คํานูณ หารือปฏิรูปสื่อ-ป้องกันทุจริต เสนอปรับกฎหมาย-เชื่อมโยงการตรวจสอบ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๕ · ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๙

คํานูณ สิทธิสมาน หารือแผนปฏิรูปสื่อและประเด็นการใช้งบประมาณประชาสัมพันธ์ของรัฐ โดยตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความจำเป็นในการจัดสรรงบ พร้อมเสนอให้ทบทวนร่างระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการทุจริตและการขัดกันแห่งผลประโยชน์ รวมถึงการปรับโครงสร้างการแต่งตั้งกรรมการให้มีความสอดคล้องกับร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม และเรียกร้องให้กรรมาธิการชี้แจงภาพรวมการปฏิรูปสื่อควบคู่กับการป้องกันการทุจริตเพื่อให้เห็นทิศทางและจุดเชื่อมโยงของร่างกฎหมายอย่างชัดเจน

นายคํานูณ สิทธิสมาน

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านประธานครับ วาระหรือแผนการปฏิรูปนี้นับว่ามีความสําคัญอย่างยิ่ง เพราะว่าเป็นแผน การปฏิรูปที่เกิดขึ้นจากสภาพความเป็นจริงของสังคมไทยผมว่าช่วงวิกฤติทางการเมือง ตลอดระยะเวลา ๑๐ ปีหรือกว่านั้นนะครับ พูดภาษาชาวบ้านก็คือว่าสื่อมวลชนไทย ไม่ว่าจะเป็น สื่อสิ่งพิมพ์หรือสื่อวิทยุโทรทัศน์อยู่ได้ด้วยยอดของการลงโฆษณามากกว่ายอดขาย ไม่ว่าจะเป็น สื่อแขนงใดนะครับ ทีนี้ยอดของการโฆษณาเป้าหมายก็แน่นอนครับว่าเป็นเอกชน ผู้ประกอบการธุรกิจ หรือรัฐวิสาหกิจ พอรัฐวิสาหกิจก็จะข้ามพรมแดนเข้ามาเกี่ยวพันกับ ภาครัฐแล้วละ แต่ที่สําคัญไปกว่านั้นก็คือว่าถ้าท่านศึกษารายงานดูให้ดีก็จะพบว่ายอดของ การโฆษณาหรือจะเรียกว่าประชาสัมพันธ์อะไรก็แล้วแต่ในสื่อมวลชนในช่วง ๑๐ ปีให้หลังนี้ มีมาจากภาครัฐถึงมากกว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ จะเป็น ๑๒ เปอร์เซ็นต์หรือผมว่า ถ้ารวมทั้งหมดรวมถึงการจัดงานประชาสัมพันธ์หรือที่เรียกว่าจัดอีเวนต์ (Event) ด้วยอาจจะถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นเม็ดเงินที่ทําให้สื่อมวลชนอยู่ได้ โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจฝืดเคือง ทีนี้ประเด็นปัญหาสําคัญก็คือว่ามันมีประเด็นปัญหาสําคัญอยู่ ๒ ประการด้วยกัน คือ ๑. ภาครัฐทุกหน่วยงานของรัฐ ทุกกระทรวง ทบวง กรม มีความจําเป็นจะต้องโฆษณา ประชาสัมพันธ์ตัวเองมากน้อย แค่ไหน เพียงใด ถ้าท่านประธานหรือว่าเพื่อนสมาชิกทั้งหลายแหล่ เราเปิดฟังวิทยุขณะเราขับรถหรืออยู่ที่บ้านอะไรก็ตามแต่เราก็จะเห็นการโฆษณา ภาพลักษณ์ของหน่วยงานของภาครัฐ ในบางหน่วยงานซึ่งกระผมฟังดูแล้วก็ตอบอยู่แก่ใจ ตัวเองว่าก็ไม่เห็นมีความจําเป็นที่จะต้องโฆษณาเลยนะครับ เพราะว่าราชการก็มีหน้าที่ต้อง บริการประชาชนอยู่แล้ว แล้วถ้าเผื่อว่าหน่วยงานราชการนั้นเป็นหน่วยงานใหม่จําเป็นจะให้ ประชาชนรับรู้ทําไมไม่ใช้ช่องทางการโฆษณาผ่านหน่วยงานประชาสัมพันธ์ของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นกรมประชาสัมพันธ์ หรือว่าเป็นการขออนุเคราะห์การประชาสัมพันธ์จากหน่วยงานภาครัฐในลักษณะที่ไม่ต้องใช้จ่าย งบประมาณแผ่นดินนะครับ ตั้งแต่กระผมเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ ได้มีโอกาสเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณตลอดมา จนถึงการเป็นสมาชิกวุฒิสภานี่นะครับ เราจะเห็นว่าหน่วยราชการ กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ตั้งงบประชาสัมพันธ์ยอดนี้ไว้ทุกหน่วยงาน ซึ่งบางทีมันก็เกิดความซ้ําซ้อนแล้วก็ ขาดหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติที่ชัดเจน จนกระทั่งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณเขาต้องตั้งเป็นอนุกรรมาธิการเพื่อพิจารณาเรื่องงบประชาสัมพันธ์ ท่านประธาน บังเอิญท่านเป็นผู้อํานวยการสํานักงบประมาณในอดีต ถ้าท่านจะใช้สิทธิอภิปรายผมว่าก็เป็น เรื่องที่ดี เพราะว่าบางทีมันเกิดความซ้ําซ้อนกัน แล้วก็ไม่มีแผนรวมว่าจะใช้เงินงบประมาณไป แค่ไหน เพียงไร อันนี้เป็นชอต (Shot) ที่ ๑ นะครับว่า หน่วยราชการมีความจําเป็น ที่จะต้องประชาสัมพันธ์โฆษณามากขนาดนี้จริงหรือ ชอต (Shot) ที่ ๒ ก็คือการใช้จ่ายเงิน จํานวนนั้นถ้ามันเป็นไปด้วยความเท่าเทียมกันของสื่อทุกสื่อ มีความโปร่งใสก็ดีครับ แต่ว่า ในระยะหลังมันก็มีหลายกรณีที่สื่อบางสื่อ บางค่าย บางสํานัก ก็ได้รับงบมากกว่าสื่ออื่น อาจจะ เป็นเพราะเขาเก่งกว่าหรืออะไรก็สุดแท้แต่นะครับ แต่มันก็ก่อให้เกิดข้อถกเถียงว่ามันเป็นการ ขัดกันระหว่างผลประโยชน์หรือเปล่า มีการเอื้อทางการเมืองหรือเปล่า หรือว่าเป็นการทําให้ สื่อมวลชนที่ได้รับงบประมาณโฆษณาประชาสัมพันธ์มากนั้นละเว้นการเสนอข่าวที่เป็นผลลบ ต่อหน่วยงานของรัฐหน่วยงานนั้นหรือเปล่า เพราะฉะนั้นนี่คือภาพรวมของแผนปฏิรูปอันนี้ ซึ่งกระผมเห็นว่าโดยหลักการแล้วกระผมสนับสนุนอย่างยิ่งนะครับ ทีนี้ถ้าลงในรายละเอียด กระผมอาจจะมีข้อสงสัยหรือข้อเสนอแนะที่ท่านกรรมาธิการอาจจะต้องช่วยตอบนะครับ คือกระผมเห็นว่าแผนปฏิรูปนี้มันเป็นการร่างแล้วก็เขียนและแก้ไขกฎหมายหรือระเบียบรวม ๒ ฉบับด้วยกัน ซึ่งมีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก

๑. ก็คือร่างระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหาร การประชาสัมพันธ์ในภาครัฐเพื่อความโปร่งใส ผมไม่ติดใจว่าจะลดระดับจากร่างพระราชบัญญัติ มาเป็นร่างระเบียบ

๒. ก็คือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งกระผมเห็นว่ามันน่าจะเป็นกฎหมายแฝด ที่แผนการปฏิรูปหรือข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปนี่ควรจะต้องดําเนินการไปควบคู่กัน ส่วนรัฐบาลหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องจะไปทําเป็นระยะอย่างไรก็สุดแท้แต่ แต่ว่าในแผนการปฏิรูป ฉบับนี้นี่นะครับ ชื่อเรื่องก็เป็นหนึ่งเดียวคือครึ่งเดียว และแม้ว่าในรายงานของท่านหน้า ๘ ท่านจะพูดเอาไว้ว่าจําเป็นที่จะต้องแก้ไขเพิ่มเติมให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอํานาจ ในการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ในกรณีที่การประชาสัมพันธ์ ในภาครัฐมีลักษณะของการขัดกันแห่งผลประโยชน์ตาม พ.ร.บ. ป.ป.ช. พ.ศ. ๒๕๔๒ แล้วท่าน ก็เสนอแก้ไขเป็นตุ๊กตาไว้ว่าเพิ่มเป็น (๕) ในมาตรา ๑๐๐ ของ พ.ร.บ. ป.ป.ช. นี่นะครับ แต่เมื่อ มาพิจารณารายงานในหน้า ๑๑ ทั้งในส่วนข้อ ๔ ข้อเสนอแนะ ทั้งในส่วนข้อ ๕ กําหนด ระยะเวลาการปฏิรูปแล้ว ท่านไม่ได้พูดถึงการแก้ไข พ.ร.บ. ป.ป.ช. มาตรา ๑๐๐ ซึ่งกระผม เห็นว่ามีความสําคัญอย่างยิ่ง มีความสําคัญอย่างไรครับ เพราะว่าในร่างระเบียบฉบับนี้ กบป. ใช่ไหมครับ ในมาตราที่สําคัญที่สุดก็คือดาบของ กบป. ก็คือในข้อ ๒๖ ท่านสมาชิกและ ท่านประธานอาจจะดูได้ในภาคผนวก ก หน้า ๘ ข้อ ๒๖ นี่นะครับ ข้อ ๒๖ วรรคสาม กรณีที่เป็น การกระทําที่เข้าข่ายการทุจริต หรือเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ให้คณะกรรมการส่งเรื่อง ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือหน่วยงานที่มีอํานาจหน้าที่ ตามกฎหมายดําเนินการตามอํานาจหน้าที่ ท่านประธานครับ หน่วยงานที่มีอํานาจหน้าที่ตามกฎหมายในกรณีของการขัดกันแห่ง ผลประโยชน์ก็คือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งมีบัญญัติไว้ใน มาตรา ๑๐๐ ซึ่งเป็นหมวดเฉพาะ ซึ่งก็เป็นการอนุวัตตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นะครับ ทีนี้ถ้าการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ยังคงไว้ตามเดิมไม่มี การเพิ่มเข้าไปเป็น (๕) ตามรายงานหน้า ๘ กระผมคงไม่จําเป็นต้องอ่าน มันก็จะทําให้การปฏิบัติ ตามระเบียบ ข้อ ๒๖ หลุดออกไป สมมุติว่ารัฐบาลรับแผนนี้และดําเนินการตามกําหนด ระยะเวลาการปฏิรูประยะที่ ๑ ระยะที่ ๒ ระยะที่ ๓ ไปแล้ว แต่ว่าการแก้ไข พ.ร.บ. ป.ป.ช. ในมาตรา ๑๐๐ ยังไม่เกิดขึ้น การปฏิบัติตามข้อ ๒๖ วรรคสาม มันจะหลุดไป เพราะฉะนั้น ในข้อสังเกตที่สําคัญของกระผมก็คือว่ารายงานฉบับนี้น่าจะเพิ่มเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ. ป.ป.ช. มาตรา ๑๐๐ โดยเพิ่ม (๕) เข้าไป ให้อยู่ในทั้งข้อเสนอแนะและอยู่ในทั้งกําหนดระยะเวลา การปฏิรูป ส่วนท่านจะเพิ่มเข้าไปในชื่อเรื่องด้วยหรือไม่ก็สุดแท้แต่นะครับ อันนี้ก็เป็น ข้อสังเกต ขอกราบเรียนยืนยันนะครับว่าในส่วนอื่นนั้นกระผมเห็นด้วยในหลักการ แต่ก็มี รายละเอียดอยู่ตามสมควรที่จะต้องหารือกัน แต่เนื่องจากว่าเราไม่ใช่เป็นสภาทางด้าน นิติบัญญัติโดยตรงการลงรายละเอียดเกินไปก็อาจจะเป็นการเสียเวลา แต่ขออนุญาตว่า คณะกรรมการ กบป. อีกนิดเดียวครับ ท่านประธาน กบป. มีทั้งสิ้น ๑๓ คนใช่ไหมครับ ท่านจะเห็นได้ว่าผู้ทรงคุณวุฒิมี ๕ คนใน ๑๓ คน กระผมขอตั้งข้อสังเกตว่ามีความสําคัญอย่างยิ่ง แล้วผู้ทรงคุณวุฒิท่านอยู่ ๔ ปี อยู่ได้ไม่เกิน ๒ วาระ ในขณะที่ตําแหน่งอื่น ๆ มาตามตําแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี ผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี อธิบดี กรมบัญชีกลาง เพราะฉะนั้นผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง ๕ สาย จําเป็นที่จะต้องมีการเขียนข้อบังคับ ที่เข้มข้นไว้ตามสมควร จะเป็นอย่างไรนั้นถ้ากระผมมีประเด็นจะเสนอแนะต่อคณะกรรมาธิการ โดยตรงนะครับ

ประเด็นที่ ๒ ที่เห็นก็คือว่าผู้ที่มาโดยตําแหน่ง ตําแหน่งหมายเลข ๑๑ ในข้อ ๕ ที่ท่านให้เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นกรรมการ อันนี้เป็นความทันสมัยอย่างยิ่ง แต่กระผมก็อยากขอหารือว่าแทนที่จะเป็นเลขาธิการ คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ควรจะเป็นเลขาธิการ กสทช. หรือไม่ ประการใด อันนี้ก็ฝากไว้เป็น ๒ ประการ นอกจากนั้นประเด็นที่กระผมอยากจะให้ กรรมาธิการช่วยชี้แจงสักนิดหนึ่งหรืออย่างไรก็สุดแท้แต่ก็คือว่าความเชื่อมโยงระหว่าง ระเบียบฉบับนี้ แล้วนอกจากจะต้องมีการแก้ไข พ.ร.บ. ป.ป.ช. มาตรา ๑๐๐ เพิ่ม (๕) เข้าไปแล้ว ในขณะนี้มีร่างกฎหมายอีกฉบับหนึ่งซึ่งก็เป็นผลงานของคณะกรรมาธิการชุดนี้ เป็นผลงานของ สปช. แล้วก็เป็นผลงาน ๕ เรื่องเอกที่ท่านประธาน สปช. ส่งมอบให้กับ ท่านนายกรัฐมนตรีโดยตรงเมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๘ แล้วก็เข้าใจว่าใกล้จะเข้าสู่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้วก็คือร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่าง ประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. .... นะครับว่ามันจะมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยง หรือจะมีผลทําให้ระเบียบนี้ต้องปรับอย่างไร หรือไม่ หรือจะมีผลทําให้ร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนั้นจะต้องปรับอย่างไร หรือไม่ ซึ่งเท่าที่กระผมอ่านโดยเร็วแล้วเข้าใจว่าก็ไม่ได้มีอะไร ที่ขัดกัน แต่ว่ามันก็ทําให้หัวหน้าส่วนราชการที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบนี้จะต้องระมัดระวัง อย่างยิ่งเพราะว่าแม้นี่จะเป็นเพียงระเบียบซึ่งรัฐบาลชุดไหนก็แก้ไขได้นี่นะครับ แต่ว่าเมื่อมีพระราชบัญญัติออกมาแล้วซึ่งเน้นย้ําต้องแก้ไขพระราชบัญญัติป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตด้วย แล้วก็ร่างพระราชบัญญัติฉบับใหม่ออกมามีโทษถึงจําคุก เพราะฉะนั้นก็ขอความกระจ่างในกรณีนี้ด้วย

อีกประการหนึ่งสุดท้ายแล้วจริง ๆ ก็คืออยากให้ทางคณะกรรมาธิการชี้แจง สักนิดหนึ่ง คือเรื่องนี้มันเป็นมิติที่ซ้อนกันอยู่ระหว่างมิติของการป้องกันและปราบปราม การทุจริตกับมิติของการปฏิรูปสื่อมวลชน ทีนี้ในสภา สปท. เรามันจะมีการพิจารณา เรื่องการปฏิรูปสื่อหลายวาระหลายเรื่อง พรุ่งนี้ก็จะมีวาระหนึ่งก็คือเป็นร่างพระราชบัญญัติ การประกอบการวิทยุและโทรทัศน์ฉบับใหม่แล้วก็จะมีอีกหลายเรื่องนะครับ ผมอยากจะ กราบเรียนว่าโดยภาพรวมได้มีการหารือกันแล้วก็ได้มีการจัดทําแผนผังให้เห็นป่าทั้งป่าแล้วหรือยัง ว่าการปฏิรูปสื่อมวลชนกับการปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในส่วนที่เกี่ยวกับ สื่อมวลชน เมื่อมองภาพรวมทั้งหมดในพระราชบัญญัติฉบับต่าง ๆ และข้อเสนอ แผนการปฏิรูปต่าง ๆ มันมีอะไรที่สอดประสานกันได้บ้าง มองเห็นทิศทางร่วมกันได้บ้าง หรือมีอะไรที่อาจจะขาดตกบกพร่อง หรือว่ามีลักษณะเหลื่อมกันอยู่ ก็ขอกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการว่าหากจะกรุณาชี้แจงให้เห็นภาพรวมอีกสักนิดหนึ่ง ก็จะเป็นประโยชน์ กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน