเข้ามามีบทบาท ถือโอกาสเพราะคนไม่ดีมองเห็นว่าเราทําไม่ดีไปอย่างหนึ่งแล้วนี่ คนออกมาเชียร์เยอะแยะ มากมายปรบมือเฮโลกันก็จะเอาอย่างทําตาม เพราะต้นแบบอย่างนี้กลไกของรัฐอย่างนี้ ผมคิดว่าทางราชการคงจะต้องเอาจริงเอาจังในเรื่องของการเข้มงวดกวดขัน ซึ่งความจริง ในการปกครองบ้านเมืองนั้นผมคิดว่ากลไกของรัฐจะต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง ไม่อย่างนั้น มันจะไม่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราพูดคุยกันเรื่องพรรคการเมือง เรื่องอะไรต่ออะไร ต่าง ๆ นั้นก็อยากจะให้ไปดูเรื่องความเอาจริงเอาจังในเรื่องของการขับเคลื่อนเข้มงวดกวดขัน ในเรื่องของการยึดถือกฎหมายเวลาออกไปแล้วได้เอาจริงเอาจังอย่างไร ถ้ายังไม่เอาจริงเอาจัง อย่างไรผมคิดว่าคนที่ไม่ดีมันมีอยู่ตลอดเวลา อย่างที่ในหลวงทรงตรัสไว้มันมีทั้งคนดีและ คนไม่ดี คนไม่ดีฉลาดครับ พยายามทําความดีไว้เยอะ แต่ในขณะเดียวกันของไม่ดีก็ทําไปคู่กับ ความไม่ดีคู่กันไปเพื่อซ่อนเร้นในสิ่งที่ตนเองอยากจะทําแต่ยังไม่มีโอกาส ไม่ถึงเวลา ก็ทําดีให้ เห็นเป็นที่ประจักษ์อย่างที่หลายท่านพูดไว้แล้วก็เฮโล ดีใจว่าเราได้เลือกคนดี แต่ที่ไหนได้พอไปสบโอกาสมีเวลา ความไม่ดีมันก็บังเกิดขึ้นอย่างที่เรา ไม่คาดคิด และประการสําคัญสิ่งที่อยากจะฝากท่านกรรมาธิการก็คือว่าเราคงจะต้องมี มาตรการที่เข้มงวดตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป คนที่จะมาเป็นวันนี้หรือคนที่จะเป็นโอกาสหน้า เพราะสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครองประเทศนั้นเราต้องมองไกล ต้องวางแผน ระยะยาวว่า ๕ ปี ๑๐ ปี ๒๐ ปีนั้นเราจะได้คนดีมาเป็นผู้นําประเทศ เราจะต้องกําหนด มาตรการทิศทางอย่างไร ไม่อย่างนั้นเอาเฉพาะหน้าเขียนตําราเสร็จก็เอาไปท่อง ในที่สุด ก็ไม่เอาจริงเอาจังทํากัน
อีกประการหนึ่งที่อยากจะฝากก็คือการสร้างภูมิคุ้มกันอย่างที่กล่าว อันนี้ ผมคิดว่าต้องอยู่ในทุกเพศ ทุกวัย ทุกสาขาอาชีพ ต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้กับพลเมือง ของคนไทยทุกเพศ ทุกวัย ทุกสาขาอาชีพ ทุกขั้นตอนให้มันละเอียดด้วยซ้ําไป เพราะเรา ถือว่าการเป็นนักการเมืองนั้นก็คือผู้ที่มาถือบังเหียนของประเทศทําให้บ้านเมืองนั้น เป็นอย่างไรได้โดยง่ายถ้าหากว่าความคิดไม่ซื่อ
อีกประการหนึ่งที่อยากจะฝากครับ คนดี คนเก่ง คนกล้านั้นในยามปกติเยอะ แต่ยามวิกฤตนั้นคนดี คนเก่ง ความกล้ามันหายไป เพราะฉะนั้นทําอย่างไรคนดี คนเก่ง ในยามปกติที่มีอยู่ที่มีความรู้ความสามารถ พอยามวิกฤตอยากจะให้คนดี คนเก่ง ทั้งในที่แจ้ง ที่มืด ที่ไหนก็แล้วแต่ที่มีความรู้ความสามารถได้กล้าแสดงออก ออกมาปกป้องบ้านเมือง อย่างที่เป็นมา คราวที่แล้วที่มีการออกมายึดอํานาจอันนั้นผมคิดว่าถูกต้อง ต้องคนดี คนเก่ง คนกล้า ยามวิกฤติก็ต้องกล้าแสดงออก ไม่ใช่พอยามวิกฤตเงียบ นั่งเฉย คอยตั้งรับอยู่ว่า เมื่อไรพวกมากค่อยพากันไป อย่างนี้คนดี คนเก่ง มันไม่ใช่กล้าแล้วครับ คอยจังหวะดูว่า ข้างไหนมากไปตามนั้น อันนี้เท่ากับว่าดีเก่งที่ผ่านมามันไร้ประโยชน์ ขออนุญาตนําเรียน เพื่อเป็นข้อเสนอแนะเล็กน้อยเท่านี้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ