กษิต ชี้งบฯ 0.69% ไม่ชัด ถามหาความโปร่งใสการจัดสรรสู่ท้องถิ่ง

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๕ · ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๙

กษิต ภิรมย์ ตั้งข้อสังเกตการจัดสรรงบประมาณให้จังหวัดในสัดส่วน 0.69% และ 68.9% พร้อมเรียกร้องให้ชี้แจงแหล่งที่มาของงบประมาณอย่างละเอียดเพื่อความโปร่งใสและครบถ้วน ทั้งยังเน้นย้ำการบูรณาการการบริหารระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัดกับผู้บริหารท้องถิ่น โดยใช้ข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ วิเคราะห์ความต้องการของแต่ละพื้นที่อย่างเป็นระบบ เพื่อจัดสรรงบประมาณอย่างทั่วถึงและเสมอภาค พร้อมเสนอให้ถ่ายโอนอำนาจจากรัฐส่วนกลางไปสู่ท้องถิ่นตามกฎหมาย และให้ส่งผลการวิเคราะห์มายังสภาภายในหนึ่งเดือนเพื่อพิจารณาต่อไป

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. อันดับที่ ๗ ครับ ก่อนอื่นผมขอเริ่มที่ตรงตัวเลขก่อนนะครับ ๐.๖๙ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ ๖๘.๙ เปอร์เซ็นต์ที่ระบุไว้ในเอกสาร แล้วก็ทางกรรมาธิการได้กรุณาระบุด้วย ผมเข้าใจว่า ๒ ตัวเลขนี้อันแรกเป็นงบที่ให้กับบรรดาผู้ว่าราชการจังหวัดใช่หรือไม่ เฉลี่ยก็ประมาณสัก ๘๐-๑๒๐ ล้านบาท ต่อผู้ว่าราชการจังหวัด ต่อจังหวัด ส่วนอีก ๖๘.๙ เปอร์เซ็นต์นั้นก็เป็น งบรวมของหน่วยงานต่าง ๆ จากส่วนกลางที่ไปมีสํานักงานของเขาอยู่ในแต่ละจังหวัด ที่มันหายไปก็ประมาณสักเกือบ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คือเป็นงบที่กันไว้ให้กับท้องถิ่น ผ่านทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น คือให้กับ อบจ. เทศบาล แล้วก็ อบต. ผมขอเรียนถามว่าอันนี้เป็นความเข้าใจถูกต้องหรือไม่ แล้วที่จริงแล้ว เพื่อให้มันครบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จะพูดแค่ ๐.๖ เปอร์เซ็นต์ กับ ๖๘.๙ เปอร์เซ็นต์ มันคงจะ ไม่ถูกต้องนักนะครับ อันนี้ต้องพูดเสียให้ชัดว่างบมันอยู่ที่ไหนบ้าง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อยู่ในแต่ละจังหวัด แล้วก็น่าจะทําตัวเลขมาว่า ๗๖ จังหวัดไม่รวม กทม. ซึ่งมีงบประมาณ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น แต่ละจังหวัดโดยองค์รวมแล้วมีงบผ่านทางท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ผ่านทาง อบจ. หรือว่าท้องถิ่นโดยองค์รวมแล้วก็ผ่านทั้ง ๒๐ หน่วยราชการที่มีสํานักงาน ในจังหวัดแต่ละจังหวัดนั้นรวมแล้วเท่าไร โดยองค์รวม แล้วก็แต่ละจังหวัดเท่าไร ตรงนั้นก็เอางบ เราก็จะรู้ว่าในปีงบประมาณนี้ ปี ๒๕๖๐ มีเงินเท่าไรในแต่ละจังหวัดนั่นเป็นประเด็นที่ ๑

ส่วนประเด็นที่ ๒ ผมอยากจะโยงมาที่หัวข้อเรื่องของว่าการบริหารจัดการ ของจังหวัดที่มุ่งหวังผลสัมฤทธิ์โดยยึดพื้นที่เป็นหลัก มันก็มาคําถามที่ ๒ แล้วก็ใคร เป็นผู้บริหารจัดการของจังหวัด ก็มี ๒ หัวครับ หรือว่า ๒ ศีรษะ เป็นนก ๒ หัว เหมือนธงชาติ ของรัสเซียหรือว่าสัญลักษณ์ของรัสเซียก็คือด้านหนึ่งคือผู้ว่าราชการจังหวัด บวกหัวหน้า สํานักงาน จะเป็นพาณิชย์ เกษตร วัฒนธรรมอะไรที่มาจากกรุงเทพมหานครก็เป็น ๑ ครับ ๑ ข้าง หรือว่า ๑ ด้านของเหรียญ ส่วนอีกด้านหนึ่งที่มาจากประชาชนผ่านการเลือกตั้งคือ นายก อบจ. อบต. นายกเทศมนตรี ก็เป็นคู่แฝดอยู่ในต่างจังหวัดแล้วก็มีงบอยู่ในมือ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ สมมุติว่าตีออกมาเสียจังหวัดละประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านบาท ก็ต้องมาตกลงกัน เสียก่อนในการปฏิรูปประเทศไทยว่า ๒ ด้านของเหรียญนี้หรือว่านก ๒ หัวนี้จะทํางาน บูรณาการกันได้หรือไม่มันก็เป็นเรื่องความริเริ่มของท่านผู้ว่าราชการจังหวัดว่าจะเชิญ ท่านนายก อบจ. มาคุยกันสัก ๔-๕ รอบ แล้วก็เชิญนายก อบต. เชิญนายกเทศมนตรี เชิญกํานัน ผู้ใหญ่บ้านมาด้วยก็ได้ในฐานะหัวหน้าทางชุมชนแล้วก็ถามว่าเรามีเงินอยู่แค่นี้ สมมุติว่า ๕,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีโดยเฉลี่ยแล้วเราจะเอาไปทําอะไร ในเอกสารท่านใช้บอกว่า ดูอ้างอิงถึงยุโรปผมเข้าใจว่าเป็นสหภาพยุโรปและในที่ประชุมนี้ผมพูดหลายครั้ง ในสหภาพยุโรปนั้น เขามีกองทุนที่เรียกว่าดีเวลอปเมนต์ฟันด์ (Development Fund) แล้วก็ในแต่ละประเทศ สมาชิกสหภาพยุโรปเขาก็จะมีที่เรียกว่าดีเวลอปเมนต์ฟันด์ (Development Fund) คือ งบพัฒนา งบพัฒนาอันนี้เขาไปทํากับอะไรครับ เขาก็ไปทํากับเขตหรือว่าพื้นที่ที่ยังด้อยอยู่ ในจังหวัดนั้น ๆ หรือว่าในประเทศนั้น ๆ เช่นในกรณีของไทยมันก็จะต้องมีภาพรวมของ ทุกจังหวัดของประเทศไทยว่าในแต่ละจังหวัดนั้นหรือว่าในแต่ละพื้นที่จังหวัดนั้นขาดอะไร ไฟฟ้า น้ําประปา ท่อระบายน้ํา โรงพยาบาลขนาดเล็ก กลาง ย่อม สถานีตํารวจ ป้อมยาม สาธารณูปโภคทั้งหลายมันขาดอะไร แล้วก็ถามว่าในแต่ละปีนั้นสิ่งที่ขาดสามารถที่จะนําเอา งบโดยเฉลี่ยสมมุติว่า ๕,๐๐๐ ล้านบาท เอามาลงได้ไหมแล้วถ้าเป็นโครงการใหญ่โตก็ต้องมา ถามกับทางรัฐบาลกลางหรือว่าในที่สุดรัฐสภาว่าจะอนุมัติงบเพิ่มให้กับจังหวัดนั้นจังหวัดนี้ ได้มากน้อยแค่ไหนเพื่อเติมให้เต็ม เพื่อจะได้มีความทัดเทียมเสมอภาคกันทุกจังหวัดแล้วไม่มี อะไรที่จะขาดอีกต่อไปนะครับ อันนี้เป็นเรื่องที่จะต้องทํา คราวนี้จะเติมให้เต็มได้มันก็มีอีกคํา ที่อยู่ในเอกสารแล้วก็ทางกรรมาธิการได้กล่าวไว้ด้วยคือคําว่าดาต้า (Data) คือตัวเลขสถิติ แล้วมันจะยากอะไร ณ วันนี้ที่จะไปขอมาจากสํานักงานเศรษฐกิจการคลังของกระทรวงการคลัง ขอจากธนาคารชาติ แล้วก็โดยเฉพาะขอจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และคราวที่แล้วผมก็ได้พูดหลายครั้งก็ถ่ายภาพทางอากาศผ่านทางหน่วยจิสด้า (GISTDA) ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือว่ามันก็จะมีข้อมูลมากมายอยู่ที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธ.ก.ส. ก็ประมวลเอาข้อมูลเหล่านี้ลงมาสิครับ แล้วก็จะได้ดูทั้งประเทศ แล้วก็ในแต่ละจังหวัดว่า มันขาดอะไร ต้องการอะไรในพื้นที่นั้น ๆ แล้วมันก็จะมีกลุ่มชนที่ด้อยโอกาสถูกลืมหรือเปล่า มันก็พื้นที่ในที่นี้ก็คงไม่ใช่ทางกายภาพทางด้านภูมิศาสตร์ แต่มันต้องลงไปที่หมู่คนที่ยังอะไรครับ ตกหล่น ถูกลืมล้าหลังอยู่ด้วย นั่นเป็นวิธีการทํางาน แล้วไม่ต้องมาตั้งคณะกรรมการใหม่ ในระดับจังหวัด ประชารัฐอะไรพวกนี้ก็มีอยู่แล้วคือมีผู้ว่าราชการจังหวัด มีนายก อบจ. เอานั่น เป็นตัวแกน แล้วก็หน่วยงานหลักที่จะเข้ามาจากส่วนกลางก็คืออธิบดีกรมการปกครอง และอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเป็นแกนกลางที่จะต้องประสานแล้วก็เชื่อมโยงกันให้ได้ ก็เชิญสํานักงบประมาณมา เชิญสภาพัฒน์มาก็ได้ อย่าไปทําอะไรให้มันดูสลับซับซ้อน แล้วก็เวียนไป แล้วก็เพิ่มองค์กรขึ้นมาใหม่ต่าง ๆ เหล่านี้ ผมว่าเอาที่มีอยู่คือท่านผู้ว่าราชการจังหวัด นายก อบจ. ตัวเลขสถิติที่มีอยู่ใน ๔-๕ หน่วยงานที่ผมได้กล่าวถึง แล้วก็เอามาลงขัน แล้วก็เอาผลที่เขาจะทํากันมาสั่งเป็นคําสั่งไปเลยนะครับ ผ่านทางรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยว่าให้เอาผลตัวเลขดาต้า (Data) เหล่านี้ว่าขาดอะไรจะได้เติมให้เต็ม เอามาส่งให้ที่สภา สปท. ภายใน ๑ เดือนคือก่อนสิ้นปีนี้แล้วเราก็มาพิจารณาว่าจะโยงไปที่ รัฐบาล ไปที่ คสช. ไปที่ สนช. เพื่อจะอนุมัติ เพื่อเติมให้เต็มได้หรือไม่ ผมขอพูดแค่นี้ครับ ไม่อยากจะให้ไปสลับซับซ้อนอะไร แล้วผมก็ได้ยกตัวอย่างหลายครั้งว่าความต่างระหว่าง เยอรมันตะวันออกกับเยอรมันตะวันตก วันที่เขารวมประเทศกันเมื่อเกือบ ๓๐ ปีมาแล้วนี่ มันเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วของเยอรมันตะวันตกกับประเทศที่ล้าหลังแบบประเทศที่ยากจน ในทวีปแอฟริกา ในเอเชียแปซิฟิก และในแอฟริกา นั่นคือสภาพของเยอรมันตะวันออก แต่ว่า ๒๐ กว่าปีให้หลังมานี้ความเสมอเหมือนมันได้เกิดขึ้นแล้วเขาได้เติมให้เต็ม มีความทัดเทียม มีความทันสมัยเหมือนกันระหว่างเยอรมันตะวันตกกับเยอรมันตะวันออก ไม่มีความต่าง อีกแล้วครับ แค่ ๒๐ ปีเท่านั้น แล้วผมก็ได้พูดในสภานี้หลายหน ผมพูดในสภาผู้แทนราษฎร ก่อนหน้านั้น ผมได้พูดกับเจ้าหน้าที่ของสํานักงบประมาณก็หลายครั้ง แล้วก็พูดกับเจ้าหน้าที่ สภาพัฒน์ด้วย วันนี้ขอพูดอีกครั้งหนึ่งกับเพื่อน ๆ สมาชิกของ สปท. ว่ามันมีวิธีทํางาน ที่มันคล่อง สะดวกมีแบบอย่าง แล้วคนที่จะเข้ามาช่วยเขาได้มันก็จะมีสํานักงานของ สหประชาชาติเช่นยูเอ็นดีพี (UNDP) ธนาคารโลก ธนาคารพัฒนาเอเชีย เขาก็มีประสบการณ์ ที่จะมาร่วมกับเราได้มาก แล้วเขาทําอย่างนี้ง่าย ๆ แล้วก็สามารถที่จะทําได้ในช่วงปีที่จะถึง วางแผนเสียให้เรียบร้อยแล้วก็เติมให้เต็ม แล้วก็ลดความเหลื่อมล้ําระหว่างคนไทยด้วยกัน ระหว่างพื้นที่ภูมิภาคของประเทศไทยด้วยกัน ด้วยอํานาจที่มากมายมหาศาล แล้วก็ความชื่นชม แล้วก็ความเชื่อมั่นในตัวนายกรัฐมนตรีคนนี้ที่มันแทบจะไม่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ การเมืองไทยมา ๔๐-๕๐ ปีแล้ว เพราะฉะนั้นทําอะไรกันให้ง่าย ทํากันให้สะดวก ให้มันคล่องตัว ไม่ต้องมีขั้นตอนมาก ทําจากสิ่งที่มีอยู่แล้วให้มันเกิดประโยชน์และให้มันมีคําสั่งออกมา แล้วทุกคนก็ต้องเปิดใจ

ส่วนประเด็นสุดท้ายก็คือว่า ๖๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ มันก็ต้องโอนไปให้ท้องถิ่น นะสิครับ มันอยู่ในกฎหมายอยู่แล้วนี่นะว่าในที่สุดแล้วอย่างน้อยมันก็ต้องเป็น ๕๐ : ๕๐ คือ อยู่ที่หน่วยงานส่วนกลาง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็อยู่ที่ท้องถิ่น ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วผมก็ได้เคย พูดไปว่าหน่วยงานส่วนกลางจริง ๆ ที่มันควรจะอยู่ในต่างจังหวัดมันก็มีแค่กระทรวงกลาโหม กระทรวงยุติธรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อาจจะมีกระทรวง การต่างประเทศเข้ามาด้วย กระทรวงมหาดไทย นอกนั้นมันโอนไปได้หมดเลยครับงานที่เหลือ จากกระทรวง ทบวง กรม ทั้งหลายไปให้ท้องถิ่น แล้วก็ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกับนายก อบจ. ประสานกันเสีย ถ้าเผื่อยังอยากจะเก็บเป็นคู่แฝดอันนี้ ไม่อยากที่จะมีการเลือกตั้ง ผู้ว่าราชการจังหวัดก็ไม่ว่ากัน แต่ขอให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดทํางานบูรณาการเป็นหัวเดียว ใจเดียวกับท่านนายก อบจ. และเราก็จะได้ขับเคลื่อนได้ และเราจาก สปท. ก็จะได้สนับสนุน อย่างเต็มที่ให้ทุกจังหวัดมีความทัดเทียมไม่ด้อยกว่ากัน แล้วก็ไม่ห่างในความเจริญ อย่างน้อยทางด้านกายภาพจากกรุงเทพมหานคร ขอขอบคุณมากครับท่านประธาน