อําพล จินดาวัฒนะ หารือถึงความจำเป็นในการปฏิรูปการบริหารราชการโดยเปลี่ยนจากการเน้นหน่วยงานกรมมาเป็นการให้พื้นที่เป็นศูนย์กลาง พร้อมผลักดันการกระจายอำนาจ ทรัพยากร และการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นอย่างแท้จริง เพื่อสร้างความเข้มแข็งและพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเสนอให้ปรับโครงสร้างการจัดสรรงบประมาณและกฎหมายให้เอื้อต่อการคืนอำนาจการจัดการทรัพยากรและบริการสาธารณะให้ชุมชน พร้อมเสริมเครื่องมือและกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ผม อําพล จินดาวัฒนะ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศครับ ผมขออนุญาต แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม ๒ ประเด็นครับ ผมคิดว่าสิ่งที่ท่านกรรมาธิการได้ทํามาเสนอนี้ ก็เป็นเรื่องสําคัญแล้วก็เป็นเรื่องที่ดีนะครับ อันนี้โดยหลักการแล้วก็เห็นด้วยและสนับสนุนนะครับ การบริหารจัดการของจังหวัดที่มุ่งผลสัมฤทธิ์โดยยึดพื้นที่เป็นหลักคือชื่อก็ชัดเจนอยู่แล้ว เป็นการเน้นพื้นที่ซึ่งเป็นทิศทางที่ผมคิดว่าถูกต้องครับ ที่ผ่านมานั้นโครงสร้างระบบราชการ เราเน้นกรมเป็นตัวตั้งไม่ได้ยึดพื้นที่นะครับ เน้นกรมหรือนิติบุคคลเป็นเจ้าของงบประมาณ เป็นเจ้าของงานทั้งหมด ผมคิดว่าทิศทางการปฏิรูปประเทศไทยเรานั้นการมุ่งสู่การเน้นพื้นที่ เป็นฐาน พื้นที่เป็นสําคัญนั้นก็คือหัวใจของการปฏิรูป ส่วนว่าเราจะทํากันอย่างไรก็ย่อมมี วิธีการต่าง ๆ มากมาย ท่านผู้อาวุโสทางการเมืองท่านได้ให้คําเสนอแนะไปแล้วนั่นก็เป็น วิธีหนึ่งนะครับมันมีหลายวิธี แต่อย่างไรก็ตามทิศทางผมคิดว่าสําคัญกว่าวิธีการ แต่เมื่อทิศทางสําคัญแล้ววิธีการก็จะเป็นความสําคัญตามมาครับ เรื่องนี้ผมขออนุญาต แสดงความเห็นเพิ่มเติมเพียง ๒ ประเด็นครับ
ประเด็นที่ ๑ ผมอยากจะขออนุญาตกราบเรียนว่าทุกท่านคงตระหนักอยู่แล้ว ว่าฐานของเจดีย์มีความสําคัญ ที่ผ่านมานั้นการพัฒนาประเทศเราอาจจะมุ่งที่ยอดของเจดีย์ องค์พระเจดีย์ ฐานนั้นก็อ่อนแอมาโดยตลอดนะครับ การที่ท่านเน้นเรื่องของพื้นที่เป็นหลักนี่ ผมคิดว่านั่นคือการเน้นฐานของพระเจดีย์หรือของพีระมิด ถ้าฐานไม่เข้มแข็ง มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ข้างบนก็ไม่เข้มแข็ง มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนไปได้ครับ ต้นไม้ที่เติบโตใหญ่งอกงามสวยงามนั้น รากสําคัญอย่างยิ่ง ถ้าเราไม่บํารุงไม่ให้ความสําคัญกับที่รากนะครับ ต้นและดอก ใบ ผล ก็อยู่ไม่ได้ครับ ผมคิดว่าเราเห็นทิศทางตรงกันครับ ผมในฐานะที่ขับเคลื่อนงานที่เน้น ชุมชนเข้มแข็งมาเป็นเวลานานพอสมควร แล้วก็ตอนที่อยู่ใน สปช. นั้นก็ขับเคลื่อนเรื่องนี้ และในขณะนี้อยู่ใน สปท. ก็ยังทําหน้าที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้อยู่ ผมคิดว่าคนที่อยู่ข้างล่างเขาก็ เรียกร้องเรื่องการกระจายบทบาทอํานาจหน้าที่และทรัพยากรไปให้เขาเพื่อเขาจะจัดการกันเอง ผมอยากใช้คําว่าจัดการกันเองนะครับ ไม่ใช่จัดการตนเอง จัดการกันเองคือไม่ทิ้งชุมชน ท้องถิ่น ส่วนราชการต่าง ๆ ให้ความสําคัญเสมอกัน เอกชนทุกภาคส่วนมาร่วมกันจัดการ พื้นที่เป็นฐาน อันนั้นคือทิศทางที่เราควรจะไปครับ
ชุมชนท้องถิ่นนั้นเป็นศูนย์กลางผมคิดว่าเราก็พูดกันเยอะ พื้นที่เป็นศูนย์กลาง ก็พูดกันเยอะครับ แต่ในความเป็นจริงนั้นก็ห่างจากความจริงเยอะมาก เพราะเราเน้นกรม เป็นตัวตั้ง เมื่อสักครู่ท่านผู้อาวุโสท่านก็พูดไปเรื่องว่าทั้งหมดที่เราคุยกันคือเรื่องการปฏิรูป ระบบงบประมาณนั่นเอง บทบาทหน้าที่ต่าง ๆ นั้นมันขึ้นอยู่กับงบประมาณ เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะขับเคลื่อนเรื่องนี้เราจะทําอย่างไรให้เป็นจริงครับ กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ นั้น ก็เหมือนเส้นด้ายแนวตั้งของเสื้อผ้ามีความสําคัญครับ มีองค์ความรู้ มีผู้คน มีบทบาทอํานาจหน้าที่ ตามกฎหมายเหมือนเส้นด้ายแนวตั้งบนลงล่าง ล่างขึ้นบนก็ยังเป็นแนวตั้งอยู่ครับ เราคงพยายาม จะผลักดันให้เกิดเส้นด้ายแนวนอนคือให้ชุมชน สังคม ภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามาถักทอให้เป็นผืนผ้า ผมคิดว่าอันนี้คือความพยายาม ท่านออกกลไกต่าง ๆ ก็เพื่อพยายามทําแบบนี้ที่เราพูดกัน ถึงประชารัฐก็คือกลไกถักทอ ผมคิดว่าเป็นแนวคิดสากลครับ การอภิบาลแบบหุ้นส่วน หรือแบบเครือข่ายต้องเกิดขึ้น ถ้าเราไม่ถักทอไม่มีทางที่จะทําให้ประเทศบ้านเมืองเข้มแข็ง มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนได้เลยครับ ทิศทางก็น่าจะเป็นแบบนี้ ท่านได้กล่าวถึงเครื่องมือต่าง ๆ หลายเครื่องมือ เช่น แผนแม่บทชุมชน เอบีซีรีเสิร์ช (ABC Research) กระบวนการเรียนรู้ ร่วมกันอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่านั่นคือตัวอย่างที่งดงามในประเทศไทยที่น่าจะมีการต่อยอด ผมได้มีประสบการณ์เรียนรู้กับเรื่องแผนเหล่านี้ เรื่องการวิจัยเหล่านี้นะครับ ผมคิดว่าเขาเน้นเรื่องการสร้างให้ชุมชนท้องถิ่นมีเครื่องมือในการทํางาน เครื่องมือในการพัฒนา และเครื่องมือในการนําไปสู่การมีงบประมาณที่ถูกที่ควรในการพัฒนา ในการปฏิรูป ขับเคลื่อนประเทศครับ การที่ท่านยกตัวอย่างเหล่านี้ไว้ก็คงเป็นตัวอย่างที่สําคัญที่จะต้อง ผลักดันให้เกิดการทํางานที่กว้างกว่านั้น ในประเด็นเหล่านี้ผมอยากจะเรียนเพิ่มเติมอีกนิดเดียว สําหรับข้อที่ ๑ ที่ว่าถ้าเรามุ่งพื้นที่เป็นฐาน ชุมชนท้องถิ่นเป็นศูนย์กลางที่แท้จริง ถ้าเราเชื่อมั่น ศักยภาพในพื้นที่ชุมชนท้องถิ่น เราก็ต้องช่วยหนุนเสริมครับ มี ๓ ข้อที่สําคัญมากสําหรับ ชุมชนท้องถิ่นจะทําให้เข้มแข็งได้อย่างไร
ข้อที่ ๑ เราต้องเพิ่มสิทธิ อํานาจ หน้าที่ บทบาท ให้ชุมชนท้องถิ่นมีมากขึ้น มันหมายถึงการปรับปรุงกฎหมายต่าง ๆ คืนอํานาจหน้าที่ให้เขาจัดการได้เองมากขึ้นครับ ทรัพยากรธรรมชาติ บริการสาธารณะต่าง ๆ ถ้าเรายังมองว่าส่วนราชการไม่ว่าราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นเป็นคนทําให้อย่างเดียวนั้น ผมคิดว่าไม่ถูก เราต้องคืนสิทธิ คืนบทบาท หน้าที่และอํานาจให้เขา ๑๐๐ กว่าปีเราดึงมาทําให้เองนานเกินไปแล้วครับ
อันที่ ๒ เราต้องเสริมศักยภาพความสามารถเขาหรือที่เรียกว่าเอ็มเพาเวอร์เมนต์ (Empowerment) เพราะเขาถูกทําให้อ่อนแอเนื่องจากว่าเราบอกว่าเราจะทําให้จนเขาก็ทํา ไม่ได้แล้วครับ ต้องสร้างเสริมความสามารถครับ และเราจะไปบอกว่าประชาชนไม่พร้อม ชุมชนท้องถิ่นไม่พร้อม เพราะเราทิ้งเขาครับ เราไม่ได้ให้เขาทํามานาน
ข้อที่ ๓ ต้องขจัดปัญหาอุปสรรคที่ทําให้ชุมชนท้องถิ่นพื้นที่จัดการกันเองได้ น้อยหรือไม่ได้ เพราะกฎหมายนั้นได้ไปตราบัญญัติให้ข้างบน หรือกรม หรือส่วนราชการ เป็นเจ้าของเรื่องเป็นผู้มีอํานาจ ยกตัวอย่างครับ กรมเจ้าท่าดูทุกลําน้ําทั่วประเทศ จริง ๆ แล้ว หลายเรื่องมันควรจะเป็นเรื่องชุมชนท้องถิ่นเขาดูแลและจัดการได้ อันนี้ผมแค่ยกตัวอย่าง เพื่อจะย้ําในประเด็นที่ ๑ ที่ผมพูดมาทั้งหมดนั้นนะครับ ทิศทางคือเรามุ่งชุมชนท้องถิ่นจริงนั้น เราต้องปรับแก้อีกมากทีเดียว ๓ ประเด็นที่ผมกราบเรียนเพิ่มสิทธิ อํานาจหน้าที่ บทบาท สร้างเสริมความสามารถของเขา เขาทําไม่ค่อยเป็นแล้วครับเดี๋ยวนี้อ่อนแอมานาน ข้อที่ ๓ ขจัดปัญหาอุปสรรค แก้ไข คืนให้เขาไปเอง
ประเด็นที่ ๒ ที่อยากกราบเรียนในเวลาที่เหลือครับท่านประธาน มาเชื่อมโยง กับรายงานของท่าน ที่ผมพูดนี้อาจจะอยู่ไกลกับรายงานของท่านนิดหนึ่ง แต่ไม่เป็นไรครับ ทิศทางเดียวกัน เรื่องเดียวกัน เป้าเดียวกัน ข้อที่ ๒ ที่อยากเรียนคือในรายงานของท่าน ท่านมุ่งปรับกลไกในการทํางานที่ระดับจังหวัด ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ผมทราบดี ผมเคยผ่าน การทํางานส่วนภูมิภาคมาเป็นสิบปีนะครับ ก็พบว่าอย่างที่ท่านเสนอก็ชัดเจน เจ้าของ งบประมาณ เจ้าของงานนั้นอยู่ที่กรม ส่งมาให้เรารู้บ้างไม่รู้บ้าง ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านก็รู้บ้างไม่รู้บ้างเพราะว่าท่านเป็นแค่ผู้ประสาน ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่เห็นใจครับ การที่มี กลุ่มจังหวัดเกิดขึ้นนั้นงบประมาณก็เพียงนิดเดียว งบประมาณส่วนใหญ่นั้นจะอยู่ในกระทรวง ทบวง กรม ท่านพยายามที่จะทําให้เกิดการมีแผนพัฒนาเพื่อจะบูรณาการงานและ งบประมาณที่จังหวัดเป็นเรื่องที่ดีครับ ผมลองเขียนสี่เหลี่ยมผืนผ้าของผมขึ้นมารูปหนึ่ง แล้วก็ มีเส้นทแยงมุมเส้นเดียว ผมคิดอันนี้เพื่อจินตนาการว่าลักษณะงานที่รัฐพึงทํามันมีตั้งแต่ยาก และเฉพาะไปจนถึงเรื่องทั่วไปจากซ้ายไปขวา มันควรจะมีการปรับเกลี่ยครับ เมื่อก่อนนี้ กระทรวง ทบวง กรมคิดทําเองทั้งหมดเลย งบประมาณก็ตั้งเองทําเอง ทั้งยาก เฉพาะ และง่าย วันนี้เราต้องให้ภูมิภาค ท้องถิ่น ชุมชน ๓ ส่วนเลยนะครับ ภูมิภาค ท้องถิ่น ชุมชน เข้ามาแบกรับงานที่ไม่ยากครับ งานที่มีความเฉพาะของพื้นที่ งานทั่วไป ถ้าผมเขียนเส้นทแยงมุม แบบนี้งบประมาณก็ต้องตามมา งบประมาณส่วนราชการ กระทรวง ทบวง กรมต้องลดลง ไปทําแต่เฉพาะสิ่งที่ควรทําที่ยากครับ ที่สลับซับซ้อน หรือเฉพาะเจาะจง พื้นที่จังหวัด ท้องถิ่น ชุมชนยังทําไม่ได้ แต่อะไรที่เขาทําได้ก็ควรจะปรับงบประมาณไปในทิศทางนั้น ไม่ว่าท่านจะมี กลไกอย่างไรผมคิดว่าทิศทางงบประมาณ ทิศทางงาน น่าจะเป็นแบบนั้นครับ ผมก็ให้กําลังใจ แล้วก็อยากจะเห็นด้วยกับท่านอย่างยิ่ง มีอันหนึ่งที่ผมขออนุญาตเพิ่มเติม ตอนอยู่ใน สปช. ผมจําได้ว่าคณะกรรมาธิการปฏิรูประบบ บริหารราชการแผ่นดินได้เสนองานใหญ่ชิ้นหนึ่งคือการปฏิรูประบบงบประมาณผมเอง ไม่ทราบว่าไปถึงไหน เผอิญพอมาฟังแล้วก็อ่านรายงานของท่านพบว่าเรื่องที่ท่านทํามันเป็น ส่วนหนึ่งของการปฏิรูประบบงบประมาณ ผมจําได้ว่าตอนที่เขาเสนอเรื่องระบบงบประมาณ ในครั้งนั้นแล้วทราบว่าตอนนี้อาจจะมีการขับเคลื่อนอยู่ในด้านบริหาร มันจะมีกลไก ทํางบประมาณที่ไม่ได้เหมือนทุกวันนี้นะครับ ทุกวันนี้ส่วนราชการเราเป็นคนตั้งงบประมาณ ก็ไปชี้แจงสํานักงบประมาณตัดเสร็จแล้วก็มาเข้าสภา เขาเสนอกลไกกลับหัวกลับหาง คืองบประมาณของส่วนราชการก็ดี ของท้องถิ่นก็ดี ของจังหวัดก็ดี ต้องไปผ่านตั้งแต่หมู่บ้าน ตําบล อําเภอ จังหวัดขึ้นมาเป็นลักษณะล่างขึ้นบน และเขาได้สร้างกระบวนการมากมาย ชัดเจนว่าจะต้องมีราชการท้องถิ่นหรือเจ้าของงบประมาณคือส่วนกลาง แล้วก็มีท้องถิ่น อปท. และมีประชาชน ในแต่ละระดับเขาเขียนไว้ชัดเจนมากว่าควรจะมีขั้นตอนอย่างไร และทําวงจรงบประมาณล่วงหน้านะครับจากล่างขึ้นบน สุดท้ายมันจะมีงบประมาณสุดท้าย ก็ออกมาที่กรมอยู่ดีครับ แต่ในกรมนี้มันจะชัดเจนว่างบประมาณที่กรมจะต้องไปที่จังหวัดไหน พื้นที่ไหน เพื่ออะไร เท่าไร มันคล้าย ๆ กับที่ท่านคิด แต่ผมคิดว่าสิ่งที่เขาคิดอันนั้นค่อนข้าง จะเห็นภาพชัดมากแล้วสิ่งที่ท่านอยากจะขยับให้จังหวัดเป็นศูนย์กลางแบบนี้มันอยู่ในส่วนนั้น เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนด้วยประสบการณ์เท่านั้นในสิ่งที่ผมได้สัมผัสนะครับ ผมไม่ทราบว่า เรื่องนี้ไปถึงไหน อย่างไร มันใกล้เคียงกันมากเลย ถ้าได้มีโอกาสผลักดันขับเคลื่อนให้เห็น การปฏิรูประบบงบประมาณ สิ่งที่ท่านเสนอนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูประบบงบประมาณ เพราะถ้าปฏิรูประบบงบประมาณไม่ได้มันก็จะเกิดประโยชน์น้อยมากที่เราจะใช้คําว่าพื้นที่ เป็นศูนย์กลางหรือเป็นฐานนะครับ สุดท้าย ท่านประธานครับ สรุปคือผมเห็นด้วยในทิศทาง ให้กําลังใจท่านนะครับ แต่ผมคิดว่าอันที่ท่านเสนอนี้ถ้าสามารถเชื่อมโยงให้มันเป็นเรื่องใหญ่ และไปถึงชุมชนท้องถิ่นและไปเชื่อมโยงกับการปฏิรูประบบงบประมาณแผ่นดินในทิศทาง ที่ควรจะเป็นคือพื้นที่ชุมชนท้องถิ่นเป็นศูนย์กลางนะครับ และให้ทุกภาคส่วนเข้ามา ร่วมบริหารจัดการด้วยกันก็จะเป็นประโยชน์กับประเทศไทย ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ