อลงกรณ์ เปิดเวทีถอดบทเรียนพื้นที่ หนุนปรับนโยบายตามบริบทท้องถิ่ง

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๕ · ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๙

อลงกรณ์ พลบุตร หารือประเด็นการปรับโครงสร้างการบริหารราชการส่วนภูมิภาคให้สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของแต่ละพื้นที่ โดยเน้นความแตกต่างด้านธรรมชาติ วัฒนธรรม และความต้องการของชุมชน พร้อมเสนอแนวทางพัฒนาที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืนและการพัฒนาประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมผ่านการบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นกับทฤษฎีสมัยใหม่ และเรียกร้องให้มีการเปิดพื้นที่รับฟังเสียงประชาชนและภาคสังคมอย่างจริงจังเพื่อแก้ปัญหาที่ตรงจุดมากขึ้น

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก อดีตรองผู้บัญชาการ ตํารวจแห่งชาติ ขอเชิญครับ

พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก : ขออนุญาต กระผม พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๒๔ กราบขอบคุณ ท่านประธานนะครับและคณะกรรมาธิการ สําหรับสิ่งที่ผมจะนําเสนอต่อไปนี้นะครับก็คงเป็น ส่วนหนึ่งที่ได้เรียนรู้ร่วมกันในห้องหรือในห้องประชุมแห่งนี้จากที่คณะกรรมาธิการได้พูดและ นําเสนอเมื่อสักครู่นี้นะครับ รวมทั้งเพื่อน พี่ ๆ สมาชิกที่ได้อภิปรายนะครับ ท่านประธาน และท่านกรรมาธิการครับ ผมเองก็หลังจากเกษียณตํารวจแล้วส่วนหนึ่งผมก็ไปจุ่มตัว จุ่มตัวคือ ขออนุญาตภาษาอังกฤษบางคนที่ท่านได้ทําการบ้านเยอะคือไซต์ซีอิง (Sightseeing) ไปดู ๕ จังหวัดเพื่อถอดบทเรียนมานั้น ผมก็ไปจุ่มตัวคือกินนอนอยู่กับคนในท้องถิ่นนะครับ จุ่มตัวก็คือการแอ็บซอร์บ (Absorb) แบบว่าเขากินอะไรมื้อนี้และเขาพูดอะไร ญี่ปุ่นใช้โฟกัสกรุ๊ป (Focus group) แต่ผมไม่ใช้โฟกัสกรุ๊ป (Focus group) ผมก็ไปอยู่ใต้ถุนบ้านนะครับ และว่า ลุงต้องการอะไร ป้าต้องการอะไร ขออนุญาตท่านประธานครับ กรรมาธิการครับ มี ๓ ข้อ ที่ผมได้ยินมานะครับผมก็ได้ยินแบบเบา ๆ แต่ว่าผมคิดในใจตั้งแต่ผมเรียนมาจบจาก เตรียมทหาร จบโรงเรียนนายร้อยตํารวจ เรียนปริญญาโทการปกครองจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรียนปริญญาเอกเกี่ยวกับเรื่องรัฐศาสตร์ และไปต่างประเทศ ทั้งยุโรป หลายทวีปนะครับเกี่ยวกับทฤษฎีการปกครองและการบริหารราชการแผ่นดิน จะเป็นเอ็มพีเอ (M.P.A) หรืออะไรผมก็ไม่เก่งภาษาอังกฤษผมก็ไม่ค่อยทราบ แต่ผมได้ยินอยู่ ๓ ข้อ เสียงของพี่น้องประชาชนฝากบอกว่าเข้าใจเจ้าหน้าที่ของรัฐดีต้องเร่งทําโครงการนี้ให้เสร็จ เพราะเดี๋ยวท่าน อบต. นายอําเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัดจะไม่ทันเวลาฝ่ายบนกําลังเร่งรัดมา เข้าใจ ป้าเห็นใจ เข้าใจ ก็ทําไปแต่มันไม่ตรงกับน้ําที่กําลังแห้งอยู่ หรือว่าแทบจะไม่ตรงเลย ก็ปล่อย ๆ ไปก่อน ปีหน้าอาจจะตรง ก็ไม่รู้นะครับ คือไม่ตรงโพลิซี (Policy) ที่ขับเคลื่อนไปถึง อณูเล็ก ๆ มันไม่ตรงกับปัญหาความเดือดร้อนทุกอณูหรือเกือบจะไม่ถึงครึ่งนะครับ อันนี้ก็เป็นขีดจํากัดซึ่งพี่ ป้า น้า อา พี่น้องประชาชนชาวไทยเราเข้าใจว่ามันเป็นขีดจํากัด ท่านได้ยกตัวอย่างในเรื่องงบประมาณ เครื่องมือต่าง ๆ เพราะประเทศเรากําลังพัฒนามันจําเป็น แต่ที่ผมจะนําเสนออธิบายต่อไปในส่วนสั้น ๆ ต่อไปนะครับ อันนี้คือเสียงจากพี่ ป้า น้า อา เสียงประชาชน ๒. เจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกัน จะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดบอกว่า เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในแผน เช่นสมมุติตํารวจบอกว่ากําลังจะไปตั้งด่านถนนสายนี้ ๆ ผู้ว่าราชการจังหวัด บอกว่าอันนี้ไม่ได้อยู่ในแผน ขออนุญาตนะครับ พูดเล่น ๆ คือกรมทางหลวงชนบท หรือทางหลวงแผ่นดินปิดถนน ทางตํารวจทางหลวงหรือตํารวจท้องที่ต้องเปิดถนนใหม่อะไร อย่างนี้ ประชาชนก็ไม่รู้จัก อ้อมไปอีก ๕๐ กิโลเมตร หรือ ๑๐๐ กิโลเมตร โดยไม่มีอะไรนําทาง ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดก็บอกว่ามันไม่ได้อยู่ในแผน อันนี้คือจริงหรือไม่จริงผมไม่ทราบ เพราะใน ๑. เสียงจากประชาชน ๒. เจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกัน เสียงนะครับ ๓. เสียงจากภาคประชาชน ของสังคม คือบอกว่าจากบนลงล่าง จากล่างจะสู่ข้างบนบ้างได้ไหม ก็อยากให้เป็นเช่นนั้น ฝันไปนะครับ ก็อยากจะบอกว่า หรืออย่างเช่นการแก้ปัญหาที่ดีที่คณะกรรมาธิการท่านอุตส่าห์ ได้ทําถอดบทเรียนมา ใช้เวลาเยอะ ๕ จังหวัด อย่างเช่นที่ปทุมธานี ขยะ ๑. อยู่ใกล้ชุมชน เพราะเดี๋ยวนี้ปทุมธานีเป็นท้องนาจริงแต่เป็นท้องนาที่เต็มไปด้วยหมู่บ้านใหญ่ ๆ ทั้งนั้น แล้วก็ ห้างสรรพสินค้าใหญ่ ๆ จะไปลงเยอะ จะมีทางด่วน รถไฟฟ้าอะไรต่าง ๆ มันแปลงสภาพไปแล้ว ทําใหญ่ ๆ อยู่ ๒ ครั้ง ปรากฏว่าใกล้ชุมชน ชุมชนปัจจุบันและชุมชนในอากาศ คือชุมชน ในอนาคตเขาก็จะสร้างที่นี่ ๒. ใกล้แหล่งน้ําประปา เหล่านี้แม้จะเป็นข้อเท็จจริงแต่พอพูด เรื่องขยะ ความเข้าใจกับชาวบ้านนั้นอาจจะไม่เข้าใจ ทั้งที่ต่างประเทศกินนอนอยู่กับขยะ แฮปปี้ (Happy) มีความสุข สิ่งนี้ก็คือต้องไต่บันไดตั้งแต่ความรู้ขั้นพื้นฐานที่จะมีความจริงใจ ให้กับชาวบ้านอย่างใกล้ชิดจริง ๆ ก็คือ ๓ ข้อ เสียงที่เขาแค่เป็นตัวอย่าง ๑ ใน ๑๐๐ หรือเปล่า ก็ไม่ทราบที่เขาได้พูด ๆ อย่างนี้มา

ท่านประธานครับ ผมเข้าประเด็นก็คือว่าจากบทเรียน จากรายงานมีประโยชน์มาก ผมคิดว่าน่าจะเป็นเล่มที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่ผมมาเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และเป็นเล่มที่มีสาระแล้วก็ได้ขยายเวลาแล้วก็ลงไปทําจริง ดูในนี้ก็มีพี่ ๆ เพื่อน ๆ สมาชิกได้ลงไป พื้นที่เยอะ แล้วก็ใช้เวลา อุทิศเวลา ผมขอสนับสนุน แต่สิ่งที่ผมสนับสนุนนั้น ผมจะขอสนับสนุน ๔ ประการสั้น ๆ เสริมเติมเพื่อให้คณะกรรมาธิการได้ไปเพิ่มเติมพิจารณาดูนะครับ

ข้อ ๑ ในส่วนที่ผมอยากจะขอเสนอก็คือว่าปัญหาทางโครงสร้างที่ผู้นั้น หมายถึงบ้านนะครับ ตั้งแต่กุศโลบายหรือวิสัยทัศน์ของพระปิยมหาราช ท่านได้พัฒนาระบบ ราชการไทยมานะครับ แบ่งเป็นกระทรวง ทบวง กรม จนกระทั่งสร้างบ้านไปถึงระดับบ้านเล็ก มีการปกครองส่วนภูมิภาค บางครั้งส่งคนเข้มแข็งไปดูแลคนที่อ่อนแอหรือไปดูแลคนห่างไกล การคมนาคมไม่สะดวก บัดนั้นจนบัดนี้บ้านที่สร้าง เราอ่านภาษาอังกฤษมันมี ๒ อย่าง คือโฮม (Home) กับเฮาส์ (House) โฮม (Home) คือบ้านที่มีความอบอุ่นจะมุงด้วยหลังคาแฝก จะมุงด้วยหญ้าเห็นแสงดาวตอนกลางคืน เห็นแสงตะวันบนดวงอาทิตย์ แต่เฮาส์ (House) นั้น สร้างด้วยอิฐ สร้างด้วยเหล็กที่แข็งแรง แต่คนทะเลาะกันทั้งวัน มีความแตกแยกไม่ปรองดองกัน สิ่งเหล่านี้ ท่านทั้งหลายครับ ท่านประธานครับ คือเราถึงเวลาหรือยังที่จะปรับโครงสร้าง เกี่ยวกับบ้านเหล่านี้ให้มันทันสมัย ท่านกรรมาธิการท่านอุตส่าห์ไป ๕ จังหวัด จะเห็นว่าแต่ละ จังหวัดพื้นที่ไม่เหมือนกัน เราใช้สูตรเดียวกันตัดเสื้อเหมือนกันและให้ไปใส่เบอร์เดียวกัน ก็คงเป็นทฤษฎีหนึ่ง ก็คือทฤษฎีของการรูปแบบ แต่ว่าในเรื่องของความจําเป็นแต่ละพื้นที่ ธรรมชาติของพื้นที่ก็ไม่เหมือนกัน จริง ๆ เรามานั่งนึกดูธรรมชาติของพื้นที่ก็ไม่เหมือนกัน ธรรมชาติของปัญหาก็จะไม่เหมือนกัน จิตใจคนก็ต่างกัน ภาษาก็ต่างกัน ความกลมกลืน ก็ต่างกัน สิ่งเหล่านี้ก็คงจะต้อง เช่นอะไรสักอย่างหนึ่งก็คือว่า

ข้อที่ ๑ ต้องดีไซน์ (Design) ออกแบบบ้านให้คนที่อยู่เขาต้องการบ้านแบบไหน แล้วเขามีโรคอะไร มีปัญหาอะไร กับคนออกแบบบ้านต้องเก่ง ต้องออกแบบบ้านที่เก่ง ๆ นะครับ ผมยังคิดไม่ออกผมเคยนั่งฝันไปว่าผมจะออกแบบบ้านแบบไหน ก็คงประกอบด้วยอีก ๓ ข้อ ที่ผมเสนอบ้านอันนี้ก็ประกอบไปอีก ๓ ข้อ รวมทั้งหมด ๔ ข้อ

ข้อที่ ๒ กลไกแมคานิซึม (Mechanism) ที่เรากําลังทําอยู่เป็นความเชื่อมโยง คอนเนกทิวิตี (Connectivity) ความเชื่อมโยงนั้น องคาพยพนะมันมีความเชื่อมโยงหรือไม่ เพียงไร กราบขอบคุณท่านกรรมาธิการท่านได้คิดในสิ่งที่ดี ๆ มี ก.บ.ต. ก.บ.อ. ต่าง ๆ เหล่านี้ ผมก็ไม่มั่นใจนะครับว่าจากตรงนั้นเรารุกไปเอาอันนี้มันจะเหมือนนิทานอีสปหรือจะเหมือน อะไรหรือเปล่าก็ไม่ทราบ ส่วนหนึ่งพวกเราที่เป็นตํารวจส่วนหนึ่งเราทําคดีเกี่ยวกับพวก อบต. อบจ. ฆ่ากันบ้างอะไรต่าง ๆ เหล่านี้อยู่เรื่อย ๆ ทําสถิติดูเรื่องนี้จะสูง ขัดผลประโยชน์อะไรต่าง ๆ ผมเองก็ไปและผมก็ไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น มีคนมาบอกผมอะไรบอกว่าอย่างโน้นอย่างนี้ ก็เป็นลูกหลานเรา เพราะฉะนั้นตรงนี้กลไกในการที่จะให้เกิดความเชื่อมโยง ความต่อเนื่อง ตรงนี้คงต้องช่วยกันคิดต่อไปนะครับ

ข้อที่ ๓ การสร้างแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ แรงจูงใจมันซื้อไม่ได้ บังคับไม่ได้นะครับ การสร้างแรงจูงใจให้กับปัจเจกบุคคลถึงครัวเรือน ถึงหมู่บ้านถึงชุมชนจะเป็นพลังขับเคลื่อน ที่แท้จริง เป็นกุศโลบายที่เราคงได้ยินว่าระเบิดจากข้างในนะครับ แต่ที่ผมนําเสนอคงเป็น กุศโลบายที่ทําหน้าที่ขับเคลื่อนจากภายในที่โยงไปถึงอันที่ ๔ คืออันที่ ๓ เราต้องสร้าง แรงจูงใจให้ได้เพื่อให้เกิดลึกไปกว่าการที่ภาษาอังกฤษเราเรียกว่าพาร์ทิซิเพชันโมทิเวชัน (Participation Motivation) คือสร้างแรงจูงใจเป็นบันไดขั้นแรกให้ก่อนที่จะเดินไปถึงขั้นมี ส่วนร่วมครับ

และอันที่ ๔ อันสุดท้ายแล้วครับท่านประธาน เราคงฝันไปว่าเราอยากได้ ประชาธิปไตยเข้าสู่ประชาธิปไตยที่ก้าวหน้า แม้ว่าคนไทยเราต้องการสิทธิเราได้ยินหลาย ๆ คนบอกว่าหน้าที่เราอาจจะพร่องไปบ้าง แต่เราก็ต้องฝันไปสู่ประชาธิปไตยที่ก้าวหน้า ซึ่งขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษว่าการตัดสินใจร่วมกันของคนในท้องถิ่นที่มีส่วนได้ส่วนเสียจริง ๆ ภาษาอังกฤษอาจใช้คําว่าสเต๊กโฮลเดอร์ (Stakeholder) อะไรพวกนั้นนะ ผมไปทางยุโรป ช่วงหลัง ๆ ได้ไปศึกษาเรื่องนี้บางส่วน ผมได้ไปเปิดหนังสือดูก็มีเป็น ๑๐๐ ปีมาแล้วก็มีอยู่ ตัวหนึ่งก็คือตัวเรียกว่าคอลลาบอเรทิฟ ดีซิชัน เมกกิง (Collaborative Decision Making) ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ ก็คือการใช้ทฤษฎีภูมิปัญญาท้องถิ่นชาวบ้านที่อยู่เป็นปราชญ์ แต่ละสาขาที่อยู่มาเป็นร้อย ๆ ปีแล้ว ทางอีสานที่แห้งแล้ง ทางใต้ที่มีทะเลมีอะไรต่าง ๆ นี่ ทางภาคกลางที่ราบลุ่มเขามีภูมิปัญญาผสมกับทฤษฎีฝรั่งหรือทฤษฎีสมัยใหม่ผสมกันให้ได้ เป็นสัดส่วนที่ผสมเพื่อไม่ให้แต่เพียงไม่ใช่ประชาพิจารณ์ผมย้ําอย่างนี้นะไม่ใช่แค่ประชาพิจารณ์ ไปแตะ ๆ ต้องลึกลงไปอีก ต้องสูงกว่าพับบลิกเฮียริง (Public Hearing) ในยุโรปใช้เวลาจะเข้าถึง ประชาชนนี่เป็นหลายสิบปี ทําค่อยเป็นค่อยไปอย่างที่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านบอกค่อยเป็นค่อยไปนะครับ แม้แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เราเคยเห็นพระองค์ท่าน มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านไปช่วยหมู่บ้านยากจนที่เป็นขอทานนะครับ พสกนิกรที่ตามเสด็จ อาจจะสงสัยว่าทําไมท่านไม่ไปตรง ๆ เลย ไม่ไปตําบลนี้ หมู่ที่ ๓ ตําบลน้ําอะไรไม่ทราบ แต่ว่าท่านใช้บริบท ใช้แผนที่ภูมิทัศน์ศึกษารอบ ๆ ก่อนเป็นร่วมครึ่งวันว่ามีแหล่งน้ําที่ไหน มีแหล่งพืชอะไรบ้างที่เป็นพืชท้องถิ่น ต้นไม้ที่ขึ้นที่นี่ดินเป็นอย่างไร ก็คือว่าใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น กับทฤษฎีฝรั่งผสมกันนะครับ ให้ใช้หลักความอดทนโดยค่อย ๆ ก้าวสู่ความคิดริเริ่ม ร่วมคิด ตั้งแต่ริเริ่มกล่าวเบา ๆ ก็คือว่าให้เขามีส่วนเริ่มตั้งแต่เริ่มคิดด้วย สิ่งเหล่านี้ทั้ง ๔ ข้อนี้ แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ดูเป็นตัวอักษร หรือเป็นสิ่งที่ไกลนี่ แต่ผมคิดว่า สิ่งเหล่านี้เป็นจริงนะครับ จริง ๆ แล้วไม่ได้เป็นสิ่งที่ไกลเท่าไร เป็นสิ่งที่กลับปฏิภาคผกผัน กลับมาสู่ความเป็นจริงพื้นฐานของสังคมไทยที่เหมาะด้วย แล้วก็เป็นส่วนที่น่าจะทําให้เกิด ความเป็นจริงในความผาสุกของประชาชน เรียกว่าประชาชน หรือพี่น้องประชาชนเรามี ส่วนร่วมในการคิดตั้งแต่เริ่ม มีส่วนร่วมอย่างจริงจังอย่างแท้จริงครับ ขอบคุณท่านประธาน ทั้ง ๔ ข้อครับ

ต่อไปขอเชิญท่านชูชาติ อินสว่าง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ประธานชมรม สหกรณ์ภาคเกษตรแห่งประเทศไทย ขอเชิญครับ