รายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๕๕/๒๕๕๙
วันจันทร์ที่ ๓๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙
ณ ตึกรัฐสภา
- ๒/๑
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม
รับรองรายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๓๓/๒๕๕๙ วันจันทร์ที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๙
ครั้งที่ ๓๔/๒๕๕๙ วันอังคารที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๕๙
ซึ่งได้วางไว้ให้ท่านสมาชิกตรวจดูแล้ว เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ บริเวณห้องรับรองสมาชิก ชั้น ๑ อาคารรัฐสภา ๑ และหอสมุดรัฐสภา ก่อนที่จะเสนอ ให้ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศรับรองนะครับ
(ไม่มีสมาชิกขอแก้ไข)
เมื่อไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่นถือว่าที่ประชุมรับรองรายงานการประชุมดังกล่าวนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
๓.๑ รายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เรื่อง (ร่าง) ระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารการประชาสัมพันธ์ในภาครัฐ เพื่อความโปร่งใส พ.ศ. ....
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
ด้วยประธานกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ได้มีหนังสือขออนุญาตให้ท่านสมชาติ เจศรีชัย อนุกรรมาธิการและเลขานุการคณะอนุกรรมาธิการศึกษาและเสนอแนะมาตรการและกลไก ในการปลูกฝังและป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ เข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูล ที่เกี่ยวข้องและตอบประเด็นข้อซักถามของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งได้พิจารณาแล้ว จึงได้อนุญาต ขอเชิญผู้มีรายชื่อดังกล่าวเข้าร่วมประชุมชี้แจงต่อที่ประชุม
สําหรับรายชื่อผู้นําเสนอและชี้แจง ก็มีดังนี้นะครับ ๑. ท่านปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ อดีตประธานกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ ๒. ท่านอนุสิษฐ คุณากร ประธานอนุกรรมาธิการศึกษาและเสนอแนะ มาตรการและกลไกในการปลูกฝังและป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ กรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ป.ป.ท. อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ๓. ท่านวสันต์ ภัยหลีกลี้ เลขานุการกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อ ปลอดภัยและสร้างสรรค์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมการผู้อํานวยการใหญ่ บมจ. อสมท. ๔. ท่านสมชาติ เจศรีชัย ท่านเป็นอดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ด้านกิจการการบริหารกลาง สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอเรียนเชิญท่านปานเทพ กล้าณรงค์ราญ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ สมาชิก สปท. กรรมาธิการวิสามัญ ป.ป.ช. ขอเสนอรายงาน เรื่อง (ร่าง) ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์ และวิธีการบริหารการประชาสัมพันธ์ในภาครัฐเพื่อความโปร่งใส พ.ศ. ....
เหตุผลที่นําเสนอเรื่องนี้เนื่องจากว่าเป็นวาระการปฏิรูปที่ส่งต่อมาจาก สปช. และเกี่ยวเนื่องกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในเรื่องการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้งบประมาณในการประชาสัมพันธ์ยังไม่คุ้มค่าและไม่มีประสิทธิภาพ ที่สามารถจะวัดผลสัมฤทธิ์ได้
ประการที่ ๒ ก็คือได้มีการแทรกแซงสื่อทั้งทางตรงและทางอ้อมเป็นไป ในลักษณะที่เป็นการกระทําที่เป็นการขัดกันต่อผลประโยชน์
ประการที่ ๓ ก็คือเป็นการประชาสัมพันธ์ในลักษณะที่เป็นการจูงใจ ให้มีการประชาสัมพันธ์ด้วยข้อความ ถ้อยคํา ภาพหรือเสียงที่เป็นประโยชน์ส่วนตัว ของนักการเมือง ข้าราชการการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ
เพราะฉะนั้นจึงเห็นสมควรที่จะได้มีการกํากับดูแล ตรวจสอบ และติดตาม การบริหารการประชาสัมพันธ์ให้มีประสิทธิภาพต่อไป จึงได้เสนอให้มีการจัดตั้ง คณะกรรมาธิการบริหารการประชาสัมพันธ์ในภาครัฐเพื่อความโปร่งใส ที่เรียกว่า กบป. ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้จะมีหน้าที่ในการกําหนดนโยบาย กลยุทธ์ และมาตรการ เพื่อกํากับดูแล และการประชาสัมพันธ์เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความโปร่งใส โดยได้กําหนดเป็นหลักการ และกํากับดูแลให้เป็นไปตามนั้น โดยที่จะให้ส่วนราชการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ไม่ว่าจะ เป็นส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือส่วนราชการต่าง ๆ จะต้องปฏิบัติตาม โดยส่วนราชการนั้น ๆ จะต้องไปออกระเบียบให้สอดคล้องกับระเบียบใหญ่และนอกจากนั้น ถ้าสมมุติว่ากระทําต่าง ๆ ไม่ถูกต้องก็จะได้มีผลในการบังคับ โดยจะต้องส่งเรื่องให้หน่วยงาน ตรวจสอบต่าง ๆ ดําเนินการตามกฎหมายต่อไป เช่นในเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ก็ต้องส่งให้ทางด้านของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดําเนินการตามมาตราของ ป.ป.ช. คือมาตรา ๑๐๐ ต่าง ๆ นอกจากนั้นแล้วจะต้องเป็นไปตามกฎหมายขัดกันแห่งผลประโยชน์ส่วนบุคคลและ ผลประโยชน์ส่วนรวมซึ่งกําลังจะออกเป็นกฎหมายต่อไปนะครับ นอกจากนั้นอาจจะต้อง มีคําจํากัดความเกี่ยวกับเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์เพื่อให้เกิดความชัดเจนขึ้นนะครับ แต่ไม่ได้หมายความว่าคณะกรรมการชุดนี้จะต้องมีหน้าที่ไปอนุมัติแผนการงบประมาณต่าง ๆ ทั้งงบประมาณที่ผ่านพระราชบัญญัติหรืองบประมาณนอกงบประมาณต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่ มากมายเป็นแต่เพียงวางหลักเกณฑ์เพื่อให้การดําเนินงานต่าง ๆ นั้นเป็นไปตามหลักการต่าง ๆ นอกจากนั้นเพื่อความรวดเร็วจึงขอออกเป็นระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีก่อน ซึ่งในปัจจุบันนี้ ก็มีระเบียบของสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการประชาสัมพันธ์ของชาติ พ.ศ. ๒๕๕๓ อยู่แล้ว แต่เป็นกฎหมายระเบียบซึ่งเป็นการประชาสัมพันธ์ของทางราชการ เพราะฉะนั้นเมื่อออก ระเบียบตรงนี้ขึ้นมาก็จะได้ร่วมกันในส่วนของการป้องกันและการปราบปรามการทุจริต เพื่อให้การดําเนินงานต่าง ๆ นี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพตามนโยบายของรัฐบาล และเพื่อความโปร่งใสต่อไปครับ ซึ่งในรายละเอียดต่างๆ ผมจะขออนุญาตให้ท่านอนุสิษฐ คุณากร ท่านประธานอนุกรรมาธิการได้รายงานเรื่องนี้ต่อไปครับ กราบเรียนขออนุญาต ท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ขอเรียนเชิญท่านอนุสิษฐ คุณากร
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและท่านสมาชิกทุกท่านครับ ผม นายอนุสิษฐ คุณากร ลําดับที่ ๑๘๓ ในประเด็นที่คณะกรรมาธิการได้รับมอบหมาย ทั้งเป็นเรื่องสืบเนื่องมาจาก สปช. โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีได้กรุณาให้ความเห็นชอบในหลักการ แล้วก็ส่งเรื่องนี้ กลับมายัง สปท. เพื่อให้ช่วยพิจารณาแนวทางการปฏิบัติ หรือออกเป็นกฎหมายหรือระเบียบ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สามารถกําหนดแนวทางการบริหารจัดการการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ซึ่งในสถานการณ์ที่ผ่านมานั้น เราได้รับรู้รับทราบว่าประเด็นของการทุจริตและประพฤติมิชอบนั้น มีมาอย่างหลากหลายรูปแบบ และที่สําคัญประการหนึ่งก็คือในเรื่องของการทุจริตในภาครัฐ เกี่ยวกับเรื่องของการโฆษณาประชาสัมพันธ์ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้นํามาสู่แนวทางการพิจารณาว่า หลักเกณฑ์และวิธีการที่ถูกกําหนดไว้ในกฎหมายภายในประเทศนั้นมีจุดอ่อน มีช่องว่าง ประการใด ซึ่งจะเห็นได้ว่าตัวพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับงานประชาสัมพันธ์นั้นมีข้อจํากัด อยู่มาก แม้กระทั่งในส่วนของคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติเองก็ได้ถูกกําหนดไว้ ภายใต้ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี โดยมีรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ เครืองาม เป็นประธาน คณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ในส่วนของคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาตินั้น มีประเด็นและอํานาจหน้าที่มุ่งเน้นไปในเรื่องของภารกิจในงานของการประชาสัมพันธ์เป็นหลัก มีภารกิจมุ่งเน้นในเรื่องของการกําหนดยุทธศาสตร์ว่าด้วยการประชาสัมพันธ์ในหลาย ๆ เรื่อง ทั้งตัวยุทธศาสตร์เพื่อสนับสนุนการประชาสัมพันธ์เพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาล มียุทธศาสตร์ในเรื่องของการประชาสัมพันธ์ในภาวะวิกฤติ แล้วยังมียุทธศาสตร์อีกหลายประการ ที่คณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ หรือที่เรียกว่า กปช. เป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องเหล่านี้ สิ่งที่สําคัญก็คือประเด็นของการทุจริตในเรื่องของการโฆษณาประชาสัมพันธ์นั้นเรายังขาด หลักเกณฑ์ ยังขาดวิธีการที่จะนําไปสู่การบริหารจัดการ หรือการกํากับดูแลให้เกิดธรรมาภิบาล ให้เกิดความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ ฉะนั้นสิ่งที่กรรมาธิการได้มอบหมายให้ คณะอนุกรรมาธิการศึกษาเสนอแนะมาตรการและกลไกในการปลูกฝังและป้องกันการทุจริต และประพฤติมิชอบ ซึ่งกระผมเองเป็นประธานอนุกรรมาธิการชุดนี้และร่วมด้วยอนุกรรมาธิการ อีกหลายท่านนะครับ ซึ่งมีรายนามอยู่ในหน้าสุดท้ายของรายงานที่อยู่ในมือของท่านสมาชิกครับ
ประเด็นที่สําคัญ จากงานวิจัยของทีดีอาร์ไอ (TDRI) เองครับ เห็นภาพของ การทุจริตที่มีมาอย่างต่อเนื่อง แล้วอยู่ในวงเงินที่ค่อนข้างน่าตกใจ ในปีนี้เองจากตัวเลข ที่ประมาณการโดยคร่าว ๆ มีมูลค่าเกินกว่าหมื่นล้านบาทขึ้นไป ปัญหาที่เกิดขึ้นในระยะเวลา ที่ผ่านมา
ในประการแรก เรื่องของการแทรกแซงสื่อเพื่อเข้าไปควบคุมและ เอื้อประโยชน์ต่อทั้งด้านการเมืองเองก็ดี ทั้งในส่วนของหัวหน้าหน่วยงานภาครัฐก็ดี ประเด็น เหล่านี้มีประเด็นที่ถูกร้องเรียนกันมาโดยต่อเนื่อง มีการใช้อิทธิพลทางธุรกิจหรือการเมือง แทรกแซงการทํางาน มีการเข้าซื้อหุ้น ซื้อกิจการ มีการใช้อิทธิพลผ่านเครือข่ายทางธุรกิจ ซึ่งไปเชื่อมโยงกับการโฆษณา หรือการถอนโฆษณา มีเรื่องของการใช้อํานาจทางการบริหาร กดดันผู้บริหาร แม้กระทั่งสถานีโทรทัศน์และสถานีวิทยุบางประการโดยไม่ชอบ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มีข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากล แล้วก็นําไปสู่การทุจริต ปัญหา ในเรื่องของการขัดกันแห่งผลประโยชน์ซึ่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวมนั้นก็ได้มีการยกร่างและกํากับในเรื่องเหล่านี้ไว้ สิ่งที่จะ เกิดขึ้นตามมาก็คือปัญหาจากพฤติกรรมของการทุจริตคอร์รัปชันจากการโฆษณา ประชาสัมพันธ์นั้น ทําให้รัฐต้องสูญเสียและสิ้นเปลืองทรัพยากร สูญเสียโอกาสที่จะทําให้ รัฐบาลสามารถบริหารประเทศไปอย่างโปร่งใสอย่างชัดเจน จึงนํามาสู่แนวทางการดําเนินการ ของอนุกรรมาธิการ จากที่ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐบาลโดยอาศัยแนวทางของ สภาปฏิรูปแห่งชาติ คณะอนุกรรมาธิการได้มีการประชุมหารือกันหลายครั้งจนในท้ายที่สุด เรามองเห็นว่างานการบริหารการโฆษณาประชาสัมพันธ์นั้นจําเป็นที่จะต้องมีการปรึกษาหารือ กับฝ่ายบริหาร จึงได้เข้าพบท่านรองวิษณุซึ่งในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมการ ประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ในการเข้าพบครั้งนั้นมีแนวความคิด ๒ ประการครับ
ในประการแรก รัฐบาลอยากจะมีระเบียบ อยากจะมีหลักเกณฑ์และวิธีการ ให้สามารถลงไปกํากับดูแลงานทางด้านการโฆษณาประชาสัมพันธ์ในภาครัฐให้มีความชัดเจน
ในประการที่ ๒ ในระยะยาวเนื่องจาก พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ในส่วนของการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบนั้นขณะนี้อยู่ในระหว่าง การยกร่าง ในระยะยาวจึงมีข้อเสนอว่าน่าจะได้มีการนําภารกิจในส่วนนี้ไปผนวกไว้ใน พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ดังนั้นในวันนี้เอง กรรมาธิการจึงขออนุญาตเสนอต่อที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในมิติในเรื่อง ของการยกร่างระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหาร การประชาสัมพันธ์ในภาครัฐเพื่อความโปร่งใส พ.ศ. ....
การดําเนินการในส่วนที่ผ่านมาเราได้มีการหารือผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลายหน่วยครับ ทั้งผู้แทนของ สปช. ในอดีตเอง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ สํานักงบประมาณ กรมประชาสัมพันธ์ รวมทั้งสํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี และได้มี การศึกษาข้อมูลรายละเอียดต่าง ๆ จากเอกสารทางวิชาการ จนในท้ายที่สุดได้ปรากฏ ข้อเท็จจริงแล้วก็ปรากฏแนวทางหลักเกณฑ์และวิธีการในการที่จะนํามาสู่การยกร่างระเบียบ ชุดนี้ ซึ่งในข้อคิดเห็นและความเห็นของหน่วยงานต่าง ๆ นั้นปรากฏอยู่ในเอกสารรายงาน ที่ผมขออนุญาตไม่กล่าวสรุปในที่นี้นะครับ
สําหรับในประเด็นรายละเอียดเกี่ยวกับสถานการณ์นั้น พอดีทางท่านวสันต์ ซึ่งได้มีการเตรียมการเพื่อจะให้ท่านได้นําเรียนต่อกรรมาธิการเกี่ยวกับรายละเอียดเพิ่มเติม ในส่วนที่เป็นข้อห่วงใยของรัฐบาลและนํามาสู่การปฏิรูปในมิติของการยกร่างระเบียบฉบับนี้ ก็ขออนุญาตทางคุณวสันต์ได้กรุณานําเสนอในส่วนของรายละเอียดความเป็นมาโดยสรุป เพื่อให้กรรมาธิการได้เห็นภาพของการขับเคลื่อนในเรื่องนี้ครับ และหลังจากนั้น ผมขออนุญาตท่านประธานได้นําไปสู่การอธิบายถึงร่างระเบียบโดยคุณสมชาติ เจศรีชัย ในชั้นต้นขออนุญาตทางคุณวสันต์ได้รายงานครับ
ขอบคุณครับ ขอเรียนเชิญท่านวสันต์ ภัยหลีกลี้
กราบเรียนท่านประธานสภาและ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพครับ ผม วสันต์ ภัยหลีกลี้ เลขานุการ กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและ ประพฤติมิชอบ ได้รับมอบหมายให้นําเสนอเรื่องที่มาที่ไปของร่างระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ฉบับนี้นะครับ ก่อนหน้านี้ทางสภาปฏิรูปแห่งชาติ โดยคณะกรรมาธิการปฏิรูปการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบและคณะกรรมาธิการปฏิรูปสื่อสารมวลชนและ เทคโนโลยีสารสนเทศได้ร่วมกันนําเสนอให้มีร่างพระราชบัญญัติขึ้นมาฉบับหนึ่งเพื่อที่จะดูแล ในเรื่องของการโฆษณาประชาสัมพันธ์ของภาครัฐ ทั้งนี้ทั้งนั้นเนื่องจากว่าในช่วงที่ผ่านมา ได้เกิดปัญหา ๒-๓ ประการที่สําคัญ
ประการแรก ก็คือเรื่องการทุจริตหรือเบียดบังเงินงบประมาณของแผ่นดิน ที่ใช้ไปในเรื่องของการโฆษณาประชาสัมพันธ์ของภาครัฐนะครับ ซึ่งปีหนึ่ง ๆ ตกประมาณ ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ ล้านบาท ยังไม่รวมถึงงบที่จัดกิจกรรมในลักษณะที่เรียกกันว่าอีเวนต์ (Event) อีกประมาณจํานวนเท่ากัน รวมแล้วเป็นเงินประมาณ ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท นอกจากการเบียดบังงบประมาณในส่วนนี้ ก็ยังมีปัญหาเรื่องที่มีการนําการโฆษณาประชาสัมพันธ์ของภาครัฐไปโฆษณาตัวบุคคลหรือว่า พรรคการเมือง และที่สําคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือว่ามีการนําเงินส่วนนี้ไปแทรกแซงสื่อ แทรกแซงสื่อเพื่อที่จะให้สื่อเป็นพวกของตัวเอง แทรกแซงสื่อเพื่อที่จะยับยั้งหรือว่า เพื่อที่จะปรามสื่อไม่ให้ทําหน้าที่ของสื่อที่ดี ปัญหาเหล่านี้ทําให้ทางสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้ร่วมกันศึกษาแล้วก็นําเสนอขอให้มีการจัดทําเป็นร่างกฎหมายขึ้นมาเพื่อที่จะจัดการกับ ปัญหาเหล่านี้ เนื่องจากในเรื่องของการเบียดบังเงินงบประมาณมีการเรียกรับผลประโยชน์ ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์ของวงเงินที่ใช้ไป บางกรณีมีการเรียกรับผลประโยชน์ถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์เลยก็มี จากปัญหาตรงนี้ก็มีข้อเสนอที่ชัดเจนออกมา อย่างไรก็ตามทางคณะกรรมาธิการปฏิรูป การป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศแห่งนี้ ได้พิจารณาแล้วเห็นมีรายละเอียดบางอย่างที่ควรจะปรับแก้ไขเพื่อให้สมบูรณ์ ยิ่งขึ้น ก็เลยมีการปรับแก้ข้อเสนอที่ทางสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติได้นําเสนอ โดยที่สําคัญก็คือ หลักการหรือว่าหัวใจของร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวที่เคยนําเสนอในช่วงสภาปฏิรูปแห่งชาติ ยังคงอยู่เหมือนเดิม แต่ว่าปรับในเรื่องของหน่วยงานที่จะรับผิดชอบ จากเดิมที่เสนอว่า ควรจะเป็นสํานักงบประมาณก็ได้มีการปรับแก้ให้เป็นสํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี แล้วก็จากเดิมที่เห็นว่าควรจะเป็นในรูปกฎหมายก็ได้มีการพูดคุยกันว่าเพื่อความรวดเร็วแล้วก็ ให้มีการปฏิบัติได้ในช่วงระยะอันใกล้นี้เห็นควรปรับแก้เป็นระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีนะครับ เนื้อหาสาระอื่น ๆ ก็ยังคงอยู่เช่นเดิม โดยมีวัตถุประสงค์ก็คือว่าเพื่อป้องกันการทุจริต เพื่อป้องกันปัญหาการขัดกันแห่งผลประโยชน์คือใช้เงินของหลวงตรงนี้ไปเป็นประโยชน์ ส่วนตัว หรือว่าของพรรคพวก ของพรรคการเมือง แล้วอีกประการสําคัญก็คือว่าเพื่อป้องกัน การใช้เงินส่วนนี้ไปแทรกแซงสื่อทําให้สื่อไม่สามารถทําหน้าที่ได้โดยอิสระ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ
ขอบคุณนะครับ ต่อไปขอเรียนเชิญท่านสมชาติ เจศรีชัย
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสมชาติ เจศรีชัย เลขานุการของคณะอนุกรรมาธิการ ศึกษาและเสนอแนะมาตรการและกลไกในการปลูกฝังและป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ เรื่องของระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารการประชาสัมพันธ์ ภาครัฐเพื่อความโปร่งใส มีจุดมุ่งหมายที่สําคัญอยู่ด้วยกัน ๓ ประการ ดังเช่นที่ท่านประธาน ปานเทพได้นําเรียนที่ประชุมไปแล้ว ก็คือการมุ่งที่จะให้การประชาสัมพันธ์ภาครัฐเป็นไปด้วย ความโปร่งใส คุ้มค่า ปราศจากการทุจริต สามารถตรวจสอบได้ ไม่มีการแทรกแซงสื่อ และประการสุดท้ายก็คือป้องกันในเรื่องของการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ในส่วนของ ร่างระเบียบนี้มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด ๔ ส่วน
ส่วนแรกจะเป็นเรื่องของคณะกรรมการบริหารการประชาสัมพันธ์ในภาครัฐ เพื่อความโปร่งใสซึ่งอยู่ในข้อ ๕ ถึงข้อ ๑๕ ในส่วนของข้อ ๕ นั้นจะพูดถึงองค์ประกอบของ คณะกรรมการบริหารการประชาสัมพันธ์ในภาครัฐเพื่อความโปร่งใส หรือ กบป. ซึ่งในโครงสร้างของคณะกรรมการชุดนี้จะมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด ๔ ส่วน
ส่วนแรกก็คือประธานกรรมการ ซึ่งได้แก่ รองนายกรัฐมนตรีซึ่งท่าน นายกรัฐมนตรีมอบหมาย
ส่วนที่ ๒ ก็เป็นคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด ๕ ด้าน คือ ด้านวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ด้านที่ ๒ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ด้านที่ ๓ ด้านการบริหารการประชาสัมพันธ์ ด้านที่ ๔ ด้านการตลาด และด้านที่ ๕ ด้านการโฆษณา
ส่วนองค์ประกอบที่ ๓ ก็คือคณะกรรมการที่มาจากกรรมการโดยตําแหน่ง ก็ประกอบไปด้วยกรรมการโดยตําแหน่ง ๕ ท่าน คือ ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี ผู้อํานวยการ สํานักงบประมาณ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง และเลขาธิการ คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ส่วนที่ ๔ ก็คือส่วนที่เป็นฝ่ายเลขานุการ ก็จะประกอบด้วยผู้อํานวยการ สํานักงานคณะกรรมการบริหารการประชาสัมพันธ์ในภาครัฐเพื่อความโปร่งใส ซึ่งเป็น ส่วนงานหนึ่งในสํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี แล้วก็มีข้าราชการในสํานักงาน เป็นผู้ช่วยเลขานุการ
ในส่วนของอํานาจหน้าที่หลัก ๆ ก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการกําหนด ยุทธศาสตร์ กําหนดนโยบาย มาตรการในการกํากับและติดตามการประชาสัมพันธ์ การส่งเสริมให้มีการบูรณาการในเรื่องของการจัดทําคําของบประมาณ ในเรื่องของการให้ ข้อสังเกตในการดําเนินงานต่อคณะรัฐมนตรี ในการออกประกาศ ข้อบังคับ หรือคําสั่ง ให้หน่วยงานต่าง ๆ ดําเนินการยกเลิกหรือหยุดดําเนินการ นอกจากนั้นก็มีอํานาจในการที่จะ รายงานการดําเนินการต่าง ๆ ต่อคณะรัฐมนตรี
ในส่วนของข้อ ๗ จนถึงข้อ ๑๕ ก็จะเป็นส่วนที่ว่าด้วยเรื่องของการได้มา ซึ่งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วก็เรื่องของการประชุม แล้วก็เรื่องของค่าเบี้ยประชุมต่าง ๆ ซึ่งก็เป็นไปตามหลักการของการมีคณะกรรมการ
แล้วก็ในส่วนของข้อ ๑๕ ก็จะเป็นเรื่องของสํานักงานคณะกรรมการบริหาร การประชาสัมพันธ์ในภาครัฐเพื่อความโปร่งใส ซึ่งในเบื้องต้นก็ขอให้ทางสํานักงานปลัดสํานัก นายกรัฐมนตรีทําหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการ เพราะเนื่องจากงานในภารกิจดังกล่าวนี้ไม่ได้อยู่ ในความรับผิดชอบของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งนะครับ
ในส่วนที่ ๒ ของระเบียบนี้ก็จะเป็นเรื่องสําคัญที่ว่าด้วยเรื่องของหลักเกณฑ์ และวิธีการบริหารการประชาสัมพันธ์ในภาครัฐเพื่อความโปร่งใส ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานว่าในร่างระเบียบดังกล่าวในข้อ ๑๖ ก็จะเป็นหลักเกณฑ์ทั่วไปที่จะให้ทาง คณะกรรมการ กบป. ไปดําเนินการออกหลักเกณฑ์และวิธีการในการที่จะไปกํากับดูแล การบริหารการประชาสัมพันธ์ในภาครัฐเพื่อให้เกิดความโปร่งใส
ในส่วนต่อมาก็คือเรื่องของการจัดทํางบประมาณซึ่งอยู่ในข้อ ๑๘ ซึ่งให้ หน่วยงานในภาครัฐมีหน้าที่ในเรื่องของการดําเนินการต่าง ๆ เช่น ในเรื่องของการจัดทํา แผนปฏิบัติการ การจัดทําคําของบประมาณ การติดตาม ประเมินผล แล้วก็การส่งเสริม และสนับสนุน
ในข้อที่สําคัญก็คือข้อ ๒๐ ครับ ข้อ ๒๐ จะเป็นเรื่องของการจัดทําคําขอ งบประมาณซึ่งโดยทั่วไปก็จะต้องเป็นไปตามแผนปฏิบัติการจะต้องมีความสอดคล้องต้องกัน กับแผนยุทธศาสตร์ชาติ ตลอดจนแผนการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ
ในการจัดทําคําของบประมาณรายจ่ายประจําปีของหน่วยงานในภาครัฐ จะต้องมีหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ก็คือเรื่องของเหตุผลความจําเป็น เรื่องของกิจกรรม เรื่องของวิธีการในการที่จะประเมินความคุ้มค่า ในเรื่องที่เป็นงานที่รัฐสามารถจัดทําเอง หรือต้องจัดซื้อจัดจ้างจากองค์กรภายนอก จะต้องมีราคากลางหรือราคาอ้างอิงซึ่งเป็นเรื่อง ที่สําคัญ จะต้องมีวงเงินงบประมาณ จะต้องมีเรื่องของระยะเวลาดําเนินการ และจะต้องมี แนวทางและวิธีการในการที่จะวัดผลสัมฤทธิ์ทั้งทางด้านผลผลิตแล้วก็ผลลัพธ์อย่างชัดเจน
ส่วนที่ ๓ ก็คือส่วนที่อยู่ในหมวด ๓ ที่เป็นในเรื่องของการกํากับและติดตาม การประชาสัมพันธ์ในภาครัฐ ซึ่งส่วนนี้จะเป็นส่วนที่ทั้งสํานักงานคณะกรรมการบริหาร การประชาสัมพันธ์ในภาครัฐเพื่อความโปร่งใสหรือคณะกรรมการ กบป. จะต้องไปดําเนินการ
ซึ่งในส่วนแรกก็คงเป็นเรื่องที่จะต้องจัดทําหรือว่าส่งผลของการอนุมัติ งบประมาณ เพราะฉะนั้นในลักษณะที่ปรากฏในร่างระเบียบนี้ก็จะเป็นเรื่องของการโพสต์ ออดิต (Post Audit) มากกว่าที่จะไปตรวจสอบดูแลตั้งแต่ต้นในเรื่องของการที่จะเอาไป ขออนุมัติงบประมาณ
ในส่วนที่ ๒ ก็เป็นเรื่องของการรายงานผลการดําเนินการ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่อง ของการจัดซื้อจัดจ้างไปแล้วหรือในส่วนของการที่ดําเนินการโฆษณาประชาสัมพันธ์ตลอดจน การจัดกิจกรรมรณรงค์หรือที่เรียกกันว่าอีเวนต์ (Event) ไปแล้ว ในส่วนที่ ๒ นอกจากตัวของ รายงานแล้วก็คือเรื่องของการเปิดเผยข้อมูล ในยุคดิจิทัล (Digital) นี้เราต้องยอมรับกันว่า ประชาชนหรือคนที่เป็นเจ้าของภาษีมีความสนใจ มีความต้องการที่จะได้ทราบเรื่องราว ความเป็นไปของการใช้จ่ายเงินงบประมาณ เพราะฉะนั้นในร่างระเบียบนี้จึงต้องการให้หน่วยงาน ของรัฐที่ไปดําเนินการเรื่องเกี่ยวกับการบริหารการประชาสัมพันธ์จะต้องเปิดเผยข้อมูลทั้งใน ระบบดิจิทัล (Digital) และในรูปของเอกสารสิ่งพิมพ์ ข้อมูลที่จะเปิดเผยอย่างน้อยก็จะต้องมี เรื่องของเงินงบประมาณ เรื่องของสําเนาสัญญาซื้อจ้าง เรื่องของผลสัมฤทธิ์ที่จะเกิดขึ้นจาก การจัดกิจกรรมดังกล่าว นอกจากนั้นก็จะเป็นการบังคับหรือการพิจารณาวินิจฉัยของ คณะกรรมการหลังจากที่ได้มีการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของการขออนุมัติงบประมาณแล้ว เรื่องของการดําเนินการแล้ว ก็จะอยู่ในข้อ ๒๖ ในข้อ ๒๖ นี้จะเป็นการที่ให้คณะกรรมการ กบป. ได้มีการพิจารณาวินิจฉัยการดําเนินงานของหน่วยงานในภาครัฐที่เกี่ยวกับการบริหาร การประชาสัมพันธ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าตรวจสอบแล้วพบว่ามีการเข้าข่ายทุจริต หรือในกรณี ที่มีข้อร้องเรียน หรือแม้แต่ที่คณะกรรมการไปพบเห็นเองก็ตาม ก็อาจจะมีการดําเนินการให้มี การชี้แจงแสดงเหตุผลก่อนที่จะพิจารณาวินิจฉัย การวินิจฉัยของคณะกรรมการ กบป. ก็อาจจะสั่งให้หน่วยงานในภาครัฐปฏิบัติการเพิ่มเติมใด ๆ ก็ได้ หรือมีการยับยั้งการปฏิบัติการใด ๆ อันเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ หรือเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการแทรกแซงสื่อ หรือการใช้จ่าย งบประมาณที่เข้าข่ายทุจริต ไม่คุ้มค่าหรือไม่มีประสิทธิภาพนั้น ๆ ครับ ส่วนในกรณี ที่มีการกระทําที่เข้าข่ายทุจริต หรือเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ตรงนี้เป็นอํานาจของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือหน่วยงานที่มีอํานาจหน้าที่ ตามกฎหมาย ซึ่งคณะกรรมการจะต้องส่งไปให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือหน่วยงาน หรือองค์กรที่ทําหน้าที่ในเรื่องดังกล่าว ในกรณีที่พบว่ามีการแทรกแซงสื่อ ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็น โดยการให้เงินหรือการสนับสนุนทางการเงินใด ๆ ก็ตาม กรณีดังกล่าวก็อาจจะเสนอเรื่อง ต่อหัวหน้าหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบเพื่อให้ดําเนินการทางวินัยและอาจเสนอให้ คณะรัฐมนตรีมีการพิจารณาสั่งโยกย้ายหรือพักการปฏิบัติงานผู้บริหารระดับสูงของ หน่วยงานในภาครัฐนั้นได้นะครับ
ประเด็นสุดท้ายก็คือเรื่องของการใช้จ่ายงบประมาณที่ไม่คุ้มค่า หรือไม่มี ประสิทธิภาพก็ให้คณะกรรมการส่งเรื่องไปยังสํานักงบประมาณเพื่อพิจารณาประกอบในการเสนอ คณะรัฐมนตรีนะครับ ทั้งนี้อาจจะเป็นการเสนอเพื่อระงับ ยับยั้งเรื่องดังกล่าว หรืออาจจะมี การปรับลด หรือเปลี่ยนแปลงงบประมาณในปีงบประมาณต่อไปก็ได้นะครับ
ส่วนในเรื่องของการไม่จัดส่งรายงานหรือรายงานล่าช้าอันนี้ก็เป็นเรื่อง ที่จะต้องไปว่ากันในเรื่องของการดําเนินการทางวินัยต่อเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบของหัวหน้า ส่วนราชการต่อไปนะครับ
แล้วก็ประเด็นสุดท้ายเนื่องจากเราเห็นว่าเรื่องนี้ควรจะต้องมีองค์ประกอบ ที่สําคัญก็คือหน่วยงานทางธุรการที่เข้ามาดูแลอํานวยการให้กับคณะกรรมการ กบป. ก็เห็นว่า คณะกรรมการนี้ควรจะอยู่ในหน่วยงานที่เป็นหน่วยงานกลาง ก็คือสํานักงานปลัด สํานักนายกรัฐมนตรี ก็ขอให้สํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีได้มีการจัดหาบุคลากร วัสดุอุปกรณ์ที่ทันสมัยและจําเป็นต่อการปฏิบัติงานตามอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการ กบป. ต่อไปครับ อันนี้ก็เป็นสาระสําคัญของร่างระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีฉบับนี้ ขอกราบขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ กรรมาธิการชี้แจงเสร็จแล้วนะคะ ดิฉันมีชื่อผู้อภิปรายขณะนี้อยู่ ๔ ท่าน ท่านแรก ท่านคํานูณ สิทธิสมาน ท่านที่ ๒ ท่านนิกร จํานง ท่านประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ และ ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ขอเรียนเชิญท่านแรก ท่านคํานูณ สิทธิสมาน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกวุฒิสภาค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านประธานครับ วาระหรือแผนการปฏิรูปนี้นับว่ามีความสําคัญอย่างยิ่ง เพราะว่าเป็นแผน การปฏิรูปที่เกิดขึ้นจากสภาพความเป็นจริงของสังคมไทยผมว่าช่วงวิกฤติทางการเมือง ตลอดระยะเวลา ๑๐ ปีหรือกว่านั้นนะครับ พูดภาษาชาวบ้านก็คือว่าสื่อมวลชนไทย ไม่ว่าจะเป็น สื่อสิ่งพิมพ์หรือสื่อวิทยุโทรทัศน์อยู่ได้ด้วยยอดของการลงโฆษณามากกว่ายอดขาย ไม่ว่าจะเป็น สื่อแขนงใดนะครับ ทีนี้ยอดของการโฆษณาเป้าหมายก็แน่นอนครับว่าเป็นเอกชน ผู้ประกอบการธุรกิจ หรือรัฐวิสาหกิจ พอรัฐวิสาหกิจก็จะข้ามพรมแดนเข้ามาเกี่ยวพันกับ ภาครัฐแล้วละ แต่ที่สําคัญไปกว่านั้นก็คือว่าถ้าท่านศึกษารายงานดูให้ดีก็จะพบว่ายอดของ การโฆษณาหรือจะเรียกว่าประชาสัมพันธ์อะไรก็แล้วแต่ในสื่อมวลชนในช่วง ๑๐ ปีให้หลังนี้ มีมาจากภาครัฐถึงมากกว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ จะเป็น ๑๒ เปอร์เซ็นต์หรือผมว่า ถ้ารวมทั้งหมดรวมถึงการจัดงานประชาสัมพันธ์หรือที่เรียกว่าจัดอีเวนต์ (Event) ด้วยอาจจะถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นเม็ดเงินที่ทําให้สื่อมวลชนอยู่ได้ โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจฝืดเคือง ทีนี้ประเด็นปัญหาสําคัญก็คือว่ามันมีประเด็นปัญหาสําคัญอยู่ ๒ ประการด้วยกัน คือ ๑. ภาครัฐทุกหน่วยงานของรัฐ ทุกกระทรวง ทบวง กรม มีความจําเป็นจะต้องโฆษณา ประชาสัมพันธ์ตัวเองมากน้อย แค่ไหน เพียงใด ถ้าท่านประธานหรือว่าเพื่อนสมาชิกทั้งหลายแหล่ เราเปิดฟังวิทยุขณะเราขับรถหรืออยู่ที่บ้านอะไรก็ตามแต่เราก็จะเห็นการโฆษณา ภาพลักษณ์ของหน่วยงานของภาครัฐ ในบางหน่วยงานซึ่งกระผมฟังดูแล้วก็ตอบอยู่แก่ใจ ตัวเองว่าก็ไม่เห็นมีความจําเป็นที่จะต้องโฆษณาเลยนะครับ เพราะว่าราชการก็มีหน้าที่ต้อง บริการประชาชนอยู่แล้ว แล้วถ้าเผื่อว่าหน่วยงานราชการนั้นเป็นหน่วยงานใหม่จําเป็นจะให้ ประชาชนรับรู้ทําไมไม่ใช้ช่องทางการโฆษณาผ่านหน่วยงานประชาสัมพันธ์ของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นกรมประชาสัมพันธ์ หรือว่าเป็นการขออนุเคราะห์การประชาสัมพันธ์จากหน่วยงานภาครัฐในลักษณะที่ไม่ต้องใช้จ่าย งบประมาณแผ่นดินนะครับ ตั้งแต่กระผมเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ ได้มีโอกาสเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณตลอดมา จนถึงการเป็นสมาชิกวุฒิสภานี่นะครับ เราจะเห็นว่าหน่วยราชการ กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ตั้งงบประชาสัมพันธ์ยอดนี้ไว้ทุกหน่วยงาน ซึ่งบางทีมันก็เกิดความซ้ําซ้อนแล้วก็ ขาดหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติที่ชัดเจน จนกระทั่งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณเขาต้องตั้งเป็นอนุกรรมาธิการเพื่อพิจารณาเรื่องงบประชาสัมพันธ์ ท่านประธาน บังเอิญท่านเป็นผู้อํานวยการสํานักงบประมาณในอดีต ถ้าท่านจะใช้สิทธิอภิปรายผมว่าก็เป็น เรื่องที่ดี เพราะว่าบางทีมันเกิดความซ้ําซ้อนกัน แล้วก็ไม่มีแผนรวมว่าจะใช้เงินงบประมาณไป แค่ไหน เพียงไร อันนี้เป็นชอต (Shot) ที่ ๑ นะครับว่า หน่วยราชการมีความจําเป็น ที่จะต้องประชาสัมพันธ์โฆษณามากขนาดนี้จริงหรือ ชอต (Shot) ที่ ๒ ก็คือการใช้จ่ายเงิน จํานวนนั้นถ้ามันเป็นไปด้วยความเท่าเทียมกันของสื่อทุกสื่อ มีความโปร่งใสก็ดีครับ แต่ว่า ในระยะหลังมันก็มีหลายกรณีที่สื่อบางสื่อ บางค่าย บางสํานัก ก็ได้รับงบมากกว่าสื่ออื่น อาจจะ เป็นเพราะเขาเก่งกว่าหรืออะไรก็สุดแท้แต่นะครับ แต่มันก็ก่อให้เกิดข้อถกเถียงว่ามันเป็นการ ขัดกันระหว่างผลประโยชน์หรือเปล่า มีการเอื้อทางการเมืองหรือเปล่า หรือว่าเป็นการทําให้ สื่อมวลชนที่ได้รับงบประมาณโฆษณาประชาสัมพันธ์มากนั้นละเว้นการเสนอข่าวที่เป็นผลลบ ต่อหน่วยงานของรัฐหน่วยงานนั้นหรือเปล่า เพราะฉะนั้นนี่คือภาพรวมของแผนปฏิรูปอันนี้ ซึ่งกระผมเห็นว่าโดยหลักการแล้วกระผมสนับสนุนอย่างยิ่งนะครับ ทีนี้ถ้าลงในรายละเอียด กระผมอาจจะมีข้อสงสัยหรือข้อเสนอแนะที่ท่านกรรมาธิการอาจจะต้องช่วยตอบนะครับ คือกระผมเห็นว่าแผนปฏิรูปนี้มันเป็นการร่างแล้วก็เขียนและแก้ไขกฎหมายหรือระเบียบรวม ๒ ฉบับด้วยกัน ซึ่งมีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก
๑. ก็คือร่างระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหาร การประชาสัมพันธ์ในภาครัฐเพื่อความโปร่งใส ผมไม่ติดใจว่าจะลดระดับจากร่างพระราชบัญญัติ มาเป็นร่างระเบียบ
๒. ก็คือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งกระผมเห็นว่ามันน่าจะเป็นกฎหมายแฝด ที่แผนการปฏิรูปหรือข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปนี่ควรจะต้องดําเนินการไปควบคู่กัน ส่วนรัฐบาลหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องจะไปทําเป็นระยะอย่างไรก็สุดแท้แต่ แต่ว่าในแผนการปฏิรูป ฉบับนี้นี่นะครับ ชื่อเรื่องก็เป็นหนึ่งเดียวคือครึ่งเดียว และแม้ว่าในรายงานของท่านหน้า ๘ ท่านจะพูดเอาไว้ว่าจําเป็นที่จะต้องแก้ไขเพิ่มเติมให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอํานาจ ในการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ในกรณีที่การประชาสัมพันธ์ ในภาครัฐมีลักษณะของการขัดกันแห่งผลประโยชน์ตาม พ.ร.บ. ป.ป.ช. พ.ศ. ๒๕๔๒ แล้วท่าน ก็เสนอแก้ไขเป็นตุ๊กตาไว้ว่าเพิ่มเป็น (๕) ในมาตรา ๑๐๐ ของ พ.ร.บ. ป.ป.ช. นี่นะครับ แต่เมื่อ มาพิจารณารายงานในหน้า ๑๑ ทั้งในส่วนข้อ ๔ ข้อเสนอแนะ ทั้งในส่วนข้อ ๕ กําหนด ระยะเวลาการปฏิรูปแล้ว ท่านไม่ได้พูดถึงการแก้ไข พ.ร.บ. ป.ป.ช. มาตรา ๑๐๐ ซึ่งกระผม เห็นว่ามีความสําคัญอย่างยิ่ง มีความสําคัญอย่างไรครับ เพราะว่าในร่างระเบียบฉบับนี้ กบป. ใช่ไหมครับ ในมาตราที่สําคัญที่สุดก็คือดาบของ กบป. ก็คือในข้อ ๒๖ ท่านสมาชิกและ ท่านประธานอาจจะดูได้ในภาคผนวก ก หน้า ๘ ข้อ ๒๖ นี่นะครับ ข้อ ๒๖ วรรคสาม กรณีที่เป็น การกระทําที่เข้าข่ายการทุจริต หรือเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ให้คณะกรรมการส่งเรื่อง ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือหน่วยงานที่มีอํานาจหน้าที่ ตามกฎหมายดําเนินการตามอํานาจหน้าที่ ท่านประธานครับ หน่วยงานที่มีอํานาจหน้าที่ตามกฎหมายในกรณีของการขัดกันแห่ง ผลประโยชน์ก็คือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งมีบัญญัติไว้ใน มาตรา ๑๐๐ ซึ่งเป็นหมวดเฉพาะ ซึ่งก็เป็นการอนุวัตตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นะครับ ทีนี้ถ้าการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ยังคงไว้ตามเดิมไม่มี การเพิ่มเข้าไปเป็น (๕) ตามรายงานหน้า ๘ กระผมคงไม่จําเป็นต้องอ่าน มันก็จะทําให้การปฏิบัติ ตามระเบียบ ข้อ ๒๖ หลุดออกไป สมมุติว่ารัฐบาลรับแผนนี้และดําเนินการตามกําหนด ระยะเวลาการปฏิรูประยะที่ ๑ ระยะที่ ๒ ระยะที่ ๓ ไปแล้ว แต่ว่าการแก้ไข พ.ร.บ. ป.ป.ช. ในมาตรา ๑๐๐ ยังไม่เกิดขึ้น การปฏิบัติตามข้อ ๒๖ วรรคสาม มันจะหลุดไป เพราะฉะนั้น ในข้อสังเกตที่สําคัญของกระผมก็คือว่ารายงานฉบับนี้น่าจะเพิ่มเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ. ป.ป.ช. มาตรา ๑๐๐ โดยเพิ่ม (๕) เข้าไป ให้อยู่ในทั้งข้อเสนอแนะและอยู่ในทั้งกําหนดระยะเวลา การปฏิรูป ส่วนท่านจะเพิ่มเข้าไปในชื่อเรื่องด้วยหรือไม่ก็สุดแท้แต่นะครับ อันนี้ก็เป็น ข้อสังเกต ขอกราบเรียนยืนยันนะครับว่าในส่วนอื่นนั้นกระผมเห็นด้วยในหลักการ แต่ก็มี รายละเอียดอยู่ตามสมควรที่จะต้องหารือกัน แต่เนื่องจากว่าเราไม่ใช่เป็นสภาทางด้าน นิติบัญญัติโดยตรงการลงรายละเอียดเกินไปก็อาจจะเป็นการเสียเวลา แต่ขออนุญาตว่า คณะกรรมการ กบป. อีกนิดเดียวครับ ท่านประธาน กบป. มีทั้งสิ้น ๑๓ คนใช่ไหมครับ ท่านจะเห็นได้ว่าผู้ทรงคุณวุฒิมี ๕ คนใน ๑๓ คน กระผมขอตั้งข้อสังเกตว่ามีความสําคัญอย่างยิ่ง แล้วผู้ทรงคุณวุฒิท่านอยู่ ๔ ปี อยู่ได้ไม่เกิน ๒ วาระ ในขณะที่ตําแหน่งอื่น ๆ มาตามตําแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี ผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี อธิบดี กรมบัญชีกลาง เพราะฉะนั้นผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง ๕ สาย จําเป็นที่จะต้องมีการเขียนข้อบังคับ ที่เข้มข้นไว้ตามสมควร จะเป็นอย่างไรนั้นถ้ากระผมมีประเด็นจะเสนอแนะต่อคณะกรรมาธิการ โดยตรงนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ที่เห็นก็คือว่าผู้ที่มาโดยตําแหน่ง ตําแหน่งหมายเลข ๑๑ ในข้อ ๕ ที่ท่านให้เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นกรรมการ อันนี้เป็นความทันสมัยอย่างยิ่ง แต่กระผมก็อยากขอหารือว่าแทนที่จะเป็นเลขาธิการ คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ควรจะเป็นเลขาธิการ กสทช. หรือไม่ ประการใด อันนี้ก็ฝากไว้เป็น ๒ ประการ นอกจากนั้นประเด็นที่กระผมอยากจะให้ กรรมาธิการช่วยชี้แจงสักนิดหนึ่งหรืออย่างไรก็สุดแท้แต่ก็คือว่าความเชื่อมโยงระหว่าง ระเบียบฉบับนี้ แล้วนอกจากจะต้องมีการแก้ไข พ.ร.บ. ป.ป.ช. มาตรา ๑๐๐ เพิ่ม (๕) เข้าไปแล้ว ในขณะนี้มีร่างกฎหมายอีกฉบับหนึ่งซึ่งก็เป็นผลงานของคณะกรรมาธิการชุดนี้ เป็นผลงานของ สปช. แล้วก็เป็นผลงาน ๕ เรื่องเอกที่ท่านประธาน สปช. ส่งมอบให้กับ ท่านนายกรัฐมนตรีโดยตรงเมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๘ แล้วก็เข้าใจว่าใกล้จะเข้าสู่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้วก็คือร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่าง ประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. .... นะครับว่ามันจะมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยง หรือจะมีผลทําให้ระเบียบนี้ต้องปรับอย่างไร หรือไม่ หรือจะมีผลทําให้ร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนั้นจะต้องปรับอย่างไร หรือไม่ ซึ่งเท่าที่กระผมอ่านโดยเร็วแล้วเข้าใจว่าก็ไม่ได้มีอะไร ที่ขัดกัน แต่ว่ามันก็ทําให้หัวหน้าส่วนราชการที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบนี้จะต้องระมัดระวัง อย่างยิ่งเพราะว่าแม้นี่จะเป็นเพียงระเบียบซึ่งรัฐบาลชุดไหนก็แก้ไขได้นี่นะครับ แต่ว่าเมื่อมีพระราชบัญญัติออกมาแล้วซึ่งเน้นย้ําต้องแก้ไขพระราชบัญญัติป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตด้วย แล้วก็ร่างพระราชบัญญัติฉบับใหม่ออกมามีโทษถึงจําคุก เพราะฉะนั้นก็ขอความกระจ่างในกรณีนี้ด้วย
อีกประการหนึ่งสุดท้ายแล้วจริง ๆ ก็คืออยากให้ทางคณะกรรมาธิการชี้แจง สักนิดหนึ่ง คือเรื่องนี้มันเป็นมิติที่ซ้อนกันอยู่ระหว่างมิติของการป้องกันและปราบปราม การทุจริตกับมิติของการปฏิรูปสื่อมวลชน ทีนี้ในสภา สปท. เรามันจะมีการพิจารณา เรื่องการปฏิรูปสื่อหลายวาระหลายเรื่อง พรุ่งนี้ก็จะมีวาระหนึ่งก็คือเป็นร่างพระราชบัญญัติ การประกอบการวิทยุและโทรทัศน์ฉบับใหม่แล้วก็จะมีอีกหลายเรื่องนะครับ ผมอยากจะ กราบเรียนว่าโดยภาพรวมได้มีการหารือกันแล้วก็ได้มีการจัดทําแผนผังให้เห็นป่าทั้งป่าแล้วหรือยัง ว่าการปฏิรูปสื่อมวลชนกับการปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในส่วนที่เกี่ยวกับ สื่อมวลชน เมื่อมองภาพรวมทั้งหมดในพระราชบัญญัติฉบับต่าง ๆ และข้อเสนอ แผนการปฏิรูปต่าง ๆ มันมีอะไรที่สอดประสานกันได้บ้าง มองเห็นทิศทางร่วมกันได้บ้าง หรือมีอะไรที่อาจจะขาดตกบกพร่อง หรือว่ามีลักษณะเหลื่อมกันอยู่ ก็ขอกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการว่าหากจะกรุณาชี้แจงให้เห็นภาพรวมอีกสักนิดหนึ่ง ก็จะเป็นประโยชน์ กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบพระคุณท่านคํานูณมากค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านนิกร จํานง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ท่านกรรมาธิการที่เคารพ รายงานระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการ บริหารการประชาสัมพันธ์ในภาครัฐเพื่อความโปร่งใส เน้นคําว่า เพื่อความโปร่งใส พ.ศ. .... ผมอยากจะเรียนว่าโดยภาพรวมผมเห็นด้วยกับข้อเสนอส่วนหนึ่ง ในส่วนที่ว่าจะเป็น มาตรการในการกําหนดหลักเกณฑ์และการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ เพื่อให้การประชาสัมพันธ์ ในภาครัฐไม่เป็นเครื่องมือทางการเมือง ป้องกันการทุจริต และสร้างความเป็นอิสระให้กับ สื่อมวลชนเป็น ๓ มิติของท่าน ลักษณะเป็นหูเป็นตาประชาชนในการเสนอข้อมูลต่าง ๆ ให้ประชาชนทราบ โดยไม่ตกอยู่ในภายใต้อิทธิพลใดไม่ว่าจะเป็นอิทธิพลทางการเงิน หรือทางการเมืองผมเห็นด้วยกับจุดนี้ แต่ผมเห็นด้วยเป็นอย่างมากต่อประเด็นเรื่องความสําคัญ ของการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ ประเด็นที่จะเสนอต่อจากนี้คือชี้ ๒ มุมในเชิงเป้าหมาย เป้าหมายเรื่องนี้เห็นด้วย แต่ที่เห็นด้วยมากกว่าคือความสําคัญของการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ ผมมีรายละเอียด ผมอยู่ในการเมืองมานานแล้วก็เห็นเรื่องนี้ มายาวนานมากแล้ว เริ่มตั้งแต่ อยู่สํานักโฆษกตอนเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีท่านบรรหารก็สัมพันธ์กับเรื่องพวกนี้อยู่ เห็นมาตลอดว่าลบตรงไหน บวกตรงไหน อะไร อย่างไร ชัดเจน การประชาสัมพันธ์เป็นเรื่อง สําคัญมากของภาครัฐ ในอนาคตจะยิ่งสําคัญมากขึ้น ๆ เหตุที่ว่าสําคัญเพราะทุกมิติ ในการดําเนินการของรัฐ การประชาสัมพันธ์จะเป็นตัวช่วยเป็นตัวส่งให้ประชาชนได้รับทราบ มีความสําคัญทุกระยะตั้งแต่ระยะการเริ่ม ระยะระหว่างการดําเนินการและเสร็จแล้ว เป็นตัวสําคัญเลย มันเหมือนเป็นตัวซอลเวนต์ (Solvent) หรือถ้าเราเป็นเครื่องจักร การประชาสัมพันธ์เป็นเหมือนน้ํามันเครื่องครับท่านประธาน ถ้าไม่มีน้ํามันเครื่อง เครื่องจักร จะเดินไม่ได้เลย มันจะโอเวอร์ฮีต (Overheat) จะร้อน เราถึงต้องเปลี่ยนน้ํามันเครื่องอยู่ตลอด เรื่องนี้ไม่มีไม่ได้ เป็นเรื่องสําคัญ ผมยกตัวอย่างว่าก่อนเกิดโครงการถ้าเราทําเรื่องราวใด ๆ ขณะนี้ประเทศเราแทบจะไม่ต้องพัฒนาแล้ว เพราะว่าเกิดจากในอดีตที่มีปัญหายาวนาน เกี่ยวกับเรื่องนี้ การไม่ใส่ใจกับเรื่องการประชาสัมพันธ์ การเอาแต่ได้ การดําเนินการทําให้ เกิดปัญหาต่อภาคประชาชนมาก เราสังเกตว่าขณะนี้การดําเนินการโครงการสําคัญ ๆ ทําไม่ได้เลย มีประชาพิจารณ์เมื่อไรก็เป็นเรื่องที่ตีกันเมื่อนั้น เกิดจากความไม่เข้าใจ ผมยกตัวอย่างชัด ๆ ก็ได้ว่ายกโครงการเชิงบวกก่อน โครงการตามแนวพระราชดําริ โครงการ ลุ่มน้ําปากพนัง โครงการนี้สําเร็จดีมาก เป็นการแยกน้ําจืดกับน้ําเค็มออก ท่านทราบไหมครับ ตอนเริ่มทําอย่างไร มีการเริ่มแล้วก็มีนําเสนอพระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีการพูดลงในรายละเอียดกําหนดไว้เสร็จว่าชาวปากพนังไปเป็นแรงงานในหาดใหญ่ อยากจะให้ เขากลับมาตรงนี้ เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่เป็นธงนํา ต่อจากนั้นเองการประชาสัมพันธ์ ลงละเอียดมาก กองทัพภาค ๔ เองลงเดินในพื้นที่ เพราะว่าการไปทําตรงนี้แม่น้ําปากพนัง ไปทําโครงการลักษณะเป็นการแยกน้ําจืดกับน้ําเค็มในเรื่องการทํานากุ้ง มันไปขัดผลประโยชน์ ของประชาชนหลาย ๆ ส่วน ถ้าเกิดการไม่ยินยอมขึ้นมาเป็นการขวางลักษณะที่ว่าเป็นโครงการ ที่ดีแต่มีผลกระทบอยู่ตามสมควร ดังนั้นการลงไปเดินเพื่อบอกว่าคนที่ทําอาชีพตรงนี้ ๆ จะทํา ไม่ได้เพราะมันจะกลายเป็นน้ําเค็ม ในจุดที่เป็นน้ําเค็มแยกออกไปก็ต้องมีการเตรียมเรื่องอาชีพ มีการเตรียมอะไร ทหารเป็นจํานวนมากตอนนั้นทั้งฝ่ายปกครองทั้งฝ่ายทหารเดินลงพื้นที่ ไปทําความเข้าใจกับประชาชน โครงการนี้ทําได้ดีมาก แล้วก็สุดท้ายมีผลสัมฤทธิ์ไม่มีอะไร มาขวางเลยเกิดจากการประชาสัมพันธ์นําหน้าไป ขณะนี้หลังจากเสร็จแล้วเรายังมีปัญหาอยู่บ้าง โครงการนี้ก็คือว่าระหว่างทําไม่มีปัญหา แต่หลังนี่นะครับ เป้าหมายของงานจริง ๆ แล้วไม่ใช่ เขื่อนที่พระองค์ท่านมีพระราชดําริก็คือให้ประชาชนชาวปากพนังมีอาชีพที่ดีต่างหาก ตรงนี้ การประชาสัมพันธ์ยังมีปัญหาอยู่บ้างในระยะหลังซึ่งจําเป็นต้องดําเนินการต่อไป
ผมยกตัวอย่างอีกโครงการหนึ่งที่มีปัญหาจนถึงปัจจุบันแล้วเป็นโครงการ ที่กระทบโครงการอื่นต่อเนื่องไปอีกยาวนาน โครงการแก่งเสือเต้น โครงการนี้ก็เป็นเรื่องที่ดี ตั้งแต่เริ่ม แต่เนื่องจากว่าเดิมการทําเขื่อนเราต้องการแค่น้ํามาทําไฟฟ้า ลักษณะน้ํา เพื่อการเกษตรตอนหลังแก่งเสือเต้นจะช่วยป้องกันน้ําท่วมได้แต่ไปแล้ว ความไม่เข้าใจตั้งแต่เริ่ม กลายเป็นแก่งเสือเต้นเป็นซิมโบลิก (Symbolic) หรือเป็นสัญลักษณ์ของความขัดแย้ง ทางความคิดในสังคม เพราะฉะนั้นต่อจากนี้แก่งเสือเต้นจะเป็นประเด็นหลักในการสร้างเขื่อน ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดีเลิกสร้างกันแล้ว ไม่สามารถทําได้แล้ว จริง ๆ ราคาถูกแต่เนื่องจากว่าเราทํา เพื่อการเกษตรเขาก็ไม่เชื่อ มันเป็นเรื่องที่ตอนหลังการไฟฟ้าฝ่ายผลิตมาชี้แจงกันตอนหลัง ระยะหลังแต่ว่าสายไปเสียแล้ว นี่คือการประชาสัมพันธ์ที่ผิดพลาดมาเป็น ๒๐ ปี ๓๐ ปี แล้วก็จบกันไป แล้วยังมีเรื่องเขื่อนแม่น้ํามูลที่ว่าไปมีปัญหาแล้วประชาชนส่งเขาไปอยู่และไปอยู่ ที่ไหนไปอยู่ในที่ที่ว่าทําเกษตรไม่ได้มันทับกันมา ๆ นี่คือความเข้าใจในอีกมิติหนึ่งของ การประชาสัมพันธ์ที่เป็นความบกพร่อง เพราะฉะนั้นเรื่องเหล่านี้เองผมเน้นว่าการประชาสัมพันธ์ เป็นความสําเร็จหรือเป็นความล้มเหลวของโครงการของรัฐได้เลยในทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็น เรื่องไหน ในอนาคตเราจะทําอย่างไรเรื่องถ่านหินขณะนี้ จริง ๆ แล้ววิธีการในการทําความเข้าใจ ถ่านหินก็มีปัญหาจากแม่เมาะใช่ไหมครับ ปัจจุบันนี้ภาพรอยดําจากแม่เมาะทับไปทั้งพื้นที่ เรามีถ่านหินดี ๆ ก็ทําไม่ได้ เป็นเรื่องประชาสัมพันธ์ทั้งสิ้น ท่านประธานที่เคารพครับ ระหว่างดําเนินการผมได้กราบเรียนไปแล้วว่าความก้าวหน้าหรือเป้าหมายการไม่เป็นไปตาม แผนงาน ข้อมูลเหล่านี้เป็นเรื่องที่ประชาชนต้องรับทราบแล้วก็มีการดําเนินการต่อเนื่องไป หน่วยงานราชการอื่นรับทราบด้วย เพราะว่างานเดียวกันแต่ทําหลายหน่วย ความไม่เข้าใจ ระหว่างกันและกันก็เป็นปัญหา ดังนั้นการประชาสัมพันธ์ในทางขวาง ในทางตรง ทางดิ่ง มีนัยสําคัญหมดในการวางแผนประชาสัมพันธ์ เรื่องเสร็จแล้วที่ผมกราบเรียนไปแล้วเมื่อกี้ว่า ก็มีความสําคัญ ดังนั้นผมให้ความสําคัญกับการประชาสัมพันธ์ภาครัฐมาก ท่านมาเสนอตรงนี้ ผมเห็นด้วย แต่ประเด็นที่ท่านเสนอเป้าหมายคืออะไรเป็นประเด็นอยู่ ผมจะเสนอต่อจากนี้นะครับ ความสําคัญการประชาสัมพันธ์ที่ผมเรียนแล้วว่าเป็นความสําคัญมากนะครับ มากกว่า การคอร์รัปชัน การคอร์รัปชันเป็นปัญหาดีเฟกต์ (Defect) หนึ่ง เป็นปัญหาหนึ่งแต่เป็นปัญหา ที่รองมาจากความสําคัญของการประชาสัมพันธ์ ผมย้ําตรงนี้ เอาละผมจะพูดลงในรายละเอียด ว่าในประเด็นที่ท่านเสนอมาด้วยความเคารพอันนี้ไม่ใช่เป็นการติติงแต่เป็นการนําเสนอ ความเห็น ผมจะพูดจากเรื่องที่สําคัญน้อยไปหาสําคัญมากนะครับ เรื่องที่สําคัญน้อยแต่ว่า ยังมีปัญหาอยู่ อยากจะฝากเรียนว่าการจัดส่งงบประมาณท่านประธานก็ทราบ ท่านประธาน ก็ดูแลสํานักงบประมาณมาในนี้เสนอว่าต้องส่งงบประมาณตามข้อ ๒๑ ทั้งหมดไปยัง สํานักงบประมาณ จัดสรรงบประมาณส่งทั้งหมดไปยังกรรมการมีการดําเนินการ จริง ๆ แล้วไม่มี ความจําเป็น ถ้าเราจะเอาเฉพาะเรื่องประชาสัมพันธ์ก็ส่งเฉพาะเรื่องประชาสัมพันธ์ การส่งตรงนี้ ต้องเขียนให้ชัดว่าต้องส่งงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรทั้งหมดให้คณะกรรมการ ผมมองว่าเป็นเรื่องที่ใหญ่เกินไป มากเกินไปไม่มีความจําเป็นเพราะงบประมาณส่วนนั้นจะไป สัมพันธ์กับลักษณะของเป้าหมายของประเทศด้วยอะไรด้วยตามแผนพัฒนา ๕ ปี หลายส่วน สัมพันธ์กันอยู่หมดแล้ว แต่การประชาสัมพันธ์ก็ว่าด้วยเรื่องนี้เพราะกรรมการรับแต่เรื่องนี้ กรรมการจะไปวิเคราะห์เรื่องอื่นได้อย่างไร แล้วมันทําให้งานประชาสัมพันธ์มีเยอะมันจะไปคั่ง พอคั่งมันจะไม่ทันกาลพอไม่ทันกาลงานที่ทําก็จะมีปัญหาเพราะว่างานของเราเป็นปีต่อปี ตามปีงบประมาณ ประเด็นนี้ผมเห็นว่าการที่จะต้องส่งงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรทั้งหมดมาให้ ต้องเขียนให้ชัดว่าเป็นงบประชาสัมพันธ์ก็ประชาสัมพันธ์เฉพาะส่วน มันจะได้ไปเป็นชิ้นเล็ก แล้วก็คณะกรรมการจะได้ทํางานกันได้ เรื่องการเอาผิดทางวินัยตามข้อ ๒๗ มีการกําหนดไว้ว่าถ้าไม่นําส่งรายงานตามการจัดสรรงบประมาณ ไม่ส่งผลดําเนินการ ไม่เปิดเผย ข้อมูล มีการกําหนดไว้ในข้อ ๒๑ แต่ไม่มีการกําหนดว่าการฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ที่กรรมการตาม ข้อ ๑๖ เราไม่ได้เขียนไว้ เรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญในการดําเนินการให้เป็นไปตามระเบียบ หรือว่ากฎหมาย ก็คือโทษ ขาดโทษมันจะไม่เป็นผล ดังนั้นผมมีความเห็นว่าน่าจะกําหนดโทษ การฝ่าฝืนไว้ให้เสร็จเพราะเป็นทางวินัย วินัยมาก วินัยน้อยคือมันไม่ชัด เขียนไว้ให้ชัด ๆ ไปเลย ไปอยู่ในข้อ ๑๖ ก็ได้ที่ท่านร่างไว้ข้อนี้จะอยู่ในข้อร่างตามข้อ ๒๗ แต่ว่าในข้อ ๒๖ น่าจะมีพื้นที่ ที่ให้ใส่ลงไปได้ให้ชัด ๆ ไม่อย่างนั้นพอเข้าไปสมมุติว่าเป็นผู้บริหารของหน่วยนี้มีส่วนเกี่ยวข้อง แล้วก็มีการดําเนินการกับผู้ที่ดําเนินการแล้วไปตั้งกรรมการวินัยขึ้นมาดูแลเขียนให้ชัดไปว่า ใครเป็นคนดูแลเรื่องนี้ผมว่าจะเป็นประโยชน์ ประเด็นสําคัญที่สุดที่ผมอยากจะเรียนเมื่อกี้ บอกว่าสําคัญมาก ๆ ท่านประธานครับ ผมไม่เห็นด้วยกับชื่อ ชื่อเป็นเนกาทิฟ (Negative) มาก เป็นการมองอีกด้านที่ผมเรียนแล้วว่าเรากําลังพูดกันถึงเรื่องการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ ซึ่งสําคัญมาก สําคัญมาก ๆ ในการทํางานของรัฐในการใช้งบประมาณ แต่ขณะนี้ถ้าอย่างนั้น ถ้าชื่อที่เราคิดว่าเหมาะสมแล้วเราก็อาจจะต้องเปลี่ยนระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพัสดุ เพื่อความโปร่งใสไว้ถ้าอย่างนั้น เพราะว่าการจัดซื้อจัดจ้างเป็นเงินมากมายมหาศาลต่อปี คําตรงนี้เป็นคําที่ดี คําที่เหมาะสมและทําให้เกิดสิ่งที่ป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันได้เราก็ต้อง เอาไปเติมไว้ว่าด้วยพัสดุเพื่อความโปร่งใสด้วย นี่ผมยกเป็นตรรกะมาวาง เหตุผลที่ผมพูด อย่างนี้เพราะว่าในเมื่อการประชาสัมพันธ์เป็นเรื่องสําคัญที่ผมกล่าวมาตั้งแต่ต้นแล้ว การที่เราจะทํารั้วขึ้นไปจนสูงเสียดฟ้าแล้วข้ามไม่ได้เป็นประเด็นปัญหาครับ เพราะว่าความรู้สึกต่อ เรื่องการประชาสัมพันธ์กรรมการชุดนี้ตั้งขึ้นมาเพื่อคอยดักอย่างเดียวไม่ได้ ผมพอใจที่จะให้มี การเขียนให้เคร่งครัดกว่านี้เป็น ๑๐ เท่า ๑๐๐ เท่าก็ได้แต่ชื่อตรงนี้ผมมองว่าไม่จําเป็นจะต้อง เขียนไว้ การประชาสัมพันธ์ภาครัฐมีการเขียนเป็นระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีให้ละเอียดเลย ขณะนี้เราประชาสัมพันธ์ใช้เงินเป็นจํานวนมากแล้วเราโยนขึ้นไปสู่ฟ้า หมายความว่าเอาไป ประชาสัมพันธ์แล้วไม่มีใครติดตามว่าได้ผลแค่ไหน ออกมาประชาชนรับทราบแค่ไหน คือ พอปล่อยออกไปแล้วก็เท่ากับจบ มีการประชาสัมพันธ์ในหนังสือพิมพ์แล้วก็จบ จะเกิดผล เท่าไรไม่รู้ มีการยิงโฆษณาวินาทีหนึ่งเป็นแสน ๆ บาทนะครับ แต่ว่าพอไปแล้วหน่วยงาน ที่ตรวจสอบความสัมฤทธิผล กลไกราคากลางที่ท่านเสนอดีแล้ว แต่ว่าชื่อตรงนี้พอเราทําขึ้นมา มันจะกลายเป็นว่าเรากําลังสร้างเหมือนงาแซงคอยดัก มันจะส่งผลในเชิงลบมาก ต่อการประชาสัมพันธ์ แล้วผมมองว่าจะเป็นปัญหาเสียด้วยซ้ํา เพราะฉะนั้นเราแค่ตัดตรงนี้ออกไป แล้วเติมข้อจํากัดให้มากกว่านี้เป็น ๑๐ เท่าก็ได้ แต่ชื่อนี้ผมมองว่าเหมือนกับเราตั้งอะไร บางอย่างขึ้นมาเหมือนอย่างที่ผมเรียนแล้วเมื่อกี้ ตรรกะที่ว่าก็คือว่าระเบียบสํานัก นายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างเกี่ยวกับเรื่องนี้เพื่อความโปร่งใส ถ้าอย่างนั้นก็ไปใส่ ตรงโน้นด้วย ผมยกตัวอย่างว่าไม่จําเป็นต้องใส่แต่ว่ามีระเบียบที่ดีเรื่องนี้ผมเห็นด้วยมาก แต่ผมอยากให้ตัดชื่อคําว่า เพื่อความโปร่งใส ออก เป็นสิ่งที่ออกมาอาจจะได้เห็นว่าเป็นเรื่อง กรรมาธิการทําเต็ม อาจจะในอนาคตมันเป็นอีกอย่าง ผมยกตัวอย่างอย่างนี้นะครับ บางเรื่อง มันเป็นประเด็นใครจะว่าก็ได้ผมเคยทําเรื่องนี้มา ท่านประธานตัวอย่างก็คือว่า ท่านประธาน ขับรถไป ท่านประธานเห็นรถมอเตอร์ไซค์เปิดไฟหน้าเวลากลางวันแสงก็พอ เรื่องนี้ผมเองครับ ออกเป็นระเบียบนี้ผมผิดในฐานะเป็นรัฐมนตรี ท่านวสันต์ก็ทราบสมัยนั้นที่ทําเรื่อง โรดเซฟตี (Road Safety) เราไปเจอเรื่องนี้ว่าการเปิดไฟหน้าเวลากลางวันเป็นเรื่องดี แต่ว่ามันจะมาขัดกับประชาชนในประเทศมาก เขาไม่ยอมรับ ผมทําอย่างไร ผมรู้ว่าเป็นเรื่อง จากญี่ปุ่นว่าลดได้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ผมเริ่มตั้งแต่ผมเข้าไปมาเลเซีย ไปเอาข้อมูลจากยู ออฟ มาเลเซีย (U of Malaysia) มาว่าที่นั่นเขาทําเหมือนเรา มาเลเซีย ยกตัวอย่างมาเลเซียได้ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ที่ผมเคยพูดแล้วว่าขับรถนี่ไฟหน้าต้องเปิด ไม่อย่างนั้นประชาชนผิด เราก็มา คิดว่าถ้าเรามาบังคับแบบนี้กับประชาชนของญี่ปุ่นบังคับรถให้เปิดไฟเป็นออโตเมติก (Automatic) แต่มาเลเซียบังคับคนว่าต้องเปิดไฟไม่เหมือนกัน เราก็มาคิดว่าประชาชนจะ ต่อต้านมากเพราะเป็นความเคยชินของเขา แล้วเขาจะบอกว่าจะบ้าหรือเปล่า เห็นกันชัด ๆ แต่เปิดไฟหน้าแต่หลักการนี้ชัด ผมทําอย่างไรท่านประธานครับ ผมไปบังคับใช้ที่สงขลา จังหวัดเดียวเพราะอะไร เพราะสงขลาเป็นจังหวัดที่อยู่ติดกับชายแดนมาเลเซีย ปาดังเบซาร์ คนสงขลามี ๒ มิติที่ผมคิดก็คือว่าคนที่สงขลาเขารู้ว่าในประเทศมาเลเซียเขาเปิดไฟหน้า เวลากลางวันเหมือนกัน ไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกแยกสําหรับเขา แล้วผมก็ขึ้นป้ายในสงขลาเป็นรูปผม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมที่สงขลา เหตุผลเพราะว่าเรื่องนี้เรารู้ว่าคนเขาจะยึดถือ กับบุคคลบ้างเหมือนกัน ผมเป็นคนสงขลาและเป็นรัฐมนตรีก็ออกประกาศตรงนี้ใช้ในเฉพาะ จังหวัดสงขลา เขาก็พอรับได้เพราะเหมือนเป็นคนบ้านเดียวกันถูกไหมครับ นี่เป็นหลักการ ไปขึ้นป้ายแบบนี้ถ้าเป็นไปตามระเบียบนี้ก็ผิดแต่มันเป็นหลัก มันไม่ได้ใช้งบประมาณอะไร มีการใช้สถานีวิทยุโฆษณาท้องถิ่น พอหลังจากนั้นเราประกาศใช้ไปเดือนหนึ่งเราก็ทําสํารวจ หลังจากนั้นพอเดือนที่ ๓ การตาย การเจ็บลดลงไปได้ ๒๕ เปอร์เซ็นต์จริงเท่ากับของ มาเลเซีย ผมก็เอามาประกาศทั้งประเทศเลยทีนี้ โดยเอาเหตุผลจากการยอมรับจากจุดหนึ่ง ไปสู่จุดหนึ่งนะครับ คือเอาเหตุผลจากสงขลาที่เราทํา ๓ เดือนนี้ว่าลดได้จริงตรงนี้ ข้อมูล ชัดเจนไม่ต้องไปอ้างญี่ปุ่น ไม่ต้องไปอ้างมาเลเซีย แต่หลักการนี้มันเป็นการประชาสัมพันธ์ที่มี การวางแผนโดยละเอียด จนขณะนี้นะครับท่านประธานจะเห็นว่ารถมอเตอร์ไซค์นี้เปิดไฟหน้า เวลากลางวันช่วยลดอุบัติเหตุเรื่องมอเตอร์ไซค์ไปได้เยอะ ถ้าเป็นแบบนี้ก็ผิดระเบียบ ผิดแน่ ๆ เพราะว่าดันไปมีหน่วยราชการก็คือกรมการขนส่งทางบกอยู่ด้วย แล้วก็ไปมีรัฐมนตรี คนนี้อยู่ด้วย คือเป็นการหาเสียงว่าไม่ใช่เลย แต่เป็นการใช้ความเป็นท้องถิ่น ลักษณะ ความใกล้เคียงมันเป็นแผนในการประชาสัมพันธ์ที่จะประกาศคลุมทั้งประเทศแล้วหลังจากนั้น เราใช้เวลา ๖ เดือน แล้วประกาศใช้มายาวนานมากแล้ว ลักษณะตัวอย่างแบบนี้มันเป็น รายละเอียดในการดําเนินการ ผมไม่ได้ตั้งความหวังไว้ว่าจะมีแต่ผมเพียงอยากจะเรียนว่า สิ่งตรงนี้เองถ้าเราไปเขียนเพื่อความโปร่งใส ผมเกรงว่ากรรมการจะตั้งแล้วพกอาวุธทุกคน แล้วมันจะทําให้คนที่ทําโครงการประชาสัมพันธ์ซึ่งสําคัญมากนี่ไม่กล้าทําครับท่านประธาน และสิ่งสําคัญในการบริหารงานภาครัฐจะถูกยับยั้งหมด จะถูกไม่เข้าใจ จะถูกต่อต้าน แล้วเราจะ ทําอะไรกับสิ่งนั้น ผมเห็นด้วยแต่ว่าอยากจะให้มีการปรับก็แล้วแต่ทางกรรมการนะครับ
สุดท้ายผมอยากจะยกเอาพระบรมราโชวาทเกี่ยวกับเรื่องการทํางานลักษณะนี้ ในเรื่องของใจในการดู อาจจะยกให้สําหรับคณะกรรมการที่จะตั้งขึ้นมานะครับ ซึ่งเป็น พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทาน ปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๒๗ มาเสนอฝากต่อไปยัง กรรมการที่เราจะตั้งเพราะว่าตรงนี้มีความสําคัญความว่าอย่างนี้ครับ “ในอันที่จะทํางาน ของตนให้ประสานกับงานอื่นและประสานกับฝ่ายอื่น บุคคลอื่น การปฏิบัติตัว ปฏิบัติงาน อย่างคับแคบมิได้เป็นอันขาด ท่านจะต้องทําตัวทําใจให้กว้างขวางหนักแน่นและเที่ยงตรง ยึดถือเหตุผลความถูกต้อง ความพอเหมาะพอควร และประโยชน์ส่วนรวมร่วมกันเป็น เป้าหมาย” ผมอยากจะฝากพระราชดํารัสตรงนี้ไว้เกี่ยวกับเรื่องการทํางาน เพราะว่าขณะนี้ เรากําลังเดินหน้าประเทศ เพราะฉะนั้นบางสิ่งบางอย่างเราอาจจะต้องลดความคมลงบ้าง อะไรลงบ้างก็จะเป็นประโยชน์มาก กราบเรียนด้วยความเคารพจริง ๆ ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปนะคะ เรียนเชิญท่านประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ อดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภาค่ะ
ขอบคุณท่านประธานครับ กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๐๙๒ ก็เห็นหัวข้อแล้วก็ยังติดใจในเรื่องของตัวระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีฉบับนี้ว่า ชื่อเรื่องนี้คล้าย ๆ กับพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. ๒๕๔๖ ซึ่งฉบับนี้เป็นว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ ตัวนี้ก็คล้าย ๆ กัน ทีนี้ผมขอเรียนอย่างนี้ครับ เพราะว่าเป็นระเบียบศักดิ์ชั้นของกฎหมาย ต่ํากว่าพระราชกฤษฎีกาด้วย แล้วก็ยังต่ํากว่าพระราชบัญญัติด้วย ฉะนั้นถ้าจะให้ตัวกติกาฉบับนี้ สามารถใช้บังคับในภาครัฐได้ทุกหน่วยงานผมยังเห็นว่ามีความจําเป็นอย่างเช่นที่ท่านคํานูณ ได้เสนอไว้ในช่วงต้นนะครับว่าตรงนั้นถ้าสามารถทําได้ไม่ทราบว่าลองทบทวนดูได้อย่างไร แต่ก็ต้องชื่นชมนะครับว่าทางคณะกรรมาธิการชุดนี้ได้มีความคิดริเริ่มในสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ในการที่จะเข้ามาดูแลเรื่องงบประชาสัมพันธ์ งบประชาสัมพันธ์นี้เป็นงบที่เป็นที่รู้กันนะครับ ไม่ว่าจะเป็นจัดในลักษณะที่ตรงไปตรงมาหรือจัดในลักษณะที่อีเวนต์ (Event) ก็ตามตรงนี้ รั่วไหลมาก ผมเองมีโอกาสที่จะชี้แจงงบประมาณของสํานักงานอัยการติดต่อกันเกือบ ๑๐ ปี แล้วก็ไปชี้แจงที่นี่งบประชาสัมพันธ์จะมีอนุกรรมาธิการที่ตั้งกันขึ้นมาเพื่อพิจารณาเกี่ยวกับ เรื่องการประชาสัมพันธ์ทุกปีในเรื่องของตัวร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี ก็เป็นอย่างนี้ แล้วก็ไม่สามารถที่จะดําเนินการได้ ฉะนั้นในชั้นต้นตั้งแต่มีการเสนอคําขอ งบประมาณนี่นะครับ ตรงนั้นถ้าทีมงานของท่านประธาน เดิม ๆ นะครับต้องขออนุญาตเอ่ยนาม จะได้พิจารณาตรงนี้ถึงความจําเป็น แล้วก็ดูย้อนหลังว่าการใช้จ่ายเป็นอย่างไร ตรงนั้น จะทําให้เม็ดเงินซึ่งเป็นภาษีอากรของราษฎรนั้นสามารถใช้ได้โดยคุ้มค่า เพราะว่าการจัด งบประมาณในลักษณะนี้โดยส่วนใหญ่นี่จะใช้วิธีการผ่านออแกไนเซอร์ (Organizer) แล้วก็ ไม่สามารถที่จะตรวจสอบได้ชัดเจนว่างบที่ผ่านออกไปนั้นมีการใช้จ่ายไปมากน้อยสักเท่าใด ปีหนึ่งเป็นหมื่นล้านก็น่าเสียดายนะครับว่าถ้าหากว่าคิดคํานวณออกมาแล้วรั่วไหลไปประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ หายไปประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านบาทแล้วตรงนี้ก็สามารถที่จะนําเงิน งบประมาณเหล่านี้ไปพัฒนาประเทศชาติในทางที่ทําให้ประเทศนั้นมีความก้าวหน้าแล้ว ก็มีความพรั่งพร้อมได้มากยิ่งขึ้น แต่ก็ต้องขอบคุณที่กรรมาธิการชุดนี้ได้ริเริ่ม เพราะว่า ท่านประธานกรรมาธิการเองท่านก็อยู่ในหน่วยงานตรงนี้ แต่อยากให้กําชับในหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะหน่วยงานที่ต้องรายงานต่อสภาเกี่ยวกับเรื่องการใช้จ่าย โดยเฉพาะทาง ป.ป.ช. ไม่ทราบว่าทางอดีตท่านประธานได้รายงานด้วยตัวเองหรือไม่ เพราะในทางปฏิบัติ ส่วนใหญ่จะให้เลขา ซึ่งเลขาที่ไปรายงานกับทางรัฐสภาก็รายงานแล้วก็รับทราบ เพราะไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เพราะเป็นรูปของคณะกรรมการ ในเมื่อเลขาไปอย่างเก่ง ก็เต็มที่ครับ ขอบคุณครับที่เสนอแนะที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งแล้วจะนําไปกราบเรียน ท่านคณะกรรมการหรือองค์อํานาจให้ทราบถึงผลการสังเกตต่าง ๆ แล้วก็จะนํามาใช้ปรับในปี ต่อ ๆ ไป ปีหน้าก็เหมือนเดิมครับ พูดเหมือนท่องเป็นเทป (Tape) เลยครับ ก็จะได้อย่างนี้ ฉะนั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลง เป็นไปได้ไหมครับว่าจะกําหนดตรงนี้เป็นกฎหมายเลย ระเบียบตัวนี้ อาจจะไปขัดกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยต่าง ๆ ตรงนั้น ถ้าเป็นกฎหมาย ออกมาศักดิ์ชั้นของกฎหมายพระราชบัญญัติไม่ว่าเป็นพระราชบัญญัติปกติหรือ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ศักดิ์ชั้นนั้นเท่ากัน เมื่อเท่ากันแล้วกฎหมายที่ออก หลังสุดนี่ก็จะเป็นประโยชน์มากกว่า เพราะสามารถที่จะใช้บังคับได้ กฎหมายใดที่ขัดหรือแย้ง กับกฎหมายที่ล่าสุดก็จะใช้กฎหมายในปัจจุบัน ก็จะทําให้การตรวจสอบแล้วก็การกํากับ หรือว่าการสังเกตอะไรต่าง ๆ นี่สามารถนําไปใช้ได้ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าสามารถกําหนดได้นะครับ กระผมก็ขออนุญาตเสนอว่ากําหนดได้ไหมครับ อย่างน้อยตัวคณะกรรมการในเรื่องขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญหรือองค์กร ในรัฐธรรมนูญ ตรงนั้นอย่างน้อยต้องมีองค์คณะของตัวบุคลากรของคณะกรรมการมาร่วมรับฟัง ในการรายงาน แล้วก็รับข้อสังเกตเหล่านี้ไป ปีหน้ามาชี้แจงอีก หรือมารายงานอีก จะได้รับรู้ รับทราบว่าสิ่งที่นํากลับไปนั้นนําไปใช้แล้วก็นําไปแก้ไขถึงข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ในการที่จะให้ประเทศชาติพัฒนาหรือว่าเดินไปด้วยความรัดกุมหรือรอบคอบจะได้มีการปรับแก้ เพราะถ้าไม่มีตรงนี้ผมเชื่อว่าพอเลือกเสร็จบรรดากรรมการต่าง ๆ ในองค์กรอิสระเหล่านี้ พอได้เป็นแล้วไม่เคยมาเลย เมื่อไม่เคยมาประโยชน์ไม่เกิด ฉะนั้นในเมื่อถ้าจะแก้ตรงนี้ให้รับรู้ แล้วมารับฟังปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ๆ ก็จะได้ทราบถึงปัญหาในแต่ละครั้ง ๆ ที่ทางฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งเป็นผู้ให้ข้อสังเกตเพราะในฐานะที่เป็นตัวแทนของประชาชนจะได้ดําเนินการได้ตรงไป ตรงมานะครับ ตรงนั้นก็เป็นข้อสังเกตอย่าคิดว่าเป็นการติแต่คิดว่าดําเนินการเพื่อให้เกิด ประโยชน์อย่างยิ่งนะครับ แล้วก็งานต่าง ๆ ที่ออกมาไม่ทราบว่ามีตัวเลขไหม ทาง ป.ป.ช. มีตัวเลขไหมครับว่างานที่ได้รับเข้ามาแล้วผลการดําเนินการเป็นอย่างไร ประสบความสําเร็จ มากน้อยแค่ไหน แล้วก็ผลสุดท้ายมีการลงโทษได้จริงจังมากน้อยแค่ไหน ผมเองในฐานะที่เคย เป็นพนักงานอัยการเป็นผู้ฟ้องโอกาสที่จะฟ้องคนเรื่องทุจริตประพฤติมิชอบลักษณะมันเป็น นามธรรมครับ โอกาสที่จะนําตัวเข้าสู่โทษต่าง ๆ ยากมากเพราะอะไร เพราะ ๑. ด้วยกาลเวลา ๒. ก็อยู่อย่างไทย ๆ เพราะว่าความใกล้ชิดสนิทสนมบางครั้งพอรู้จักนาน ๆ เข้าความเกรงอก เกรงใจมี เพราะฉะนั้นการที่จะดําเนินการต่อไปก็อาจจะไม่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งกว่าที่จะ ได้มีการดําเนินการก็ใช้เวลานาน บุคลากรที่เกี่ยวข้อง พยานบุคคลต่าง ๆ ก็พ้นจากตําแหน่ง พ้นจากภาระ เกษียณอายุราชการไปแล้วก็มี ก็ทําให้ประโยชน์ที่จะนําบุคคลเหล่านี้มาเบิกความ หรือมาให้การในชั้นศาลที่จะยืนยันการกระทําความผิดบางครั้งก็ตามหาตัวยากแล้วแล้วก็ไม่มา ให้แถลงต่อศาลเพื่อออกหมายจับก็ไม่เกิดประโยชน์ อันนั้นก็เป็นช่องว่าง เพราะฉะนั้นถ้าหากว่า มีการเร่งรัดในเรื่องเหล่านี้ให้มีความกระชับยิ่งขึ้น ผมก็เชื่อมั่นว่าอาจจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ซึ่งปัจจุบันก็ได้แก้ไขไปส่วนหนึ่งเพราะว่าทางศาลยุติธรรมใช้วิธีพิจารณาต่อเนื่องแล้วก็นัดกัน ช่วงระยะเวลาและทีเดียวเลยรวดเดียว เมื่อลักษณะอย่างนี้ก็จะทําให้พยานหลักฐานต่าง ๆ สามารถที่จะนํามาเบิกความหรือว่ามาให้การในชั้นศาลได้เร็วกว่าแต่ก่อน ก็อยากให้ดูแล ในส่วนนี้นะครับ
ก็ขอลงในส่วนที่เกี่ยวข้องอีกสักนิดหนึ่งเนื่องจากว่าตัวคณะกรรมการก็ดี กรรมการที่เป็นโดยตําแหน่งโดยเฉพาะข้าราชการเท่าที่พบมาหลายหน่วยงานบางครั้งผู้แทน ของตําแหน่งไม่สามารถมาได้ก็จะไล่ลงไปเรื่อย ๆ บางครั้งตําแหน่งที่มาแทนเป็นตําแหน่งที่ไม่สูง แล้วก็ไม่กล้าที่จะตัดสินใจ แล้วก็ไม่สามารถที่จะให้ข้อมูลได้ อีกทั้งโดยสถานภาพที่มา ก็พอจะทราบว่าตนเองนั้นมีสถานะทางราชการไม่สูงพอ ผมเคยเจอก็ขออนุญาตไม่เอ่ย หน่วยงานตั้งลงมาต่ํากว่าระดับผู้อํานวยการคือตําแหน่งเลขาโดยตรงหรือระดับอธิบดี ตั้งตําแหน่งที่ต่ํากว่าระดับรองผู้อํานวยการอย่างนี้ เพราะฉะนั้นมาแล้วก็ไม่กล้าที่จะตัดสินใจ พอถามมาก ๆ เข้าก็รับจะกลับไปหารือ ลักษณะเดียวกับองค์กรอิสระที่ส่งเลขามาแล้วก็ไม่มี อํานาจการตัดสินใจได้แต่มารับข้อสังเกตกลับไป ซึ่งตรงนี้ผมเห็นว่าไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเป็นไปได้จะปรับได้ไหมว่าขั้นต่ําของผู้ที่จะมาแทน ผู้แทน โดยตําแหน่งตรงนั้นควรจะเป็นใครเพื่อให้การตัดสินใจหรือการร่วมให้ความรู้หรือการให้ คําแนะนําต่าง ๆ สามารถใช้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ผมมีข้อสังเกตนิดเดียวครับ ตัวระเบียบนี้ถ้าจะปรับให้มีความกระชับยิ่งขึ้นในการที่จะบังคับการใช้ประชาสัมพันธ์ เพราะว่าหลายหน่วยงานที่ประชาสัมพันธ์ออกไปเป็นการไปจัดซื้อจัดจ้างเรื่องของฝากก็ดี ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า เรื่องเสื้อ หรือว่าปากกา หรือดินสอ แล้วในทางปฏิบัติเป็นอย่างไรรู้ไหมครับ ส่วนใหญ่นี่ไปกองอยู่กับผู้บริหาร หรือระดับรองผู้บริหาร แล้วก็เวลาเรามีการจัด ประชุมสัมมนา หรือประชุมเฉพาะกลุ่ม เรื่องส่วนตัวด้วยซ้ําก็นําไปแจกเสมือนเป็นของ ส่วนตัว ตรงนี้จะมีวิธีการควบคุมอย่างไร เช่น หมวกก็ดี เสื้อก็ดี ร่มก็ดี จะเห็นเป็นจํานวน มากมายแล้วก็ทิ้งครับ เพราะว่าผู้บริหารหรือพวกบรรดาที่อบรมหลาย ๆ หลักสูตรนี่จะวน แล้ววนอีก วนเจอกันอยู่เป็นประจําแล้วก็รับฝากของเหล่านี้ มันก็ไม่ไปไหนหรอกครับ การประชาสัมพันธ์ไม่มีครับ แล้วก็เอาไปทิ้งไปขว้าง แล้วเสียดายครับ เงินภาษีอากรของราษฎร ทั้งนั้น ฉะนั้นเป็นไปได้ไหมครับในการที่จะตรวจสอบการใช้จ่ายหรือว่ามีวิธีการที่เข้มข้น คณะกรรมการตรวจสอบชุดนี้มีจริง แต่ผมเกรงว่าการดําเนินการนั้นจะไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย แล้วก็ไม่สามารถที่จะบรรลุเป้าหมายได้นะครับ ฉะนั้นขอย้อนกลับมาตรงนี้นิดหนึ่งเรื่องของ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. ๒๕๔๖ นี้ ตรงนี้ต้องถือว่ามีวางแนวทางไว้ค่อนข้างที่จะรัดกุมแล้วก็ชัดเจน แล้วก็เป็นธรรมาภิบาล นําส่วนนั้นมาใช้แล้วก็กําชับตรวจสอบจริง ๆ จัง ๆ นี่ผมเชื่อว่าก็สามารถทําได้ แต่ถ้าจะให้ดี ยิ่งขึ้นนะครับ ถ้าออกเป็นพระราชบัญญัตินั้นจะครอบคลุมแล้วก็สามารถใช้ได้กับ ทุกหน่วยงาน ก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณค่ะ ต่อไปเชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการบริหาร สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสในการอภิปรายในเรื่องระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารการประชาสัมพันธ์ในภาครัฐ เพื่อความโปร่งใส ผมก็เห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกทั้ง ๓ ท่านที่อภิปรายไปแล้วว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่มีความสําคัญ แล้วก็สอดคล้องกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่จะมีผลบังคับใช้ ที่ผ่านประชามติซึ่งในรัฐธรรมนูญนั้นก็ได้พูดถึงเรื่องการประชาสัมพันธ์ การใช้งบประชาสัมพันธ์ อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างมีความโปร่งใส อันนี้ก็น่าจะเป็นระเบียบที่สามารถนํามารองรับ มาตรา ๓๕ ของรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติได้ ผมคงจะขออนุญาตพูดถึงตัวร่างระเบียบ สัก ๔-๕ ประเด็น เพราะเพื่อนสมาชิกยังไม่ค่อยได้พูดถึงกันเป็นการเสริมจากที่ได้มี การอภิปรายไปแล้ว ในเรื่องของคณะกรรมการที่เรียกตัวย่อว่าคณะกรรมการ กบป. มีองค์ประกอบซึ่งผมคิดว่ากรรมาธิการคงจะได้พิจารณาความเหมาะสมแล้ว ก็คงไม่มี ข้อสังเกตอะไรมากมายนัก เพียงแต่ว่าในการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเมื่อได้มีการทําบัญชีแล้ว ประกาศรับสมัครแล้ว ทาบทามแล้ว แล้วสรุปว่าในข้อ ๗ ให้สํานักงานส่งบัญชีรายชื่อทั้งหมด ให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาคัดเลือกเพื่อแต่งตั้ง อาจจะเป็นการเขียนกระบวนการที่รวบรัด ไปนิดหนึ่งนะครับ แล้วก็ดูแล้วขาดความโปร่งใสเพราะสํานักงานไปประกาศรับสมัคร ไปทาบทามคนแล้วส่งชื่อนายกรัฐมนตรี เพราะแม้แต่การแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา ตามรัฐธรรมนูญใหม่นี่เขาก็ยังเขียนให้เห็นว่ามีกรรมการสรรหาซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง ไม่ใช่นายกรัฐมนตรีเป็นคนไปเลือกคนทั้งหมด ฉะนั้นก็น่าจะเขียนให้มีลักษณะเป็นให้ นายกรัฐมนตรีตั้งกรรมการสรรหาขึ้นมาพิจารณาเสนอหรือดําเนินการสรรหานะครับ อันนี้ก็จะทําให้ดูดีขึ้นแล้วก็มีความเหมาะสมขึ้น ไม่เอาภาระไปทิ้งไว้ให้ท่านนายกรัฐมนตรี แต่เพียงท่านเดียว ส่วนในเรื่องของอํานาจการอนุมัติที่เป็นในข้อ ๖ ข้อ ๓ นี่ ให้ข้อสังเกต ในการดําเนินการตามโครงการที่ได้รับอนุมัติงบประมาณและวินิจฉัยสั่งการ ปัจจุบันนี้คณะรัฐมนตรีชุดนี้ เมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๘ คือเมื่อ ๑ ปีเศษ ได้มีมติ คณะรัฐมนตรีว่างบประชาสัมพันธ์ งบอีเวนต์ (Event) งบกิจกรรมที่ใช้งบเกิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ให้หน่วยงานรวบรวมนําเสนอต่อ คตร. คตร. คือคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบ การใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ ซึ่งคณะรัฐมนตรีตั้งขึ้นนะครับ เมื่อ คตร. ได้รับรายงานแล้ว ก็คงพิจารณาและรวบรวมทั้งหมดส่งคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ เพราะฉะนั้นการดําเนินการ ลักษณะที่ระเบียบนี้กําลังดําเนินการก็ไม่ใช่อะไรที่จะไปทําจนหน่วยงานจะคิดว่าเป็นเรื่องใหม่ เอี่ยมอ่อง หน่วยงานทุกวันนี้ก็ปฏิบัติอยู่แล้วในขั้นของโอเปอเรชัน (Operation) คือขั้นตอน ทั้งหมดเราต้องมองเห็นว่าขั้นแรก คือขั้นการของบประมาณ ซึ่งขั้นนั้นเราก็ต้องทําโครงการ ค่อนข้างละเอียดตามระเบียบที่กําหนดไว้ส่งให้สํานักงบประมาณ แต่สํานักงบประมาณไม่ได้ส่ง คณะรัฐมนตรีนะครับส่งสํานักงบประมาณ สํานักงบประมาณจะไปดู ครม. ไม่มีโอกาส ดูหรอกในช่วงแรกนั้นนะ สํานักงบประมาณจะดูความเหมาะสมจะมีอนุขึ้นมาไล่เลียงว่า งบที่ขอมานี้มีประโยชน์ไหม มีประสิทธิภาพไหม เรื่องความโปร่งใสคงยังดูไม่ได้เพราะมันยัง ไม่ได้ดําเนินการ ถ้าเขาเห็นด้วยเขาก็นําเสนอ ครม. ในเรื่องของงบที่จะจัดตั้งขึ้นจากนั้นก็มาสู่สภา ตรงสภานี่แหละครับ กรรมาธิการสภาจะเห็นรายละเอียดของงบที่เสนอขึ้นมาในการใช้ทํา อีเวนต์ (Event) หรือทําประชาสัมพันธ์ และกรรมาธิการของสภาก็จะเป็นคนไล่เลียง ถึงประสิทธิภาพ ถึงความเหมาะสมต่าง ๆ แต่ความโปร่งใสมันไปดูกันตอนจะใช้งบ เพราะฉะนั้นมติ ครม. ที่ผมกล่าวถึงให้ คตร. มีหน้าที่ในการตรวจสอบ คือเมื่อหน่วยงาน จะจัดซื้อจัดจ้างก็ให้รายงานให้กับ คตร. คตร. ก็รวบรวมส่งคณะรัฐมนตรี ตรงนี้คือการที่ ภาครัฐหรือหน่วยงานตรวจสอบจะได้เห็นของจริงว่าเขาจะทําอะไร และเขาก็มาติดตามอีกทีหนึ่ง หลังจากนั้นเมื่อได้ดําเนินการจัดซื้อจัดจ้าง ดําเนินการประชาสัมพันธ์ไปแล้ว ก็รายงาน อีกครั้งหนึ่ง รายงานผลการดําเนินการภายใน ๓๐ วันให้คณะกรรมการต่าง ๆ ทราบ ผมก็เพียงแต่ตั้งข้อสังเกตให้เห็นในภาพกว้างว่ามันทํากันอย่างไรนะครับ แล้วก็คิดว่าอยากจะ เสนอแนะให้คณะกรรมาธิการเพิ่มขั้นต่ํา เช่น ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาทเหมือนที่ดําเนินการอยู่ ทุกวันนี้ มิฉะนั้นแล้วท่านจะมีภาระเอกสาร ภาระมากมาย โครงการประชาสัมพันธ์ของ หน่วยงานของรัฐผมว่ามีเป็นพันเป็นหมื่นโครงการ โครงการเล็กโครงการน้อย เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อท่านไม่มีมินิมัม (Minimum) ไว้เลย ไม่มีการกําหนดไว้เลยท่านก็จะทํางานยากครับ
ต่อไปในส่วนของข้อ ๑๑ ครับ ข้อ ๑๑ ก็ฝากท่านดูนิดหนึ่ง คําพูดอาจจะ เขียนแล้วปฏิบัติยาก ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตําแหน่งก่อนวาระแล้วยังไม่ได้ แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตําแหน่งที่ว่าง ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเท่าที่เหลืออยู่ ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ ผมคิดว่าน่าจะเขียนว่าให้คณะกรรมการเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ ต่อไปได้ และให้ถือว่าคณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเท่าที่มีอยู่ ก็จะทําให้ เวิร์ดดิง (Wording) มันดีขึ้นนะครับ
ในประเด็นของหมวด ๒ หลักเกณฑ์และวิธีการบริหารการประชาสัมพันธ์ ในภาครัฐเพื่อความโปร่งใส ท่านก็วางมา ๔ หลักเกณฑ์ในข้อ ๑๖ นะครับ ไม่มีข้อความ เสียงของผู้บริหาร เป็นการประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ และท่านก็มาสรุปไว้ในวรรคสองของข้อ ๑๖ นี้ว่าความในวรรคก่อนมิให้ใช้บังคับแก่การโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือการรณรงค์เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์และค่านิยมที่ดี และการสร้างความเชื่อมั่นด้านต่าง ๆ ของประเทศในสื่อสารมวลชน สื่อสังคมออนไลน์ หรือสื่ออื่นใดทั้งภายในประเทศและ ในต่างประเทศ ตรงนี้ผมอยากจะกราบเรียนนิดหนึ่งถึงข้อยกเว้นนี้ เมื่อสักครู่ท่านนิกร จํานง ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านพาดพิงถึงผมโดยทางอ้อมโดยท่านไม่ทราบ ท่านพูดถึงการประชาสัมพันธ์โครงการปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดําริ ท่านประธาน กรรมาธิการ ท่านปานเทพคงจะทราบดี ผมเป็นประธานกรรมการประชาสัมพันธ์ในโครงการนั้น ตอนที่เป็นเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารบกก็ดําเนินการอย่างที่ท่านนิกรพูดนั่นแหละ คือจริง ๆ แล้วการประชาสัมพันธ์ลักษณะเช่นนั้นเป็นการประชาสัมพันธ์และการ ปจว. คือปฏิบัติการจิตวิทยาด้วยมันต้องใช้หลายรูปแบบ แต่งบที่ตั้งมาเป็นงบประชาสัมพันธ์ ก็ดําเนินการทั้งในส่วนของการจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ทั่ว ๆ ไป แล้วการจัดกิจกรรม ปจว. ก็คือการส่งทหารไปคุยกับชาวบ้าน ไปอธิบายเหตุและผลแต่ละครัวเรือน พวกทํานากุ้งว่า เขาจะต้องเสียสละให้ออกไปอยู่ชายทะเลต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะการกั้นแม่น้ําปากพนัง ด้วยประตูระบายน้ําตามแนวทางพระราชดํารินั้นก็จะทําให้น้ําทะเลเข้ามาไม่ได้ น้ําในแม่น้ํา ก็จะกลายเป็นน้ําจืด ซึ่งเป็นพระราชดําริที่ทําให้ประชาชนหลายหมื่นคนที่ต้องละทิ้งที่ทํานา ๕๐๐,๐๐๐ ไร่ สามารถกลับมาทํานาได้เพราะได้ปรับเป็นน้ําจืด เพราะฉะนั้นการดําเนินการ โครงการใด ๆ ก็แล้วแต่ก็จะต้องมีผู้ที่เสียประโยชน์ แต่โครงการพระราชดําริก็จะมองถึง ประชาชนส่วนใหญ่ แต่การที่จะให้ผู้ที่เสียประโยชน์ส่วนน้อยยอมเสียสละก็เป็นเรื่องของ การดําเนินการที่ต้องใช้หลายภาคส่วนเข้ามาช่วย ก็ฝากตรงนี้ว่าการดําเนินการโครงการ พระราชดําริที่เป็นการประชาสัมพันธ์ ส่วนหนึ่งก็จะมีงาน ปจว. อยู่ด้วย และที่สําคัญคือจะมี งบบริจาคเป็นส่วนใหญ่ วันนั้นผมหาเงินกว่า ๑๐๐ ล้านบาทเพื่อนํามาใช้ ทุกวันนี้สิ่งที่ยังเหลืออยู่ คือแม้แต่การก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์และที่ทรงงานที่อยู่ปากพนังมูลค่า ๖๐ ล้านบาท ก็เป็นส่วนหนึ่งของงานประชาสัมพันธ์ที่ได้จากเงินบริจาค เพราะฉะนั้นเวลาท่านเขียน ท่านพูดถึงเงิน ๓ ส่วน คือ เงินงบประมาณแผ่นดิน เงินนอกงบประมาณ และเงินกู้ ท่านอาจจะรวมถึงเงินบริจาคด้วย เพราะทุกครั้งที่ผมทํางานด้วยเงินบริจาคไม่ว่าจะเป็นการพลิกฟื้น ที่สึนามิต่าง ๆ นี่ สํานักงบประมาณจะบอกว่าเงินบริจาคคือเงินที่จะต้องใช้จ่ายตามระเบียบ ของการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน เพราะฉะนั้นกรุณาเพิ่มเงินบริจาคเข้าไปด้วย แล้วก็ทําให้ เกิดความยุ่งยากมากเลยจะซื้ออะไรสักอย่างก็ต้องเข้าขั้นตอนนะครับ จะขั้นตอนปกติ หรือขั้นตอนพิเศษก็แล้วแต่ การทําโครงการที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ก็เช่นเดียวกันเราก็ใช้ทหาร ลงไปเดินเพื่อให้ชาวบ้านยอมออกจากอ่างเก็บน้ําที่จะต้องกลายเป็นอ่างเก็บน้ําเมื่อทําเขื่อนกั้นแล้ว ตามแนวทางพระราชดําริ นั่นก็ใช้การทํางานลักษณะ ปจว. จัดคอนเสิร์ตขึ้นมาเพื่อสร้าง ภาพลักษณ์ต่าง ๆ เพราะฉะนั้นก็ต้องฝากข้อสังเกตไว้ว่างบประชาสัมพันธ์มันสามารถใช้ได้ มากไปกว่าอีเวนต์ (Event) ด้วย อีกนิดหนึ่งนะครับท่านประธาน ในเรื่องของการส่งเรื่องให้ใคร มันมีในรัฐธรรมนูญได้กําหนดไว้ในมาตรา ๓๕ ของรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านประชามติว่า เมื่อใช้เงินหรือทรัพย์สินอื่นเพื่ออุดหนุนกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นของเอกชน รัฐจะกระทํามิได้ หน่วยงานของรัฐที่ใช้จ่ายเงินหรือทรัพย์สินให้สื่อมวลชนไม่ว่าเพื่อประโยชน์ ในการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ หรือเพื่อการอื่นใดในทํานองเดียวกันต้องเปิดเผยรายละเอียด ให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ทราบตามระยะเวลาที่กําหนด และประกาศให้ประชาชน ทราบด้วย อันนี้ในระเบียบของกรรมาธิการได้พูดถึงเรื่องการเปิดเผยรายงานผลการดําเนินงาน โดยส่งให้คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นใหม่ภายใน ๓๐ วัน ผมคิดว่าเพื่อให้เป็นร่างระเบียบที่สอดคล้อง รองรับรัฐธรรมนูญใหม่ก็ควรจะกําหนดไว้ด้วยเลยนะครับว่าให้ส่งให้คณะกรรมการ ตรวจเงินแผ่นดินด้วย เพราะในการปฏิบัตินั้นคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินนี่แหละเป็นผู้ที่ตรวจการใช้เงิน ของแผ่นดิน ส่วนเมื่อท่านจะมีกรรมการ กบป. ขึ้นมาเพื่อทําหน้าที่ถ้าเขาตรวจพบว่ามีการใช้เงิน ที่ไม่ถูกต้องเขาต้องส่งที่ สตง. ก่อน สตง. เป็นผู้ที่จะตรวจสอบการใช้เงินอย่างมีกฎหมาย รองรับ ถ้า สตง. เห็นว่ามีการใช้จ่ายเงินที่ผิดหลักเกณฑ์ ที่ไม่เหมาะสม สตง. นี่แหละจะเป็น ผู้สรุปแล้วก็เสนอหรือฟ้องไปที่ ป.ป.ช. เพื่อดําเนินการขั้นต่อไปและขั้นตอนก็เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นการมีคณะกรรมการขึ้นมาดําเนินการอยู่ตรงกลางก็ไม่ได้เสียหายอะไร ผมคิดว่า เป็นการช่วยให้ สตง. ทํางานง่ายขึ้นคือเอาผลการสอบสวน เอาหลักฐาน ที่คณะกรรมการ กบป. ที่ตั้งขึ้นมานี่นํามาใช้ประโยชน์ได้ต่อไปนะครับ
ประเด็นสุดท้าย ในข้อ ๒๖ วรรคสี่ ท่านบอกว่าเมื่อมีการแทรกแซงสื่อนี่ ให้ดําเนินการทางวินัยและอาจเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งโยกย้ายหรือพักการปฏิบัติงาน ผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานในภาครัฐ ผมไม่แน่ใจว่าถ้าเราคิดว่ามีคนทําผิดแล้วเราจะไป เสนอคณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีมีอํานาจในการย้ายคนขนาดไหน อย่างไรนะครับ ไม่ทราบ ขั้นตอนนี้จะถูกหรือไม่ก็ฝากกรรมาธิการไปดูว่าถ้าเราพบว่าคนคนหนึ่งมีพฤติกรรม ในการแทรกแซงสื่อ พฤติกรรมในการมีผลประโยชน์ทับซ้อนนี้ ขั้นตอนคงไม่ใช่ไปสรุปเสนอ คณะรัฐมนตรีกระมังครับคงไม่ใช่ คณะรัฐมนตรีจะไปสั่งการอะไร ผมไม่เคยเห็นมติ ครม. เรื่องเหล่านี้เลย มันก็ควรจะส่งให้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบ จะเป็นรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ คนคนนั้นจะเป็นปลัดกระทรวง อธิบดี หรือถ้าคิดว่าหลักฐานชัดเจนก็ส่ง สตง. หรือส่ง ป.ป.ช. ก็แล้วแต่ถ้ามีอํานาจตรงนั้น ก็ขออนุญาตฝากข้อสังเกตไว้ ๔-๕ ประเด็นครับ ก็ขอสนับสนุนรายงานฉบับนี้แล้วก็ร่างระเบียบซึ่งผมคิดว่าจะทําให้เราสามารถควบคุมการใช้ งบประมาณของรัฐในด้านการประชาสัมพันธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความโปร่งใส มากยิ่งขึ้นครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเราเหลือผู้อภิปรายอีก ๒ ท่านนะคะ คือ พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ และท่านวันชัย สอนศิริ เชิญ พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ รองเจ้ากรม พระธรรมนูญ สํานักงานปลัดกระทรวงกลาโหมค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศครับ กระผม พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศขออภิปราย ผมเห็นด้วยกับรายงานฉบับนี้แต่มีประเด็นที่จะอภิปราย ขอเสนอข้อคิดเห็นประเด็นเดียวนะครับว่ารายงานฉบับนี้ที่เสนอมาเป็นระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรีและมีท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติก็ได้กรุณาอภิปรายว่าสมควรจะเป็น ร่างพระราชบัญญัติหรือไม่ ในประเด็นนี้ผมมีความเห็นว่าในร่างรายงานฉบับนี้ก็อาจจะมีทางออก เพื่อให้เดินหน้าต่อไปได้ก็แบ่งเป็น ๒ ระยะ ระยะแรกเป็นระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีก่อน และอาจจะกําหนดไว้ว่าใช้ปฏิบัติไปสัก ๑ ปีหรือ ๒ ปี หลังจากนั้นจะมีการประเมินผล หากดูแล้ว ตัวระเบียบนี้มีปัญหาอุปสรรคในการบังคับใช้ก็จะมีการพิจารณาจัดทําเป็นพระราชบัญญัติต่อไป หรืออาจจะเป็นร่างพระราชกฤษฎีกาอาศัยพระราชบัญญัติอื่นเป็นฐานรองรับก็ได้นะครับ ก็ยกตัวอย่างเช่นระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ อันนี้ก็เป็นระเบียบแล้วก็ ปฏิบัติไปปฏิบัติมาก็บอกว่าระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีสามารถจะมีมติคณะรัฐมนตรีมาแก้ไข เปลี่ยนแปลงได้ ปัจจุบันก็จัดทําเป็นร่างพระราชบัญญัติแล้ว ซึ่งผมมองว่าในระยะเริ่มแรกถ้าเป็น ระเบียบก่อนนี่แล้วก็ค่อยประมวลปัญหาอุปสรรคแล้วก็เก็บรวบรวมไว้ แล้วนํามาจัดทําเป็น ร่างพระราชบัญญัติจะทําให้เป็นร่างพระราชบัญญัติที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นกว่าที่จะมายกร่าง เป็นร่างพระราชบัญญัติครั้งแรก อันนี้ก็มีข้อเสนอแนะในการอภิปรายเพียงสั้น ๆ เพียงเท่านี้ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ท่านสุดท้ายนะคะ ท่านวันชัย สอนศิริ เรียนเชิญท่านวันชัย สอนศิริ ทนายความตําแหน่งหัวหน้าสํานักงาน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิก วุฒิสภาค่ะ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วันชัย สอนศิริ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านประธานครับ เรื่องนี้ต้องถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องสําคัญมาก แต่ผมอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการ ข้อเสนอแนวทางต่าง ๆ ของท่านผมดูว่าเป็นเรื่องดี แต่การประชาสัมพันธ์ของท่านเอง ต่อเรื่องนี้ผมว่าต้องยิ่งใหญ่กว่านี้ เพราะเรื่องนี้มันเป็นเรื่องใหญ่จริง ๆ ครับท่านประธาน แต่เราเสนอ หรือเราทํา หรือกําลังจะคลอดออกไปก็ตาม ผมกราบเรียนเลยว่าดูจะเงียบ เกินไปนะครับท่านประธานผ่านไปยังท่านวสันต์ครับ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่จะกระทบต่อ เรื่องสําคัญมาก ๆ ถ้าท่านประธานจะลองนึกภาพดูในอดีตบ้านเมืองเรามันจะเต็มไปด้วย ป้ายโฆษณาประชาสัมพันธ์ไปทั่วทุกหัวระแหงแม้แต่ตําบล หมู่บ้าน มันลามไปถึง อบต. อบจ. เทศบาลนะครับท่านประธาน ผมว่ายิ่งหน้านี้หน้าทอดกฐินกําลังจะลอยกระทง ท่านประธาน ลองถอยภาพไปในอดีต นักการเมืองเราปีใหม่เราก็จะมีป้ายโฆษณาประชาสัมพันธ์ไปทั่ว ทุกหนทุกแห่งหมด ตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านนายอําเภอ อบต. อบจ. เทศบาล กล่าวอวยพร กันสารพัดไปหมด ตรุษจีนมาอีกแล้วครับท่านประธานครับ ตรุษจีนมาอีกแล้วนักการเมือง นี่แหละครับ แม้แต่ข้าราชการประจําก็เอาด้วย เดิมผมเข้าใจว่าคงจะมาจากภาคการเมือง ไป ๆ มา ๆ ข้าราชการประจําเอากับเขาด้วยครับ แม้แต่ตํารวจผมไม่เคยเห็นเลยครับ เดี๋ยวนี้ เป็นผู้กํากับ เป็นผู้การ เป็นผู้บัญชาการ ผบ.ตร. ก็ประชาสัมพันธ์ไปด้วย ผมว่าก็คงจะติดมากับ เรื่องเหล่านี้ซึ่งเมื่อก่อนไม่เคยมี สงกรานต์เอาอีกแล้วครับท่านประธาน เต็มไปหมดเลยครับ เข้าพรรษา ออกพรรษา ลอยกระทง คริสต์มาส จนกระทั่งปีใหม่เอาอีกแล้วครับ มาในเรื่อง ของการประชาสัมพันธ์ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านคณะกรรมาธิการเสนอเรื่องนี้ผมจึงถือว่า มาถูกเรื่อง มาถูกจังหวะ มาถูกเวลาที่ต้องทํา ที่ผมออกมาพูดวันนี้นั้นอยากจะมาเชียร์ แล้วก็สนับสนุนและรวมทั้งมีข้อสังเกตครับท่านประธาน ผมเองโดยอาชีพทําทั้งวิทยุ ทําทั้งทีวี (TV) ก็จะเจอเกี่ยวกับเรื่องงบโฆษณาประชาสัมพันธ์ ทั้งสัมผัสเอง ทั้งรู้เอง เห็นเอง และรวมทั้งพรรคพวกเครือข่ายที่เขาทําเรื่องโฆษณาประชาสัมพันธ์ ต้องยอมรับว่ามีการโกงกัน กินกัน ทุจริตกัน หาประโยชน์กันจากงบโฆษณาประชาสัมพันธ์นี้มากครับท่านประธานครับ ดีนะที่รัฐสภาเราไม่ค่อยมีประชาสัมพันธ์เรื่องพวกนี้สักเท่าไร แต่ปรากฏว่าองค์กรหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งหมดมีเรื่องประชาสัมพันธ์ สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานดูจากรายงานของเขา ดูจากรายงานของคณะกรรมาธิการ บอกว่างบประชาสัมพันธ์ที่ใช้ในการโฆษณามากที่สุดก็คือ สํานักนายกรัฐมนตรีมีอยู่ประมาณ ๕๐๖ ล้านบาท รองลงมากระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ที่ ๔๖๘ ล้านบาท และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่ใช้งบประมาณมากที่สุด ท่านทั้งหลายลองเดาดู สิครับว่าหน่วยงานใด ผมว่าท่านทั้งหลายก็คงจะเห็นอยู่แล้วก็คือธนาคารออมสิน กับ อสมท. และ ปตท. ผมเองได้รับทราบว่าหน่วยงานบางหน่วยงานคนที่จะไปขอสปอนเซอร์ (Sponsor) สนับสนุนทําอีเวนต์ (Event) ต่าง ๆ ต้องเสียเงินมีทั้งใต้โต๊ะบนโต๊ะกันเป็นจํานวนมาก เพื่อนผม รับจัดอีเวนต์ (Event) เกี่ยวกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแม้แต่ออกพรรษาตักบาตรเทโวโรหณะ ใช้งบประมาณกันเกือบ ๑๐ ล้านบาท ต้องมีจ่ายใต้โต๊ะกันเกือบ ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท เขามาเล่า ให้ผมฟัง แต่เดี๋ยวนี้ดีนะครับตั้งแต่มีการรัฐประหารมาพวกนี้ลดน้อยถอยลง นี่ลอยกระทงนะครับ ใช้อีเวนต์ (Event) กันทีหนึ่งเป็นสิบล้านบาทนะครับ มีการแสดงดนตรีมโหรี มีลิเก มีหนังกัน เยอะแยะ เป็นสิบ ๆ ล้านบาท เพื่อนผมบอกว่าต้องหิ้วเงินไปให้ท่านนายกเทศมนตรีนั้นไม่ต่ํากว่า ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ทั้งหมดเหล่านี้ผมจึงเห็นว่าสิ่งที่คณะกรรมาธิการทํามานั้นเป็นเรื่องดี แน่นอนครับการทํางานของหน่วยงานในองค์กรทั้งกระทรวง ทบวง กรม แม้ว่าท่านจะทํางาน เก่งขนาดไหน แต่ถ้าไม่มีการประชาสัมพันธ์ผมว่าชาวบ้านเขาก็ไม่รู้และบางทีต้องการบอก เรื่องที่มันเป็นประโยชน์โรคระบาด หรือต้องการจะเตือนกับพี่น้องประชาชนในเรื่องสําคัญ ๆ บอกกล่าวเล่าความต่าง ๆ ทั้งหมด การประชาสัมพันธ์สําคัญครับ แต่การประชาสัมพันธ์ ในลักษณะเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนที่ท่านเสนอมานี้ผมว่าดีมากเลยครับ เพราะเวลา เป็นรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง เป็นอธิบดีคุมกรมนั้นกรมนี้ ท่านเอารูปตัวท่านเองขึ้นไปเต็มบ้าน เต็มเมืองเลยครับ อ้าวแล้วแปลว่าอะไรครับเวลาฝ่ายตรงข้ามที่ผมไม่ได้รับเลือกตั้งผมก็นั่งมอง เหมือนกันครับ และเวลาผมเป็นรัฐมนตรีเป็นเจ้ากระทรวงอีกผมก็ทําเหมือนกันอีก ไป ๆ มา ๆ เรื่องแบบนี้มันเป็นทั้งผลประโยชน์ทับซ้อนคือ ๑. หาเสียงให้กับตัวเองไปด้วย ๒. มีผลประโยชน์ ในการทํามาหากิน งบประชาสัมพันธ์เขาบอกหากินกันมาก ๆ ท่านวสันต์ ภัยหลีกลี้ ขออภัย ที่เอ่ยนามท่าน ท่านอยู่ในแวดวงสื่อคงเข้าใจได้ดีและสื่อเองรวมทั้งภาคการเมืองก็ดี ภาคราชการก็ดี ก็ย่อมจะอาศัยสื่อเป็นมือเป็นไม้ในการประชาสัมพันธ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งครับ ท่านประธาน รัฐมนตรีที่โลกลืม ข้าราชการที่โลกลืม ปลัดกระทรวงที่โลกลืม คนบางคน ทํางานเก่งแต่ประชาสัมพันธ์ไม่เป็น หรือบางคนทํางานไม่เป็นด้วยประชาสัมพันธ์ไม่เป็นด้วย เลยมันเหมาะสมกันพอดีเลยครับโลงผุกับผีเน่าเจอกันเลยครับท่านประธาน ไป ๆ มา ๆ สื่อก็วิ่งไปหาท่านก็ต้องใช้สื่อ แล้วก็ทํามาหากินเอื้อประโยชน์กันสื่อก็เชียร์ด้วยตีปี๊บไปให้ด้วย และเป็นอย่างไรครับ แปลว่าท่านกําลังเอางบประมาณแผ่นดินนั้นไปเพื่อประโยชน์ของตัวเอง ลําพังโฆษณาประชาสัมพันธ์หน่วยงานท่านผมไม่ว่าแต่บางทีเอาตัวเองเหมือนกับจะบอกว่า ฉันทํางานโลกไม่ลืมนะ หรือบางทีโลกลืมจริง ๆ คนที่เป็นรัฐมนตรี คนที่เป็นนักการเมือง อบต. อบจ. เทศบาล ที่เขาทํางานดีมีฝีมือเขาไม่จําเป็นต้องอาศัยสื่อหรอกครับ มีแต่สื่อวิ่งหา เขาเขาอยากจะรู้ว่ารัฐมนตรีวันนี้จะไปทําเรื่องอะไร อย่างไร และมันเป็นข่าวอยู่แล้ว แต่รัฐมนตรีตลอดจนข้าราชการ อบต. อบจ. บางคนเขาทําไม่เป็นหรือไม่ได้ทํา นี่แหละ เกิดช่องว่างตรงนี้ครับ เพราะฉะนั้นผมจึงกราบเรียนต่อท่านประธานว่าผมสนับสนุนแนวทาง ที่คณะกรรมาธิการทําเรื่องนี้อย่างยิ่ง จริงจัง และอยากให้สัมฤทธิผล เพราะเรื่องนี้มันเป็น หนามตําอกของทั้งประชาชนและนักการเมืองแต่ละฝ่ายด้วยกันด้วย เวลาอีกพรรคขึ้น อีกพรรคหนึ่งก็อึดอัด เวลาอีกพรรคขึ้นอีกพรรคลงก็อึดอัดกันเหมือนกัน เพราะใช้งบมาละเลง เพื่อประชาสัมพันธ์กันเยอะแยะมากมายเลยครับ และเท่าที่ผมรู้บางแห่ง บางกลุ่ม บางพวก ถึงขนาดตั้งบริษัทของตัวเองมารองรับงบประมาณทํามาหากินอย่างนี้ แม้แต่ กทม. เพิ่งโดน ม. ๔๔ ไป ก็เพราะเรื่องอย่างนี้ ก็อยากจะกราบเรียนครับว่า สิ่งที่ท่านเสนอนั้นมีข้อสังเกต ๒ ประการต่อท่านกรรมาธิการ เรื่องนี้เป็นเรื่องเด่น เรื่องจําเป็น เรื่องสําคัญ แต่เบาเกินไปครับ ในการที่ท่านจะขับเคลื่อนนั้นผมอยากให้ท่านทําด้วยประการใดก็ได้ให้มันอึกทึกครึกโครม มากกว่านี้ เป็นข่าวออกไปมากกว่านี้
๒. ร่างระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ผมได้อ่านโดยละเอียดแล้ว แล้วก็มีหลาย ท่านตั้งเป็นข้อสังเกตแล้ว ผมจะไม่ขออนุญาตพูดซ้ํา แต่กราบเรียนว่าไม่ว่าจะเป็นหลักเกณฑ์ และวิธีการบริหารการประชาสัมพันธ์ในภาครัฐเพื่อความโปร่งใส หรือการกํากับและ การติดตามประชาสัมพันธ์ในภาครัฐ ผมจะไม่ลงในรายย่อย แต่เรียนต่อท่านว่าผมมีความรู้สึกว่า มันเบาบางเกินไปในการที่จะใช้การบังคับ ท่านลองคิดหาวิธีการอื่นใดที่มันหนักและ มันเข้มแข็งในการที่จะกําราบและปราบให้มันดูมีน้ําหนักมากกว่าที่ท่านคิดมา ณ ขณะนี้ แต่ข้อสังเกตหลาย ๆ ท่านที่ตั้งมาแล้วผมคิดว่าเป็นประโยชน์มาก ความจริงผมก็มีเหมือนกัน แต่เกรงจะกินเวลาท่านอื่น ก็กราบเรียนว่าเอาย่อ ๆ พอสังเขปเพียงเท่านี้นะครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบพระคุณค่ะ มีสมาชิกจะอภิปรายเพิ่มไหมคะ เชิญค่ะ ขานชื่อท่านด้วยนะคะ
พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก : กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ คณะกรรมาธิการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กระผม พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก ก็ได้นั่งฟังอภิปรายเรื่องนี้นะครับ ความจริงผมไม่ได้มีความประสงค์จะอภิปรายนะครับ แต่ว่าเมื่อนั่งฟังผู้อภิปรายทั้งหมด รวมทั้งในเบื้องต้นที่คณะกรรมาธิการได้มีความตั้งใจอย่างสูง ในการทําเรื่องนี้นะครับ ผมเองในวิชาชีพของตํารวจแล้วก็ได้ทํางานด้านการประชาสัมพันธ์ มาส่วนหนึ่ง ทั้งในหน้าที่แล้วก็ทั้งชีวิตได้คลุกคลีกับบรรณพิภพของสื่อสารมวลชน ท่านประธานครับ ในที่นี้มีคําอยู่คําหนึ่งครับว่า การแทรกแซงสื่อ หรือมีคําว่า ซื้อสื่อ แล้วก็หลาย ๆ ท่านได้พูดยกตัวอย่างหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานของเอกชนหรือหน่วยงานใด ก็ตามว่าใช้งบสูงมาก ท่านประธานครับ ความจริงรายงานเรื่องนี้มันมี ๒ ซีกนะครับ ซีกหนึ่ง คือในการที่กรรมาธิการพูดว่า ขออนุญาตพูดว่า โพสต์ออดิต (Post Audit) คือว่ามีการตรวจสอบ ความคุ้มค่าในการใช้งบหรือในการจัดการ หรือในการอรรถประโยชน์ที่แท้จริงที่ประชาชน ทั้งชาติพึงจะได้รับจากเม็ดเงิน รวมทั้งความรู้ความเข้าใจที่พึงจะได้รับตามสิทธิพื้นฐาน หรืออรรถประโยชน์ในชีวิตของชาวบ้านหรือคนทั่ว ๆ ไปพึงจะได้รับส่วนหนึ่ง มิติหนึ่ง เพื่อมุ่งเน้นการตรวจสอบมิให้การกระทําเช่นนี้เกิดขึ้นอีก แม้ว่ามันจะซ้ํา ๆ วันแล้ววันเล่า มีเทศกาลอะไรเราก็ใช้มุกเดิม ใช้วิธีการเดิมซ้ํา ๆ ชาวบ้านก็รู้ แม้ว่าต่อมาความก้าวหน้า ทางเทคโนโลยีก้าวขึ้นเข้าสู่ยุค ๔ จี (4G) ก็ตาม สิ่งเหล่านี้ก็อาจจะแปรเปลี่ยนไปเฉพาะกายภาพ แต่คอนเทนต์ (Content) เนื้อหาสาระยังไม่เปลี่ยน ความเชื่อถือ ความศรัทธาต่อรัฐ ต่อบุคคล หรือในภาคของระบบการเมืองที่หลายท่านอภิปรายระบบพรรคการเมือง ระบบนักการเมือง ก็ตามนะครับ ถามชาวบ้านตาสีตาสาคนทั่วไปคิดอย่างไรในใจนะครับก็ยังมีความรู้สึก ความศรัทธานั้นยังอยู่ในระดับหนึ่ง ท่านประธานครับ ผมจึงขอขอบคุณคณะกรรมาธิการ ที่ได้ทําเรื่องนี้ที่ผมบอกว่าจริง ๆ แล้ว ๒ ซีกคือซีกของการตรวจสอบกับอีกซีกหนึ่งซึ่งมี ความสําคัญมาก ๆ คือเนื้อหาสาระของด้านสารัตถะ สารัตถะที่ว่าคือเนื้อหาความจําเป็น ให้ทั้งความรู้ ให้ทั้งความเข้าใจ ให้กับประชาชน ให้กับภาคสังคมนะครับ สื่อมวลชนต้องให้ทั้ง ความรู้ ให้ทั้งความเข้าใจนะครับ แต่ไม่ได้บวกแสง สี เสียง ที่เติมไปตามความเห็นของตน หรือตามกฎเกณฑ์ในข้อ ๑ ที่มีการตรวจสอบ มีการให้งบไปจุนเจือแล้วก็เบี่ยงเบนไปเช่นนั้น ประชาชนรับทราบครับ แต่ประชาชนไม่รู้จะทําอย่างไรนะครับ ประชาชนสมัยนี้เข้าใจดีและ เป็นยุค ๔ จี (4G) การพีอาร์ (PR) นั้นจากกระดาษเราจะพบว่าหลายสํานักพิมพ์ได้หยุดตัวลง วารสารที่เป็นคลาสสิก (Classic) เดิม สมัยเราจะเห็นว่าหลาย ๆ ส่วนได้ปิดตัวลง กลไกต่าง ๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปในรูปของสื่อต่าง ๆ ตรงนี้ท่านประธานครับผมจึงเข้าสู่ประเด็นว่า ที่คณะกรรมาธิการได้นําเสนอมาผมได้อ่านดูเมื่อสักครู่นี้ตั้งแต่หน้าแรกมาถึงหน้า ๓ มีอยู่ ๓ ข้อ ขอทวนอีกครั้งหนึ่งคือว่า
อันที่ ๑ จุดมุ่งหมายที่ทํานี้คือบอกไม่คุ้มค่า
อันที่ ๒ คือมีการลักษณะเหมือนหาเสียงใช้การประชาสัมพันธ์กดดัน แทรกแซง เพื่อผลประโยชน์ต่อส่วนตน และการที่ข้าราชการการเมืองและข้าราชการประจํา อะไรต่าง ๆ เหล่านี้เป็นการหาเสียงไม่คุ้มค่า
อันที่ ๓ คือการแทรกแซงสื่อเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อผู้นําทางการเมือง หรือพรรคการเมือง หรือผู้นําทางรัฐนะครับ
ทั้ง ๓ ส่วนนี้ผมก็อยากขอเสริมกับคณะกรรมาธิการที่มีข้อเสนออยู่แล้ว ในส่วนที่หลาย ๆ ท่านอภิปรายนะครับได้บอกไปแล้วนะครับ ก็ขอเสริมว่าในเรื่องของความรู้ ความเข้าใจจะได้เกิดความเชื่อมั่นนั้น ในหัวเรื่องหรือในภาพรวมทั้งหมด ภาพทั้งจอหรือภาพ ทั้งหมดเลยนี่ จริง ๆ แล้วก็ควรจะพูดหรือลึกลงไปในส่วนที่ชัดเจนก็คือว่าในส่วนของเพื่อ ตรวจสอบที่ทางคณะกรรมาธิการได้พูดว่าโพสต์ออดิต (Post Audit) การตรวจสอบ ความคุ้มค่านั้นส่วนหนึ่ง หรือว่าจะเพิ่มประสิทธิภาพในส่วนของสื่อสารมวลชนในแง่ของ ในเชิงบวก เพิ่มถึงขั้นก้าวไปสู่ความเชื่อมั่นไต่บันไดขึ้นไปเรื่อย ๆ ถึงขั้นจริยธรรมขั้นสูง ในสาขาวิชาชีพนี้ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับผมก็ขอเสริมในส่วนนี้สัก ๓ ข้อ เพื่อให้คณะกรรมาธิการได้ช่วยพิจารณานะครับ
อันแรก คือในส่วนของการแทรกแซงสื่อที่ว่านี่ในส่วนนี้นอกจากเรามีบอร์ด (Board) คือคณะกรรมการที่เราจะร่างแล้วหากเราจะเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาเราควรจะมีส่วน ของตัวแทนโดยชอบธรรมที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านนี้นะครับ อาทิเช่นสมาคมวิชาชีพด้านสื่อ พวกนี้ได้แสดงจุดยืนเข้ามาระหว่าง ๒ ฝั่งนี้ให้ได้นะครับ ระหว่างที่สมมุติว่าคนนี้เข้มแข็ง หมายถึงว่าสมมุติว่าสถาบันสื่อระดับใหญ่ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องงบอะไรต่าง ๆ นี่ แต่ระดับ บางส่วน สื่อมวลชนส่วนมากจะดีนะครับแต่บางส่วนก็เอื้อกันระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐ กับเจ้าหน้าที่สื่อเหล่านั้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ต้องให้นอกจากคณะกรรมการนี้แล้วก็จะมี หน่วยอื่น ๆ โดยเฉพาะภาคประชาชนซึ่งเป็นเสียงเงียบจากเขาเฝ้าดูอยู่มีบทบาทมากขึ้น แสดงจุดยืนที่ชัดเจนขึ้น
แล้วก็อีกส่วนหนึ่งก็คือว่าควรจะปรับในส่วนที่เกี่ยวกับกระบวนการหรือวิธีการ ถ้าหากเราจะเน้นในซีกของวิธีการจัดการในการตรวจสอบ ซึ่งแน่นอนมันต้องเกี่ยวกับเนื้อหาสาระ สารัตถะของสิ่งที่เราจะประชาสัมพันธ์ไปนะครับ ความเคลื่อนไหว ความวิ่งเร็ว ขอโทษครับ ใช้คําภาษาอังกฤษเรียกว่านิวมีเดีย (New Media) มันจะเคลื่อนไหวไหลบ่าเข้ามามีอิทธิพลสูง ในขณะนี้ เราจะอยู่ทุกอณูหรืออยู่ทุกหนแห่งในโลกนี้เราสามารถสื่อสารกันได้ แล้วก็ มีการเปลี่ยนแปลงไปจากระบบเดิม ๆ ระบบของกระดาษ ระบบของจอภาพ ทีวี (TV) ต่าง ๆ เหล่านี้จะเข้าสู่ของโซเชียลมีเดีย (Social Media) อีกส่วนหนึ่ง ขณะนี้เราพบว่าตรงนี้ มีอิทธิพลสูงแต่เรายังไม่มีกระบวนการประเมินที่จริงจังอย่างน่าเชื่อถือได้ชัดเจน มีประสิทธิภาพ ควรมีการวิจัยแล้วก็มีการเสนอวิชาการเรื่องนี้ให้ชัดเจนในสายวิชาชีพนี้
อันที่ ๓ อีกอันหนึ่งก็คือกระบวนการประชาสัมพันธ์ในสิ่งนี้ นอกจากวิธีการ ตรวจสอบแล้ว การที่จะได้เนื้อหาสาระชัดเจนนั้นเราควรบูรณาการหรือว่าอินทิเกรต (Integrate) ผสมผสานในการสื่อสารในการทําสิ่งต่าง ๆ ให้เกิดการคุ้มค่า คือในส่วนนี้ นอกจากเราจะตามเหมือนเราตามจับคนร้ายมันช้าเกินไปแล้ว คือเราต้องมองในแง่ดี ถึงเวลาที่เรา ต้องลุกขึ้นมามองกันในแง่ดี คิดแต่ในแง่ดีว่าเราต้องเชื่อใจซึ่งกันและกัน ถ้าเราจ้องจับผิด สังคมเราก็จะอยู่อย่างนี้ ผมเชื่อมั่นเช่นนั้น ลองทําดู อย่างเช่นสื่อต่าง ๆ เหล่านี้ ผมเคยศึกษาว่า เขามีคําว่าคอนเทนต์โพรไวเดอร์ (Content Provider) ก็คือว่าที่เราพูดเมื่อกี้ คณะกรรมาธิการ พูดว่าไปอีเวนต์ (Event) ต่าง ๆ ไม่คุ้ม ผมเคยทําอย่างนี้หลายเรื่องแล้วก็พยายามค่อย ๆ ทําไป ใจเย็น ๆ แบบที่ว่าค่อยเป็นค่อยไปก็คือว่าทําอีเวนต์ (Event) หนึ่งแล้วเอาสาระ สารัตถะ เหล่านี้หมุนไปทําเป็นสกู๊ป (Scoop) เป็นอะไรต่าง ๆ ได้เยอะ เป็นสหวิทยาการกระจายไปได้ หลาย ๆ ขั้นตอน ทําให้คุ้มค่า อันนี้ก็เป็นอีกวิธีการหนึ่งนอกจากโพสต์ออดิต (Post Audit) ที่ว่าตรวจสอบ จ้องจับผิด ลงโทษ ลงทัณฑ์ มันล้าสมัยแล้ว ทั่วโลกเขาไม่ได้ทําอย่างนี้ แล้วผมเชื่อว่าประโยคแรกที่ผมลุกขึ้นพูดว่าในบรรณพิภพ จรรยาบรรณวิชาชีพเราต้องให้เกียรติ ผมไม่ได้เชียร์สื่อ แล้วผมก็อยู่ของผมอย่างนี้ หลาย ๆ ท่านอภิปรายว่าถ้าคนที่มีคุณภาพจริง ๆ สื่อวิ่งหาเอง ผมเชื่อมั่นเช่นนั้นในประสบการณ์ชีวิตผมจนกระทั่งเกษียณผมก็เชื่อมั่นเช่นนั้นว่า ถ้าเราดีจริงมีคุณภาพจริง ผมว่าคนเขาอยากเข้าใกล้เข้าหาแม้ว่าจะไม่มีแสงสีฉูดฉาดนัก แต่มีอานุภาพที่เยือกเย็นและมีอานุภาพที่คนมีเสน่ห์ มีเสน่ห์ในตัวเองก็คือมีเสน่ห์ในความเป็น เนื้อหาสาระของในคอนเทนต์ (Content) นั้น ๆ เพราะฉะนั้นสื่อเขาต้องการ โลกสมัยนี้ ต้องการจะเห็นว่าไวมาก เราพูดอยู่ที่กาฬสินธุ์ ๒-๓ นาทีไปอยู่ที่วอชิงตันดีซี อยู่ที่ลอนดอน สิ่งเหล่านี้มันขจรขจายไกล เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ผมฝากไว้ด้วยว่าหากเรามีการทําเรื่องนี้นอกจาก วิจัยให้ลึกแล้ว ก็ช่วยในเรื่องกลุ่มอาชีพนี้ให้เขาลุกขึ้นมาได้อย่างชัดเจน แม้ว่าสภาพสังคม ปัจจุบันสื่อจะเปลี่ยนไป อันนี้เมื่อมีชัดเจน เมื่อสื่อหรือจรรยาบรรณพวกนี้เขาอยู่ได้แล้วเขา ก็จะทําหน้าที่ได้สมบูรณ์แบบ แล้วก็ทําในส่วนของฟังก์ชัน (Function) หน้าที่เหล่านี้ มากระจายให้เกิดความคุ้มค่าโดยวิธีการเสนอแนะ เหมือนนักกีฬาครับ ถ้าร่างกฎหมาย ท่านจ้องจับผิดอย่างเดียวได้ครับ ผมเคยทําสืบสวนสอบสวนทําเรื่องวินัยนี้เยอะ ทั้งวินัย ในเรื่องการของบแล้วมาใช้ผิดปกติ ผมพอทราบขั้นตอนต่าง ๆ แต่ช่วงหลัง ๆ ผมคิดว่าเหนื่อย และมันไม่มีประโยชน์กับแผ่นดินนี้ ต้องชี้แนะตื่นขึ้นมาทุกวินาทีว่าเพื่อนร่วมโลกเรา หรือเพื่อนเราเป็นคนดีแล้วเราจะเอาความดีนี้ให้คนอื่นได้อย่างไร เฉกเช่นเดียวกัน ผมเสนอในข้อ ๓ ว่าคอนเทนต์โพรไวเดอร์ (Content Provider) ก็คือว่าการเผยแพร่ ข้อมูลข่าวสารหลากหลายจะให้เกิดการคุ้มค่าครับท่านประธาน กราบขอบคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปก็ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการ ตอบข้อซักถามของสมาชิก เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิกทั้ง ๗ ท่านที่ได้กรุณา ให้ข้อเสนอแนะแล้วก็ข้อคิดเห็นต่าง ๆ ซึ่งเป็นประโยชน์เป็นอย่างยิ่งทีเดียวนะครับ ในรายละเอียดเดี๋ยวผมให้ท่านอนุสิษฐนะครับ แต่ผมจะเรียนหลัก ๆ อย่างนี้ครับ
สําหรับเรื่องระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีตัวนี้ ก็อย่างที่ท่านกฤษณะได้เรียน ขอประทานโทษที่เอ่ยชื่อ เราคงทําเป็นรูปของระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีก่อนสักระยะหนึ่ง แล้วก็ดูผลต่าง ๆ แล้วก็ไปประสานงานกับระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีที่มีอยู่แล้ว แล้วก็สามารถจะปรับเปลี่ยนมาเป็นพระราชบัญญัติต่อไป ซึ่งเราก็ได้ประสานกับทางด้านของ รัฐบาลอยู่แล้ว
อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องที่ท่านคํานูณได้กรุณาพูดถึงเรื่องการประชาสัมพันธ์ หน่วยงาน ผมคิดว่าบางทีก็มีความจําเป็นที่จะต้องมีการประชาสัมพันธ์หน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะหน่วยงานซึ่งเป็นหน่วยงานใหม่ ๆ ที่ทางด้านของประชาชนอาจจะยังไม่รับรู้ รับทราบนะครับ อย่างหน่วยงานที่กระทรวงใหม่ อันนี้อาจจะต้องประชาสัมพันธ์ นอกจากนั้นแล้วยังมีกิจการต่าง ๆ ที่จําเป็นจะต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบ อย่างเช่นเรื่องของโรคภัยไข้เจ็บขณะนี้มีอย่างมากมายทีเดียวนะครับ เพราะฉะนั้นจะต้องให้ ประชาชนระมัดระวังตัวอย่างไร อะไรต่ออะไรพวกนี้ ผมคิดว่าอันนี้ก็มีความจําเป็นที่จะต้อง ดําเนินการ ส่วนเรื่องการใช้งบประชาสัมพันธ์ที่ไม่ถูกต้องอันนี้ก็ต้องอยู่ในระเบียบที่จะต้องว่ากัน เรามีระเบียบกลางอยู่แล้วก็ระเบียบของหน่วยงานต่าง ๆ ก็ต้องรองรับต้องเป็นไปตามนั้น ถ้าไม่ได้ก็ต้องมีผลบังคับต่าง ๆ ซึ่งอย่างที่ท่านวันชัยว่าขอประทานโทษจะต้องให้ มันมีระเบียบต่าง ๆ ที่เข้มงวด อันนั้นก็ต้องรองรับต่าง ๆ ระเบียบต่าง ๆ ก็สามารถจะบังคับ ไปตามนั้นได้นะครับ นอกจากนั้นแล้วที่ท่านคํานูณได้กรุณาบอกว่าเรื่องของการขัดกัน แห่งผลประโยชน์ อันนี้แน่นอนครับเราจะต้องเสนอให้มันสอดคล้องกับเรื่องกฎหมายของ ป.ป.ช. มาตรา ๑๐๐ แล้วก็ในเรื่องของอนุมาตราต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้เรากําลังจะทําเสนอเข้าไป ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญนะครับก็จะใส่เรื่องนี้เข้าไปด้วย รวมทั้งเรื่องของ เคลียริงเฮาส์ (Clearing House) ซึ่งคิดว่าจะเป็นประโยชน์นะครับ เราก็ต้องจัดการเอาเข้าไปด้วย เพราะฉะนั้นก็ต้องทําในส่วนนี้นะครับ
ส่วนเรื่องของท่านนิกร ขอประทานโทษเอ่ยนามนะครับ ก็ขอบคุณที่ให้ ข้อเสนอแนะต่าง ๆ การประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ จะต้องทําอย่างรวดเร็ว ถูกต้องอะไรต่าง ๆ นะครับ
ส่วนเรื่องของชื่อ เนื่องจากว่าเรื่องนี้เราไปพูดถึงเรื่องของความโปร่งใส เรื่องของการตรวจสอบอะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นก็ต้องขออนุญาตคงชื่อตรงนี้ไว้ก่อนนะครับ ส่วนว่าในเรื่องของเวลาเข้าไปแล้วจะปรับเปลี่ยนอย่างไรก็ว่ากันไปนะครับ แต่จุดประสงค์ เราต้องการตรงนี้จริง ๆ เพราะอย่างที่ทราบกันว่ามันมีเรื่องของการทุจริต เรื่องของอะไรต่าง ๆ มันมากมายทีเดียวนะครับ เพราะฉะนั้นต้องขออนุญาตตรงนี้ความโปร่งใสซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่อง ที่เราต้องการจะทําตรงนั้น
ส่วนของท่านประสิทธิ์ก็ขอบคุณที่ให้ข้อเสนอแนะต่าง ๆ ป.ป.ช. เขาก็ทํา ของเขานะครับอะไรต่ออะไรเขาทําอยู่ เรื่องของระเบียบ เรื่องของอะไรต่าง ๆ ก็พยายาม ที่จะทําอยู่ คณะกรรมการชุดใหม่ก็พยายามที่จะปรับปรุงงานต่าง ๆ อย่างเต็มที่
ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ขอขอบคุณนะครับเรื่องของการที่จะสรรหากรรมการ ต่าง ๆ จริง ๆ ท่านนายกรัฐมนตรีใช้อํานาจตามมาตรา ๑๑ ในการทําใช่ไหมครับ ส่วนว่าจะมี การปรับปรุงอย่างไรก็ว่ากันไปนะครับ เวลาเข้าไปในวิป (Whip) ๓ ฝ่าย อาจจะต้องมี การเพิ่มเติมอะไรก็ว่าไปนะครับ นอกจากนั้นแล้วข้อเสนอของท่านต่าง ๆ ในข้อ ๑๑ ข้อ ๒๖ อันนั้นรับไว้เลยนะครับ
ส่วนท่านวันชัยท่านบอกว่าต้องทําให้มันครึกโครมอย่างนี้ก็จะต้องทํานะครับ เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่สําคัญก็จะได้มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์เรื่องนี้ต่อไปนะครับ
รวมทั้งของท่านเรืองศักดิ์ ขอขอบพระคุณที่ได้ให้ข้อคิดเห็นเรื่องต่าง ๆ ก็ขอรับไปนะครับ
ผมขออนุญาตให้ทางด้านท่านอนุสิษฐเพิ่มเติมจากที่ผมได้เรียนไปครับ ขอบพระคุณท่านครับ
เรียนเชิญท่านอนุสิษฐค่ะ
ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ เรียนท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศครับ มีประเด็นที่เป็นข้อเสนอและเป็น คําถามหลายประการ สําหรับข้อเสนอหลายส่วนผมคิดว่าเดี๋ยวทางกรรมาธิการจะรับไปแก้ไข อย่างเช่นการเปลี่ยนแปลงข้อเสนอตามข้อ ๑๑ ของท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ยังมีข้อเสนอ ในเรื่องขั้นตอนของการปฏิรูปซึ่งจะต้องนําเสนอการเปลี่ยนแปลงการยกร่างกฎหมายฉบับใหม่ เพื่อให้สอดรับเพื่อจะได้เป็นกฎหมายที่ถาวรในอนาคตอันนั้นก็จะอยู่ในขั้นตอนนะครับ ส่วนบางกรณีผมเรียนอย่างนี้ ผมขออนุญาตเอ่ยนามท่านวันชัย ต้องขอบพระคุณท่านมากครับ สิ่งที่ท่านได้นําเสนอและสะท้อนให้พวกเราได้เห็นนั้น เราต้องเผชิญกับความเป็นจริง เรากําลังอยู่ในสถานการณ์ใดเกี่ยวกับเรื่องของการทุจริตในชาติบ้านเมือง เราหลบเลี่ยง ความเป็นจริงนี้ไม่ได้ และความเป็นจริงนี้ต้องท้าทาย ต้องมีการเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา ในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศครั้งนี้ แล้วผมเชื่อว่าเราพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง เราพร้อมที่จะรับผิดชอบ เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นผมขออนุญาตกราบขอบพระคุณ ท่านได้สะท้อนความเป็นจริงในเรื่องนี้
ประเด็นที่สําคัญเรื่องของการตีปี๊บเรื่องของการประชาสัมพันธ์ที่จะให้ ประชาชนรับรู้รับทราบนั้น ผมเรียนว่าหลายเรื่องเป็นความภูมิใจที่กระผมได้อยู่ใน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมเห็นกรรมาธิการเสนอเรื่องที่เป็นสิ่งที่น่าภูมิใจเยอะแยะเลย แล้วมีประเด็นที่สําคัญต่อชาติบ้านเมืองมากมาย แต่ประเด็นของการประชาสัมพันธ์ผมเชื่อว่า มีข้อจํากัดครับ ข้อจํากัดนั้นคือสิ่งที่เรากําลังทํามันยังไม่ได้ยุติว่าเมื่อทําไปแล้วในท้ายที่สุด คืออะไร เวลาเราจะพูดกับประชาชนเราพูดได้ไม่เต็มปากผมเรียนอย่างนั้น แต่อย่างไรก็ดีผมคิดว่า ถ้าประชาชนโดยส่วนรวมได้มีการติดตามงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศอย่างต่อเนื่อง ผมคิดว่าเขาเห็นภาพของการทํางานที่น่าภูมิใจของพวกเรานะครับ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ ผมขอรับก็จะประสานกับท่านประธานว่าถ้ามีโอกาสจะได้มีการขยายผลไปยังภาคประชาชน ซึ่งจริง ๆ แล้วมีอีกหลายเรื่องที่เราไม่ได้ตีปี๊บเราไม่ได้บอกประชาชน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งยังไม่ได้ประกาศใช้นั้น มีหลายเรื่องที่สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กรรมาธิการหลายคณะได้ทําหน้าที่ในการยกร่างแม้กระทั่งร่างกฎหมายเตรียมการไว้ล่วงหน้า เพื่อรองรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แต่เราก็ยังพูดไม่ได้นะครับ
ขออนุญาตในประเด็นของท่านคํานูณครับ ขอบพระคุณท่านมากเลยที่ท่านได้ ให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องการเพิ่มเติม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๐ ซึ่งในเรื่องนี้ คงจะต้องนําไปใส่ไว้ในขั้นตอนการปฏิรูปเพิ่มเติมนะครับ
ในส่วนของท่านนิกรครับ เรื่องรายชื่อผมขออนุญาตเรียนสั้น ๆ นิดเดียวครับ เราถกแถลงกันมาเยอะว่าเราจะใช้ชื่อใดดี ร่างระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์ และวิธีการบริหารการประชาสัมพันธ์ภาครัฐแค่นี้พอไหม ประเด็นก็กลับมาสู่ที่ว่าถ้าชื่อแค่นั้น มีคําถามต่อ มันมีการประชาสัมพันธ์เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องสังคม แล้วจะไปทําเรื่องนี้อย่างไร บทบาทที่ปากพนังอย่างที่ท่านยกตัวอย่างนะครับ จริง ๆ แล้วระเบียบ หลักเกณฑ์ และวิธีการ ที่เราเสนอในครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเนื้อหาสาระที่เป็นเรื่องของคณะกรรมการประชาสัมพันธ์ แห่งชาติ แต่เป็นหลักเกณฑ์และสาระที่เกี่ยวข้องกับความโปร่งใส ซึ่งแม้กระทั่งยูเอ็นซีเอซี (UNCAC) เองที่เราเข้าไปเป็นสมาชิกก็ได้กําหนดในเรื่องความโปร่งใสของประเทศไว้ และกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนไว้ ผมเรียนครับในเรื่องกระบวนการมีส่วนร่วม รัฐบาลกําลังเตรียมยกร่างพระราชบัญญัติเพื่อรองรับร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๓ เพื่อให้ ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องของการต่อต้าน ในเรื่องของการชี้เบาะแส และรัฐบาล จะต้องให้ความคุ้มครองต่อประชาชนเหล่านั้นซึ่งจะต้องร่างเป็นกฎหมายก็ยังมีอีก หลายประการครับที่สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้ทําเรื่องต่าง ๆ มากมาย ไปแล้วอย่างมากนะครับ เพียงแต่ว่าการประชาสัมพันธ์นั้นอาจจะไม่ครอบคลุมเท่าไรนัก
ท่านประสิทธิ์ครับก็ต้องขอบพระคุณครับต้องเรียนว่าการทํางานขององค์กร ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในระยะเวลาที่ผ่านมามีปัญหาครับ มาตรฐานทางคดีไม่เท่ากันครับ บางครั้งพูดจากันไม่รู้เรื่องครับต่างคนต่างรักษากฎหมาย ของตัวเอง รักษาวัฒนธรรมขององค์กรตัวเองจนทําให้ระบบของการป้องกันและปราบปราม การทุจริตมีปัญหา ผมเชื่อว่าถ้าหลายท่านได้ศึกษารูปแบบของกฎหมายหลาย ๆ ฉบับของ หลาย ๆ องค์กร ท่านจะเห็นถึงความบกพร่อง ท่านจะเห็นถึงการไม่ประสานงานซึ่งกันและกัน ท่านจะเห็นถึงมาตรฐานทางคดีที่ไม่เท่าเทียมกัน ฉะนั้นผมขออนุญาตนําเรียน และขอขอบพระคุณท่านครับ และในส่วนนี้คณะกรรมาธิการก็จะได้มีการประสานงาน ไม่ได้ผ่านทาง สปช. ก็อาจจะผ่านไปทางกรรมการร่างรัฐธรรมนูญหรือมีช่องทางอื่น ๆ ที่จะต้องมีการประสานงานเพื่อให้เกิดการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นนะครับ
สําหรับเรื่องในส่วนของท่านเลิศรัตน์ผมรับเรื่องนี้ที่จะไปปรับปรุงแก้ไขแล้วก็ อีกส่วนหนึ่งเมื่อนําเสนอเข้าสู่วิป (Whip) ๓ ฝ่ายแล้ว ข้อสังเกตต่าง ๆ เหล่านี้จะถูกบันทึกไว้ ในวิป (Whip) ๓ ฝ่าย แล้วก็จะเป็นข้อเสนอเพราะว่าร่างระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีที่เรา เสนอนั้นเป็นร่างระเบียบภายใต้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งเป็นอํานาจของท่านนายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีที่จะออกระเบียบ ปฏิบัติต่าง ๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพต่อการบริหารราชการแผ่นดินครับ อันนี้ในส่วนของ กรรมาธิการก็จะรับเรื่องนี้ไป และการร่างระเบียบนั้นประเด็นที่สําคัญต้องไม่ขัดแย้งกับ พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินและกฎหมายอื่น ๆ ที่มีอยู่ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ทาง กรรมาธิการขอน้อมรับแล้วก็จะไปปรับปรุงแก้ไขรวมทั้งจะได้มีการประสานงานในขั้นของวิป (Whip) ๓ ฝ่ายด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปท่านวสันต์นะคะ เชิญท่านวสันต์ค่ะ
ขอบคุณครับท่านประธานครับ ก็ขออนุญาตสรุปช่วงท้ายอย่างนี้นะครับว่าวาระการปฏิรูปครั้งนี้เป็นวาระที่สําคัญอย่างที่ ท่านคํานูณ สิทธิสมาน ได้ว่าไว้นะครับ ทั้งในแง่ของการป้องกันการทุจริตแล้วก็การปฏิรูปสื่อ ในเรื่องเกี่ยวกับการปฏิรูปสื่อขออนุญาตเรียนว่าไปในทิศทางเดียวกันนะครับ ข้อเสนอ ในการปฏิรูปครั้งนี้ไปในทิศทางเดียวกับการปฏิรูปสื่อ นั่นก็คือว่าให้สื่อมีสิทธิเสรีภาพแล้วก็ ปราศจากการแทรกแซง อย่างที่ทราบในช่วง ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมาสื่อถูกแทรกแซงอย่างหนัก โดยเฉพาะจากทางอํานาจทุนแล้วก็การใช้การโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อแทรกแซงนี้ ก็เห็นได้ชัดเจน มีการถอนงบโฆษณาจํานวนหลายสิบล้านบาทหรือว่าตัดการโฆษณาให้กับสื่อ บางสํานักเป็นร้อยล้านบาทเพื่อที่จะบีบให้สื่อนี้มาเป็นพวก หรือแม้กระทั่งการประเคน งบโฆษณาเพื่อที่จะดึงให้สื่อมาเป็นพวกมาสนับสนุน อันนี้ก็ทําให้เกิดปัญหาเรื่องของการที่ทํา ให้สื่อเลือกข้างหรือว่าแบ่งพวกแบ่งข้างด้วยนะครับแล้วก็เกิดเป็นปัญหาวิกฤติการเมือง ตามมาด้วยนะครับ ในเรื่องการแทรกแซงสื่อนี้นะครับก็ทําให้ทางองค์กรวิชาชีพสื่อก็ได้พูดคุย กับทางองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) แล้วก็ทางทีดีอาร์ไอ (TDRI) จริง ๆ ก็เป็น ต้นเรื่องเป็นที่มาของการเสนอให้มีการแก้ไขปัญหานี้และทาง สปช. ก็ได้รับเข้ามาดําเนินการ จนกระทั่งมาเป็นร่างระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ขอบคุณที่ท่านให้ความสําคัญแล้วก็คิดว่า ในเรื่องของ พ.ร.บ. ก็คงเป็นสิ่งหนึ่งที่เราคาดหวังว่าในอนาคตจะเกิดขึ้นแต่เห็นว่าในระยะ เริ่มต้นน่าจะเริ่มที่ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีก่อน แล้วก็คิดว่าอันนี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้น ที่สําคัญของการแก้ปัญหา ๓ ปัญหาที่สําคัญคือทั้งเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันเงินโฆษณา ประชาสัมพันธ์ของภาครัฐ การที่นําเงินส่วนนี้มาใช้ประโยชน์เพื่อตัวเองซึ่งเราก็เห็นได้ชัดว่า มีการโฆษณาตัวบุคคลหรือว่าเพื่อความได้เปรียบทางการเมือง รวมทั้งเรื่องของการแทรกแซงสื่อ ก็ขอบพระคุณนะครับ ส่วนเรื่องนี้จะครึกโครมแค่ไหน ผมคิดว่าหลังจากที่สภาแห่งนี้ ให้ความเห็นชอบนะครับ ท่านวันชัย สอนศิริ และท่านคํานูณ สิทธิสมาน ในฐานะโฆษกของ สปท. ก็คงได้กรุณาช่วยเป็นปากเป็นเสียง แล้วก็ช่วยประชาสัมพันธ์ด้วยอีกทางหนึ่งนะครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ตอบเสร็จแล้วนะคะ ก็เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง (ร่าง) ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารการประชาสัมพันธ์ ในภาครัฐเพื่อความโปร่งใส พ.ศ. .... แล้วนะคะ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ดิฉันขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนค่ะ
(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โดยโปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนค่ะ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
เชิญท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ใช้วิธีการขานชื่อค่ะ เจ้าหน้าที่อย่าเพิ่งปิด ระบบนะคะ ยังมีสมาชิกทยอยมา ขอผลของการแสดงตนค่ะ ผู้เข้าร่วมประชุม ๑๖๘ ท่าน และท่านปีติพงศ์ เป็น ๑๖๙ ท่านนะคะ
ครบองค์ประชุมค่ะ ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับ รายงานเรื่อง (ร่าง) ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหาร การประชาสัมพันธ์ในภาครัฐเพื่อความโปร่งใส พ.ศ. .... หรือไม่นะคะ
(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนค่ะ ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียงค่ะ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิ ท่านปีติพงศ์เรียบร้อยไหมคะ
เรียบร้อยครับ
เรียบร้อยนะคะ มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิไหมคะ
(ไม่มีสมาชิกยกมือ)
ขอผลการลงคะแนนค่ะ มีจํานวนผู้เข้าร่วมประชุม ๑๖๙ ท่าน เห็นด้วย ๑๖๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีค่ะ
เป็นอันว่าที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เรื่อง (ร่าง) ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารการประชาสัมพันธ์ ในภาครัฐเพื่อความโปร่งใส พ.ศ. .... แล้วนะคะ ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็น และข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนจะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ดําเนินการต่อไปค่ะ จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบแล้วนะคะ ขอขอบพระคุณท่านประธานกรรมาธิการและขอบพระคุณท่านกรรมาธิการค่ะ
ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓.๒ เรื่อง รายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่อง การบริหารจัดการของจังหวัด ที่มุ่งหวังผลสัมฤทธิ์โดยยึดพื้นที่เป็นหลัก (Area-based Approach) ซึ่งเลื่อนมาจากการประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๕๔/๒๕๕๙ วันอังคารที่ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙
ท่านแรกคือท่านรองศาสตราจารย์ตระกูล มีชัย อนุกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปธรรมาภิบาล ประสิทธิภาพและการพัฒนาบุคลากรภาครัฐในคณะกรรมาธิการ เป็นอดีตอาจารย์ประจําคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ท่านที่ ๒ ท่านสุกานดา วรเชษฐบัญชา อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ธรรมาภิบาล ประสิทธิภาพและการพัฒนาบุคลากรภาครัฐในคณะกรรมาธิการ ท่านเป็นผู้อํานวยการสํานักงานพัฒนาและส่งเสริมการบริหารราชการจังหวัด สํานักงานปลัด กระทรวงมหาดไทย
ท่านที่ ๓ ท่านสุริยะ ประสาทบัณฑิตย์ อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ธรรมาภิบาล ประสิทธิภาพและการพัฒนาบุคลากรภาครัฐในคณะกรรมาธิการ ท่านเป็น อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ขอเชิญท่านทั้งสามเข้าร่วมประชุมด้วยค่ะ ท่านประธาน พร้อมแล้วนะคะ ขอเชิญท่านประธานชี้แจงต่อที่ประชุมค่ะ
กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ เรียนท่านสมาชิก สปท. ที่เคารพ ทุกท่าน กระผม พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปประเทศด้าน การบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อสัปดาห์ที่แล้วกระผมได้อัญเชิญพระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงพระราชทานไว้ เมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๑๒ ในพิธี ชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ความสรุปว่า “ให้ส่งเสริมคนดีให้ปกครองบ้านเมืองและควบคุมคนไม่ดี ไม่ให้มีอํานาจไม่ให้ก่อความวุ่นวายเดือดร้อนได้” ซึ่งในครั้งนั้นคือเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดินได้เสนอรายงาน ๒ เรื่องเกี่ยวกับคน
เรื่องที่ ๑ คือการวางแผนกําลังคนภาครัฐเชิงยุทธศาสตร์เพื่อสนองอุปสงค์ ของประเทศซึ่งก็คือให้ได้คนเก่งมา
ในรายงานที่ ๒ ที่ได้รายงานต่อสภาไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็คือการกําหนด มาตรฐานจริยธรรมและการควบคุมกระบวนการหรือบังคับใช้จริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ
สําหรับวันนี้นั้นกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหาร ราชการแผ่นดินจะเสนอต่อเนื่องนอกจากคนแล้วก็คือในเรื่องของการบริหารจัดการ เพื่อพยายามให้การปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดินครบวงจรมากที่สุด ในเรื่องของ การบริหารจัดการของจังหวัดที่มุ่งหวังผลสัมฤทธิ์โดยยึดพื้นที่เป็นหลักนั้น กรรมาธิการ โดยอนุกรรมาธิการได้ยึดพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการศึกษา ในการทํารายงาน
ประการที่ ๑ ก็คือยึดตามพระบรมราโชบายที่ว่าเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ถ้าพูดถึงพัฒนาแล้วท่านกรุณาดูภาพที่ท่านปรากฏอยู่ในจอนะครับ นี่คือกรอบแนวความคิด ในการพัฒนาการบริหาร ท่านดูรูปหัวใจโต ๆ นั้นจะมีคําว่าธรรมาภิบาล ประสิทธิภาพ และความพึงพอใจของประชาชน ถ้าเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวความพึงพอใจของ ประชาชนก็คือความสุขของพสกนิกรของพระองค์ ถ้าท่านดูตรงกลางนะครับ ดูบูลเลต (Bullet) เหล่านั้นท่านจะเห็นบูลเลต (Bullet) ที่พูดถึงนโยบาย พูดถึงแผนงาน พูดถึง โครงการ พูดถึงกิจกรรมและงบประมาณเป็นรูปหัวใจทั้งสิ้น รูปหัวใจนี้ไม่ได้ทําขึ้น หรือเปลี่ยนแปลงหลังจากวันที่ ๑๓ ตุลาคมนะครับ เรื่องนี้อนุกรรมาธิการได้ทํารูปนี้มาตั้งแต่ต้น ฉะนั้นก็กราบเรียนท่านประธานว่าในการศึกษา ครั้งนี้ได้ยึดตามพระบรมราโชบาย สําหรับรายละเอียดนั้นกระผมจะขออนุญาตท่านประธาน ที่จะมอบให้ทางอนุกรรมาธิการที่รับผิดชอบเรื่องนี้กราบเรียนต่อประธาน ก็จะมีอาจารย์ ดอกเตอร์ถวิลวดี แล้วต่อจากนั้นอาจารย์ตระกูล แล้วก็อาจารย์อภินันท์ โดยที่ท่านวิบูลย์ เดี๋ยวจะเสริมในภายหลัง ถ้ามีส่วนใดที่จะต้องเสริม ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณค่ะ ต่อไปเป็นท่านถวิลวดี บุรีกุล ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิกหมายเลข ๖๑ ในฐานะกรรมาธิการ จะขอนําเสนอประเด็นการปฏิรูปในเรื่องของการบริหารจัดการของจังหวัดที่มุ่งหวัง ผลสัมฤทธิ์โดยยึดพื้นที่เป็นหลัก ซึ่งเป็นแผนปฏิรูปในเรื่องของการพัฒนาระบบราชการให้มี ธรรมาภิบาลและประสิทธิภาพเพื่อสนองตอบต่อภารกิจของประเทศและการบริการ ประชาชนที่เป็นเลิศ ประเด็นที่สําคัญก็คือเรื่องนี้รัฐบาลหลายยุคหลายสมัยก็ให้ความสําคัญ กับเรื่องของการบริหารจัดการเชิงพื้นที่มาแล้ว แต่ว่าก็ยังมีประเด็นที่ไม่นําไปสู่การปฏิบัติ ให้เป็นจริงได้ในที่สุด รัฐบาลปัจจุบันก็ได้มีมติ ครม. ออกมาเมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน และ ๙ ธันวาคม ๒๕๕๗ เห็นชอบตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอในเรื่องของการบูรณาการแผนงาน โครงการในการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์ในระดับพื้นที่เพื่อให้ตอบสนอง ความต้องการของประชาชนและเป็นการบูรณาการในเรื่องของงบประมาณให้สอดคล้องกับ ความต้องการของพื้นที่ด้วย อย่างไรก็ดีในเรื่องของการนําไปสู่การปฏิบัติก็ต้องการให้เกิด ประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น กรรมาธิการของเราก็เลยเสนอแนวทางที่จะนําไปสู่ การปฏิบัติได้เป็นจริงโดยการใช้แอเรียเบส ดีเวลอปเมนต์ แอปโพรช (Area-based Development Approach) หรือที่เรียกว่าการพัฒนาที่ยึดพื้นที่เป็นหลัก เป็นกลไกที่สําคัญ ในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ เป็นเรื่องของการพัฒนาที่ให้ความสําคัญกับการนําพื้นที่ซึ่งเป็นทั้ง พื้นที่ทางภูมิศาสตร์หรือพื้นที่ที่มีศักยภาพในมิติอื่น ๆ เป็นตัวตั้ง ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ ทางวัฒนธรรม พื้นที่ลุ่มน้ําหรือพื้นที่อื่น ๆ ในลักษณะอื่น ๆ แทนการเน้นในเรื่องของ กลุ่มเป้าหมายหรือกลุ่มงานซึ่งแนวคิดนี้ได้มีการนํามาใช้ในหลายประเทศ หลายทวีป แล้วก็ ในประเทศไทยก็เคยมีการนํามาใช้อยู่บ้าง ส่วนใหญ่ก็จะนํามาใช้เพื่อการแก้ปัญหาความยากจน เป็นการนํามาใช้เพื่อพัฒนาชนบท การบริการสาธารณะ หรือเรื่องของการจัดการทรัพยากร เป็นต้น ในนานาประเทศอาจจะนําเรื่องนี้มาใช้กับมิติอื่น ๆ ก็ได้แล้วประสบความสําเร็จ หลายปีก่อนประเทศอังกฤษได้มีการนํามาใช้อย่างครอบคลุมทั้งประเทศ แล้วก็มีการถอด บทเรียนจนประสบความสําเร็จมากมายนะคะ สิ่งที่สําคัญก็คือการมีเกณฑ์ในการพิจารณาที่ จะนําเรื่องนี้มาใช้ก็คือเรื่องของความเหมือนกันในสิ่งต่าง ๆ ในเรื่องของความต้องการ ในเรื่องของคุณลักษณะที่เป็นอัตลักษณ์ของตัวเองหรือเรื่องของปัญหาที่มีร่วมกัน หรือในมิติอื่น ๆ แต่ว่าไม่มีขอบเขตที่ชัดเจนว่าคําว่าแอเรียเบส (Area-based) นั้นครอบคลุม กว้างขวางแค่ไหนเพราะว่าแล้วแต่มิติที่เอาไปใช้นะคะ เพราะฉะนั้นหลักการที่ยึดพื้นที่เป็น หลักนี้เป็นการนําความพร้อมและศักยภาพของพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากร ประชากร ภูมิศาสตร์ หรือในรูปแบบอื่น ๆ มาขับเคลื่อนให้เป็นผล โดยมีขั้นตอนการพัฒนาที่สําคัญก็คือ การศึกษาศักยภาพของพื้นที่ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญว่าในพื้นที่นั้นมีทุนอะไรอยู่บ้าง ไม่ว่า จะเป็นเรื่องกายภาพ ชีวภาพ เศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมหรือกระบวนการมีโนว์ฮาว (Know-how) อะไรอยู่บ้าง หรือว่ามีปัญหาอะไรอยู่บ้าง ตลอดจนในเรื่องของภาพลักษณ์ความเชื่อของผู้คนในพื้นที่เหล่านั้นว่าเป็นอย่างไร หลังจากนั้น ก็จะนํามาสู่การวิเคราะห์เริ่มต้น การวิเคราะห์ชุมชน การวิเคราะห์พื้นที่ การวิเคราะห์ผู้คน ที่เกี่ยวข้อง และวิเคราะห์ปัญหาที่สําคัญในพื้นที่นั้น ๆ ร่วมกัน แล้วมาออกแบบอนาคต ร่วมกัน ซึ่งมีหลายแนวทางที่จะนําไปสู่การแก้ปัญหาของพื้นที่นั้น ๆ ตลอดจนวิเคราะห์เพื่อหาสิ่งที่จะ เกิดขึ้นหลังจากที่ได้เลือกแนวทางที่จะนําไปสู่การปฏิบัติแล้ว และหากลยุทธ์ในการดําเนินการ หลังจากดําเนินการเมื่อไร จะใช้งบประมาณอย่างไร การดําเนินการแบบมีส่วนร่วมจะเริ่มต้น อย่างไร ใครจะเข้ามาสู่กระบวนการมีส่วนร่วมบ้าง และมีโครงการย่อยอย่างไร ไปจนกระทั่ง ถึงการนํางบประมาณจากที่ไหนซึ่งเป็นการบูรณาการการคิดงบประมาณและการใช้ทรัพยากร มาร่วมกันด้วย
ทางกรรมาธิการของเราจึงได้นําเสนอตัวแบบที่จะนําแนวคิดแอเรียเบส (Area-based) นี้ไปสู่การปฏิบัติให้เป็นผล โดยเราจะใช้ในเรื่องของกลไกแอเรียเบส (Area-based) เป็นเรื่องที่จะนําไปสู่การพัฒนาให้เกิดธรรมาภิบาล ประสิทธิภาพ และการสร้าง ความพึงพอใจให้เกิดขึ้นกับประชาชน สิ่งที่สําคัญก็คือการบริการสาธารณะที่รัฐจะต้องจัด ให้กับประชาชนนั้นควรจะมาจากการคิดส่วนหนึ่งของประชาชนและการทํางานที่สอดคล้อง กับยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตลอดจนนโยบายของ รัฐบาลซึ่งจะกําหนดลงมา แต่ทําอย่างไรนโยบายของรัฐบาลนั้นจะไปสู่การปฏิบัติให้เป็นจริง และที่สําคัญก็คือสอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่และเป็นไปตามความต้องการของประชาชน ด้วยเหตุนี้ตัวแบบที่เรานําเสนอนั้นก็เป็นตัวแบบที่สามารถนําไปใช้ได้โดยนําแนวคิดจาก ข้างบนและแนวคิดจากประชาชนไปสู่การปฏิบัติ ไปสู่การออกแบบร่วมกันจนเป็นนโยบาย เป็นแผนงาน เป็นโครงการ เป็นกิจกรรม และเป็นการจัดสรรงบประมาณร่วมกัน นําไปสู่ การบริการสาธารณะที่เสริมสร้างธรรมาภิบาลในที่สุด และอีกรูปแบบหนึ่งก็คือการบริการ สาธารณะที่เรานํามาใช้เป็นตัวแบบที่จะนําไปสู่การยกระดับการบริการซึ่งสามารถที่จะ ออกแบบให้สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นประเด็นที่ชาวบ้านเห็นว่าเป็นประเด็น เร่งด่วนหรือทางการเห็นว่าเป็นประเด็นที่สําคัญที่จะพัฒนาพื้นที่นั้น ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นตัวแบบ ที่เราใช้แล้วนําไปสู่การเชิญชวนจังหวัด ๕ จังหวัดทั่วประเทศไทยมาร่วมทดลองนําร่อง ทดลองเป็นจังหวัดที่จะขับเคลื่อนโดยใช้แนวคิดนี้ไปสู่การปฏิบัติ ทางกรรมาธิการก็ได้ ออกแบบวิธีการทํางานว่ากรรมาธิการจะต้องดําเนินการอะไรบ้าง และในจังหวัดที่จะร่วม ขบวนการนี้ไปกับเขาจะต้องทําอะไรบ้าง ๕ จังหวัดที่ได้เชิญมาร่วม ก็คือ จังหวัดพะเยา จังหวัดสงขลา จังหวัดระยอง จังหวัดปทุมธานี และจังหวัดยโสธร ซึ่งในแต่ละจังหวัดนั้นก็จะ มีการเลือกประเด็นที่เหมาะสมกับพื้นที่และเป็นประเด็นที่สามารถที่จะนําไปสู่การแก้ปัญหา เร่งด่วนของจังหวัดได้ เช่น จังหวัดระยองมีปัญหาเรื่องไข้เลือดออกซึ่งมีสถิติที่สูงมากก็เลือก ประเด็นการแก้ปัญหาไข้เลือดออก หรือจังหวัดปทุมธานีได้เลือกประเด็นการจัดการขยะ หรือ จังหวัดพะเยาก็เลือกเรื่องของการศึกษาวิถีวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และ จังหวัดยโสธรก็ได้เลือกเรื่องของการยกระดับศูนย์ดํารงธรรม ขณะที่จังหวัดสงขลาเน้นเรื่อง ของการเกษตรสุขภาพ เป็นต้นนะคะ หลังจากนั้นกรรมาธิการของเราก็ได้จัดการสัมมนา ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อที่จะได้ทราบบทเรียนของการนําแผนพัฒนาจังหวัดไปใช้ มีปัญหาอุปสรรคอะไร และจังหวัดนั้นจะดําเนินการในเรื่องของการยกระดับบริการในเรื่อง อะไรนะคะ เราก็มีการสัมมนา มีการประชุมปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม โดยให้ประชาชน ภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามาคิดร่วมกันจนออกมาเป็นแผนต่าง ๆ นะคะ อันนี้เป็นตัวแบบของ การขับเคลื่อนเอาแนวคิดแอเรียเบส (Area-based) ไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่ หลังจากนั้นเราก็มี การไปติดตาม เวลาผ่านไปประมาณ ๑ เดือนถึง ๒ เดือน เราไปติดตามแล้วพบว่ามีสิ่งที่ สําคัญที่สามารถที่จะถอดบทเรียนได้ว่าปัญหาอุปสรรคหรือว่าปัจจัยที่นํามาสู่ความสําเร็จของ การขับเคลื่อนในรูปแบบของการบริหารจัดการให้เกิดผลสัมฤทธิ์โดยยึดพื้นที่เป็นหลักมีเรื่อง อะไรบ้าง สิ่งที่สําคัญก็คือเรื่องของตัวผู้บริหารเอง เรื่องของกระบวนการทํางาน เรื่องของ การศึกษาบริบทของพื้นที่ การกําหนดประเด็นที่สอดคล้องกับพื้นที่ หรือเรื่องของ ผู้ปฏิบัติงาน ทรัพยากร และกลยุทธ์ในการทํางาน ทั้งนี้เราพบว่าผู้บริหารที่จะนําไปสู่ การขับเคลื่อนให้เป็นผลจะต้องมีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มแรกและใส่ใจและสนับสนุน ตลอดจนกํากับ และติดตามอยู่ตลอดเวลา ส่วนเรื่องของการศึกษา การเลือกประเด็นที่จะทํางานนั้นจะต้อง สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ ไม่ใช่ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุมเอาเรื่องเดียวกันมาใช้กับพื้นที่ ทั้งหมดก็ไม่ได้นะคะ การแก้ปัญหาพื้นที่ การเห็นพ้องต้องกันของคนในพื้นที่ว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่สําคัญและมี ความจําเป็นเร่งด่วนที่จะต้องเอาไปใช้ นอกจากนี้กระบวนการทํางานก็มีผล เช่น การสร้าง ความไว้วางใจของผู้คน การมอบอํานาจ การเลือกพื้นที่ที่ชัดเจน การมีข้อมูลพื้นฐานที่สําคัญ ทั้งศักยภาพ ทั้งปัญหา และการให้ข้อมูลนั้นกับประชาชนภาคส่วนต่าง ๆ การแลกเปลี่ยน ข้อมูลกัน การดําเนินการและการวางแผนร่วมกัน ตลอดจนการสนับสนุนทรัพยากร ส่วนผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ต้องมีความเข้าใจและมีคนที่เป็นผู้ประสานงานและทํางานอย่างต่อเนื่อง แล้วที่สําคัญก็คือกระบวนทัศน์ที่จะต้องพร้อมที่จะเดินหน้าปฏิรูปไปด้วยกัน นอกจากนี้เรื่อง ของทรัพยากรจะต้องมีทีมงานที่จะต้องรู้และเข้าใจตลอดจนงบประมาณทั้งที่เป็นตัวเงินและ ไม่เป็นตัวเงิน ส่วนประเด็นที่สําคัญที่สุดก็คือกลยุทธ์ในการทํางาน ซึ่งกรรมาธิการของเรา พบว่าเรื่องของการมีส่วนร่วมมีความสําคัญ ต้องร่วมตั้งแต่เริ่มแรก ต้องมีจิตสํานึกในการที่จะ เข้ามามีส่วนร่วม และมีโครงสร้างในการทํางาน เช่น รูปแบบของคณะกรรมการ คณะทํางาน ที่เชื่อมโยงกันแล้วทุกคนมีบทบาท มีเครือข่ายในการทํางานทั้งข้าราชการ เอกชน ประชาชน ประชาสังคม ภาคส่วนต่าง ๆ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น หรือกลไกที่เริ่มต้นจาก ชุมชนให้มีช่องทางที่เข้าถึงได้และมีผู้รับผิดชอบหลัก มีการสื่อสารและฐานข้อมูลที่ครบถ้วน รอบด้าน เข้าใจง่าย และทันสมัย เป็นจริง มีกลไกในการทําแผนพัฒนาจังหวัด หลังจากที่เรา ถอดบทเรียนตรงนี้ได้แล้วเราก็มาจัดทําตัวแบบของกรรมาธิการเพื่อที่จะนําเสนอในวันนี้ใหม่ เป็นตัวแบบที่จะนําไปสู่การพัฒนาระบบราชการที่ยึดพื้นที่เป็นหลักโดยประชารัฐ โดยใช้ กลไกในเรื่องของแผนพัฒนาจังหวัดเป็นตัวเชื่อมประสาน นอกจากนี้เป็นเรื่องของ การยกระดับการบริการเพื่อสร้างการบริการที่เป็นเลิศได้ในระดับพื้นที่โดยตัวแบบนี้ดิฉันได้เสนอ ไปตอนแรก แต่หลังจากนั้นเราได้นํามาปรับ เราพบว่าหลังจากที่เกิดความพึงพอใจให้กับ ประชาชน มีธรรมาภิบาลเพราะทุกคนมีส่วนร่วม มีสํานึกรับผิดชอบ การทํางาน มีประสิทธิภาพมากขึ้นจะนําไปสู่สังคมประเทศไทยที่มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน มีความเป็นธรรม เพราะทุกคนได้เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มแรก สร้างความเข้มแข็งจากภายใน สังคมมีพลัง ลดความเหลื่อมล้ําและเกิดสังคมสันติสุขสถาพร ซึ่งสอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐ ที่ต้องการนําแนวคิดไทยแลนด์ ๔.๐ มาใช้ก็คือประเทศไทยมีศักยภาพ ประเทศไทยมีโอกาส ที่จะแข่งขันในเวทีโลก นอกจากนี้เป็นการสร้างพลังทางสังคมให้เกิดขึ้นด้วยกลไกประชารัฐ ที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมร่วมกัน ตั้งแต่หน่วยงานในจังหวัด หน่วยงานตามภารกิจ องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน ประชาสังคม ประชาชนและอื่น ๆ ทั้งหมดล้วนเดินหน้าไปด้วยกัน นําไปสู่สังคมที่สันติสุขได้ ซึ่งข้อเสนอจะนําเสนอโดยท่านรองศาสตราจารย์ตระกูล และท่านอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ ค่ะ
ท่านศาสตราจารย์ตระกูลก่อนใช่ไหมคะ เชิญค่ะ
เรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกที่เคารพ สิ่งที่การศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของการพัฒนาเชิงพื้นที่นั้น ข้อสรุปที่เป็นปัญหาของการศึกษาในพื้นที่ตัวอย่างมีข้อสรุปที่สําคัญอยู่ ๒ ประการด้วยกัน ตามแผนภาพครับ
ประเด็นแรก ในการบริหารการจัดการในเชิงพื้นที่นั้นเราพบว่าระบบการจัดสรร งบประมาณ ระบบการจัดสรรงบประมาณที่ลงในพื้นที่ในปัจจุบันนี้นั้นไม่สามารถที่จะ ตอบโจทย์ในเชิงของความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด ไม่สามารถตอบโจทย์ กับความต้องการของประชาชนได้ และสัดส่วนของงบประมาณของจังหวัดที่ได้รับนั้นห่างกับ สัดส่วนงบประมาณของประเทศมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเปรียบเทียบกับงบประมาณของ กระทรวง ทบวง กรม ที่ลงสู่จังหวัดซึ่งมีสูงถึงประมาณร้อยละ ๖๖.๘ แต่ในส่วนของ งบประมาณที่จังหวัดได้รับในเชิงยุทธศาสตร์นั้นมีเพียงแค่ร้อยละ ๐.๖๙ เท่านั้น จากปัจจัย ด้านงบประมาณตรงนี้จากการศึกษาจึงพบว่าจังหวัดไม่สามารถที่จะขับเคลื่อนการพัฒนา ในระดับพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ประเด็นปัญหา ประเด็นที่ ๒ ก็คือเป็นประเด็นปัญหาที่เกี่ยวกับเรื่องของการ จัดทําแผนพัฒนาจังหวัด แผนกลุ่มจังหวัดที่ให้มีลักษณะของการบูรณาการ จากการศึกษา กลุ่มตัวอย่างพบว่าการที่จะขับเคลื่อนการพัฒนาแบบเชิงพื้นที่ให้บรรลุผลได้นั้นแผนพัฒนา จังหวัดหรือกลุ่มจังหวัดจะต้องมีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ สอดคล้องกับแผนพัฒนา การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมทั้งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลพร้อม ๆ กับตอบสนอง ความต้องการของประชาชน ตามแนวความคิดเหล่านี้นั้นก็คือแนวความคิดที่เราอยากจะให้มี การบริหารที่เป็นไปในรูปแบบของประชารัฐ แต่ทว่าสภาพกลไกและประสิทธิภาพของ การบริหารการจัดการของจังหวัดในรูปแบบของแผนนั้นยังมิอาจที่จะตอบสนองต่อสิ่งเหล่านี้ได้ ในประเด็นทั้ง ๒ ประเด็นเหล่านี้จึงเป็นจุดเป้าหมายสําคัญของการปฏิรูประบบการบริหาร จังหวัดโดยเฉพาะการบริหารที่อยากจะแก้ไขปัญหาของประชาชนในพื้นที่ จากการศึกษา ในพื้นที่นั้นได้ข้อสรุปที่สําคัญอยู่ ๓ ประการ รวมทั้งเราจะเสนอเป็นข้อเสนอในเชิงนโยบาย ในประการที่ ๔ ข้อสรุปที่เจอในประการแรกนั้นก็คือเกี่ยวกับเรื่องของการพัฒนากระบวนการ ในการขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดที่จะให้บรรลุผลในการขับเคลื่อนในเชิงพื้นที่ได้ กระบวนการเหล่านี้จะต้องมีการปรับปรุงในกระบวนการทํางานที่สําคัญอยู่ ๕ เรื่องด้วยกัน
เรื่องแรกก็คือเรื่องระบบฐานข้อมูล เรื่องระบบฐานข้อมูลนั้นถึงแม้ว่าระบบ การบริหารราชการจังหวัดจะพยายามทําระบบฐานข้อมูลมานับตั้งแต่ยุคของการพัฒนาชนบท ตามระบบ กชช. มาเป็นเวลาร่วม ๓๐ ปีแล้ว แต่ในปัจจุบันนี้ระบบข้อมูลของจังหวัด ที่จะสนับสนุนระบบการพัฒนาเชิงพื้นที่นั้นยังไปไม่ถึงระดับที่จะทําได้ ดังนั้นประการแรกเลย จึงจําเป็นที่จะต้องมีการจัดทําฐานข้อมูลเพื่อยกระดับการพัฒนาของจังหวัดเพื่อใช้ฐานข้อมูลนั้น มาตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและให้ส่วนราชการต่าง ๆ นําเอาประเด็น ของปัญหาและข้อมูลที่ได้มาวางแผนในการพัฒนา
ประการที่ ๒ ก็คือเกี่ยวกับเรื่องของการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม ความพยายามสร้างกระบวนการของการมีส่วนร่วมที่สําคัญก็คือทําอย่างไรที่จะให้ทุกภาคส่วน และทุกเครือข่ายเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการในการวางแผนและการพัฒนาจังหวัดได้ นี่คือสิ่งที่จะต้องปรับปรุง
ประการที่ ๓ ในเชิงของแผนปฏิบัติการเมื่อมีการวางแผนจังหวัดหรือแผน ยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดแล้วแผนปฏิบัติการจะต้องขับเคลื่อนและสอดคล้องไปในทิศทาง เดียวกัน นี่คือประเด็นสําคัญว่าทําอย่างไรจึงจะขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการที่ทําบริการ สาธารณะต่าง ๆ สอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัด
ประการที่ ๔ เกี่ยวกับเรื่องคน ยังเป็นปัจจัยที่สําคัญที่เราจําเป็นที่จะต้อง พัฒนาบุคลากรในจังหวัดให้มีความสามารถที่จะขับเคลื่อนแผนพัฒนาจังหวัดและแผนปฏิบัติการ ได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ ถึงแม้ว่าส่วนราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการบริหารราชการ ระดับจังหวัดจะพยายามที่จะพัฒนาและฝึกอบรมบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถแต่ยังไม่อาจ ที่จะพัฒนาให้มีขีดความสามารถเพียงพอต่อแนวทางการพัฒนาบริหารจัดการแบบเชิงพื้นที่ได้ จึงจําเป็นต้องปรับปรุงในส่วนนี้
และประการสุดท้ายก็คือถ้าอยากจะปรับปรุงในส่วนนี้แล้วรัฐบาลจะทํา อย่างจริงจังจะต้องทําคล้าย ๆ กับคู่มือและแนวทางในการพัฒนาบุคลากรและการจัดทํา แผนพัฒนาจังหวัดตามแนวทางใหม่นี้อย่างจริงจัง
ข้อค้นพบในประการที่ ๒ ก็คือเกี่ยวกับเรื่องการพัฒนากลไกการทํางาน แบบมีส่วนร่วม จากที่ได้เสนอว่ากระบวนการในการพัฒนาแบบนี้คือกระบวนการที่อยากจะ มุ่งเน้นระบบของประชารัฐ จึงอยากจะให้มีการพัฒนากระบวนการในการบริหารระดับ จังหวัดให้มีคณะกรรมการประชารัฐเป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งคณะกรรมการประชารัฐนั้น ก็ประกอบด้วยข้าราชการซึ่งเป็นตัวแทนของส่วนราชการต่าง ๆ ในจังหวัด ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ประชาชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งหน่วยงานอื่น ๆ ที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่จังหวัดแต่ไม่ใช่ราชการส่วนภูมิภาค คณะกรรมการชุดนี้จะทําหน้าที่สําคัญ ในการร่วมกันคิดวางแผนพัฒนาจังหวัดและแผนปฏิบัติการตามแนวพื้นที่ อย่างไรก็ตามทีครับ องค์กรในเชิงการบริหารในขณะนี้ที่มีอยู่หากคิดว่ายังมีความจําเป็นไม่ว่าจะในรูปแบบของ ก.น.จ. หรือรูปแบบอื่นก็ตามทีก็อาจจะใช้องค์กรเหล่านี้ได้เพียงแต่ให้มีการปรับรูปแบบของ คณะกรรมการขององค์กรเหล่านี้ให้มีโครงสร้างและกลไกดังรูปแบบของคณะกรรมการ ประชารัฐที่ได้เสนอไปก่อนหน้านี้
ข้อค้นพบในประการที่ ๓ ครับ เกี่ยวกับเรื่องของการพัฒนาระเบียบและกฎ ที่เอื้อต่อการดําเนินการ จากการศึกษาพบว่าถ้าอยากจะขับเคลื่อนกระบวนการในการพัฒนา เชิงพื้นที่ในจังหวัดให้บรรลุผล จะต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของรัฐในส่วนกลาง ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการหรือคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาตินําเอาไปปรับปรุงแก้ไขในเชิงของกลไกและระเบียบที่เกี่ยวข้อง อาทิเช่นมีการปรับ นโยบายให้เอื้อต่อการยกระดับการบริการเพื่อสร้างการบริการที่เป็นเลิศโดยยึดพื้นที่เป็นหลัก ซึ่งในกรณีเช่นนี้สํานักงาน ก.พ.ร. น่าจะเป็นเจ้าภาพที่สําคัญ นอกจากนั้นเกี่ยวกับเรื่องของ การตั้งคณะกรรมการประชารัฐ การกําหนดประเด็นการยกระดับการบริการสาธารณะที่ให้ ทุกภาคส่วนมีการดําเนินการร่วมกัน การรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับศักยภาพของพื้นที่ การทํา แผนบูรณาการหรือกระบวนการมีส่วนร่วมต่าง ๆ เหล่านี้นั้นเราได้เสนอไว้ในเอกสารเพื่อให้มี การปรับปรุงในระดับจังหวัดและหน่วยงานของรัฐในส่วนกลางแล้วครับ ขอข้ามในส่วนนี้ไป
ข้อเสนอประการสุดท้ายที่คณะกรรมาธิการได้เสนอนั้นจะเป็นข้อเสนอในเชิง นโยบายเพื่อขับเคลื่อนกระบวนการเหล่านี้ให้บรรลุผล ข้อเสนอในเชิงนโยบายที่สําคัญ ในประการแรก การทําแผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดให้มีคุณภาพและมีธรรมาภิบาล ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน ที่กล่าวตรงนี้มิได้หมายความว่าแผนพัฒนาจังหวัด ที่ดําเนินการอยู่แล้วไม่มีคุณภาพ แต่การจะปรับให้มีการบริหารเชิงพื้นที่ได้จะต้องพัฒนา คุณภาพให้เพิ่มสูงขึ้นอีก นั่นก็หมายความว่าการทําแผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดนั้น จะต้องมีความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนกลุ่มจังหวัด แผนพัฒนาจังหวัดรวมถึงแผนระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและแผนระดับ ชุมชนหมู่บ้าน
ประเด็นต่อมารัฐบาลจําเป็นที่จะต้องปรับระบบการบริหารที่เคยยึดแต่ ภารกิจหน้าที่ของกระทรวง ทบวง กรมแต่เพียงทางเดียว แต่คณะกรรมาธิการได้เสนอว่า ระบบการบริหารที่เสนอปรับใหม่นั้นอยากให้มีการบริหารแบบคู่ขนาน นั่นก็คือยังคงไว้ ซึ่งบทบาทและอํานาจหน้าที่ของกระทรวง ทบวง กรมอยู่ แต่ขอให้เพิ่มสัดส่วนคู่ขนาน เกี่ยวกับการบริหารเชิงพื้นที่ในระดับจังหวัด กลุ่มจังหวัด ทั้งด้านการกําหนดนโยบาย การจัดสรรงบประมาณและการจัดบุคลากรเข้าไปทํางานในพื้นที่จังหวัด
ประเด็นที่ ๓ ในการจัดทําแผนพัฒนาจังหวัดและแผนพัฒนาท้องถิ่นที่ยังมี ปัญหาที่ยังเหลื่อมกันอยู่ ยังไม่อาจที่จะสอดคล้องกันได้ จําเป็นจะต้องมีกระบวนการ ในการปรับระบบการทําแผนพัฒนาจังหวัดและแผนพัฒนาท้องถิ่นตามกฎและระเบียบ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนชาติรวมทั้งนโยบายของรัฐบาล ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องนําไปปรับปรุงประเด็นนี้
ประการที่ ๔ การพัฒนาเชิงพื้นที่หรือแอเรียเบส (Area-based) นั้น เพื่อที่จะให้มีการแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการในจังหวัดได้ ทั้งในแผนของส่วนราชการต่าง ๆ แผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด จึงมีข้อเสนอให้รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐในส่วนกลาง ควรจะมีการกําหนดใช้พื้นที่จังหวัดหรือกลุ่มจังหวัดในการปฏิบัติงานตามภารกิจหน้าที่ของ ส่วนราชการนั้นหรือภารกิจของหน่วยงานต่าง ๆ มิใช่ให้หน่วยงานต่าง ๆ ทําแต่ภารกิจหน้าที่ ของตัวเองโดยขาดการประสานกับสภาพปัญหาของพื้นที่ ขณะเดียวกันในการประเมินผล การบริหารของหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ ของกระทรวง ทบวง กรม ตามมติคณะรัฐมนตรี ที่กําหนดไว้นั้น ควรที่จะมีการประเมินการบริหารจังหวัดในเชิงพื้นที่ของส่วนราชการต่าง ๆ ควบคู่กันด้วย ข้อเสนอเชิงนโยบายประการที่ ๒ เกี่ยวกับเรื่องของการพัฒนากลไกและการบูรณาการ การจัดทําแผนพัฒนาจังหวัดและแผนพัฒนาสู่แผนพัฒนาจังหวัดนั้น นั่นก็คือกระบวนการ ที่จะให้มีการปรับระบบการบริหารที่สอดคล้องกันตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตําบล อําเภอ ขึ้นสู่ระดับ จังหวัด ที่สําคัญก็คือควรจะมีการกําหนดระเบียบว่าด้วยกลไกการบูรณาการการจัดทํา แผนพัฒนาระดับพื้นที่กับแผนพัฒนาจังหวัดขึ้นมา ควรจะมีการที่กําหนดให้มีการวางแผน พัฒนาอําเภอที่จะเป็นตัวเชื่อมระหว่างแผนหมู่บ้านและชุมชนกับแผนจังหวัดให้ได้ ซึ่งในปัจจุบันนี้ขาดตรงจุดนี้อยู่
ประการต่อมาในการจัดทําแผนพัฒนาท้องถิ่นที่กระทรวงมหาดไทย รับผิดชอบในการออกกฎเกณฑ์และกฎระเบียบอยู่นั้น ควรจะมีการพัฒนาปรับให้สอดคล้อง และบูรณาการกับระเบียบในการวางแผนพัฒนาจังหวัดภายใต้แนวความคิดของการพัฒนา เชิงพื้นที่
ประการสุดท้าย กลไกในการจัดทําแผนพัฒนาระดับพื้นที่ ควรให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานสนับสนุนเพราะว่าเป็นหน่วยงานที่อยู่ในพื้นที่และมี บุคลากรของท้องถิ่นอยู่แล้ว
ข้อเสนอเชิงนโยบายประการที่ ๓ เกี่ยวกับเรื่องอํานาจการบริหารจัดการ แผนพัฒนาของจังหวัด ในประเด็นนี้มีเรื่องที่สําคัญอยู่ ๓ เรื่องด้วยกัน
เรื่องแรก การปรับระบบการบริหารจัดการแผนพัฒนาจังหวัดว่าทําอย่างไร ที่จะต้องเกิดเอกภาพและครอบคลุมภารกิจของส่วนราชการในจังหวัดและองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นในจังหวัด จะต้องมีระบบการบูรณาการแผนงานและโครงการที่สอดคล้องกัน และตอบสนองต่อความต้องการและปัญหาในพื้นที่ให้ได้
ประเด็นที่ ๒ จําเป็นที่จะต้องแก้ไขปรับปรุงกฎหมายระเบียบบริหารราชการ แผ่นดินในหมวดที่ว่าด้วยการบริหารราชการส่วนภูมิภาค กฎ ระเบียบ ที่เกี่ยวกับการบริหาร ทั้งในเรื่องของกลไก กระบวนการ และอํานาจหน้าที่ของจังหวัดให้ชัดเจนมากกว่าที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะให้มีความชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องของการจัดทําแผนพัฒนาจังหวัดที่ครอบคลุม ในเชิงพื้นที่ การบริหารคน เงิน และอํานาจหน้าที่
ประเด็นที่ ๓ ต้องมีการพัฒนาหน่วยงานจัดทําแผนพัฒนาจังหวัดให้มี ศักยภาพมากขึ้นกว่าเดิม ขอเรียนท่านสมาชิกให้ทราบว่าถึงแม้ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมี ความพยายามพัฒนาหน่วยงานวางแผนระดับจังหวัดมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๓๐ ปี แต่การพัฒนาที่ผ่านมานั้นยังไม่เพียงพอสําหรับระบบที่เราอยากจะเปลี่ยนระบบการบริหาร เชิงพื้นที่ ที่สําคัญก็คือทําอย่างไรที่จะให้หน่วยงานในส่วนกลางมีความเชื่อว่าแผนพัฒนา จังหวัดที่บรรจุโครงการต่าง ๆ ในการพัฒนาเชิงพื้นที่นั้นมีโครงการที่ผ่านการวิเคราะห์ ตรวจสอบอย่างมีคุณภาพ มีความคุ้มค่า นั่นก็เท่ากับว่าเราจําเป็นที่จะต้องมีการพัฒนา หน่วยการจัดทําแผนพัฒนาจังหวัดเพื่อให้มีขีดความสามารถในการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ ของโครงการและให้เกิดความเชื่อมั่น ซึ่งในประเด็นนี้หน่วยงานของรัฐในส่วนกลางไม่ว่าจะเป็น สภาพัฒน์ หรือสํานักงบประมาณ หรือกระทรวงมหาดไทยจําเป็นที่ต้องให้การสนับสนุน ในการที่จะพัฒนาตรงนี้ให้มีศักยภาพ
ข้อเสนอประการสุดท้าย ในเชิงนโยบายก็คือข้อเสนอเกี่ยวกับเรื่องการบูรณาการ งบประมาณของจังหวัดและกลุ่มจังหวัดกับราชการในส่วนกลาง ข้อเสนอนี้เป็นข้อเสนอ ในเชิงการปฏิรูปเกี่ยวกับระบบงบประมาณที่สําคัญนั่นก็คือ
ประเด็นแรกจําเป็นที่จะต้องมีการแก้ไข กฎ ระเบียบ ที่เกี่ยวกับการบริหาร งบประมาณจังหวัดที่มีอยู่ทั้งหมด โดยพิจารณาให้จังหวัดเป็นส่วนราชการในการจัดทํา งบประมาณรายจ่ายประจําปี โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับแผนงานโครงการที่จะแก้ไขปัญหา ในเชิงพื้นที่
ประเด็นที่ ๒ การแก้ไขวิธีการจัดทํางบประมาณรายจ่ายประจําปีของจังหวัดนั้น จําเป็นที่จะต้องพิจารณากําหนดกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจําปีของจังหวัด เฉพาะในส่วนงบประมาณเพื่อเอามาใช้ในการพัฒนาเชิงพื้นที่ตามข้อเสนอที่มีการวางแผน พัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดเอาไว้ และทุกส่วนราชการ ทุกกระทรวง ทบวง กรม ที่ทํางบประมาณรายจ่ายประจําปีในระบบคู่ขนานควรที่จะนําเอาแผนพัฒนาเชิงพื้นที่ ของจังหวัดไปพิจารณาสนับสนุนงบประมาณตามภารกิจหน้าที่เพื่อตอบโจทย์ตรงนี้ให้ได้
ประเด็นที่ ๓ ควรจะมีการแก้ไขกฎหมาย กฎ ระเบียบ ในการบริหาร งบประมาณจังหวัดที่สําคัญก็คือจากการศึกษาพบว่าจังหวัดที่มีส่วนราชการต่าง ๆ มีงบประมาณตามภารกิจหน้าที่ไปบริหารนั้น เมื่อมีเงินเหลือจ่ายเงินนั้นจะถูกส่งคืนไปยัง ส่วนราชการ เป็นไปได้หรือไม่ว่าที่จะต้องมีการปรับแก้ไขกฎ ระเบียบนี้ ถ้าเผื่อการบริหาร งบประมาณของส่วนราชการจังหวัดมีงบประมาณเหลือจ่าย ควรให้งบประมาณนั้นอยู่ใน จังหวัดเพื่อนําเอาไปใช้แก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ตามแผนที่วางเอาไว้ ซึ่งถ้าเห็นด้วยก็จะต้องมี การแก้ไขกฎ ระเบียบในเรื่องนี้
ประเด็นที่ ๔ การแก้ไขระบบงบประมาณนั้น คิดว่าระบบงบประมาณของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรที่จะมีการบูรณาการให้มีการตอบสนองต่อจังหวัด คําว่า จังหวัดในที่นี้มิได้หมายความว่าเอางบประมาณของท้องถิ่นไปสนับสนุนการบริหารของ ผู้ว่าราชการจังหวัด ไม่ใช่ คณะกรรมาธิการได้ศึกษาเรื่องนี้ การที่จะให้งบประมาณของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปสนับสนุนทางนั้นมิได้เป็นการลดทอนการกระจายอํานาจ แต่มุ่งเป้าที่จะให้งบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ ที่มีประชาชนและจังหวัดและทรัพยากรอยู่ ณ ที่แห่งนั้น
ข้อเสนอที่ทางกรรมาธิการเสนอมาทั้งหมดนั้น ผมขอกราบเรียนท่านประธาน และท่านสมาชิกว่า ณ เวลานี้ ปัจจุบันนี้มีส่วนราชการระดับจังหวัดที่ทําแบบนี้หรือไม่ มีครับ เมื่อ ๑ เดือนที่ผ่านมาผมไปเห็นโครงการอยู่ ๒ โครงการที่มีลักษณะคล้าย ๆ กับการแก้ไข ปัญหาในเชิงพื้นที่
โครงการแรกเป็นโครงการจัดการแก้ไขปัญหาน้ําที่บึงพลาญชัยและคลองคูเมือง ของจังหวัดร้อยเอ็ด เจ้าภาพคือเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด แต่การบูรณาการนั้นเกิดการบูรณาการ ระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนราชการในจังหวัดและส่วนราชการกรมชลประทานที่อยู่นอกเขต พื้นที่จังหวัดสามารถที่จะบริหารจัดการแก้ไขปัญหาน้ําท่วม น้ําเน่าเสียและน้ําเพื่อการเกษตร ในเขตพื้นที่ได้เป็นอย่างดี นี่คือลักษณะของการแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ที่บรรลุผล แต่ไม่ได้ เรียกว่าการแก้ไขปัญหาในเชิงพื้นที่
อีกตัวอย่างหนึ่งผมเพิ่งไปดูเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก็คือการบริหารจัดการน้ํา ลําน้ําแม่ต้าที่ตําบลต้าผามอก อําเภอลอง จังหวัดแพร่ เป็นตัวแบบที่ธนาคารพัฒนาเอเชีย ได้ไปดูตัวแบบ และชื่นชมว่าเป็นระบบการบริหารการจัดการบูรณาการเชิงพื้นที่ที่ดีมาก เพราะการแก้ไขปัญหาเชิงนี้ถึงแม้ว่าองค์การบริหารส่วนตําบลต้าผามอกจะเป็นเจ้าภาพ แต่นายอําเภอในฐานะตัวแทนราชการส่วนภูมิภาคระดับอําเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนราชการและชลประทานเขตพื้นที่ในจังหวัดพิษณุโลกได้มาบูรณาการแก้ไขปัญหาลําน้ําแม่ต้า ที่ในเขตช่วงหน้าแล้งบริเวณนั้นแห้งแล้งแต่การแก้ไขปัญหาที่นี่ไม่แล้ง และประชาชนสามารถ ที่จะมีน้ําเก็บกักเอาไว้ใช้ได้ และเกิดอาชีพใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเพาะกล้าสัก การปลูกป่า หน่อไม้ไผ่เป๊าะ ซึ่งสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนอย่างมหาศาล ลักษณะเช่นนี้คือการแก้ไข ปัญหาเชิงพื้นที่
เรียนท่านประธานและท่านสมาชิกที่เคารพครับ ข้อเสนอที่ได้จากการค้นพบนั้น ขอเรียนว่าเป็นความพยายามที่จะพัฒนาระบบการบริหารจังหวัด มิได้มุ่งเป้าที่จะไป ลดทอนอํานาจของราชการส่วนภูมิภาคอื่น ๆ ในจังหวัด หรือไปลดอํานาจในเชิงการบริหาร ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่เพื่อต้องการสร้างเอกภาพและแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ และปัญหาของประชาชนครับ กราบขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเชิญท่านอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ อดีตอธิบดีกรมที่ดิน อดีตผู้ว่าราชการจังหวัด นราธิวาส และจังหวัดนครศรีธรรมราชชี้แจงครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่าน กระผม อภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ หมายเลข ๑๘๖ ต้องกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกที่ให้โอกาสกรรมาธิการด้านการบริหาร ราชการแผ่นดิน นําเสนอเรื่องแอเรียเบส (Area-based) ในวันนี้ ก่อนอื่นใคร่ขอบอกกล่าว กับท่านทั้งหลายว่ากรรมาธิการต้องขอเวลาในการเสนอผลงานข้อเสนอครั้งนี้ค่อนข้าง จะมากหน่อย เพราะว่าการทํางานเสนอผลงานชิ้นนี้ได้ดําเนินการศึกษาทั้งเอกสารการศึกษา และการลงพื้นที่ศึกษาเชิงประจักษ์ในพื้นที่ โดยมี ๕ จังหวัดตัวอย่างซึ่งทางอาจารย์ถวิลวดี ได้กราบเรียนมาตั้งแต่ต้นและขอกราบเรียนว่าผลของการศึกษาจัดทําข้อเสนอเพื่อการปฏิรูป การบริหารจัดการของจังหวัดที่มุ่งหวังผลสัมฤทธิ์โดยยึดพื้นที่เป็นหลักในครั้งนี้ ได้ส่งผลลัพธ์ ที่สําคัญอย่างน้อยก็ ๒ ประการ
ประการแรกก็คือผลลัพธ์จากการศึกษากระบวนการการขับเคลื่อนบริการ และการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ของจังหวัด ๕ จังหวัด ตัวอย่างที่เราลงไปศึกษาเชิงประจักษ์ ซึ่งเน้นการมีส่วนร่วมและการบริหารจัดการด้วยตนเองนําไปสู่การถอดบทเรียนของ ๕ จังหวัดที่ทําการศึกษาเพื่อจัดทําข้อเสนอแนะในการขับเคลื่อน ซึ่งในชั้นต้นได้มีการหารือกับ ทาง ก.พ.ร. แล้วก็เสนอภารกิจที่หน่วยงานที่สมควรไปขับเคลื่อนต่อนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจ้าภาพหลักเป็น ก.พ.ร. นะครับ ซึ่งปรากฏตามตารางหมายเลขที่ ๙ ในหน้าที่ ๗๒ และหน้าที่ ๗๓ ของรายงานที่นําเสนอสมาชิกไปแล้วในเล่มใหญ่นะครับ ซึ่งจะมีตารางว่า ก.พ.ร. สมควรไปทําเรื่องอะไรแล้วก็ส่วนราชการต่าง ๆ สมควรขับเคลื่อนเรื่องอะไร นั่นคือผลจากการไปศึกษา
ประการที่ ๒ ขอกราบเรียนท่านสมาชิกได้ทราบว่าข้อเสนอการใช้แผนพัฒนา เป็นเครื่องมือเพื่อบูรณาการการพัฒนาและแก้ไขปัญหาของประชาชนในพื้นที่นะครับ เมื่อพูดถึง การบูรณาการหรือภาษาอังกฤษเราเรียกว่าอินทิเกรต (Integrate) ได้โปรดเข้าใจว่าไม่ใช่ การเรียกร้องให้เกิดมีการซิงเกิลคอมมานด์ (Single Command) ขึ้นในจังหวัดนะครับ เพราะมันคนละเรื่องเดียวกัน เราไม่ได้ปรารถนาที่จะเรียกร้องหลักการซิงเกิลคอมมานด์ (Single Command) ขึ้น แต่เราต้องการบูรณการ การบูรณาการนี่หมายถึงทุกหน่วยงาน ทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วมในการจัดทําร่วมกัน แน่นอนที่สุดหน่วยงานเหล่านั้นต้องมีแผน ของตัวเอง มีงบประมาณและสิ่งที่เสนอเป็นเรื่องที่ทุกองคาพยพมีแผนงาน แต่ว่าในระดับ จังหวัดก็สมควรที่จะต้องมีแผนงานหนึ่งที่สามารถอธิบายการพัฒนาโดยภาพรวมนะครับ สามารถเห็นทิศทางการพัฒนาร่วมกันซึ่งเราจะให้แผนพัฒนาจังหวัดเป็นจุดยึดโยงที่สําคัญ ในครั้งนี้นะครับ การใช้แผนเป็นเครื่องมือบูรณาการจึงไม่ใช่การเรียกร้องการเพิ่มอํานาจ การบังคับบัญชาของผู้ว่าราชการจังหวัด ไม่ได้เสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นเจ้าของ งบประมาณหรือเป็นผู้มีอํานาจจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบพัสดุ แต่เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องควรรู้ ภารกิจและงบประมาณซึ่งกันและกันภายใต้พื้นที่การบริหารจัดการที่เราเรียกกันว่าจังหวัดนี่ โดยมีประชาชนและปัญหาของพื้นที่เป็นศูนย์กลางการพัฒนาอย่างแท้จริง จากข้อเสนอต่าง ๆ จากผลการศึกษาเพื่อการช่วยเหลือการขับเคลื่อนในระดับจังหวัดในชั้นนี้จึงใคร่ขอเสนอ ร่างระเบียบชิ้นหนึ่งขึ้นนะครับ ขอเรียกว่าระเบียบว่าด้วยการบูรณาการการจัดทําแผนพัฒนา ในระดับพื้นที่ พ.ศ. .... กราบเรียนว่าการเสนอร่างระเบียบชิ้นนี้ก็เพื่อมุ่งหวังที่จะสร้าง วัตถุประสงค์ ๒ ประการขึ้น
อันที่ ๑ คือการเพิ่มบทบาทความสําคัญของแผนพัฒนาจังหวัด
อันที่ ๒ คือการเพิ่มกระบวนการบูรณาการการจัดทําแผนพัฒนาระดับพื้นที่ ตั้งแต่หมู่บ้าน ชุมชน ตําบล อําเภอและจังหวัดนะครับ
ก่อนที่จะไปสู่รายละเอียดขอให้เจ้าหน้าที่ย้อนกลับไปภาพแรกอีกครั้งหนึ่ง คือกราบเรียนเท้าความก่อนในกระบวนการในการทําแผนพัฒนาจังหวัดในขณะนี้ จังหวัดดําเนินการเป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัด แบบบูรณาการ พ.ศ. ๒๕๕๑ ในพระราชกฤษฎีกานี้ถึงแม้ว่าจะมีข้อเสนอหรือข้อศึกษา จะปรับปรุงเรื่องกระบวนการประชารัฐในระดับการมีส่วนร่วม แต่กราบเรียนว่าองค์กร หรือกระบวนการทั้งหมดยังมีพระราชกฤษฎีกานี้ใช้อยู่นะครับ ซึ่งจะมีคณะกรรมการนโยบาย การบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ ตัวย่อคือ ก.น.จ. คือ ก.น.จ. เป็นฝ่าย ที่จะกํากับด้านนโยบาย มีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีเลขาธิการ ก.พ.ร. เป็นเลขานุการใหญ่ อยู่ใน ก.น.จ. ชุดนี้ จะมีหน้าที่ออกนโยบาย ออกระเบียบแบบแผนการทํางานให้กับจังหวัด และกลุ่มจังหวัด และในระดับจังหวัดก็จะมี ก.บ.จ. ซึ่งเรียกว่าคณะกรรมการบริหารงานจังหวัด แบบบูรณาการ ซึ่งจะมีการปรับปรุงคณะกรรมการชุดนี้ให้การมีส่วนร่วมมากน้อยยิ่งขึ้น กระผมขออนุญาตว่าจะไม่ก้าวล่วงเข้าไปในพระราชกฤษฎีกา แล้วก็ในขณะเดียวกันก็จะมี ก.บ.ก. คือนอกจากจังหวัดแล้วก็จะมีกลุ่มจังหวัดขึ้นในการทํางานวางแผนพัฒนาจังหวัดนะครับ กราบเรียนว่าการดําเนินงานตามพระราชกฤษฎีกาที่ผ่านมา ก็จะมีข้อจํากัดที่จังหวัด ดําเนินการอยู่ทุกวันนี้ก็จะเห็นว่าแผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดถูกกําหนดให้ตอบสนอง จุดเน้นการพัฒนาตามศักยภาพของพื้นที่เป็นหลักในบางประการเท่านั้นเอง งบประมาณ ที่จัดสรรให้จังหวัดไปก็อยู่ในกรอบยุทธศาสตร์ที่ ก.พ.ร. ต้องการให้ขับเคลื่อนจุดเน้น การพัฒนานะครับ
ประการที่ ๒ งบประมาณที่ได้รับก็เป็นเรื่องที่จังหวัดได้รับตามแผนที่เน้น ในเรื่องของยุทธศาสตร์การพัฒนาในบางเรื่องในพื้นที่เท่านั้นเองไม่ได้เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับงาน ตามภารกิจหรือฟังก์ชัน (Function) ของกระทรวง ทบวง กรมแต่ประการใดนะครับ
ประการที่ ๓ ก็คือข้อจํากัดแผนพัฒนาจังหวัดที่ทําผ่านมานี้นะครับ ไม่มีกระบวนการเชื่อมโยงของความต้องการหรือการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนตั้งแต่ระดับ หมู่บ้าน ชุมชน ตําบล อําเภอสู่ระดับจังหวัดนะครับ ก็จะไปพูดถึงเรื่องของยุทธศาสตร์ การพัฒนาหรือจุดเน้นการพัฒนาของจังหวัดบางประการเท่านั้นเอง ดังนั้นข้อเสนอแนะ ในการยกร่างระเบียบฉบับนี้ก็เพื่อเพิ่มวัตถุประสงค์ในการเพิ่มบทบาทความสําคัญของ แผนพัฒนาจังหวัด และเพิ่มกระบวนการการเชื่อมโยงให้แผนพัฒนาเชื่อมโยงกันตั้งแต่ระดับพื้นที่ หมู่บ้าน ชุมชนสู่จังหวัด โดยหลักการทั้งหมดนั้น ประการแรกการพัฒนาบทบาทของ แผนพัฒนาจังหวัดนี้ต้องการที่จะเพิ่มบทบาทของแผนพัฒนาจังหวัดเพิ่มขึ้นอย่างน้อย ๒ ประการ เพิ่มจากเดิมซึ่งเน้นถึงการพัฒนา พัฒนาตามยุทธศาสตร์หรือจุดเน้นการพัฒนา ในบางประการของจังหวัด ให้เพิ่มวัตถุประสงค์ของแผนพัฒนาจังหวัดเป็น ๓ ประการ
ประการแรกคือตอบสนองยุทธศาสตร์ชาติ การพัฒนาของรัฐบาลและ ส่วนกลาง แผนพัฒนาจังหวัดจังหวัดไม่สามารถทํางานโดยไม่ดูกรอบยุทธศาสตร์ของชาติ แล้วก็ทิศทางของนโยบายรัฐบาลเป็นอันขาด เรื่องนี้ขณะนี้ยังขาดเรื่องนี้อยู่นะครับ
ประการที่ ๒ ตอบสนองจุดเน้นการพัฒนาระดับจังหวัดแล้วกลุ่มจังหวัด นี่คือภารกิจที่ขณะนี้พระราชกฤษฎีกาได้ให้จังหวัดกําลังทําอยู่นะครับ
ประการที่ ๓ ก็คือตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ นี่คือ ความเชื่อมโยงของแผนที่เราคิดว่าสมควรที่จะให้ความสําคัญเชื่อมโยงไปถึงหมู่บ้าน ตําบลด้วย
ต่อไปในการที่จะทําให้บทบาทเหล่านี้สําเร็จได้ก็จะมีร่างอยู่ในระเบียบคือ มุ่งเน้นไปที่บทบาทของกระทรวงมหาดไทยและ ก.น.จ. ซึ่งมีเลขาธิการ ก.พ.ร. เป็นเลขาใหญ่อยู่ ให้สนับสนุนกระบวนการการทําแผนให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งต้องมีกระบวนการแจ้ง กรอบยุทธศาสตร์และการพัฒนาของรัฐบาลส่วนกลางให้จังหวัดได้ถือปฏิบัติด้วย และจะต้อง มีการกําหนดปฏิทินการทําแผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดให้สอดคล้องต้องกัน เพราะภารกิจบทบาทของแผนพัฒนาจังหวัดมันขยายออกไปตั้ง ๓ เรื่อง ดังนั้นปฏิทิน ในตลอดปีต้องทําอย่างต่อเนื่องอย่างไรแล้วก็จะต้องรับจากพื้นที่มาและรับจากส่วนกลางมา ให้สอดคล้องกันอย่างไร ตรงนี้จะต้องมีรายละเอียดที่ทาง ก.พ.ร. จะต้องมาเซต (Set) ให้กับ ทางจังหวัดนะครับ
ประการที่ ๓ คือส่วนราชการต้องให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ในการทํางาน ในเรื่องนี้ อันที่ ๑ ต้องแจ้งกรอบแผนงานและเสนอคําของบประมาณต่อผู้ว่าราชการจังหวัด ให้ทราบด้วย จากการศึกษาเชิงประจักษ์ในพื้นที่เราก็พบว่าในการทํางบประมาณประจําปี อย่างปี ๒๕๖๐ ที่ผ่านมายกตัวอย่างเช่นไปที่จังหวัดสงขลา สงขลาเขาต้องการศึกษาเรื่อง เกษตรทางเลือกต่าง ๆ เราหันกลับไปถามเกษตรและสหกรณ์จังหวัดว่ากระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ในการทํางบประมาณประจําปีเขาแจ้งให้ทําคําของบประมาณเขาแจ้งผ่านทางไหน ก็ปรากฏว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์แจ้งตรงไปที่เกษตรและสหกรณ์จังหวัดโดยไม่แจ้ง ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบนะครับ นี่เป็นเรื่องที่ทางสายฟังก์ชัน (Function) เขาจะแจ้ง ในส่วนราชการของตัวเอง บางจังหวัดก็ดีนะครับ ส่วนราชการก็นําเรียนผู้ว่าราชการจังหวัดทราบ แต่บางจังหวัดส่วนราชการไม่นําเรียนผู้ว่าราชการจังหวัดทราบ ผู้ว่าราชการจังหวัดก็ไม่รู้เลยว่า งบประมาณฟังก์ชัน (Function) แต่ละปีส่วนราชการเขาไปตั้งงบประมาณทําเรื่องอะไร ในขณะที่แผนพัฒนาจังหวัดก็ทําไป แต่การสนับสนุนงบประมาณของไลน์ฟังก์ชัน (Line Function) ไม่สอดคล้องต้องกันเลย เราต้องการให้ทางส่วนราชการแจ้งกรอบแผนงานให้ ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบ
ประการต่อมาให้จัดทําคําของบประมาณตามแผนงานโครงการจากจังหวัด คือเมื่อแผนพัฒนาจังหวัดไปขอให้เป็นพันธกิจของส่วนราชการได้ไหมครับว่านําแผนพัฒนาจังหวัด ไปจัดทํางบประมาณ ซึ่งมันแตกต่างจากภารกิจเดิมตามพระราชกฤษฎีกา พระราชกฤษฎีกา นี่แผนพัฒนาจังหวัดเสนอเป็นเพียงยุทธศาสตร์การพัฒนาบางเรื่องบางราว กรอบงบประมาณ ก็เป็นเพียงกรอบงบประมาณที่ ก.พ.ร. จัดสรรให้ในกรอบหนึ่งเท่านั้นเองนะครับ เช่นจังหวัดนครศรีธรรมราชที่ผมเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดก็ ๑๐๐ ล้านบาทประมาณนะครับ จังหวัดเล็ก ๆ ก็ประมาณ ๗๐-๘๐ ล้านบาทไป แต่กรอบของไลน์ฟังก์ชัน (Line Function) เป็นอย่างไรไม่มีใครตอบได้ เราอยากจะได้พันธกิจนี้ให้ทุกกระทรวง ทบวง กรม นําแผนพัฒนาจังหวัดไปภายใต้ข้อสมมุติฐานว่าแผนพัฒนาจังหวัดจะต้องมีคุณภาพ ตอบโจทย์ทั้งกรอบยุทธศาสตร์ชาติและปัญหาความต้องการของพื้นที่และจุดเน้นการพัฒนา ทั้ง ๓ เรื่องนี้ได้
ต่อไปนี้จะเป็นเรื่องของการเชื่อมโยงการทําแผนพัฒนาระดับพื้นที่ ในภาพต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผนภาพในหน้า ๗๖ ท่านจะเห็นรูปแบบในการประสานกระบวนการ ที่จะเชื่อมโยงไปตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตําบล อําเภอ หลักการดําเนินการในเรื่องนี้วางหลักไว้ว่า ความเชื่อมโยงและตอบสนองต้องตอบสนองการแก้ไขปัญหาของประชาชนในพื้นที่ด้วยนั่น อันที่ ๑ นะครับ รายละเอียดอยู่ในระเบียบข้อต่าง ๆ ตามภาพที่ได้ฉายให้ที่ประชุมทราบแล้ว หลักการที่ ๒ คือทุกส่วนราชการและหน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่นต้องให้ความสําคัญ และช่วยเหลือการสนับสนุน และหลักการที่ ๓ คือทุกส่วนราชการและหน่วยการปกครอง ส่วนท้องถิ่นต้องเน้นนําแผนพัฒนาในพื้นที่ไปจัดทําแผนพัฒนาและงบประมาณรายจ่ายของ หน่วยงาน
ข้อเสนอในการทําแผนพัฒนาหมู่บ้านและชุมชนก็อยากจะให้ทาง คณะกรรมการหมู่บ้านและคณะกรรมการชุมชนนี้จัดทําและประสานงบประมาณโดยจะต้อง มีฐานสําคัญคือเน้นความสําคัญของระบบฐานข้อมูลที่จัดทําขึ้นในพื้นที่และจะมีการส่งต่อ ไปประกอบทําแผนพัฒนาตําบล และหมู่บ้าน ชุมชน เสนอไว้ว่าสามารถเป็นหน่วยดําเนินการ ตามแผนงานโครงการของส่วนราชการในพื้นที่ อันนี้เป็นเรื่องใหม่นะครับการที่จะให้หมู่บ้าน และชุมชนเป็นหน่วยดําเนินการ เดิมงบประมาณเมื่อผ่านไปทางส่วนราชการ ส่วนราชการ ก็จะไปดําเนินการเป็นหน่วยดําเนินการ แต่เราขอให้เสนอให้หมู่บ้านและชุมชนซึ่งรัฐบาล ใช้บ่อยครับ ใช้ในงบกระตุ้นเศรษฐกิจ เราจะให้กรรมการชุมชน หมู่บ้าน หรือเราอยากจะให้ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สามารถเป็นทางเลือกในการบริหารงานและกระบวนการการมีส่วนร่วม ในการจัดทําของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้นะครับ
ต่อไปในระดับตําบลนะครับ ขอเสนอให้มีการจัดตั้งองค์กรขึ้น เป็นองค์กร ที่สอดคล้องกับการตั้งคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ ก.น.จ. ขณะนี้ พระราชกฤษฎีกาจะมีอยู่ในชั้นระดับจังหวัดเท่านั้นเอง ไม่มีชั้นอําเภอ ไม่มีชั้นตําบล ฉะนั้น เราขอเสนอให้มีการจัดตั้ง ก.บ.ต. ขึ้น ซึ่งให้มีบทบาทหน้าที่ในการทําแผนพัฒนาตําบล และบริหารจัดการกิจกรรมภายในตําบล ซึ่งองค์ประกอบของคณะกรรมการบริหารงานตําบล แบบบูรณาการจะประกอบด้วยผู้นําท้องที่และประชาชนทั้งสิ้น ไม่มีข้าราชการเข้าไปเลย ก.บ.ต. ซึ่งประธานและเลขานุการคัดเลือกกันเองและเราอยากจะให้สํานักงานพัฒนาชุมชน เป็นหน่วยงานด้านธุรการของ ก.บ.ต. นะครับ ในขณะเดียวกันเพื่อให้มีพี่เลี้ยงเกิดขึ้น นึกถึงในสมัยปี ๒๕๓๔ ในการไปขับเคลื่อนเรื่องการทําแผนพัฒนาชนบทในพื้นที่ยากจน ในขณะที่รัฐบาลภายใต้การนําของ ฯพณฯ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เราจะมีเขาเรียกว่า คณะกรรมการสนับสนุนการปฏิบัติงานในพื้นที่ตําบล ถ้าใครรับราชการในช่วงนั้นก็จะคุ้นเคย กับชุดนี้เขาเรียก ๕ ทหารเสือ ตัวย่อเขาเรียกว่า ค.ป.ต. จริง ๆ เราก็อยากจะเรียกว่าชื่อเดิม คือรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่เรียกว่า ค.ป.ต. แต่เนื่องจากว่า ค.ป.ต. จะไปซ้ํากับคณะกรรมการ แก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีท่านรองนายกรัฐมนตรีประวิทย์นี่เป็นประธานอยู่ เราจึงขอเรียกชื่อเป็น ค.ส.ต. ค.ส.ต. คือบรรดาข้าราชการที่ทํางานรับผิดชอบในพื้นที่ตําบล ให้มีชุดนี้ขึ้นเพื่อจะเป็นพี่เลี้ยง ก.บ.ต. และประโยชน์ที่จะได้รับก็คือว่า ค.ส.ต. ก็จะเป็น คณะทํางานในระดับตําบลที่จะช่วยเหลืองานของทุกส่วนราชการ อย่าลืมนะครับขณะนี้ ทุกส่วนไม่มีเจ้าหน้าที่ระดับตําบล หลายส่วนเช่นกระทรวง พม. ไม่มีเจ้าหน้าที่ระดับตําบล ถ้ามีคณะทํางานชุดนี้ก็จะเหมือนกับรองรับงานของทุกกระทรวง ทบวง กรม ในพื้นที่ตําบล ไปโดยปริยาย ซึ่งจะประกอบด้วยข้าราชการที่ไปทํางานในระดับพื้นที่ตําบล ปลัดอําเภอ ผู้รับผิดชอบประจําตําบล พัฒนากร กศน. ซึ่งนายอําเภอจะเป็นคนแต่งตั้ง และมีหน้าที่ เป็นพี่เลี้ยงให้กับ ก.บ.ต. ในระดับตําบลเพื่อไปขับเคลื่อนและจัดทํากิจกรรมในระดับตําบล และแผนพัฒนาตําบล ขยับขึ้นมาที่อําเภอเสนอขอให้จัดตั้ง ก.บ.อ. ก็คือกราบเรียนแล้วว่า พระราชกฤษฎีกามีระดับชั้นจังหวัดแค่นั้นเอง เราต้องการอําเภอให้มีคณะกรรมการ บริหารงานอําเภอแบบบูรณาการด้วยเพื่อจัดทําแผนพัฒนาอําเภอ และแผนพัฒนาอําเภอนี้ จึงจะเป็นแผนบูรณาการข้อมูลปัญหาความต้องการของประชาชนจากแผนพัฒนาหมู่บ้าน ชุมชน และตําบล รวมทั้งแผนงานโครงการของส่วนราชการต่าง ๆ ที่ดําเนินการในพื้นที่ด้วย องค์ประกอบตามข้อ ๑๔ ซึ่งแน่นอนที่สุดเป็นองค์ประกอบที่สามารถถกเถียงกันได้ว่าใครจะ เสนออย่างไร ในที่นี้ก็ไม่อยากให้เป็นเรื่องรายละเอียดที่หนักอกหนักใจขอเป็นองค์กร ซึ่งอยากจะให้ตั้งนะครับ ส่วนองค์ประกอบภายในก็นําเสนอให้ที่ประชุมได้โปรดพิจารณา อํานาจหน้าที่ของ ก.บ.อ. ที่สําคัญคือกําหนดแนวทางบูรณาการแผนพัฒนาตําบล เพราะว่า ทุกอย่างมันต้องสอดคล้องต้องกันและประสานการปฏิบัติการของแผนพัฒนาอําเภอและ จัดทําแผนความต้องระดับอําเภอเสนอระดับจังหวัดต่อไป ระเบียบตัวนี้ความจริงมีทางเลือก ๓ ทางครับ
อันที่ ๑ เสนอให้ทาง ก.น.จ. ก.น.จ. ที่มีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีเลขาธิการ ก.พ.ร. ออกเป็นมติ เพราะว่า ก.น.จ. มีอํานาจในการกําหนดกรอบนโยบาย หลักการดําเนินงานให้กับจังหวัดได้อยู่แล้ว แต่ระเบียบพระราชกฤษฎีกาใช้มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ก็ยังไม่ขับเคลื่อนในเรื่องนี้ก็รู้สึกว่าคือจะไปเน้นในเรื่องการพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ จุดเน้น การพัฒนาของจังหวัดมาก เลยอาจจะลืมนึกถึงในด้านประเด็นอื่นนะครับ เพราะฉะนั้นทางเลือกอันที่ ๒ นี้คือทางเลือกให้เป็นระเบียบกระทรวงมหาดไทย แต่พอคิดถึง ให้กระทรวงมหาดไทยเป็นคนออกระเบียบนี้นะครับก็เกรงถึงการยอมรับของหน่วยงาน กระทรวง ทบวง กรม อื่น ๆ นะครับ ดังนั้นในทางเลือกที่กรรมาธิการเสนอนะครับ ขอเสนอ เป็นร่างระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีเพื่อออกมาให้ทุกกระทรวง ทบวง กรม ถือปฏิบัติได้ อย่างมีความพร้อมเพรียงกันนะครับ ดังนั้นระเบียบตัวนี้ถ้าหากมีเกิดขึ้นความสอดคล้อง ต้องกันของการประสานซึ่งเป็นผลจากการศึกษาในเชิงพื้นที่และปัญหาอุปสรรคที่ผ่านมา ผมจบการเสนอเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณมากครับ
คณะกรรมาธิการได้นําเสนอรายงานเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะครับ ต่อไปขอเชิญ ท่านสมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็นท่านละไม่เกิน ๑๐ นาทีนะครับ ขอเชิญท่านนิกร จํานง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ นิกร จํานง สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗๙ ที่จริงเรื่องนี้อยู่ในความสนใจค่อนข้างมากตั้งแต่คราวที่แล้วคิดว่าจะเข้า ก็เตรียมการว่าจะได้มีการแลกเปลี่ยนความเห็นกันอยู่บ้างนะครับ แล้วก็เนื่องจากว่าผมเอง ก็ทําส่วนนี้ที่ท่านพูดถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เมื่อกี้ก็ดูแล ๕ จังหวัดบ้างอะไรบ้าง แล้วก็ไปเจอปัญหามากมายในการดําเนินการก็อยากจะมาให้ความเห็นเพิ่มเติม เพราะอยากจะเห็นการพัฒนาในส่วนนี้ โดยสรุปรวมในภาพรวมผมเห็นด้วยของหลักการ ในการพัฒนาโดยยึดพื้นที่เป็นหลักเพราะว่าไม่อย่างนั้นมันจะคลุมไปหมดแล้วก็จับเป้า ตรงไหนไม่ถูก เห็นด้วยครับ แต่มีข้อสังเกตบางประการมีข้อดีมากมายแต่ผมจะมีข้อสังเกตว่า อันแรกในการเสนอโครงสร้างเพิ่มเติมเป็นระดับตําบล อําเภอ จริง ๆ แล้วตรงนี้เราต้อง ยอมรับกันก่อนว่ามีก็ดีแต่ไม่ใช่ไม่มีแล้วทําไม่ได้ เพราะจริง ๆ แล้วในระบบที่กํานัน ผู้ใหญ่บ้านก็ดีคือระบบของกระทรวงมหาดไทยขณะนี้ต้องยอมรับว่ากลไกเดิมที่มีอยู่ ถ้าหากว่า กันจริง ๆ การรับทราบปัญหาของประชาชนก็ดีอะไรก็ดีมีอยู่แล้ว ตรงนี้เอามาเพื่อเสริม ไม่ใช่ว่าเอามา แล้วก็สร้างขึ้นมาเพื่อทดแทนในสิ่งที่ไม่มี พัฒนากลไกที่มีอยู่เดิมเท่านั้น ตรงนี้เราจะได้วัดระดับความมีอยู่ของสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาว่าเป็นอย่างไร
และข้อสุดท้ายนี้ตั้งแต่ระดับล่างขึ้นมานี้แผนที่ท่านกําหนดดูเหมือนว่าจะเป็น ลักษณะแบบกลับจากล่างขึ้นบนเป็นการให้ความสําคัญว่าไปดูพื้นที่ว่าเป็นอย่างไรมา แล้วก็ หมายถึงว่าฟังข้างล่างขึ้นมา แต่ถ้าเราดูแล้วแผนตัวนี้จะเป็นจากบนลงล่างมากกว่า เพราะว่า ถ้าเราลําดับตรงนี้ก็ได้ ลําดับข้อ ๑ ที่ท่านเสนอขึ้นมานี้ซึ่งตรงนี้จริง ๆ ถ้าเราจะมีการอ้างตรงนี้ กลไกที่มีขณะนี้จากทอปดาวน์ (Top Down) มีอยู่มากมายในระบบของเรานี้ จากล่างขึ้นบน ไม่ค่อยมี เพราะฉะนั้นที่มันเพี้ยนก็คือว่าเป้าหมายมันแม่นจากข้างบนแต่ข้างล่างไม่โดน เพราะว่าข้างล่างไม่ได้ต้องการ กลไกที่เสนอขึ้นมาตรงนี้เป็นการจัดทําความต้องการอะไร ผมเห็นด้วยเป็นอย่างมากในลักษณะเป็นบอตทอมอัป (Bottom up) ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ควรจะมี แต่ว่าเวลาดีไซน์ (Design) ออกมานี้นะครับ แผนของท่านตามระเบียบข้อ ๒๒ ตอบสนอง ยุทธศาสตร์ชาติตามรัฐบาลและราชการส่วนกลาง
ข้อ ๒ เน้นการพัฒนาจังหวัดแล้วถึงไปถึงความต้องการของพื้นที่ ยังเป็น ทอปดาวน์ (Top Down) อยู่ เพราะฉะนั้นถ้าตรงนี้เราไปบิดว่าคือผมเรียนว่าจากบนลงล่างนี้ เรามีมากมายแล้วแต่จากล่างขึ้นบนนี้ไม่ค่อยมี ก็คิดว่าถ้าเน้นตรงนี้สักหน่อยจะได้อ้างว่า เพื่อเป็นการเช็ก (Check) ความแม่นยํา ความต้องการของพื้นที่ก็จะเป็นประโยชน์อยู่ ค่อนข้างมากนะครับ แต่อย่างไรก็ตามตรงนี้น่าจะมองว่าความสัมพันธ์ระหว่างบนลงล่าง กับล่างขึ้นบน อาจจะต้องเติมหน่อยว่าที่พูดมาขณะนี้ส่วนใหญ่จะเป็นจากบนลงล่างเป็นหลัก รวมทั้งตลอดจนงบประมาณที่น่าสนใจมากขณะนี้คืองบประมาณจังหวัดซึ่งเดิมจะเป็น งบ ส.ส. แต่ตอนหลังเป็นจังหวัดได้และจะได้ไม่เท่ากัน ตรงนี้เองก็เป็นส่วนที่ดีถ้าหากว่า ได้ผลมาก ๆ ในการวัดผลตรงนี้จะนําไปสู่การเพิ่มงบประมาณส่วนนี้ซึ่งยิ่งเพิ่มก็น่าจะยิ่งดี ในความเห็นผมนะครับ มีตอนนี้ที่เราตรวจสอบประมาณ ๑๐๐ กว่าล้านบาท ๒๐๐ ล้านบาท จริง ๆ มันไม่พอ ทําอะไรเท่าไรหรอกต่อปี เพราะมันมีการกระจายออกไปเยอะ มันเป็นงบทดลอง แต่ถ้าได้ผล ตรงนี้จะเป็นส่วนสําคัญที่น่าจะสนใจ เพราะแผนที่ท่านพูดมาทั้งหมดนี่ไปตายอยู่ที่ งบประมาณหมด สาระสําคัญจะอยู่ตรงนั้นเองนะครับ ทุกเรื่องในการคิดขึ้นมา ผมก็จะย้ํา เรื่องนี้ต่อจากนี้นะครับว่ามันสําคัญอย่างไร ผมยังมองว่าตัวอย่างที่ยกขึ้นมานี่อาจจะมีปัญหา อยู่บ้าง ก็เป็นการติงเล็กน้อยเพราะว่าประเทศที่ยกขึ้นมามีลักษณะต่างจากเราเยอะในทุกมิติ เศรษฐกิจ สังคม การเมืองของเขาต่างจากเรามาก ทีนี้เรายกที่คล้าย ๆ กันในกลุ่มภูมิภาค เดียวกันตรงนี้อาจจะชัดเจนนะครับ นี่ข้ามฟากไปทางแอฟริกาบ้าง อะไรบ้าง บางทีมันต่าง พอเทียบแล้วทําให้เรางงว่าจะวัดกันอย่างไรได้เพราะต้นแบบนัยสําคัญต่าง ๆ มันต่างกัน ในหลายมิติมาก โดยสรุปเรื่องนี้เป็นแผนที่มีการกําหนดเรื่องประเด็นพื้นที่ แต่ว่ายังติดอยู่กับ ปัญหางบประมาณหรือการร่วมมือที่ท่านได้พูดแล้วเมื่อกี้ว่าไปดูที่สงขลาก็ชัดว่าของกระทรวง เกษตรและสหกรณ์เวลาจะลงไปเนื่องจากว่าเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนี่เขาเป็นคนรวม เราไปตั้งขึ้นจริง ๆ มีเฉพาะ ๕ จังหวัด ที่อื่นไม่มี คือที่ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ จริง ๆ ผมก็ไป มีส่วนตั้งขึ้นมาว่าเนื่องจากเรามีปัญหาเรื่องความมั่นคง ดังนั้นเราก็เลยใช้เกษตรและสหกรณ์ จังหวัดเป็นคนคุมแผนทั้งหมด เพราะฉะนั้นข้อมูลในตําบลของทุกกรมว่าของกระทรวง เกษตรและสหกรณ์เอง ไม่ว่าจะเป็นกรมประมง กรมปศุสัตว์อะไรต่าง ๆ จะอยู่ที่เกษตร และสหกรณ์จังหวัด ซึ่งเราพยายามจะดีไซน์ (Design) ตรงนี้ให้เป็นคนคุมเรื่องกลไกทั้งหลาย เพราะฉะนั้นถูกแล้วที่อยู่ตรงนั้น แต่อย่างไรก็ตามเวลาไปวางเขาจะถามจากตรงนี้ไปก่อน แล้วตรงนี้ไปแตกลงไปเป็นปศุสัตว์อําเภอ ปศุสัตว์จังหวัดไปรวม จริง ๆ แล้วเรามีปัญหาอยู่บ้าง ตรงที่ว่าเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ซีเขาจะเล็กกว่าเกษตรจังหวัด หมายถึงว่า โดยศักยภาพ แต่ว่าเนื่องจากเป็นนโยบายที่ออกแบบมาจากกระทรวงก็คือบังคับว่าในระบบ ข้อมูลคุณต้องอยู่ใต้เขานะ เราให้เกษตรและสหกรณ์จังหวัดเป็นคนดูแล ศูนย์ข้อมูลกลาง จะอยู่ที่นั่นนะครับ แต่ว่าโดยรวมความสัมพันธ์กับจังหวัดยังมีปัญหาอยู่จริง ๆ ตามที่ท่านว่า ซึ่งตรงนี้จะช่วยได้เยอะ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดนี่ช่วยเรื่องโน้นด้วยครับ ช่วยเรื่องจะเป็น ศูนย์กลางในเรื่องการแก้ปัญหาภัยพิบัติตามธรรมชาติทางด้านการเกษตรด้วย เขาจะเป็น คนคุมทั้งหมดถ้าสังเกตตอนนี้ ท่านกรรมาธิการบางท่านก็ดูแลมหาดไทยอยู่ซึ่งเคยเป็น อดีตปลัดกระทรวงจะเห็นว่าเดิมการประกาศความสูญเสียทางด้านเกษตรนี่เป็นมหาดไทย ประกาศ กรมป้องกัน แต่ตอนหลังเกษตรประกาศได้เองเลยเพราะว่าเป็นการรวบรวม คือดีขึ้นมาก เราคิดว่าเรื่องประชาชนเขาเดือดร้อนให้เป็นของมหาดไทย แต่ของเกษตรต้อง ประกาศให้แม่นให้ชัดไม่อย่างนั้นเวลาของบขอไว้ ๑๐ ส่วนแต่ว่าเกิดขึ้นจริงนี่แค่ ๓ ส่วนก็ผิด หรือขอไว้ ๑๐ ส่วนแต่เกิดขึ้นจริง ๒๐ ส่วนก็ผิด เพราะฉะนั้นจุดตรงนี้เกษตรและ สหกรณ์จังหวัดเป็นเงื่อนที่ถ้าอาจจะมีการพัฒนาเรื่องทางด้านการเกษตรตรงนี้ถูกแล้วที่ท่าน ไปหาข้อมูลมาเห็นด้วยนะครับ แต่ประเด็นที่สําคัญนี่สิ่งที่ไม่มีใครช่วยได้เลยก็คือเรื่อง งบประมาณยังเป็นปัญหาใหญ่มากในขณะนี้ ผมก็เลยอยากจะเสนอว่าถ้าอย่างนั้นเรามาดูกัน ว่าขณะนี้เรากําลังพูดถึงแผนความแม่นยําของแผน ความสัมฤทธิผล แต่เรามาดูว่างานที่มัน จะเกิดขึ้นจริง ๆ นี่ความสําเร็จในการอิมพลีเมนเทชัน (Implementation) หรือการทําให้ เป็นไปตามนโยบายเป็นอย่างไร แล้วของเราอยู่ตรงไหน ขออนุญาตใช้เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) สักหน่อยนะครับ อันแรกเกี่ยวกับเรื่องการนํานโยบายประสบความสําเร็จ พี ๑ (P1) ขึ้นจอได้เลยครับ อันแรกถ้าเราจะทําว่าแหล่งที่มาของนโยบาย ประเด็นที่ท่าน กําหนดขึ้นมาโดยใช้ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีนี่คือหลักการเรื่องนโยบายต้องแม่น ไม่อย่างนั้นท้องที่ไม่ทํา หมายถึงว่าพื้นที่จะไม่ทําถ้าไม่แม่น แต่ตอนนี้ถ้าเราประกาศเป็น ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยเรื่องนี้แสดงว่ามันเป็นกฎหมาย มันเป็นเหมือนมติ ครม. ตรงนี้ชัดใช้ได้ ก็คือว่าแหล่งที่มาของนโยบายออกมาเป็นข้อกําหนดตามนี้คือตามระบบ จริง ๆ ก็คือกฎหมายที่ท่านยกขึ้นมา ถือว่าเป็นข้อหนึ่งที่สําคัญในการทําให้สําเร็จ อันที่ ๒ ที่พยายามทําโดยมีการคุยกันคือความชัดเจนเรื่องนโยบายของโพลิซี (Policy) ที่ทําเรื่องนี้ การที่ท่านจะรวมขึ้นมาโดยใช้จังหวัดมารวมกันคุยอะไรคุย ในหน่วยราชการต่าง ๆ มาคุย ตรงนี้ ก็ใช่ที่จะทําให้สําเร็จก็คือเป็นข้อดีคือข้อที่ ๒ ที่จะทําให้สําเร็จได้นะครับ ความชัดเจนเคลียร์ (Clear) นะครับ การสนับสนุนนโยบายตรงนี้ยังเป็นปัญหาอยู่บ้าง ก็คือว่าจริง ๆ งานที่เรา จะไปทําในพื้นที่นี่ปัญหาก็คืออธิบดี หรือผู้ใหญ่ หรืออย่างน้อยก็ผู้ตรวจลงไปดูบ้างหรือเปล่า ตรงนี้ถ้าจําเป็นอาจจะต้องใช้ของหน่วยใครหน่วยมันช่วยลงไปดู เพราะว่าถ้าผู้ใหญ่ไม่ลงไปดู ถ้าฝ่ายสนับสนุนข้างบนไม่ลงไปดูมันจะหายไประหว่างทาง เหมือนกระซิบไปถึงคนที่ ๒๐ เป็นเรื่องอื่นไปแล้วตรงนี้อาจจําเป็น ผมไม่ทราบว่าท่านจะไป ใส่ไว้ตรงไหนในหลักการ แต่ว่าถ้าไม่มีใครตามไปกํากับดูแลจากส่วนที่คุมนโยบายจากข้างบน มันจะหายไปกับสายลมได้ตรงนี้ครับ ก็ฝากไว้ว่ามีตรงไหนในร่างบ้างที่จะอยู่ตรงนี้ นี่เป็น หลักการให้สําเร็จให้นะครับ เรื่องนี้ที่ผมบอกว่าเป็นปัญหาการจัดสรรทรัพยากร ทรัพยากร ที่ว่านี้เป็นทั้งงบประมาณแล้วก็คน ขณะนี้แผนที่เราวางกันระดับพื้นที่เป็นหลักคือเราวางจาก พื้นที่ ปัญหาก็คือว่าสํานักงบประมาณจะให้งบไหม เป็นไปตามนโยบายไหม เป็นไปตาม นโยบายของรัฐบาลไหม ถ้าไม่เข้าไม่เป็นไม่ได้ พอไม่ได้เราพยายามร่างกันดีขนาดไหน ก็ไม่เป็นผล เพราะไม่มีงบประมาณที่จะลงไปช่วยนี่ก็คือเรื่องงบประมาณซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ว่าด้วย เรื่องให้เวลาพอไหม กําลังคนพอไหม แล้วก็งบประมาณอันแรกพอไหม ตรงนี้จะเป็นตัววัดว่า จะสําเร็จหรือไม่สําเร็จ ถ้าไม่มีตรงนี้ก็ไม่ต้องไปพูดเรื่องที่เหลือเป็นไปไม่ได้
ประเด็นต่อมาก็คือการจัดสรรแล้ว สิ่งจูงใจในพื้นที่ที่บอกแล้วขณะนี้ ซึ่ง ๒ เรื่องกับเรื่องความซับซ้อนในการบริหารงาน ตรงนี้หลักการในการทําให้สําเร็จมีหลักการ อยู่ว่าใช้หน่วยให้น้อยที่สุดยิ่งหน่วยเดียวยิ่งดี แต่ที่เรากําลังออกแบบขณะนี้มันเป็นเรื่องของ พื้นที่มันใช้เป็นร้อย ๆ หน่วย พอร้อย ๆ หน่วยมันก็ไปขัดกับหลักการทํางานให้สําเร็จ เพราะว่าหลักการทํางานให้สําเร็จให้ใช้หน่วยงานโดยเฉพาะราชการให้น้อยที่สุด เราจะทํา อย่างไรกับตรงนี้ นี่ก็คือกลายเป็นว่ายิ่งไปพูล (Pool) ยิ่งไปรวมยิ่งทําให้ไม่สําเร็จได้ เพราะว่า ความเข้าใจร่วมกันต่อปัญหาร่วมกันมันจะมีปัญหาคือคําว่าบูรณาการในปัจจุบันนี้ที่พูดกันจนเบื่อ ผู้บริหารเบื่อ เพราะคําว่าบูรณาการก็คือการไม่สําเร็จเป็นการทํางานที่เฟืองมันขบเหลี่ยมกัน มันมาจากคนละทิศคนละทาง ผมก็เลยจะเสนอท่าน ๆ ว่าหลักใหม่ขณะนี้เราไม่ใช้การร่วมกัน หรืออินทิเกรชัน (Integration) เราจะมาใช้คอลลาบอเรชัน (Collaboration) ลองดูว่า ประเด็นนี้จะใช้ได้ไหมนะครับ ผมจะเสนอว่าในการทํางานพื้นที่เรื่องนี้อยากจะขอยกเอา โครงการพระราชดําริ ท่านยกที่สงขลาผมก็ยกที่สงขลาบ้างของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถที่คลองหอยโข่งเป็นแห่งแรกที่ทําเมื่อปี ๒๕๔๙ เรื่องนี้เอามาแก้ปัญหาที่เรา กําลังพูดมาทั้งหมดขณะนี้ พี ๔ (P4) ขอรูปพี ๔ (P4) ครับ โครงการในพระราชดําริคลองหอยโข่ง ขอภาพต่อไปครับ ประเด็นนี้ก็คือว่าหลักการเรื่องการร่วม ผมขอเสนอเรื่องคนที่ล้อมกันอยู่ การสอดประสานเสนอเป็นคอลลาบอเรชัน (Collaboration) หรือการสอดประสานงาน เรื่องนี้เป็นมากกว่าการบูรณาการสิ่งที่สําคัญก็คือว่ามันมีเฟืองทุกเฟือง แต่หลักการก็คือว่า ทุกคนต้องมองไปที่เป้าหมายเดียวกันก็คือตัวงานที่จะสําเร็จ หลักการคือการคอลลาบอเรชัน (Collaboration) หรือการสอดประสานนั่นเอง ประเด็นนี้ก็คือว่าในหลักการเรื่องนี้จริง ๆ แล้ว ส่วนกลางมีหลักการมาอย่างไรเหมือนของท่านที่นําเสนอขึ้นมานี้เป้าหมายเหมือนจิกซอว์ (Jigsaw) อยู่ตัวกลาง แต่รอบ ๆ คือกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ความสําเร็จก็คือต่อจิกซอว์ (Jigsaw) ตัวนี้ได้อย่างไร ต่างคนต่างถือมุม ต่างคนต่างถือ เพราะฉะนั้นภาพรวมก็คืออยู่ตรงกลาง นี่คือปัญหามาก เพราะว่าเมื่อกี้ท่านพูดว่าเกษตรเองเวลาจะทําเขาก็ต้องไปบอกของเขา แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่รู้ ส่วนที่จะวางจิกซอว์ (Jigsaw) ไม่รู้ แล้วก็ของกรมอื่นล่ะจะทํา อย่างไรต่อเรื่องเดียวกัน ผมอยากจะเรียนว่าภาพต่อไปเป็นภาพโครงการพระราชดําริจะตอบ ทุกอย่างได้ ไปต่อครับอีก ๒ รูป นี่เป็นวิธีการในการสอดประสานต้องมีการประชุม มีการคุยกัน รูปต่อไปครับนี่คือที่คลองหอยโข่ง คลองหอยโข่งเราสังเกตว่าเป็นการร่วมมือกันเป็นอย่างมาก เป็นโครงการตามพระราชดําริของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถที่คลองหอยโข่ง ที่ไปทําหลายปีแล้ว ประสบความสําเร็จมาก ตอนนี้ไปหลายแห่ง ประเด็นก็คือว่ามีมหาดไทย จะไปดูแลเรื่องพื้นที่ทั้งหมดที่คลองหอยโข่ง แล้วก็จะมีเรือนประทับเพื่อการทรงงาน เราสังเกตได้ว่าในพื้นที่ตรงนั้นเป้าหมายร่วมกันใช้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหลัก ก็มีส่วนที่เป็นน้ําให้กรมชลประทานไปขุดเพื่อทําน้ําในพื้นที่ตรงนี้ ต่อจากนั้นพื้นที่ที่ปลูกข้าวได้ ปีกหนึ่งก็ให้กรมการข้าวลงไปดูแล อีกปีกหนึ่งเลี้ยงสัตว์ก็ให้กรมปศุสัตว์ไปดู อีกส่วนหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องแปลง เรื่องเพาะชําอะไรต่าง ๆ เหล่านี้เป็นพืชผลก็ให้กรมส่งเสริม การเกษตรไปดู ประเด็นที่สําคัญก็คือว่าในงานตรงนี้นี่คือการคอลลาบอเรชัน (Collaboration) ที่สําคัญ เป้าหมายนี่คือความสําเร็จของโครงการนี้ในพระราชดําริก็คือ โครงการฟาร์มตัวอย่างนี้เป็นความสําเร็จร่วมกัน เพราะปัญหาในการทํางานร่วมกันนี่นะครับ ปัญหาก็คือว่า ๑. ถ้าจะทํางบประมาณใครเป็นคนจ่าย นี่เป็นปัญหา ทํานี่ทําได้ แต่งบประมาณใครออก เวลาทําเจ้าหน้าที่ที่ไปดูใครเป็นคนทํา แล้วถ้าสําคัญนี่ก็คือว่าถ้าสําเร็จ ใครจะเป็นคนได้หน้า นี่เป็นปัญหามากในการทํางานร่วมกันของเรา หรือถ้าไม่ประสบ ความสําเร็จใครจะเป็นคนรับผิด สิ่งเหล่านี้พอไม่ชัดการไปทํางานร่วมกันตรงนี้ก็จะเป็นปัญหา ดังนั้นโครงการในพื้นที่นี่ผมเสนอนะครับว่าอาจจะต้องใช้ลักษณะแบบนี้ก็คือว่า ผมยืนยันว่า เห็นด้วยว่าความชัดเจนของนโยบายของท่านนะเห็นด้วย เรื่องงบประมาณอาจจะต้อง ประสานกับส่วนบนเป็นอย่างมาก แต่ที่สําคัญหัวใจสําคัญในเรื่องงานพื้นที่ก็คือว่า หน่วยราชการที่ไปทําลงในพื้นที่ตรงนั้นจะทําอย่างไรให้เขาลืม ๆ กรมไปเสียบ้าง ลืม ๆ ที่กรุงเทพ ฯ ไปเสียบ้าง แล้วมาเอาเป้าหมายว่าถ้านอกจากในกรณีนี้เรามีพระบารมีคอยดูแล แต่ถ้าหากว่า ไม่มี ถ้าเป็นโครงการของรัฐที่เป็นอย่างนี้แล้วทํางานเหมือนกัน มีดาวดวงเดียวกันแล้วก็ ส่วนความสําเร็จที่อยู่ตรงกลางคือความสําเร็จร่วมกันของทุกกระทรวง ทบวง กรม ถ้าทําได้ เช่นนี้แล้วนโยบายชัด งบประมาณชัด งานในพื้นที่ชัดว่าใครทําอะไรบ้าง แล้วมีผู้ว่าราชการจังหวัด คอยดูแลอยู่ตรงนั้น ผมเชื่อว่าเรื่องงานในพื้นที่จะสําเร็จ แล้วสุดท้ายก็จะไปสู่จุดที่สําคัญก็คือ ความสําเร็จของงานนั่นก็คือผลสําเร็จที่เกิดจากงาน ผมอยากจะอัญเชิญสุดท้ายนี้นี่นะครับ พระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่ให้ไว้ในโอกาส พิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๔ มีความดังนี้ครับ “การทํางานใหญ่ทุกอย่างต้องการเวลามากกว่าจะทําได้สําเร็จ ผู้ที่เริ่ม โครงการอาจจะไม่ทัน ทําให้สําเร็จโดยตลอดด้วยตนเองก็ได้ ต้องมีผู้อื่นรับทําต่อไป ดังนั้น ไม่ควรยกเอาเรื่องใครเป็นผู้เริ่มงาน ใครเป็นผู้รับช่วงงานขึ้นมาเป็นข้อสําคัญนัก จะต้องถือ ผลสําเร็จที่จะเกิดจากงานเป็นใหญ่กว่าสิ่งอื่นใด” ก็ถือว่าตรงนี้น่าจะชัดเจนเรื่องว่าเป้าหมาย ของงานที่พระองค์ท่านมีพระราชดํารัสไว้ ผมเองอยากจะเรียนท่านประธานนิดหนึ่งว่าผมมี ปัญหามากช่วงนี้ในการอภิปรายก็อยากจะนํากระแสพระราชดํารัสเอามานําเสนอบันทึกไว้ แต่ประเด็นปัญหาก็คือขอบ่นตรงนี้เลยว่าทําไมไม่มีใครทําเรื่องนี้รวบรวมไว้ ของรัฐบาลมีอยู่ สัก ๖-๗ เรื่อง นี่เรียนท่านประธานทราบว่าจริง ๆ แล้วหลักการต่าง ๆ ที่พระองค์มี พระราชดํารัสไว้เราน่าจะเอามาใช้งานได้ทุกอย่างเลยนะครับ แต่การรวบรวมนี้โชคดีที่เมื่อกี้ ได้คุยกับท่าน สปท. พงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ท่านบอกว่าที่กระทรวงวัฒนธรรมกําลังจะรวบรวม ให้เป็นหมวดเป็นหมู่เป็นอะไร เพราะว่าขณะนี้ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทําเป็นอีบุ๊ก (e-Book) ไว้ ท่านประธานคงเห็นนะครับ แล้วก็ในของรัฐบาลก็มีอยู่บางส่วน มีการรวบรวม แต่ไม่สมบูรณ์เลย ผมนี่พยายามจะหาต้องค้นเอาเอง ต้องดูจากเว็บไซต์ (Web site) เอา เท่าที่หาได้ เพราะฉะนั้นอยากจะฝากผ่านไปยังท่านกรรมาธิการพงศ์ศักติฐ์นะครับว่า ที่ท่านกําลังจะทําอยู่จะเป็นประโยชน์มาก เพราะว่าสิ่งเหล่านี้เราสามารถใช้งานในการดูแล เรื่องประเทศของเราต่อเนื่องไป แม้ว่าพระองค์ท่านจะไม่ทรงอยู่กับพวกเราแล้วก็ตาม กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูต อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศและอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ ขอเชิญครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. อันดับที่ ๗ ครับ ก่อนอื่นผมขอเริ่มที่ตรงตัวเลขก่อนนะครับ ๐.๖๙ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ ๖๘.๙ เปอร์เซ็นต์ที่ระบุไว้ในเอกสาร แล้วก็ทางกรรมาธิการได้กรุณาระบุด้วย ผมเข้าใจว่า ๒ ตัวเลขนี้อันแรกเป็นงบที่ให้กับบรรดาผู้ว่าราชการจังหวัดใช่หรือไม่ เฉลี่ยก็ประมาณสัก ๘๐-๑๒๐ ล้านบาท ต่อผู้ว่าราชการจังหวัด ต่อจังหวัด ส่วนอีก ๖๘.๙ เปอร์เซ็นต์นั้นก็เป็น งบรวมของหน่วยงานต่าง ๆ จากส่วนกลางที่ไปมีสํานักงานของเขาอยู่ในแต่ละจังหวัด ที่มันหายไปก็ประมาณสักเกือบ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คือเป็นงบที่กันไว้ให้กับท้องถิ่น ผ่านทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น คือให้กับ อบจ. เทศบาล แล้วก็ อบต. ผมขอเรียนถามว่าอันนี้เป็นความเข้าใจถูกต้องหรือไม่ แล้วที่จริงแล้ว เพื่อให้มันครบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จะพูดแค่ ๐.๖ เปอร์เซ็นต์ กับ ๖๘.๙ เปอร์เซ็นต์ มันคงจะ ไม่ถูกต้องนักนะครับ อันนี้ต้องพูดเสียให้ชัดว่างบมันอยู่ที่ไหนบ้าง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อยู่ในแต่ละจังหวัด แล้วก็น่าจะทําตัวเลขมาว่า ๗๖ จังหวัดไม่รวม กทม. ซึ่งมีงบประมาณ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น แต่ละจังหวัดโดยองค์รวมแล้วมีงบผ่านทางท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ผ่านทาง อบจ. หรือว่าท้องถิ่นโดยองค์รวมแล้วก็ผ่านทั้ง ๒๐ หน่วยราชการที่มีสํานักงาน ในจังหวัดแต่ละจังหวัดนั้นรวมแล้วเท่าไร โดยองค์รวม แล้วก็แต่ละจังหวัดเท่าไร ตรงนั้นก็เอางบ เราก็จะรู้ว่าในปีงบประมาณนี้ ปี ๒๕๖๐ มีเงินเท่าไรในแต่ละจังหวัดนั่นเป็นประเด็นที่ ๑
ส่วนประเด็นที่ ๒ ผมอยากจะโยงมาที่หัวข้อเรื่องของว่าการบริหารจัดการ ของจังหวัดที่มุ่งหวังผลสัมฤทธิ์โดยยึดพื้นที่เป็นหลัก มันก็มาคําถามที่ ๒ แล้วก็ใคร เป็นผู้บริหารจัดการของจังหวัด ก็มี ๒ หัวครับ หรือว่า ๒ ศีรษะ เป็นนก ๒ หัว เหมือนธงชาติ ของรัสเซียหรือว่าสัญลักษณ์ของรัสเซียก็คือด้านหนึ่งคือผู้ว่าราชการจังหวัด บวกหัวหน้า สํานักงาน จะเป็นพาณิชย์ เกษตร วัฒนธรรมอะไรที่มาจากกรุงเทพมหานครก็เป็น ๑ ครับ ๑ ข้าง หรือว่า ๑ ด้านของเหรียญ ส่วนอีกด้านหนึ่งที่มาจากประชาชนผ่านการเลือกตั้งคือ นายก อบจ. อบต. นายกเทศมนตรี ก็เป็นคู่แฝดอยู่ในต่างจังหวัดแล้วก็มีงบอยู่ในมือ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ สมมุติว่าตีออกมาเสียจังหวัดละประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านบาท ก็ต้องมาตกลงกัน เสียก่อนในการปฏิรูปประเทศไทยว่า ๒ ด้านของเหรียญนี้หรือว่านก ๒ หัวนี้จะทํางาน บูรณาการกันได้หรือไม่มันก็เป็นเรื่องความริเริ่มของท่านผู้ว่าราชการจังหวัดว่าจะเชิญ ท่านนายก อบจ. มาคุยกันสัก ๔-๕ รอบ แล้วก็เชิญนายก อบต. เชิญนายกเทศมนตรี เชิญกํานัน ผู้ใหญ่บ้านมาด้วยก็ได้ในฐานะหัวหน้าทางชุมชนแล้วก็ถามว่าเรามีเงินอยู่แค่นี้ สมมุติว่า ๕,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีโดยเฉลี่ยแล้วเราจะเอาไปทําอะไร ในเอกสารท่านใช้บอกว่า ดูอ้างอิงถึงยุโรปผมเข้าใจว่าเป็นสหภาพยุโรปและในที่ประชุมนี้ผมพูดหลายครั้ง ในสหภาพยุโรปนั้น เขามีกองทุนที่เรียกว่าดีเวลอปเมนต์ฟันด์ (Development Fund) แล้วก็ในแต่ละประเทศ สมาชิกสหภาพยุโรปเขาก็จะมีที่เรียกว่าดีเวลอปเมนต์ฟันด์ (Development Fund) คือ งบพัฒนา งบพัฒนาอันนี้เขาไปทํากับอะไรครับ เขาก็ไปทํากับเขตหรือว่าพื้นที่ที่ยังด้อยอยู่ ในจังหวัดนั้น ๆ หรือว่าในประเทศนั้น ๆ เช่นในกรณีของไทยมันก็จะต้องมีภาพรวมของ ทุกจังหวัดของประเทศไทยว่าในแต่ละจังหวัดนั้นหรือว่าในแต่ละพื้นที่จังหวัดนั้นขาดอะไร ไฟฟ้า น้ําประปา ท่อระบายน้ํา โรงพยาบาลขนาดเล็ก กลาง ย่อม สถานีตํารวจ ป้อมยาม สาธารณูปโภคทั้งหลายมันขาดอะไร แล้วก็ถามว่าในแต่ละปีนั้นสิ่งที่ขาดสามารถที่จะนําเอา งบโดยเฉลี่ยสมมุติว่า ๕,๐๐๐ ล้านบาท เอามาลงได้ไหมแล้วถ้าเป็นโครงการใหญ่โตก็ต้องมา ถามกับทางรัฐบาลกลางหรือว่าในที่สุดรัฐสภาว่าจะอนุมัติงบเพิ่มให้กับจังหวัดนั้นจังหวัดนี้ ได้มากน้อยแค่ไหนเพื่อเติมให้เต็ม เพื่อจะได้มีความทัดเทียมเสมอภาคกันทุกจังหวัดแล้วไม่มี อะไรที่จะขาดอีกต่อไปนะครับ อันนี้เป็นเรื่องที่จะต้องทํา คราวนี้จะเติมให้เต็มได้มันก็มีอีกคํา ที่อยู่ในเอกสารแล้วก็ทางกรรมาธิการได้กล่าวไว้ด้วยคือคําว่าดาต้า (Data) คือตัวเลขสถิติ แล้วมันจะยากอะไร ณ วันนี้ที่จะไปขอมาจากสํานักงานเศรษฐกิจการคลังของกระทรวงการคลัง ขอจากธนาคารชาติ แล้วก็โดยเฉพาะขอจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และคราวที่แล้วผมก็ได้พูดหลายครั้งก็ถ่ายภาพทางอากาศผ่านทางหน่วยจิสด้า (GISTDA) ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือว่ามันก็จะมีข้อมูลมากมายอยู่ที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธ.ก.ส. ก็ประมวลเอาข้อมูลเหล่านี้ลงมาสิครับ แล้วก็จะได้ดูทั้งประเทศ แล้วก็ในแต่ละจังหวัดว่า มันขาดอะไร ต้องการอะไรในพื้นที่นั้น ๆ แล้วมันก็จะมีกลุ่มชนที่ด้อยโอกาสถูกลืมหรือเปล่า มันก็พื้นที่ในที่นี้ก็คงไม่ใช่ทางกายภาพทางด้านภูมิศาสตร์ แต่มันต้องลงไปที่หมู่คนที่ยังอะไรครับ ตกหล่น ถูกลืมล้าหลังอยู่ด้วย นั่นเป็นวิธีการทํางาน แล้วไม่ต้องมาตั้งคณะกรรมการใหม่ ในระดับจังหวัด ประชารัฐอะไรพวกนี้ก็มีอยู่แล้วคือมีผู้ว่าราชการจังหวัด มีนายก อบจ. เอานั่น เป็นตัวแกน แล้วก็หน่วยงานหลักที่จะเข้ามาจากส่วนกลางก็คืออธิบดีกรมการปกครอง และอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเป็นแกนกลางที่จะต้องประสานแล้วก็เชื่อมโยงกันให้ได้ ก็เชิญสํานักงบประมาณมา เชิญสภาพัฒน์มาก็ได้ อย่าไปทําอะไรให้มันดูสลับซับซ้อน แล้วก็เวียนไป แล้วก็เพิ่มองค์กรขึ้นมาใหม่ต่าง ๆ เหล่านี้ ผมว่าเอาที่มีอยู่คือท่านผู้ว่าราชการจังหวัด นายก อบจ. ตัวเลขสถิติที่มีอยู่ใน ๔-๕ หน่วยงานที่ผมได้กล่าวถึง แล้วก็เอามาลงขัน แล้วก็เอาผลที่เขาจะทํากันมาสั่งเป็นคําสั่งไปเลยนะครับ ผ่านทางรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยว่าให้เอาผลตัวเลขดาต้า (Data) เหล่านี้ว่าขาดอะไรจะได้เติมให้เต็ม เอามาส่งให้ที่สภา สปท. ภายใน ๑ เดือนคือก่อนสิ้นปีนี้แล้วเราก็มาพิจารณาว่าจะโยงไปที่ รัฐบาล ไปที่ คสช. ไปที่ สนช. เพื่อจะอนุมัติ เพื่อเติมให้เต็มได้หรือไม่ ผมขอพูดแค่นี้ครับ ไม่อยากจะให้ไปสลับซับซ้อนอะไร แล้วผมก็ได้ยกตัวอย่างหลายครั้งว่าความต่างระหว่าง เยอรมันตะวันออกกับเยอรมันตะวันตก วันที่เขารวมประเทศกันเมื่อเกือบ ๓๐ ปีมาแล้วนี่ มันเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วของเยอรมันตะวันตกกับประเทศที่ล้าหลังแบบประเทศที่ยากจน ในทวีปแอฟริกา ในเอเชียแปซิฟิก และในแอฟริกา นั่นคือสภาพของเยอรมันตะวันออก แต่ว่า ๒๐ กว่าปีให้หลังมานี้ความเสมอเหมือนมันได้เกิดขึ้นแล้วเขาได้เติมให้เต็ม มีความทัดเทียม มีความทันสมัยเหมือนกันระหว่างเยอรมันตะวันตกกับเยอรมันตะวันออก ไม่มีความต่าง อีกแล้วครับ แค่ ๒๐ ปีเท่านั้น แล้วผมก็ได้พูดในสภานี้หลายหน ผมพูดในสภาผู้แทนราษฎร ก่อนหน้านั้น ผมได้พูดกับเจ้าหน้าที่ของสํานักงบประมาณก็หลายครั้ง แล้วก็พูดกับเจ้าหน้าที่ สภาพัฒน์ด้วย วันนี้ขอพูดอีกครั้งหนึ่งกับเพื่อน ๆ สมาชิกของ สปท. ว่ามันมีวิธีทํางาน ที่มันคล่อง สะดวกมีแบบอย่าง แล้วคนที่จะเข้ามาช่วยเขาได้มันก็จะมีสํานักงานของ สหประชาชาติเช่นยูเอ็นดีพี (UNDP) ธนาคารโลก ธนาคารพัฒนาเอเชีย เขาก็มีประสบการณ์ ที่จะมาร่วมกับเราได้มาก แล้วเขาทําอย่างนี้ง่าย ๆ แล้วก็สามารถที่จะทําได้ในช่วงปีที่จะถึง วางแผนเสียให้เรียบร้อยแล้วก็เติมให้เต็ม แล้วก็ลดความเหลื่อมล้ําระหว่างคนไทยด้วยกัน ระหว่างพื้นที่ภูมิภาคของประเทศไทยด้วยกัน ด้วยอํานาจที่มากมายมหาศาล แล้วก็ความชื่นชม แล้วก็ความเชื่อมั่นในตัวนายกรัฐมนตรีคนนี้ที่มันแทบจะไม่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ การเมืองไทยมา ๔๐-๕๐ ปีแล้ว เพราะฉะนั้นทําอะไรกันให้ง่าย ทํากันให้สะดวก ให้มันคล่องตัว ไม่ต้องมีขั้นตอนมาก ทําจากสิ่งที่มีอยู่แล้วให้มันเกิดประโยชน์และให้มันมีคําสั่งออกมา แล้วทุกคนก็ต้องเปิดใจ
ส่วนประเด็นสุดท้ายก็คือว่า ๖๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ มันก็ต้องโอนไปให้ท้องถิ่น นะสิครับ มันอยู่ในกฎหมายอยู่แล้วนี่นะว่าในที่สุดแล้วอย่างน้อยมันก็ต้องเป็น ๕๐ : ๕๐ คือ อยู่ที่หน่วยงานส่วนกลาง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็อยู่ที่ท้องถิ่น ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วผมก็ได้เคย พูดไปว่าหน่วยงานส่วนกลางจริง ๆ ที่มันควรจะอยู่ในต่างจังหวัดมันก็มีแค่กระทรวงกลาโหม กระทรวงยุติธรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อาจจะมีกระทรวง การต่างประเทศเข้ามาด้วย กระทรวงมหาดไทย นอกนั้นมันโอนไปได้หมดเลยครับงานที่เหลือ จากกระทรวง ทบวง กรม ทั้งหลายไปให้ท้องถิ่น แล้วก็ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกับนายก อบจ. ประสานกันเสีย ถ้าเผื่อยังอยากจะเก็บเป็นคู่แฝดอันนี้ ไม่อยากที่จะมีการเลือกตั้ง ผู้ว่าราชการจังหวัดก็ไม่ว่ากัน แต่ขอให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดทํางานบูรณาการเป็นหัวเดียว ใจเดียวกับท่านนายก อบจ. และเราก็จะได้ขับเคลื่อนได้ และเราจาก สปท. ก็จะได้สนับสนุน อย่างเต็มที่ให้ทุกจังหวัดมีความทัดเทียมไม่ด้อยกว่ากัน แล้วก็ไม่ห่างในความเจริญ อย่างน้อยทางด้านกายภาพจากกรุงเทพมหานคร ขอขอบคุณมากครับท่านประธาน
ต่อไปขอเชิญท่านอําพล จินดาวัฒนะ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตประธานกรรมาธิการการปฏิรูปด้านสังคมและชุมชน ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ผม อําพล จินดาวัฒนะ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศครับ ผมขออนุญาต แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม ๒ ประเด็นครับ ผมคิดว่าสิ่งที่ท่านกรรมาธิการได้ทํามาเสนอนี้ ก็เป็นเรื่องสําคัญแล้วก็เป็นเรื่องที่ดีนะครับ อันนี้โดยหลักการแล้วก็เห็นด้วยและสนับสนุนนะครับ การบริหารจัดการของจังหวัดที่มุ่งผลสัมฤทธิ์โดยยึดพื้นที่เป็นหลักคือชื่อก็ชัดเจนอยู่แล้ว เป็นการเน้นพื้นที่ซึ่งเป็นทิศทางที่ผมคิดว่าถูกต้องครับ ที่ผ่านมานั้นโครงสร้างระบบราชการ เราเน้นกรมเป็นตัวตั้งไม่ได้ยึดพื้นที่นะครับ เน้นกรมหรือนิติบุคคลเป็นเจ้าของงบประมาณ เป็นเจ้าของงานทั้งหมด ผมคิดว่าทิศทางการปฏิรูปประเทศไทยเรานั้นการมุ่งสู่การเน้นพื้นที่ เป็นฐาน พื้นที่เป็นสําคัญนั้นก็คือหัวใจของการปฏิรูป ส่วนว่าเราจะทํากันอย่างไรก็ย่อมมี วิธีการต่าง ๆ มากมาย ท่านผู้อาวุโสทางการเมืองท่านได้ให้คําเสนอแนะไปแล้วนั่นก็เป็น วิธีหนึ่งนะครับมันมีหลายวิธี แต่อย่างไรก็ตามทิศทางผมคิดว่าสําคัญกว่าวิธีการ แต่เมื่อทิศทางสําคัญแล้ววิธีการก็จะเป็นความสําคัญตามมาครับ เรื่องนี้ผมขออนุญาต แสดงความเห็นเพิ่มเติมเพียง ๒ ประเด็นครับ
ประเด็นที่ ๑ ผมอยากจะขออนุญาตกราบเรียนว่าทุกท่านคงตระหนักอยู่แล้ว ว่าฐานของเจดีย์มีความสําคัญ ที่ผ่านมานั้นการพัฒนาประเทศเราอาจจะมุ่งที่ยอดของเจดีย์ องค์พระเจดีย์ ฐานนั้นก็อ่อนแอมาโดยตลอดนะครับ การที่ท่านเน้นเรื่องของพื้นที่เป็นหลักนี่ ผมคิดว่านั่นคือการเน้นฐานของพระเจดีย์หรือของพีระมิด ถ้าฐานไม่เข้มแข็ง มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ข้างบนก็ไม่เข้มแข็ง มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนไปได้ครับ ต้นไม้ที่เติบโตใหญ่งอกงามสวยงามนั้น รากสําคัญอย่างยิ่ง ถ้าเราไม่บํารุงไม่ให้ความสําคัญกับที่รากนะครับ ต้นและดอก ใบ ผล ก็อยู่ไม่ได้ครับ ผมคิดว่าเราเห็นทิศทางตรงกันครับ ผมในฐานะที่ขับเคลื่อนงานที่เน้น ชุมชนเข้มแข็งมาเป็นเวลานานพอสมควร แล้วก็ตอนที่อยู่ใน สปช. นั้นก็ขับเคลื่อนเรื่องนี้ และในขณะนี้อยู่ใน สปท. ก็ยังทําหน้าที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้อยู่ ผมคิดว่าคนที่อยู่ข้างล่างเขาก็ เรียกร้องเรื่องการกระจายบทบาทอํานาจหน้าที่และทรัพยากรไปให้เขาเพื่อเขาจะจัดการกันเอง ผมอยากใช้คําว่าจัดการกันเองนะครับ ไม่ใช่จัดการตนเอง จัดการกันเองคือไม่ทิ้งชุมชน ท้องถิ่น ส่วนราชการต่าง ๆ ให้ความสําคัญเสมอกัน เอกชนทุกภาคส่วนมาร่วมกันจัดการ พื้นที่เป็นฐาน อันนั้นคือทิศทางที่เราควรจะไปครับ
ชุมชนท้องถิ่นนั้นเป็นศูนย์กลางผมคิดว่าเราก็พูดกันเยอะ พื้นที่เป็นศูนย์กลาง ก็พูดกันเยอะครับ แต่ในความเป็นจริงนั้นก็ห่างจากความจริงเยอะมาก เพราะเราเน้นกรม เป็นตัวตั้ง เมื่อสักครู่ท่านผู้อาวุโสท่านก็พูดไปเรื่องว่าทั้งหมดที่เราคุยกันคือเรื่องการปฏิรูป ระบบงบประมาณนั่นเอง บทบาทหน้าที่ต่าง ๆ นั้นมันขึ้นอยู่กับงบประมาณ เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะขับเคลื่อนเรื่องนี้เราจะทําอย่างไรให้เป็นจริงครับ กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ นั้น ก็เหมือนเส้นด้ายแนวตั้งของเสื้อผ้ามีความสําคัญครับ มีองค์ความรู้ มีผู้คน มีบทบาทอํานาจหน้าที่ ตามกฎหมายเหมือนเส้นด้ายแนวตั้งบนลงล่าง ล่างขึ้นบนก็ยังเป็นแนวตั้งอยู่ครับ เราคงพยายาม จะผลักดันให้เกิดเส้นด้ายแนวนอนคือให้ชุมชน สังคม ภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามาถักทอให้เป็นผืนผ้า ผมคิดว่าอันนี้คือความพยายาม ท่านออกกลไกต่าง ๆ ก็เพื่อพยายามทําแบบนี้ที่เราพูดกัน ถึงประชารัฐก็คือกลไกถักทอ ผมคิดว่าเป็นแนวคิดสากลครับ การอภิบาลแบบหุ้นส่วน หรือแบบเครือข่ายต้องเกิดขึ้น ถ้าเราไม่ถักทอไม่มีทางที่จะทําให้ประเทศบ้านเมืองเข้มแข็ง มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนได้เลยครับ ทิศทางก็น่าจะเป็นแบบนี้ ท่านได้กล่าวถึงเครื่องมือต่าง ๆ หลายเครื่องมือ เช่น แผนแม่บทชุมชน เอบีซีรีเสิร์ช (ABC Research) กระบวนการเรียนรู้ ร่วมกันอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่านั่นคือตัวอย่างที่งดงามในประเทศไทยที่น่าจะมีการต่อยอด ผมได้มีประสบการณ์เรียนรู้กับเรื่องแผนเหล่านี้ เรื่องการวิจัยเหล่านี้นะครับ ผมคิดว่าเขาเน้นเรื่องการสร้างให้ชุมชนท้องถิ่นมีเครื่องมือในการทํางาน เครื่องมือในการพัฒนา และเครื่องมือในการนําไปสู่การมีงบประมาณที่ถูกที่ควรในการพัฒนา ในการปฏิรูป ขับเคลื่อนประเทศครับ การที่ท่านยกตัวอย่างเหล่านี้ไว้ก็คงเป็นตัวอย่างที่สําคัญที่จะต้อง ผลักดันให้เกิดการทํางานที่กว้างกว่านั้น ในประเด็นเหล่านี้ผมอยากจะเรียนเพิ่มเติมอีกนิดเดียว สําหรับข้อที่ ๑ ที่ว่าถ้าเรามุ่งพื้นที่เป็นฐาน ชุมชนท้องถิ่นเป็นศูนย์กลางที่แท้จริง ถ้าเราเชื่อมั่น ศักยภาพในพื้นที่ชุมชนท้องถิ่น เราก็ต้องช่วยหนุนเสริมครับ มี ๓ ข้อที่สําคัญมากสําหรับ ชุมชนท้องถิ่นจะทําให้เข้มแข็งได้อย่างไร
ข้อที่ ๑ เราต้องเพิ่มสิทธิ อํานาจ หน้าที่ บทบาท ให้ชุมชนท้องถิ่นมีมากขึ้น มันหมายถึงการปรับปรุงกฎหมายต่าง ๆ คืนอํานาจหน้าที่ให้เขาจัดการได้เองมากขึ้นครับ ทรัพยากรธรรมชาติ บริการสาธารณะต่าง ๆ ถ้าเรายังมองว่าส่วนราชการไม่ว่าราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นเป็นคนทําให้อย่างเดียวนั้น ผมคิดว่าไม่ถูก เราต้องคืนสิทธิ คืนบทบาท หน้าที่และอํานาจให้เขา ๑๐๐ กว่าปีเราดึงมาทําให้เองนานเกินไปแล้วครับ
อันที่ ๒ เราต้องเสริมศักยภาพความสามารถเขาหรือที่เรียกว่าเอ็มเพาเวอร์เมนต์ (Empowerment) เพราะเขาถูกทําให้อ่อนแอเนื่องจากว่าเราบอกว่าเราจะทําให้จนเขาก็ทํา ไม่ได้แล้วครับ ต้องสร้างเสริมความสามารถครับ และเราจะไปบอกว่าประชาชนไม่พร้อม ชุมชนท้องถิ่นไม่พร้อม เพราะเราทิ้งเขาครับ เราไม่ได้ให้เขาทํามานาน
ข้อที่ ๓ ต้องขจัดปัญหาอุปสรรคที่ทําให้ชุมชนท้องถิ่นพื้นที่จัดการกันเองได้ น้อยหรือไม่ได้ เพราะกฎหมายนั้นได้ไปตราบัญญัติให้ข้างบน หรือกรม หรือส่วนราชการ เป็นเจ้าของเรื่องเป็นผู้มีอํานาจ ยกตัวอย่างครับ กรมเจ้าท่าดูทุกลําน้ําทั่วประเทศ จริง ๆ แล้ว หลายเรื่องมันควรจะเป็นเรื่องชุมชนท้องถิ่นเขาดูแลและจัดการได้ อันนี้ผมแค่ยกตัวอย่าง เพื่อจะย้ําในประเด็นที่ ๑ ที่ผมพูดมาทั้งหมดนั้นนะครับ ทิศทางคือเรามุ่งชุมชนท้องถิ่นจริงนั้น เราต้องปรับแก้อีกมากทีเดียว ๓ ประเด็นที่ผมกราบเรียนเพิ่มสิทธิ อํานาจหน้าที่ บทบาท สร้างเสริมความสามารถของเขา เขาทําไม่ค่อยเป็นแล้วครับเดี๋ยวนี้อ่อนแอมานาน ข้อที่ ๓ ขจัดปัญหาอุปสรรค แก้ไข คืนให้เขาไปเอง
ประเด็นที่ ๒ ที่อยากกราบเรียนในเวลาที่เหลือครับท่านประธาน มาเชื่อมโยง กับรายงานของท่าน ที่ผมพูดนี้อาจจะอยู่ไกลกับรายงานของท่านนิดหนึ่ง แต่ไม่เป็นไรครับ ทิศทางเดียวกัน เรื่องเดียวกัน เป้าเดียวกัน ข้อที่ ๒ ที่อยากเรียนคือในรายงานของท่าน ท่านมุ่งปรับกลไกในการทํางานที่ระดับจังหวัด ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ผมทราบดี ผมเคยผ่าน การทํางานส่วนภูมิภาคมาเป็นสิบปีนะครับ ก็พบว่าอย่างที่ท่านเสนอก็ชัดเจน เจ้าของ งบประมาณ เจ้าของงานนั้นอยู่ที่กรม ส่งมาให้เรารู้บ้างไม่รู้บ้าง ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านก็รู้บ้างไม่รู้บ้างเพราะว่าท่านเป็นแค่ผู้ประสาน ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่เห็นใจครับ การที่มี กลุ่มจังหวัดเกิดขึ้นนั้นงบประมาณก็เพียงนิดเดียว งบประมาณส่วนใหญ่นั้นจะอยู่ในกระทรวง ทบวง กรม ท่านพยายามที่จะทําให้เกิดการมีแผนพัฒนาเพื่อจะบูรณาการงานและ งบประมาณที่จังหวัดเป็นเรื่องที่ดีครับ ผมลองเขียนสี่เหลี่ยมผืนผ้าของผมขึ้นมารูปหนึ่ง แล้วก็ มีเส้นทแยงมุมเส้นเดียว ผมคิดอันนี้เพื่อจินตนาการว่าลักษณะงานที่รัฐพึงทํามันมีตั้งแต่ยาก และเฉพาะไปจนถึงเรื่องทั่วไปจากซ้ายไปขวา มันควรจะมีการปรับเกลี่ยครับ เมื่อก่อนนี้ กระทรวง ทบวง กรมคิดทําเองทั้งหมดเลย งบประมาณก็ตั้งเองทําเอง ทั้งยาก เฉพาะ และง่าย วันนี้เราต้องให้ภูมิภาค ท้องถิ่น ชุมชน ๓ ส่วนเลยนะครับ ภูมิภาค ท้องถิ่น ชุมชน เข้ามาแบกรับงานที่ไม่ยากครับ งานที่มีความเฉพาะของพื้นที่ งานทั่วไป ถ้าผมเขียนเส้นทแยงมุม แบบนี้งบประมาณก็ต้องตามมา งบประมาณส่วนราชการ กระทรวง ทบวง กรมต้องลดลง ไปทําแต่เฉพาะสิ่งที่ควรทําที่ยากครับ ที่สลับซับซ้อน หรือเฉพาะเจาะจง พื้นที่จังหวัด ท้องถิ่น ชุมชนยังทําไม่ได้ แต่อะไรที่เขาทําได้ก็ควรจะปรับงบประมาณไปในทิศทางนั้น ไม่ว่าท่านจะมี กลไกอย่างไรผมคิดว่าทิศทางงบประมาณ ทิศทางงาน น่าจะเป็นแบบนั้นครับ ผมก็ให้กําลังใจ แล้วก็อยากจะเห็นด้วยกับท่านอย่างยิ่ง มีอันหนึ่งที่ผมขออนุญาตเพิ่มเติม ตอนอยู่ใน สปช. ผมจําได้ว่าคณะกรรมาธิการปฏิรูประบบ บริหารราชการแผ่นดินได้เสนองานใหญ่ชิ้นหนึ่งคือการปฏิรูประบบงบประมาณผมเอง ไม่ทราบว่าไปถึงไหน เผอิญพอมาฟังแล้วก็อ่านรายงานของท่านพบว่าเรื่องที่ท่านทํามันเป็น ส่วนหนึ่งของการปฏิรูประบบงบประมาณ ผมจําได้ว่าตอนที่เขาเสนอเรื่องระบบงบประมาณ ในครั้งนั้นแล้วทราบว่าตอนนี้อาจจะมีการขับเคลื่อนอยู่ในด้านบริหาร มันจะมีกลไก ทํางบประมาณที่ไม่ได้เหมือนทุกวันนี้นะครับ ทุกวันนี้ส่วนราชการเราเป็นคนตั้งงบประมาณ ก็ไปชี้แจงสํานักงบประมาณตัดเสร็จแล้วก็มาเข้าสภา เขาเสนอกลไกกลับหัวกลับหาง คืองบประมาณของส่วนราชการก็ดี ของท้องถิ่นก็ดี ของจังหวัดก็ดี ต้องไปผ่านตั้งแต่หมู่บ้าน ตําบล อําเภอ จังหวัดขึ้นมาเป็นลักษณะล่างขึ้นบน และเขาได้สร้างกระบวนการมากมาย ชัดเจนว่าจะต้องมีราชการท้องถิ่นหรือเจ้าของงบประมาณคือส่วนกลาง แล้วก็มีท้องถิ่น อปท. และมีประชาชน ในแต่ละระดับเขาเขียนไว้ชัดเจนมากว่าควรจะมีขั้นตอนอย่างไร และทําวงจรงบประมาณล่วงหน้านะครับจากล่างขึ้นบน สุดท้ายมันจะมีงบประมาณสุดท้าย ก็ออกมาที่กรมอยู่ดีครับ แต่ในกรมนี้มันจะชัดเจนว่างบประมาณที่กรมจะต้องไปที่จังหวัดไหน พื้นที่ไหน เพื่ออะไร เท่าไร มันคล้าย ๆ กับที่ท่านคิด แต่ผมคิดว่าสิ่งที่เขาคิดอันนั้นค่อนข้าง จะเห็นภาพชัดมากแล้วสิ่งที่ท่านอยากจะขยับให้จังหวัดเป็นศูนย์กลางแบบนี้มันอยู่ในส่วนนั้น เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนด้วยประสบการณ์เท่านั้นในสิ่งที่ผมได้สัมผัสนะครับ ผมไม่ทราบว่า เรื่องนี้ไปถึงไหน อย่างไร มันใกล้เคียงกันมากเลย ถ้าได้มีโอกาสผลักดันขับเคลื่อนให้เห็น การปฏิรูประบบงบประมาณ สิ่งที่ท่านเสนอนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูประบบงบประมาณ เพราะถ้าปฏิรูประบบงบประมาณไม่ได้มันก็จะเกิดประโยชน์น้อยมากที่เราจะใช้คําว่าพื้นที่ เป็นศูนย์กลางหรือเป็นฐานนะครับ สุดท้าย ท่านประธานครับ สรุปคือผมเห็นด้วยในทิศทาง ให้กําลังใจท่านนะครับ แต่ผมคิดว่าอันที่ท่านเสนอนี้ถ้าสามารถเชื่อมโยงให้มันเป็นเรื่องใหญ่ และไปถึงชุมชนท้องถิ่นและไปเชื่อมโยงกับการปฏิรูประบบงบประมาณแผ่นดินในทิศทาง ที่ควรจะเป็นคือพื้นที่ชุมชนท้องถิ่นเป็นศูนย์กลางนะครับ และให้ทุกภาคส่วนเข้ามา ร่วมบริหารจัดการด้วยกันก็จะเป็นประโยชน์กับประเทศไทย ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก อดีตรองผู้บัญชาการ ตํารวจแห่งชาติ ขอเชิญครับ
พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก : ขออนุญาต กระผม พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๒๔ กราบขอบคุณ ท่านประธานนะครับและคณะกรรมาธิการ สําหรับสิ่งที่ผมจะนําเสนอต่อไปนี้นะครับก็คงเป็น ส่วนหนึ่งที่ได้เรียนรู้ร่วมกันในห้องหรือในห้องประชุมแห่งนี้จากที่คณะกรรมาธิการได้พูดและ นําเสนอเมื่อสักครู่นี้นะครับ รวมทั้งเพื่อน พี่ ๆ สมาชิกที่ได้อภิปรายนะครับ ท่านประธาน และท่านกรรมาธิการครับ ผมเองก็หลังจากเกษียณตํารวจแล้วส่วนหนึ่งผมก็ไปจุ่มตัว จุ่มตัวคือ ขออนุญาตภาษาอังกฤษบางคนที่ท่านได้ทําการบ้านเยอะคือไซต์ซีอิง (Sightseeing) ไปดู ๕ จังหวัดเพื่อถอดบทเรียนมานั้น ผมก็ไปจุ่มตัวคือกินนอนอยู่กับคนในท้องถิ่นนะครับ จุ่มตัวก็คือการแอ็บซอร์บ (Absorb) แบบว่าเขากินอะไรมื้อนี้และเขาพูดอะไร ญี่ปุ่นใช้โฟกัสกรุ๊ป (Focus group) แต่ผมไม่ใช้โฟกัสกรุ๊ป (Focus group) ผมก็ไปอยู่ใต้ถุนบ้านนะครับ และว่า ลุงต้องการอะไร ป้าต้องการอะไร ขออนุญาตท่านประธานครับ กรรมาธิการครับ มี ๓ ข้อ ที่ผมได้ยินมานะครับผมก็ได้ยินแบบเบา ๆ แต่ว่าผมคิดในใจตั้งแต่ผมเรียนมาจบจาก เตรียมทหาร จบโรงเรียนนายร้อยตํารวจ เรียนปริญญาโทการปกครองจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรียนปริญญาเอกเกี่ยวกับเรื่องรัฐศาสตร์ และไปต่างประเทศ ทั้งยุโรป หลายทวีปนะครับเกี่ยวกับทฤษฎีการปกครองและการบริหารราชการแผ่นดิน จะเป็นเอ็มพีเอ (M.P.A) หรืออะไรผมก็ไม่เก่งภาษาอังกฤษผมก็ไม่ค่อยทราบ แต่ผมได้ยินอยู่ ๓ ข้อ เสียงของพี่น้องประชาชนฝากบอกว่าเข้าใจเจ้าหน้าที่ของรัฐดีต้องเร่งทําโครงการนี้ให้เสร็จ เพราะเดี๋ยวท่าน อบต. นายอําเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัดจะไม่ทันเวลาฝ่ายบนกําลังเร่งรัดมา เข้าใจ ป้าเห็นใจ เข้าใจ ก็ทําไปแต่มันไม่ตรงกับน้ําที่กําลังแห้งอยู่ หรือว่าแทบจะไม่ตรงเลย ก็ปล่อย ๆ ไปก่อน ปีหน้าอาจจะตรง ก็ไม่รู้นะครับ คือไม่ตรงโพลิซี (Policy) ที่ขับเคลื่อนไปถึง อณูเล็ก ๆ มันไม่ตรงกับปัญหาความเดือดร้อนทุกอณูหรือเกือบจะไม่ถึงครึ่งนะครับ อันนี้ก็เป็นขีดจํากัดซึ่งพี่ ป้า น้า อา พี่น้องประชาชนชาวไทยเราเข้าใจว่ามันเป็นขีดจํากัด ท่านได้ยกตัวอย่างในเรื่องงบประมาณ เครื่องมือต่าง ๆ เพราะประเทศเรากําลังพัฒนามันจําเป็น แต่ที่ผมจะนําเสนออธิบายต่อไปในส่วนสั้น ๆ ต่อไปนะครับ อันนี้คือเสียงจากพี่ ป้า น้า อา เสียงประชาชน ๒. เจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกัน จะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดบอกว่า เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในแผน เช่นสมมุติตํารวจบอกว่ากําลังจะไปตั้งด่านถนนสายนี้ ๆ ผู้ว่าราชการจังหวัด บอกว่าอันนี้ไม่ได้อยู่ในแผน ขออนุญาตนะครับ พูดเล่น ๆ คือกรมทางหลวงชนบท หรือทางหลวงแผ่นดินปิดถนน ทางตํารวจทางหลวงหรือตํารวจท้องที่ต้องเปิดถนนใหม่อะไร อย่างนี้ ประชาชนก็ไม่รู้จัก อ้อมไปอีก ๕๐ กิโลเมตร หรือ ๑๐๐ กิโลเมตร โดยไม่มีอะไรนําทาง ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดก็บอกว่ามันไม่ได้อยู่ในแผน อันนี้คือจริงหรือไม่จริงผมไม่ทราบ เพราะใน ๑. เสียงจากประชาชน ๒. เจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกัน เสียงนะครับ ๓. เสียงจากภาคประชาชน ของสังคม คือบอกว่าจากบนลงล่าง จากล่างจะสู่ข้างบนบ้างได้ไหม ก็อยากให้เป็นเช่นนั้น ฝันไปนะครับ ก็อยากจะบอกว่า หรืออย่างเช่นการแก้ปัญหาที่ดีที่คณะกรรมาธิการท่านอุตส่าห์ ได้ทําถอดบทเรียนมา ใช้เวลาเยอะ ๕ จังหวัด อย่างเช่นที่ปทุมธานี ขยะ ๑. อยู่ใกล้ชุมชน เพราะเดี๋ยวนี้ปทุมธานีเป็นท้องนาจริงแต่เป็นท้องนาที่เต็มไปด้วยหมู่บ้านใหญ่ ๆ ทั้งนั้น แล้วก็ ห้างสรรพสินค้าใหญ่ ๆ จะไปลงเยอะ จะมีทางด่วน รถไฟฟ้าอะไรต่าง ๆ มันแปลงสภาพไปแล้ว ทําใหญ่ ๆ อยู่ ๒ ครั้ง ปรากฏว่าใกล้ชุมชน ชุมชนปัจจุบันและชุมชนในอากาศ คือชุมชน ในอนาคตเขาก็จะสร้างที่นี่ ๒. ใกล้แหล่งน้ําประปา เหล่านี้แม้จะเป็นข้อเท็จจริงแต่พอพูด เรื่องขยะ ความเข้าใจกับชาวบ้านนั้นอาจจะไม่เข้าใจ ทั้งที่ต่างประเทศกินนอนอยู่กับขยะ แฮปปี้ (Happy) มีความสุข สิ่งนี้ก็คือต้องไต่บันไดตั้งแต่ความรู้ขั้นพื้นฐานที่จะมีความจริงใจ ให้กับชาวบ้านอย่างใกล้ชิดจริง ๆ ก็คือ ๓ ข้อ เสียงที่เขาแค่เป็นตัวอย่าง ๑ ใน ๑๐๐ หรือเปล่า ก็ไม่ทราบที่เขาได้พูด ๆ อย่างนี้มา
ท่านประธานครับ ผมเข้าประเด็นก็คือว่าจากบทเรียน จากรายงานมีประโยชน์มาก ผมคิดว่าน่าจะเป็นเล่มที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่ผมมาเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และเป็นเล่มที่มีสาระแล้วก็ได้ขยายเวลาแล้วก็ลงไปทําจริง ดูในนี้ก็มีพี่ ๆ เพื่อน ๆ สมาชิกได้ลงไป พื้นที่เยอะ แล้วก็ใช้เวลา อุทิศเวลา ผมขอสนับสนุน แต่สิ่งที่ผมสนับสนุนนั้น ผมจะขอสนับสนุน ๔ ประการสั้น ๆ เสริมเติมเพื่อให้คณะกรรมาธิการได้ไปเพิ่มเติมพิจารณาดูนะครับ
ข้อ ๑ ในส่วนที่ผมอยากจะขอเสนอก็คือว่าปัญหาทางโครงสร้างที่ผู้นั้น หมายถึงบ้านนะครับ ตั้งแต่กุศโลบายหรือวิสัยทัศน์ของพระปิยมหาราช ท่านได้พัฒนาระบบ ราชการไทยมานะครับ แบ่งเป็นกระทรวง ทบวง กรม จนกระทั่งสร้างบ้านไปถึงระดับบ้านเล็ก มีการปกครองส่วนภูมิภาค บางครั้งส่งคนเข้มแข็งไปดูแลคนที่อ่อนแอหรือไปดูแลคนห่างไกล การคมนาคมไม่สะดวก บัดนั้นจนบัดนี้บ้านที่สร้าง เราอ่านภาษาอังกฤษมันมี ๒ อย่าง คือโฮม (Home) กับเฮาส์ (House) โฮม (Home) คือบ้านที่มีความอบอุ่นจะมุงด้วยหลังคาแฝก จะมุงด้วยหญ้าเห็นแสงดาวตอนกลางคืน เห็นแสงตะวันบนดวงอาทิตย์ แต่เฮาส์ (House) นั้น สร้างด้วยอิฐ สร้างด้วยเหล็กที่แข็งแรง แต่คนทะเลาะกันทั้งวัน มีความแตกแยกไม่ปรองดองกัน สิ่งเหล่านี้ ท่านทั้งหลายครับ ท่านประธานครับ คือเราถึงเวลาหรือยังที่จะปรับโครงสร้าง เกี่ยวกับบ้านเหล่านี้ให้มันทันสมัย ท่านกรรมาธิการท่านอุตส่าห์ไป ๕ จังหวัด จะเห็นว่าแต่ละ จังหวัดพื้นที่ไม่เหมือนกัน เราใช้สูตรเดียวกันตัดเสื้อเหมือนกันและให้ไปใส่เบอร์เดียวกัน ก็คงเป็นทฤษฎีหนึ่ง ก็คือทฤษฎีของการรูปแบบ แต่ว่าในเรื่องของความจําเป็นแต่ละพื้นที่ ธรรมชาติของพื้นที่ก็ไม่เหมือนกัน จริง ๆ เรามานั่งนึกดูธรรมชาติของพื้นที่ก็ไม่เหมือนกัน ธรรมชาติของปัญหาก็จะไม่เหมือนกัน จิตใจคนก็ต่างกัน ภาษาก็ต่างกัน ความกลมกลืน ก็ต่างกัน สิ่งเหล่านี้ก็คงจะต้อง เช่นอะไรสักอย่างหนึ่งก็คือว่า
ข้อที่ ๑ ต้องดีไซน์ (Design) ออกแบบบ้านให้คนที่อยู่เขาต้องการบ้านแบบไหน แล้วเขามีโรคอะไร มีปัญหาอะไร กับคนออกแบบบ้านต้องเก่ง ต้องออกแบบบ้านที่เก่ง ๆ นะครับ ผมยังคิดไม่ออกผมเคยนั่งฝันไปว่าผมจะออกแบบบ้านแบบไหน ก็คงประกอบด้วยอีก ๓ ข้อ ที่ผมเสนอบ้านอันนี้ก็ประกอบไปอีก ๓ ข้อ รวมทั้งหมด ๔ ข้อ
ข้อที่ ๒ กลไกแมคานิซึม (Mechanism) ที่เรากําลังทําอยู่เป็นความเชื่อมโยง คอนเนกทิวิตี (Connectivity) ความเชื่อมโยงนั้น องคาพยพนะมันมีความเชื่อมโยงหรือไม่ เพียงไร กราบขอบคุณท่านกรรมาธิการท่านได้คิดในสิ่งที่ดี ๆ มี ก.บ.ต. ก.บ.อ. ต่าง ๆ เหล่านี้ ผมก็ไม่มั่นใจนะครับว่าจากตรงนั้นเรารุกไปเอาอันนี้มันจะเหมือนนิทานอีสปหรือจะเหมือน อะไรหรือเปล่าก็ไม่ทราบ ส่วนหนึ่งพวกเราที่เป็นตํารวจส่วนหนึ่งเราทําคดีเกี่ยวกับพวก อบต. อบจ. ฆ่ากันบ้างอะไรต่าง ๆ เหล่านี้อยู่เรื่อย ๆ ทําสถิติดูเรื่องนี้จะสูง ขัดผลประโยชน์อะไรต่าง ๆ ผมเองก็ไปและผมก็ไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น มีคนมาบอกผมอะไรบอกว่าอย่างโน้นอย่างนี้ ก็เป็นลูกหลานเรา เพราะฉะนั้นตรงนี้กลไกในการที่จะให้เกิดความเชื่อมโยง ความต่อเนื่อง ตรงนี้คงต้องช่วยกันคิดต่อไปนะครับ
ข้อที่ ๓ การสร้างแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ แรงจูงใจมันซื้อไม่ได้ บังคับไม่ได้นะครับ การสร้างแรงจูงใจให้กับปัจเจกบุคคลถึงครัวเรือน ถึงหมู่บ้านถึงชุมชนจะเป็นพลังขับเคลื่อน ที่แท้จริง เป็นกุศโลบายที่เราคงได้ยินว่าระเบิดจากข้างในนะครับ แต่ที่ผมนําเสนอคงเป็น กุศโลบายที่ทําหน้าที่ขับเคลื่อนจากภายในที่โยงไปถึงอันที่ ๔ คืออันที่ ๓ เราต้องสร้าง แรงจูงใจให้ได้เพื่อให้เกิดลึกไปกว่าการที่ภาษาอังกฤษเราเรียกว่าพาร์ทิซิเพชันโมทิเวชัน (Participation Motivation) คือสร้างแรงจูงใจเป็นบันไดขั้นแรกให้ก่อนที่จะเดินไปถึงขั้นมี ส่วนร่วมครับ
และอันที่ ๔ อันสุดท้ายแล้วครับท่านประธาน เราคงฝันไปว่าเราอยากได้ ประชาธิปไตยเข้าสู่ประชาธิปไตยที่ก้าวหน้า แม้ว่าคนไทยเราต้องการสิทธิเราได้ยินหลาย ๆ คนบอกว่าหน้าที่เราอาจจะพร่องไปบ้าง แต่เราก็ต้องฝันไปสู่ประชาธิปไตยที่ก้าวหน้า ซึ่งขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษว่าการตัดสินใจร่วมกันของคนในท้องถิ่นที่มีส่วนได้ส่วนเสียจริง ๆ ภาษาอังกฤษอาจใช้คําว่าสเต๊กโฮลเดอร์ (Stakeholder) อะไรพวกนั้นนะ ผมไปทางยุโรป ช่วงหลัง ๆ ได้ไปศึกษาเรื่องนี้บางส่วน ผมได้ไปเปิดหนังสือดูก็มีเป็น ๑๐๐ ปีมาแล้วก็มีอยู่ ตัวหนึ่งก็คือตัวเรียกว่าคอลลาบอเรทิฟ ดีซิชัน เมกกิง (Collaborative Decision Making) ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ ก็คือการใช้ทฤษฎีภูมิปัญญาท้องถิ่นชาวบ้านที่อยู่เป็นปราชญ์ แต่ละสาขาที่อยู่มาเป็นร้อย ๆ ปีแล้ว ทางอีสานที่แห้งแล้ง ทางใต้ที่มีทะเลมีอะไรต่าง ๆ นี่ ทางภาคกลางที่ราบลุ่มเขามีภูมิปัญญาผสมกับทฤษฎีฝรั่งหรือทฤษฎีสมัยใหม่ผสมกันให้ได้ เป็นสัดส่วนที่ผสมเพื่อไม่ให้แต่เพียงไม่ใช่ประชาพิจารณ์ผมย้ําอย่างนี้นะไม่ใช่แค่ประชาพิจารณ์ ไปแตะ ๆ ต้องลึกลงไปอีก ต้องสูงกว่าพับบลิกเฮียริง (Public Hearing) ในยุโรปใช้เวลาจะเข้าถึง ประชาชนนี่เป็นหลายสิบปี ทําค่อยเป็นค่อยไปอย่างที่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านบอกค่อยเป็นค่อยไปนะครับ แม้แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เราเคยเห็นพระองค์ท่าน มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านไปช่วยหมู่บ้านยากจนที่เป็นขอทานนะครับ พสกนิกรที่ตามเสด็จ อาจจะสงสัยว่าทําไมท่านไม่ไปตรง ๆ เลย ไม่ไปตําบลนี้ หมู่ที่ ๓ ตําบลน้ําอะไรไม่ทราบ แต่ว่าท่านใช้บริบท ใช้แผนที่ภูมิทัศน์ศึกษารอบ ๆ ก่อนเป็นร่วมครึ่งวันว่ามีแหล่งน้ําที่ไหน มีแหล่งพืชอะไรบ้างที่เป็นพืชท้องถิ่น ต้นไม้ที่ขึ้นที่นี่ดินเป็นอย่างไร ก็คือว่าใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น กับทฤษฎีฝรั่งผสมกันนะครับ ให้ใช้หลักความอดทนโดยค่อย ๆ ก้าวสู่ความคิดริเริ่ม ร่วมคิด ตั้งแต่ริเริ่มกล่าวเบา ๆ ก็คือว่าให้เขามีส่วนเริ่มตั้งแต่เริ่มคิดด้วย สิ่งเหล่านี้ทั้ง ๔ ข้อนี้ แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ดูเป็นตัวอักษร หรือเป็นสิ่งที่ไกลนี่ แต่ผมคิดว่า สิ่งเหล่านี้เป็นจริงนะครับ จริง ๆ แล้วไม่ได้เป็นสิ่งที่ไกลเท่าไร เป็นสิ่งที่กลับปฏิภาคผกผัน กลับมาสู่ความเป็นจริงพื้นฐานของสังคมไทยที่เหมาะด้วย แล้วก็เป็นส่วนที่น่าจะทําให้เกิด ความเป็นจริงในความผาสุกของประชาชน เรียกว่าประชาชน หรือพี่น้องประชาชนเรามี ส่วนร่วมในการคิดตั้งแต่เริ่ม มีส่วนร่วมอย่างจริงจังอย่างแท้จริงครับ ขอบคุณท่านประธาน ทั้ง ๔ ข้อครับ
ต่อไปขอเชิญท่านชูชาติ อินสว่าง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ประธานชมรม สหกรณ์ภาคเกษตรแห่งประเทศไทย ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพครับ ผม ชูชาติ อินสว่าง สปท. ๐๔๑ ขออนุญาตว่าขอบคุณกรรมาธิการที่จัดให้มีการขับเคลื่อนเรื่องนี้ขึ้นในสภาแห่งนี้ ซึ่งตรงประเด็น ตรงเป้ากับเหตุการณ์ในปัจจุบันพอดี ท่านประธานครับ ทั้งหมด ทั้งหลาย ทั้งปวงที่อยู่หน้าผมเยอะมากพอสมควรกว่าจะสําเร็จมาถึงขณะนี้ค่อนข้างที่จะยากเย็น ประชุมกันหลายครั้งหลายตอนแน่นอน แต่ท่านประธานครับ ทั้งหมดนี้จะสําเร็จได้ด้วยคนที่ จะนํานโยบายทั้งหลายไปปฏิบัติ แต่คนมันถูกกําหนดกฎเกณฑ์โดยคนหลาย ๆ คน ซึ่งขณะนี้ ในปัจจุบันนี้ผมอยากจะกราบเรียนด้วยความเคารพว่า สิ้นเดือนกันยายน ๓๐ กันยายนที่ผ่านมา หลายคนเกษียณอายุราชการไป หลายคนต้องโดนย้ายเนื่องจากครบ ๔ ปีครบเทอม แต่ท่านประธานครับ การบริหารราชการระดับจังหวัดซึ่งผมเป็นผู้ใช้บริการและเป็นผู้ให้คนอื่น ไปใช้บริการด้วย มันต้องสะดุดหยุดลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับจังหวัดที่เราพูดกันในวันนี้ ท่านประธานครับ ขณะนี้กระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะแถวบ้านผม นายอําเภอ หลายอําเภอยังไม่มาเลยครับ รู้ไหมครับว่าโดนย้าย รู้ครับ ย้ายไปแล้วครับ รู้ไหมครับว่าเกษียณ รู้ครับเกษียณไปแล้วครับ เมื่อผู้นําไม่มา คนรักษาการก็เหมือนกระทู้แขวนปืนไม่มีประโยชน์ ปืนก็อยู่ข้างใต้กระทู้นี้ มีปืนแต่ไม่มีอํานาจให้คนมารักษาการ คนรักษาการก็บอกว่าไม่ได้ครับ ต้องรอท่านนายอําเภอมา อันนี้เสียหายนะครับ ไปที่ดินเกี่ยวโยงกับสหกรณ์ให้คนไป จดทะเบียนที่ดินตั้งแต่เช้า ๘ โมงครึ่งได้ ๓ โมงครึ่งตอนเย็น ถามว่าเขาทําช้าหรือ ไม่ได้ทําช้า หรอกครับเพราะคนถูกย้ายไปบ้าง เกษียณไปบ้าง ๔ คน เหลือ ๒ คน อีกคนหนึ่งทําเป็นบ้าง ไม่เป็นบ้างต้องไปขอถามอีกคนหนึ่งสี่โมงเย็นกลับมานี้ยังไม่เลิกงาน แต่ที่สหกรณ์นี้ต้องส่งเงิน เสร็จเรียบร้อยแล้วภายใน ๓ โมงครึ่งธนาคารปิด มันเกี่ยวโยงกันไปหมดครับ ในเมื่อคนที่จะ ทํางานมันไม่มี ถามว่าเรารู้ล่วงหน้าไหมว่าจะต้องย้าย ว่าจะต้องเกษียณ เรารู้ล่วงหน้า ท่านประธานครับ แต่ทําไมไม่ทําให้ล่วงหน้าไว้ก่อนล่ะครับ ในเดือนกันยายนสั่งการทั้งสิ้นทั้งปวง ให้เสร็จเลยครับ ทั้งนี้ให้ไปปฏิบัติงานตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคมเป็นต้นไป ทําได้ไหมครับ ถ้าทําได้ พี่น้องประชาชนจะได้ไม่ต้องรอ อีกกระทรวงหนึ่งกระทรวงศึกษาธิการด้วยความเคารพครับ โรงเรียนแต่ละโรงเรียนไปดูสิครับตอนนี้สกปรกเลอะเทอะหมดเพราะรอผู้อํานวยการโรงเรียน ที่จะต้องไปทําหน้าที่เป็นผู้อํานวยการโรงเรียน บางโรงเรียนครูขาด ๑๑ คน ยังไม่มีครูไปเลย จนป่านนี้ยังตั้งไม่ได้ ผู้อํานวยการโรงเรียนไม่อยู่ ครูไม่มีแล้วเด็กจะไปเรียนกับใครล่ะครับ เรารู้ไหมครับว่าปีนี้ครูต้องขาด ๑๑ คน รู้ครับ วางแผนไว้หรือยังครับ วางแผนครับ วางแผนเลี้ยงส่ง ไม่ได้วางแผนการทํางาน การจัดคาบการศึกษา รักษาการ รองผู้อํานวยการ สั่งได้ไหมครับ สั่งได้ แต่เดี๋ยวผู้อํานวยการมาก็เปลี่ยนอีกแหละครับ เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งไปสั่ง รอ ผอ. ใหม่มา เมื่อสักครู่ผมโทรไปถามผู้อํานวยการโรงเรียน ย้ายมาหรือยัง ยังครับ เพราะอะไรครับโครงสร้างถูกปรับเปลี่ยนใหม่ แต่ว่าคนสั่งการยังไม่ได้ สั่งการไป ยังไม่มีการประชุมกันอย่างชัดเจน ทําไม่ได้ นี่คือสิ่งที่นักเรียนขาดไป โรงเรียน ขาดหายไป ท่านที่เคารพครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่าถ้าไม่มีผู้นํา ไม่มีคนสั่งการแล้ว ไม่ว่างบประมาณจะเลอเลิศขนาดไหน นโยบายจะดีขนาดไหนแต่คนสั่งการคนรับผิดชอบไม่มีแล้ว เราจะทํางานกันได้อย่างไร เรารู้ล่วงหน้าว่าก่อนวันที่ ๓๐ กันยายนใครย้ายบ้างใครอะไรบ้าง เอามาพร้อมกันทีเดียวกับคนย้าย เลี้ยงส่งพร้อมกัน เลี้ยงรับพร้อมกันเลยสิครับ ผมกราบเรียน อย่างนี้ครับเราเป็นผู้ที่ใช้บริการของรัฐไปทําอะไรไม่ได้เลยครับ ยิ่งถ้าเป็นผู้อํานวยการ โรงพยาบาลด้วย เสร็จเลยรอตายอย่างเดียวเลย รู้ไหมครับว่าจะย้าย รู้ไหมครับว่าจะต้อง เกษียณอายุ รู้ครับ แต่ยังไม่ทํา เพราะฉะนั้นภาครัฐจะจัดการตรงนี้แต่ละจังหวัดจะจัดการ ตรงนี้ผมถามว่าจะจัดการได้อย่างไรในเมื่อคนทํางานมันไม่มี มันยังไม่พร้อม มันยังไม่มา นี่คือ เรื่องหนึ่ง
อีกเรื่องหนึ่งที่สําคัญที่สุดในตอนนี้ท่านประธาน เรื่องข้าวครับ ตอนนี้ไม่อยาก รับประทานข้าวเลย มื้อเดียวครับอยากรับประทานหลาย ๆ มื้อจะได้ช่วยอุดหนุนชาวไร่ ชาวนา ถามว่าข้าวตันละเท่าไร ตันละ ๖,๐๐๐ กว่าบาท ต้องพูดให้หมดครับถ้าจะพูดเรื่องข้าว ถามว่าข้าวตันละเท่าไร ต้องบอกว่าข้าวความชื้นที่ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ตันละ ๙,๒๐๐ บาท ที่พูดกันอยู่ที่ ๖,๐๐๐ กว่าบาทนั่นหมายถึงความชื้น ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ตันละ ๖,๐๐๐ กว่าบาท เพราะฉะนั้นเกษตรกรต้องช่วยอย่างหนึ่งก็คือปรับปรุงคุณภาพข้าว ในอดีตที่ผ่านมาข้าวเรา เสียหายเยอะแยะ และเดี๋ยวนี้เก็บ เกี่ยว หว่าน หาบ หอบ รูด ไม่มีแล้วครับทุกอย่างใช้ เครื่องจักรหมด ใช้ระบบทํางานสั่งงานแบบ ๓ จี (3G) ทั้งนั้นเลย สั่งตุ้บ ตุ้บ ตุ้บไป คุณภาพ ข้าวก็ไม่ดี พอคุณภาพไม่ดีมันก็เกี่ยวข้องมาทางโรงสี โรงสีก็บอกข้าวมันเขียวราคามันลงก็ซื้อ ข้าวในราคาถูก เงินมีไหม โรงสีบอกเงินไม่มี เงินไม่มีจะซื้อก็ต้องซื้อข้าวเอามาเก็บไว้ เก็บไว้ โรงสีบอกต้องเสียดอกเบี้ยอีก พอเสียดอกเบี้ยอีกก็ซื้อราคาถูก พอซื้อราคาถูกเสร็จเรียบร้อย รอสั่งการจากรัฐบาล รัฐบาลสั่งการไป ๒ วันนี้จะมีโครงการแบบรับจํานําข้าวมาแล้วครับ เกวียนละ ๑๒,๐๐๐ บาท พอถึงเวลาข้าวชาวนาหมดแล้ว อยู่ที่ใครครับอยู่ที่โรงสี นี่แหละครับ มันเป็นสิ่งที่แบบคนมันช้าต้องให้เร็วกว่านี้ครับ ท่านคิดดูนะครับผมเรียนด้วยความเคารพ ราคาข้าวที่ส่งออกตอนนี้ ๖๐๐ ยูเอสดอลลาร์ต่อตัน หรือประมาณ ๒๙,๐๔๕ บาท รัฐกําหนดให้โรงสีซื้อในราคา ๑๑,๗๐๐ บาท โรงสีบอกว่าไม่มีสตางค์ แต่ชาวนาขายข้าวได้ ตันละ ๖,๐๐๐-๗,๐๐๐ บาท พอถึงเวลาผมถามโรงสีบอกว่าตอนที่หน้าแล้ง ๆ ข้าวไม่มีสีแล้ว ตอนนี้โรงสีไม่แย่หรือ โรงสีบอกไม่แย่หรอกครับ ตอนถูกซื้อไว้เยอะแล้ว มันไม่ทันเขาครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะกราบเรียนว่าถ้าจะให้การบริหารจัดการดีมอบให้จังหวัดไปเลย จังหวัดของผมมีข้าวเท่าไรช่วยกันสิครับ ราชการต้องโดดลงมาช่วย สหกรณ์ต้องโดดลงมาช่วย ธ.ก.ส. ต้องโดดลงมาช่วยแล้วจัดการกันเองโดยใช้ทฤษฎีปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทํามากเท่าไร ราคาถูก ทําสิ่งไหน มีภูมิคุ้มกันไหม มีเหตุมีผลไหมที่จะต้องทํา มีความพอประมาณไหมที่จะทํามากเกินไปหรือน้อยเกินไป นี่คือทฤษฎีใหม่ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนํามาใช้เลยตอนนี้ตอนที่เกิดวิกฤติตรงนี้เอามาทําเลยครับ เรื่องข้าวพูดกันทุกปี พอข้าวออกพูด พอพูดเสร็จเรียบร้อย พอตกลงเบ็ดเสร็จเรียบร้อย ข้าวชาวนาหมดแล้วครับ ยิ่งขณะนี้ฝนฟ้าตกลงมา เดี๋ยวตก เดี๋ยวตก เดี๋ยวตก เมื่อวานนี้ตั้งใจ ว่าจะขายเอาละ ๖,๗๐๐ บาทก็จะขายแล้ว คืนนี้ฝนตกอย่างกับฟ้ารั่วเลยครับ อย่าว่าแต่ ๖,๗๐๐ บาทเลย เหลือ ๓,๐๐๐ กว่าบาท เพราะมันเปียก มันชื้น มันมีสิ่งเจือปน นี่คือน้ําตา ของชาวนา ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องว่าถ้าจังหวัดดูแลเรื่องนี้ อย่างจริงจังนะครับ ไม่เน้นการท่องเที่ยวอย่างเดียวทุกจังหวัดเลย ดูแลเรื่องปากท้องพี่น้องเกษตรกร เพื่อนผมอยู่ ที่เกษตรวิสัย ขออนุญาตเอ่ยนามครับ ผู้จัดการบุญเกิด ข้าวลืมผัว ยี่ห้อลืมผัวขายดีส่งออก ไม่ทันเลยเพราะว่าคนช่วยกันกิน ขณะนี้พี่น้องเกษตรกรต้องช่วยกันเอง ช่วยกันอย่างไร ไม่เอาข้าวไปขายโรงสีแล้วไปจ้างคนมาสี เดี๋ยวนี้เขามีรถวิ่งรับจ้างสีเลย เกวียนละ ๘๐๐ บาท เอารําเอาปลายให้เราหมด แต่ถ้าบอกว่าสีฟรี รํา ปลายเขาเอาไป พอรํา ปลายเขาเอาไป คนสีมันก็สีแรงกดให้มันถี่ขึ้น รํา ปลายก็มากอีก เพราะฉะนั้นก็ต้องใช้คนอีกควบคุมดูแล คนนี่มาจากไหนครับ ก็สหกรณ์นี่อย่างไรช่วยกัน สหกรณ์ศรีประจันต์ทําแล้ว ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อแต่มีข้อแม้ว่าใครที่อยู่ในโครงการนี้ทําเสร็จเรียบร้อยต้องซื้อข้าวตัวเอง ไปรับประทานด้วย ขายอย่างเดียวไม่ได้ ทุกวันนี้เราเอาแต่ขายอย่างเดียวแล้วไปซื้อกินเอา ขณะนี้ออกมาขายแล้วตามข้างถนนแทนที่จะเป็นองุ่น แทนที่จะเป็นมัน ก็เอาข้าวออกมาแพ็ก (Pack) กิโลขาย กิโลกรัมหนึ่ง ๓๐ บาท ถ้าพี่น้องเราทั่วประเทศขับรถผ่านไปผ่านมา ไหน ๆ จะต้องซื้อข้าวแล้วไม่ต้องไปห้างดังใหญ่ ๆ ซื้อข้าวเกษตรกรนี่แหละข้างทางกิโลกรัมหนึ่ง ๓๐ บาท ข้าว ๑,๐๐๐ กิโลกรัม ๑ ตัน ก็ได้ ๓๐,๐๐๐ บาท หักค่าใช้จ่ายแล้วเหลือแน่นอน ช่วยตัวเองต้องทําเต็มที่ เพราะฉะนั้นต้องคิด ผมอยากกราบเรียนผ่านท่านประธานว่า เรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่องการจัดการแบบจังหวัด ถ้าเราได้คนได้ตําแหน่งหน้าที่ การงานไปไวเท่าไรยิ่งดีใหญ่ บางหน่วยงาน ๖ เดือนยังไม่ได้คนมาทํางานเลย ที่นั่งอยู่ก็รอ นโยบาย รอนโยบายอยู่นั่นนะครับ
เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องข้าว ถ้าเราไม่ทําในวันนี้ชาวนากําลังเกี่ยว เมื่อเช้านี้ ผมโทรศัพท์ไปถามรถรอคิวแล้ว พ่อค้าบอกไม่มีสตางค์ ไม่มีสตางค์ทําอย่างไร สหกรณ์ ออกไปก่อนได้ไหม ก็กําลังตัดสินใจกันอยู่ ผมฝากท่านประธาน ๒ เรื่องครับ ๑. เรื่องคน ๒. เรื่องข้าว ค กับ ข ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไปขอเชิญท่าน พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงยุติธรรม ขอเชิญครับ
พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ : กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ เพื่อนสมาชิก สปท. ท่านกรรมาธิการ ผม พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ สปท. ลําดับที่ ๓๙ วันนี้ก็ต้องขอบคุณกรรมาธิการที่ได้กล้าไปแตะในเรื่องที่เป็น ปัญหาของชาติมาไม่น้อยกว่า ๔๐ ปี เหตุผลที่พูดว่า ๔๐ ปี เพราะว่าผมกลับจากต่างประเทศ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๙ ผมก็ได้ไปอยู่ในคณะกรรมการปฏิรูปราชการ ซึ่งสมัยนั้นในรัฐบาล ทุกยุคทุกสมัยจะมีเรื่องคณะกรรมการปฏิรูปราชการ พ.ศ. ๒๕๑๙ ปีนี้ พ.ศ. ๒๕๕๙ ตอนนี้ ก็ ๔๐ ปี เรามีการพูดถึงเรื่องจังหวัดลึกถึงพื้นที่ให้ความสําคัญตรงนั้นมานมนานมากนะครับ เราเคยพูดถึงเรื่องการกระจายอํานาจ การมอบอํานาจ การแบ่งอํานาจ พูดกันมาอย่างตลอด ถ้าเผื่อท่านไปดูเรคคอร์ด (Record) สิ่งเหล่านี้ คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าได้ใช้สติปัญญา ได้ใช้เวลา ในการทุ่มเทคิดที่จะแก้ปัญหานี้ แต่ยิ่งแก้กลับยิ่งยุ่ง ในสายตาของผม ผมมองดูว่ามันกลับ อ่อนแอลง ก็ต้องขอบคุณกรรมาธิการที่ได้แตะเรื่องนี้นะครับ เพราะว่าความสําคัญในพื้นที่ สําคัญที่สุด มีเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านได้อภิปรายไปแล้วไม่ว่าจะเป็นท่านนิกร จํานง ท่านกษิต ภิรมย์ หรือท่านชูชาติ หรือท่านเรืองศักดิ์ได้อภิปรายไปแล้วนะครับ ตัวอย่างของการเน้นที่เห็นสําคัญที่สุด เผอิญท่านประธานได้พูดถึงว่านโยบายสําคัญที่สุดก็คือ การเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เป็นสูตรสําเร็จที่ทุกหน่วยที่จะมีการท่องคือจริง ๆ แล้วตัวอย่าง ที่เห็นผลที่สุดในเรื่องถึงความเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ท่านได้ทรงทําให้เห็นหลายพันตัวอย่างโดยเน้นถึงพื้นที่ เน้นถึงการบูรณาการ เน้นถึงการสอดประสาน ชัดเจนครับผมว่าพวกเราเห็นมาตลอด ท่านทําให้เห็นในทุก ๆ เรื่อง ในเรื่องบูรณาการ เรื่องการสอดประสาน ผมอยากจะเล่า ความเก่าบ้างนะเพราะว่าอายุ ๗๐ ปีพอดีนะครับ เผอิญช่วงหนึ่งผมเคยอยู่ในทางการเมือง ผมเคยไปเยี่ยมหมู่บ้านหนึ่งที่หมู่บ้านคําแปง หลาย ๆ ท่านคงจะทราบเป็นชุมชนเข้มแข็ง ในเทือกเขาภูพาน มีป้าสูงวัยคนหนึ่งก็ยกมือขึ้นบอกท่านคะ ช่วยบอกข้าราชการของท่าน ในพื้นที่นี่บูรณาการกันหน่อย ผมก็ตกใจบอกคุณป้าท่านรู้จักคําบูรณาการด้วยแสดงว่า ทันสมัยมาก บอกว่าเป็นอย่างไรล่ะถึงจะให้ข้าราชการบูรณาการ ก็บอกว่าบอกข้าราชการ ของท่าน บอกผู้ว่าราชการจังหวัดของท่านหน่อยว่าเวลาข้าราชการจะมาเยี่ยมตรงนี้ ให้มาพร้อมหน้าพร้อมตากันหน่อยไม่ใช่ต่างหน่วยต่างมา พวกดิฉันต้องมาต้อนรับและไม่มี เวลาจะทํามาหากิน นี่คือคําที่ชาวบ้านเขาให้คําแนะนําผมมาประมาณ ปี ๒๕๔๘ เพราะฉะนั้นเรื่องพื้นที่นี้มีความสําคัญนะครับ เราจะเห็นว่าของเราบริหารงานแบบเป็นแท่ง เพราะฉะนั้นไม่ผิดปกติหรอกครับว่าที่ท่านอาจารย์ได้บอกว่างบของจังหวัดจริง ๆ มีอยู่ ๖๙ เปอร์เซ็นต์ ของส่วนกลางลงไป ๖๖.๘๒ เปอร์เซ็นต์ไม่ผิดปกตินะครับ เพราะฉะนั้นคนที่ อยู่ในพื้นที่นี้ผมเห็นใจผู้ว่าราชการจังหวัดที่สุด ผมว่าผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ว่าจะเป็น คุณอภินันท์ก็ดี ท่านวิบูลย์ก็ดี ท่านศานิตย์ก็ดี หรือนั่งอยู่ในที่นี้ รู้ดีหมดว่าจะบริหารพื้นที่ อย่างไรมันถึงจะเจริญ ถ้าเราคิดว่าเราเอาพื้นที่เป็นหลัก เอาประชาชนเป็นศูนย์กลางแล้ว แน่นอนครับปัญหามันแก้ได้นะครับ สิ่งที่ผมจะพูดก็คือ ๑. สิ่งที่เป็นห่วงว่าท่านกรรมาธิการ ที่ในข้อเสนอของท่านนี้ ผมอยากฝากท่านไปคิดว่าท่านจะเอาชนะวัฒนธรรมองค์กร ของข้าราชการไทยได้อย่างไรโดยเฉพาะวิธีคิด ท่านจะเอาชนะได้อย่างไร เพราะต่างคนต่างมี อาณาจักรของตัวเอง เอนจอย (Enjoy) กับอาณาจักรของตัวเองกับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ เพราะฉะนั้นเวลาจะทํางานวัฒนธรรมตรงนี้ก็คือแทนที่ว่าจะเอาความสําเร็จของงานตามที่ท่าน ได้พูดมานี้เป็นหลักแต่เอาผู้บังคับบัญชาแต่ละระดับขึ้นไปเป็นตัวหลัก นี่คือวัฒนธรรมองค์กร ที่ท่านจะต้องเอาชนะให้ได้นะครับ ซึ่งที่ผมพูดมา ความพยายาม ๔๐ ปีมานี้ อํานาจของ ผู้ว่าราชการจังหวัดมันยิ่งลดน้อยถอยลงนะครับ อํานาจของนายอําเภอลดน้อยถอยลง เพราะฉะนั้นก็เห็นใจ เพราะหลาย ๆ อย่างมันเป็นโอกาสของพื้นที่ อย่างท่านได้อภิปรายไปว่า ต้นทุนของแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน จริงครับ แต่ในลักษณะราชการไทย วัฒนธรรมไทยของเรา จะเป็นแฟลต (Flat) ไปหมด ๗๐ กว่าจังหวัดนี้ต้องทําเหมือนกัน ถึงแม้ว่าจังหวัดนี้จะเกิน ความต้องการก็ยังต้องได้ เพราะเอางบประมาณตั้ง เอาจํานวนตัวเลขหารนะครับ ตัวนี้ เราเป็นวัฒนธรรม หรือแม้กระทั่งหลักสูตรอันหนึ่งซึ่งผมไปเจอทั่วประเทศเกี่ยวกับโรงเรียน ถ้าเผื่อมีศาสนาอื่น ไม่ว่าจะเป็นคริสต์หรืออิสลามหลักสูตรก็จะแฟลต (Flat) ไปหมดว่า ต้องอย่างนี้ ๆ แต่การเรียนภาษาก็ดี หรือเรียนศาสนาของอีกคนในพื้นที่ก็ไม่มี ทําให้เขาต้อง ไปมีการตั้งโรงเรียนเอกชนของเขาขึ้นมานะครับ ผมเองได้พยายามต่อสู้ว่าในระดับประถมน่าจะให้เขามีสอนในโรงเรียนประถมของเรา หลักสูตรนี้ ทั้งภาษาและเรื่องศาสนาเพื่อจะแก้ไขปัญหานะครับ ณ วันนี้ก็ยังเหมือนเดิม วัฒนธรรมของเรายังยึดอยู่เหมือนเดิม ยังไม่สามารถจะแก้ไขได้ แล้วผมก็เชื่อว่าการศึกษา เท่านั้นที่เราจะสร้างความเข้าใจหล่อหลอมให้คนทุกเชื้อชาติทุกศาสนาเป็นคนไทย รับผิดชอบต่อสังคมไทย เหมือนกับสังคมอเมริกันนี่ครับ ไม่ว่าชาติไหนไปอยู่ที่นั่น เชื้อชาติไหน มีความภูมิใจของการเป็นคนอเมริกัน พอเขาถูกระเบิดปุ๊บนี่ทําไมเขาติดธงชาติทุกบ้าน รถยนต์ทุกคัน ช่วงไนน์อีเลฟเว่น (Nine Eleven) นะครับ ของเรา ๗ จังหวัดเกิดขึ้นนี่เราต้อง แสดงออกสิครับว่าเราไม่เห็นด้วยกับสิ่งนั้น เราต้องติดธงชาติไทย เราต้องพร้อมป้องกัน ไม่ใช่ ว่าเฉย เราต้องภูมิใจของความเป็นคนไทยที่จะเดินไปด้วยกัน ณ วันนี้ผมว่าถือโอกาสดี ทุกคน บอกว่ารักในหลวงจะขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้สิครับ เลิกโกง ทําก็เพื่อประชาชน ทําตามแบบอย่างของท่าน เพราะฉะนั้นวัฒนธรรมไทย วัฒนธรรมองค์กรนี่ เป็นสิ่งที่ต้องแก้นะครับ แต่สิ่งที่ ๒ ที่ท่านจะพยายามนี่นะครับเห็นด้วยครับ ได้มี ความพยายามมาอย่างต่อเนื่อง คือท่านจะพยายามจัดให้มีแผนชุมชนมาสู่อําเภอ มาสู่จังหวัด ตัวนี้ ก็มีความพยายามแล้วพยายามเล่าเพื่อจะให้เกิด แล้วก็เอาตัวงบประมาณเป็นตัวกํากับ ซึ่งก็มี คุณหมออําพลอภิปรายไปแล้วว่าในเรื่องการจัดทํางบประมาณนี่จะต้องบูรณาการเป็นกลุ่มงาน ชัดเจนครับ มันต้องชัดเจน ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีเจ้าภาพ อย่างนี้ผมเคยนําเสนอ ณ รัฐสภาแห่งนี้ ว่าด้วยเรื่องการแก้ไขปัญหาแหล่งน้ําในชุมชน ผมเสียดายหน้าแล้งปีที่แล้วมีที่ไหนไปขุด ลอกบึงต่าง ๆ ขออนุญาตครับท่านประธาน บึงต่าง ๆ ที่มันตื้นเขินมีไหมครับ ไม่มี พอฝนลงมา ก็จุน้ําได้น้อย นั่นแหละตอนช่วงวิกฤตินี่เราต้องขุดแล้วได้ดินขึ้นมา ดินก็เป็นประโยชน์ สามารถมาทําเขื่อนทําทํานบได้ ไม่มี ใครไปดูพื้นที่ไม่มีครับ แล้วถามว่าถ้าผมนําเสนอว่า จะทําแหล่งน้ําในชุมชน ณ วันนี้ยังหาเจ้าภาพไม่เจอเลย แต่ถ้าเผื่อมีเรื่องที่ท่านทําวันนี้ก็จะมี เจ้าภาพ เพราะในข้อเสนอของผมที่ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีก็เสนอให้ชุมชนในระดับ พื้นที่เป็นเจ้าภาพหลัก สํารวจว่าในพื้นที่มีน้ําเท่าไรจะพอกับปริมาณคนในพื้นที่หรือเปล่า แล้วก็ต้องมีทะเบียน แล้วเห็นด้วยกับอาจารย์ที่ได้บอกมาว่ามันต้องระเบิดจากข้างใน หรือริเริ่มจากภายในชุมชนนี่เป็นเรื่องหลักนะครับ เรื่องนี้สําคัญที่สุด เพราะฉะนั้นแผนงาน กับงบประมาณต้องทํานะครับ สิ่งที่ ๓ ที่ผมได้พูดไปบ้างแล้วก็คือการมีส่วนร่วมของประชาชน ก็มีหลาย ๆ ท่านก็แตะไปแล้ว ของเรานี่มันพูดเป็นนามธรรม พอจริง ๆ แล้วกระบวนการ ที่จะให้ประชาชนที่จริง ๆ ที่มีองค์ความรู้จริง ๆ ที่จะเข้ามาตรงนี้ ผมอยากให้มีระเบียบครับ ก็ไม่ใช่แนวความคิดของผมเองหรอกเป็นแนวความคิดของท่านกษิตเมื่อครั้งที่ผมอภิปรายว่า ระเบิดจากภายในหรือได้เริ่มจากชุมชนมันควรจะมีบุคคลที่มีองค์ความรู้จริง ๆ ในแต่ละจังหวัด ในแต่ละอําเภอในพื้นที่เป็นไปได้ไหมถ้าเผื่อเราจะขึ้นทะเบียนไว้คล้าย ๆ กับการคัดเลือก ลูกขุน จูรี่ (Jury) ของอเมริกันว่าสาขาไหนเป็นอย่างไร ขึ้นเลยว่าให้สมัครใจมาเลยว่าใครจะเป็น ประชาชนที่ทรงคุณวุฒิในแต่ละอําเภอในแต่ละจังหวัดหรือในแต่ละชุมชน มันต้องมีอย่างนั้นครับ เพราะปัจจุบันนี้ถ้าเผื่อใช้เรื่องประชาพิจารณ์หรือพับบลิกเฮียริง (Public Hearing) เราก็รู้ว่า มันเป็นฉาบฉวย มันยังเป็นผักชีอยู่ไม่จริงจังเพื่อเอาผ่าน ๆ เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นอยากให้ ประชาชนจริง ๆ เป็นคนที่ทรงความรู้จริง ๆ เหมือนกับที่ผมเคยอภิปราย ณ สถานที่แห่งนี้ และเป็น พ.ร.บ. อันเดียวที่ผมกดไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับเรื่องการผังเมืองของจังหวัด ผมได้อภิปรายไปแล้วว่าคณะกรรมการผังเมืองจังหวัดประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัด กับหัวหน้าส่วนราชการทั้งหมด เมื่อกี้ท่านชูชาติก็เพิ่งอภิปรายไปว่าหัวหน้าส่วนราชการก็ย้ายไป ย้ายมาและจะรู้ดีเรื่องผังเมืองจังหวัดได้อย่างไร แต่วันนั้นผมได้รับฟังจากกรรมาธิการบอกก็มี ประชาพิจารณ์ ผมว่าไม่เพียงพอพับบลิกเฮียริง (Public Hearing) อย่างเดียวไม่พอต้องเอา ผู้ทรงคุณวุฒิที่เขาอยู่ที่นั่นว่าจะทําอย่างไรถึงจะให้เกิดผังเมืองที่ดี เพราะว่าในแต่ละจังหวัด ตอนนี้ผมเชื่อว่าประชาชนมีองค์ความรู้พอที่จะร่วมกับส่วนราชการเรา ที่ท่านเอ่ยถึงเรื่อง ประชารัฐขอให้ลึกลงไปในรายละเอียดว่าประชารัฐควรจะมีองค์ประกอบว่าอย่างไร อย่าพูด ท่องคําว่าประชารัฐอย่างเดียวต้องลงลึก เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะให้กําลังใจท่านว่า สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทํากันมานานแต่มันกลับเตี้ยลงทรุดลง ก็ดีใจที่ท่านจะมายกระดับ ให้มันขึ้นมา ก็หวังว่าจะสําเร็จนะครับ ผมสนับสนุนอย่างเต็มที่ครับ ขอขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านชูชาติอภิปรายแล้ว ท่านชิดชัยอภิปรายแล้ว ต่อไปท่านชูชัย ศุภวงศ์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอเชิญครับ
ขอบพระคุณครับ กราบเรียนท่านประธาน ท่านกรรมาธิการ และเพื่อนสมาชิก กระผม นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ สมาชิกลําดับที่ ๔๐ เมื่อกี้ท่านประธาน ก็พูดทํานองว่า ๓๙ ๔๐ ๔๑ อภิปรายพร้อมกันด้วยเหตุที่ว่าท่านชิดชัยเคยบอกว่า จริง ๆ แล้ว ๖ ช อภิปรายต้องอภิปรายทั้ง ๓ คน วันนี้ผมนั่งรับประทานข้าวอยู่ก็ขาดไปคนหนึ่ง ก็มีไปตามผมว่าให้มาอภิปรายจะได้ครบ ๖ ช นะครับ อันที่จริงวันนี้ผมคาดหวังว่าสภาแห่งนี้ จะหยิบเรื่องที่เป็นความทุกข์ยากของชาวนาขณะนี้มาพูดคุยกันแล้วมาขับเคลื่อนการปฏิรูป ระบบสหกรณ์ให้เป็นกลไกในการแก้ปัญหาชาวนาขณะนี้ เพราะว่าท่านชูชาติจะมีความรู้ มีประสบการณ์ในเรื่องนี้อย่างมาก แล้วก็บอกว่ากลไกสหกรณ์ในระดับจังหวัดทั่วประเทศ มีโครงสร้างรองรับที่สามารถจะแก้ปัญหานี้ได้นะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ออกมาพูดว่า การขายข้าวซื้อตรงจากชาวนาไม่ได้ผิดกฎหมายอะไร และผมคิดว่าระบบสหกรณ์ถ้าเราได้ เสนอไปแล้วในสภาแห่งนี้ให้มีการปฏิรูประบบสหกรณ์ การที่เราเป็นสภาขับเคลื่อนอันนี้ เป็นของจริงที่เราน่าจะลงไปทําการขับเคลื่อนที่แก้ปัญหาความทุกข์ยากของชาวบ้านนะครับ ผมนึกถึงมีการพูดถึงว่านักการเมืองต่างจากนักเลือกตั้ง นักการเมืองเขาจะหูแนบดินแล้วก็ไว ต่อความทุกข์ยากของชาวบ้าน ขณะนี้เราทําหน้าที่ทั้งเป็นนักวิชาการ แล้วก็คงจะต้องทํา หน้าที่ในฐานะนักการเมืองจะยอมรับหรือไม่ก็ตามที่จะต้องรับฟังความทุกข์ยากของชาวบ้าน แล้วนํามาสู่กระบวนการปฏิรูปที่เราได้เสนอไปแล้วก่อนหน้านี้ ก็เสนอให้ท่านประธานช่วยพิจารณานะครับว่าการปฏิรูประบบสหกรณ์เพื่อรองรับปัญหา ความทุกข์ยากขณะนี้ที่เกิดขึ้นจะเป็นประเด็นที่จะมาช่วยหารือกันต่อไปหรือไม่ เรามีโครงสร้าง เครือข่าย สปช. ซึ่งท่านประธานรู้ดีครับในทุกจังหวัดของประเทศ เรามีประธานสหกรณ์ ท่านชูชาตินี่ครับซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วประเทศในวงการสหกรณ์ตรงนี้จะมาช่วยแก้ปัญหาได้ อย่างไรนะครับ ท่านประธานครับ ต้องขอบคุณกรรมาธิการชุดนี้ที่เสนอเรื่องที่ดีมีประโยชน์ อย่างน้อยผมเห็นว่าเรื่องที่เสนอดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ นะครับ แต่แท้ที่จริงแล้ว มีการเสนอ มีนัยว่ามีการปฏิรูปอยู่ ๓ เรื่องด้วยกันเป็นอย่างน้อย
อันที่ ๑ คือการปฏิรูประบบงบประมาณ ทีเดียวเลยนะครับอันนี้เป็น การปรับเปลี่ยนระบบงบประมาณเลย
อันที่ ๒ เป็นการปฏิรูปเรื่องการกระจายอํานาจไปสู่ท้องถิ่น สู่ อปท. หรือสู่ ชุมชนท้องถิ่น
และอันที่ ๓ เป็นเรื่องของการปฏิรูประบบราชการ ซึ่งท่านชิดชัยได้พูดว่า ระบบนี้เป็นระบบที่จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปฏิรูป
ท่านประธานครับ เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคมที่ผ่านมาสภาแห่งนี้เคยพิจารณา เรื่องการปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังภาครัฐ ในครั้งนั้นผมจําได้ว่าผมได้เสนอ เขาเอาร่าง พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณเข้ามาด้วยครับ แล้วผมเสนอว่าให้ปรับงบประมาณจาก ใช้กรมเป็นฐานให้มีการทํางบประมาณเชิงพื้นที่ระดับจังหวัดแยกมาโดยเฉพาะนะครับ แล้วก็ เสนอให้ปรับแก้บางมาตราในบางประโยค แต่ไม่ทราบว่าได้ดําเนินการหรือไม่ เพราะว่าเสนอ อย่างที่คิดว่าเป็นไปได้มากที่สุดนะครับ คือเสนอว่าของบประมาณเพียง ๕ เปอร์เซ็นต์ของ งบประมาณทั้งหมดไปเป็นงบของพื้นที่ ซึ่งสอดคล้องกับเอกสารที่กรรมาธิการชุดนี้ได้เสนอมา ผมดูแล้วนี่ตัวเลขน่าใจหายนะครับ ที่บอกว่างบประมาณในพื้นที่เพียง ๐.๖๙ เปอร์เซ็นต์ของ งบประมาณรายจ่ายประจําปี ถ้าสมมุติว่าเราเขียนอย่างน้อยซึ่งต้องไปปรับแก้ในร่าง พ.ร.บ. พิจารณางบประมาณ อย่างน้อยต้องไม่น้อยกว่า ๕ เปอร์เซ็นต์ ๕ เปอร์เซ็นต์มาจากไหนครับ ๕ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณทั้งหมดก็ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตอนนี้ก็อาจจะ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษนะครับ ก็เป็นข้อเสนอที่มีการจัดทํามาแต่ว่าให้ทํา ในพื้นที่จากพื้นที่เป็นหลัก โดยที่แยกให้ชัดเจนแล้วก็มีงบประมาณออกมา ระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรีอันนี้กระบวนการดีมาก ซึ่งเดี๋ยวผมจะสรุปว่ากระบวนการนี้ ที่ท่านสังเคราะห์ออกมาเป็นประโยชน์กับประเทศชาติบ้านเมืองอย่างไร แต่ว่าในครั้งนี้จะพูด ถึงว่าการจัดสรรงบประมาณเชิงพื้นที่ ที่เสนอเกณฑ์อย่างน้อย ๕ เปอร์เซ็นต์ ผมอยากบอกว่า เวลาพิจารณาในพื้นที่ระดับจังหวัดต้องเอางบประมาณมาคิดอย่างน้อยใน ๔ มิติด้วยกัน เวลาจะจัดสรรงบประมาณนะครับ แล้ววิธีคิดอย่างนี้เดี๋ยวก็จะมีตัวเลขออกมา
อันที่ ๑ คือจํานวนประชากรในจังหวัด จังหวัดไหนมีประชากรมากก็ควร ได้รับมากนะครับ ไม่ได้หมายถึงว่าจังหวัดไหนที่ลงคะแนนเสียงให้พรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่งมากแล้วจะได้มาก
ประการที่ ๒ รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนต่อปี จังหวัดที่มีรายได้น้อยก็ควรได้รับ การจัดสรรมาก อันนี้ตามหลักของอดีตประธานาธิบดีรามอน แมกไซไซ นะครับว่าผู้ที่เกิดมา มีน้อยควรจะได้มาก
ข้อที่ ๓ คือสัดส่วนคนจนในจังหวัด สัดส่วนคนจนมากก็จะได้รับงบประมาณมาก ด้วยหลักการเดียวกับข้อที่ ๒
ข้อที่ ๔ คือดัชนีความก้าวหน้าของคนในจังหวัด ใช้หลักสากลของยูเอ็นดีพี (UNDP) คงไม่มีเวลาที่จะพิจารณานะครับ มีประมาณ ๗-๘ องค์ประกอบด้วยกัน แต่ว่าเป็นดัชนี ความก้าวหน้าของมนุษย์นะครับ ฮิวแมน แอ็กชีฟเมนต์ อินเดกซ์ (Human Achievement Index) ซึ่งอันนี้เป็นหลักสากลที่ใช้กันทั่วไป และ
ข้อที่ ๕ จัดให้มีโครงสร้างระดับพื้นที่รองรับแผนงบประมาณเพื่อการนี้ โดยเฉพาะ ในเอกสารฉบับนี้ก็มีการเสนอนะครับ ซึ่งเป็นโครงสร้างตั้งแต่ตําบลขึ้นมา ซึ่งรายละเอียดคงจะต้องได้พิจารณากันต่อไป
ทีนี้ใน ๔ มิติที่ผมพูดนี่ให้น้ําหนักอย่างไรครับ ถ้าขณะนี้ถ้าคิดเร็ว ๆ ก็ให้ น้ําหนักเท่ากัน ๑๐๐ ก็ให้ ๔ ส่วนก็คนละ ๑ ส่วน ๔ ก็ร้อยละ ๒๕ ถ้าใช้วิธีคิดอย่างนี้ แม่ฮ่องสอนจะได้รับการจัดสรรมากที่สุดครับท่านประธาน คือได้รับการจัดสรรปีหนึ่ง ประมาณ ๓,๗๖๔ ล้านบาทต่อจังหวัดต่อปี ภูเก็ตจะได้น้อยที่สุดนะครับได้มากอยู่แล้วนี่ ได้เพียง ๕๖๑ ล้านบาทต่อจังหวัดต่อปี อันนี้เป็นหลักคิดที่นําไปสู่การลดความเหลื่อมล้ํา และสร้างความเป็นธรรมในสังคมนะครับ
ทีนี้ผมก็เลยคิดว่าเรื่องนี้มีความหมายและมีความสําคัญสูงมาก ครั้งหนึ่ง ท่านประธานครับ ท่านประธานอยู่ในแวดวงการเมืองมานาน ผมเองอยู่ข้างนอกแต่ว่าในฐานะ เป็นข้าราชการก็จําได้นะครับว่าสมัยงบที่ลงพื้นที่แล้วก่อให้เกิดการกระเพื่อมมากที่สุดครั้งหนึ่ง ก็คือสมัยเงินผันของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมช ส่งข้ามไปหมดเลยครับแล้วก็ลงในพื้นที่ จะมีปัญหาบ้างอะไรก็ตามแต่ว่าเกิดการกระเพื่อมในพื้นที่นะครับ
เรื่องที่ ๒ ก็คืองบพื้นที่ยากจนสมัย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีเปรม ติณสูลานนท์ ท่านอยู่เกือบ ๘ ปีนะครับ พื้นที่ยากจนเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่งบประมาณลงไปเห็นชัดเจน เลยนะครับ พื้นที่นั้นพัฒนาและจําเริญรุ่งเรืองอย่างมากในแวดวงสุขภาพ โรงพยาบาลชุมชน ต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างมากมาย และประชาชนได้รับผลกระทบมาก
ข้อเสนอที่กรรมาธิการชุดนี้เสนอผมคิดว่ามีคุณค่ามากนะครับ ถ้าได้รับ งบประมาณเพียงอย่างน้อย ๕ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด ไม่ใช่ ๐.๖๙ เปอร์เซ็นต์ตามนี้นะครับ ถามว่าจะเกิดผลอย่างไรถ้าสมมุติจะมีการจัดทํางบประมาณอย่างนี้ รูปธรรมของประชารัฐที่มีการเสนอว่าเป็นแนวทางประชารัฐ ผมคิดว่าอย่างน้อย ขออีกนิดหนึ่ง ผมสรุปแล้วครับ อย่างน้อยเกิดผล ๕ ประการด้วยกัน
ประการที่ ๑ เราสามารถพูดได้ว่าทิศทางการพัฒนาประเทศหรือปฏิรูป ประเทศต่อไปในอนาคตเกิดจากคนในพื้นที่ส่วนใหญ่ แม้กระทั่งงบขณะนี้นะครับ แต่ว่าคน ในพื้นที่มีสิทธิกําหนดทิศทาง โดยเฉพาะอย่างน้อยที่สุดก็ในพื้นที่ของเขา อย่างน้อยที่สุดเขาก็ได้ ใช้งบจํานวนนี้ไปบอกว่าพื้นที่ของเขาควรจะทําอะไรและไม่ควรทําอะไร เขาจะใช้ภูมิปัญญา คือปัญญาที่ติดแผ่นดินที่เขาจะต้องดํารงรักษาไว้ให้พื้นที่ของเขาเพื่อลูกเพื่อหลานต่อไป ในอนาคตอย่างไร ในพื้นที่ที่ส่วนกลางลงไปกระทําอะไรต่าง ๆ ที่เขาไม่พอใจนั้นก็จะได้รับ การร่วมกันพิจารณา
ประการที่ ๒ ผมคิดว่ากระบวนการนี้เป็นกระบวนการที่สร้างประชาธิปไตย ของการมีส่วนร่วมและประชาธิปไตยท้องถิ่นนะครับ ไม่ใช่ประชาธิปไตยจากการเลือกตั้ง เพียง ๔ นาที ๔ ปีครั้ง แต่ว่าอันนี้เป็นรากฐานของประชาธิปไตยของการมีส่วนร่วมและ ประชาธิปไตยท้องถิ่น
ประการที่ ๓ เป็นการกระจายอํานาจไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและ ชุมชนท้องถิ่นอย่างแท้จริงด้วยวิธีการงบประมาณนี่แหละครับ ท่านรองประธานวลัยรัตน์ ท่านคงทราบดีนะครับกระบวนการจัดทํางบประมาณที่เอากรมเป็นฐานมาตลอดแล้วพื้นที่ แทบจะไม่มีโอกาสได้ดําเนินการเลย
ประการที่ ๔ ผมคิดว่าเป็นกระบวนการลดความเหลื่อมล้ําแต่สร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ําอย่างน้อย ๕ มิติด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรายได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโอกาส ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิ อํานาจ แล้วก็ศักดิ์ศรี มีในเอกสารปึ๊งใหญ่นี่ครับ ที่ผมพลิกดูมันจะมี เรื่องสิทธิของทางวัฒนธรรมไทยลื้ออะไรต่าง ๆ นี้ไปทําหลายจังหวัดเลยซึ่งดีมาก ต้องชื่นชม แล้วก็มีมิติทางเรื่องของประเด็นสิ่งแวดล้อม มีมิติอะไรต่าง ๆ มีประเด็นเรื่องศักดิ์ศรีของคนที่อยู่ หัวไร่ปลายนาที่เขามีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์มากขึ้น ถ้าเขาได้มาร่วมกระบวนการ ในการจัดทํางบประมาณจากพื้นที่ จากข้างล่างขึ้นข้างบน
ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธานเป็นการแก้ปัญหาในพื้นที่ด้วยคนในชุมชน ในพื้นที่เองเพราะเขาทําแผนเอง นอกเหนือจากการลดความเหลื่อมล้ําใน ๕ มิติ ซึ่งไม่สามารถที่จะลงรายละเอียดได้แล้วนะครับ ปัญหาในพื้นที่ที่ใครจะรู้ดีเท่ากับคนในพื้นที่ แต่กระบวนการนี้จะช่วยทําให้คนทุกคนในพื้นที่มีความหมาย แล้วก็มีความภาคภูมิใจ ในการแก้ปัญหาของเขา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสุขภาพ ปัญหาขยะ ปัญหาไข้เลือดออก รวมทั้งปัญหาเรื่องการใช้สารพิษที่ไม่สอดคล้องเหมาะสมกับพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ในพื้นที่ ของเขาเหล่านั้น
ผมขอขอบคุณทางกรรมาธิการที่เสนอเรื่องดีที่มีประโยชน์เช่นนี้ครับ และขอฝากท่านประธานเรื่องการปฏิรูประบบสหกรณ์เพื่อแก้ปัญหาชาวนา ชาวไร่ขณะนี้ อยากให้เป็นประเด็นขับเคลื่อนในสภาแห่งนี้ให้เป็นรูปธรรมออกมา ขอบคุณครับ
ต่อไปขอเชิญ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม อดีตสมาชิกวุฒิสภาครับ
ขอบคุณท่านประธาน เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ ท่านประธานครับ ผมภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่วันนี้สภาแห่งนี้จะได้มีโอกาส พิจารณากฎหมายฉบับหนึ่งที่มีความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง ในอดีตถ้าเราจํากันได้เป็นเพียงแค่ ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีฉบับไหนจําได้ไหมครับ ฉบับที่ ๖๖/๒๓ ระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรีฉบับนั้นเป็นฉบับประวัติศาสตร์ที่สามารถช่วยแก้ไขสถานการณ์ของ บ้านเมืองในช่วงระยะเวลาที่มีความแตกต่างของลัทธิทางการเมือง ความเห็นขัดแย้งของ ความคิดทางการเมืองในอดีตให้เปลี่ยนแปลงไปในสถานการณ์ที่ดีขึ้น แล้วในวันนี้เป็นโอกาส อันดีอย่างยิ่งที่เรากําลังช่วยกันพิจารณากฎหมายฉบับหนึ่งที่ฐานะของกฎหมายฉบับนี้ เป็นเพียงแค่ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี แต่ต้องขอกราบเรียนว่าเป็นกฎหมายที่มีความสําคัญ และมีความจําเป็นเป็นอย่างยิ่ง เรากําลังช่วยกันสร้างบ้านหลังหนึ่งคือประเทศไทย แต่เรากําลังคุยกันในเรื่องที่เป็นเสาเข็มหรือเป็นฐานรากของบ้าน นั่นคือการพัฒนาในระดับพื้นที่ ในระดับจังหวัด อําเภอ ตําบล หมู่บ้านและชุมชน ทั้งนี้ทั้งนั้นกฎหมายฉบับนี้ทางกรรมาธิการ ท่านได้ทําเอกสารมาต้องขอขอบคุณท่าน เป็นเล่มใหญ่ที่สุดเท่าที่สภาแห่งนี้ได้เคยพิจารณา รายงาน ท่านมีความมานะบากบั่นพยายามเป็นอย่างยิ่ง ต้องขอขอบคุณมีความสมบูรณ์ อย่างครบถ้วน กฎหมายฉบับนี้ต้องขอกราบเรียนว่าเป็นเทคโนโลยีอันหนึ่งที่แม้จะไม่ใหม่มาก แต่ก็ไม่เก่าเกินไป สอดคล้องไปตามรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านประชามติ ผมขออนุญาตอ่านเร็ว ๆ ในหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศ (ข) ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน
(๑) ให้มีการนําเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ในการบริหารราชการ แผ่นดินและการจัดทําบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดินและเพื่อ อํานวยความสะดวกให้แก่ประชาชน สอดคล้องตามฉบับนี้ครับ ตามมาตรานี้ ความสําคัญ ของระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีอันนี้ต้องขอกราบเรียนว่าสอดคล้องกับกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง ที่ทางกรรมาธิการท่านได้กล่าวแล้ว คือพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารจังหวัดและ กลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ ๒ อันนี้มีทั้งที่เหมือนแล้วก็ที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมจะ อภิปรายต่อไปนี้ขออนุญาตเติมเต็มแล้วก็เสริมในสิ่งที่กรรมาธิการท่านได้กล่าวแล้วก็นําเสนอ ต่อสภาแห่งนี้ไว้ ในเบื้องแรกผมมีความเห็นว่าระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีอันนี้ถึงแม้ฐานะ จะเป็นเพียงระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีผมไม่ขัดข้อง เพียงแต่ขออนุญาตนําเสนอให้ทาง กรรมาธิการท่านได้ช่วยพิจารณาว่าท่านจะมีแนวทางอย่างไรที่จะบูรณาการกฎหมาย ๒ อัน ๒ ฉบับให้เป็นหนึ่งเดียว ฉบับแรกคือพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานจังหวัดและ กลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ ปี ๒๕๕๑ และฉบับที่ ๒ คือระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีอันนี้ครับ ๒ อันนี้มีความเหมือนและมีความแตกต่างกัน ในพระราชกฤษฎีกานั้นเป็นบทบัญญัติเกี่ยวข้องกับ ในระดับจังหวัดเป็นส่วนใหญ่แล้วก็กลุ่มจังหวัด แต่ว่าระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีอันนี้ ท่านกล่าวถึงการพัฒนาพื้นที่ต่าง ๆ ในระดับอําเภอ ตําบล หมู่บ้านแล้วก็ชุมชน ท่านมีพูดถึง แผนและองค์กรต่าง ๆ ที่จะจัดทําแผนในระดับของชุมชนคือหมู่บ้าน ตําบลและอําเภอ แล้วก็หยุดอยู่แค่นั้น เพราะท่านคงเล็งเห็นว่าในระดับจังหวัดนั้นมันได้มีกล่าวไว้แล้ว ในพระราชกฤษฎีกาอันแรกที่ผมได้กล่าวถึง เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นลักษณะคล้าย ๆ กับ ฟันหลอครับ อันแรกท่านกล่าวถึงอําเภอแล้วหยุดอยู่แค่นั้น แต่พระราชกฤษฎีกาก็พูดถึงจังหวัด เพราะฉะนั้น ๒ อันนี้ทําอย่างไรถึงจะบูรณาการให้เป็นฉบับเดียวกัน ให้มีสภาพบังคับที่อ่านแล้ว ไม่ต้องพลิกไปดูอีกฉบับหนึ่ง อ่านพระราชกฤษฎีกาพูดถึงเรื่องจังหวัด และเขาพูดถึงอําเภอว่า อย่างไรต้องกลับมาดูระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีอันนี้ พอพูดถึงระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี อันนี้อยากจะดูว่าเมื่อไปถึงจังหวัดแล้วแล้วจังหวัดเขาจะทําอย่างไรต่อ ต้องไปดู พระราชกฤษฎีกา เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นอีหลักอีเหลื่อในการเขียนกฎหมาย อ่านกฎหมาย และในการปฏิบัติตามกฎหมายในอนาคต ทําอย่างไรครับ ในพระราชกฤษฎีกานั้นกล่าวถึง คณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่าคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัดและกลุ่ม จังหวัดแบบบูรณาการ มีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และเป็นคณะกรรมการชุดเดียว ก็ว่าได้ที่ผมพลิกดูกฎหมายหลายฉบับแล้วไม่มีแปลกแบบนี้ครับ ให้มีรองนายกรัฐมนตรีทุกคน ในรัฐบาลเลยเป็นกรรมการร่วมด้วยในคณะกรรมการชุดนั้น ส่วนมากคณะกรรมการต่าง ๆ จะมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานแล้วก็มีรองนายกรัฐมนตรีท่านใดท่านหนึ่งหรือไม่อย่างมากก็ ๒ ท่าน หรือ ๓ ท่าน เป็นกรรมการร่วมด้วย แต่กฎหมายพระราชกฤษฎีกาอันที่ว่า มีรองนายกรัฐมนตรีทุกคนเป็นกรรมการ ทําไมครับ เพราะว่ามันเริ่มเป็นนวัตกรรมใหม่ตั้งแต่ ในอดีต ปี ๒๕๔๕ อะไรก็ว่ามา ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๕๑ ที่มีการแบ่งพื้นที่ให้กับรองนายกรัฐมนตรี ทุกคนและรัฐมนตรีบางท่านมาร่วมด้วยเป็นทีมเลย แบ่งให้กํากับ ติดตาม ดูแลงาน การบริหารราชการของพื้นที่ในจังหวัดต่าง ๆ พูดง่าย ๆ ว่าแบ่งประเทศเป็นโซน (Zone) ต่าง ๆ เป็นกลุ่มจังหวัดต่าง ๆ และให้รองนายกรัฐมนตรีแบ่งงานกันดู กระจัดกระจายกันดู จึงมี รองนายกรัฐมนตรีเป็นกรรมการร่วมในคณะกรรมการชุดนั้น แต่ในระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ที่ทางกรรมาธิการเสนอเข้ามาก็พูดถึงในลักษณะคล้าย ๆ กัน แต่ไปหยุดอยู่ที่อําเภอแล้วก็ ไม่ได้มีกรรมการในลักษณะที่จะบูรณาการงานทั้งประเทศที่จะเชื่อมประสานงานการเมือง และงานของข้าราชการไว้ด้วยกัน อันนี้เป็นสิ่งที่ผมกังวล การบริหารราชการยุคใหม่ สมัยใหม่ เอาว่าตามรัฐธรรมนูญใหม่อันนี้เราบอกว่าเราพยายามที่จะแบ่งกัน การเมืองก็การเมือง ข้าราชการก็ข้าราชการ เพราะฉะนั้นจึงเป็นที่มาว่าในระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีของท่านที่ท่านทํามาเกือบทั้งหมด ๙๙.๙๙ เปอร์เซ็นต์เป็นงานของข้าราชการทั้งสิ้น และเน้นหลักส่วนมากแล้วก็เป็นงานของ กระทรวงมหาดไทย ผมค่อนข้างกังวล ในอดีตเราพูดถึงเรื่องงบพัฒนาจังหวัดมาจากไหน เขาบอกมาจากการแบ่งเค้กกันของกรรมาธิการงบประมาณ ตัด ๆ เสร็จแล้วก็มารวมไว้เป็นกอง เค้กก้อนใหญ่ แล้วก็มาแบ่งเค้กกันในจังหวัด มือใครยาวสาวได้สาวเอา ถ้าพรรครัฐบาล ก็อาจจะได้มากหน่อย ถ้าพรรคฝ่ายค้านอาจจะได้น้อยหรือว่าอาจจะไม่ได้เลย ดังนี้เป็นต้น ปัญหาก็เกิดตามมา เพราะฉะนั้นในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตัดไว้เลยครับ การเมืองอย่าว่าแต่ รัฐมนตรีเลย นายกรัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. ไปยุ่งเกี่ยวกับงบประมาณทางตรงหรือทางอ้อมไม่ได้ ถ้าไปยุ่งแล้วก็จะมีการตรวจสอบถอดถอนกันมีถึงขั้นตัดสิทธิตลอดชีวิตก็ว่าได้ เพราะฉะนั้น งานทั้งหมดจึงกลับไปที่ข้าราชการ สํานักงบประมาณจะเป็นงานหนัก กฎหมายฉบับนี้ของท่าน ผมนับถือ ท่านเขียนเอาไว้อย่างดีงามในส่วนที่ ๔ มาตรา ๒๕ ผมอ่านเร็ว ๆ ให้ฟัง ท่านประธานถ้ามีเวลาผมขอผมเกือบคนสุดท้ายแล้วเป็นสิ่งสําคัญ ในมาตรา ๒๕ ท่านเขียนเอาไว้ ยังไม่มีใครกล่าวถึง ผมอ่านเร็ว ๆ ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐต้องให้การสนับสนุน การจัดทําแผนพัฒนาจังหวัด การแจ้งกรอบแผนงานและการเสนอคําของบประมาณประจําปี ของส่วนราชการที่มีหน่วยงานในสังกัดส่วนภูมิภาคให้แจ้งตรงต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเท่านั้น ขีดเส้นใต้ครับและขีดต่อไปอีก และเมื่อได้รับแผนงานโครงการที่เกี่ยวข้องจากจังหวัดแล้ว ให้จัดทําคําของบประมาณสนับสนุนอย่างเพียงพอต่อการดําเนินงานของจังหวัด ขอบพระคุณมาก นี่คือสิ่งที่เป็นหัวใจของกฎหมายฉบับนี้เลยครับ เพราะทําแผนมาแทบตายจะพัฒนาจังหวัด อย่างโน้นอย่างนี้ จะพัฒนาอย่างไรถ้าไม่มีเงิน และการพัฒนาให้ได้เงินมันก็ต้องคุยกับ สํานักงบประมาณ ที่ผ่านมาใครทํางบประมาณ มันเป็นลักษณะทอปดาวน์ (Top Down) กฎหมายฉบับนี้จะเป็นลักษณะบอตทอมอัป (Bottom up) จากข้างล่างนําขึ้นไปสู่ข้างบน และข้อสําคัญท่านเขียนบังคับเอาไว้ ซึ่งผมไม่แน่ใจในสภาพบังคับในอนาคตจะเกิดขึ้นจริง หรือไม่ ผมฝันว่าจะเป็นจริงและเมื่อนั้นที่เราสร้างบ้านให้มีเสาเข็มที่เข้มแข็งในระดับอําเภอ จังหวัด หมู่บ้านจะปรากฏเป็นจริง เพราะการที่ท่านเขียนไว้ว่าเมื่อได้รับแผนงานโครงการ ที่เกี่ยวข้องจากจังหวัดแล้วหมายถึงส่วนราชการนะครับ กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ที่มี หน่วยงานของท่านอยู่ในพื้นที่ในจังหวัดต่าง ๆ ให้จัดทําคําของบประมาณสนับสนุน อย่างเพียงพอต่อการดําเนินงานของจังหวัด สาธุขอให้เป็นจริงดังนี้ เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้ ผมสนับสนุนและเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็แล้วแต่ถ้าท่านจะมีเวลาบูรณาการกฎหมาย ๒ ฉบับนี้ มันจะเป็นแมวดําหรือแมวขาวไม่เป็นไรครับขอให้จับหนูได้ คือจะเป็น พระราชกฤษฎีกาหรือจะเป็นระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีก็แล้วแต่ บูรณาการเข้าด้วยกันได้ไหม ฉบับหนึ่งพูดถึงจังหวัดคือพระราชกฤษฎีกา อีกฉบับหนึ่งอําเภอ ตําบล หมู่บ้าน ชุมชน ๒ อัน นี้รวมเข้าเสียรวมเป็นบูรณาการให้เป็นธรรมนูญการบริหารงานระดับจังหวัดและพื้นที่ ท่านจะใช้คําอย่างไรก็แล้วแต่ เมื่อนั้นการบังคับใช้กฎหมาย การปฏิบัติจะไม่อีหลักอีเหลื่อ ผมฝากไว้ท้ายที่สุดว่าถ้าประชาชนได้รับสิทธิในการเงยหน้าอ้าปากและร้องขอสิ่งที่เขา ต้องการ เมื่อนั้น ๐.๖๙ เปอร์เซ็นต์มันจะไม่เป็นแล้ว มันย่อมจะเป็น ๕๐-๖๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป แต่เราจะปฏิวัติตรงนี้ได้อย่างไรในเมื่อยังมีกฎหมายที่รอการแก้ไขอยู่มากเหลือเกิน ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีอันนี้สภาพบังคับคงไม่ไปเหนือกว่าพระราชบัญญัติงบประมาณ คงไม่ไปเหนือกว่าพระราชบัญญัติที่มีศักดิ์สูงกว่านี้ ทําอย่างไรที่จะมีสภาพบังคับได้ ถ้าจะเป็น พระราชบัญญัติได้จะดีที่สุด ขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเชิญท่าน พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน นะครับ รองผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานครและเป็นอดีตผู้บัญชาการตํารวจภูธร ภาค ๑ ขอเชิญครับ
พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน สมาชิก สปท. ลําดับ ๑๙๗ พอเห็นหัวข้อแผนการปฏิรูป เรื่องนี้ครับผมต้องยอมละทิ้งหน้าที่ ทิ้งท้องสนามหลวงมาที่นี่ ที่จริงผมเป็นรองผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร (สนามหลวง) ด้วยครับ เพราะรับตําแหน่งมายังไม่ได้เข้ามาทํางานเลยครับ อยู่สนามหลวงตั้งแต่วันแรกจนวันนี้ครับ ตีสอง ตีสาม เพื่อจัดระเบียบ จัดระบบคนประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคนที่วอล์กอิน (Walk-in) เข้าไปต่อวันนะครับ แผนการปฏิรูปวันนี้เป็นเรื่อง ของการบริหารจัดการของจังหวัดที่มุ่งผลสัมฤทธิ์โดยยึดพื้นที่เป็นหลัก ท่านประธานที่เคารพ เรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญ เรื่องนี้เป็นเรื่องมีความจําเป็นมาตั้งนานแล้ว เพราะการบริหาร ราชการแผ่นดินมันจะยึดโยงมันจะเกี่ยวข้องกับทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม วิถีชีวิต ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรณีศึกษาไปดูได้ ที่ท้องสนามหลวงมีครบหมดครับ ท่านเอาสนามเล็ก ๆ รูปแบบการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ผ่านมาก็ต้องยอมรับว่าจากรัฐบาลลงไปสู่กระทรวง ทบวง กรม แล้วก็ลงไปสู่จังหวัด กลุ่มจังหวัดที่สมาชิกผู้ทรงเกียรติก่อนหน้าผมพูดไปแล้วครับจากบนลงล่างทอปดาวน์ (Top Down) แปลว่าไม่ต้องเถียงทําอย่างเดียว สรุปโดยย่อก็คือคนคิดไม่ได้ทํา คนทําไม่ได้คิด และห้ามเถียง ผมถามว่าถ้าเป็นลักษณะอย่างนี้มันจะตอบโจทย์ได้ไหม ความต้องการของพื้นที่ ได้รับการตอบสนองอย่างแท้จริงไหม คําตอบมันก็คือมันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ เหมือนกับว่า ผู้บริโภคไปรับประทานก๋วยเตี๋ยวเขาใส่น้ําตาล ใส่น้ําหวานมาให้ โดยผู้บริโภคเป็นเบาหวาน อยู่แล้ว มันไม่ตอบโจทย์ครับ ดังนั้นตามแผนนี้ผมเอาโดยหลักนะครับ โดยรายละเอียด สมาชิกผู้ทรงเกียรติพูดกันไปเยอะแล้วครับว่าให้ข้างล่างเขาคิด แผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่ม จังหวัดเขาจะพัฒนาอย่างไรให้เขาคิด มันแค่ตอบโจทย์ครับ ตอบโจทย์ดังต่อไปนี้ครับ มันต้องเป็นทูเวย์ (Two-way) มันต้องบอตทอมอัป (Bottom up) ด้วย ตอบโจทย์ดังต่อไปนี้ แผนที่จังหวัดหรือกลุ่มจังหวัดเขียนแผนพัฒนาขึ้นมานั้นมันจะเป็นไปตามความต้องการของ พื้นที่ก็จะสอดรับกันกับมุ่งหวังผลสัมฤทธิ์โดยยึดพื้นที่เป็นหลัก พื้นที่ต้องการอะไร ถ้ารัฐบาล ออกนโยบายไปว่าให้พัฒนาแหล่งน้ํา พัฒนาแหล่งน้ําก็เพื่อเกษตรกร เพื่อการทําเกษตรกรรม แต่บังเอิญว่าพื้นที่นั้นเขาทําอุตสาหกรรมมันคนละเรื่องกันมันไม่ตอบโจทย์ ดังนั้นจะต้องให้ จังหวัดหรือกลุ่มจังหวัดแหละครับคิดมันจะตอบโจทย์
ประการที่ ๒ เมื่อผู้ปฏิบัติคือจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัดเป็นผู้วางแผนพัฒนา ตนเองก็จะเกิดความภาคภูมิใจว่าตัวเองได้คิดมาจากมันสมอง ๒ มือของผู้ปฏิบัติเองก็จะ ไม่เกิดการต่อต้าน คิดเอง ทําเอง มีส่วนคิด ก็จะทําได้อย่างเต็มที่
ประการที่ ๓ จะไม่เกิดการต่อต้านจากผู้ปฏิบัติสอดคล้องกับที่ผมพูด เมื่อสักครู่แหละครับเพราะเขาเป็นคนคิด เมื่อคิดแล้วเขาไม่ต้าน แต่ถ้าถูกสั่งลงไปเขาจะต้าน
อันที่ ๔ อันนี้สําคัญยิ่งครับจะสอดคล้องกับขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมท้องถิ่น ผมให้ดูตัวอย่างครับ ผมเคยทําวิทยานิพนธ์เอกสารศึกษาเรื่อง ๓ จังหวัด ชายแดน ปัญหาหนึ่งคือขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม ดังนั้นถ้าหากว่าเราจะพัฒนา ในระดับจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัดโดยให้จังหวัดหรือกลุ่มจังหวัดมีส่วนในการคิดแผนพัฒนา เขาจะมีความภาคภูมิใจเข้าได้กันกับขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรมของเขา เพื่อให้เป็น สิริมงคลใน ๓ จังหวัดชายแดนครับ ผมขออนุญาตที่จะน้อมนําแนวทางที่พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพราะท่านได้พระราชทานแนวทางแก้ปัญหาไว้ว่า เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา นี่แหละครับคือแนวทางเดียวกันกับแผนการปฏิรูปแผนนี้ ดังนั้นที่ผมอภิปราย ในวันนี้สนับสนุนเต็มที่ครับ ผมอยู่ไม่ได้ อยู่ไม่ติดต้องมาอภิปรายเรื่องนี้เพราะต้องการที่จะให้ แผนนี้ผ่านสภานี้ไป แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อผ่านสภานี้ไปแล้วผลสัมฤทธิ์จะเกิดขึ้นทันที ผลสัมฤทธิ์จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อแผนนี้ได้นําไปสู่การขับเคลื่อนให้เป็นไปตามแผนได้อย่างแท้จริง เท่านั้น ด้วยความเคารพครับ
ต่อไปท่านสุดท้ายนะครับ ขอเชิญท่านกิตติ กิตติโชควัฒนา อดีตผู้ว่าราชการ จังหวัดยะลา ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม กิตติ กิตติโชควัฒนา จากจังหวัดยะลา สปท. ๑๐ ท่านประธานครับ ถ้าหากว่าในห้วงช่วงสุดท้าย ของการลงมติ ถ้าจะพึงมีคะแนนที่ออกมางดออกเสียงหรือว่าไม่เห็นด้วย ขอสัญญาว่าไม่ใช่ผม เหตุผลประการสําคัญที่กล้ายืนยันอย่างนี้ก็เพราะว่าผมได้ฟังการอภิปรายของบรรดา ท่านสมาชิกทั้งหลายต่างล้วนแต่เปี่ยมไปด้วยความปรารถนาดีที่อยากจะเสนอแนะข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับเรื่องของการปฏิรูปในเรื่องนี้ แล้วก็สังเกตดูจากคณะกรรมาธิการที่นั่ง ฟังบรรดาสมาชิกที่อภิปรายนั้นฟังด้วยความตั้งใจ เพราะฉะนั้นก็ทําให้เกิดความมั่นใจว่าสิ่งที่ เป็นข้อเสนอแนะของสมาชิก ท่านกรรมาธิการก็คงจะหยิบยกนําไปสู่การปรับปรุงแก้ไข เสนออย่างแน่นอน จึงทําให้ผมกล้ารับปากกับท่านประธานในที่ประชุมว่า ถ้าหากว่าจะพึงมี การลงคะแนนเสียงที่งดออกเสียงหรือว่าไม่เห็นด้วยก็คงจะไม่ใช่นายกิตติ กิตติโชควัฒนา
ท่านประธานครับ เมื่อเช้าผมฟังจากการอภิปรายที่เกี่ยวข้องกับ การประชาสัมพันธ์นั้น จะเห็นได้ว่างบต่าง ๆ มันถูกใช้ไปในทางที่ไม่ถูก ไม่ชอบ ไม่ควรถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ระหว่าง ๓๐-๗๐ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้มันทําให้ผมคิดว่าบ้านเมืองเรา มันไม่ใช่ขาดเงิน ไม่อย่างนั้นคงจะไม่ใช่มีเงินมากพอจนให้เกิดมีการโกงถึง ๓๐-๗๐ มันคงจะมี เหลือเฟือครับ และเงินมันเยอะครับ ยังมีจนถูกโกง จนขณะนี้ก็ยังมีอีกเท่าที่สดับตรับฟังจาก ข่าวต่าง ๆ ที่ออกมา แสดงว่าเงินบ้านเมืองเราไม่ขาดแคลน เครดิตเรายังดีกู้เขาก็ยังให้ แต่ในขณะเดียวกันพูดถึงเรื่องงานการที่ทํา คนที่เรามีอยู่ในระบบราชการของเราจะบอกว่า ไม่มีคนเก่ง คนกล้า มันก็ไม่ใช่ ไม่อย่างนั้นการโกงนั้นคงไม่กล้าเกิดขึ้นได้ถึงเยอะ ๆ บางโครงการยกทั้งโครงการ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ก็มีครับ ท่านประธานครับ อันนี้คือข้อมูลที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นประเด็นของการขาดงบประมาณของประเทศรวมไปตลอดจนถึงเรื่องของ การขาดคนดี ขาดคนเก่ง คนกล้า มันไม่ใช่ ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าการไม่รู้จักใช้คนให้เกิดประโยชน์ สูงสุดต่อประเทศ เพราะฉะนั้นวันนี้กรรมาธิการชุดนี้กําลังพูดถึงว่าเราจะเอาเงินสักก้อนหนึ่ง ลงไปสู่พื้นที่เพื่อใช้ให้เกิดประสิทธิภาพอย่างสูงสุดให้เกิดประโยชน์ต่อพื้นที่ เพราะฉะนั้น โครงการลักษณะอย่างนี้ ร่างอย่างนี้ ผมจึงเห็นด้วยครับท่านประธาน แต่สิ่งที่ผมอยากจะ นําเสนอเพิ่มเติมจากสิ่งที่ได้พูดมาแล้วก็คือว่าการกําหนดพื้นที่นําร่องหรือจังหวัดนําร่อง เพื่อเป็นกรณีศึกษานั้นโดยส่วนตัวผม ผมก็เห็นด้วย เพราะมันจะทําให้มองทะลุปรุโปร่งว่า แต่ละประเด็นในพื้นที่ที่เป็นปัญหานั้นมันมีอะไรบ้างที่ควรจะหยิบยกเพื่อการศึกษา เพื่อนําร่องนําไปสู่การศึกษาขยายผลเพิ่มเติม แต่สิ่งที่เป็นข้อห่วงใยของผมก็คือว่าอย่างบ้านผม จังหวัดชายแดนภาคใต้บ้านผมปัตตานี ยะลา นราธิวาส อย่างนี้เป็นต้น ผมก็อยากจะตั้ง คําถามว่าเราศึกษามานานมาเยอะเหมือนกัน ร่องไม่รู้นําจนเท่าไรกลายเป็นร่องของล้อเกวียนวัว เกวียนควายอย่างนี้เป็นต้นจนไม่รู้กี่ร่องแล้ว แต่ทําไมการนําร่องการศึกษาต่าง ๆ ในปัญหา จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่ปี ๒๔๖๖ ซึ่งล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖ ได้กําหนดหลัก รัฐประศาสโนบายมาตั้งนานนมจนถึงขนาดนี้แล้วทําไมมันยังเรื้อรังอยู่ ท่านประธานครับ ผมจําได้สมัยตอนที่ผมเป็นหัวหน้ากิ่งอําเภอสุคิริน ที่นั่นมันมีปัญหาเยอะ ปี ๒๕๒๐ ผมคิดว่าไม่ใช่เฉพาะแต่บ้านผมหรอกครับที่อื่นก็มีเหมือนกัน ทั้ง ผกค. จคม. ขจก. ผู้หลักผู้ใหญ่ส่วนกลางครับท่านประธาน เปรียบเทียบปัญหาคอมมิวนิสต์ ปัญหา โจรจีนคอมมิวนิสต์ ปัญหา ขจก. ก็คือผู้ร้ายในพื้นที่บ้านผมอย่างนี้ครับ เพื่อชี้ให้เห็นว่า การมองของผู้ใหญ่ในส่วนกลางกับพื้นที่ในอนาคตมันผิดพลาดอย่างไรที่นําไปสู่การแก้ปัญหา ที่ยืดเยื้ออย่างไม่รู้จักจบสิ้นเสียที ผู้ใหญ่บอกว่าปัญหา ผกค. จคม. เปรียบเสมือนมะเร็ง ส่วนปัญหา ขจก. ทางใต้เปรียบเสมือนโรคเรื้อน เพราะฉะนั้นพวกเราก็คงจะนึกออกว่าระหว่างโรคเรื้อน กับโรคมะเร็งอันไหนจะทําให้คนที่เป็นโรคมะเร็งหรือโรคเรื้อนตายก่อน แน่นอนครับจะต้อง เป็นโรคมะเร็ง เพราะฉะนั้นรัฐก็ทุ่มเทการแก้ปัญหาโรคมะเร็งก็คือ ผกค. กับ จคม. แต่ในที่สุดขณะนี้เป็นอย่างไรครับ ผกค. จคม. มันมาเป็นเพื่อนร่วมชาติ ร่วมพัฒนาชาติไทย ไปแล้ว แต่ ขจก. สิครับขณะนี้ถ้าไปดูแล้วผมคิดว่าเทียบกับโรคมะเร็งก็ไม่น่าจะยิ่งหย่อน ไปกว่ากัน นี่ก็คือความร้ายแรง ความผิดพลาดในการมองปัญหาพื้นที่ที่มองไม่เห็นไม่ลึกพอ มองแต่ภาพรวมของประเทศ มองแต่ภาพรวมของประเทศ มองแต่ภาพรวมของบางจังหวัด ที่ใกล้ตัว ใกล้เมือง ใกล้ตัวผู้ใหญ่ เพราะฉะนั้นปัญหานี้ผมคิดว่าในฐานะที่เรากําลังพูดถึงเรื่อง จังหวัดนําร่องต่อพื้นที่เป้าหมายน่าจะแยกส่วนต่างหากว่าในพื้นที่เฉพาะพิเศษที่มีปัญหา เฉพาะที่ยืดเยื้อยาวนานมาตั้งแต่ ปี ๒๔๖๖ ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖ ได้ทรงตราหลัก รัฐประศาสโนบายที่ใช้สําหรับข้าราชการในมณฑลปัตตานี ที่ใช้สําหรับข้าราชการ ปฏิบัติราชการในมณฑลปัตตานีนั้นข้าราชการนําไปสู่การปฏิบัติผิดพลาดอย่างไร จึงเป็นเหตุ เป็นผลให้รับสั่งของพระองค์ท่านจนถึงขณะนี้ยังไม่บรรลุภารกิจเท่าที่ควร เพราะฉะนั้น ประเด็นของผมก็คือนอกจากว่า ๕ พื้นที่ของ ๕ จังหวัดต่าง ๆ ที่พูดไปแล้วทําอย่างไร เราจะกําหนดพื้นที่ลักษณะพิเศษเป็นจังหวัดหรือเป็น ๓ จังหวัดก็แล้วแต่เพื่อแก้ปัญหา การบริหารจัดการการแก้ปัญหาของข้าราชการเฉพาะพื้นที่ตรงนั้นอย่างไร อยากจะฝากครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าปัญหาที่นี่มันไม่ใช่ปัญหาเรื่องคนไม่มีเงิน มันไม่ใช่ปัญหา ทรัพยากรธรรมชาติที่มีไม่มากพอ แต่เป็นปัญหาของข้าราชการที่ถูกส่งจากส่วนกลางที่ส่งไปแล้ว ไม่ดูแลไม่จัดการให้ดีเพียงพอ ส่งไปแล้วเพียงเพื่อให้เต็มผิดพลาดทีหลังก็ค่อยมาว่ากล่าวลงโทษ ตักเตือน ผู้ใหญ่เองก็ขาดการดูแล จริงอยู่ขณะนี้ดูแลดีขึ้นแต่เท่าที่ผมคิด ผมคิดว่ายังไม่ดีพอ แต่มันควรจะเลิกไปนานแล้ว บางสมัยก็เห็นว่ามันเรียบร้อยดีแต่ทําไมพอเรียบร้อยดีแล้ว มันจึงรุงรังตามมาอีกทีหลัง ท่านประธานครับมันมีบางตัวอย่างที่น่าเศร้าสําหรับผู้ใหญ่ ในส่วนกลางที่มองว่าเป็นพื้นที่รองรับของข้าราชการที่เลว ๆ ก็คือจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตัวอย่างมันมีอย่างเช่นยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรม มีข้าราชการระดับอธิบดี สื่อมวลชนถามครับ จ่อไมโครโฟนถามว่าท่านครับ มีข้าราชการบางคนที่มันเหลวไหล ไม่ดีอย่างโน้นไม่ดีอย่างนี้ ท่านจะจัดการอย่างไร ผมฟังจากทีวี (TV) แล้วก็ยังจําหน้าตาผู้ใหญ่ ให้สัมภาษณ์ทางทีวี (TV) ได้ครับ สื่อถามว่าท่านครับข้าราชการของเราเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ มันไม่ดีท่านจะจัดการอย่างไร ท่านอธิบดีท่านนั้นบอกว่าขอชื่อ ขอยศมา ผมจะส่งไปสุคิรินครับ สุคิรินอยู่ไหนครับ ก็คืออยู่นราธิวาสซึ่งเป็นพื้นที่ที่ล่อแหลมมีปัญหา เห็นไหมครับ อันนี้ก็คือวิสัยทัศน์ของผู้ใหญ่ที่มองการแก้ปัญหาข้าราชการที่ไม่ดี ถ้าไม่ดีก็ส่งไปที่นั่น ก็เป็นที่รวมพลของคนไม่ดี มันก็อดที่จะนึกไม่ได้ว่าเอ๊ะเป็นพื้นที่รองรับของคนประเภทไม่ดี แล้วปัญหาบ้านเมืองของเราจะแก้ตกได้อย่างไร ช่วงที่ผมเป็นรอง ผอ.ศอ.บต. ครับ มีนักการเมืองท่านหนึ่งถามผม ท่านรองนี่ผู้ใหญ่เขาส่งข้าราชการท่านหนึ่งมีปัญหายาเสพติด ถูกตั้งกรรมการสอบสวนมาอยู่ที่นี่ท่านจะแก้ปัญหาอย่างไร โอ้เสร็จเลยครับ เห็นไหมครับ อันนี้ก็คือปัญหาของผู้ใหญ่ที่มองพื้นที่ดูไร้สาระในการที่จะไปแก้ปัญหา เพียงสักแต่ว่าส่งไปให้เต็ม ผิดพลาดทีหลังค่อยไปแก้เอา ลงโทษเอา ผมคิดว่าอย่างนี้มันน่าจะเป็นเหตุให้เกิดปัญหา ถ้าเป็นอย่างนี้อีกก็คงจะแย่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะนําเสนอนอกจากพื้นที่ทั้งห้าแล้วนี่ เป็นไปได้หรือไม่กําหนดพื้นที่พิเศษอีก ๑ พื้นที่เพื่อเป็นการศึกษานําร่องเกี่ยวข้องกับ การประพฤติปฏิบัติของข้าราชการเป็นการเฉพาะ เพราะที่นั่นเป็นปัญหาข้าราชการเฉพาะที่ถูก ส่งไปอยู่ ที่อยู่มันไม่ดีพออย่างไร จะเติมเต็มจะจัดการอย่างไร เรื่องงบประมาณผมคิดว่าไม่ใช่ เป็นตัวปัญหา ระเบียบแบบแผนต่าง ๆ ไม่ใช่เป็นตัวปัญหา เพียงแต่ว่าเราไม่จัดการให้ เข้มงวดกวดขันเท่าที่ควร หลายครั้งเยอะแยะที่มีปัญหาแล้วส่งไป ส่งกลับ ๆ แล้วส่งไปอีก หมายความว่าอย่างไร ก็คือการหย่อนยานของการปฏิบัติหน้าที่ราชการ มันไม่ใช่เรื่อง ระเบียบที่ไม่ดี ก็ขออนุญาตนําเสนอเพิ่มเติมในส่วนนี้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณมากครับ มีท่านสมาชิกที่ประสงค์จะตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมเห็นว่า เป็นประโยชน์ ก็คือท่าน พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนที่ปรึกษา สบ ๑๐ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ขอเชิญครับ
พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน ผม พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ที่ปรึกษา สบ ๑๐ สมาชิกลําดับที่ ๑๗๖ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณทางท่านกรรมาธิการที่ได้ เสนอรายงานเรื่องนี้ขึ้นมา ซึ่งผมพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นรายงานที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนา จังหวัดแล้วก็พัฒนาประเทศของเราอย่างมากครับ ผมจึงขอสนับสนุนอย่างเต็มที่เลยนะครับ แล้วก็ขอนําประสบการณ์ที่ทํางานอยู่ในพื้นที่มาสนับสนุนข้อเสนอของท่าน แล้วก็มี ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมดังต่อไปนี้ ในรายงานของท่านในส่วนที่ ๖ หน้า ๗๔ และหน้า ๗๕ ข้อ ๖.๔ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อก่อให้เกิดความสําเร็จของท่าน ข้อ ๖.๔.๑ ท่านมี การกําหนดว่ามีการทําแผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดที่ตอบสนองกับความต้องการของ ประชาชน แล้วก็มีรายละเอียดที่เชื่อมโยงจากบนลงล่าง และจากล่างขึ้นบนตรงนี้ทําให้ ยุทธศาสตร์ของชาติ แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนพัฒนากลุ่มจังหวัด และแผนพัฒนาจังหวัด รวมทั้งแผนพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและแผนพัฒนาชุมชน หมู่บ้านนี้ได้เกิดมีการนํามาสอดประสานกันในการจัดทําแผน ซึ่งแต่เดิมนั้นไม่ว่าแต่เดิมครับ ปัจจุบันนี้แหละครับผมได้มีการไปบรรยายให้กับสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทยหลายครั้ง หลายคราวหลายจังหวัดทุกภูมิภาคนะครับ ท่านทราบไหมว่าการปกครองท้องถิ่นทั้ง อบต. และทั้งเทศบาล ไม่ทราบเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี เรื่องที่เรารู้กันอยู่ในสภานี้แหละครับ เขาไม่ทราบ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นจุดอันหนึ่งว่าการจัดทําแผนพัฒนาการปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น เขาลืมหรือว่าเขาไม่ได้นํายุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีมาเป็นหลักในการจัดทําเท่าที่ควร แต่จากการที่ท่านเสนอครั้งนี้จะทําให้ต่อไปนี้มีการสอดประสานกันทั้งจากบนลงล่างคือจาก ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนพัฒนากลุ่มจังหวัดและ แผนพัฒนาจังหวัด จากล่างขึ้นบนก็คือแผนพัฒนาชุมชน แผนพัฒนาหมู่บ้าน แผนพัฒนา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็จะเข้าไปสู่เป็นแผนพัฒนาจังหวัดซึ่งเป็นการบูรณาการ เชื่อมโยงอย่างแท้จริง อันนี้จะเกิดประโยชน์ก็คือว่าในอดีตที่ผ่านมานั้นภาครัฐจากส่วนกลาง จัดสรรงบประมาณไปให้ประชาชนในสิ่งที่ประชาชนไม่ต้องการ แต่ในทางตรงกันข้ามสิ่งที่ ประชาชนต้องการกลับไม่มีงบประมาณให้ แต่การเสนอของท่านครั้งนี้จะแก้ไขปัญหา ในเรื่องนี้ได้ครับ ต่อไปนี้ประชาชนได้ในสิ่งที่ประชาชนต้องการและภาครัฐจัดสรรงบประมาณ ให้ในสิ่งที่ประชาชนต้องการก็จะเกิดประสิทธิภาพและป้องกันการรั่วไหลและป้องกันการที่มี งบประมาณมาเพื่อผลประโยชน์ของบรรดานักการเมืองบางท่าน หรือบรรดาบุคคลบางกลุ่มนั้น จะเกิดไม่ได้ถ้าเป็นลักษณะนี้ครับ
ประการที่ ๒ ในข้อเสนอของท่าน ข้อ ๖.๔.๒ จะทําให้เกิดการบูรณาการ ในการจัดทําแผนพัฒนา ซึ่งแต่เดิมนั้นผู้ใหญ่บ้าน กํานันกับสมาชิก อบต. กับนายก อบต. เป็นคนละกลุ่มคนละพวกกันครับ มีน้อยแห่งนักที่เป็นกลุ่มเดียวกัน รวมทั้งสมาชิกสภาเทศบาล นายกเทศมนตรีก็คนละกลุ่มคนละพวกกับกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน แต่การที่ท่านทําครั้งนี้จะทําให้ กลุ่มที่ไม่เคยคุยกัน กลุ่มที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน อยู่ในชุมชนเดียวกันแต่เป็นคนละพวก เป็นความแตกแยกในชุมชนมารวมตัวกันโดยยึดพื้นที่ของตัวเองเป็นหลักและร่วมกันพัฒนาพื้นที่ ของตัวเองเป็นประโยชน์อย่างมาก เป็นการสมานรอยแตกประสานรอยร้าวของชุมชนครับ
ประการที่ ๒ ในอดีตที่ผ่านมา อบต. หรือว่าเทศบาลกับทางฝ่ายนายอําเภอ อาจจะไม่ค่อยสอดประสานกันนักในการทํางาน หรือในการจัดทํางบประมาณ หรือในการ จัดทําแผนพัฒนาในระดับตําบล ในระดับอําเภอ เพราะอดีตกํานันกับนายก อบต. ก็มักจะ ไม่ค่อยถูกกัน วันนี้เขาต้องมาอยู่ด้วยกันแล้วครับ อดีตนายอําเภอก็ไม่สามารถที่จะไปกํากับดูแล การปกครองท้องถิ่นได้มากนักเพราะการปกครองท้องถิ่นเขาถือว่านายอําเภอไม่ใช่ ผู้บังคับบัญชาเขา แต่ต่อไปนี้ร่วมกันทํางานครับ แล้วก็ที่สําคัญภายใต้การดําเนินการของ ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือซีอีโอ (CEO) จังหวัดนั้นก็จะทําให้เกิดการบูรณาการในการจัดทํา แผนพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ
ในข้อ ๖.๔.๓ ที่ท่านเสนอมานั้นจะทําให้การบริหารราชการจัดทําแผนพัฒนา จังหวัดนั้นทําให้เกิดเป็นเอกภาพ ในอดีตที่ผ่านมานั้นท่านผู้ว่าราชการจังหวัดท่านมี แนวนโยบายในภาพรวมที่จะพัฒนาจังหวัดแต่ท่านก็ไม่สามารถที่จะไปคอนวินซ์ (Convince) ให้การปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นดําเนินการตามแนวนโยบายของจังหวัดได้มากนัก เพราะการปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่งก็มีความคิดเป็นเอกภาพของตัวเอง มีนายก เป็นหลัก มีสภาเป็นองค์ประกอบ ทําทุกสิ่งทุกอย่างก็ได้รับอนุมัติจากสภาถ้าสภาไม่เห็นด้วย ก็ทําไม่ได้ เพราะฉะนั้นในอดีตที่ผ่านมาท่านผู้ว่าราชการจังหวัดจึงไม่สามารถที่จะบริหาร จัดการพัฒนาจังหวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะติดขัดในเรื่องของการเป็นเอกภาพครับ ในเรื่องนี้ในรายงานของท่านจะทําให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดมีเอกภาพในการพัฒนาจังหวัด มากยิ่งขึ้น และต่อไปนี้ถ้าจังหวัดใดไม่พัฒนาไม่ขับเคลื่อนก็มีเจ้าภาพรับผิดชอบก็คือ ผู้ว่าราชการจังหวัดอย่างแท้จริง ในอดีตที่ผ่านมาจะไปลงโทษท่านผู้ว่าราชการจังหวัดก็ไม่ได้ เพราะเปรียบเสมือนยักษ์ไม่มีกระบอง ไม่มีอํานาจนะครับ เป็นเพียงแค่ผู้ประสานงาน เพราะฉะนั้นต่อไปนี้มีอํานาจ มีงบประมาณในมือ มีแผนพัฒนาก็จะทําให้การบริหาร การพัฒนาจังหวัดเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แล้วก็ที่สําคัญเมื่อมีการบริหาร การจัดทําแผนพัฒนาจังหวัดจะทําให้สอดคล้องและสนองกับความต้องการของประชาชน ในพื้นที่ได้อย่างดียิ่งขึ้นนะครับ
และประการสุดท้ายข้อที่ ๖.๔.๔ ที่ท่านเสนอบูรณาการงบประมาณของจังหวัด และกลุ่มจังหวัด อันนี้เป็นเรื่องสําคัญครับ ในอดีตที่ผ่านมานั้นการจัดทําพัฒนา บางทีพัฒนา จังหวัดเดียวไม่ได้ เช่น โครงข่ายการคมนาคม การพัฒนาแหล่งน้ํา หรือการพัฒนาเขต อุตสาหกรรม หรือเขตส่งออก หรือว่าเขตการท่องเที่ยว บางทีเราต้องพัฒนาเป็นกลุ่มจังหวัด เป็นคลัสเตอร์ (Cluster) ทีนี้การพัฒนาเป็นคลัสเตอร์ (Cluster) ก็ต้องมีการบูรณาการ งบประมาณเป็นคลัสเตอร์ (Cluster) เพราะฉะนั้นตรงนี้จะเป็นเครื่องมือที่จะทําให้การพัฒนา เป็นแบบคลัสเตอร์ (Cluster) นั้นเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ แล้วข้อที่สําคัญ ใน (๓) ท่านบอกไว้ว่าจังหวัดมีอํานาจในการบูรณาการงบประมาณจากทุกส่วนราชการและ หน่วยงานของรัฐครับ ตรงนี้ผมอยากจะนําเสนอท่านไปพิจารณาว่าเพิ่มคําว่าองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นไปอีกสักวลีหนึ่งได้ไหมครับ จะได้ครอบคลุมยิ่งขึ้นนะครับ ที่มีงบประมาณ ในการลงพื้นที่จังหวัดให้สอดคล้องกับการแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ของจังหวัดครับ
และข้อสุดท้ายที่ท่านเสนอก็คือแก้กฎหมาย กฎ ระเบียบ การบริหาร งบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้บูรณาการสนับสนุนการพัฒนาจังหวัดอันนี้ เป็นเรื่องสําคัญและเรื่องจําเป็นครับ เพราะฉะนั้นแล้วการปกครองส่วนท้องถิ่นก็จะไม่ฟัง ในเรื่องแผนพัฒนาจังหวัดครับ แต่ถ้ามีกฎหมายบังคับเขาจะทําอะไรก็ตามก็ต้องเป็นไปตาม แผนพัฒนาจังหวัด และตรงนี้จะมีผลพลอยได้จากเรื่องนี้ก็คือว่าในอดีตที่ผ่านมางบประมาณ รั่วไหล การใช้งบประมาณอย่างไม่มีประสิทธิภาพเกิดที่การปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่ง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าไม่ได้มีแผนพัฒนาจังหวัดควบคุมหรือไม่ได้มีการบูรณาการในการจัดทํา แผนพัฒนา ทําให้ผู้นําการปกครองส่วนท้องถิ่นบางคนที่หวังที่จะมีผลประโยชน์จาก งบประมาณ ก็เบี่ยงเบนงบประมาณไปทําในสิ่งที่ตัวเองจะได้รับผลประโยชน์ ตรงนี้ก็จะเกิด ความเสียหายทั้งในเรื่องของการใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่าและเกิดความเสียหายในเรื่องของ การใช้งบประมาณไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยนั่นเอง แต่ถ้าเป็นกรณีนี้แล้วมีผู้ว่าราชการจังหวัด มีคณะกรรมการเข้าไปได้ร่วมช่วยพิจารณา จะทําให้การใช้งบประมาณนั้นเป็นไปอย่าง มีประสิทธิภาพแล้วก็มีประสิทธิผลอย่างเป็นรูปธรรมครับ ขอขอบคุณครับ
ต่อไปขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการได้ตอบชี้แจงนะครับ
ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ ในนามของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหาร ราชการแผ่นดินต้องขอบคุณท่านประธานและท่านสมาชิกทุกท่านนะครับ ที่ให้กําลังใจกับ กรรมาธิการอย่างมาก ข้อสังเกตของหลายท่านเป็นประโยชน์อย่างยิ่งนะครับ กราบเรียนสั้น ๆ เท่านั้นนะครับ เพราะไม่กล้ารบกวนเวลาของท่านเกินสมควรนะครับ ท่านที่พูดถึงว่า ให้พัฒนากลไกที่มีอยู่ท่านที่ ๑ ที่ ๒ ความจริงก็เป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว เราจะไปเขียนให้ชัดยิ่งขึ้น อีกท่านหนึ่งพูดถึงว่าการนํานโยบายปฏิบัติกรุณาให้ตัวอย่างมาและยกตัวอย่างคลองหอยโข่งนั้น เป็นตัวอย่างที่ดี ถัดไปหลายท่านเลยพูดถึงเรื่องว่าพยายามสร้างกลไกในแนวนอน การมีส่วนร่วมของประชาชน การให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมแล้วก็ประชารัฐโดยเฉพาะทางชุมชน มีหลายท่านที่พูดถึงอย่างท่านที่ ๑ ท่าน ท่านที่ ๓ ท่านที่ ๔ ท่านที่ ๕ ท่านที่ ๖ ท่านที่ ๗ ท่านที่ ๙ ท่านที่ ๑๐ ท่านที่ ๑๑ ตรงนี้ทุกท่านให้ความสนใจอย่างมาก และพูดถึงเรื่องบูรณาการหรือ อินทิเกรต (integrate) แล้วก็ได้มีการเสนอถึงเรื่องคอลลาบอเรทิฟ (Collaborative) คอลลาบอเรทิฟ (Collaborative) ผมเคยแปลความหมายว่าร่วมแรงร่วมใจซึ่งอาจจะ สอดคล้องกับเรื่องสอดประสานแต่ว่าทําให้ข้อความตรงนี้ชัดเจนขึ้น คอลลาบอเรทิฟ (Collaborative) หรือคอลลาบอเรทิฟ (Collaboration) ในเรื่องของประสิทธิภาพ การบริหารงานโดยเฉพาะงานบริหารบุคคลท่านที่ ๕ พูดถึงนะครับ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง ของเรื่องของประสิทธิภาพอยู่แล้ว เป้าหมายของเราที่จะเขียนไว้ในตรงนี้ อีกท่านหนึ่งพูดถึง เรื่องแก้วัฒนธรรมองค์กร ยึดมั่น ถือมั่น ตรงนี้ถ้าสมมุติว่าเราสามารถให้ทุกส่วนเข้ามาร่วม โดยใช้คอลลาบอเรทิฟ (Collaboration) ตรงนั้นว่าร่วมแรง ร่วมใจก็จะแก้ปัญหาตรงนี้ ได้ส่วนหนึ่ง อีกท่านหนึ่งพูดถึงปฏิรูประบบสหกรณ์ อีกท่านหนึ่งพูดถึงเรื่องของว่าอยากให้ลองทําจังหวัดอื่น เรากําหนดไว้แล้วเวลาที่เหลืออยู่ เราจะศึกษาอีก ๕ จังหวัด ก็คือ ยโสธร พิษณุโลก เพราะว่าพิษณุโลกนี้เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพ เป็นอีสต์เวสต์คอร์ริดอร์ (East-West Corridor) อย่างที่ท่านทราบนะครับ ทางเมืองกาญจน์ เราจะศึกษาเพราะว่าเชื่อมไปลงสู่ทวาย สระแก้วเราจะศึกษาลงไปที่ว่าเป็นเขตเศรษฐกิจ พิเศษและพัทลุงเพราะว่าจังหวัดทางชายแดนภาคใต้ใกล้เคียงกับท่านเมื่อกี้ที่พูดถึงว่าใน ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เราไม่เลือก ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยตรงเพราะว่า ศอ.บต. เขามีรูปแบบในการบริหารของเขาแต่เราก็จะเอาแบบใกล้ ๆ อีกท่านหนึ่งที่พูดถึงเรื่องข้อมูลนี้ ที่เป็นประโยชน์เห็นด้วยนะครับ อนุกรรมาธิการชุดที่ ๑ ของเรานี้กําลังศึกษาเรื่องจิน (GIN) จิน (GIN) คือกัฟเวิร์นเมนต์ อินฟอร์เมชัน เน็ตเวิร์ก (Government Information Network) มีอยู่แต่ว่าไม่ประสบความสําเร็จเท่าที่ควร ฉะนั้นอนุกรรมาธิการชุดที่ ๓ นี้กําลัง ดําเนินการศึกษาเรื่องนี้อยู่ ขอบคุณอย่างยิ่งที่ว่าสอดคล้องกับสิ่งที่เราพยายามจะทําอยู่ อีกท่านหนึ่งเสนอเรื่องงบประมาณจังหวัดไม่น้อยกว่า ๕ เปอร์เซ็นต์ เรื่องนี้ในสมัย สปช. เราศึกษาอยู่นะครับ และข้อมูลตรงนี้เราส่งไปที่รัฐบาลแล้ว แล้วก็ร่างพระราชบัญญัติวิธีการ งบประมาณตอนนี้อยู่ที่กฤษฎีกา ทราบมาว่าก็พิจารณาไปได้เยอะแล้ว อีกเรื่องหนึ่งท่านเฉลิมชัย ขออนุญาตที่เอ่ยนามท่าน ท่านพูดถึงระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีกับพระราชกฤษฎีกา การบริหารจังหวัดและกลุ่มจังหวัด โดยหลักการเห็นด้วยนะครับ เพราะว่าตัวพระราชกฤษฎีกานั้น ก็ออกโดยอาศัยอํานาจของพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ปี ๒๕๓๔ ฉะนั้น ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีที่เราจะเสนอนี้ก็ต้องอาศัยอํานาจระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน เหมือนกัน มาตรา ๑๑ (๘) อย่างที่ท่านทั้งหลายทราบอยู่ แต่ทีนี้เบื้องต้นว่าตอนนี้เราอาจจะ ต้องออกไปเป็นสํานักนายกรัฐมนตรีก่อน แล้วก็ท่านคงจําได้ว่าอนุกรรมาธิการชุดที่ ๓ ของเรา ขณะนี้กําลังศึกษาในเรื่องของกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินเพื่อรองรับ การปฏิรูปประเทศ ฉะนั้นอาจจะไปเสนอตรงนั้นได้อีกด้วย และที่สําคัญก็คือว่าทั้งตัว พระราชกฤษฎีกาที่เรียนแล้วก็ตัวระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีนี้หน่วยงานที่รับผิดชอบก็คือ ก.พ.ร. ด้วยกัน ฉะนั้นตรงนี้ก็จะรับไปดูนะครับ ขอบคุณอีกครั้งที่ท่านทั้งหลายได้กรุณา ให้ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งนะครับ เราจะรับไปพิจารณานะครับและรับไปดําเนินการ ขอบพระคุณครับที่ได้กรุณาให้ข้อแนะนําและให้กําลังใจกับพวกเรา ขอบพระคุณครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงานเรื่องการบริหารจัดการของจังหวัด ที่มุ่งหวังผลสัมฤทธิ์โดยยึดพื้นที่เป็นหลักหรือแอเรียเบสแอปโพรช (Area-based Approach) แล้วนะครับ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ท่านปลัดมนูค่อย ๆ เดินไม่ต้องวิ่งก็ได้ครับ ยังมีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิ แสดงตนไหมครับ รอท่านสมาชิกอีก ๒ ท่านกําลังลงลิฟต์มานะครับ โทรฮอตไลน์ (Hotline) มาแจ้งเลยว่าจะมาขอใช้สิทธิแสดงตน ฝากท่านประธานเรื่องรายงานดังกล่าวเพราะว่า เป็นการปฏิรูปที่สําคัญยิ่งเลยนะครับ การมีกลไกไปถึงระดับตําบลกับอําเภอและจังหวัด เพียงแต่ว่าตัวประธานความจริงถ้าเป็นได้ส่วนราชการน่าจะเป็นซีเครตแทเรียต (Secretariat) หรือเป็นกรรมการและเลขานุการ เช่นนายอําเภอเป็นต้น ถ้ามีผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธาน อันนี้ผมคิดว่าแผนมันจะไม่ใช่แผน ราชการแบบแต่ก่อน ไม่อย่างนั้นการโดมิเนต (Dominate) มันก็เกิดขึ้นเหมือนแต่ก่อน ๒. ก็คือกรรมการจังหวัดเดิมซึ่งเป็นโครงสร้างของปัจจุบันที่ใช้มายาวนานก็มีการประชุม ทุกเดือนอยู่แล้ว จะสอดรับการยอมรับแผนที่มาจากโครงสร้างใหม่ได้อย่างไร การยอมรับแผน เพราะมันหมายถึงงบประมาณนี่ มีแผนงาน มีโครงการ แต่ไม่มีงบก็ลําบาก ก็ได้คุยกับ ท่านรองวลัยรัตน์ในเรื่องของงบประมาณเหมือนกันว่าในระดับแอเรียเบส (Area-based) จริง ๆ นี่ในประสบการณ์ที่ผมและท่านรองทํามาและได้เห็นก็คือว่าตัวงบประมาณมาเป็นแท่ง ภูมิภาคเขาก็ไปแท่งหนึ่ง จากส่วนกลางจากกรมเขาก็ไปแท่งลงไป ของจังหวัดเขาก็ไปลงไป ทางผู้ว่าราชการจังหวัด ท้องถิ่นเขาก็ไป มันก็เลยกลายเป็นว่าเงิน ๓ แท่ง แผนงานโครงการ ก็ ๓ แท่ง อันนี้จะตอบโจทย์ได้ แต่หัวใจคือจะทําอย่างไรให้แผนงานโครงการและงบนี่ มันอินทิเกรต (Integrate) กันได้ ลงไปในแอเรียเบส (Area-based) จังหวัดนี้ทั้งจังหวัด ต้องรู้เลยว่าใน ๒๐ กระทรวงนี้ลงไปเท่าไร มีแผนงานโครงการอะไร สอดคล้องกับจังหวัด หรือไม่นะครับ ยังมีสมาชิกเข้ามาอย่างต่อเนื่องนะครับ เดี๋ยวรอสักครู่หนึ่ง ใช้สิทธิแสดงตน เรียบร้อยแล้วใช่ไหมครับ ยังเข้ามาอีก ๔ ท่าน ใช้สิทธิแสดงตนเรียบร้อยทุกท่านแล้วนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๕๙ ท่าน
เป็นอันว่าครบองค์ประชุมนะครับ ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่า จะเห็นชอบกับรายงานเรื่อง การบริหารจัดการของจังหวัดที่มุ่งหวังผลสัมฤทธิ์โดยยึด พื้นที่เป็นหลัก แอเรียเบสแอปโพรช (Area-based Approach) หรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบ คณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่ง รายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปนะครับ ต่อไปเป็นการลงมติ ตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ นะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนหรือไม่ครับ
(ไม่มีสมาชิกยกมือ)
ถ้าใช้สิทธิเรียบร้อยแล้วผมขอปิดการลงคะแนนนะครับ ขอทราบผล การลงคะแนนครับ ผลของการลงคะแนนเป็นดังนี้นะครับ เห็นด้วย ๑๕๘ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ไม่มี ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี นะครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่อง การบริหารจัดการของจังหวัด ที่มุ่งหวังผลสัมฤทธิ์โดยยึดพื้นที่เป็นหลัก แอเรียเบสแอปโพรช (Area-based Approach) แล้วนะครับ จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดินแล้ว ขอขอบคุณประธานกรรมาธิการ กรรมาธิการ ตลอดจน ผู้มาชี้แจงนะครับ
ต่อไปเป็นระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ
การหารือของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีสมาชิกท่านใด ประสงค์จะขอหารือต่อที่ประชุมไหมครับ ท่านเฉลิมชัย เครืองาม เชิญครับ
ขออนุญาตท่านประธานครับ ท่านประธานครับ เข้าใจว่าเป็นอํานาจของท่านประธานจะสามารถดําเนินการให้กลับไปสู่ระบบ การถ่ายทอดการประชุมของ สปท. ได้ในวาระการประชุมพรุ่งนี้ได้เลยหรือไม่ ไม่ทราบอันนี้ เป็นอํานาจของวิป (Whip) หรือของผู้ใด เพราะว่าตอนนี้ทีวี (TV) วิทยุโทรทัศน์ทั่วไปตอนนี้ ก็ถ่ายทอดในรายการตามปกติ ยกเว้นว่าเมื่อตัดเข้าสู่โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจก็เป็น การเป็นไปตามระบบของเขา ขออนุญาตหารือท่านประธาน เพราะว่าประชาชนเขาสนใจที่จะฟัง สิ่งที่เราประชุมกันมีประโยชน์สาระไม่ใช่เป็นบันเทิงอะไร เพราะฉะนั้นคงไม่น่าจะมีปัญหา อะไรทั้งสิ้น
จะนําข้อหารือท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย ไปหารือท่านประธานอีกครั้งนะครับ มีท่านสมาชิกจะหารือประเด็นอื่นไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกยกมือ)
ถ้าไม่มีก็ไปสู่วาระสุดท้าย วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้ว ผมขอขอบคุณสมาชิกและกรรมาธิการตลอดจนผู้มาชี้แจงและเจ้าหน้าที่ที่มาร่วมประชุม โดยพร้อมเพรียงครับ ขอปิดประชุมครับ