นิกร จํานง หารือการพัฒนาที่ควรเริ่มจากความต้องการของประชาชนโดยใช้กลไกเดิมของกระทรวงมหาดไทยแทนการสร้างโครงสร้างใหม่ เน้นการจัดทำแผนแบบมีส่วนร่วมจากล่างขึ้นบน เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่จริง พร้อมเสนอให้ใช้ข้อมูลจากการดำเนินงานจริงประเมินผลสัมฤทธิ์ของนโยบายและปรับแนวทางการทำงานระหว่างหน่วยงานให้เกิดความร่วมมืออย่างมีประสิทธิภาพ โดยยกตัวอย่างความสำเร็จจากโครงการพระราชดำริที่คลองหอยโข่งเป็นแบบอย่างของการทำงานร่วมกันอย่างมีเป้าหมายร่วมกัน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ นิกร จํานง สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗๙ ที่จริงเรื่องนี้อยู่ในความสนใจค่อนข้างมากตั้งแต่คราวที่แล้วคิดว่าจะเข้า ก็เตรียมการว่าจะได้มีการแลกเปลี่ยนความเห็นกันอยู่บ้างนะครับ แล้วก็เนื่องจากว่าผมเอง ก็ทําส่วนนี้ที่ท่านพูดถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เมื่อกี้ก็ดูแล ๕ จังหวัดบ้างอะไรบ้าง แล้วก็ไปเจอปัญหามากมายในการดําเนินการก็อยากจะมาให้ความเห็นเพิ่มเติม เพราะอยากจะเห็นการพัฒนาในส่วนนี้ โดยสรุปรวมในภาพรวมผมเห็นด้วยของหลักการ ในการพัฒนาโดยยึดพื้นที่เป็นหลักเพราะว่าไม่อย่างนั้นมันจะคลุมไปหมดแล้วก็จับเป้า ตรงไหนไม่ถูก เห็นด้วยครับ แต่มีข้อสังเกตบางประการมีข้อดีมากมายแต่ผมจะมีข้อสังเกตว่า อันแรกในการเสนอโครงสร้างเพิ่มเติมเป็นระดับตําบล อําเภอ จริง ๆ แล้วตรงนี้เราต้อง ยอมรับกันก่อนว่ามีก็ดีแต่ไม่ใช่ไม่มีแล้วทําไม่ได้ เพราะจริง ๆ แล้วในระบบที่กํานัน ผู้ใหญ่บ้านก็ดีคือระบบของกระทรวงมหาดไทยขณะนี้ต้องยอมรับว่ากลไกเดิมที่มีอยู่ ถ้าหากว่า กันจริง ๆ การรับทราบปัญหาของประชาชนก็ดีอะไรก็ดีมีอยู่แล้ว ตรงนี้เอามาเพื่อเสริม ไม่ใช่ว่าเอามา แล้วก็สร้างขึ้นมาเพื่อทดแทนในสิ่งที่ไม่มี พัฒนากลไกที่มีอยู่เดิมเท่านั้น ตรงนี้เราจะได้วัดระดับความมีอยู่ของสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาว่าเป็นอย่างไร
และข้อสุดท้ายนี้ตั้งแต่ระดับล่างขึ้นมานี้แผนที่ท่านกําหนดดูเหมือนว่าจะเป็น ลักษณะแบบกลับจากล่างขึ้นบนเป็นการให้ความสําคัญว่าไปดูพื้นที่ว่าเป็นอย่างไรมา แล้วก็ หมายถึงว่าฟังข้างล่างขึ้นมา แต่ถ้าเราดูแล้วแผนตัวนี้จะเป็นจากบนลงล่างมากกว่า เพราะว่า ถ้าเราลําดับตรงนี้ก็ได้ ลําดับข้อ ๑ ที่ท่านเสนอขึ้นมานี้ซึ่งตรงนี้จริง ๆ ถ้าเราจะมีการอ้างตรงนี้ กลไกที่มีขณะนี้จากทอปดาวน์ (Top Down) มีอยู่มากมายในระบบของเรานี้ จากล่างขึ้นบน ไม่ค่อยมี เพราะฉะนั้นที่มันเพี้ยนก็คือว่าเป้าหมายมันแม่นจากข้างบนแต่ข้างล่างไม่โดน เพราะว่าข้างล่างไม่ได้ต้องการ กลไกที่เสนอขึ้นมาตรงนี้เป็นการจัดทําความต้องการอะไร ผมเห็นด้วยเป็นอย่างมากในลักษณะเป็นบอตทอมอัป (Bottom up) ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ควรจะมี แต่ว่าเวลาดีไซน์ (Design) ออกมานี้นะครับ แผนของท่านตามระเบียบข้อ ๒๒ ตอบสนอง ยุทธศาสตร์ชาติตามรัฐบาลและราชการส่วนกลาง
ข้อ ๒ เน้นการพัฒนาจังหวัดแล้วถึงไปถึงความต้องการของพื้นที่ ยังเป็น ทอปดาวน์ (Top Down) อยู่ เพราะฉะนั้นถ้าตรงนี้เราไปบิดว่าคือผมเรียนว่าจากบนลงล่างนี้ เรามีมากมายแล้วแต่จากล่างขึ้นบนนี้ไม่ค่อยมี ก็คิดว่าถ้าเน้นตรงนี้สักหน่อยจะได้อ้างว่า เพื่อเป็นการเช็ก (Check) ความแม่นยํา ความต้องการของพื้นที่ก็จะเป็นประโยชน์อยู่ ค่อนข้างมากนะครับ แต่อย่างไรก็ตามตรงนี้น่าจะมองว่าความสัมพันธ์ระหว่างบนลงล่าง กับล่างขึ้นบน อาจจะต้องเติมหน่อยว่าที่พูดมาขณะนี้ส่วนใหญ่จะเป็นจากบนลงล่างเป็นหลัก รวมทั้งตลอดจนงบประมาณที่น่าสนใจมากขณะนี้คืองบประมาณจังหวัดซึ่งเดิมจะเป็น งบ ส.ส. แต่ตอนหลังเป็นจังหวัดได้และจะได้ไม่เท่ากัน ตรงนี้เองก็เป็นส่วนที่ดีถ้าหากว่า ได้ผลมาก ๆ ในการวัดผลตรงนี้จะนําไปสู่การเพิ่มงบประมาณส่วนนี้ซึ่งยิ่งเพิ่มก็น่าจะยิ่งดี ในความเห็นผมนะครับ มีตอนนี้ที่เราตรวจสอบประมาณ ๑๐๐ กว่าล้านบาท ๒๐๐ ล้านบาท จริง ๆ มันไม่พอ ทําอะไรเท่าไรหรอกต่อปี เพราะมันมีการกระจายออกไปเยอะ มันเป็นงบทดลอง แต่ถ้าได้ผล ตรงนี้จะเป็นส่วนสําคัญที่น่าจะสนใจ เพราะแผนที่ท่านพูดมาทั้งหมดนี่ไปตายอยู่ที่ งบประมาณหมด สาระสําคัญจะอยู่ตรงนั้นเองนะครับ ทุกเรื่องในการคิดขึ้นมา ผมก็จะย้ํา เรื่องนี้ต่อจากนี้นะครับว่ามันสําคัญอย่างไร ผมยังมองว่าตัวอย่างที่ยกขึ้นมานี่อาจจะมีปัญหา อยู่บ้าง ก็เป็นการติงเล็กน้อยเพราะว่าประเทศที่ยกขึ้นมามีลักษณะต่างจากเราเยอะในทุกมิติ เศรษฐกิจ สังคม การเมืองของเขาต่างจากเรามาก ทีนี้เรายกที่คล้าย ๆ กันในกลุ่มภูมิภาค เดียวกันตรงนี้อาจจะชัดเจนนะครับ นี่ข้ามฟากไปทางแอฟริกาบ้าง อะไรบ้าง บางทีมันต่าง พอเทียบแล้วทําให้เรางงว่าจะวัดกันอย่างไรได้เพราะต้นแบบนัยสําคัญต่าง ๆ มันต่างกัน ในหลายมิติมาก โดยสรุปเรื่องนี้เป็นแผนที่มีการกําหนดเรื่องประเด็นพื้นที่ แต่ว่ายังติดอยู่กับ ปัญหางบประมาณหรือการร่วมมือที่ท่านได้พูดแล้วเมื่อกี้ว่าไปดูที่สงขลาก็ชัดว่าของกระทรวง เกษตรและสหกรณ์เวลาจะลงไปเนื่องจากว่าเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนี่เขาเป็นคนรวม เราไปตั้งขึ้นจริง ๆ มีเฉพาะ ๕ จังหวัด ที่อื่นไม่มี คือที่ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ จริง ๆ ผมก็ไป มีส่วนตั้งขึ้นมาว่าเนื่องจากเรามีปัญหาเรื่องความมั่นคง ดังนั้นเราก็เลยใช้เกษตรและสหกรณ์ จังหวัดเป็นคนคุมแผนทั้งหมด เพราะฉะนั้นข้อมูลในตําบลของทุกกรมว่าของกระทรวง เกษตรและสหกรณ์เอง ไม่ว่าจะเป็นกรมประมง กรมปศุสัตว์อะไรต่าง ๆ จะอยู่ที่เกษตร และสหกรณ์จังหวัด ซึ่งเราพยายามจะดีไซน์ (Design) ตรงนี้ให้เป็นคนคุมเรื่องกลไกทั้งหลาย เพราะฉะนั้นถูกแล้วที่อยู่ตรงนั้น แต่อย่างไรก็ตามเวลาไปวางเขาจะถามจากตรงนี้ไปก่อน แล้วตรงนี้ไปแตกลงไปเป็นปศุสัตว์อําเภอ ปศุสัตว์จังหวัดไปรวม จริง ๆ แล้วเรามีปัญหาอยู่บ้าง ตรงที่ว่าเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ซีเขาจะเล็กกว่าเกษตรจังหวัด หมายถึงว่า โดยศักยภาพ แต่ว่าเนื่องจากเป็นนโยบายที่ออกแบบมาจากกระทรวงก็คือบังคับว่าในระบบ ข้อมูลคุณต้องอยู่ใต้เขานะ เราให้เกษตรและสหกรณ์จังหวัดเป็นคนดูแล ศูนย์ข้อมูลกลาง จะอยู่ที่นั่นนะครับ แต่ว่าโดยรวมความสัมพันธ์กับจังหวัดยังมีปัญหาอยู่จริง ๆ ตามที่ท่านว่า ซึ่งตรงนี้จะช่วยได้เยอะ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดนี่ช่วยเรื่องโน้นด้วยครับ ช่วยเรื่องจะเป็น ศูนย์กลางในเรื่องการแก้ปัญหาภัยพิบัติตามธรรมชาติทางด้านการเกษตรด้วย เขาจะเป็น คนคุมทั้งหมดถ้าสังเกตตอนนี้ ท่านกรรมาธิการบางท่านก็ดูแลมหาดไทยอยู่ซึ่งเคยเป็น อดีตปลัดกระทรวงจะเห็นว่าเดิมการประกาศความสูญเสียทางด้านเกษตรนี่เป็นมหาดไทย ประกาศ กรมป้องกัน แต่ตอนหลังเกษตรประกาศได้เองเลยเพราะว่าเป็นการรวบรวม คือดีขึ้นมาก เราคิดว่าเรื่องประชาชนเขาเดือดร้อนให้เป็นของมหาดไทย แต่ของเกษตรต้อง ประกาศให้แม่นให้ชัดไม่อย่างนั้นเวลาของบขอไว้ ๑๐ ส่วนแต่ว่าเกิดขึ้นจริงนี่แค่ ๓ ส่วนก็ผิด หรือขอไว้ ๑๐ ส่วนแต่เกิดขึ้นจริง ๒๐ ส่วนก็ผิด เพราะฉะนั้นจุดตรงนี้เกษตรและ สหกรณ์จังหวัดเป็นเงื่อนที่ถ้าอาจจะมีการพัฒนาเรื่องทางด้านการเกษตรตรงนี้ถูกแล้วที่ท่าน ไปหาข้อมูลมาเห็นด้วยนะครับ แต่ประเด็นที่สําคัญนี่สิ่งที่ไม่มีใครช่วยได้เลยก็คือเรื่อง งบประมาณยังเป็นปัญหาใหญ่มากในขณะนี้ ผมก็เลยอยากจะเสนอว่าถ้าอย่างนั้นเรามาดูกัน ว่าขณะนี้เรากําลังพูดถึงแผนความแม่นยําของแผน ความสัมฤทธิผล แต่เรามาดูว่างานที่มัน จะเกิดขึ้นจริง ๆ นี่ความสําเร็จในการอิมพลีเมนเทชัน (Implementation) หรือการทําให้ เป็นไปตามนโยบายเป็นอย่างไร แล้วของเราอยู่ตรงไหน ขออนุญาตใช้เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) สักหน่อยนะครับ อันแรกเกี่ยวกับเรื่องการนํานโยบายประสบความสําเร็จ พี ๑ (P1) ขึ้นจอได้เลยครับ อันแรกถ้าเราจะทําว่าแหล่งที่มาของนโยบาย ประเด็นที่ท่าน กําหนดขึ้นมาโดยใช้ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีนี่คือหลักการเรื่องนโยบายต้องแม่น ไม่อย่างนั้นท้องที่ไม่ทํา หมายถึงว่าพื้นที่จะไม่ทําถ้าไม่แม่น แต่ตอนนี้ถ้าเราประกาศเป็น ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยเรื่องนี้แสดงว่ามันเป็นกฎหมาย มันเป็นเหมือนมติ ครม. ตรงนี้ชัดใช้ได้ ก็คือว่าแหล่งที่มาของนโยบายออกมาเป็นข้อกําหนดตามนี้คือตามระบบ จริง ๆ ก็คือกฎหมายที่ท่านยกขึ้นมา ถือว่าเป็นข้อหนึ่งที่สําคัญในการทําให้สําเร็จ อันที่ ๒ ที่พยายามทําโดยมีการคุยกันคือความชัดเจนเรื่องนโยบายของโพลิซี (Policy) ที่ทําเรื่องนี้ การที่ท่านจะรวมขึ้นมาโดยใช้จังหวัดมารวมกันคุยอะไรคุย ในหน่วยราชการต่าง ๆ มาคุย ตรงนี้ ก็ใช่ที่จะทําให้สําเร็จก็คือเป็นข้อดีคือข้อที่ ๒ ที่จะทําให้สําเร็จได้นะครับ ความชัดเจนเคลียร์ (Clear) นะครับ การสนับสนุนนโยบายตรงนี้ยังเป็นปัญหาอยู่บ้าง ก็คือว่าจริง ๆ งานที่เรา จะไปทําในพื้นที่นี่ปัญหาก็คืออธิบดี หรือผู้ใหญ่ หรืออย่างน้อยก็ผู้ตรวจลงไปดูบ้างหรือเปล่า ตรงนี้ถ้าจําเป็นอาจจะต้องใช้ของหน่วยใครหน่วยมันช่วยลงไปดู เพราะว่าถ้าผู้ใหญ่ไม่ลงไปดู ถ้าฝ่ายสนับสนุนข้างบนไม่ลงไปดูมันจะหายไประหว่างทาง เหมือนกระซิบไปถึงคนที่ ๒๐ เป็นเรื่องอื่นไปแล้วตรงนี้อาจจําเป็น ผมไม่ทราบว่าท่านจะไป ใส่ไว้ตรงไหนในหลักการ แต่ว่าถ้าไม่มีใครตามไปกํากับดูแลจากส่วนที่คุมนโยบายจากข้างบน มันจะหายไปกับสายลมได้ตรงนี้ครับ ก็ฝากไว้ว่ามีตรงไหนในร่างบ้างที่จะอยู่ตรงนี้ นี่เป็น หลักการให้สําเร็จให้นะครับ เรื่องนี้ที่ผมบอกว่าเป็นปัญหาการจัดสรรทรัพยากร ทรัพยากร ที่ว่านี้เป็นทั้งงบประมาณแล้วก็คน ขณะนี้แผนที่เราวางกันระดับพื้นที่เป็นหลักคือเราวางจาก พื้นที่ ปัญหาก็คือว่าสํานักงบประมาณจะให้งบไหม เป็นไปตามนโยบายไหม เป็นไปตาม นโยบายของรัฐบาลไหม ถ้าไม่เข้าไม่เป็นไม่ได้ พอไม่ได้เราพยายามร่างกันดีขนาดไหน ก็ไม่เป็นผล เพราะไม่มีงบประมาณที่จะลงไปช่วยนี่ก็คือเรื่องงบประมาณซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ว่าด้วย เรื่องให้เวลาพอไหม กําลังคนพอไหม แล้วก็งบประมาณอันแรกพอไหม ตรงนี้จะเป็นตัววัดว่า จะสําเร็จหรือไม่สําเร็จ ถ้าไม่มีตรงนี้ก็ไม่ต้องไปพูดเรื่องที่เหลือเป็นไปไม่ได้
ประเด็นต่อมาก็คือการจัดสรรแล้ว สิ่งจูงใจในพื้นที่ที่บอกแล้วขณะนี้ ซึ่ง ๒ เรื่องกับเรื่องความซับซ้อนในการบริหารงาน ตรงนี้หลักการในการทําให้สําเร็จมีหลักการ อยู่ว่าใช้หน่วยให้น้อยที่สุดยิ่งหน่วยเดียวยิ่งดี แต่ที่เรากําลังออกแบบขณะนี้มันเป็นเรื่องของ พื้นที่มันใช้เป็นร้อย ๆ หน่วย พอร้อย ๆ หน่วยมันก็ไปขัดกับหลักการทํางานให้สําเร็จ เพราะว่าหลักการทํางานให้สําเร็จให้ใช้หน่วยงานโดยเฉพาะราชการให้น้อยที่สุด เราจะทํา อย่างไรกับตรงนี้ นี่ก็คือกลายเป็นว่ายิ่งไปพูล (Pool) ยิ่งไปรวมยิ่งทําให้ไม่สําเร็จได้ เพราะว่า ความเข้าใจร่วมกันต่อปัญหาร่วมกันมันจะมีปัญหาคือคําว่าบูรณาการในปัจจุบันนี้ที่พูดกันจนเบื่อ ผู้บริหารเบื่อ เพราะคําว่าบูรณาการก็คือการไม่สําเร็จเป็นการทํางานที่เฟืองมันขบเหลี่ยมกัน มันมาจากคนละทิศคนละทาง ผมก็เลยจะเสนอท่าน ๆ ว่าหลักใหม่ขณะนี้เราไม่ใช้การร่วมกัน หรืออินทิเกรชัน (Integration) เราจะมาใช้คอลลาบอเรชัน (Collaboration) ลองดูว่า ประเด็นนี้จะใช้ได้ไหมนะครับ ผมจะเสนอว่าในการทํางานพื้นที่เรื่องนี้อยากจะขอยกเอา โครงการพระราชดําริ ท่านยกที่สงขลาผมก็ยกที่สงขลาบ้างของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถที่คลองหอยโข่งเป็นแห่งแรกที่ทําเมื่อปี ๒๕๔๙ เรื่องนี้เอามาแก้ปัญหาที่เรา กําลังพูดมาทั้งหมดขณะนี้ พี ๔ (P4) ขอรูปพี ๔ (P4) ครับ โครงการในพระราชดําริคลองหอยโข่ง ขอภาพต่อไปครับ ประเด็นนี้ก็คือว่าหลักการเรื่องการร่วม ผมขอเสนอเรื่องคนที่ล้อมกันอยู่ การสอดประสานเสนอเป็นคอลลาบอเรชัน (Collaboration) หรือการสอดประสานงาน เรื่องนี้เป็นมากกว่าการบูรณาการสิ่งที่สําคัญก็คือว่ามันมีเฟืองทุกเฟือง แต่หลักการก็คือว่า ทุกคนต้องมองไปที่เป้าหมายเดียวกันก็คือตัวงานที่จะสําเร็จ หลักการคือการคอลลาบอเรชัน (Collaboration) หรือการสอดประสานนั่นเอง ประเด็นนี้ก็คือว่าในหลักการเรื่องนี้จริง ๆ แล้ว ส่วนกลางมีหลักการมาอย่างไรเหมือนของท่านที่นําเสนอขึ้นมานี้เป้าหมายเหมือนจิกซอว์ (Jigsaw) อยู่ตัวกลาง แต่รอบ ๆ คือกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ความสําเร็จก็คือต่อจิกซอว์ (Jigsaw) ตัวนี้ได้อย่างไร ต่างคนต่างถือมุม ต่างคนต่างถือ เพราะฉะนั้นภาพรวมก็คืออยู่ตรงกลาง นี่คือปัญหามาก เพราะว่าเมื่อกี้ท่านพูดว่าเกษตรเองเวลาจะทําเขาก็ต้องไปบอกของเขา แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่รู้ ส่วนที่จะวางจิกซอว์ (Jigsaw) ไม่รู้ แล้วก็ของกรมอื่นล่ะจะทํา อย่างไรต่อเรื่องเดียวกัน ผมอยากจะเรียนว่าภาพต่อไปเป็นภาพโครงการพระราชดําริจะตอบ ทุกอย่างได้ ไปต่อครับอีก ๒ รูป นี่เป็นวิธีการในการสอดประสานต้องมีการประชุม มีการคุยกัน รูปต่อไปครับนี่คือที่คลองหอยโข่ง คลองหอยโข่งเราสังเกตว่าเป็นการร่วมมือกันเป็นอย่างมาก เป็นโครงการตามพระราชดําริของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถที่คลองหอยโข่ง ที่ไปทําหลายปีแล้ว ประสบความสําเร็จมาก ตอนนี้ไปหลายแห่ง ประเด็นก็คือว่ามีมหาดไทย จะไปดูแลเรื่องพื้นที่ทั้งหมดที่คลองหอยโข่ง แล้วก็จะมีเรือนประทับเพื่อการทรงงาน เราสังเกตได้ว่าในพื้นที่ตรงนั้นเป้าหมายร่วมกันใช้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหลัก ก็มีส่วนที่เป็นน้ําให้กรมชลประทานไปขุดเพื่อทําน้ําในพื้นที่ตรงนี้ ต่อจากนั้นพื้นที่ที่ปลูกข้าวได้ ปีกหนึ่งก็ให้กรมการข้าวลงไปดูแล อีกปีกหนึ่งเลี้ยงสัตว์ก็ให้กรมปศุสัตว์ไปดู อีกส่วนหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องแปลง เรื่องเพาะชําอะไรต่าง ๆ เหล่านี้เป็นพืชผลก็ให้กรมส่งเสริม การเกษตรไปดู ประเด็นที่สําคัญก็คือว่าในงานตรงนี้นี่คือการคอลลาบอเรชัน (Collaboration) ที่สําคัญ เป้าหมายนี่คือความสําเร็จของโครงการนี้ในพระราชดําริก็คือ โครงการฟาร์มตัวอย่างนี้เป็นความสําเร็จร่วมกัน เพราะปัญหาในการทํางานร่วมกันนี่นะครับ ปัญหาก็คือว่า ๑. ถ้าจะทํางบประมาณใครเป็นคนจ่าย นี่เป็นปัญหา ทํานี่ทําได้ แต่งบประมาณใครออก เวลาทําเจ้าหน้าที่ที่ไปดูใครเป็นคนทํา แล้วถ้าสําคัญนี่ก็คือว่าถ้าสําเร็จ ใครจะเป็นคนได้หน้า นี่เป็นปัญหามากในการทํางานร่วมกันของเรา หรือถ้าไม่ประสบ ความสําเร็จใครจะเป็นคนรับผิด สิ่งเหล่านี้พอไม่ชัดการไปทํางานร่วมกันตรงนี้ก็จะเป็นปัญหา ดังนั้นโครงการในพื้นที่นี่ผมเสนอนะครับว่าอาจจะต้องใช้ลักษณะแบบนี้ก็คือว่า ผมยืนยันว่า เห็นด้วยว่าความชัดเจนของนโยบายของท่านนะเห็นด้วย เรื่องงบประมาณอาจจะต้อง ประสานกับส่วนบนเป็นอย่างมาก แต่ที่สําคัญหัวใจสําคัญในเรื่องงานพื้นที่ก็คือว่า หน่วยราชการที่ไปทําลงในพื้นที่ตรงนั้นจะทําอย่างไรให้เขาลืม ๆ กรมไปเสียบ้าง ลืม ๆ ที่กรุงเทพ ฯ ไปเสียบ้าง แล้วมาเอาเป้าหมายว่าถ้านอกจากในกรณีนี้เรามีพระบารมีคอยดูแล แต่ถ้าหากว่า ไม่มี ถ้าเป็นโครงการของรัฐที่เป็นอย่างนี้แล้วทํางานเหมือนกัน มีดาวดวงเดียวกันแล้วก็ ส่วนความสําเร็จที่อยู่ตรงกลางคือความสําเร็จร่วมกันของทุกกระทรวง ทบวง กรม ถ้าทําได้ เช่นนี้แล้วนโยบายชัด งบประมาณชัด งานในพื้นที่ชัดว่าใครทําอะไรบ้าง แล้วมีผู้ว่าราชการจังหวัด คอยดูแลอยู่ตรงนั้น ผมเชื่อว่าเรื่องงานในพื้นที่จะสําเร็จ แล้วสุดท้ายก็จะไปสู่จุดที่สําคัญก็คือ ความสําเร็จของงานนั่นก็คือผลสําเร็จที่เกิดจากงาน ผมอยากจะอัญเชิญสุดท้ายนี้นี่นะครับ พระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่ให้ไว้ในโอกาส พิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๔ มีความดังนี้ครับ “การทํางานใหญ่ทุกอย่างต้องการเวลามากกว่าจะทําได้สําเร็จ ผู้ที่เริ่ม โครงการอาจจะไม่ทัน ทําให้สําเร็จโดยตลอดด้วยตนเองก็ได้ ต้องมีผู้อื่นรับทําต่อไป ดังนั้น ไม่ควรยกเอาเรื่องใครเป็นผู้เริ่มงาน ใครเป็นผู้รับช่วงงานขึ้นมาเป็นข้อสําคัญนัก จะต้องถือ ผลสําเร็จที่จะเกิดจากงานเป็นใหญ่กว่าสิ่งอื่นใด” ก็ถือว่าตรงนี้น่าจะชัดเจนเรื่องว่าเป้าหมาย ของงานที่พระองค์ท่านมีพระราชดํารัสไว้ ผมเองอยากจะเรียนท่านประธานนิดหนึ่งว่าผมมี ปัญหามากช่วงนี้ในการอภิปรายก็อยากจะนํากระแสพระราชดํารัสเอามานําเสนอบันทึกไว้ แต่ประเด็นปัญหาก็คือขอบ่นตรงนี้เลยว่าทําไมไม่มีใครทําเรื่องนี้รวบรวมไว้ ของรัฐบาลมีอยู่ สัก ๖-๗ เรื่อง นี่เรียนท่านประธานทราบว่าจริง ๆ แล้วหลักการต่าง ๆ ที่พระองค์มี พระราชดํารัสไว้เราน่าจะเอามาใช้งานได้ทุกอย่างเลยนะครับ แต่การรวบรวมนี้โชคดีที่เมื่อกี้ ได้คุยกับท่าน สปท. พงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ท่านบอกว่าที่กระทรวงวัฒนธรรมกําลังจะรวบรวม ให้เป็นหมวดเป็นหมู่เป็นอะไร เพราะว่าขณะนี้ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทําเป็นอีบุ๊ก (e-Book) ไว้ ท่านประธานคงเห็นนะครับ แล้วก็ในของรัฐบาลก็มีอยู่บางส่วน มีการรวบรวม แต่ไม่สมบูรณ์เลย ผมนี่พยายามจะหาต้องค้นเอาเอง ต้องดูจากเว็บไซต์ (Web site) เอา เท่าที่หาได้ เพราะฉะนั้นอยากจะฝากผ่านไปยังท่านกรรมาธิการพงศ์ศักติฐ์นะครับว่า ที่ท่านกําลังจะทําอยู่จะเป็นประโยชน์มาก เพราะว่าสิ่งเหล่านี้เราสามารถใช้งานในการดูแล เรื่องประเทศของเราต่อเนื่องไป แม้ว่าพระองค์ท่านจะไม่ทรงอยู่กับพวกเราแล้วก็ตาม กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ขอบพระคุณครับ