ตระกูล มีชัย หารือปัญหาการจัดสรรงบประมาณและแผนพัฒนาจังหวัดที่ขาดการบูรณาการกับยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายรัฐบาล จนส่งผลให้การพัฒนาพื้นที่ขาดประสิทธิภาพ จึงเสนอให้มีการปฏิรูประบบบริหารจังหวัด พัฒนาฐานข้อมูล การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และการปรับกฎระเบียบเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเชิงพื้นที่อย่างบูรณาการ พร้อมผลักดันให้จังหวัดมีอำนาจในการจัดทำและบริหารงบประมาณตามแผนพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ โดยยกตัวอย่างความสำเร็จจากจังหวัดร้อยเอ็ดและแพร่เพื่อสนับสนุนการบูรณาการแก้ไขปัญหาน้ำแบบเชิงพื้นที่ร่วมระหว่างหน่วยงาน
เรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกที่เคารพ สิ่งที่การศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของการพัฒนาเชิงพื้นที่นั้น ข้อสรุปที่เป็นปัญหาของการศึกษาในพื้นที่ตัวอย่างมีข้อสรุปที่สําคัญอยู่ ๒ ประการด้วยกัน ตามแผนภาพครับ
ประเด็นแรก ในการบริหารการจัดการในเชิงพื้นที่นั้นเราพบว่าระบบการจัดสรร งบประมาณ ระบบการจัดสรรงบประมาณที่ลงในพื้นที่ในปัจจุบันนี้นั้นไม่สามารถที่จะ ตอบโจทย์ในเชิงของความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด ไม่สามารถตอบโจทย์ กับความต้องการของประชาชนได้ และสัดส่วนของงบประมาณของจังหวัดที่ได้รับนั้นห่างกับ สัดส่วนงบประมาณของประเทศมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเปรียบเทียบกับงบประมาณของ กระทรวง ทบวง กรม ที่ลงสู่จังหวัดซึ่งมีสูงถึงประมาณร้อยละ ๖๖.๘ แต่ในส่วนของ งบประมาณที่จังหวัดได้รับในเชิงยุทธศาสตร์นั้นมีเพียงแค่ร้อยละ ๐.๖๙ เท่านั้น จากปัจจัย ด้านงบประมาณตรงนี้จากการศึกษาจึงพบว่าจังหวัดไม่สามารถที่จะขับเคลื่อนการพัฒนา ในระดับพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ประเด็นปัญหา ประเด็นที่ ๒ ก็คือเป็นประเด็นปัญหาที่เกี่ยวกับเรื่องของการ จัดทําแผนพัฒนาจังหวัด แผนกลุ่มจังหวัดที่ให้มีลักษณะของการบูรณาการ จากการศึกษา กลุ่มตัวอย่างพบว่าการที่จะขับเคลื่อนการพัฒนาแบบเชิงพื้นที่ให้บรรลุผลได้นั้นแผนพัฒนา จังหวัดหรือกลุ่มจังหวัดจะต้องมีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ สอดคล้องกับแผนพัฒนา การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมทั้งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลพร้อม ๆ กับตอบสนอง ความต้องการของประชาชน ตามแนวความคิดเหล่านี้นั้นก็คือแนวความคิดที่เราอยากจะให้มี การบริหารที่เป็นไปในรูปแบบของประชารัฐ แต่ทว่าสภาพกลไกและประสิทธิภาพของ การบริหารการจัดการของจังหวัดในรูปแบบของแผนนั้นยังมิอาจที่จะตอบสนองต่อสิ่งเหล่านี้ได้ ในประเด็นทั้ง ๒ ประเด็นเหล่านี้จึงเป็นจุดเป้าหมายสําคัญของการปฏิรูประบบการบริหาร จังหวัดโดยเฉพาะการบริหารที่อยากจะแก้ไขปัญหาของประชาชนในพื้นที่ จากการศึกษา ในพื้นที่นั้นได้ข้อสรุปที่สําคัญอยู่ ๓ ประการ รวมทั้งเราจะเสนอเป็นข้อเสนอในเชิงนโยบาย ในประการที่ ๔ ข้อสรุปที่เจอในประการแรกนั้นก็คือเกี่ยวกับเรื่องของการพัฒนากระบวนการ ในการขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดที่จะให้บรรลุผลในการขับเคลื่อนในเชิงพื้นที่ได้ กระบวนการเหล่านี้จะต้องมีการปรับปรุงในกระบวนการทํางานที่สําคัญอยู่ ๕ เรื่องด้วยกัน
เรื่องแรกก็คือเรื่องระบบฐานข้อมูล เรื่องระบบฐานข้อมูลนั้นถึงแม้ว่าระบบ การบริหารราชการจังหวัดจะพยายามทําระบบฐานข้อมูลมานับตั้งแต่ยุคของการพัฒนาชนบท ตามระบบ กชช. มาเป็นเวลาร่วม ๓๐ ปีแล้ว แต่ในปัจจุบันนี้ระบบข้อมูลของจังหวัด ที่จะสนับสนุนระบบการพัฒนาเชิงพื้นที่นั้นยังไปไม่ถึงระดับที่จะทําได้ ดังนั้นประการแรกเลย จึงจําเป็นที่จะต้องมีการจัดทําฐานข้อมูลเพื่อยกระดับการพัฒนาของจังหวัดเพื่อใช้ฐานข้อมูลนั้น มาตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและให้ส่วนราชการต่าง ๆ นําเอาประเด็น ของปัญหาและข้อมูลที่ได้มาวางแผนในการพัฒนา
ประการที่ ๒ ก็คือเกี่ยวกับเรื่องของการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม ความพยายามสร้างกระบวนการของการมีส่วนร่วมที่สําคัญก็คือทําอย่างไรที่จะให้ทุกภาคส่วน และทุกเครือข่ายเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการในการวางแผนและการพัฒนาจังหวัดได้ นี่คือสิ่งที่จะต้องปรับปรุง
ประการที่ ๓ ในเชิงของแผนปฏิบัติการเมื่อมีการวางแผนจังหวัดหรือแผน ยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดแล้วแผนปฏิบัติการจะต้องขับเคลื่อนและสอดคล้องไปในทิศทาง เดียวกัน นี่คือประเด็นสําคัญว่าทําอย่างไรจึงจะขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการที่ทําบริการ สาธารณะต่าง ๆ สอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัด
ประการที่ ๔ เกี่ยวกับเรื่องคน ยังเป็นปัจจัยที่สําคัญที่เราจําเป็นที่จะต้อง พัฒนาบุคลากรในจังหวัดให้มีความสามารถที่จะขับเคลื่อนแผนพัฒนาจังหวัดและแผนปฏิบัติการ ได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ ถึงแม้ว่าส่วนราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการบริหารราชการ ระดับจังหวัดจะพยายามที่จะพัฒนาและฝึกอบรมบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถแต่ยังไม่อาจ ที่จะพัฒนาให้มีขีดความสามารถเพียงพอต่อแนวทางการพัฒนาบริหารจัดการแบบเชิงพื้นที่ได้ จึงจําเป็นต้องปรับปรุงในส่วนนี้
และประการสุดท้ายก็คือถ้าอยากจะปรับปรุงในส่วนนี้แล้วรัฐบาลจะทํา อย่างจริงจังจะต้องทําคล้าย ๆ กับคู่มือและแนวทางในการพัฒนาบุคลากรและการจัดทํา แผนพัฒนาจังหวัดตามแนวทางใหม่นี้อย่างจริงจัง
ข้อค้นพบในประการที่ ๒ ก็คือเกี่ยวกับเรื่องการพัฒนากลไกการทํางาน แบบมีส่วนร่วม จากที่ได้เสนอว่ากระบวนการในการพัฒนาแบบนี้คือกระบวนการที่อยากจะ มุ่งเน้นระบบของประชารัฐ จึงอยากจะให้มีการพัฒนากระบวนการในการบริหารระดับ จังหวัดให้มีคณะกรรมการประชารัฐเป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งคณะกรรมการประชารัฐนั้น ก็ประกอบด้วยข้าราชการซึ่งเป็นตัวแทนของส่วนราชการต่าง ๆ ในจังหวัด ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ประชาชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งหน่วยงานอื่น ๆ ที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่จังหวัดแต่ไม่ใช่ราชการส่วนภูมิภาค คณะกรรมการชุดนี้จะทําหน้าที่สําคัญ ในการร่วมกันคิดวางแผนพัฒนาจังหวัดและแผนปฏิบัติการตามแนวพื้นที่ อย่างไรก็ตามทีครับ องค์กรในเชิงการบริหารในขณะนี้ที่มีอยู่หากคิดว่ายังมีความจําเป็นไม่ว่าจะในรูปแบบของ ก.น.จ. หรือรูปแบบอื่นก็ตามทีก็อาจจะใช้องค์กรเหล่านี้ได้เพียงแต่ให้มีการปรับรูปแบบของ คณะกรรมการขององค์กรเหล่านี้ให้มีโครงสร้างและกลไกดังรูปแบบของคณะกรรมการ ประชารัฐที่ได้เสนอไปก่อนหน้านี้
ข้อค้นพบในประการที่ ๓ ครับ เกี่ยวกับเรื่องของการพัฒนาระเบียบและกฎ ที่เอื้อต่อการดําเนินการ จากการศึกษาพบว่าถ้าอยากจะขับเคลื่อนกระบวนการในการพัฒนา เชิงพื้นที่ในจังหวัดให้บรรลุผล จะต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของรัฐในส่วนกลาง ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการหรือคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาตินําเอาไปปรับปรุงแก้ไขในเชิงของกลไกและระเบียบที่เกี่ยวข้อง อาทิเช่นมีการปรับ นโยบายให้เอื้อต่อการยกระดับการบริการเพื่อสร้างการบริการที่เป็นเลิศโดยยึดพื้นที่เป็นหลัก ซึ่งในกรณีเช่นนี้สํานักงาน ก.พ.ร. น่าจะเป็นเจ้าภาพที่สําคัญ นอกจากนั้นเกี่ยวกับเรื่องของ การตั้งคณะกรรมการประชารัฐ การกําหนดประเด็นการยกระดับการบริการสาธารณะที่ให้ ทุกภาคส่วนมีการดําเนินการร่วมกัน การรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับศักยภาพของพื้นที่ การทํา แผนบูรณาการหรือกระบวนการมีส่วนร่วมต่าง ๆ เหล่านี้นั้นเราได้เสนอไว้ในเอกสารเพื่อให้มี การปรับปรุงในระดับจังหวัดและหน่วยงานของรัฐในส่วนกลางแล้วครับ ขอข้ามในส่วนนี้ไป
ข้อเสนอประการสุดท้ายที่คณะกรรมาธิการได้เสนอนั้นจะเป็นข้อเสนอในเชิง นโยบายเพื่อขับเคลื่อนกระบวนการเหล่านี้ให้บรรลุผล ข้อเสนอในเชิงนโยบายที่สําคัญ ในประการแรก การทําแผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดให้มีคุณภาพและมีธรรมาภิบาล ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน ที่กล่าวตรงนี้มิได้หมายความว่าแผนพัฒนาจังหวัด ที่ดําเนินการอยู่แล้วไม่มีคุณภาพ แต่การจะปรับให้มีการบริหารเชิงพื้นที่ได้จะต้องพัฒนา คุณภาพให้เพิ่มสูงขึ้นอีก นั่นก็หมายความว่าการทําแผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดนั้น จะต้องมีความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนกลุ่มจังหวัด แผนพัฒนาจังหวัดรวมถึงแผนระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและแผนระดับ ชุมชนหมู่บ้าน
ประเด็นต่อมารัฐบาลจําเป็นที่จะต้องปรับระบบการบริหารที่เคยยึดแต่ ภารกิจหน้าที่ของกระทรวง ทบวง กรมแต่เพียงทางเดียว แต่คณะกรรมาธิการได้เสนอว่า ระบบการบริหารที่เสนอปรับใหม่นั้นอยากให้มีการบริหารแบบคู่ขนาน นั่นก็คือยังคงไว้ ซึ่งบทบาทและอํานาจหน้าที่ของกระทรวง ทบวง กรมอยู่ แต่ขอให้เพิ่มสัดส่วนคู่ขนาน เกี่ยวกับการบริหารเชิงพื้นที่ในระดับจังหวัด กลุ่มจังหวัด ทั้งด้านการกําหนดนโยบาย การจัดสรรงบประมาณและการจัดบุคลากรเข้าไปทํางานในพื้นที่จังหวัด
ประเด็นที่ ๓ ในการจัดทําแผนพัฒนาจังหวัดและแผนพัฒนาท้องถิ่นที่ยังมี ปัญหาที่ยังเหลื่อมกันอยู่ ยังไม่อาจที่จะสอดคล้องกันได้ จําเป็นจะต้องมีกระบวนการ ในการปรับระบบการทําแผนพัฒนาจังหวัดและแผนพัฒนาท้องถิ่นตามกฎและระเบียบ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนชาติรวมทั้งนโยบายของรัฐบาล ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องนําไปปรับปรุงประเด็นนี้
ประการที่ ๔ การพัฒนาเชิงพื้นที่หรือแอเรียเบส (Area-based) นั้น เพื่อที่จะให้มีการแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการในจังหวัดได้ ทั้งในแผนของส่วนราชการต่าง ๆ แผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด จึงมีข้อเสนอให้รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐในส่วนกลาง ควรจะมีการกําหนดใช้พื้นที่จังหวัดหรือกลุ่มจังหวัดในการปฏิบัติงานตามภารกิจหน้าที่ของ ส่วนราชการนั้นหรือภารกิจของหน่วยงานต่าง ๆ มิใช่ให้หน่วยงานต่าง ๆ ทําแต่ภารกิจหน้าที่ ของตัวเองโดยขาดการประสานกับสภาพปัญหาของพื้นที่ ขณะเดียวกันในการประเมินผล การบริหารของหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ ของกระทรวง ทบวง กรม ตามมติคณะรัฐมนตรี ที่กําหนดไว้นั้น ควรที่จะมีการประเมินการบริหารจังหวัดในเชิงพื้นที่ของส่วนราชการต่าง ๆ ควบคู่กันด้วย ข้อเสนอเชิงนโยบายประการที่ ๒ เกี่ยวกับเรื่องของการพัฒนากลไกและการบูรณาการ การจัดทําแผนพัฒนาจังหวัดและแผนพัฒนาสู่แผนพัฒนาจังหวัดนั้น นั่นก็คือกระบวนการ ที่จะให้มีการปรับระบบการบริหารที่สอดคล้องกันตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตําบล อําเภอ ขึ้นสู่ระดับ จังหวัด ที่สําคัญก็คือควรจะมีการกําหนดระเบียบว่าด้วยกลไกการบูรณาการการจัดทํา แผนพัฒนาระดับพื้นที่กับแผนพัฒนาจังหวัดขึ้นมา ควรจะมีการที่กําหนดให้มีการวางแผน พัฒนาอําเภอที่จะเป็นตัวเชื่อมระหว่างแผนหมู่บ้านและชุมชนกับแผนจังหวัดให้ได้ ซึ่งในปัจจุบันนี้ขาดตรงจุดนี้อยู่
ประการต่อมาในการจัดทําแผนพัฒนาท้องถิ่นที่กระทรวงมหาดไทย รับผิดชอบในการออกกฎเกณฑ์และกฎระเบียบอยู่นั้น ควรจะมีการพัฒนาปรับให้สอดคล้อง และบูรณาการกับระเบียบในการวางแผนพัฒนาจังหวัดภายใต้แนวความคิดของการพัฒนา เชิงพื้นที่
ประการสุดท้าย กลไกในการจัดทําแผนพัฒนาระดับพื้นที่ ควรให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานสนับสนุนเพราะว่าเป็นหน่วยงานที่อยู่ในพื้นที่และมี บุคลากรของท้องถิ่นอยู่แล้ว
ข้อเสนอเชิงนโยบายประการที่ ๓ เกี่ยวกับเรื่องอํานาจการบริหารจัดการ แผนพัฒนาของจังหวัด ในประเด็นนี้มีเรื่องที่สําคัญอยู่ ๓ เรื่องด้วยกัน
เรื่องแรก การปรับระบบการบริหารจัดการแผนพัฒนาจังหวัดว่าทําอย่างไร ที่จะต้องเกิดเอกภาพและครอบคลุมภารกิจของส่วนราชการในจังหวัดและองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นในจังหวัด จะต้องมีระบบการบูรณาการแผนงานและโครงการที่สอดคล้องกัน และตอบสนองต่อความต้องการและปัญหาในพื้นที่ให้ได้
ประเด็นที่ ๒ จําเป็นที่จะต้องแก้ไขปรับปรุงกฎหมายระเบียบบริหารราชการ แผ่นดินในหมวดที่ว่าด้วยการบริหารราชการส่วนภูมิภาค กฎ ระเบียบ ที่เกี่ยวกับการบริหาร ทั้งในเรื่องของกลไก กระบวนการ และอํานาจหน้าที่ของจังหวัดให้ชัดเจนมากกว่าที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะให้มีความชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องของการจัดทําแผนพัฒนาจังหวัดที่ครอบคลุม ในเชิงพื้นที่ การบริหารคน เงิน และอํานาจหน้าที่
ประเด็นที่ ๓ ต้องมีการพัฒนาหน่วยงานจัดทําแผนพัฒนาจังหวัดให้มี ศักยภาพมากขึ้นกว่าเดิม ขอเรียนท่านสมาชิกให้ทราบว่าถึงแม้ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมี ความพยายามพัฒนาหน่วยงานวางแผนระดับจังหวัดมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๓๐ ปี แต่การพัฒนาที่ผ่านมานั้นยังไม่เพียงพอสําหรับระบบที่เราอยากจะเปลี่ยนระบบการบริหาร เชิงพื้นที่ ที่สําคัญก็คือทําอย่างไรที่จะให้หน่วยงานในส่วนกลางมีความเชื่อว่าแผนพัฒนา จังหวัดที่บรรจุโครงการต่าง ๆ ในการพัฒนาเชิงพื้นที่นั้นมีโครงการที่ผ่านการวิเคราะห์ ตรวจสอบอย่างมีคุณภาพ มีความคุ้มค่า นั่นก็เท่ากับว่าเราจําเป็นที่จะต้องมีการพัฒนา หน่วยการจัดทําแผนพัฒนาจังหวัดเพื่อให้มีขีดความสามารถในการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ ของโครงการและให้เกิดความเชื่อมั่น ซึ่งในประเด็นนี้หน่วยงานของรัฐในส่วนกลางไม่ว่าจะเป็น สภาพัฒน์ หรือสํานักงบประมาณ หรือกระทรวงมหาดไทยจําเป็นที่ต้องให้การสนับสนุน ในการที่จะพัฒนาตรงนี้ให้มีศักยภาพ
ข้อเสนอประการสุดท้าย ในเชิงนโยบายก็คือข้อเสนอเกี่ยวกับเรื่องการบูรณาการ งบประมาณของจังหวัดและกลุ่มจังหวัดกับราชการในส่วนกลาง ข้อเสนอนี้เป็นข้อเสนอ ในเชิงการปฏิรูปเกี่ยวกับระบบงบประมาณที่สําคัญนั่นก็คือ
ประเด็นแรกจําเป็นที่จะต้องมีการแก้ไข กฎ ระเบียบ ที่เกี่ยวกับการบริหาร งบประมาณจังหวัดที่มีอยู่ทั้งหมด โดยพิจารณาให้จังหวัดเป็นส่วนราชการในการจัดทํา งบประมาณรายจ่ายประจําปี โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับแผนงานโครงการที่จะแก้ไขปัญหา ในเชิงพื้นที่
ประเด็นที่ ๒ การแก้ไขวิธีการจัดทํางบประมาณรายจ่ายประจําปีของจังหวัดนั้น จําเป็นที่จะต้องพิจารณากําหนดกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจําปีของจังหวัด เฉพาะในส่วนงบประมาณเพื่อเอามาใช้ในการพัฒนาเชิงพื้นที่ตามข้อเสนอที่มีการวางแผน พัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดเอาไว้ และทุกส่วนราชการ ทุกกระทรวง ทบวง กรม ที่ทํางบประมาณรายจ่ายประจําปีในระบบคู่ขนานควรที่จะนําเอาแผนพัฒนาเชิงพื้นที่ ของจังหวัดไปพิจารณาสนับสนุนงบประมาณตามภารกิจหน้าที่เพื่อตอบโจทย์ตรงนี้ให้ได้
ประเด็นที่ ๓ ควรจะมีการแก้ไขกฎหมาย กฎ ระเบียบ ในการบริหาร งบประมาณจังหวัดที่สําคัญก็คือจากการศึกษาพบว่าจังหวัดที่มีส่วนราชการต่าง ๆ มีงบประมาณตามภารกิจหน้าที่ไปบริหารนั้น เมื่อมีเงินเหลือจ่ายเงินนั้นจะถูกส่งคืนไปยัง ส่วนราชการ เป็นไปได้หรือไม่ว่าที่จะต้องมีการปรับแก้ไขกฎ ระเบียบนี้ ถ้าเผื่อการบริหาร งบประมาณของส่วนราชการจังหวัดมีงบประมาณเหลือจ่าย ควรให้งบประมาณนั้นอยู่ใน จังหวัดเพื่อนําเอาไปใช้แก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ตามแผนที่วางเอาไว้ ซึ่งถ้าเห็นด้วยก็จะต้องมี การแก้ไขกฎ ระเบียบในเรื่องนี้
ประเด็นที่ ๔ การแก้ไขระบบงบประมาณนั้น คิดว่าระบบงบประมาณของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรที่จะมีการบูรณาการให้มีการตอบสนองต่อจังหวัด คําว่า จังหวัดในที่นี้มิได้หมายความว่าเอางบประมาณของท้องถิ่นไปสนับสนุนการบริหารของ ผู้ว่าราชการจังหวัด ไม่ใช่ คณะกรรมาธิการได้ศึกษาเรื่องนี้ การที่จะให้งบประมาณของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปสนับสนุนทางนั้นมิได้เป็นการลดทอนการกระจายอํานาจ แต่มุ่งเป้าที่จะให้งบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ ที่มีประชาชนและจังหวัดและทรัพยากรอยู่ ณ ที่แห่งนั้น
ข้อเสนอที่ทางกรรมาธิการเสนอมาทั้งหมดนั้น ผมขอกราบเรียนท่านประธาน และท่านสมาชิกว่า ณ เวลานี้ ปัจจุบันนี้มีส่วนราชการระดับจังหวัดที่ทําแบบนี้หรือไม่ มีครับ เมื่อ ๑ เดือนที่ผ่านมาผมไปเห็นโครงการอยู่ ๒ โครงการที่มีลักษณะคล้าย ๆ กับการแก้ไข ปัญหาในเชิงพื้นที่
โครงการแรกเป็นโครงการจัดการแก้ไขปัญหาน้ําที่บึงพลาญชัยและคลองคูเมือง ของจังหวัดร้อยเอ็ด เจ้าภาพคือเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด แต่การบูรณาการนั้นเกิดการบูรณาการ ระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนราชการในจังหวัดและส่วนราชการกรมชลประทานที่อยู่นอกเขต พื้นที่จังหวัดสามารถที่จะบริหารจัดการแก้ไขปัญหาน้ําท่วม น้ําเน่าเสียและน้ําเพื่อการเกษตร ในเขตพื้นที่ได้เป็นอย่างดี นี่คือลักษณะของการแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ที่บรรลุผล แต่ไม่ได้ เรียกว่าการแก้ไขปัญหาในเชิงพื้นที่
อีกตัวอย่างหนึ่งผมเพิ่งไปดูเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก็คือการบริหารจัดการน้ํา ลําน้ําแม่ต้าที่ตําบลต้าผามอก อําเภอลอง จังหวัดแพร่ เป็นตัวแบบที่ธนาคารพัฒนาเอเชีย ได้ไปดูตัวแบบ และชื่นชมว่าเป็นระบบการบริหารการจัดการบูรณาการเชิงพื้นที่ที่ดีมาก เพราะการแก้ไขปัญหาเชิงนี้ถึงแม้ว่าองค์การบริหารส่วนตําบลต้าผามอกจะเป็นเจ้าภาพ แต่นายอําเภอในฐานะตัวแทนราชการส่วนภูมิภาคระดับอําเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนราชการและชลประทานเขตพื้นที่ในจังหวัดพิษณุโลกได้มาบูรณาการแก้ไขปัญหาลําน้ําแม่ต้า ที่ในเขตช่วงหน้าแล้งบริเวณนั้นแห้งแล้งแต่การแก้ไขปัญหาที่นี่ไม่แล้ง และประชาชนสามารถ ที่จะมีน้ําเก็บกักเอาไว้ใช้ได้ และเกิดอาชีพใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเพาะกล้าสัก การปลูกป่า หน่อไม้ไผ่เป๊าะ ซึ่งสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนอย่างมหาศาล ลักษณะเช่นนี้คือการแก้ไข ปัญหาเชิงพื้นที่
เรียนท่านประธานและท่านสมาชิกที่เคารพครับ ข้อเสนอที่ได้จากการค้นพบนั้น ขอเรียนว่าเป็นความพยายามที่จะพัฒนาระบบการบริหารจังหวัด มิได้มุ่งเป้าที่จะไป ลดทอนอํานาจของราชการส่วนภูมิภาคอื่น ๆ ในจังหวัด หรือไปลดอํานาจในเชิงการบริหาร ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่เพื่อต้องการสร้างเอกภาพและแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ และปัญหาของประชาชนครับ กราบขอบพระคุณครับ