ประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ หารือปัญหาข้อจำกัดของระเบียบการประชาสัมพันธ์ภาครัฐที่มีศักดิ์ต่ำกว่ากฎหมาย จึงเสนอให้ยกระดับเป็นกฎหมายเพื่อให้มีผลบังคับใช้กว้างขวาง ตรวจสอบการใช้งบประมาณได้โปร่งใส และป้องกันการรั่วไหลของเงินภาษี โดยเฉพาะในองค์กรอิสระ พร้อมเรียกร้องให้ปรับปรุงระเบียบการแต่งตั้งตัวแทนราชการและระบบประชาสัมพันธ์ให้มีประสิทธิภาพ ลดการสิ้นเปลืองตามหลักธรรมาภิบาล
ขอบคุณท่านประธานครับ กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๐๙๒ ก็เห็นหัวข้อแล้วก็ยังติดใจในเรื่องของตัวระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีฉบับนี้ว่า ชื่อเรื่องนี้คล้าย ๆ กับพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. ๒๕๔๖ ซึ่งฉบับนี้เป็นว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ ตัวนี้ก็คล้าย ๆ กัน ทีนี้ผมขอเรียนอย่างนี้ครับ เพราะว่าเป็นระเบียบศักดิ์ชั้นของกฎหมาย ต่ํากว่าพระราชกฤษฎีกาด้วย แล้วก็ยังต่ํากว่าพระราชบัญญัติด้วย ฉะนั้นถ้าจะให้ตัวกติกาฉบับนี้ สามารถใช้บังคับในภาครัฐได้ทุกหน่วยงานผมยังเห็นว่ามีความจําเป็นอย่างเช่นที่ท่านคํานูณ ได้เสนอไว้ในช่วงต้นนะครับว่าตรงนั้นถ้าสามารถทําได้ไม่ทราบว่าลองทบทวนดูได้อย่างไร แต่ก็ต้องชื่นชมนะครับว่าทางคณะกรรมาธิการชุดนี้ได้มีความคิดริเริ่มในสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ในการที่จะเข้ามาดูแลเรื่องงบประชาสัมพันธ์ งบประชาสัมพันธ์นี้เป็นงบที่เป็นที่รู้กันนะครับ ไม่ว่าจะเป็นจัดในลักษณะที่ตรงไปตรงมาหรือจัดในลักษณะที่อีเวนต์ (Event) ก็ตามตรงนี้ รั่วไหลมาก ผมเองมีโอกาสที่จะชี้แจงงบประมาณของสํานักงานอัยการติดต่อกันเกือบ ๑๐ ปี แล้วก็ไปชี้แจงที่นี่งบประชาสัมพันธ์จะมีอนุกรรมาธิการที่ตั้งกันขึ้นมาเพื่อพิจารณาเกี่ยวกับ เรื่องการประชาสัมพันธ์ทุกปีในเรื่องของตัวร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี ก็เป็นอย่างนี้ แล้วก็ไม่สามารถที่จะดําเนินการได้ ฉะนั้นในชั้นต้นตั้งแต่มีการเสนอคําขอ งบประมาณนี่นะครับ ตรงนั้นถ้าทีมงานของท่านประธาน เดิม ๆ นะครับต้องขออนุญาตเอ่ยนาม จะได้พิจารณาตรงนี้ถึงความจําเป็น แล้วก็ดูย้อนหลังว่าการใช้จ่ายเป็นอย่างไร ตรงนั้น จะทําให้เม็ดเงินซึ่งเป็นภาษีอากรของราษฎรนั้นสามารถใช้ได้โดยคุ้มค่า เพราะว่าการจัด งบประมาณในลักษณะนี้โดยส่วนใหญ่นี่จะใช้วิธีการผ่านออแกไนเซอร์ (Organizer) แล้วก็ ไม่สามารถที่จะตรวจสอบได้ชัดเจนว่างบที่ผ่านออกไปนั้นมีการใช้จ่ายไปมากน้อยสักเท่าใด ปีหนึ่งเป็นหมื่นล้านก็น่าเสียดายนะครับว่าถ้าหากว่าคิดคํานวณออกมาแล้วรั่วไหลไปประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ หายไปประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านบาทแล้วตรงนี้ก็สามารถที่จะนําเงิน งบประมาณเหล่านี้ไปพัฒนาประเทศชาติในทางที่ทําให้ประเทศนั้นมีความก้าวหน้าแล้ว ก็มีความพรั่งพร้อมได้มากยิ่งขึ้น แต่ก็ต้องขอบคุณที่กรรมาธิการชุดนี้ได้ริเริ่ม เพราะว่า ท่านประธานกรรมาธิการเองท่านก็อยู่ในหน่วยงานตรงนี้ แต่อยากให้กําชับในหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะหน่วยงานที่ต้องรายงานต่อสภาเกี่ยวกับเรื่องการใช้จ่าย โดยเฉพาะทาง ป.ป.ช. ไม่ทราบว่าทางอดีตท่านประธานได้รายงานด้วยตัวเองหรือไม่ เพราะในทางปฏิบัติ ส่วนใหญ่จะให้เลขา ซึ่งเลขาที่ไปรายงานกับทางรัฐสภาก็รายงานแล้วก็รับทราบ เพราะไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เพราะเป็นรูปของคณะกรรมการ ในเมื่อเลขาไปอย่างเก่ง ก็เต็มที่ครับ ขอบคุณครับที่เสนอแนะที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งแล้วจะนําไปกราบเรียน ท่านคณะกรรมการหรือองค์อํานาจให้ทราบถึงผลการสังเกตต่าง ๆ แล้วก็จะนํามาใช้ปรับในปี ต่อ ๆ ไป ปีหน้าก็เหมือนเดิมครับ พูดเหมือนท่องเป็นเทป (Tape) เลยครับ ก็จะได้อย่างนี้ ฉะนั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลง เป็นไปได้ไหมครับว่าจะกําหนดตรงนี้เป็นกฎหมายเลย ระเบียบตัวนี้ อาจจะไปขัดกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยต่าง ๆ ตรงนั้น ถ้าเป็นกฎหมาย ออกมาศักดิ์ชั้นของกฎหมายพระราชบัญญัติไม่ว่าเป็นพระราชบัญญัติปกติหรือ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ศักดิ์ชั้นนั้นเท่ากัน เมื่อเท่ากันแล้วกฎหมายที่ออก หลังสุดนี่ก็จะเป็นประโยชน์มากกว่า เพราะสามารถที่จะใช้บังคับได้ กฎหมายใดที่ขัดหรือแย้ง กับกฎหมายที่ล่าสุดก็จะใช้กฎหมายในปัจจุบัน ก็จะทําให้การตรวจสอบแล้วก็การกํากับ หรือว่าการสังเกตอะไรต่าง ๆ นี่สามารถนําไปใช้ได้ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าสามารถกําหนดได้นะครับ กระผมก็ขออนุญาตเสนอว่ากําหนดได้ไหมครับ อย่างน้อยตัวคณะกรรมการในเรื่องขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญหรือองค์กร ในรัฐธรรมนูญ ตรงนั้นอย่างน้อยต้องมีองค์คณะของตัวบุคลากรของคณะกรรมการมาร่วมรับฟัง ในการรายงาน แล้วก็รับข้อสังเกตเหล่านี้ไป ปีหน้ามาชี้แจงอีก หรือมารายงานอีก จะได้รับรู้ รับทราบว่าสิ่งที่นํากลับไปนั้นนําไปใช้แล้วก็นําไปแก้ไขถึงข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ในการที่จะให้ประเทศชาติพัฒนาหรือว่าเดินไปด้วยความรัดกุมหรือรอบคอบจะได้มีการปรับแก้ เพราะถ้าไม่มีตรงนี้ผมเชื่อว่าพอเลือกเสร็จบรรดากรรมการต่าง ๆ ในองค์กรอิสระเหล่านี้ พอได้เป็นแล้วไม่เคยมาเลย เมื่อไม่เคยมาประโยชน์ไม่เกิด ฉะนั้นในเมื่อถ้าจะแก้ตรงนี้ให้รับรู้ แล้วมารับฟังปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ๆ ก็จะได้ทราบถึงปัญหาในแต่ละครั้ง ๆ ที่ทางฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งเป็นผู้ให้ข้อสังเกตเพราะในฐานะที่เป็นตัวแทนของประชาชนจะได้ดําเนินการได้ตรงไป ตรงมานะครับ ตรงนั้นก็เป็นข้อสังเกตอย่าคิดว่าเป็นการติแต่คิดว่าดําเนินการเพื่อให้เกิด ประโยชน์อย่างยิ่งนะครับ แล้วก็งานต่าง ๆ ที่ออกมาไม่ทราบว่ามีตัวเลขไหม ทาง ป.ป.ช. มีตัวเลขไหมครับว่างานที่ได้รับเข้ามาแล้วผลการดําเนินการเป็นอย่างไร ประสบความสําเร็จ มากน้อยแค่ไหน แล้วก็ผลสุดท้ายมีการลงโทษได้จริงจังมากน้อยแค่ไหน ผมเองในฐานะที่เคย เป็นพนักงานอัยการเป็นผู้ฟ้องโอกาสที่จะฟ้องคนเรื่องทุจริตประพฤติมิชอบลักษณะมันเป็น นามธรรมครับ โอกาสที่จะนําตัวเข้าสู่โทษต่าง ๆ ยากมากเพราะอะไร เพราะ ๑. ด้วยกาลเวลา ๒. ก็อยู่อย่างไทย ๆ เพราะว่าความใกล้ชิดสนิทสนมบางครั้งพอรู้จักนาน ๆ เข้าความเกรงอก เกรงใจมี เพราะฉะนั้นการที่จะดําเนินการต่อไปก็อาจจะไม่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งกว่าที่จะ ได้มีการดําเนินการก็ใช้เวลานาน บุคลากรที่เกี่ยวข้อง พยานบุคคลต่าง ๆ ก็พ้นจากตําแหน่ง พ้นจากภาระ เกษียณอายุราชการไปแล้วก็มี ก็ทําให้ประโยชน์ที่จะนําบุคคลเหล่านี้มาเบิกความ หรือมาให้การในชั้นศาลที่จะยืนยันการกระทําความผิดบางครั้งก็ตามหาตัวยากแล้วแล้วก็ไม่มา ให้แถลงต่อศาลเพื่อออกหมายจับก็ไม่เกิดประโยชน์ อันนั้นก็เป็นช่องว่าง เพราะฉะนั้นถ้าหากว่า มีการเร่งรัดในเรื่องเหล่านี้ให้มีความกระชับยิ่งขึ้น ผมก็เชื่อมั่นว่าอาจจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ซึ่งปัจจุบันก็ได้แก้ไขไปส่วนหนึ่งเพราะว่าทางศาลยุติธรรมใช้วิธีพิจารณาต่อเนื่องแล้วก็นัดกัน ช่วงระยะเวลาและทีเดียวเลยรวดเดียว เมื่อลักษณะอย่างนี้ก็จะทําให้พยานหลักฐานต่าง ๆ สามารถที่จะนํามาเบิกความหรือว่ามาให้การในชั้นศาลได้เร็วกว่าแต่ก่อน ก็อยากให้ดูแล ในส่วนนี้นะครับ
ก็ขอลงในส่วนที่เกี่ยวข้องอีกสักนิดหนึ่งเนื่องจากว่าตัวคณะกรรมการก็ดี กรรมการที่เป็นโดยตําแหน่งโดยเฉพาะข้าราชการเท่าที่พบมาหลายหน่วยงานบางครั้งผู้แทน ของตําแหน่งไม่สามารถมาได้ก็จะไล่ลงไปเรื่อย ๆ บางครั้งตําแหน่งที่มาแทนเป็นตําแหน่งที่ไม่สูง แล้วก็ไม่กล้าที่จะตัดสินใจ แล้วก็ไม่สามารถที่จะให้ข้อมูลได้ อีกทั้งโดยสถานภาพที่มา ก็พอจะทราบว่าตนเองนั้นมีสถานะทางราชการไม่สูงพอ ผมเคยเจอก็ขออนุญาตไม่เอ่ย หน่วยงานตั้งลงมาต่ํากว่าระดับผู้อํานวยการคือตําแหน่งเลขาโดยตรงหรือระดับอธิบดี ตั้งตําแหน่งที่ต่ํากว่าระดับรองผู้อํานวยการอย่างนี้ เพราะฉะนั้นมาแล้วก็ไม่กล้าที่จะตัดสินใจ พอถามมาก ๆ เข้าก็รับจะกลับไปหารือ ลักษณะเดียวกับองค์กรอิสระที่ส่งเลขามาแล้วก็ไม่มี อํานาจการตัดสินใจได้แต่มารับข้อสังเกตกลับไป ซึ่งตรงนี้ผมเห็นว่าไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเป็นไปได้จะปรับได้ไหมว่าขั้นต่ําของผู้ที่จะมาแทน ผู้แทน โดยตําแหน่งตรงนั้นควรจะเป็นใครเพื่อให้การตัดสินใจหรือการร่วมให้ความรู้หรือการให้ คําแนะนําต่าง ๆ สามารถใช้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ผมมีข้อสังเกตนิดเดียวครับ ตัวระเบียบนี้ถ้าจะปรับให้มีความกระชับยิ่งขึ้นในการที่จะบังคับการใช้ประชาสัมพันธ์ เพราะว่าหลายหน่วยงานที่ประชาสัมพันธ์ออกไปเป็นการไปจัดซื้อจัดจ้างเรื่องของฝากก็ดี ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า เรื่องเสื้อ หรือว่าปากกา หรือดินสอ แล้วในทางปฏิบัติเป็นอย่างไรรู้ไหมครับ ส่วนใหญ่นี่ไปกองอยู่กับผู้บริหาร หรือระดับรองผู้บริหาร แล้วก็เวลาเรามีการจัด ประชุมสัมมนา หรือประชุมเฉพาะกลุ่ม เรื่องส่วนตัวด้วยซ้ําก็นําไปแจกเสมือนเป็นของ ส่วนตัว ตรงนี้จะมีวิธีการควบคุมอย่างไร เช่น หมวกก็ดี เสื้อก็ดี ร่มก็ดี จะเห็นเป็นจํานวน มากมายแล้วก็ทิ้งครับ เพราะว่าผู้บริหารหรือพวกบรรดาที่อบรมหลาย ๆ หลักสูตรนี่จะวน แล้ววนอีก วนเจอกันอยู่เป็นประจําแล้วก็รับฝากของเหล่านี้ มันก็ไม่ไปไหนหรอกครับ การประชาสัมพันธ์ไม่มีครับ แล้วก็เอาไปทิ้งไปขว้าง แล้วเสียดายครับ เงินภาษีอากรของราษฎร ทั้งนั้น ฉะนั้นเป็นไปได้ไหมครับในการที่จะตรวจสอบการใช้จ่ายหรือว่ามีวิธีการที่เข้มข้น คณะกรรมการตรวจสอบชุดนี้มีจริง แต่ผมเกรงว่าการดําเนินการนั้นจะไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย แล้วก็ไม่สามารถที่จะบรรลุเป้าหมายได้นะครับ ฉะนั้นขอย้อนกลับมาตรงนี้นิดหนึ่งเรื่องของ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. ๒๕๔๖ นี้ ตรงนี้ต้องถือว่ามีวางแนวทางไว้ค่อนข้างที่จะรัดกุมแล้วก็ชัดเจน แล้วก็เป็นธรรมาภิบาล นําส่วนนั้นมาใช้แล้วก็กําชับตรวจสอบจริง ๆ จัง ๆ นี่ผมเชื่อว่าก็สามารถทําได้ แต่ถ้าจะให้ดี ยิ่งขึ้นนะครับ ถ้าออกเป็นพระราชบัญญัตินั้นจะครอบคลุมแล้วก็สามารถใช้ได้กับ ทุกหน่วยงาน ก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการครับ ขอบคุณครับ