สมชาติ แจงร่างระเบียบประชาสัมพันธ์รัฐ ย้ำโปร่งใส-ป้องกันทุจริต

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๕ · ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๙

สมชาติ เจศรีชัย ชี้แจงและหารือร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการประชาสัมพันธ์ภาครัฐเพื่อความโปร่งใส โดยเน้นการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารการประชาสัมพันธ์ที่มีอำนาจกำหนดยุทธศาสตร์ นโยบาย และงบประมาณอย่างสอดคล้องกับแผนชาติ พร้อมเสนอให้มีการเปิดเผยข้อมูลการใช้งบประมาณผ่านระบบดิจิทัลและสิ่งพิมพ์อย่างโปร่งใส รวมถึงการตั้งหน่วยงานสนับสนุนภายใต้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อให้มีบุคลากรและงบประมาณที่เพียงพอ ทั้งยังเน้นความจำเป็นในการประเมินความคุ้มค่า การกำหนดราคากลาง และการติดตามผล พร้อมเสนอให้คณะกรรมการมีอำนาจส่งเรื่องไปยัง ป.ป.ช. หรือสั่งโยกย้ายผู้เกี่ยวข้องหากพบทุจริตหรือขัดกันแห่งผลประโยชน์

นายสมชาติ เจศรีชัย ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสมชาติ เจศรีชัย เลขานุการของคณะอนุกรรมาธิการ ศึกษาและเสนอแนะมาตรการและกลไกในการปลูกฝังและป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ เรื่องของระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารการประชาสัมพันธ์ ภาครัฐเพื่อความโปร่งใส มีจุดมุ่งหมายที่สําคัญอยู่ด้วยกัน ๓ ประการ ดังเช่นที่ท่านประธาน ปานเทพได้นําเรียนที่ประชุมไปแล้ว ก็คือการมุ่งที่จะให้การประชาสัมพันธ์ภาครัฐเป็นไปด้วย ความโปร่งใส คุ้มค่า ปราศจากการทุจริต สามารถตรวจสอบได้ ไม่มีการแทรกแซงสื่อ และประการสุดท้ายก็คือป้องกันในเรื่องของการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ในส่วนของ ร่างระเบียบนี้มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด ๔ ส่วน

ส่วนแรกจะเป็นเรื่องของคณะกรรมการบริหารการประชาสัมพันธ์ในภาครัฐ เพื่อความโปร่งใสซึ่งอยู่ในข้อ ๕ ถึงข้อ ๑๕ ในส่วนของข้อ ๕ นั้นจะพูดถึงองค์ประกอบของ คณะกรรมการบริหารการประชาสัมพันธ์ในภาครัฐเพื่อความโปร่งใส หรือ กบป. ซึ่งในโครงสร้างของคณะกรรมการชุดนี้จะมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด ๔ ส่วน

ส่วนแรกก็คือประธานกรรมการ ซึ่งได้แก่ รองนายกรัฐมนตรีซึ่งท่าน นายกรัฐมนตรีมอบหมาย

ส่วนที่ ๒ ก็เป็นคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด ๕ ด้าน คือ ด้านวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ด้านที่ ๒ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ด้านที่ ๓ ด้านการบริหารการประชาสัมพันธ์ ด้านที่ ๔ ด้านการตลาด และด้านที่ ๕ ด้านการโฆษณา

ส่วนองค์ประกอบที่ ๓ ก็คือคณะกรรมการที่มาจากกรรมการโดยตําแหน่ง ก็ประกอบไปด้วยกรรมการโดยตําแหน่ง ๕ ท่าน คือ ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี ผู้อํานวยการ สํานักงบประมาณ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง และเลขาธิการ คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ส่วนที่ ๔ ก็คือส่วนที่เป็นฝ่ายเลขานุการ ก็จะประกอบด้วยผู้อํานวยการ สํานักงานคณะกรรมการบริหารการประชาสัมพันธ์ในภาครัฐเพื่อความโปร่งใส ซึ่งเป็น ส่วนงานหนึ่งในสํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี แล้วก็มีข้าราชการในสํานักงาน เป็นผู้ช่วยเลขานุการ

ในส่วนของอํานาจหน้าที่หลัก ๆ ก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการกําหนด ยุทธศาสตร์ กําหนดนโยบาย มาตรการในการกํากับและติดตามการประชาสัมพันธ์ การส่งเสริมให้มีการบูรณาการในเรื่องของการจัดทําคําของบประมาณ ในเรื่องของการให้ ข้อสังเกตในการดําเนินงานต่อคณะรัฐมนตรี ในการออกประกาศ ข้อบังคับ หรือคําสั่ง ให้หน่วยงานต่าง ๆ ดําเนินการยกเลิกหรือหยุดดําเนินการ นอกจากนั้นก็มีอํานาจในการที่จะ รายงานการดําเนินการต่าง ๆ ต่อคณะรัฐมนตรี

ในส่วนของข้อ ๗ จนถึงข้อ ๑๕ ก็จะเป็นส่วนที่ว่าด้วยเรื่องของการได้มา ซึ่งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วก็เรื่องของการประชุม แล้วก็เรื่องของค่าเบี้ยประชุมต่าง ๆ ซึ่งก็เป็นไปตามหลักการของการมีคณะกรรมการ

แล้วก็ในส่วนของข้อ ๑๕ ก็จะเป็นเรื่องของสํานักงานคณะกรรมการบริหาร การประชาสัมพันธ์ในภาครัฐเพื่อความโปร่งใส ซึ่งในเบื้องต้นก็ขอให้ทางสํานักงานปลัดสํานัก นายกรัฐมนตรีทําหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการ เพราะเนื่องจากงานในภารกิจดังกล่าวนี้ไม่ได้อยู่ ในความรับผิดชอบของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งนะครับ

ในส่วนที่ ๒ ของระเบียบนี้ก็จะเป็นเรื่องสําคัญที่ว่าด้วยเรื่องของหลักเกณฑ์ และวิธีการบริหารการประชาสัมพันธ์ในภาครัฐเพื่อความโปร่งใส ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานว่าในร่างระเบียบดังกล่าวในข้อ ๑๖ ก็จะเป็นหลักเกณฑ์ทั่วไปที่จะให้ทาง คณะกรรมการ กบป. ไปดําเนินการออกหลักเกณฑ์และวิธีการในการที่จะไปกํากับดูแล การบริหารการประชาสัมพันธ์ในภาครัฐเพื่อให้เกิดความโปร่งใส

ในส่วนต่อมาก็คือเรื่องของการจัดทํางบประมาณซึ่งอยู่ในข้อ ๑๘ ซึ่งให้ หน่วยงานในภาครัฐมีหน้าที่ในเรื่องของการดําเนินการต่าง ๆ เช่น ในเรื่องของการจัดทํา แผนปฏิบัติการ การจัดทําคําของบประมาณ การติดตาม ประเมินผล แล้วก็การส่งเสริม และสนับสนุน

ในข้อที่สําคัญก็คือข้อ ๒๐ ครับ ข้อ ๒๐ จะเป็นเรื่องของการจัดทําคําขอ งบประมาณซึ่งโดยทั่วไปก็จะต้องเป็นไปตามแผนปฏิบัติการจะต้องมีความสอดคล้องต้องกัน กับแผนยุทธศาสตร์ชาติ ตลอดจนแผนการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ

ในการจัดทําคําของบประมาณรายจ่ายประจําปีของหน่วยงานในภาครัฐ จะต้องมีหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ก็คือเรื่องของเหตุผลความจําเป็น เรื่องของกิจกรรม เรื่องของวิธีการในการที่จะประเมินความคุ้มค่า ในเรื่องที่เป็นงานที่รัฐสามารถจัดทําเอง หรือต้องจัดซื้อจัดจ้างจากองค์กรภายนอก จะต้องมีราคากลางหรือราคาอ้างอิงซึ่งเป็นเรื่อง ที่สําคัญ จะต้องมีวงเงินงบประมาณ จะต้องมีเรื่องของระยะเวลาดําเนินการ และจะต้องมี แนวทางและวิธีการในการที่จะวัดผลสัมฤทธิ์ทั้งทางด้านผลผลิตแล้วก็ผลลัพธ์อย่างชัดเจน

ส่วนที่ ๓ ก็คือส่วนที่อยู่ในหมวด ๓ ที่เป็นในเรื่องของการกํากับและติดตาม การประชาสัมพันธ์ในภาครัฐ ซึ่งส่วนนี้จะเป็นส่วนที่ทั้งสํานักงานคณะกรรมการบริหาร การประชาสัมพันธ์ในภาครัฐเพื่อความโปร่งใสหรือคณะกรรมการ กบป. จะต้องไปดําเนินการ

ซึ่งในส่วนแรกก็คงเป็นเรื่องที่จะต้องจัดทําหรือว่าส่งผลของการอนุมัติ งบประมาณ เพราะฉะนั้นในลักษณะที่ปรากฏในร่างระเบียบนี้ก็จะเป็นเรื่องของการโพสต์ ออดิต (Post Audit) มากกว่าที่จะไปตรวจสอบดูแลตั้งแต่ต้นในเรื่องของการที่จะเอาไป ขออนุมัติงบประมาณ

ในส่วนที่ ๒ ก็เป็นเรื่องของการรายงานผลการดําเนินการ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่อง ของการจัดซื้อจัดจ้างไปแล้วหรือในส่วนของการที่ดําเนินการโฆษณาประชาสัมพันธ์ตลอดจน การจัดกิจกรรมรณรงค์หรือที่เรียกกันว่าอีเวนต์ (Event) ไปแล้ว ในส่วนที่ ๒ นอกจากตัวของ รายงานแล้วก็คือเรื่องของการเปิดเผยข้อมูล ในยุคดิจิทัล (Digital) นี้เราต้องยอมรับกันว่า ประชาชนหรือคนที่เป็นเจ้าของภาษีมีความสนใจ มีความต้องการที่จะได้ทราบเรื่องราว ความเป็นไปของการใช้จ่ายเงินงบประมาณ เพราะฉะนั้นในร่างระเบียบนี้จึงต้องการให้หน่วยงาน ของรัฐที่ไปดําเนินการเรื่องเกี่ยวกับการบริหารการประชาสัมพันธ์จะต้องเปิดเผยข้อมูลทั้งใน ระบบดิจิทัล (Digital) และในรูปของเอกสารสิ่งพิมพ์ ข้อมูลที่จะเปิดเผยอย่างน้อยก็จะต้องมี เรื่องของเงินงบประมาณ เรื่องของสําเนาสัญญาซื้อจ้าง เรื่องของผลสัมฤทธิ์ที่จะเกิดขึ้นจาก การจัดกิจกรรมดังกล่าว นอกจากนั้นก็จะเป็นการบังคับหรือการพิจารณาวินิจฉัยของ คณะกรรมการหลังจากที่ได้มีการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของการขออนุมัติงบประมาณแล้ว เรื่องของการดําเนินการแล้ว ก็จะอยู่ในข้อ ๒๖ ในข้อ ๒๖ นี้จะเป็นการที่ให้คณะกรรมการ กบป. ได้มีการพิจารณาวินิจฉัยการดําเนินงานของหน่วยงานในภาครัฐที่เกี่ยวกับการบริหาร การประชาสัมพันธ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าตรวจสอบแล้วพบว่ามีการเข้าข่ายทุจริต หรือในกรณี ที่มีข้อร้องเรียน หรือแม้แต่ที่คณะกรรมการไปพบเห็นเองก็ตาม ก็อาจจะมีการดําเนินการให้มี การชี้แจงแสดงเหตุผลก่อนที่จะพิจารณาวินิจฉัย การวินิจฉัยของคณะกรรมการ กบป. ก็อาจจะสั่งให้หน่วยงานในภาครัฐปฏิบัติการเพิ่มเติมใด ๆ ก็ได้ หรือมีการยับยั้งการปฏิบัติการใด ๆ อันเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ หรือเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการแทรกแซงสื่อ หรือการใช้จ่าย งบประมาณที่เข้าข่ายทุจริต ไม่คุ้มค่าหรือไม่มีประสิทธิภาพนั้น ๆ ครับ ส่วนในกรณี ที่มีการกระทําที่เข้าข่ายทุจริต หรือเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ตรงนี้เป็นอํานาจของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือหน่วยงานที่มีอํานาจหน้าที่ ตามกฎหมาย ซึ่งคณะกรรมการจะต้องส่งไปให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือหน่วยงาน หรือองค์กรที่ทําหน้าที่ในเรื่องดังกล่าว ในกรณีที่พบว่ามีการแทรกแซงสื่อ ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็น โดยการให้เงินหรือการสนับสนุนทางการเงินใด ๆ ก็ตาม กรณีดังกล่าวก็อาจจะเสนอเรื่อง ต่อหัวหน้าหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบเพื่อให้ดําเนินการทางวินัยและอาจเสนอให้ คณะรัฐมนตรีมีการพิจารณาสั่งโยกย้ายหรือพักการปฏิบัติงานผู้บริหารระดับสูงของ หน่วยงานในภาครัฐนั้นได้นะครับ

ประเด็นสุดท้ายก็คือเรื่องของการใช้จ่ายงบประมาณที่ไม่คุ้มค่า หรือไม่มี ประสิทธิภาพก็ให้คณะกรรมการส่งเรื่องไปยังสํานักงบประมาณเพื่อพิจารณาประกอบในการเสนอ คณะรัฐมนตรีนะครับ ทั้งนี้อาจจะเป็นการเสนอเพื่อระงับ ยับยั้งเรื่องดังกล่าว หรืออาจจะมี การปรับลด หรือเปลี่ยนแปลงงบประมาณในปีงบประมาณต่อไปก็ได้นะครับ

ส่วนในเรื่องของการไม่จัดส่งรายงานหรือรายงานล่าช้าอันนี้ก็เป็นเรื่อง ที่จะต้องไปว่ากันในเรื่องของการดําเนินการทางวินัยต่อเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบของหัวหน้า ส่วนราชการต่อไปนะครับ

แล้วก็ประเด็นสุดท้ายเนื่องจากเราเห็นว่าเรื่องนี้ควรจะต้องมีองค์ประกอบ ที่สําคัญก็คือหน่วยงานทางธุรการที่เข้ามาดูแลอํานวยการให้กับคณะกรรมการ กบป. ก็เห็นว่า คณะกรรมการนี้ควรจะอยู่ในหน่วยงานที่เป็นหน่วยงานกลาง ก็คือสํานักงานปลัด สํานักนายกรัฐมนตรี ก็ขอให้สํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีได้มีการจัดหาบุคลากร วัสดุอุปกรณ์ที่ทันสมัยและจําเป็นต่อการปฏิบัติงานตามอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการ กบป. ต่อไปครับ อันนี้ก็เป็นสาระสําคัญของร่างระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีฉบับนี้ ขอกราบขอบพระคุณครับ