เลิศรัตน์ รัตนวานิช หารือร่างระเบียบการประชาสัมพันธ์ของภาครัฐ โดยเสนอให้ปรับกระบวนการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิให้โปร่งใสและชัดเจนยิ่งขึ้น พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นในการกำหนดเกณฑ์ตรวจสอบโครงการประชาสัมพันธ์อย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดภาระงานเกินควร และเสนอให้รวมเงินบริจาคในงบประมาณด้านการประชาสัมพันธ์โดยเฉพาะในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ รวมถึงเรียกร้องให้มีการเปิดเผยการใช้จ่ายกับสื่อต่อคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินเพื่อความโปร่งใส พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงกลไกการลงโทษกรณีแทรกแซงสื่อว่าควรชัดเจนและส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังแสดงความสนับสนุนร่างระเบียบดังกล่าวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือในการใช้งบประมาณของรัฐ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสในการอภิปรายในเรื่องระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารการประชาสัมพันธ์ในภาครัฐ เพื่อความโปร่งใส ผมก็เห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกทั้ง ๓ ท่านที่อภิปรายไปแล้วว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่มีความสําคัญ แล้วก็สอดคล้องกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่จะมีผลบังคับใช้ ที่ผ่านประชามติซึ่งในรัฐธรรมนูญนั้นก็ได้พูดถึงเรื่องการประชาสัมพันธ์ การใช้งบประชาสัมพันธ์ อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างมีความโปร่งใส อันนี้ก็น่าจะเป็นระเบียบที่สามารถนํามารองรับ มาตรา ๓๕ ของรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติได้ ผมคงจะขออนุญาตพูดถึงตัวร่างระเบียบ สัก ๔-๕ ประเด็น เพราะเพื่อนสมาชิกยังไม่ค่อยได้พูดถึงกันเป็นการเสริมจากที่ได้มี การอภิปรายไปแล้ว ในเรื่องของคณะกรรมการที่เรียกตัวย่อว่าคณะกรรมการ กบป. มีองค์ประกอบซึ่งผมคิดว่ากรรมาธิการคงจะได้พิจารณาความเหมาะสมแล้ว ก็คงไม่มี ข้อสังเกตอะไรมากมายนัก เพียงแต่ว่าในการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเมื่อได้มีการทําบัญชีแล้ว ประกาศรับสมัครแล้ว ทาบทามแล้ว แล้วสรุปว่าในข้อ ๗ ให้สํานักงานส่งบัญชีรายชื่อทั้งหมด ให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาคัดเลือกเพื่อแต่งตั้ง อาจจะเป็นการเขียนกระบวนการที่รวบรัด ไปนิดหนึ่งนะครับ แล้วก็ดูแล้วขาดความโปร่งใสเพราะสํานักงานไปประกาศรับสมัคร ไปทาบทามคนแล้วส่งชื่อนายกรัฐมนตรี เพราะแม้แต่การแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา ตามรัฐธรรมนูญใหม่นี่เขาก็ยังเขียนให้เห็นว่ามีกรรมการสรรหาซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง ไม่ใช่นายกรัฐมนตรีเป็นคนไปเลือกคนทั้งหมด ฉะนั้นก็น่าจะเขียนให้มีลักษณะเป็นให้ นายกรัฐมนตรีตั้งกรรมการสรรหาขึ้นมาพิจารณาเสนอหรือดําเนินการสรรหานะครับ อันนี้ก็จะทําให้ดูดีขึ้นแล้วก็มีความเหมาะสมขึ้น ไม่เอาภาระไปทิ้งไว้ให้ท่านนายกรัฐมนตรี แต่เพียงท่านเดียว ส่วนในเรื่องของอํานาจการอนุมัติที่เป็นในข้อ ๖ ข้อ ๓ นี่ ให้ข้อสังเกต ในการดําเนินการตามโครงการที่ได้รับอนุมัติงบประมาณและวินิจฉัยสั่งการ ปัจจุบันนี้คณะรัฐมนตรีชุดนี้ เมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๘ คือเมื่อ ๑ ปีเศษ ได้มีมติ คณะรัฐมนตรีว่างบประชาสัมพันธ์ งบอีเวนต์ (Event) งบกิจกรรมที่ใช้งบเกิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ให้หน่วยงานรวบรวมนําเสนอต่อ คตร. คตร. คือคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบ การใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ ซึ่งคณะรัฐมนตรีตั้งขึ้นนะครับ เมื่อ คตร. ได้รับรายงานแล้ว ก็คงพิจารณาและรวบรวมทั้งหมดส่งคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ เพราะฉะนั้นการดําเนินการ ลักษณะที่ระเบียบนี้กําลังดําเนินการก็ไม่ใช่อะไรที่จะไปทําจนหน่วยงานจะคิดว่าเป็นเรื่องใหม่ เอี่ยมอ่อง หน่วยงานทุกวันนี้ก็ปฏิบัติอยู่แล้วในขั้นของโอเปอเรชัน (Operation) คือขั้นตอน ทั้งหมดเราต้องมองเห็นว่าขั้นแรก คือขั้นการของบประมาณ ซึ่งขั้นนั้นเราก็ต้องทําโครงการ ค่อนข้างละเอียดตามระเบียบที่กําหนดไว้ส่งให้สํานักงบประมาณ แต่สํานักงบประมาณไม่ได้ส่ง คณะรัฐมนตรีนะครับส่งสํานักงบประมาณ สํานักงบประมาณจะไปดู ครม. ไม่มีโอกาส ดูหรอกในช่วงแรกนั้นนะ สํานักงบประมาณจะดูความเหมาะสมจะมีอนุขึ้นมาไล่เลียงว่า งบที่ขอมานี้มีประโยชน์ไหม มีประสิทธิภาพไหม เรื่องความโปร่งใสคงยังดูไม่ได้เพราะมันยัง ไม่ได้ดําเนินการ ถ้าเขาเห็นด้วยเขาก็นําเสนอ ครม. ในเรื่องของงบที่จะจัดตั้งขึ้นจากนั้นก็มาสู่สภา ตรงสภานี่แหละครับ กรรมาธิการสภาจะเห็นรายละเอียดของงบที่เสนอขึ้นมาในการใช้ทํา อีเวนต์ (Event) หรือทําประชาสัมพันธ์ และกรรมาธิการของสภาก็จะเป็นคนไล่เลียง ถึงประสิทธิภาพ ถึงความเหมาะสมต่าง ๆ แต่ความโปร่งใสมันไปดูกันตอนจะใช้งบ เพราะฉะนั้นมติ ครม. ที่ผมกล่าวถึงให้ คตร. มีหน้าที่ในการตรวจสอบ คือเมื่อหน่วยงาน จะจัดซื้อจัดจ้างก็ให้รายงานให้กับ คตร. คตร. ก็รวบรวมส่งคณะรัฐมนตรี ตรงนี้คือการที่ ภาครัฐหรือหน่วยงานตรวจสอบจะได้เห็นของจริงว่าเขาจะทําอะไร และเขาก็มาติดตามอีกทีหนึ่ง หลังจากนั้นเมื่อได้ดําเนินการจัดซื้อจัดจ้าง ดําเนินการประชาสัมพันธ์ไปแล้ว ก็รายงาน อีกครั้งหนึ่ง รายงานผลการดําเนินการภายใน ๓๐ วันให้คณะกรรมการต่าง ๆ ทราบ ผมก็เพียงแต่ตั้งข้อสังเกตให้เห็นในภาพกว้างว่ามันทํากันอย่างไรนะครับ แล้วก็คิดว่าอยากจะ เสนอแนะให้คณะกรรมาธิการเพิ่มขั้นต่ํา เช่น ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาทเหมือนที่ดําเนินการอยู่ ทุกวันนี้ มิฉะนั้นแล้วท่านจะมีภาระเอกสาร ภาระมากมาย โครงการประชาสัมพันธ์ของ หน่วยงานของรัฐผมว่ามีเป็นพันเป็นหมื่นโครงการ โครงการเล็กโครงการน้อย เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อท่านไม่มีมินิมัม (Minimum) ไว้เลย ไม่มีการกําหนดไว้เลยท่านก็จะทํางานยากครับ
ต่อไปในส่วนของข้อ ๑๑ ครับ ข้อ ๑๑ ก็ฝากท่านดูนิดหนึ่ง คําพูดอาจจะ เขียนแล้วปฏิบัติยาก ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตําแหน่งก่อนวาระแล้วยังไม่ได้ แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตําแหน่งที่ว่าง ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเท่าที่เหลืออยู่ ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ ผมคิดว่าน่าจะเขียนว่าให้คณะกรรมการเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ ต่อไปได้ และให้ถือว่าคณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเท่าที่มีอยู่ ก็จะทําให้ เวิร์ดดิง (Wording) มันดีขึ้นนะครับ
ในประเด็นของหมวด ๒ หลักเกณฑ์และวิธีการบริหารการประชาสัมพันธ์ ในภาครัฐเพื่อความโปร่งใส ท่านก็วางมา ๔ หลักเกณฑ์ในข้อ ๑๖ นะครับ ไม่มีข้อความ เสียงของผู้บริหาร เป็นการประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ และท่านก็มาสรุปไว้ในวรรคสองของข้อ ๑๖ นี้ว่าความในวรรคก่อนมิให้ใช้บังคับแก่การโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือการรณรงค์เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์และค่านิยมที่ดี และการสร้างความเชื่อมั่นด้านต่าง ๆ ของประเทศในสื่อสารมวลชน สื่อสังคมออนไลน์ หรือสื่ออื่นใดทั้งภายในประเทศและ ในต่างประเทศ ตรงนี้ผมอยากจะกราบเรียนนิดหนึ่งถึงข้อยกเว้นนี้ เมื่อสักครู่ท่านนิกร จํานง ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านพาดพิงถึงผมโดยทางอ้อมโดยท่านไม่ทราบ ท่านพูดถึงการประชาสัมพันธ์โครงการปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดําริ ท่านประธาน กรรมาธิการ ท่านปานเทพคงจะทราบดี ผมเป็นประธานกรรมการประชาสัมพันธ์ในโครงการนั้น ตอนที่เป็นเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารบกก็ดําเนินการอย่างที่ท่านนิกรพูดนั่นแหละ คือจริง ๆ แล้วการประชาสัมพันธ์ลักษณะเช่นนั้นเป็นการประชาสัมพันธ์และการ ปจว. คือปฏิบัติการจิตวิทยาด้วยมันต้องใช้หลายรูปแบบ แต่งบที่ตั้งมาเป็นงบประชาสัมพันธ์ ก็ดําเนินการทั้งในส่วนของการจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ทั่ว ๆ ไป แล้วการจัดกิจกรรม ปจว. ก็คือการส่งทหารไปคุยกับชาวบ้าน ไปอธิบายเหตุและผลแต่ละครัวเรือน พวกทํานากุ้งว่า เขาจะต้องเสียสละให้ออกไปอยู่ชายทะเลต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะการกั้นแม่น้ําปากพนัง ด้วยประตูระบายน้ําตามแนวทางพระราชดํารินั้นก็จะทําให้น้ําทะเลเข้ามาไม่ได้ น้ําในแม่น้ํา ก็จะกลายเป็นน้ําจืด ซึ่งเป็นพระราชดําริที่ทําให้ประชาชนหลายหมื่นคนที่ต้องละทิ้งที่ทํานา ๕๐๐,๐๐๐ ไร่ สามารถกลับมาทํานาได้เพราะได้ปรับเป็นน้ําจืด เพราะฉะนั้นการดําเนินการ โครงการใด ๆ ก็แล้วแต่ก็จะต้องมีผู้ที่เสียประโยชน์ แต่โครงการพระราชดําริก็จะมองถึง ประชาชนส่วนใหญ่ แต่การที่จะให้ผู้ที่เสียประโยชน์ส่วนน้อยยอมเสียสละก็เป็นเรื่องของ การดําเนินการที่ต้องใช้หลายภาคส่วนเข้ามาช่วย ก็ฝากตรงนี้ว่าการดําเนินการโครงการ พระราชดําริที่เป็นการประชาสัมพันธ์ ส่วนหนึ่งก็จะมีงาน ปจว. อยู่ด้วย และที่สําคัญคือจะมี งบบริจาคเป็นส่วนใหญ่ วันนั้นผมหาเงินกว่า ๑๐๐ ล้านบาทเพื่อนํามาใช้ ทุกวันนี้สิ่งที่ยังเหลืออยู่ คือแม้แต่การก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์และที่ทรงงานที่อยู่ปากพนังมูลค่า ๖๐ ล้านบาท ก็เป็นส่วนหนึ่งของงานประชาสัมพันธ์ที่ได้จากเงินบริจาค เพราะฉะนั้นเวลาท่านเขียน ท่านพูดถึงเงิน ๓ ส่วน คือ เงินงบประมาณแผ่นดิน เงินนอกงบประมาณ และเงินกู้ ท่านอาจจะรวมถึงเงินบริจาคด้วย เพราะทุกครั้งที่ผมทํางานด้วยเงินบริจาคไม่ว่าจะเป็นการพลิกฟื้น ที่สึนามิต่าง ๆ นี่ สํานักงบประมาณจะบอกว่าเงินบริจาคคือเงินที่จะต้องใช้จ่ายตามระเบียบ ของการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน เพราะฉะนั้นกรุณาเพิ่มเงินบริจาคเข้าไปด้วย แล้วก็ทําให้ เกิดความยุ่งยากมากเลยจะซื้ออะไรสักอย่างก็ต้องเข้าขั้นตอนนะครับ จะขั้นตอนปกติ หรือขั้นตอนพิเศษก็แล้วแต่ การทําโครงการที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ก็เช่นเดียวกันเราก็ใช้ทหาร ลงไปเดินเพื่อให้ชาวบ้านยอมออกจากอ่างเก็บน้ําที่จะต้องกลายเป็นอ่างเก็บน้ําเมื่อทําเขื่อนกั้นแล้ว ตามแนวทางพระราชดําริ นั่นก็ใช้การทํางานลักษณะ ปจว. จัดคอนเสิร์ตขึ้นมาเพื่อสร้าง ภาพลักษณ์ต่าง ๆ เพราะฉะนั้นก็ต้องฝากข้อสังเกตไว้ว่างบประชาสัมพันธ์มันสามารถใช้ได้ มากไปกว่าอีเวนต์ (Event) ด้วย อีกนิดหนึ่งนะครับท่านประธาน ในเรื่องของการส่งเรื่องให้ใคร มันมีในรัฐธรรมนูญได้กําหนดไว้ในมาตรา ๓๕ ของรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านประชามติว่า เมื่อใช้เงินหรือทรัพย์สินอื่นเพื่ออุดหนุนกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นของเอกชน รัฐจะกระทํามิได้ หน่วยงานของรัฐที่ใช้จ่ายเงินหรือทรัพย์สินให้สื่อมวลชนไม่ว่าเพื่อประโยชน์ ในการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ หรือเพื่อการอื่นใดในทํานองเดียวกันต้องเปิดเผยรายละเอียด ให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ทราบตามระยะเวลาที่กําหนด และประกาศให้ประชาชน ทราบด้วย อันนี้ในระเบียบของกรรมาธิการได้พูดถึงเรื่องการเปิดเผยรายงานผลการดําเนินงาน โดยส่งให้คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นใหม่ภายใน ๓๐ วัน ผมคิดว่าเพื่อให้เป็นร่างระเบียบที่สอดคล้อง รองรับรัฐธรรมนูญใหม่ก็ควรจะกําหนดไว้ด้วยเลยนะครับว่าให้ส่งให้คณะกรรมการ ตรวจเงินแผ่นดินด้วย เพราะในการปฏิบัตินั้นคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินนี่แหละเป็นผู้ที่ตรวจการใช้เงิน ของแผ่นดิน ส่วนเมื่อท่านจะมีกรรมการ กบป. ขึ้นมาเพื่อทําหน้าที่ถ้าเขาตรวจพบว่ามีการใช้เงิน ที่ไม่ถูกต้องเขาต้องส่งที่ สตง. ก่อน สตง. เป็นผู้ที่จะตรวจสอบการใช้เงินอย่างมีกฎหมาย รองรับ ถ้า สตง. เห็นว่ามีการใช้จ่ายเงินที่ผิดหลักเกณฑ์ ที่ไม่เหมาะสม สตง. นี่แหละจะเป็น ผู้สรุปแล้วก็เสนอหรือฟ้องไปที่ ป.ป.ช. เพื่อดําเนินการขั้นต่อไปและขั้นตอนก็เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นการมีคณะกรรมการขึ้นมาดําเนินการอยู่ตรงกลางก็ไม่ได้เสียหายอะไร ผมคิดว่า เป็นการช่วยให้ สตง. ทํางานง่ายขึ้นคือเอาผลการสอบสวน เอาหลักฐาน ที่คณะกรรมการ กบป. ที่ตั้งขึ้นมานี่นํามาใช้ประโยชน์ได้ต่อไปนะครับ
ประเด็นสุดท้าย ในข้อ ๒๖ วรรคสี่ ท่านบอกว่าเมื่อมีการแทรกแซงสื่อนี่ ให้ดําเนินการทางวินัยและอาจเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งโยกย้ายหรือพักการปฏิบัติงาน ผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานในภาครัฐ ผมไม่แน่ใจว่าถ้าเราคิดว่ามีคนทําผิดแล้วเราจะไป เสนอคณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีมีอํานาจในการย้ายคนขนาดไหน อย่างไรนะครับ ไม่ทราบ ขั้นตอนนี้จะถูกหรือไม่ก็ฝากกรรมาธิการไปดูว่าถ้าเราพบว่าคนคนหนึ่งมีพฤติกรรม ในการแทรกแซงสื่อ พฤติกรรมในการมีผลประโยชน์ทับซ้อนนี้ ขั้นตอนคงไม่ใช่ไปสรุปเสนอ คณะรัฐมนตรีกระมังครับคงไม่ใช่ คณะรัฐมนตรีจะไปสั่งการอะไร ผมไม่เคยเห็นมติ ครม. เรื่องเหล่านี้เลย มันก็ควรจะส่งให้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบ จะเป็นรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ คนคนนั้นจะเป็นปลัดกระทรวง อธิบดี หรือถ้าคิดว่าหลักฐานชัดเจนก็ส่ง สตง. หรือส่ง ป.ป.ช. ก็แล้วแต่ถ้ามีอํานาจตรงนั้น ก็ขออนุญาตฝากข้อสังเกตไว้ ๔-๕ ประเด็นครับ ก็ขอสนับสนุนรายงานฉบับนี้แล้วก็ร่างระเบียบซึ่งผมคิดว่าจะทําให้เราสามารถควบคุมการใช้ งบประมาณของรัฐในด้านการประชาสัมพันธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความโปร่งใส มากยิ่งขึ้นครับ ขอบพระคุณครับ