รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ชุดที่ ๒๓ ปีที่ ๓
ครั้งที่ ๓ (สมัยสามัญทั่วไป)
วันอังคารที่ ๑๑ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๓
ณ ตึกรัฐสภา
ขออนุญาตครับท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ กระผม นายวิทยา บุรณศิริ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตนําเรียน ท่านประธานนะครับ แล้วก็มีประเด็นที่หารือซึ่งคิดว่าเป็นประโยชน์กับปัญหาที่เกิดขึ้น ในบ้านเมือง ต่อเหตุการณ์บ้านเมืองครับท่านประธาน ที่หลายคนวิตกกังวลว่า ความขัดแย้งในสังคมที่เกิดขึ้น ปัญหาการเดินไปข้างหน้าของพี่น้องประชาชนในสังคม ผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นองค์รวมจะจบในสภาพอย่างไร บ้างก็รอคอยโรดแมพ (Roadmap) ของท่านนายกรัฐมนตรี บ้างก็มีข้อเรียกร้อง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มหลากสีหรือจากกลุ่มที่มี ความขัดแย้งกันอยู่ก็ตาม ผมขออนุญาตต่อที่ประชุมแห่งนี้ ผมคิดว่าสิ่งสําคัญที่สุดสมาชิก ในซีกของพรรคเพื่อไทยได้หารือเมื่อวานนี้ แล้วก็อยากจะให้ผมนําเรียนต่อที่ประชุม ผ่านไปยังท่านประธานรัฐสภาเพื่อขอความกรุณาว่าได้โปรดดําเนินการใช้อํานาจ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๓๗ วรรคหนึ่ง ประกอบกับข้อบังคับ การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ข้อ ๘ (๕) ซึ่งท่านประธานรัฐสภาก็เคยมาใช้แล้ว ๑ ครั้ง ในการแก้ปัญหาในปี ที่ผ่านมา ซึ่งการกําหนดในครั้งนั้นก็เป็ นการกําหนดให้มี คณะกรรมการขึ้นมา ๒ คณะ คณะหนึ่งก็ไปแก้ปัญหาเรื่องปรองดอง สมานฉันท์ โดยเรื่องปัญหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นส่วนหนึ่งที่มีการศึกษาแล้วก็สําเร็จลุล่วง อีกคณะหนึ่งเป็นคณะเยียวยา ซึ่งผลของการศึกษานั้นก็ทราบว่าสรุปเรียบร้อย แล้วก็ นําเสนอต่อท่านประธานรัฐสภาเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ ท่านประธานครับ หากติดตาม ปัญหาของบ้านเมืองในเดือนเมษายนตั้งแต่ต้นเดือนมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ซึ่งหลายฝ่ายนั้นใจจดใจจ่อ และดูเสมือนว่าพี่น้องประชาชนที่รอคอยคําตอบจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ด้วยการรอคอยอยากจะให้ความหวังนั้นเป็นจริง แต่จากการติดตามสถานการณ์ของบ้านเมืองผมคิดว่าปัญหานั้นโดยความคาดหวังของ พี่น้องประชาชนจะจบลงเร็ววันนั้น ได้ติดตามแล้วผมคงว่ามันเป็นเรื่องที่ยาก จึงใคร่ขอ เสนอให้ท่านประธานในฐานะเป็ นประมุขของฝ่ำยนิติบัญญัติ ท่านได้แต่งตั้ง คณะกรรมการขึ้นมาอีกชุดหนึ่งซึ่งเป็นสมาชิกรัฐสภา แล้วก็ดําเนินการกําหนดขั้นตอน นี่ผมขออนุญาตเอ่ยเป็ นภาษาอังกฤษก็คือโรดแมพที่เขานิยมชมชอบกัน ให้คณะกรรมการชุดนี้มาจากรัฐสภา โดยทํารายละเอียดนําเสนอให้กับนายกรัฐมนตรี เพื่อถือปฏิบัติหรือเพื่อเป็ นแนวทางในการประกอบการพิจารณา ในรายละเอียด ผมขออนุญาตอ่านให้ท่านประธาน เดี๋ยวผมจะส่งรายละเอียดอันนี้ให้ท่านประธาน แล้วหากเป็นไปได้ท่านจะกรุณาดําเนินการตามที่ผมนําเรียนต่อที่ประชุมแห่งนี้ผ่านไปถึง ท่านประธานนะครับ
ผมว่าให้จบกระบวนการสักหน่อย แล้วก็เสนอเป็นญัตติขึ้นมาได้ไหมครับ
มันไม่สามารถทําได้ครับ เพราะว่าตอนนี้ผมต้องพึ่งสิ่งที่ท่านประธานได้เคยดําเนินการ ต่อรัฐสภาแห่งนี้ก็คืออํานาจของท่านประธาน ผมขออนุญาตอ่านให้จบกระบวนการ แล้วผมส่งให้ท่าน แล้วท่านจะมีปฏิกิริยากับเรื่องนี้อย่างไร ผมคิดว่าเป็นความกรุณาของ ท่านประธานครับ
คือทําอะไรให้ถูกระเบียบแล้ว ผมเอาด้วยทั้งนั้นนะครับ เพราะผมไม่ขัดข้อง
เพราะทําแบบที่ผ่านมาครับ โดยสิ่งที่ผมเสนอ แผนขั้นตอนที่จะดําเนินการนะครับ
๑. ให้รัฐสภาเป็นผู้เสนอแผนแทนรัฐบาล โดยมีสาระสําคัญคือ
๑.๑.จะต้องให้ความขัดแย้งของสังคมยุติโดยเร็วที่สุดเพื่อนํา ประเทศชาติเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย
๑.๒ จะต้องเป็นตัวกลางที่คุยกับทั้ง ๒ ฝ่าย ทั้ง นปช. และรัฐบาล เพื่อแก้ข้อวิตกกังวลที่ทั้ง ๒ ฝ่ายมี
๒. ให้การยุบสภาและการกําหนดวันเลือกตั้งนั้นต้องชัดเจนและเร็วที่สุด ทั้งนี้เพื่อให้บ้านเมืองหลุดพ้นเงื่อนไขโรคแทรกซ้อนที่จะเข้ามาขัดขวางไม่ให้เกิด ความปรองดองและให้ประเทศชาติพ้นจากภาวะอึมครึมโดยเร็วที่สุด
๓. การพัฒนาโรดแมพให้เป็นสัญญาประชาคมโดยให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม โดยคณะกรรมการซึ่งท่านประธานจะเป็นผู้ดําเนินการจัดตั้งมาจากทุกฝ่าย และรับฟัง ความคิดเห็นและสรุปให้เสร็จโดยเร็วในเวลาที่กําหนด
สิ่งนี้ครับท่านประธาน ผมได้ติดตามในรายละเอียดของท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ ๕ ข้อ ยิ่งนานวันยิ่งทําได้ยากครับ จึงใคร่เสนอท่านประธานรัฐสภาได้โปรด รับเรื่องที่กระผมได้นําเสนอต่อที่ประชุมแห่งนี้ประกอบการพิจารณา ควรมิควรแล้วแต่ จะโปรดนะครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
คือความจริงผมค้างท่านสมาชิก ที่จะปรึกษาหารือคราวที่แล้วนี่ร่วม ๒๐ ท่าน แต่เนื่องจากว่าการประชุมของเรา แต่ละครั้งนั้นไม่เป็ นไปตามเวลาครับ เรื่องต่าง ๆ ก็เลยค้างอยู่มาก ผมจะขอ ความกรุณาให้เป็นวันพรุ่งนี้ได้ไหมครับท่านที่ค้างอยู่ ๒๐ กว่าท่านมาแต่เช้าหน่อยแล้วเรา ก็เริ่มกันนะครับ เมื่อกี้ผมได้เรียนต่อที่ประชุมแล้วนะครับว่าจะขอฟังความคิดเห็น แต่ละฝ่ำยสักเล็กน้อยก่อนที่จะดําเนินการประชุมตามระเบียบวาระการประชุม เอาทางฝ่ายรัฐบาล ท่านวิทยา แก้วภราดัย มีความเห็นอย่างไรหรือตัวแทนก็ได้ครับ แล้วต่อไปก็เป็นวิป (Whip) ฝ่ายวุฒิสภาครับ เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมคิดว่าบรรยากาศของประเทศไทย ขณะนี้ก็เป็นช่วงของการที่จะพยายามแสวงหาทางออกนะครับ ข้อเสนอของเพื่อนสมาชิก เมื่อสักครู่ก็เริ่มต้นจากกระบวนการที่พยายามหันหน้าเข้าหากัน ผมคิดว่าสังคมก็เห็นด้วยครับ แต่อยากให้ท่านประธานติดตามบรรยากาศภายนอกสภาสักนิดหนึ่ง เพราะบรรยากาศ ภายในสภาจริง ๆ มันก็สะท้อนรูปแบบจากนอกสภาครับ ถ้านอกสภาค่อนข้างจะเย็นลง แล้วก็มีท่าทีของการที่จะปรึกษาหารือ ท่าทีในสภาก็จะเป็ นเช่นเดียวกันครับ แล้วกระบวนการในสภาที่ผ่านมาในรอบ ๒-๓ เดือนที่ผ่านมา ผมเข้าใจว่า ท่านประธานสภาเองก็จะเข้าใจบรรยากาศอย่างดีมาตลอดนะครับว่าทั้งหมดเป็นข้อเสนอ ส่วนจะเป็นจริงได้หรือไม่ได้ก็อยู่ที่วิถีปฏิบัติที่พวกเราจะเดินเข้าไปหาจริงหรือเปล่า ถ้าเรา ตั้งใจจะเดินเข้าไปหาจริง ๆ ผมก็คิดว่าเป็นทางออกของสังคมครับ
ขอบคุณครับ ท่านสุพจน์ครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุพจน์ โพธิ์ทองคํา สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในความเห็นที่ท่านประธานวิปฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลได้เสนอ ซึ่งมีผลผูกพันที่จะต้องให้ วุฒิสมาชิกไปเกี่ยวข้องด้วยในการที่จะตั้งกรรมการหรือกรรมาธิการก็ตาม ที่จะจัดทําเรื่องของ โรดแมพเพื่อให้เกิดความเป็นสุขแก่พี่น้องประชาชน ผมคิดว่าประธานวุฒิสภาและสมาชิก วุฒิสภาทุกท่านพร้อมที่จะร่วมมือ ถึงแม้เราจะมีคณะกรรมการสมานฉันท์ซึ่งประกอบด้วย ทุกฝ่ายอยู่แล้ว แต่ว่าหากเราจะมีอีกคณะหนึ่งที่ทํางานให้ประสานกันก็คิดว่าวุฒิสภา เห็นด้วยครับ
ท่านวิทยาครับ ผมว่าให้เรา เข้าระเบียบวาระที่ค้างอยู่ให้มันเสร็จก่อน แล้วเราจะดําเนินการเพื่อไม่ให้เสียเวลา ผมจะเปิดโอกาสให้ปรึกษาหารือกันในเรื่องของท่านนะครับ พอแล้วครับ ผมขอเข้าสู่ ระเบียบวาระนะครับ ระเบียบวาระที่เราจะประชุมต่อไป หมอประสิทธิ์ผมไม่อนุญาตนะครับ ผมไม่อนุญาตแล้วครับ จะนิดหน่อยอะไรก็ช่างเถอะครับ ขอความกรุณาเถอะครับ ให้เราผ่านสักนิดหน่อยเถอะครับ เดี๋ยวครับ มีความเห็นเยอะแยะครับ นั่งลงก่อนเถอะครับ ขอบคุณครับ ผมขอดําเนินการประชุม ขณะนี้มีองค์ประชุมที่เซ็นชื่อแล้ว ๓๘๗ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้ว กระผมขอดําเนินการประชุม
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
เรียนท่านสมาชิกนะครับ คือสืบเนื่องจากในการประชุมคราวที่แล้ว การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ ๒ (สมัยสามัญทั่วไป) วันศุกร์ที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๓ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้เสนอญัตติขอเปลี่ยนระเบียบวาระการประชุม เพื่อขอนํากรอบการเจรจาตามระเบียบวาระที่ ๔.๕ และ ๔.๖ ขึ้นมาพิจารณาก่อน หลังจากสมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็นจนได้เวลาพอสมควรแล้ว ก่อนที่ที่ประชุม จะลงมติในญัตติดังกล่าว ประธานของที่ประชุมคือท่านประสพสุข บุญเดช ได้ขอตรวจสอบองค์ประชุม ปรากฏว่าไม่ครบองค์ประชุม ประธานจึงได้สั่งให้เลื่อนมา พิจารณาต่อในวันนี้ ดังนั้นผมขอดําเนินการต่อเลยนะครับ
ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับญัตติขอเปลี่ยน ระเบียบวาระการประชุมตามที่รัฐมนตรีเสนอหรือไม่นะครับ มีอะไรครับวิทยาทั้ง ๒ วิทยา
คือท่านประธานจะอนุญาตผมให้ใช้ตอนเข้าระเบียบวาระถูกต้องหรือไม่ครับ ประเด็น ที่ผมนําเสนอท่านประธานหรือว่าท่านจะให้ผมใช้จังหวะช่วงไหนครับ
หลังจากพิจารณาระเบียบวาระ ๔.๕ ๔.๖ เสร็จนะครับ
ผมคิดว่านะครับท่านประธาน ผมขออนุญาตนิดเดียวครับ
เพราะเรื่องมันยาวนะครับ พอจบแล้ว ผมปรึกษากับท่านประธานประสพสุขแล้วนะครับ ขอให้จบทั้ง ๒ เรื่องนี้ เสร็จแล้วเราจะได้ พูดกันครับ
ขออนุญาตนิดหนึ่งได้ไหมครับ ให้ผมใช้เหตุผลนิดหนึ่งได้ไหมครับท่านประธาน ให้ผมใช้ เหตุผลสักนิดหนึ่งได้ไหมครับ พอดีท่านวุฒิสมาชิกอาจจะยังไม่เข้าใจถึงคําถามของผม หรือคําที่ผมหารือกับท่านประธานครับ
คือเดี๋ยวผมจะเอาเรื่องที่ท่านเขียน โรดแมพพรรคเพื่อไทยนี่นะครับ ขออนุญาตท่าน แล้วจะถ่ายแล้วก็แจกในห้องประชุมนี้ เลยครับ
คืออย่างนี้ครับท่านประธาน สิ่งที่ผมร้องขอนั้นไม่ใช่เป็นอํานาจของสภาแต่อยากให้เป็น อํานาจของท่านประธานรัฐสภา ซึ่งสมาชิกจะอภิปรายสนับสนุน ถ้าวุฒิสมาชิกเห็นด้วย สมาชิกของพรรคร่วมรัฐบาล สมาชิกพรรคร่วมฝ่ายค้านเห็นด้วยมันก็จะนําไปสู่กระบวนการ ให้ท่านประธานรัฐสภาปฏิบัติ ถือว่าเป็นฉันทานุมัติ ซึ่งจะใช้เวลาไม่นานครับท่าน และหลังจากนั้นก็เข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมในสิ่งที่ท่านประธานจะขอเลื่อนขึ้นมา เพราะผมทราบอยู่ว่ามีหนังสือถึงผมว่าจะขอเลื่อนระเบียบวาระที่ ๔.๕ ระเบียบวาระที่ ๔.๖ ขึ้นมาพิจารณาเรื่อง ระเบียบวาระการประชุมของพรรคภูมิใจไทยที่ประสานผมมา เป็นอย่างนั้นครับ ก็เลยว่าจะหารือเรื่องของประเทศชาติ
เรื่องอะไรนะครับ พรรคภูมิใจไทย เขาปรึกษาท่านเรื่องอะไรครับ
ก็มีเรื่องเข้า เรื่องโครงการ
ตอนนี้มันอยู่ในระเบียบวาระ การประชุมแล้วครับ
ก็นั่นสิครับ
มันไม่จําเป็นจะต้องประสานอะไร เพราะมันอยู่ในระเบียบวาระการประชุมครับ
ก็เขาขอเลื่อนขึ้นมาครับท่าน
เอาเชิญพูดไปหน่อยก็ได้ ท่านต้องการพูด ผมก็อนุญาต เดี๋ยวคุณหมอประสิทธิ์จะเสียใจ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา
ขออภัยคือวิปของท่านอยากพูด ผมก็ต้องอนุญาต แล้วท่านไม่ใช่เป็นวิปก็นั่งลงก่อน เชิญ
กราบเรียน ต้องขอขอบพระคุณท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาที่เคารพ กระผม วิทยา บุรณศิริ ในฐานะสมาชิกพรรคเพื่อไทย ประธานผู้ประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน ก่อนอื่นต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธานรัฐสภาที่ให้โอกาสกระผมได้นําเสนอ ประเด็นต่อกรณีของเหตุการณ์บ้านเมืองที่รออัศวินขี่ม้าขาวมากําหนดชะตากรรมของ บ้านเมืองให้มีข้อยุติในแนวทางของสันติภาพ ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ในอดีตที่ผ่านมา มีคําสั่งของรัฐสภา ที่ ๑๗/๒๕๕๒ คําสั่งนั้นออกโดยท่านประธานรัฐสภาเป็นการแต่งตั้ง คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือว่า คณะกรรมการชุดนี้ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ซึ่งเป็นสถาบันและมีบทบาทสําคัญยิ่ง ในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เช่นกันครับท่านสมาชิกรัฐสภา ปัญหา ความขัดแย้งของสังคมปัจจุบันเราต้องยอมรับว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเมืองมีส่วนครับ พี่น้องประชาชนที่มาเรียกร้องในระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม นปช. ก็ดี หรือกลุ่มอื่น ๆ ที่มีความต้องการการขับเคลื่อนทางการเมืองก็มักจะใช้โอกาสในการที่จะ ระดมคนมาเรียกร้องสิ่งที่เขาต้องการ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพันธมิตรก็ดี หรือกลุ่ม นปช. หรือกลุ่มสีสันต่าง ๆ ท่านสมาชิกครับ ผมคิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นแม้รัฐบาลจะพยายาม แก้ปัญหาด้วยการใช้กฎหมาย ใช้อํานาจหน้าที่ ที่รัฐบาลมี โดยท่านนายกรัฐมนตรี และท่านรองนายกรัฐมนตรีได้ดําเนินการมาตามที่พวกเราได้รับทราบในการปฏิบัติหน้าที่ ของรัฐบาล แต่อย่างไรก็แล้วแต่ผลกระทบก็เป็นวงกว้างที่เราทราบและได้ติดตามกัน มีการสูญเสียชีวิตหลาย ๆ ชีวิต มีการบาดเจ็บเป็นจํานวนนับพันคน สิ่งเหล่านี้ในฐานะ เป็นสมาชิกรัฐสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เราจะปล่อยปัญหาเหล่านี้ผ่านไปโดยให้ รัฐบาลเป็นฝ่ายแก้ไขคงจะไม่สามารถนําให้ปัญหานั้นจบสิ้นได้อย่างวิธีสันติภาพครับ ท่านประธานที่เคารพ ผมคิดว่าในส่วนที่อํานาจต้องเรียนตามตรงว่าอํานาจของ ท่านประธานตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๓๗ วรรคหนึ่ง ประกอบกับข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๕๑ ข้อ ๘ (๕) เพื่อประโยชน์ ของกิจการของรัฐสภาเห็นสมควรให้ท่านประธานได้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อกําหนด ทิศทางและแนวทางการแก้ปัญหาของบ้านเมือง ซึ่งเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ผมคิดว่าสิ่งนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ช่วยรัฐบาลได้แนวทางหนึ่ง เหตุผลที่ผมต้องอาศัยอํานาจของ ท่านประธานรัฐสภา ผมกราบเรียนท่านสมาชิกรัฐสภาว่าผมมีเหตุผลสําคัญดังนี้
ในฐานะที่รัฐบาลเป็นผู้ใช้อํานาจในทางปกครอง แน่นอนครับผลกระทบ ที่เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนที่เรียกกันว่า นปช. นั้นย่อมมีผลกับพี่น้องประชาชนเป็น วงกว้างครับ แต่ปัญหาถึงแม้นายกรัฐมนตรีจะได้เสนอแผน ๕ ข้อ หรือ ๕ ประเด็นขึ้นมา สังคมยอมรับแต่ถามว่าปฏิบัติได้หรือไม่ อย่างไร แนวทางนับวันนายกรัฐมนตรีจะโดน คําครหามากขึ้น เพื่อให้ปัญหาของบ้านเมืองได้มีข้อยุติ กระผมในฐานะประธาน ผู้ประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน จึงขอนําเสนอให้ท่านประธานได้ดําเนินการตามสิ่งที่ผม ได้นําเรียน สุดแท้แต่ท่านประธานจะดําเนินการต่อไป จึงใคร่เสนอไว้เบื้องต้นว่า ๓ ข้อ
๑. กําหนดแผนและขั้นตอนให้ชี้ชัดโดยกรรมการกลางที่มาจากรัฐสภา
๒. กําหนดวันยุบสภาให้แน่นอนเพื่อนําเสนอสู่นายกรัฐมนตรี
๓. กําหนดเพื่อต้องการทําความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนในเรื่องแผนต่าง ๆ โดยสมาชิกรัฐสภาที่แต่งตั้งให้เป็นกรรมการจากท่านประธานรัฐสภา
เพราะฉะนั้นประเด็นต่าง ๆ นั้นน่าจะมีความเป็นกลางในทางปฏิบัติ และผมคิดว่าพี่น้องประชาชนจะได้ทําความเข้าใจ เพราะถ้าหากว่าให้รัฐบาลในฐานะ เป็นคู่กรณีเป็นผู้กระทํากลับจะถูกแรงบีบจากกลุ่มต่าง ๆ จึงขอนําเรียนเบื้องต้นสั้น ๆ เพื่อประหยัดเวลาต่อรัฐสภาแห่งนี้เพื่อให้ประธานได้โปรดนําเรื่องที่ผมได้นําเสนอนั้น ไปดําเนินการหรือพิจารณาดําเนินการต่อไปและขอแรงสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภา เพื่อให้ปัญหาความขัดแย้งของประเทศนําไปสู่การแก้ไขโดยเร็ว ขอขอบคุณครับท่านประธาน
เนื่องจากว่าผมกลัวจะเป็นญัตติ ซ้อนญัตติ แล้วก็ญัตติที่เราจะประชุมวันนี้มันจะตก ผมก็รับข้อหารือเอาไว้เพื่อพิจารณา ตามที่ท่านเสนอนะครับ ผมเข้าสู่ระเบียบวาระเลยนะครับ ต่อไปผมจะขอตรวจสอบ องค์ประชุม
(นายประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ไม่รู้ว่าจะให้ผมทําอย่างไรให้ท่าน พอใจนะครับ เดี๋ยวท่านจะได้พูดอยู่แล้ว ผมจะชี้ท่านเป็นคนแรก เดี๋ยวก็ได้พูดอยู่แล้ว เชิญนั่งลงเถอะครับ เสียเวลา คุณหมอครับ ช่วยกรุณานั่งลงเถอะครับ เดี๋ยวผมจะชี้ให้เป็น คนแรกพูดเลยครับ ไม่เป็นไรครับ ผมฟังได้ทั้งนั้นครับ ผมโดนมาพอแรงแล้ว ไม่เป็นไรครับ ขอความกรุณาท่านนั่งลงเถอะครับคุณหมอ ผมขอดําเนินการขอท่านสมาชิกที่อยู่ นอกห้องประชุมเข้าห้องประชุมเพื่อตรวจสอบองค์ประชุม เพื่อจะดําเนินการตามระเบียบวาระ ต่อไปนะครับ
(นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุม เข้าห้องประชุมด้วยครับ ท่านสมาชิกครับ เมื่อท่านนั่งประจําที่แล้ว โปรดเสียบบัตร แสดงตนด้วยนะครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ท่านเสียบบัตรแสดงตนกันเรียบร้อย หรือยังครับ ทุกท่านเสียบบัตรแสดงตนเรียบร้อยแล้วนะครับ ท่านผู้ใดยังไม่ได้เสียบบัตร แสดงตนมีไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกยกมือ)
ไม่มีนะครับ ถือว่าที่ประชุม ได้เสียบบัตรแสดงตนเรียบร้อยแล้วนะครับ ส่งผลมา ขณะนี้มีสมาชิกอยู่ในห้องประชุม ๓๐๒ ท่าน ผมขอพักการประชุมครับ
พักประชุมเวลา ๑๓.๒๖ นาฬิกา
เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๓.๔๒ นาฬิกา
ท่านสมาชิกครับ ก่อนที่จะประชุมต่อ ผมขอนับองค์ประชุม ถ้าครบองค์ประชุมก็จะประชุมต่อ ถ้าไม่ครบผมก็จะปิดประชุม เชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมครับ
มีอะไรครับ ให้ผมนับองค์ประชุมก่อน ถ้าครบองค์ประชุมผมจะเปิดโอกาสให้ เดี๋ยวผมนับองค์ประชุมก่อนครับ นั่งลงก่อน เถอะครับ ท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุมโปรดเข้าห้องประชุมด้วยครับ เพื่อจะเช็ก (Check) องค์ประชุมว่าครบหรือไม่ครบครับ ถ้าครบเราก็จะประชุมต่อ ถ้าไม่ครบเราก็ จะปิดการประชุมครับ ไม่ต้องประท้วงอะไรหรอกครับ เหนื่อยเปล่า ๆ คุณพิเชษฐ์ ไม่ต้องประท้วงอะไรหรอกครับ เป็นอํานาจของประธานอยู่แล้วครับ จะพักหรือว่าจะเปิด เป็นอํานาจของประธานครับ เชิญท่านสมาชิกครับ ไม่ต้องประท้วงหรอกครับ ไม่ครบ องค์ประชุมก็ปิดประชุมก็มีแค่นั้นครับ ใครเสียบบัตรคุณก็แจ้งเลยเราจะได้ดําเนินการ
(นางสาวผ่องศรี ธาราภูมิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ประท้วงอะไรคุณผ่องศรี
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ ไม่ได้ประท้วงค่ะ พอดีมีสมาชิกกําลังเดินมาอีก ๔-๕ ท่านขอรอนิดหนึ่งนะคะ
ผมไม่ได้ ๒ มาตรฐาน ผมก็บอก ประท้วงหรือเปล่า ถ้าไม่ประท้วงผมก็ให้นั่งลงแล้ว ทําไมพวกเราดื้อกันจริง ๆ นะ เชิญทําแบบใครก็เชิญเถอะครับ ขอความกรุณาอยู่ในความสงบครับ คือตอนนี้ก่อนที่จะ นับองค์ประชุมต่อไป ผมอนุญาตให้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังแจกเอกสาร สรุปเงื่อนไขเงินกู้ ๕๐๐ ชุด เชิญแจกได้ เชิญให้เจ้าหน้าที่แจกนะครับ ขณะนี้ท่านนั่งกัน เรียบร้อยแล้วนะครับ เมื่อเรียบร้อยแล้วก็กรุณาเสียบบัตรแสดงตนนะครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
คุณหมอครับ คุณหมอไปทุบของ ราชการเสียหายคุณหมอก็ต้องรับผิดชอบนะครับ ถ้าสมมุติว่าเสียหาย ถ้ามัน ไม่เสียหายก็ไม่เป็นไร ถ้ามันเสียหายท่านก็ต้องรับผิดชอบ ผมไม่ได้ด่าอะไรคุณเลย คุณหมอครับ ผมไม่ได้ด่าอะไรคุณหมอแม้แต่นิดเดียวเลย ผมไม่ได้ว่า ว่าแต่เพียงว่าทําไม พวกเราดื้อกันแท้ ผมก็ว่าเท่านี้เองครับ ก็มีแค่นี้ก็ไม่ได้ด่าอะไร ไม่ได้เสียหายอะไรครับ ก็ไม่มี ๒ มาตรฐานอะไร ครบเรียบร้อย เสียบบัตรเรียบร้อยแล้วนะครับ เมื่อเสียบบัตร เรียบร้อยแล้ว มีท่านใดยังไม่ได้เสียบบัตรมีไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกยกมือ)
ไม่มีนะครับ ก็ถือว่าเสียบบัตรกัน เรียบร้อยแล้ว แจ้งผลมา ขณะนี้มีสมาชิกอยู่ในห้องประชุม ๓๖๔ ท่าน ครบองค์ประชุม
กระผมขอดําเนินการประชุมต่อ คุณหมอประสิทธิ์มีอะไรที่จะทักท้วงผม เชิญครับ ตอนนี้ครบองค์ประชุมแล้วครับคุณหมอ
กราบเรียน ท่านประธาน ผม นายแพทย์ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้ความจริงผมไม่มีอะไรที่จะพูดมากมาย ขอพูดครั้งแรกท่านประธาน ก็ไม่ให้พูด ครั้งที่สองก็ไม่ให้พูด ผมประท้วงก็ไม่ให้พูด พอฝ่ายรัฐบาลยกขึ้นนิดหนึ่ง คุณผ่องศรีมีอะไรครับ มันเป็นมาตรฐานแบบไหนท่านประธานลองบอกผมสิ ท่านเป็น ประธานรัฐสภา เป็นเกียรติเป็นศักดิ์ศรีของสภาแห่งนี้ ท่านทําแบบ ๒ มาตรฐานตลอดเวลา ด่าผมว่าดื้อตลอดเวลา อ้ายดื้อนี่แปลว่า
จริงหรือเปล่าครับ ถ้าไม่จริงอย่าไป ใส่ตัวสิครับ
อย่างนี้ ท่านประธานดื้อเหมือนกัน อยู่ดี ๆ ก็บอกว่าผมดื้อ ผมยกมือ อย่าพูด แค่นี้ว่าดื้อ ผมก็ ไม่เข้าใจครับ ท่านประธาน อย่างนั้นท่านประธานก็ทําเป็นมาตรฐานไว้แล้วอย่างไรครับ ท่านประธานดื้อตลอดเวลา ทําผิดข้อบังคับ ไม่ครบองค์ประชุมก็เลื่อนประชุม ถามท่านประธานวุฒิสภาสิครับ ไม่ครบองค์ประชุมแล้วท่านประชุมได้หรือแล้วท่าน มาเรียกประชุมต่อ ท่านต้องนัดเป็นหนังสือ ก็ถกกันแล้ว ท่านก็ยังทําเหมือนเดิม ผมก็ ไม่เข้าใจครับ ข้อบังคับการประชุมสภานี่ท่านประธานไม่เคยเคารพเลย ท่านไม่อาย ประธานวุฒิสภาหรือครับนั่งข้าง ๆ ท่าน อายไหมครับ ผมอายนะ ผมอายนะ ผมอายนะครับ
ผมอายหมอมากกว่าครับ
เห็นไหมครับ ท่านประธานก็ทําแบบนี้ ท่านประธานเป็นประธานหรือเป็นอะไรนี่ เป็นตัวตลกหรือเปล่า เป็นตัวตลกหรือ ประธานเป็นตัวตลกใช่ไหม เขาหัวเราะกันเป็นตัวตลกหรือ ผมเป็นตัวตลก ไม่เป็นไรครับ แต่ถ้าท่านประธานเป็นตัวตลกนี่มันจะแย่นะ
เอาพอแล้วครับ อยู่ในความสงบครับ ไม่เอาแล้ว ๆ จะประชุมต่อแล้วครับ พอแล้วคุณหมอครับ ผมเปิดโอกาสให้คุณหมอแล้ว พอแล้วครับ
ได้ครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปนะครับ ผมจะ ถามมติที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับญัตติขอเปลี่ยนระเบียบวาระการประชุมตามที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเสนอหรือไม่นะครับ ขณะนี้มีสมาชิกอยู่ในห้องประชุม เมื่อกี้นี้ ๓๖๔ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้ว ท่านผู้ใดเห็นว่าควรเปลี่ยนระเบียบวาระ การประชุมตามที่ท่านรัฐมนตรีเสนอโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นชอบตามที่ รัฐมนตรีเสนอขอเปลี่ยนระเบียบวาระโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญใช้สิทธิครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ใช้สิทธิกันทุกคนแล้วนะครับ มีท่าน ผู้ใดยังไม่ได้ใช้สิทธิมีไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกยกมือ)
ไม่มีนะครับ ถือว่าทุกท่านใช้สิทธิกัน ครบแล้วนะครับ โปรดส่งผล มีผู้อยู่ในห้องประชุม ๓๖๙ ท่าน เห็นด้วยตามที่ท่านรัฐมนตรี ขอเปลี่ยนระเบียบวาระการประชุม ๓๒๑ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒๐ ท่าน งดออกเสียง ๘ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒๐ ท่าน ถือว่าที่ประชุมนี้ให้เลื่อนระเบียบวาระที่ ๔.๕ ระเบียบวาระที่ ๔.๖ มาพิจารณาก่อนนะครับ
ต่อไปเป็นการพิจารณาเรื่องที่ประชุมเห็นชอบให้เลื่อนขึ้นมาพิจารณาก่อน คือระเบียบวาระที่ ๔.๕ ร่างหนังสือแลกเปลี่ยนว่าด้วยความร่วมมือทางการเงินระหว่าง รัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่นและร่างสัญญาเงินกู้และร่างสัญญาคํ้าประกันเงินกู้
ขอเชิญรัฐมนตรีเสนอครับ
ท่านประธานรัฐสภา สมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติที่เคารพครับ กระผม นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ขอกราบเรียนชี้แจงเหตุผลและความจําเป็น ในการขอความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภาเกี่ยวกับการลงนามในสัญญาหนังสือแลกเปลี่ยน ว่าด้วยความร่วมมือทางการเงินระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่นและร่างสัญญาเงินกู้ และร่างสัญญาคํ้าประกันเงินกู้สําหรับโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยา บริเวณถนนนนทบุรี ๑ และโครงการรถไฟฟ้ำสายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) ระยะที่ ๒
ท่านประธานรัฐสภา ท่านสมาชิกรัฐสภาที่เคารพครับ สืบเนื่องจากการที่ ที่ประชุมรัฐสภาในการประชุมเมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ได้ให้ความเห็นชอบ กรอบเจรจาเงินกู้จากต่างประเทศตามแผนก่อหนี้ต่างประเทศประจําปีงบประมาณ ๒๕๕๒ จํานวน ๔ โครงการ ซึ่งรวมถึงโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยา บริเวณถนนนนทบุรี ๑ ของกรมทางหลวงชนบท และต่อมาเมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ที่ประชุมรัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบกรอบการเจรจาเงินกู้จากต่างประเทศ ตามแผนก่อหนี้ต่างประเทศประจําปีงบประมาณ ๒๕๕๓ จํานวน ๖ โครงการ ซึ่งรวมถึง โครงการรถไฟฟ้ำสายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) ระยะที่ ๒ ของการรถไฟฟ้ำขนส่งมวลชน แห่งประเทศไทย ท่านประธานรัฐสภา สมาชิกรัฐสภาที่เคารพครับ เมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๓ รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศอย่างเป็นทางการให้การกู้เงินแก่ประเทศไทยสําหรับ การดําเนินการใน ๒ โครงการข้างต้นคือ โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยา บริเวณถนนนนทบุรี ๑ ของกรมทางหลวงชนบทและโครงการรถไฟฟ้ำสายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) ระยะที่ ๒ ของการรถไฟฟ้ำขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ในการนี้ รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังจึงได้เจรจากับรัฐบาลญี่ปุ่ นเพื่อพิจารณาร่างหนังสือ แลกเปลี่ยนว่าด้วยความร่วมมือทางการเงินระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่ น หรือเอกซ์เชนจ์ ออฟ โน้ตส์ (Exchange of Notes) ซึ่งมีสาระสําคัญเกี่ยวกับความตกลง ที่รัฐบาลญี่ปุ่นจะให้กระทรวงการคลังกู้เงินผ่านเจแปน อินเตอร์เนชันแนล โคออพเพอเรชัน เอเจนซี (Japan International Cooperation Agency) หรือไจก้า (JICA) ใน ๒ โครงการ ข้างต้น แยกเป็น วงเงิน ๗,๓๐๗ ล้านเยนสําหรับโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยา บริเวณถนนนนทบุรี ๑ ของกรมทางหลวงชนบท และวงเงิน ๑๖,๖๓๙ ล้านเยนสําหรับ โครงการรถไฟฟ้ำสายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) ระยะที่ ๒ ของการรถไฟฟ้ำขนส่งมวลชน แห่งประเทศไทย โดยกระทรวงการคลังจะต้องเป็นผู้คํ้าประกันในนามรัฐบาลไทย ในการนี้ กระทรวงการคลังร่วมกับกรมทางหลวงชนบทและ รฟม. เจรจากับไจก้าในร่างสัญญาเงินกู้ ซึ่งมีเงื่อนไขดังนี้
๑. เงินกู้โครงการก่อสร้ำงสะพานข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยาบริเวณ ถนนนนทบุรี ๑ อัตราดอกเบี้ย ๐.๙๕ ต่อปี การเบิกจ่ายเงินกู้ภายในระยะเวลา ๖ ปี ระยะเวลาชําระเงินกู้ ๒๐ ปี รวมระยะเวลาปลอดหนี้ ๖ ปี การชําระดอกเบี้ยชําระปีละ ๒ ครั้ง ค่าธรรมเนียมผูกพันเงินกู้ร้อยละ ๐.๑ ต่อปีของวงเงินกู้ที่ยังไม่ได้เบิกจ่าย การมี ผลบังคับใช้ของสัญญาภายใน ๑๒๐ วันหลังจากวันลงนามในสัญญา
๒. เงินกู้โครงการรถไฟฟ้ำสายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) ระยะที่ ๒ อัตรา ดอกเบี้ยร้อยละ ๑.๔ ต่อปี การเบิกจ่ายเงินกู้ภายในระยะเวลา ๗ ปี ระยะเวลาชําระคืน เงินกู้ ๒๕ ปี รวมระยะเวลาปลอดหนี้ ๗ ปี การชําระดอกเบี้ยชําระปี ละ ๒ ครั้ง ค่าธรรมเนียมผูกพันเงินกู้ร้อยละ ๐.๑ ต่อปีของวงเงินกู้ที่ยังไม่ได้เบิกจ่ายกรณีมีผลบังคับ ใช้ของสัญญาภายใน ๑๒๐ วันหลังจากวันลงนามในสัญญา
รายละเอียดต่าง ๆ ผมได้แจกเงื่อนไขให้กับท่านประธานรัฐสภาและ สมาชิกรัฐสภาไปล่วงหน้าแล้วนะครับ ท่านประธานรัฐสภาและสมาชิกรัฐสภาที่เคารพ กระผมขอกราบเรียนว่า ความตกลงเงื่อนไขเงินกู้ที่กระทรวงการคลังได้เจรจากับรัฐบาล ญี่ปุ่นนั้นเป็นเงื่อนไขที่เหมาะสมสําหรับต้นทุนในการดําเนินโครงการทั้ง ๒ โครงการ และทั้ง ๒ โครงการนั้นมีความพร้อม หากรัฐบาลสามารถดําเนินการได้เร็วก็จะเกิด ประโยชน์ยิ่งในการกระตุ้นบรรยากาศการลงทุนที่ก่อให้เกิดการจ้างงาน กระจายรายได้ เสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวให้กับประเทศ จําเป็นที่รัฐบาล โดยกระทรวงการคลังจะต้องลงนามในหนังสือแลกเปลี่ยนว่าด้วยความร่วมมือทางการเงิน ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่น และลงนามในหนังสือสัญญาเงินกู้และคํ้าประกัน ภายในปี ๒๕๕๓ จึงใคร่ขอให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบครับ
ท่านประธานรัฐสภาและสมาชิกรัฐสภาที่เคารพ รัฐบาลขอให้ความเชื่อมั่น แก่รัฐสภาแห่งนี้ในฐานะเป็นองค์กรที่มีอํานาจหน้าที่ในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ว่าจะใช้เงินกู้โดยยึดถือผลประโยชน์ของประชาชนชาวไทยเป็นที่ตั้ง ขอขอบพระคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ คือเรื่องนี้มีเอกสาร ในเรื่องจํานวน ๓ ฉบับ คือ ๑. ร่างหนังสือแลกเปลี่ยนว่าด้วยความร่วมมือทางการเงิน ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่น ๒. ร่างสัญญาเงินกู้ และ ๓. ร่างสัญญาคํ้าประกัน เงินกู้ ๓ เรื่องนะครับ ขอให้อภิปรายรวมกันทั้ง ๓ เรื่อง แล้วก็ตอนที่จะลงมติแยกเป็น แต่ละเรื่องนะครับ มีรายชื่อผู้ที่เสนอมายังผมนะครับ คุณชาดาเดี๋ยวเสนอมาก็แล้วกัน นี่เขาเสนอมาก่อน ตามลําดับครับ ท่านแรกท่านสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิกรัฐสภา เชิญครับ
เรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดปราจีนบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้เราพิจารณาในระเบียบวาระที่ ๔.๕ เรื่อง ร่างหนังสือแลกเปลี่ยนว่าด้วยความร่วมมือทางการเงินระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาล ญี่ปุ่นและร่างสัญญาเงินกู้และร่างสัญญาคํ้าประกันเงินกู้ จํานวน ๓ ฉบับ ซึ่งมาขอ ความเห็นชอบในกรอบการกู้ยืมเงินตามมาตรา ๑๘๐ จากรัฐสภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ ตามที่ทางรัฐบาลได้กล่าวถึงหลักการและเหตุผล ซึ่งสาระสําคัญที่ผมอ่านแล้วก็เห็น มีความจําเป็นในการที่จะเห็นชอบในการกู้ยืมเงิน เนื่องจากว่ารัฐบาลเองหรือประเทศไทยเอง มีความจําเป็นที่จะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพราะว่าประเทศไทยนั้นขาดการลงทุน โครงสร้างพื้นฐานเป็นจํานวนมากแล้ว ส่วนรายละเอียดในเรื่องของสัญญาเงินกู้กับ ประเทศญี่ปุ่นนั้นที่บอกว่า ในโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยาบริเวณ ถนนนนทบุรี ๑ ความรับผิดชอบโดยกรมทางหลวงชนบท ในวงเงิน ๗,๓๐๗ ล้านเยน ก็เป็นสิ่งที่จําเป็น เป็นการเสริมสร้างหรือเป็นการทําให้การขนส่งหรือการเดินทางของ กรุงเทพฯ และปริมณฑลสะดวกสบายยิ่งขึ้นนะครับ ซึ่งโครงการของกรมทางหลวงชนบทนั้น ก็มีโครงการอย่างเช่น ถนนราชพฤกษ์ก็ดี หรือสะพานพระราม ๔ ก็ดี หรือสะพานวงแหวน อย่างสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ส่วนโครงการรถไฟฟ้ำสายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) ระยะที่ ๒ รับผิดชอบโดยการรถไฟฟ้ำขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ในวงเงิน ๑๖,๖๓๙ ล้านเยน ก็เช่นเดียวกันโครงการนี้ก็เริ่มดําเนินการแล้ว ดังนั้นการที่จําเป็นที่จะต้องกู้เงินเพื่อลงทุน ในโครงการนี้เนื่องจากว่าเป็นการเชื่อมรถไฟฟ้ำซึ่งจะระบายหรือขนส่งพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะย่านบางใหญ่ แถวตลิ่งชันเข้ามายังกรุงเทพฯ เป็นสิ่งที่ จําเป็น ท่านประธานครับ แต่ผมมีข้อสังเกตหรือข้อเสนอแนะเพิ่มเติมว่า ถ้าเป็นไปได้ รถไฟฟ้ำสายสีม่วงที่บอกว่าบางใหญ่-บางซื่อ อันนี้ระยะที่ ๒ นะครับ ถ้าต่อระยะที่ ๓ จากบางใหญ่-บางซื่อ เป็นบริเวณเตาปูน ถ้าต่อไปอีก ๑ สถานีเป็นระยะที่ ๓ ถ้าจาก สายบางใหญ่-บางซื่อ ถ้าต่อไปยังสายเกียกกาย ศรีย่าน เทเวศร์ วังบูรพา ผ่านฟ้ำลีลาศ ซึ่งระยะทางนี้แค่เพียง ๖ กิโลเมตร และสายสีม่วงนี้ถ้าเป็นระยะที่ ๓ นั้นอีก ๑ สถานี ก็สามารถเชื่อมไปที่สถานีเกียกกาย ซึ่งจะรองรับรัฐสภาแห่งใหม่ของเราที่จะสร้างเร็ววันนี้ ดังนั้นผมเห็นว่ารัฐบาลเองนอกเหนือจากระยะที่ ๒ แล้ว ควรจะมีระยะที่ ๓ ที่จะต่อขยาย ไปยังสายสีม่วงเช่นเดียวกัน แค่เพียงสถานีเดียวก็ไปยังเกียกกายแล้ว ถ้าต่อไปยังเส้นนี้ เลียบไปทางสายอย่างที่กราบเรียนแล้วว่าผ่านศรีย่านไปยังเทเวศร์ วังบูรพา ผ่านฟ้ำลีลาศ แล้วก็ไปพาหุรัดก็จะสามารถเชื่อมไปยังสายสีนํ้าเงิน ซึ่งสายสีนํ้าเงินนั้นเป็นวงรอบอยู่แล้ว เพราะสายสีนํ้าเงินนั้นเป็นสายระหว่างบางซื่อไปหัวลําโพง ซึ่งมีโครงการจากหัวลําโพงไป ท่าพระ บางแค รถไฟฟ้ำสายสีม่วงถ้าท่านประธานมีความกรุณาเสนอแนะไปยังรัฐบาล ถ้าต่อเชื่อมอย่างนี้จะทําให้สามารถระบายรถหรือทําให้ประชาชนสามารถเดินทางได้ดีขึ้น แล้วก็เป็นการเชื่อมต่อกับรัฐสภาแห่งใหม่ของเรา เพราะว่าโครงการใหญ่ขนาดนี้ใช้เวลา ก่อสร้างอย่างน้อย ๕ ปี แล้วอีกสายหนึ่งนะครับ นอกเหนือจากสายสีม่วงที่ทางรัฐบาลเสนอ ผมเห็นว่าสายสีส้มคือเป็นการขนส่งฝั่งตะวันออก เนื่องจากว่ารถไฟฟ้ำที่ก่อสร้างทั้งหมด ปัจจุบันนี้มีแต่ใช้ขนส่งภายในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลฝั่งตะวันตกนะครับ แต่รถไฟฟ้ำฝั่งตะวันออกที่รองรับประชาชนฝั่งตะวันออกไม่มีนะครับ สายสีส้มซึ่งเป็น โครงข่ายที่เชื่อมระหว่างศูนย์วัฒนธรรมไปยังถนนรามคําแหง ไปยังบางกะปิและมีนบุรี เส้นทางนี้ระยะทางแค่ ๑๐ กว่ากิโลเมตร ๒๐ กิโลเมตร ซึ่งจากการสํารวจแล้วสามารถ รองรับประชาชนได้ถึง ๒๐๐,๐๐๐ คนต่อวัน ซึ่งสายนี้อยากให้รัฐบาลนั้นให้ความสําคัญ ซึ่งจะรองรับประชาชนฝั่งตะวันออก เนื่องจากว่ารถไฟฟ้ำมหานครก็ดี หรือรถไฟของ การรถไฟแห่งประเทศไทยก็ดี รองรับฝั่งตะวันตกมากแล้วแต่ว่าฝั่งตะวันออกยังไม่มี อย่างนั้นก็ขอเสริมนะครับ แต่ท่านประธานครับ ท่านทราบไหมว่าปัญหาที่ว่าสัญญาเงินกู้ ของไจก้าที่ผ่านมาอันนี้ไม่ได้เป็นสัญญาแรก เราเอง รัฐบาลไทยเอง เคยใช้สัญญาเงินกู้ ไจก้ามา อย่างเช่นสายสีแดงคือบางซื่อไปรังสิต ซึ่งรัฐสภาแห่งนี้ก็ได้รับความเห็นชอบเงินกู้ ของไจก้าเช่นเดียวกัน และสัญญาเงินกู้ฉบับนี้ได้รับความเห็นชอบหรืออนุมัติแล้วร่วมปี ก็ยังไม่สามารถเบิกจ่ายได้ เราต้องเสียค่าธรรมเนียมผูกพันเงินกู้ตอนนี้เป็นเวลา ๘ เดือนแล้ว เสียค่าเงินกู้เฉย ๆ โดยที่ว่า ๑๐ กว่าล้านบาท ซึ่งเงิน ๑๐ กว่าล้านบาทนั้น จะว่ามากก็ไม่มากแต่เสียโอกาสในการลงทุน เราต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เงิน กู้มาแล้ว สภาเห็นชอบแล้ว ไจก้าอนุมัติแล้ว ก็ไม่สามารถใช้เงินได้ ดังนั้นก็ขอให้ทาง รัฐบาลช่วยไปพิจารณาดูเร่งรัดด้วยครับ
และอีกเรื่องหนึ่งนะครับ ปัญหาเงินไจก้าที่ผ่านมา วันนี้เราจะมาพิจารณา เงินกู้ไจก้า แต่ว่าไจก้าที่สภาเห็นชอบ รัฐบาลอนุมัติแล้วที่ผ่านมา โดยเฉพาะสายสีแดงคือ บางซื่อ-รังสิตนั้นเป็นปัญหาอีกมากมาย นอกเหนือจากที่ว่าอนุมัติเงินแล้วยังไม่สามารถ เบิกจ่ายได้
และอีกปัญหาหนึ่งคือสัญญาซึ่งงานโยธาที่ผ่านมา สัญญาที่ ๑ สัญญาที่ ๒ มีเงื่อนไขว่าต้องให้ผู้ประกอบการไทยมีหุ้นส่วนอย่างน้อย ๕๗ เปอร์เซ็นต์ในการถือหุ้น หรือในการที่จะเข้าประกวดราคา ในการจอยท์ เวนเจอร์ (Joint venture) ก็เป็นสิ่งที่ดี แต่สัญญาที่ ๓ เรื่องเครื่องกลรถไฟฟ้ำก็ไม่ระบุไว้ว่าต้องเป็นผู้ประกอบการไทย ดังนั้น ถ้าเราไม่กําหนดเพราะว่าเงินกู้นั้นเป็นเงินกู้ที่เรากู้มาพร้อมดอกเบี้ย ดังนั้นเราควรจะ คุ้มครองผู้ประกอบการไทยให้มีโอกาสได้รับงานหรือมีส่วนร่วมในการถ่ายทอดเทคโนโลยี ในการขนส่งมวลชนโดยเฉพาะรถไฟฟ้ำ ซึ่งต่อไปในกรุงเทพมหานครต้องใช้รถไฟฟ้ำ อีกมากมาย หรือแม้กระทั่งในหัวเมืองใหญ่ ๆ อย่างเช่น จังหวัดเชียงใหม่ก็ดี จังหวัดนครราชสีมาก็ดี หรือจังหวัดภูเก็ตก็ดี หลายจังหวัดที่มีความต้องการที่ต่อไปต้องใช้ รถไฟฟ้ำ ดังนั้นเราควรจะให้ผู้ประกอบการไทยได้มีการเรียนรู้เทคโนโลยี มีการถ่ายทอด เทคโนโลยีซึ่งในโอกาสต่อไปเราสามารถทําได้
และอีกเรื่องหนึ่ง ที่ผ่านมาปัญหาคือเงินตรา การจ่ายเงิน ทุกสัญญา เราจ่ายเงินเป็นสกุลบาท แต่สัญญาไจก้าเขาไม่ยอมบังคับให้เราต้องจ่ายเป็นเงินสกุล ต่างประเทศ ดังนั้นถ้าเราจ่ายเงินในสกุลต่างประเทศนั้นความผันผวนในการจ่าย เนื่องจากว่าเรากู้เป็นเงินเยน (Yen) ก็จริงอยู่ แต่เราก็สามารถรีเวิร์ส (Reverse) ว่าต้นทุน ในการโคท (Quote) ราคา ในการเสนอราคาจะเป็นเงินกี่ล้านบาท ถ้าเราจ่ายเงินตรา ต่างประเทศนั้นความผันผวนก็จะมาก ตอนนี้เงินเยนแข็งขึ้นเงินดอลลาร์อ่อนลง เงินปอนด์ เงินยูโร (Euro) อ่อนลง ความผันผวนเราจะควบคุมต้นทุนในการบริหารจัดการ ไม่ได้ ที่ผ่านมาที่เรากู้เงินไจก้าในสายสีแดงคือบางซื่อ-รังสิต วงเงิน ถึง ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็ยังมีปัญหาอยู่ แล้วปัญหาอีกอันหนึ่งคือสายนี้เช่นเดียวกัน ในมติ ครม. บอกว่าโครงการนั้นไม่ให้ใช้อนุญาโตตุลาการ เป็นมติ ครม. แล้ว แต่ทางไจก้า ไม่ยอมว่าต้องใช้อนุญาโตตุลาการ ประสบการณ์ที่ผ่านมา รัฐบาลที่ผ่านมา โดยเฉพาะ โครงการใหญ่ ๆ นะครับ ผมเห็นว่าโครงการใหญ่ ๆ ที่มีใช้ถ้าเข้าสู่กระบวนการ อนุญาโตตุลาการนั้นรัฐบาลไทยเสียเปรียบหรือแพ้ทุกที เพราะว่าระบบศาลไทยนั้นผมว่า มีความเชื่อมั่น มีความเชื่อถือ มีความเป็นกลาง ดังนั้นเองเราควรจะใช้กระบวนการ ถ้ามีการขัดแย้งควรจะฟ้ องร้องที่กระบวนศาลของไทย ศาลแพ่ง หรือศาลยุติธรรม ไม่ควรใช้อนุญาโตตุลาการนะครับ แต่รัฐบาลเองก็ต้องยอม เป็นข้อยกเว้นมติ ครม. ที่ต้องใช้ เพราะจะกู้เงินเขา ยอมยกเว้นในการใช้มติ ครม. ของรัฐบาลนะครับ
ถัดมานอกเหนือจากปัญหาที่ผ่านมาที่กราบเรียนไปแล้วผมเองก็ขอเสนอ ข้อสังเกตเล็กน้อยว่าที่ดินย่านพหลโยธินบริเวณบางซื่อนั้นจะเป็นสายสีแดงก็ดี สายสีม่วงก็ดี สายสีนํ้าเงินก็ดี จุดตัดอยู่ตรงนั้น ที่ดินบางซื่อนั้นเป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ถึง ๑,๘๐๐ ไร่ ถ้ารัฐบาลเองยังไม่มีมาสเตอร์ แพลน (Master plan) ในการบริหารจัดการ ที่ดินนั้นการคมนาคมจะไม่มีประสิทธิภาพ ที่ผมติดตามมาปัจจุบันนี้การรถไฟแห่งประเทศไทย ก็ดี หรือ สนข. ก็ดี ยังไม่มีแผนผังการใช้พื้นที่ดังกล่าว ดังนั้นเองถ้าเราไม่มีแผนผังการใช้ ปล่อยให้เซ็นทรัล (Central) ไปเช่าก็ดี ปตท. เช่าก็ดี อ.ต.ก. เช่าก็ดี แม้กระทั่งหน่วยงานรัฐ บางแห่งเช่าอยู่ โดยที่ไม่มีการวางระบบ วางผังเมืองนั้น ศูนย์กลางการคมนาคมในบริเวณ บางซื่อซึ่งต่อไปในอนาคตจะมี แม้กระทั่งการปฏิรูปการรถไฟแห่งประเทศไทยจะใช้อีกมาก จะติดต่ออย่างนั้น ก็ขอฝากเรียนท่านประธานผ่านทางรัฐบาลช่วยดูการใช้ประโยชน์ ในที่ดินบริเวณบางซื่อด้วยนะครับ
ส่วนโครงการเงินกู้ดังกล่าวของไจก้าผมขอเสนอข้อเสนอแนะเป็นข้อ ๆ ว่า ควรจะลงทุนในโครงการที่คุ้มค่าในการลงทุนโดยเรียงลําดับความสําคัญก่อน อย่างที่ กราบเรียนว่าโครงการรถไฟฟ้ำเรามีมากมายนะครับ แต่ว่าเราจะขึ้นโครงการไหนก่อน อย่างเช่น โครงการสายสีชมพู แจ้งวัฒนะ ที่จะรองรับศูนย์ราชการนะครับ แต่ปริมาณ จราจรหรือปริมาณผู้ใช้ประโยชน์เพียง ๗๐,๐๐๐ คนต่อวัน แต่สายสีส้มนั้นสามารถรองรับ ผู้โดยสารถึง ๒๐๐,๐๐๐ คนต่อวันเช่นนี้นะครับ แล้วก็เป็นการที่จะระบายหรือขนส่ง ผู้โดยสารหรือประชาชนในฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานครเข้าสู่กรุงเทพมหานครได้
อีกเรื่องหนึ่งเรียกว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ถ้าเกิดว่าโครงสร้างพื้นฐาน รถไฟฟ้ำหรือรถไฟต่าง ๆ ก็ดีถ้าให้เอกชนลงทุนเป็นไปไม่ได้ รัฐควรจะลงทุน แต่รัฐลงทุนแล้ว ถ้าบริหารจัดการเองก็ขาดทุน ดังนั้นเองผมขอเสนอแนะว่าในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน อย่างเช่น งานโยธาก็ดี หรืองานต่าง ๆ ก็ดี รัฐควรจะลงทุน เพราะถือว่านอกเหนือจาก ความคุ้มค่าแล้ว จะเป็นเรื่องการประหยัดพลังงาน หรือเรื่องสิ่งแวดล้อม หรือคุณภาพชีวิต ซึ่งมีผลตอบแทนทางอ้อมอีกมากมาย แต่การบริหารจัดการระบบเครื่องยนต์ ไฟฟ้ำ หรือการเดินรถ หรือการบริหารจัดการต่าง ๆ ควรจะให้ระบบพีพีพี (PPP) ให้เอกชนมีส่วนร่วม เพราะว่าเขาสามารถที่จะมีส่วนร่วมและประสิทธิภาพในการบริหารเขาจะดีกว่า และเรา สามารถที่จะใช้ระบบตั๋วร่วมได้ และเราสามารถที่จะกําหนดราคาได้ว่าจะเป็นที่ระดับ ราคาเท่าไรนะครับ
ข้อเสนอแนะข้อถัดมานะครับว่าระบบเชื่อมต่อ เรามีรถไฟหลายสาย ทําเชื่อมต่อ ดังนั้นเองที่ผ่านมาจะเป็ น รฟม. ก็ดี จะเป็นการรถไฟแห่งประเทศไทยก็ดี จะเป็นกรุงเทพมหานครก็ดี ซึ่งมีรถไฟฟ้ำรับผิดชอบอยู่หลายหน่วยงาน การเชื่อมต่อนั้น บางทีเชื่อมต่อไม่มีประสิทธิภาพ แม้กระทั่งรถไฟฟ้ำด้วยกันระบบรถไฟฟ้ำนั้นต้องเชื่อมต่อ รถ บขส. ขสมก. หรือส่วนบุคคลอย่างนั้น หรือแม้กระทั่งเชื่อมต่อไปยังสนามบิน การเชื่อมต่อ อยากจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยดูการเชื่อมต่อให้ดีนะครับ เพราะว่าถ้าประสิทธิภาพ ในการเชื่อมต่อดีเขาก็สะดวก ไม่ใช่ว่าขึ้นสายหนึ่งแล้วต้องเดินลากกระเป๋ำอีกไกล ๆ ก็ไม่ สะดวก หรือเดินตากแดด ดังนั้นขอเรียนฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าระบบเชื่อมต่อในการแมส ทรานซิท (Mass transit) หรือการขนส่งมวลชนขนาดใหญ่นั้น ควรจะพิจารณาให้อย่างดีและรอบคอบ
เรื่องถัดมานะครับ อย่างที่กราบเรียนไว้ว่าเรากู้เงินมา จ่ายเงินต้น พร้อมดอกเบี้ย ดังนั้นควรจะส่งเสริมผู้ประกอบการไทย ควรใช้ผู้รับจ้างไทย ควรใช้วิศวกรไทย ควรใช้นักบัญชีและนักกฎหมายไทยให้มากที่สุดนะครับ เพราะว่าเราเองที่เรากระตุ้น เศรษฐกิจนั้นมีตัวมัลติไพลเออร์ (Multiplier) หรือตัวคูณในการหมุนเวียนเงิน ดังนั้นเงินที่ เรากู้มาโครงการไทยเข้มแข็งก็ดีลงทุนในส่วนนี้จะสร้างมูลค่าเพิ่ม จะสร้างการหมุนเวียน ของเงินอีกมากมาย และการจ้างงานอีกหลายอย่าง แล้วก็สามารถเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันได้เช่นเดียวกัน
ส่วนเรื่องถัดมานะครับ เงินสกุล อย่างที่กราบเรียนแล้วว่าควรใช้เงิน สกุลไทย ไม่ควรจ่ายเป็นเงินสกุลต่างประเทศ เพราะว่าเรามีความผันผวน เราจะควบคุม ต้นทุน เพราะว่าในการจ่ายเงินเราต้องตั้งงบประมาณจากงบประมาณแผ่นดินในการจ่าย เราต้องมีรายได้จากเงินบาท ดังนั้นควรจะจ่ายเป็นเงินบาท ถ้าเราจ่ายเป็นเงินตรา ต่างประเทศการควบคุมหรือต้นทุนเราจะบริหารจัดการไม่ได้นะครับ
และเรื่องสุดท้ายนะครับ กฎหมายไทย อย่างที่กราบเรียนแล้วว่า ข้อเสนอแนะนะครับ ไม่ควรอ่อนข้อเพราะว่าในเมื่อประสบการณ์เมืองไทยผ่านไปแล้ว หลายครั้ง โครงการใหญ่เมื่อไร ใช้อนุญาโตตุลาการเมื่อไร มีความขัดแย้งเมื่อไร รัฐบาลไทยเราแพ้ทุกทีไม่ทราบเป็นเพราะอะไร ดังนั้นควรจะให้เข้าสู่กระบวนการ ศาลยุติธรรม เพราะว่าข้อแม้ไจก้าจะมีบอกว่า เพราะที่ผมพูดนี่คือปัญหาหรือ ประสบการณ์ที่ผ่านมาของไจก้าในโครงการสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) ทั้งนั้น ดังนั้น ควรจะเขียน สภาแห่งนี้คงแค่พิจารณากรอบเงินกู้ แต่รัฐบาลเองคงต้องไปเจรจา ในรายละเอียด ซึ่งรายละเอียดที่สภาแห่งนี้มีแค่แผ่นเดียว รายละเอียดผมขอฝาก ท่านนายกรัฐมนตรีไปดูให้รอบคอบว่าทําไมใช้อนุญาโตตุลาการ เพราะว่าเอาคนอื่นมา ไม่รู้ว่าผลประโยชน์มหาศาลนะครับ อาจจะทําให้การพิจารณาบิดเบือนไปได้ ดังนั้นผมในฐานะสมาชิกวุฒิสภาขอตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องเงินกู้ของไจก้าตามที่ กราบเรียนแล้วข้างต้น ขอบพระคุณครับ
ต่อไปคุณเจริญ จรรย์โกมล เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม เจริญ จรรย์โกมล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมใคร่ขอจัดตั้งคําถามอยู่ ๒ คําถาม เพื่อจะสอบถามความชัดเจนในการใช้จ่ายเงินเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ มีผลสัมฤทธิ์ อย่างแท้จริง อย่างที่ท่านได้ขออนุมัติต่อรัฐสภาในคราวที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งซึ่งผมเองในฐานะ ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะติดตามการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินของสภา ก็ได้เห็นเอกสารแล้วก็หลักฐาน ประกอบกับหนังสือที่มีการรายงานได้ส่งต่อ คณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่ในรัฐบาลที่ผ่านมาเมื่อปี ๒๕๕๑ จนถึง ปัจจุบัน สิ่งหนึ่งซึ่งอยากจะตั้งคําถามไปที่ท่านรัฐมนตรีช่วยกรุณาตอบให้ชัดเจน ในการตั้งงบประมาณในครั้งแรกจากเอกสารที่ท่านรัฐมนตรีได้กล่าวต่อรัฐสภาแห่งนี้ว่า จะใช้จ่ายเงินตามกรอบที่ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลในขณะนั้นก็ใช้เป็นวงเงินประมาณ ๓๖,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้จากเอกสารที่ส่งมาที่ผมได้รับ ท่านประธานที่เคารพครับ ต่อมาก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ในรัฐบาลของท่านที่กําลังดําเนินการอยู่นี้ก็มี การจัดซื้อจัดจ้าง จัดซื้อซองอะไรเพื่อหาผู้รับจ้าง เพื่อลงนาม เพื่อจะดําเนินการตามที่ท่าน ได้ชี้แจงต่อรัฐสภาแห่งนี้ สิ่งหนึ่งซึ่งผมได้สอบถามทางเจ้าหน้าที่ที่เขามาชี้แจงนี่ ในการตั้ง งบประมาณครั้งแรกนี่เขารวมถึงค่าภาษีมูลค่าเพิ่มหรือแวท (VAT) อีก ๗ เปอร์เซ็นต์ ผมก็ได้สอบถามว่าตอนที่จะใช้เงินนี้ได้มีการพูดคุยกันไหมว่าจะใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน หรือเงินกู้ รัฐบาลที่ผ่านมาเขาบอกว่าเขาไม่ได้คิดว่าจะต้องใช้งบประมาณแผ่นดิน หรือเงินกู้ ฉะนั้นเขาจึงตั้งภาษีมูลค่าเพิ่มไว้อีกประมาณเกือบ ๒,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งมีไว้ ประมาณเกือบ ๒,๓๐๐ กว่าล้านบาท ในประการที่ ๑
แต่ประเด็นในวันนี้ก็คือท่านมาขอต่อรัฐสภาเพื่อไปลงนามกับรัฐบาลญี่ปุ่น หรือแบงก์ของประเทศญี่ปุ่นนั้น ในรายงานเอกสารที่ท่านส่งเข้ามา แล้วผมก็ได้เรียกเอกสาร ถามทาง สบน. เขาดู เขาบอกถ้ามีการกู้เงินจากต่างประเทศในกรณีอย่างนี้ไม่ต้องมี การเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่าในรายการนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มอีก ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท มันต้อง กลับคืน ต้องเป็นรายได้นําสู่รัฐ แต่ปรากฏว่าท่านได้นําเสนอมาตามเอกสารที่ปรากฏนี้ มันก็ยังอยู่ในยอดเงิน คือ ๓๖,๐๐๐ ล้านบาทอย่างที่กรอบของท่าน อันนี้เกิดข้อสงสัยว่า รายการนี้มันเกิดขึ้นว่าในการลงนามในครั้งนี้ไม่แปลกใจเลยว่า เอ๊ะทําไมท่านสมาชิก รัฐสภาบอกว่าเอาเรื่องนี้ขึ้นมาพูดกันให้ชัดเจน ให้เกิดความโปร่งใสขึ้นมา รายการนี้ มันมีอะไรลุกลี้ลุกลนว่า เอ๊ะ ทําไมต้องรีบร้อนมาขออํานาจของรัฐสภาเพื่อไปลงนาม ในครั้งนี้ อันนี้เป็นข้อสงสัยข้อที่ ๑ ว่ารายการนี้มันเกิดขึ้นในขณะที่ตั้งโครงการนี้เกิดขึ้น เขารวมถึงค่าภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย แต่พอท่านไปกู้เงินต่างประเทศบอกมันไม่ต้องเสีย ราคานี้ อันนี้มันไปอยู่ที่ไหน อันที่ ๑
อันที่ ๒ ที่ท่านทั้งหลายเป็นห่วงเป็นใย ผมก็ไม่ได้คิด ผมก็มาคิดว่า เอ๊ะ ผมดูจากเอกสารที่ทางกรรมาธิการที่ผมตรวจสอบมันก็มีข้อสงสัยอยู่ว่าจากเอกสาร ตั้งแต่ครั้งแรก เขาใช้คําว่า ค่างานโดยตรง ก็ประมาณ ๒๙,๐๐๐ กว่าล้านบาท หลังจากที่ พอเปลี่ยนแปลงรัฐบาลนี้ขึ้นมาก็ปรับลด ปรับเพิ่ม ไปอีกเป็นประมาณ ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท จาก ๒๙,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็จากเอกสารที่ดูไปว่าเงินสํารองจ่าย ท่านก็ทราบว่าเงินสํารองจ่ายคือเงินใช้จ่ายในกรณีที่มีความจําเป็นในขณะที่มีการ ดําเนินการก่อสร้าง เดิมทีก็ประมาณ ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท ทั้งโครงการของท่านนี่แหละ ในขณะนี้มีการปรับลดลงไปประมาณ ๔๓๕ ล้านบาท มันเหลืออยู่ ๓,๙๐๐ ล้านบาท เงิน ๓๙,๐๐ ล้านบาทมันอยู่ที่ไหน มันก็มาอยู่ในโครงการนี้ ผมก็เลยมีความสงสัยเกิด ขึ้นมาว่า เอ๊ะ ทั้ง ๒ รายการระหว่างแวทกับเรื่องของเงินสํารองจ่ายรวมแล้ว ๖,๐๐๐ ล้านบาท เงิน ๖,๐๐๐ ล้านบาทนี้มันเป็นเงินของพี่น้องประชาชน เป็นสิทธิของสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ จะต้องมาตรวจสอบให้เกิดความโปร่งใส ที่ผมกําลังพูดนี้ผมไม่ได้บอกว่าโครงการดี หรือไม่ดี ไม่ใช่ ผมในฐานะคณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณของ สภาผู้แทนราษฎร ผมเห็นในเรื่องนี้ ๖,๐๐๐ ล้านบาทครับท่านประธาน ใน ๖,๐๐๐ ล้านบาท มันเข้ากระเป๋ำใคร มันก็เกิดความคิดว่าพอมาดูในเรื่องของสัญญาต่าง ๆ ในสัญญาแรก มันมีสัญญาที่ ๑ สัญญาที่ ๒ และสัญญาที่ ๓ ผมไม่รู้ว่าสัญญาที่ ๑ พวกเราก็ทราบ ๆ กันอยู่ว่าในช่วงแรกสัญญาที่ ๑ ก็เป็นที่รู้กันว่าของ บริษัท ช. การช่าง จํากัด (มหาชน) ในสัญญาที่ ๒ เท่าที่ทราบ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จํากัด (มหาชน) ก็คือท่านหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และสัญญาที่ ๓ ท่านสังเกตดูนะครับ สัญญาที่ ๓ สัญญาที่ ๑ กับสัญญาที่ ๒ นี่มันไม่ผิดปกติ พอสัญญาที่ ๓ ผมก็สงสัย ในฐานะผมสงสัยนะครับ จะผิดจะถูกไม่รู้ แต่ในฐานะท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลังช่วยให้ความกระจ่างชัดหน่อย สัญญาที่ ๑ สัญญาที่ ๒ มันเหมือนกับ รู้สึกว่าจะมีการตกลงกันในเรื่องของการประมูลราคากันขึ้นมา ไม่มีข้อผิดปกติก็เพราะว่า มันอาจจะมีการตกลงกันได้ แต่ในรายการที่ ๓ ราคามันตํ่ากว่าปกติในการก่อสร้าง อาคารขึ้นมา เห็นไหมครับ เราในฐานะซึ่งเป็นผู้แทนราษฎรหรือเป็นสมาชิกรัฐสภาเราก็ เป็นห่วงเป็นใยว่า เอ๊ะ เงินของชาติ เงินของแผ่นดิน มันต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด ใช้จ่าย อย่าให้ฟุ่มเฟือย ใช้จ่ายอย่างมัธยัสถ์ อย่างรอบคอบ อย่างมีกฎมีระเบียบ ผมในฐานะ ซึ่งเป็นสมาชิกรัฐสภาผมก็มีสิทธิที่จะสงสัยเหมือนกัน ผมไม่มีความรู้ในเรื่องการรับเหมา ก่อสร้าง แต่ผมในฐานะซึ่งเป็นผู้ติดตามการใช้จ่ายงบประมาณมันก็ตั้งข้อสังเกตได้ พอในรายการนี้เกิดขึ้นว่า เอ๊ะ เงินตั้ง ๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในรายการนี้มันน่าจะคืน โดยสามัญสํานึกเราเห็นอยู่แล้วว่าท่านไปกู้เงินต่างประเทศ ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม มันต้องคืนอยู่แล้ว ท่านก็เอามาใส่ในกองนี้แหละครับ ในเรื่องของงานโยธาที่ท่านเสนอ เอกสารเข้ามา ในเรื่องของการปรับลดเงินสํารองลงไปเหลืออยู่ตั้ง ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านก็ไม่ได้เอาคืน ท่านก็มาใส่ในรายการนี้ แต่ผมจะไม่ลงรายละเอียดว่าถ้าใส่ไปแล้วลงตรงไหน ๆ อย่างไร ๆ เหมือนกับการจะมาชี้ให้ท่านสมาชิกรัฐสภาและประชาชนได้เห็นว่า อ้อ พฤติกรรม พฤติการณ์ อย่างนี้มีความที่จะต้องเข้าสู่รัฐสภาแห่งนี้ด้วยความรวดเร็ว แล้วก็เลื่อนระเบียบวาระการประชุมกันขึ้นมามันเพราะอะไร ท่านรัฐมนตรีทราบหรือเปล่า ในเรื่องเหล่านี้ ขอให้ท่านรัฐมนตรีตอบนะครับ เพราะท่านมาขอ ท่านแจกเอกสารนี้ ท่านมาแจกเอกสารในเรื่องของการชําระเงินกู้ สาระมันไม่ใช่อยู่ที่การชําระเงินกู้ สาระของ การใช้เงินของท่าน ท่านอย่าลืมนะครับ ผมก็ดี ท่านประธานก็ดี พี่น้องประชาชนจะต้อง แบกรับเงินกู้และดอกเบี้ยนี้ขึ้นมา หรือใครปฏิเสธว่าพวกเราไม่ได้แบกรับภาระนี้ขึ้นมา ผมอยากเห็นว่าการใช้เงินมันใช้ให้ก่อเกิดประโยชน์จริง ๆ ไม่ใช่มาหาผลประโยชน์จาก รายการอย่างนี้ ที่ผมพูดผมไม่ได้กล่าวหาท่านนะครับ แต่ผมพูดจากเอกสารแล้วก็ ข้อเท็จจริงจากรัฐบาลที่ผ่านมา เพราะว่าท่านรัฐมนตรีเป็นคนชี้แจงต่อสภาแห่งนี้เอง บอกว่าขอใช้เงินตามกรอบครั้งแรก ในครั้งแรกเขาก็ตั้งกรอบขึ้นมาว่าใช้จ่ายอะไร เท่าไร มีอะไร อย่างไรบ้าง พอมาถึงท่านปั๊บผมก็เลยสงสัยว่า เอ๊ะ ท่านต้องตอบปัญหา ๒ อย่างที่ ผมสงสัยก็คือว่าเงินสํารองจ่ายท่านจะเอาอย่างไร ท่านเอาไปโปะไว้ที่ไหน ท่านแจ้งให้สภา แห่งนี้ได้เห็นหน่อยได้ไหมครับ ที่บอกว่าตั้งราคาไว้แล้วประมูลเกินกว่าราคาที่ท่าน ตั้งไว้มันเอาไปใส่ตรงนี้หรือเปล่า คนเขาสงสัยทั้งบ้านทั้งเมืองว่าอันนี้มีการฮั้วกันใช่ไหม เลยเอาเงินนี้ไปใส่ให้เขา
อันที่ ๒ ทําไมไม่ตั้งในงบประมาณแผ่นดิน ท่านก็บอกว่าไม่มีเงิน ผมก็ สงสัยว่าอย่างนั้นท่านไปกู้เงินต่างประเทศ แล้วภาษีมูลค่าเพิ่มท่านก็ล็อกไว้ไม่ต้องจ่าย มันก็ใช่อย่างที่เขาพูด รายการนี้ ๖,๐๐๐ ล้านบาทเข้ากระเป๋ำใคร นี่ครับ มันต้องมาพูดคุยกัน ผมก็เห็นท่านสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ท่านก็พูดไปด้วยความดีใจครับ แต่ผมอยากจะถาม ใน ๒ ประเด็นนี้ให้มันชัดเจนว่าอะไรมันเกิดขึ้น
อีกประการหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ ในเรื่องของกรอบสัญญา ผมอยากจะถามท่านรัฐมนตรีว่าจริงอยู่ท่านไปกู้เงินเขามา ท่านอยากจะทําให้มันเร็ว ผมเป็ นห่วงอีกประการหนึ่งก็คือในเรื่องของ ท่านดูนิดหนึ่งนะครับว่าสัญญา ในรายการที่ ๖ จะเริ่มเมื่อไร ผมฝากถามเท่านี้ ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านชาดา เชิญครับ แล้วก็ท่านสามารถต่อครับ
ขอบคุณ ครับท่านประธาน ผม ชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดอุทัยธานี พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เรียนท่านประธานที่เคารพถึงท่านรัฐมนตรี คือในเรื่องความเห็นชอบผมก็ต้องให้ความเห็นชอบอยู่แล้วครับเพราะว่าเรื่องนี้ผมเข้าใจ แต่สิ่งที่ผมอยากจะทราบแล้วก็อยากให้เป็น เชื่อว่าน่าจะเป็นความรู้โดยเฉพาะ ไม่มีใคร ก็น่าจะเป็นผมคนเดียวก็ได้นะครับว่าในลักษณะการกู้เงินจากไจก้านี่นะครับ วันนี้เราต้อง ยอมรับว่ามีเงื่อนไขพิเศษซึ่งรายละเอียดเท่าที่ผมหาอ่านยังไม่มี ที่แจกเพิ่มเติม เมื่อสักครู่นี้ก็มีเรื่องสัญญาเงินกู้ลักษณะของการใช้จ่ายเงินโครงการที่ว่าดอกเบี้ยอะไรต่าง ๆ ระยะเวลาต่าง ๆ แต่ในการกู้เงินจากต่างชาติจะมีเงื่อนไขพิเศษ เงื่อนไขพิเศษที่ผมว่า คือว่าเขามีกําหนดตรงไหนหรือไม่ ทางท่านรัฐมนตรีน่าจะชี้แจงให้ชัดเจนนะครับ กําหนดว่าต้องเป็นผู้รับเหมาจากบริษัทญี่ปุ่นใช่ไหม หรือกําหนดในเรื่องเทคโนโลยี หรือบริษัทที่ปรึกษา สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ซึ่งเป็นเงื่อนไขพิเศษที่เป็นผลพลอยได้ของเจ้าของ เงินกู้นะครับ ผมอยากให้มีในข้อสัญญาเพราะว่าจากข้อสัญญาอย่างของเวิลด์ แบงก์ (World bank) กับธนาคารพัฒนาเอเชีย เป็นภาษาอังกฤษนะครับ ผมก็บังเอิญไม่ได้จบ ต่างประเทศ แล้วไม่ค่อยมีความรู้ผมก็ไม่สามารถที่จะอ่านได้หมดนะครับ จ้างเขาไปแปล ก็ยังไม่กลับมาเลยครับเพราะระยะเวลาที่ได้รับจากสภามันกระชั้นเหลือเกิน กระผมกราบเรียนด้วยความเคารพว่า ผมอยากให้ท่านรัฐมนตรีเพื่อเป็นการเสริมความรู้ และมันมีผลกับความรู้ความเข้าใจของพี่น้องประชาชน ลักษณะแบบนี้อย่างการที่ ประเทศไทยให้ประเทศพม่ากู้เงินแล้วก็มีจากเหตุที่ผ่านมา ผมก็ไม่อยากฟื้นฝอยหาตะเข็บ ว่าผิดหรือไม่ผิดให้ประเทศพม่ากู้เงินแล้วก็ต้องเอาบริษัทจากประเทศไทย แต่ถ้าเกิดมอง ย้อนกลับไปว่าในเวทีโลกเขาทํากันไหม ผมเองเคยผ่านประสบการณ์เรื่องไจก้ามา อย่างสมัยก่อนเขาให้กําหนดเลยว่าผู้รับจ้างต้องเป็นบริษัทญี่ปุ่น แต่เดี๋ยวนี้เขาคงไม่ได้ กําหนด ผมเชื่อว่าทางเราเองก็ต้องพรรค์นั้น แต่มันจะมีลักษณะของผลประโยชน์ที่เขา เหมือนกับที่คําไทยนิยมก็คือทับซ้อน ผมอยากให้ท่านรัฐมนตรีได้เล่าแจ้งแถลงไขให้สมาชิก ได้ทราบบ้าง แล้วอีกประการหนึ่งก็คือเท่าที่ผมอ่านเอกสารที่มอบให้จากการกู้เงิน จากเวิลด์ แบงก์กับธนาคารพัฒนาเอเชียกู้เงินตามโครงการอย่างอาทิเช่นของเวิลด์ แบงก์ ก็เป็นเงินกู้พับลิก เซคเตอร์ รีฟอร์ม ดีเวลลอปเมนท์ โพลิซี โลน (Public Sector Reform Development Policy Loan) จากธนาคารโลกนั้นเป็นลักษณะของ คือโครงการที่ให้ การสนับสนุน แต่ถ้ามาดูจริง ๆ แล้วรัฐบาลเองก็บอกว่าจะเอาเงินนี้ไปใช้สนับสนุนโครงการ อะไรบ้าง แต่บังเอิญที่ผมมาอ่านแล้วทําให้เกิดความสับสนก็คือว่ามีกิจกรรมที่ว่าจะทํา สถานะดําเนินการ ดําเนินการแล้ว ดําเนินการแล้ว ดําเนินการแล้ว ในเรื่องต่าง ๆ ผมก็เลย ไม่เข้าใจว่าโครงการนี้ทําไปแล้ว แล้วจะมากู้เงินหรือว่าจะกู้เงินไปเพื่อสนับสนุน จริง ๆ แล้ว ในระบบเศรษฐกิจของประเทศนี่การกู้เงินไม่ใช่เรื่องผิดเป็นเรื่องถูก แต่การกู้เงินในโครงการ ต่าง ๆ ที่เป็นลักษณะของโครงการสนับสนุนในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานหรือการสนับสนุน เศรษฐกิจของประเทศนี่อย่างน้อยรัฐบาลน่าจะมีแผนว่าน่าจะเอาไปใช้ทางด้านใด จริงครับ จากเอกสารในช่วงต้นรัฐบาลบอกว่าจะเอาไปสนับสนุนคํ้าประกันสินเชื่อผ่านสถาบัน การเงินของรัฐ ใช้เพื่อสนับสนุนโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งและโครงการ ตามนโยบายของรัฐบาล แต่เวลามาข้างในปุ๊ บกิจกรรม สถานะดําเนินการ หน่วยงาน ที่รับผิดชอบ เหมือนกับมันง่ายไปคือไม่ต้องเอาพวกนี้มาให้ดูก็ได้นะครับ เพราะว่า ทั่วประเทศทั่วโลกนี่เขาก็กู้คือในเมื่อดอกเบี้ยถูกเอามาสนับสนุนมาพัฒนาประเทศไม่ใช่ เรื่องเสียหาย แต่ผมว่ามันทําให้เกิดความสับสนในการอ่านเอกสารว่าโครงการสถานะ การดําเนินการแล้ว แล้วมากู้ทําไมมันก็งง หรือจะเป็นว่าผมอ่านไม่เข้าใจก็ต้องกราบขออภัย แล้วลักษณะโครงการแบบนี้มีเงื่อนไขพิเศษอะไรก็อยากให้ท่านรัฐมนตรีได้เล่าให้ฟังบ้าง เพราะว่าเราต้องยอมรับว่าภายใต้ผลประโยชน์จากดอกเบี้ยนั้นประเทศที่พัฒนาแล้วที่เขา มีเงินแล้วก็เอามาตั้งไม่ว่าจะเป็นเวิลด์ แบงก์ หรือธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเอกเทศคือไจก้านี่เขาไม่ได้หวังในแค่เรื่องของดอกเบี้ยเท่านั้น เขาไม่ได้หวัง เพราะว่า มันเป็นการพัฒนาทางการเงินซึ่งก็พัฒนามาหลายปี ในอดีตถ้ารัฐบาลยังไม่ดําเนินการ ก็ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย แต่ปัจจุบันนี้ถ้ากู้แล้วไม่ได้ดําเนินการ ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ที่รัฐบาล หรือว่าประเทศนั้น ๆ ที่กู้ แต่ผมอยากเห็นว่ารัฐบาลไทยเราจะใช้เงินตรงนี้เข้ามาแล้วนี่ มันน่าจะมีแผนการที่ชัดเจนนิดหนึ่งเพื่อให้พี่น้องประชาชนเกิดความสบายใจ เพราะการกู้เงิน ลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่น่าจะมีความชัดเจนแล้วก็ไม่ใช่ไปหยิบเอาโครงการที่อยู่ ระหว่างดําเนินการตามนโยบายหรือโครงการที่ดําเนินการไปบ้างแล้วมาเป็นแผนว่า เราจะเอามาทําเพื่อการนี้ มันเหมือนง่ายไป มันง่ายไปในการทําเอกสาร แล้วก็มันง่ายไป ในการที่จะทําความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน คนเขียนอาจจะทําดูง่ายแต่มันรับไม่ได้ ในความรู้สึกถ้าเกิดว่าอ่านแล้วไม่เกิดความเข้าใจ ผมก็อยากจะให้ท่านรัฐมนตรีได้ตอบ เพื่อเป็นความรู้ด้วยนะครับ เพราะว่าดูจากเอกสารแล้วผมก็ยังงงสับสนมาก ถ้าท่าน บอกว่าดําเนินการแล้วบางโครงการผมบอกเลยว่าล้มเหลว ล้มเหลวก็คือในเรื่องที่ สํานักงบประมาณการปรับปรุงข้อมูลหรือจากกรมบัญชีกลางในเรื่องของการตรวจสอบ รายวัน กระทบข้อมูลระหว่างการบริหารการเงินภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์ จีเอฟเอ็มไอเอส (GFMIS) วันนี้สอบถามไปที่กรมบัญชีกลางหรือสํานักงบประมาณไม่สามารถ ตอบได้ ซึ่งกําลังทํางบประมาณปี ๒๕๕๔ อยู่ มติ ครม. ก็ได้อนุมัติกรอบไปแล้ว เรื่องแบบนี้ สอบถามไปปรากฏว่าบอกยังไม่สามารถตรวจสอบได้ ยังไม่สามารถตรวจสอบได้ทั้ง ๆ ที่ โครงการดําเนินไปแล้ว ก็คงจะฝากท่านรัฐมนตรีไว้เพียงเท่านี้ ขอบคุณมากครับ
สภายินดีต้อนรับประธานกลุ่มพัฒนา สตรีภาคเหนือและภาคอีสานด้วยความยินดีนะครับ ต่อไปเชิญท่านสามารถ ราชพลสิทธิ์ เสร็จแล้วก็ท่านเจตน์
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม สามารถ ราชพลสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอพูดถึง วาระทั้ง ๒ วาระ วาระแรก ก็คือเป็นร่างหนังสือแลกเปลี่ยนความร่วมมือทางการเงิน ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่ นเพื่อนํามาใช้ในการก่อสร้างโครงการสําคัญ ก็คือ โครงการรถไฟฟ้ำสายสีม่วงระหว่างบางซื่อไปถึงบางใหญ่ ระยะทางประมาณ ๒๓ กิโลเมตร โครงการที่ ๒ ก็คือโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยาบริเวณ ถนนนนทบุรี ๑ สําหรับโครงการแรกนั้นโครงการรถไฟฟ้ำสายสีม่วงจากบางซื่อ ไปบางใหญ่ ผมถือว่าเป็นโครงการที่มีความสําคัญมาก เพราะเป็นโครงการที่สามารถ เชื่อมโยงตัวเมืองกับชานเมืองเป็นการช่วยในการขนผู้โดยสารจากชานเมืองเข้าสู่ตัวเมือง โครงการนี้ถ้าท่านที่ผ่านไปบริเวณถนนรัตนาธิเบศร์ บริเวณบางบัวทอง บางใหญ่ จะพบว่ามีการก่อสร้างแล้วครับ เริ่มก่อสร้าง เริ่มเจาะเข็ม ทําสถานีหลายสถานี สถานี ทั้งหมดนั้นมี ๑๖ สถานี เริ่มก่อสร้างแล้ว และเส้นทางนี้ในอนาคตนั้นจะมีเส้นทางต่อเนื่อง จากแยกเตาปูนไปยังราษฎร์บูรณะซึ่งจะมีเส้นทางที่ผ่านรัฐสภาแห่งใหม่ ผมดีใจครับ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการบริหารงานก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ แล้วก็กราบเรียน เสนอต่อประธานคณะกรรมาธิการคณะนี้ก็คือท่านประธานชัยว่าจําเป็นที่รัฐบาลต้องเร่ง ก่อสร้างเส้นทางต่อเนื่องสายนี้ จากเตาปูนไปถึงราษฎร์บูรณะซึ่งแผนเดิมนั้นจะต้อง แล้วเสร็จในปี ๒๕๖๒ ใช้เวลาอีกนานครับ ผมก็ได้เสนอแนะว่าควรจะเร่งก่อสร้าง สถานีเดียวจากเตาปูนมาสู่สถานีเกียกกาย ซึ่งผมเสนอแนะให้เปลี่ยนจากสถานีเกียกกาย ไปเป็นสถานีรัฐสภา เวลานี้ก็มีข่าวดีครับว่าทางรัฐบาลโดยกระทรวงคมนาคมและ การรถไฟฟ้ำขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. เตรียมแผนที่จะเร่งรัด การก่อสร้างรถไฟฟ้ำสายสีม่วงช่วงแยกเตาปูนถึงสถานีรัฐสภาแห่งใหม่ ซึ่งทางสายนี้ พูดกันว่าเริ่มจากบางซื่อไปถึงบางใหญ่ อันที่จริงแล้วเริ่มจากแยกเตาปูน เพราะฉะนั้น จากบางซื่อไปถึงแยกเตาปูนนั้นจะมีอีกเส้นทางหนึ่งก็คือเส้นทางสายสีนํ้าเงินซึ่งทาง รัฐบาลได้เตรียมก่อสร้างเช่นเดียวกัน เหตุผลที่รัฐบาลจําเป็นต้องกู้เงินจากไจก้าหรือ องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่นนั้น ก็เพราะว่ามีความจําเป็นที่จะต้องใช้ ในการวางราง เวลานี้ทํางานก่อสร้างเฉพาะงานโยธา รางยังไม่มี ระบบอาณัติสัญญาณ ยังไม่มี ระบบรถไฟฟ้ำยังไม่มีครับ วางรางนั้นต้องใช้เงินประมาณ ๑๖,๖๓๙ ล้านเยน ที่รัฐบาลกําลังจะกู้นี้ ก็เห็นว่ามีความจําเป็น ส่วนระบบรถไฟฟ้ำ ระบบอาณัติสัญญาณนั้น รัฐบาลจะให้เอกชนมาร่วมลงทุนที่เรียกกันว่าใช้รูปแบบพีพีพี (PPP) หรือ ๓ พี (3P) ใช้เงิน ประมาณ ๑๓,๐๐๐ ล้านบาท โครงการนี้ถ้ามีเส้นทางผ่านรัฐสภาแห่งใหม่ได้ และควรจะ สร้างแล้วเสร็จภายใน ๔ ปี นั่นก็คือเส้นทางจากแยกเตาปูนถึงสถานีรัฐสภา ก็จะทําให้ พี่น้องประชาชน ส.ส. ส.ว. สามารถเดินทางเข้าสู่รัฐสภาได้อย่างรวดเร็วตรงเวลาครับ ไม่ว่าจะเดินทางจากบางใหญ่ บางบัวทอง จากแยกท่าอิฐ หรือจากบางซื่อ หรือจากหัวลําโพง รัชดาภิเษกครับ ดังนั้นผมเห็นว่ามีความจําเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลจําเป็นต้องก่อสร้างเส้นทางสายนี้ ให้เสร็จสมบูรณ์ แต่อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน ผมมีข้อเสนอแนะถึงรัฐบาล ๔-๕ ประการนะครับ
ข้อที่ ๑ ก็คือรัฐบาลควรจะลงทุนในโครงการนี้ทั้งหมด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่ควรจะให้เอกชนมาร่วมลงทุนในส่วนของระบบรถไฟฟ้ำและระบบอาณัติสัญญาณ ซึ่งใช้เงินประมาณ ๑๓,๐๐๐ ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของมูลค่า โครงการ ซึ่งใช้เงินทั้งหมด ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมทั้งการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินด้วย เหตุผล ที่ผมเสนออย่างนี้ก็คือโครงการระบบขนส่งมวลชนนั้นไม่ควรจะใช้ระบบพีพีพี ควรจะเป็นการลงทุนทั้งหมดโดยภาครัฐ เพราะรัฐสามารถควบคุมค่าโดยสารได้ แต่นี่รัฐบาลให้เอกชนมาลงทุนส่วนหนึ่งครับ ส่วนหนึ่งเอกชนนั้นจะต้องไปกู้เงินมา อัตราดอกเบี้ยก็แพงด้วย จะส่งผลไปถึงค่าโดยสารครับ รัฐบาลจะควบคุมค่าโดยสาร ได้หรือไม่ ถ้ารัฐบาลลงทุนเองทั้งหมดนั้นควบคุมค่าโดยสารได้ ทําให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ ชานเมืองนั้นสามารถเดินทางเข้ามาสู่ตัวเมืองได้เป็นจํานวนมาก สามารถจอดรถอยู่บ้าน โดยสารรถไฟฟ้ำเข้าสู่ที่ทํางานได้
ข้อเสนอแนะข้อที่ ๒ ก็คือผมมีข้อสังเกตเรื่องอัตราดอกเบี้ย อัตราดอกเบี้ย โครงการนี้ร้อยละ ๑.๔ ต่อปี ถือว่าเป็นดอกเบี้ยผ่อนปรนที่ได้รับจากไจก้าหรือองค์การ ความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น แต่เมื่อเปรียบเทียบกับโครงการในอดีตของรัฐบาลนั้น ก็คือโครงการรถไฟฟ้ำใต้ดินของ รฟม. จากหัวลําโพงไปสู่บางซื่อ ดอกเบี้ยตํ่ามากครับ ดอกเบี้ยแค่ ๐.๗๕ เปอร์เซ็นต์ ก็ไม่เข้าใจว่าทําไมเวลานี้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น และเมื่อ เปรียบเทียบกับเงินกู้ที่ใช้ในการก่อสร้างสะพานข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยาบริเวณถนนนนทบุรี ๑ นั้น ปรากฏว่ายังสูงกว่าโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยา คือโครงการนั้นมีอัตรา ดอกเบี้ยร้อยละ ๐.๙๕ ทั้ง ๆ ที่โครงการนี้เป็นโครงการขนคนไม่ใช่ขนรถ เป็นโครงการ ขนมวลชน แต่โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยานั้นยังส่งเสริมให้พี่น้องประชาชน ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลอยู่ โครงการรถไฟฟ้ำนั้นจะช่วยลดมลภาวะ ช่วยลดการใช้นํ้ามันเชื้อเพลิง ช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม อัตราดอกเบี้ยควรจะตํ่ากว่าโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่นํ้า เจ้าพระยาครับ
ต่อไปนะครับ สิ่งที่ผมเสนอแนะก็คือรัฐบาลควรจะเตรียมเจรจาต่อรองกับ ผู้รับสัมปทานรายเดิมครับ รายเดิมของรถไฟฟ้ำใต้ดินที่วิ่งระหว่างหัวลําโพงกับบางซื่อ เนื่องจากรัฐบาลนั้นลงทุนก่อสร้างขยายเส้นทางจากบางซื่อไปถึงบางใหญ่ เป็นการขนคน มาป้ อนให้กับผู้รับสัมปทานรายเดิม เพราะฉะนั้นผู้รับสัมปทานรายเดิมนั้นจะได้รายได้ เพิ่มมากขึ้น รัฐบาลก็ควรที่จะต่อรองเรื่องค่าโดยสารกับผู้รับสัมปทานรายเดิมด้วย
เรื่องต่อไปครับ ขอเสนอแนะให้รัฐบาลนั้น คือไม่ได้มองเฉพาะรถไฟฟ้ำ ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลนะครับ ควรจะวางแผนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง จากกรุงเทพฯ เชื่อมกับหัวเมืองต่าง ๆ ในต่างจังหวัด รัฐบาลนั้นเสนอว่าจะสร้าง จากกรุงเทพฯ ไปจังหวัดระยอง ผมว่าเส้นทางสายแรกควรจะเป็นกรุงเทพฯ กับภาคอีสาน ไม่ว่าจะเป็นภาคอีสานตอนบนหรือภาคอีสานตอนล่าง เหตุผลที่เสนอแนะอย่างนี้ก็คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นมีประชากรมากที่สุดครับ
สําหรับโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยาบริเวณถนนนนทบุรี ๑ นั้น เวลานี้สะพานข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยาในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลนั้นมีจํานวน ๒๑ สะพาน ผมถือว่ายังไม่พอ ที่ว่าไม่พอก็เพราะว่าเราจะสังเกตเห็นว่าในช่วงตอนเช้า จะมีรถหนาแน่นขับเข้าสู่กรุงเทพมหานครทางฝั่งขาเข้าและตอนเย็นจะมีรถติดในฝั่งขาออก ฉะนั้นจําเป็นที่จะต้องมีสะพานเพิ่มเติมอีก สําหรับโครงการนี้จะมีเส้นทางเชื่อมบริเวณ ถนนนนทบุรี ๑ ซึ่งเชื่อมโยงกับถนนเลี่ยงเมืองนนทบุรี เริ่มต้นจากบริเวณโรงเรียนศรีบุณยานนท์ข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยา ข้ามถนนวัดโบสถ์ดอนพรหม ไปสิ้นสุดที่ถนนราชพฤกษ์บริเวณโรงเรียนอนุบาลวัยใสและบริเวณหมู่บ้านบางกอกบูเลอวาร์ด และต่อขยายไปจนถึงถนนบางกรวย-ไทรน้อย บริเวณโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาบางใหญ่ ผมเห็นว่ามีความจําเป็นที่รัฐบาลต้องกู้เงินจํานวน ๗,๓๐๗ ล้านบาท แต่ผมก็มีข้อเสนอแนะ ต่อรัฐบาลดังนี้
ข้อที่ ๑ รัฐบาลควรจะต่อขยายเส้นทางสายนี้จากบางกรวย-ไทรน้อย ไปบรรจบกับถนนวงแหวนรอบนอกหรือถนนกาญจนาภิเษก รัฐบาลควรแก้ปัญหาจุดตัด บริเวณถนนราชพฤกษ์ ต้องแก้ล่วงหน้าไม่ใช่มาทําทีหลังเหมือนอย่างที่ทําอยู่บริเวณ วงเวียนพระราม ๕ ในเวลานี้
ข้อที่ ๒ ก็คือรัฐบาลควรส่งเสริมให้มีการลงทุนในฝั่งตะวันตกของ แม่นํ้าเจ้าพระยาให้มากขึ้น ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อโน้มน้าวให้พี่น้องประชาชน นักลงทุนนั้นไปตั้งกิจการร้านค้ามากขึ้น ซึ่งจะทําให้พี่น้องประชาชนมีแหล่งทํางาน ในฝั่งนนทบุรีและฝั่งธนบุรีมากขึ้น การเดินทางเข้าสู่กรุงเทพมหานครก็จะลดน้อยลง
ข้อต่อไป รัฐควรจะพิจารณาใช้การลงทุนในรูปแบบพีพีพี นั่นก็คือให้เอกชน มาร่วมลงทุน เพราะโครงการอย่างนี้สามารถเก็บค่าผ่านทางได้ นอกเหนือจากการนี้ระบบ ลงทุนที่เรียกว่าพีพีพี โมเดล (PPP Model) นั้นควรใช้กับโครงการมอเตอร์เวย์ (Motorway) สะพานข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยา แต่ระบบขนส่งมวลชนนั้นรัฐบาลควรลงทุนทั้งหมด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์
ข้อต่อไป รัฐบาลควรพิจารณาสร้างสะพานข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยาแห่งใหม่ โดยเฉพาะบริเวณสนามบินนํ้าหรือบริเวณอื่นที่ยังมีความจําเป็น ยังมีความต้องการ
ในส่วนของระเบียบวาระที่ ๔.๖ นั้นเป็นเงินกู้จากธนาคารโลกหรือธนาคาร เอดีบี (ADB) หรือธนาคารพัฒนาเอเชียนั้น โดยกู้จาก ๒ ธนาคารนี้ ผมอยากจะเรียนว่า รัฐบาลควรจะมุ่งเน้นกู้จากไจก้ามากกว่าธนาคารโลกและธนาคารเอดีบีครับ เพราะว่า อัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขการชําระเงินกู้นั้นดีกว่า ผ่อนปรนกว่าครับ กราบขอบคุณครับ
ท่านเจตน์เชิญครับ ผมอยากจะขอ ความกรุณาเนื่องจากว่ามีผู้อภิปราย ๓๐ ท่าน อยากจะขอความกรุณากําหนดเวลาเลย อย่างมากไม่เกิน ๑๐ นาที จะเป็นพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ท่านประธานครับ เมื่อเรา มาดูเอกสารที่ทางรัฐบาลแจกให้ด้วยความฉุกละหุก เอกสารที่ได้รับมาก่อนที่จะเริ่ม มีการประชุมก็จะมีอยู่แผ่นเดียวได้รับที่บ้าน เสร็จแล้วก็มีเอกสารมาแจก ณ วันนี้ อีก ๑ แผ่น ท่านประธานครับ มันทําให้เกิดข้อสงสัยว่าทําไมการทํางานของรัฐบาลมันถึง ฉุกละหุกแบบนี้ เป็นเรื่องของการเจตนาให้มันฉุกละหุกหรือเปล่า ธรรมดาผมก็เชื่อมั่น ในตัวของทางรัฐมนตรีว่าการกับทางรัฐมนตรีช่วยว่าการทั้ง ๒ ท่านที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ ก็ต้อง ขอขอบคุณท่านด้วย แต่ว่าการแจกเอกสารแบบนี้ผมคิดว่ามันก็อดตั้งข้อสงสัยไม่ได้ แล้วก็เรื่องของการกู้เงิน โดยปกติตัวผมเองผมจะตั้งกรอบในการพิจารณาไว้ ๒ ข้อ คือข้อที่ ๑ โครงการที่จะกู้มาทํามันคุ้มค่าและมีประโยชน์ต่อประเทศชาติหรือไม่ อย่างไร ข้อที่ ๒ ก็คือว่าแหล่งเงินที่กู้และเงื่อนไขการกู้มันเหมาะสม ถูกต้อง และถูกเอารัดเอาเปรียบ จากประเทศยักษ์ใหญ่หรือไม่ อย่างไร ซึ่งเมื่อดูไปแล้วผมจะเริ่มจากโครงการเงินกู้ไจก้า ที่สร้างสะพานข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยาบริเวณถนนนนทบุรี ๑ และโครงการรถไฟฟ้ำสายสีม่วงบางใหญ่-บางซื่อระยะที่ ๒ ท่านประธานครับ ๒ โครงการนี้ เงินนิดเดียว ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท คือผมคิดสัดส่วนง่าย ๆ จาก ๗,๓๐๗ ล้านเยนกับ ๑๖,๖๓๙ ล้านเยนกับอีก ๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท เงินไม่มากครับแต่ว่าเมื่อเงินไม่มากพอ เราไปดูดอกเบี้ยถูก ๐.๙๕ เปอร์เซ็นต์ ๑.๔ เปอร์เซ็นต์ อาจจะมากกว่าโครงการก่อน สักเล็กน้อย แต่ก็ถือว่ายังถูกอยู่ แต่ว่าปัญหาก็คือว่าเงินกู้เรากู้เป็นเงินสกุลเยน เงินกู้สกุลเยน เป็นเงินที่ค่อนข้างจะมีความผันผวน แล้วเราก็ไม่ได้เปรียบเหมือนกับในขณะนี้มันมีวิกฤติ ค่าเงิน มันมีวิกฤติทางยุโรปที่เกิดจากประเทศพลิกก็คือตอนนี้ที่เริ่มประเทศกรีซ แล้วก็ ประเทศสเปน อาจจะลามไปถึงประเทศโปรตุเกส ประเทศไอร์แลนด์ ประเทศอิตาลี ซึ่งตรงนั้น เป็นความหวั่นกลัวของประเทศทั่วโลก ตรงนี้เราจะย้อนไปดูว่า ถ้าหากว่าอย่างนั้นเราจะ ตั้งรับอย่างไร เราก็ต้องมาดูให้รอบคอบ มาดูเรื่องของการก่อหนี้สาธารณะซึ่งผมจะพูด ในประเด็นต่อไป แต่ว่าย้อนมาดูเรื่องของเงินกู้จากรัฐบาลญี่ปุ่นทั้ง ๒ โครงการนี้ เมื่อเรา มาดูปัญหาเรื่องความเหมาะสมของโครงการคงไม่มีปัญหาละครับ เพราะว่าเราไปสร้าง สะพานซึ่งมีความจําเป็นกับประชาชนมากมายในบริเวณนั้น แล้วก็บริเวณอื่นที่จําเป็น จะต้องใช้เป็นทางผ่าน เรื่องของรถไฟฟ้ำขนส่งมวลชนเป็นเรื่องที่มีความสําคัญมาก ๆ ต่อคนกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อาจจะมีข้อติติงอยู่บ้าง ก็คือว่าเรามุ่งต่อการให้บริการ แก่คนกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเท่านั้นหรือ เราไม่ได้คิดถึงประชาชนในเขตอื่น ๆ ทั้งไม่ว่าจะเป็นอีสาน ทางเหนือ หรือทางใต้หรืออย่างไร ตรงนั้นก็คงจะเป็นประเด็นที่คงมี คนกล่าวบ้าง แต่ถึงอย่างไรก็ตามการแก้ปัญหาให้คนกรุงเทพมหานคร ลดพลังงานจาก การใช้นํ้ามัน อันนั้นเป็นเรื่องที่มีความจําเป็นอย่างยิ่ง เราคงปฏิเสธไม่ได้ แล้วก็เรื่องของ เงื่อนไขการกู้ นอกเหนือจากเรื่องที่เคยกล่าวไปแล้วในเรื่องของค่าธรรมเนียมผูกพันเงินกู้ ร้อยละ ๐.๑ ต่อปีของวงเงินกู้ที่ยังไม่ได้เบิกจ่าย ก็คือว่าทันทีที่เซ็นสัญญาก็จะมีดอกเบี้ยทันที ซึ่งตรงนี้เมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยที่ตํ่ามันก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาอย่างไร ซึ่งโดยรวมแล้ว ผมก็คิดว่าในเรื่องของโครงการกู้เงินเพื่อมาใช้ใน ๒ โครงการนั้นก็คงไม่มีปัญหาแต่อย่างใด ไม่เหมือนกับโครงการที่ล้มเหลว แล้วก็ไม่มีประโยชน์ต่อประเทศชาติในบางโครงการในอดีต ยกตัวอย่างเช่นเรื่องของเรือขุดของกรมเจ้าท่าในปัจจุบัน ซึ่งก็คิดว่ากู้มาแล้วก็ไปจ้างบริษัท เขาก่อสร้างเรือเสร็จแล้วก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรือในโครงการอื่น ๆ ของกรมชลประทาน ในโครงการที่เกี่ยวกับทางเกษตร ซึ่งประสิทธิภาพจากการประเมินมันก็ไม่ได้ผลเท่าที่ควร ซึ่งตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะฉะนั้นหวังว่าต่อไปในอนาคตข้างหน้าการตรวจสอบ ความคุ้มค่าก็น่าจะทํากันด้วยความจริงจัง ตรงนี้ผมอยากจะฝากประเด็นไว้นิดหนึ่งว่า ทราบมาว่าในเรื่องของการกู้เงินมันมีหลักการว่าจะต้องจัดประชุม ฟังความคิดเห็นของ ประชาชนเรื่องการกู้เงิน แล้วก็เผยแพร่ทางเว็บไซต์ (Web site) แล้วเป็นสิ่งที่ดีครับ แต่ผม อยากจะเรียนผ่านท่านประธานถึงท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังสักเล็กน้อยว่า ในเรื่องอย่างนี้ต่อไปเวลาที่จะขออนุมัติกรอบเงินกู้หรือการกู้เงินก็ตามทางสภาท่านช่วยให้ รายละเอียดตรงนี้นิดหนึ่งได้ไหมครับว่า ในกรณีที่ท่านไปทําประชาพิจารณ์ผลเป็นอย่างไร แน่นอนครับเราก็อยากจะได้ฟังในแง่ความคิดที่เป็นลบซึ่งก็จะมีประโยชน์ คือการติติง เอาไว้มันเป็นประโยชน์แน่นอน ซึ่งคนที่ติติงบางครั้งเขาไม่รู้เหตุผล ไม่รู้ความจําเป็น แต่ว่า เขาอาจจะตั้งข้อสังเกตเหมือนกับท่าน ส.ส. ที่อภิปรายไปท่านที่แล้ว ขออภัยที่ผมจํานาม ไม่ได้ ซึ่งก็เป็นข้อสังเกต แต่ผมเชื่อว่าท่านรัฐมนตรีตอบได้ ซึ่งตรงนี้ท่านก็คงจะต้องตอบต่อไป เพราะว่าไม่อย่างนั้นก็จะเป็นข้อครหาหรือข้อสงสัยของสมาชิกไม่มีที่สิ้นสุด ในเรื่องเงินกู้ อีก ๒ โครงการจากพีเอสอาร์ดีพีแอล (PSRDPL) แล้วก็ซีเอ็มดีพี (CMDP) จากธนาคารโลก และธนาคารพัฒนาเอเชีย มันเป็นเงินกู้ที่มีมูลค่าสูงค่อนข้างมาก ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ๓๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ตรงนี้นะครับ ดอกเบี้ยมันสูง เพราะว่าดอกเบี้ยที่ใช้เป็นดอกเบี้ย ที่ผูกกับไลบอร์ (LIBOR) ไลบอร์ก็คืออัตราดอกเบี้ยผูกพันคิดที่ลอนดอน ซึ่งดอกเบี้ยที่สูง ผมก็คิดว่ามันก็จะทําให้มีปัญหา ก็คงมีคําถามว่า เรามีความจําเป็นมากน้อยแค่น้อยที่เรา จะต้องกู้เงินจากแหล่งเงินทั้งสองในอัตราดอกเบี้ยที่สูง แล้วแถมในเรื่องเงินกู้จากธนาคารโลก ยังมีค่าฟรอนท์ เอนด์ ฟี (Front-end fee) หรือเงินค่าปากถุง ซึ่งก็อยู่ที่ร้อยละ ๐.๒๕ ของวงเงินกู้ร้อยละ ๐.๒๕ ของวงเงินกู้นี่คิดจากมูลค่าของวงเงินที่กู้ ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ก็ไม่น้อยนะครับ แต่แน่นอนครับผมก็เข้าใจว่าในเรื่องขั้นตอนในการกู้เงินจากต่างประเทศ มันก็จะต้องมีเงินค่าปากถุงในบางแห่ง ที่นี่ก็ชัดเจน แล้วคราวที่แล้วผมก็จําได้ว่ามันก็มี เรื่องของฟรอนท์ เอนด์ ฟี ซึ่งตรงนี้ก็เป็นข้อสังเกตข้อที่ ๑ และอีกอย่างหนึ่งก็คือเรื่องการปรับ อัตราดอกเบี้ยทุก ๖ เดือน แน่นอนครับมันเป็นเรื่องของผู้ให้กู้ที่เขาไม่ยอมเสียเปรียบ ก็เป็นเรื่องธรรมดาเขาก็จะต้องดําเนินการทุกชนิดที่ให้เกิดประโยชน์กับตัวเขาเอง แต่เรื่อง การตั้งข้อสังเกตแล้วนี่ ผมก็คิดว่าอีกเรื่องหนึ่งที่ผมตั้งไว้แต่แรกก็คือเรื่องของหนี้สาธารณะ กับหนี้การกู้ต่างประเทศ ผมอยากจะเรียนผ่านท่านประธานถึงท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการว่า เอกสารคราวหน้าท่านช่วยมีรายละเอียดนิดหนึ่งได้ไหมครับว่า ในขณะนี้หนี้สาธารณะเรา หลังจากกู้เงินแล้วเป็นเท่าไร เพื่อให้สมาชิกรัฐสภาทุกท่านทราบรายละเอียดจะได้สบายใจ แน่นอนครับปัจจุบันนี้อัตราหนี้ต่อจีดีพี (GDP) เราแค่ ๔๙ หรืออยู่แถว ๆ นี้นิดหน่อย มากกว่านี้ก็นิดหน่อย เราไม่ได้ ๑๒๐ เหมือนกับประเทศกรีซในปัจจุบัน แต่ถ้าหากว่า สมาชิกรัฐสภาทุกท่านได้มีโอกาสที่ติดตามแล้วก็ตรวจสอบอย่างเข้มงวด ผมก็เชื่อว่า อนาคตของเราไม่ต้องอยู่ในวังวนแห่งความเสี่ยงเหมือนกับในบางประเทศที่เกิดสถานการณ์ แบบนั้น ผมอยากจะให้ท่านรัฐมนตรีทําเอกสารในเวลาที่มันมีการประชุมในคราวหน้าที่มี เรื่องกรอบวงเงินนี้ เพราะคราวนี้คงทําไม่ทัน พวกเราจะได้สบายใจครับ เราไม่อยากจะให้ ประเทศไทยกลับไปเป็นเหมือนสมัยอดีตปี ๒๕๔๐ อีกนะครับ แต่ถ้าหากว่าสมาชิกรัฐสภา ทุกท่านติดตามด้วยความสนใจ ผมเชื่อว่าโอกาสนั้นจะไม่เกิดขึ้นครับ ผมฝากไว้ทั้งหมด เท่านี้ ขอบคุณครับ
เชิญคุณสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กรณีที่เรากําลังศึกษานี้เป็นการร่างหนังสือแลกเปลี่ยนว่าด้วย ความร่วมมือทางการเงินระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่น แล้วก็พิจารณาร่างสัญญา เงินกู้และร่างสัญญาคํ้าประกันเงินกู้ ผมอยากจะให้พี่น้องประชาชนที่เป็นเจ้าของเงิน ที่จะต้องแบกรับภาระหนี้ที่รัฐบาลนี้ไปกู้เงินได้รับทราบโดยทั่วกัน เนื่องจากการกู้เงินครั้งนี้ ต้องบอกตามตรงว่ารัฐบาลค่อนข้างที่จะไม่ได้มีความชัดเจนเลย พูดง่าย ๆ ว่า มั่วพอสมควร เอกสารต่าง ๆ ที่นําเสนอให้สมาชิกรัฐสภาไม่ได้มีความพร้อมครับ แม้กระทั่งเอกสารทางวิชาการอันนี้ที่สภาได้จัดทําแล้วแจกให้สมาชิกก็มั่ว ผมถึงสงสารประเทศไทย เพราะว่ากว่าจะอ่านและเข้าใจเรื่องเหล่านี้ต้องติดตามเรื่อง มาโดยตลอด แม้กระทั่งเพื่อนสมาชิกที่อยู่ในรัฐสภาแห่งนี้อ่านไปบางทีก็หลงเลยครับ งงไปหมด เนื่องจากการกู้เงินในวันนี้ที่มาขออนุมัติผมลองคํานวณมาคร่าว ๆ ๒๓,๐๐๐ ล้านเยน คิดเป็นเงินไทยก็ ๘,๐๐๐ ล้านบาท และการกู้ในครั้งนี้ต้องกราบเรียน ให้พี่น้องประชาชนผู้ที่สนใจได้เข้าใจว่าเป็นการกู้เงินในโครงการรถไฟฟ้ำสายสีม่วง ซึ่งรถไฟฟ้ำสายสีม่วงมันมีอยู่ ๒ ช่วง ช่วงบางบัวทองถึงเตาปูน และจากเตาปูนไป ราษฎร์บูรณะ แต่สิ่งที่เรากําลังกู้ตอนนี้เป็นช่วงระหว่างบางบัวทองและเตาปูน บางครั้ง ในเอกสารนี้ก็เขียนบางซื่อ-บางใหญ่ อ่านแล้วก็งงไปหมดครับ แทนที่จะไปถึงบางบัวทอง ก็ไปถึงคลองบางไผ่ เอกสารอย่างนี้ทําให้คนอ่านแล้วเลิกอ่านเพราะจะไม่เข้าใจ และจะได้ กู้กันมั่วซั่วไปหมด เอาละครับ ผมจะสรุปคร่าว ๆ ว่า วันนี้รัฐบาลชุดนี้กําลังจะกู้เงินเพื่อสร้าง รถไฟฟ้ำสายสีม่วงตั้งแต่เตาปูนหรือบางซื่อไปจนถึงบางใหญ่ข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยา พอข้าม แม่นํ้าเจ้าพระยามันก็มีสะพานข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยา ๑ สะพาน แต่สิ่งที่ผมจะต้องถาม รัฐบาลชุดนี้คืออย่างนี้ครับ สายสีม่วงช่วงบางซื่อ-บางใหญ่ ตั้งแต่รัฐบาลท่านสมัคร สุนทรเวช มาเรื่อยเลย เดิมทีก็ ๓๒,๐๐๐ ล้านบาท มีทั้งหมดอยู่ ๔ สัญญา สัญญาที่ ๑ สัญญาที่ ๒ สัญญาที่ ๓ และสัญญาที่ ๖ ๓๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท จู่ ๆ มาช่วงเศรษฐกิจวิกฤติตกตํ่า ในช่วงรัฐบาลสมัครนํ้ามันขึ้นราคา ค่าวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ก็แพง ก็เลยสร้างไม่ได้ ตกลงกัน ไม่ได้ เพราะว่าค่าก่อสร้างจาก ๓๒,๐๐๐ ล้านบาท มันเป็น ๓๖,๐๐๐ ล้านบาท ครม. ก็อนุมัติมา ๓๖,๐๐๐ ล้านบาท แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเวลาอนุมัติมา ๓๖,๐๐๐ ล้านบาทนั้นได้รวม ภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ เพราะตอนนั้นรัฐบาลนายสมัครไม่รู้ว่าจะไปกู้เงินจากต่างชาติหรือกู้เงิน ในประเทศ ถ้ากู้เงินในประเทศมันต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ถ้ากู้ต่างชาติก็ไม่ต้องเสีย ภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นไปตามระเบียบพัสดุจัดซื้อของสํานักนายกรัฐมนตรี จะต้องขออนุญาต อ่านให้ท่านประธานฟังเล็กน้อย เพื่อให้ความรู้แก่พี่น้องประชาชนคืออย่างนี้เขาบอกว่า ถ้าระบุแหล่งเงินกู้ไว้ในเอกสารประกวดราคาตอนที่ประกวดราคารถไฟฟ้ำสายสีม่วง ตอนนั้นระบุว่าจะใช้เงินกู้องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น เจบิก (JBIC) แต่ต่อมาเปลี่ยนเป็นไจก้า ตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติมข้อ ๑๔ ข้อ ๔๔ วรรคสอง (๕) และข้อบังคับของการรถไฟฟ้ำขนส่งมวลชน แห่งประเทศไทยว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๖ ข้อ ๒๕ วรรคสอง (๕) ที่กําหนดให้ การประกวดราคานานาชาตินั้นต้องมีสาระสําคัญเกี่ยวกับแหล่งเงินกู้ด้วย ซึ่งหลักการ และแนวทางการเบิกจ่ายค่าจ้างก่อสร้างในโครงการสัญญาเงินกู้ต่างประเทศจะไม่มี การเบิกจ่ายค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม สิ่งที่เกิดขึ้นรัฐบาลสมัครได้ตั้งงบประมาณไว้หลังจากที่มีค่าเค (K) เพิ่มขึ้นมาจาก ๓๑,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มเป็น ๓๖,๐๐๐ ล้านบาท เป็นค่างานจริง ๆ แค่ ๒๙,๐๐๐ ล้านบาท เป็นค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม ๒,๓๕๙ ล้านบาท เงินสํารองจ่าย ๓,๙๗๒ ล้านบาท รวมเป็น ๓๖,๐๕๕ ล้านบาท แต่สิ่งที่รัฐบาลชุดนี้กําลังทํา ท่านประธาน ที่ผมต้องชี้หน้านี่เพราะว่า อย่างนี้ครับ เมื่ออนุมัติตามมติ ครม. ได้แยกชัดเจน ถ้าเป็ นเงินกู้ต่างประเทศ ภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ต้องใช้ ๒,๓๕๙ ล้านบาทคืนคลัง แต่รัฐบาลชุดนี้เอาภาษีมูลค่าเพิ่มมา บวกเลยแล้วอาศัยใช้ทั้งหมดเลย ทีนี้มันก็มาเป็นที่น่าสังเกตคืออย่างนี้ครับ ในเงื่อนไข ที่รัฐบาลกําลังจะไปลงนามในสัญญาเงินกู้กับไจก้ามีเอกสารหน้าที่ ๒ ที่แจกมา ท่านรัฐมนตรีลองอ่านข้อ ๗ ผมขออนุญาตอ่านนะครับ เงื่อนไขที่จะไปลงนามกันข้อ ๗ เขาเขียนว่า ผู้กู้จะต้องให้สํานักงานตรวจเงินแผ่นดินเข้าตรวจสอบข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อให้การดําเนินการมีความเป็นธรรมและโปร่งใส และเมื่อไจก้าร้องขอผู้กู้จะต้องจัดส่ง รายงานของสํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินให้กับไจก้า ผมอยากจะถามครับว่า สํานักงาน การตรวจเงินแผ่นดินนี่ได้ดูโครงการนี้หรือยังว่าท่านเอาภาษีมูลค่าเพิ่มไปรวมกับค่างาน ครม. รู้ไหม หรือว่าท่านมั่ว ครม. ไม่สนใจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเสนอผ่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รู้กันอยู่ ๒ คน ที่เหลือไม่รู้ แล้วก็อนุมัติลืมหูลืมตาไม่ขึ้น ยกมืออนุมัติให้ผ่าน แล้ว สตง. รู้ไหมครับว่าสิ่งที่ท่านทํานี่มันผิดกฎหมาย แล้วท่านจะไป หลอกไจก้าอย่างไร ผมเองในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงินไม่สบายใจครับ เพราะไจก้าเขาไม่ได้ปิดหูปิดตา ผมจะทําหนังสือถึง ไจก้าบอกให้เขารู้ครับว่าที่จริงแล้วรัฐบาลท่านสมัครอนุมัติมาได้แยกภาษีมูลค่าเพิ่มออกจาก ค่างาน แล้วไม่ไปกู้ไจก้ามาไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินภาษีมูลค่าเพิ่มก็ต้องคืนคลัง แต่สิ่งที่รัฐบาลชุดนี้กําลังทําโกหกประชาชน โกหกผม ซึ่งเป็นเจ้าของภาษี แล้วผมต้องเป็น ภาระที่ท่านไปกู้เงินเหล่านี้ และสิ่งที่สําคัญที่สุดครับท่านประธาน ในสภาผู้แทนราษฎร พยายามที่จะกล่าวหาว่าฝ่ายค้านดึงเกม ไม่อยากให้มีรถไฟฟ้ำสายสีม่วงใช้ ประชาชน จะเดือดร้อน ประทานโทษท่านประธาน รถไฟฟ้ำสายสีม่วง สัญญาที่ ๑ เซ็นเรียบร้อยนะครับ เซ็นไปเมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ ก็คือรัฐบาลชุดนี้เซ็นสัญญาที่ ๑ ก่อสร้างจาก เตาปูนไปสะพานพระนั่งเกล้า ๑๒ กิโลเมตร และเซ็นอีกครั้งหนึ่ง ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ไม่กี่วันมานี้ครับ ในสัญญาที่ ๒ สร้างถนนตั้งแต่สะพานพระนั่งเกล้าถึงคลองบางไผ่ และมีงานก่อสร้างสะพานข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยากับบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จํากัด (มหาชน) เซ็นไปแล้วและไม่จ่ายเงินเขาหรือครับ วันนี้ผมยังแปลกใจ เลยว่ามาขอผ่านเงินกู้โครงการรถไฟฟ้ำสายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) ระยะที่ ๒ แล้วระยะที่ ๑ อยู่ที่ไหนครับ ๓๖,๐๐๐ ล้านบาท ท่านมาขออนุมัติแค่ ๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมคิดเป็น เงินไทยนี่ และอีก ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนั้นอยู่ไหน ท่านจ่ายเขาหรือยัง ท่านเอาเงิน ก้อนไหนไปครับ ท่านมาขออนุมัตินี้แล้วท่านต้องอนุมัติอีกรอบหรืออย่างไร ท่านทําไมไม่ขอทีเดียวให้จบ ท่านลงนามใน ๒ สัญญานี้แล้วถ้าเกิดสภาไม่อนุมัติให้กู้ ท่านจะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายเขา แล้วท่านกล้าดีอย่างไรไปลงนามกับเขาก่อน ถ้าพวกผม ไม่ยอมล่ะท่านจะทําอย่างไรท่านเอาเงินที่ไหนไปจ่ายเขา หรือว่าท่านจ่ายเป็นระยะที่ ๑ แล้วเอาเงินก้อนไหนไป ในเมื่อโครงการนี้บอกเป็นเงินกู้ไจก้าท่านเพิ่งนําไจก้ามาผ่านสภา ครั้งนี้เป็ นครั้งแรก ท่านรัฐมนตรีต้องตอบผมทั้ง ๒ ท่าน ทั้งท่านโสภณ ซารัมย์ ทั้งท่านประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ ข้อมูลของท่านเป็นอย่างไรท่านต้องเอาให้ชัดเจน แล้วผมจะลุกขึ้นถามท่านอีก เอาง่าย ๆ ตรงนี้ก่อนท่านตอบให้ชัดนะครับพี่น้องประชาชนฟังอยู่ ท่านจะกู้ไจก้าทั้งหมด ๓๖,๐๐๐ ล้านบาท แต่ท่านมาขอผ่านนี้แค่ ๗,๐๐๐ ล้านบาท บวกสะพานอีก ๒,๐๐๐ ล้านบาทก็เป็น ๙,๐๐๐ ล้านบาทเอาง่าย ๆ หรือ ๕,๐๐๐ ล้านบาท บวก ๒,๐๐๐ ล้านบาทนี้แหละ แล้วหายไปไหนอีก อีก ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทท่านจะมา ขอเมื่อไร เอาให้ชัดเจนอย่ามั่วตัวเลขเพราะวันนี้ท่านมั่วจนบ้านเมืองเป็นหนี้เป็นสิน มากมาย เดี๋ยวระเบียบวาระที่ ๔.๖ ผมจะชี้ให้เห็นครับว่าท่านมั่วตัวเลขอย่างไรบ้าง บ้านเมืองถึงได้เป็นหนี้เป็นสินมากมายขนาดนี้ แล้วท่านมีปัญญาใช้หนี้ไหมถามจริง ๆ มีแต่จะกู้มากู้เพื่อหวังอะไร ทําไมต้องรีบร้อนขนาดนี้ ได้ข่าวมาไม่ค่อยสบายใจครับ อย่างสร้างสะพานมีผลประโยชน์อะไรแอบแฝงหรือไม่ รถไฟฟ้ำสายสีม่วงมีผลประโยชน์หรือไม่ ตอบมาให้ชัดเงินมหาศาลขนาดนี้ แล้วใช้งบประมาณผิดด้วย เอาภาษีมูลค่าเพิ่มไปบวก เป็นค่างานทําอย่างนี้ได้อย่างไรในเมื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติมาอีกรูปแบบหนึ่ง ท่านอาจจะมั่ว ให้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์หลงเข้าใจผิดแล้วอนุมัติมั่วไปเลยอย่างนี้ไม่ได้ เดี๋ยวชี้แจงให้ชัด ขอบคุณครับ
ต่อไปท่านนฤมล ศิริวัฒน์ หลังจาก ท่านนฤมลก็คุณไพจิต ศรีวรขาน เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดอุตรดิตถ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา มีประเด็นที่สงสัยแล้วอยากจะเรียนถามท่านรัฐมนตรีที่จะให้ชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องของอัตรา ดอกเบี้ย ดิฉันได้ฟังคําชี้แจงของ สบน. เมื่อสัปดาห์ที่แล้วในคณะกรรมาธิการวิสามัญ กิจการวุฒิสภา เขาบอกว่า ไจก้าเวลาที่ให้กู้เงินเยอะ ๆ นี้เขาจะคิดดอกเบี้ยแพง ถูกต้อง หรือผิดพลาดอย่างไรเดี๋ยวท่านกรุณาชี้แจงด้วย ถ้ากู้น้อยจะคิดดอกเบี้ยถูก ตามหลัก ของเราที่เราทราบกันโดยทั่วไปว่าถ้ากู้เยอะแล้วระยะยาวตามหลักแล้วต้องคิดดอกเบี้ยถูก แต่ไจก้ามีตรรกะของการคิดดอกเบี้ยแบบนี้มันผิดไปจากปกติมันมีเหตุผลอะไร แล้วสําหรับรัฐบาลที่จะมาขอทําสัญญาให้สภาให้ความเห็นชอบทําไมใน ๒ สัญญาคือ ร่างสัญญาที่ ๑ โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยาบริเวณถนนนนทบุรี ๑ แล้วร่างสัญญาที่ ๒ เรื่องของโครงการรถไฟฟ้ำสายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) ระยะที่ ๒ ถ้าสมมุติว่ารถไฟฟ้ำสายสีม่วงต้องใช้เงินกู้ที่มากกว่าทําไมไม่เอาระยะสั้นเสียหน่อยเพื่อจะได้ คิดอัตราดอกเบี้ยที่ ๐.๙๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วสะพานข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยาบริเวณถนนนนทบุรี ๑ เอาไประยะยาวหน่อยกู้ ๒๐ ปีมีระยะปลอดหนี้ ๗ ปีหรืออย่างไรนี่นะคะตรงนี้ขออนุญาต ระยะปลอดหนี้ ๖ ปีก็เอาไปอยู่ตรงยาวหน่อย รัฐบาลก็จะได้เสียประโยชน์ในเรื่องดอกเบี้ย น้อยลง ไม่ทราบว่าท่านรัฐมนตรีมีความคิดอย่างไรในการดําเนินการอย่างนั้น เรื่องนี้ อยากจะขอความชัดเจนหน่อย เพราะว่าอย่างที่พวกเราได้พูดกันความห่วงใยในการใช้ภาษี มันจําเป็นต้องมีความชัดเจนไม่นับจากที่บอกว่าเรื่องของภาษีมูลค่าเพิ่มว่าจะรวมไว้แล้ว จะมีการตรวจสอบกันอย่างไร สตง. ได้รับทราบหรือยัง ดิฉันคิดว่าคงจะต้องมีความชัดเจน ในส่วนนั้น แล้วก็อยากจะเรียนถามว่า หลักการกู้โดยคิดอัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างกันในแต่ละ โครงการมันมีวิธีการอย่างไร เช่น สายบางซื่อ-รังสิตที่บอกว่าเสียอัตราดอกเบี้ย ๐.๗๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วมาถึงสะพานข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยาบริเวณถนนนนทบุรี ๑ ๐.๙๕ แล้วก็มา รถไฟฟ้ำสายสีม่วง ๑.๔๐ นี่นะคะ มันแตกต่างกันเยอะทีเดียว เพราะฉะนั้นเรื่องดอกเบี้ย ต้องเรียนถามท่านนะคะ
แล้วก็ยังมีเรื่องของร่างสัญญา ในวันนี้เราจะต้องให้ความเห็นชอบก็คือ ร่างสัญญาหนังสือแลกเปลี่ยนว่าด้วยความร่วมมือทางการเงินระหว่างรัฐบาลไทยกับ รัฐบาลญี่ปุ่นและร่างสัญญาเงินกู้และร่างสัญญาคํ้าประกันเงินกู้ ในร่างสัญญาเงินกู้นั้น จะมี ๒ ส่วนก็คือ ส่วนหนึ่งที่เราเรียกว่า ไจก้ากับรัฐบาลไทย นั่นคือส่วนหนึ่งของ ร่างสัญญาเงินกู้ แล้วก็มีอีกส่วนหนึ่งคือส่วนที่เราเรียกว่า ไจก้ากับการรถไฟฟ้ำขนส่ง มวลชนแห่งประเทศไทย ดิฉันสงสัยว่าทําไมไม่ใส่ไปเลยล่ะคะว่า ระหว่างไจก้ากับประเทศไทย เหมือนกับร่างสัญญาโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยาบริเวณถนนนนทบุรี ๑ มันมีความแตกต่างกันอย่างไร ก็ขอให้มีความชัดเจนในส่วนนี้ด้วยค่ะ
ส่วนที่สําคัญอีกส่วนหนึ่งที่เพื่อนสมาชิกคือท่านสุรพงษ์ได้กรุณาพูดไปแล้ว ก็คือความไม่ชัดเจนของเอกสารที่นํามาให้สภาของเราได้พิจารณาค่ะ ดิฉันอ่าน หลายรอบมาก แล้วก็มีความรู้สึกว่ามันสับสน ถามเพื่อนสมาชิกกันบอกว่าทําไม เป็ นอย่างนี้ เพื่อนสมาชิกเขาก็บอกว่านี่แหละคือเทคนิคของการเขียนหนังสือ ต้องให้ไม่ค่อยชัดไว้จะได้มีความยืดหยุ่น รัฐบาลจะได้สามารถทําอะไร ๆ ได้อย่างสะดวกขึ้น ดิฉันก็ยังไม่ค่อยจะมั่นใจว่ามันเป็นหลักการที่ถูกต้องหรือเปล่า เพราะว่าสภาของเรานี่ น่าจะมีข้อมูลที่ชัดเจนและให้พวกเราได้พิจารณาได้วิเคราะห์กัน เพื่อที่จะได้ทําประโยชน์ ให้มันสูงสุดกับประเทศของเรา โดยย่อก็คือ
๑. ดิฉันถามถึงเรื่องของอัตราดอกเบี้ย วิธีการคิดเขามีหลักการอย่างไร แล้วทําไมเราไม่เอาโครงการซึ่งกู้เยอะมาอยู่ระยะสั้นเพื่อที่จะเสียดอกเบี้ยน้อย เราเอา โครงการที่กู้ระยะยาวจํานวนเงินเยอะไปอยู่อย่างนั้นมันเสียดอกเบี้ยสูง ทําไมถึงเป็น อย่างนั้น นั่นคือข้อแรก
๒. ร่างสัญญาหนึ่งเขียนว่า ไจก้ากับรัฐบาลไทย กับอีกร่างสัญญาหนึ่ง เขียนว่า ไจก้ากับการรถไฟฟ้ำขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ว่ามันแตกต่างกันอย่างไร ทําไมไม่เขียนให้เหมือนกันว่า ไจก้ากับรัฐบาลไทย ทั้ง ๒ ร่างคะ
แล้วก็ยังมีความห่วงใยในเรื่องของวิธีการคิดดอกเบี้ยที่เราไปเจรจาต่อรอง ได้ดีที่สุดหรือยังคะ เมื่อครั้งก่อนที่บอกว่า ๐.๗๕ เปอร์เซ็นต์ ทําได้ ๐.๙๕ เปอร์เซ็นต์ ทําได้ ๑.๔๐ เปอร์เซ็นต์ มันลงมากว่านี้อีกได้ไหมคะ ดิฉันคิดว่าวันนี้เราจะทําสัญญาอะไร ก็แล้วแต่ต้องคํานึงว่าเราจะมีความสามารถในการที่จะชําระคืนได้เพียงใด ก็ฝากรัฐบาล ตอบให้พวกเราได้เข้าใจ ก็คงจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ขอบพระคุณค่ะ
คุณไพจิตเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เป็นอีกครั้งหนึ่งที่มีความสําคัญในการทําหน้าที่ของ ผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ รัฐบาลนี่ขอความเห็นชอบในการสร้างหนี้สินให้กับ ประชาชน ตัวแทนของประชาชนก็ต้องถือว่าต้องทําหน้าที่ที่สําคัญ เพราะว่าเท่าที่ได้รับฟัง สะท้อนความคิดความเห็นตลอดเวลาปีเศษ ๆ นี่ก็มีแต่เรื่องที่ประชาชนเป็นห่วงว่า เมื่อเข้ามาก็ทําหน้าที่ในการกู้ กู้แล้วก็กู้อีก ท่านประธานครับ วันนี้หนี้ที่เป็นผลงานหลัก ของรัฐบาลนี้ตั้งแต่เข้ามา รัฐบาลภายใต้การนําของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กู้เงินทั้งสิ้นแล้ว ๗๗๐,๗๒๖ ล้านบาทเศษ รวมถึงยอดนี้อีกประมาณร่วม ๘,๐๐๐ ล้านบาท ก็บวก เอาเข้าไปนะครับ ชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ๔๕๓,๕๙๒ ล้านบาท กู้เพื่อจ่าย สูงกว่ารายได้ ๙๙๔,๐๐๐ ล้านบาท กู้ตามพระราชบัญญัติโครงการไทยเข้มแข็ง ที่บอกว่า ใครแข็งกันแน่นี่นะครับ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และสุดท้ายก็กู้เหมือนอย่างวันนี้ในโครงการลงทุนต่าง ๆ ๒๓,๑๓๔ ล้านบาท ๗๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับท่านประธาน วันนี้จะขอกู้อีกแล้ว ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเวลาที่มี มันค่อนข้างจํากัด ฉุกละหุก ผมยังชอบความเห็นของท่านรองนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ที่บอกว่าที่จะกู้ตามพระราชบัญญัติที่ให้อํานาจกระทรวงการคลังนี่พอแล้ว เอาไปใส่ใน งบประมาณปี ๒๕๕๔ แล้วผมก็หวังว่าที่มันยังไม่ได้นี่ทําไมไม่ไปใส่ปี ๒๕๕๔ วันนี้ก็ยัง เอามาแถมอีก ๘,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ แถมเข้าไปเพื่อที่จะเอาไปใช้ตามภาระ อะไรมากมาย ก็บอกอยู่แล้วว่ามันเข้มแข็งแล้ว มันฟื้นแล้ว เศรษฐกิจดีแล้ว เก่งแล้ว เมื่อก่อนก็บอกเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ กู้เพื่อให้เกิดกระตุ้นการสร้างงาน สร้างรายได้ มันดี อยู่แล้วนะครับ แต่ภาระที่เกิดขึ้นวันนี้ก็บอกกันว่าต้องเสียดอกเบี้ย ดอกเบี้ยแพงกว่าปกติ ไม่ถึง ๑.๗ เปอร์เซ็นต์ ๑.๙ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ ๑.๔ เปอร์เซ็นต์ก็มีนะครับ ก็แพงขึ้นมาอีก ผมก็ให้สงสัยว่าภาวะที่เราแร้นแค้นทางเศรษฐกิจกู้หนี้ยืมสิน แล้วทําไมต้องทําแบบ ไม่รอบคอบ แค่เอกสารที่ให้กันนี่ก็กําตากันแล้วครับ การนัดประชุมฉุกละหุก เอกสารไม่ชัด มันส่อถึงเจตนาว่าต้องการให้สภาได้พิจารณาอย่างไร ๒,๒๐๐ ล้านบาทไปทําสะพาน ท่านประธานครับ สะพานข้ามแม่นํ้าโขงนี่ยาวกว่าสะพานข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยาอีก ที่จังหวัดนครพนมใช้ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมก็ให้สงสัยว่าเพราะเงินกู้หรือถึงต้องแพงกว่า แล้วมันมีอะไรอยู่ข้างหน้าข้างหลังเหล่านี้ วิธีการจัดซื้อจัดหาดําเนินการตามครรลอง พอจะกู้เงินนี่วิธีที่จะทําให้เกิดความโปร่งใสตามที่แถลงกับสภาไว้มันมีแค่ไหน อย่างไร ท่านประธานครับ ที่ฉาวโฉ่มากที่สุดก็คือเงินรถไฟฟ้ำ ความจริงไม่ได้อิจฉาคนกรุงเทพฯ ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท พี่น้องผมก็มาอยู่ในกรุงเทพฯ มากมาย แต่ว่าการจัดการทั้งหมดนี่ มันเป็นไปอย่างไม่ตรงไปตรงมา วิธีการหางบประมาณก็ดี จากเอกสารเท่าที่เราหากันได้ ในฐานะเป็นนักการเมืองต้องการจะให้การจับจ่ายใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ให้เกิดประโยชน์ สูงสุดกับบ้านเมือง ท่านประธานครับ มีโครงการที่สมาชิกได้อภิปรายหลายท่านว่ามันไม่ควร ที่จะเป็นแบบนี้ ทั้งสะพานทั้งรถไฟฟ้ำ อยู่ในการกํากับดูแลของท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลังของพรรคภูมิใจไทย แล้วในโครงการเหล่านี้มันมีผลประโยชน์ทับซ้อน ผลประโยชน์ทับซ้อนเนื่องจากบริษัทที่รับจ้างรับทํานี่มันเกี่ยวข้องกับหัวหน้าพรรคของ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จํากัด (มหาชน) แปลว่างานในจํานวนนี้ ๔ โครงการนี่มันของใครกันแน่ วิธีการที่เราเห็น ไม่ว่าจะเป็นการปรับลดเงินจากสิ่งที่ไม่ควรปรับลด ทั้ง ๔ โครงการนี่ไปปรับลดลงมาแล้วก็ เอาไปเพิ่มใส่ในโครงการที่เป็นของ ๒ บริษัทใหญ่ แล้วไม่ใช่เงินน้อย ๆ นะครับ ปรับลดเงิน ภาษีมูลค่าเพิ่ม ปรับลดเงินเผื่อเหลือเผื่อขาด ๒,๙๕๒ ล้านบาท ปรับลดภาษีมูลค่าเพิ่ม ๑,๗๐๑ ล้านบาท ๒ ยอด ๖,๐๓๘ ล้านบาท แล้วก็เอาไปใส่เพิ่มในงานที่ควรจะเพิ่มให้กับ บริษัทที่มีการได้งานที่ประกวดราคาเสร็จแล้ว มองถึงเจตนาว่าต้องการที่อยากจะให้ใคร ได้งาน ได้มูลค่าหลังจากยื่นทําสัญญา พอได้ผู้รับจ้างเสร็จก็เอาเงินหมวดจากที่ปรับลดแล้วก็ใส่เพิ่ม เข้าไปขออนุมัติคณะรัฐมนตรี ท่านประธานไม่ใช่ตอนไหนครับ ๑๑ สิงหาคม นายกรัฐมนตรี คือท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ คนเซ็นเสนอต่อรัฐมนตรีโสภณ ซารัมย์ ขอไปในการโยกเงิน เหล่านี้เป็นรายการเพื่อทราบ ๖,๐๓๘ ล้านบาท แล้วบอกว่าเป็นรายการเพื่อทราบ เอามาให้ บริษัท ช. การช่าง จํากัด (มหาชน) เอามาให้บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จํากัด (มหาชน) ๖,๐๓๘ ล้านบาท แล้วทําแบบนี้มันเป็นไปตามทํานองคลองธรรมของ ระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างเพียงใด มันทับซ้อนกับผลประโยชน์ระหว่างลูกพรรคกับหัวหน้าพรรค ผมรับไม่ได้วิธีการท่ามกลางภาระหนี้สินของประชาชน ไม่ควรจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ผมย้อนไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีที่บอกว่าจะต้องตรงไปตรงมา ผลประโยชน์ ความรับผิดชอบ ทางการเมืองมันจะต้องเคารพกันในการที่จะเอาเงินกู้ที่จะมาขออนุญาตสภา รายละเอียด พวกเหล่านี้มันซับซ้อนครับท่าน ขณะเดียวกันสัญญาที่ ๓ เป็นอีกเจ้าหนึ่งก็ถูกปรับลด แล้วไม่ได้คืนแม้แต่บาทเดียว เอาไปใส่ในรายการที่ ๑ รายการที่ ๒ ท่านประธานครับ วันนี้ จะขออีก ๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท แปลว่าจะไปทําอะไรกันอีกแล้วเวลาที่มีค่อนข้างจํากัด ผมกราบเรียนแบบนี้เกินกว่าที่คณะพวกผมใช้เวลาที่มีจะได้ให้ความเห็นชอบ อยากให้มี คณะกรรมาธิการพิจารณาก่อนให้ความเห็นชอบของสภา ของทั้งวุฒิสภา ทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ดูให้หน่อย ๑๕ วัน ๓๐ วันก็สุดแท้แต่ เป็นประเพณีในการทํางานเพื่อให้เกิด ความรอบคอบก่อนที่จะเป็นหนี้เป็นสินเงิน ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ ล้านบาท ตั้งคณะกรรมาธิการ ตรวจดูรายละเอียดสิว่าแต่ละสัญญา แต่ละงาน เป็นอย่างไร วิธีการที่จะจัดซื้อจัดจ้างจะเกิด ความรอบคอบแล้วเป็นประโยชน์ต่อการทําหน้าที่ให้ดีที่สุด หนี้คราวนี้จะต้องใช้อีกประมาณ ๗ ปี ๘ ปี ท่านประธานครับ ๗ ปี ๘ ปีไม่รู้ว่าคนที่เข้ามาภายหลังเขาต้องมาแบกรับภาระ มาแบกรับความรับผิดชอบ ของการให้ความเห็นชอบของรัฐสภา มันจะเป็นประวัติสีดํา ที่ฉาวโฉ่ที่ไม่ควรจะมี เพราะฉะนั้นผมอยากให้สภาได้ใช้ความรอบคอบ แล้วก็พิจารณากัน แล้วก็ค่อยกลับมา ตัวแทนของภาคการเมืองทั้งในส่วนของวุฒิสภา ทั้งในส่วนของฝ่ายรัฐบาล ในส่วนของฝ่ายค้านเอง ได้ช่วยกันตรวจสอบให้เกิดความรอบคอบ แล้วเอากลับเข้ามานะครับ จะใช้เวลากี่วันผมไม่ขัดข้อง แต่ว่าต้องการธรรมเนียมในการปฏิบัติเพื่อให้เกิดการรักษา ประโยชน์ของบ้านเมืองเพื่อที่จะทําหน้าที่อันนี้ แล้วก็ขอความกรุณาท่านประธาน ได้ให้เวลากับท่านสมาชิกตามสมควรครับ ขอบพระคุณครับ
ผมก็ให้แล้วคนละ ๑๐ นาที เชิญคุณสถาพร มณีรัตน์ ต่อไปจะให้ฝ่ายค้านมากที่สุดครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม สถาพร มณีรัตน์ สมาชิกพรรคเพื่อไทย จังหวัดลําพูน ในนาม สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ ผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกตอภิปรายท้วงติงต่อการที่ เราจะไปทําสัญญาเงินกู้ในมิติความเท่าเทียมทางสังคม ในมิติความเท่าเทียมของพี่น้อง บ้านนี้เมืองนี้ ๖๓ ล้านคน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมดีใจกับพี่น้องกรุงเทพฯ ดีใจกับ พี่น้องจังหวัดนนทบุรี ที่จะมีความเจริญรุ่งเรือง มีรถไฟฟ้ำทั้งใต้ดินบนดิน มีทั้งสะพาน ข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยา จะมีแสงสว่าง และพี่น้องของผมทั้งภาคเหนือและภาคอีสานก็ต้อง อพยพมาเป็นแรงงานเพื่อมารับจ้างในการก่อสร้าง มิติทางสังคมทางภาคชนบทก็ต้องลื่นไหล มาสู่ภาคเมือง เงิน ๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมเห็นว่าเป็นเงินจํานวนมหาศาลที่รัฐบาลจะไปทําสัญญา ในการกู้เงินซึ่งแต่ละฉบับนั้นดอกเบี้ยก็แตกต่างกันไป ท่านประธานที่เคารพ ผ่านไปยัง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จังหวัดลําพูนของกระผม บ้านแม่อีไฮครับ ขอสร้างถนนทางหลวงชนบท ๕๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อเชื่อมกับบ้านแม่หาด ๓ ปีแล้วไม่ได้ครับ เปลี่ยนรัฐมนตรีมาคนแล้วคนเล่าครับ แต่พอ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาทกับพี่น้องในเมืองหลวงมันรวดเร็วทันใจเหลือเกินครับ แต่กับ พี่น้องชายขอบโดยเฉพาะบ้านแม่อีไฮของกระผมรอถนนทางหลวงชนบทมา ๓ ปีครับ นี่คือมิติทางสังคมที่มันเหลื่อมลํ้าทําให้พี่น้องของผมต้องเป็นแดงทั้งแผ่นดิน มันอย่างนี้ จริง ๆ ท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร อนุมัติพระราชกฤษฎีกาเวนคืนพี่น้องประชาชนในจังหวัดลําพูน เขาเรียกว่า ถนนเลี่ยงเมือง สาย ค๑ ค๒ ค๓ วงเงินแค่ ๔๒๐ ล้านบาท ๓ ปีจะเข้าปีที่ ๔ จนพระราชกฤษฎีกาเวนคืน จะหมดอายุแล้วก็ไม่ได้ครับ ผลกระทบก็คือว่าจะขายที่ดินก็ไม่ได้ จะโอนที่ดินก็ไม่ได้ ติดกฤษฎีกาเวนคืนนี่แหละครับ มันเป็นอย่างไรครับ แล้วทีเมืองหลวงของประเทศไทย ๗๐,๐๐๐ ล้านบาทปรู๊ดปร๊าดเลยครับ รูดปรื๊ด ๆ ผ่านสภาเลย นี่คือมิติทางสังคมที่มี ความเหลื่อมลํ้าครับ มีการอนุมัติสร้างถนน ๔ เลน (Lane) เชื่อมระหว่างอําเภอลี้ อําเภอ บ้านโฮ่ง อําเภอป่าซาง เข้าที่จังหวัดเชียงใหม่ในเขตอําเภอฮอด วงเงินแค่ ๑,๔๐๐ ล้านบาท สร้างไปได้ ๕ กิโลเมตร โครงการหายเลยครับ หายไปจากสารบบของกระทรวงคมนาคม เฉยเลยครับ นี่คือมิติทางสังคมที่เกิดความน้อยเนื้อตํ่าใจว่าการกระจายงบประมาณของ ประเทศ การกู้เงินของประเทศมีความเสมอภาค มีความเท่าเทียมทางสังคมหรือไม่ ตรงนี้ ท่านประธานต้องให้คําตอบกับพี่น้องประชาชนเหมือนกัน เพราะเวลาใช้หนี้เงินกู้ตั้งอุแว้ มานี่ ๖๓ ล้านคนมันใช้หนี้เหมือนกันหมด เป็นหนี้สาธารณะครับ เป็นหนี้สาธารณะ ที่คนไทยทั้งแผ่นดินต้องรับผิดชอบเหมือนกันหมด เพราะฉะนั้นการจะทําการกู้เงิน หรือการที่จะทําให้เป็นหนี้สาธารณะที่คนไทยทั้ง ๖๓ ล้านคน จะต้องมารับผิดชอบร่วมกัน ต้องฝนตกทั่วฟ้ำครับ วันนี้โครงการเงินกู้ของพี่น้องในจังหวัดภาคเหนือ และภาคอีสาน ไม่ค่อยมี ไทยเข้มแข็งก็เอาไปซอยเป็นโครงการเล็ก ๆ เล็ก ๆ ครับ นี่เรื่องจริงครับ แทนที่จะได้ เมกะโปรเจกต์ (Megaproject) เป็นที่ชื่นชอบ เป็นที่ชื่นตาต่อสังคม กลายเป็นโครงการ ล้านเก้า ล้านเก้า ล้านเก้าครับ แถมทั้งอมทั้งดูดกันด้วยครับ ไทยเข้มแข็งนะครับ ท่านประธานนี่เรื่องจริงที่เกิดในบ้านในเมืองในสังคมนี้ เรากู้เงินมาทําอะไรกันครับ กู้เงินมาบอกว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ ก็เห็นว่าเศรษฐกิจดี แต่วันนี้พี่น้องพวกเราเจ็บปวด รวดร้าว ภาคชนบทนั้นเงินฝืดครับ เงินฝืด สินค้าเกษตรนั้นตกตํ่า ฝนฟ้ำแล้งครับ ทําไม ไม่กู้เงินไปสร้างแหล่งนํ้าให้เป็นเมกะโปรเจกต์ ๑๘ ลุ่มนํ้า ๒๕ ลุ่มนํ้า ของประเทศไทย มันหายไปไหนหมดครับ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นที่รับรู้กันทั่วไป พี่น้องประชาชนก็รับรู้ว่าการที่เรา มีเมกะโปรเจกต์นั้นเป็นเมกะโปรเจกต์ที่สามารถทําให้พี่น้องประชาชนลืมตาอ้าปากได้ มีจํานวนมากมายครับ แต่ดูเหมือนว่ารัฐสภาแห่งนี้ไม่ค่อยให้ความสนใจ รัฐบาลไม่ค่อยให้ ความสนใจ ปล่อยให้พวกเราฝนแล้ง ปล่อยให้แห่นางแมวซํ้าซากครับ นี่คือมิติทางสังคม ที่เรากําลังจะทําโรดแมพ ไม่ต้องทําโรดแมพเลยถ้ารัฐบาลมีวิสัยทัศน์ในการมองปัญหา ให้ครอบคลุม ผมจะภูมิใจมากถ้ารัฐสภาแห่งนี้เปิดประชุมที่ล่มซํ้าซาก กว่าจะกู้เงินได้ ก็หืดขึ้นคอ ถ้าเอาเรื่องมิติของฝนแล้ง มิติของการกระจายนํ้า ทําให้พี่น้องของผม ในภาคชนบทมีนํ้าใช้ นํ้าท่าอุดมสมบูรณ์ อันนี้จะเป็นสิ่งที่ผมพร้อมที่จะอภิปรายสนับสนุน และชูรักแร้ยกให้ทันทีเลยครับ ท่านประธานที่เคารพ มิติทางสังคมเกี่ยวกับเงินกู้นี่มันเป็นความเจ็บปวดมากครับ ปี ๒๕๔๐ พี่น้องพวกเราตกงาน ขายทรัพย์สินจาก ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทไปขายให้ ฝรั่งตานํ้าข้าว ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คนก็รู้กันครับ เพราะเราไปกู้เงินโดยที่ขาดมิติของสังคม มิติของการมีส่วนร่วม วันนี้เราเองก็จะกลับมากู้เงินอีกแล้วครับ เพราะว่ารัฐบาลที่ใช้เวลา บริหารประเทศมาเกือบจะ ๒ ปี ผมจําได้ครับเราผ่านพระราชกฤษฎีกากู้เงินไปทั้งหมด ๒ ฉบับ ฉบับละ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท บอกว่าจะทําให้กระตุ้นเศรษฐกิจ เศรษฐกิจก็บอกว่าดี แต่ว่าข้อเท็จจริงวันนี้มันไม่ดีอย่างที่มีการโฆษณาชวนเชื่อเลยครับ มันดีแต่ป้ำย มีแต่ป้ำยโฆษณาของรัฐบาล มีแต่สื่อที่ยัดเยียดด้านเดียว นี่คือมิติทางสังคมที่มี ความเหลื่อมลํ้าตํ่าสูงในเรื่องของการเข้าไปมีส่วนร่วม วันนี้ผมจะดีใจมากถ้ารัฐสภาแห่งนี้ ขอเสียเวลาอีกสัก ๒๐ วัน ๓๐ วันตั้งคณะกรรมาธิการขอตรวจดูหน่อยได้ไหมครับ ท่านประธานรัฐสภา สมาชิกรัฐสภา และรัฐบาล ต้องใจกว้างในการให้เวลาพวกเรา ตรวจสอบดูหน่อยเถอะครับว่าท่านเอาไป ๗๖,๐๐๐ ล้านบาทที่มีเอกสารอ้างอิงที่ฝ่ายค้าน ได้เอามาเปิดเผยนี่ว่ามีการเอื้อผลประโยชน์เป็นผลประโยชน์ที่ทับซ้อน ลูกน้องชง ลูกพี่ประมูล มันจริงอย่างไรครับ ลูกน้องชง ลูกพี่ประมูล ผลประโยชน์ทับซ้อน นี่คือข้อกล่าวหา ถ้าจะให้สว่างคาตาจะต้องตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบ ผมก็จะสมัคร เป็นกรรมาธิการ ผมจะเป็นโฆษกคณะกรรมาธิการ ผมจะได้มาแถลงข่าวกับพี่น้อง ประชาชนว่าเอาละประเทศไทยเราเป็นหนี้ ๗๖,๐๐๐ ล้านบาท เป็นหนี้ประเทศญี่ปุ่น เอามาสร้างถนน สร้างรถไฟฟ้ำที่กรุงเทพมหานคร เอาไปสร้างสะพานที่จังหวัดนนทบุรี มีความโปร่งใส บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จํากัด (มหาชน) เขาได้มาถูกต้อง บริษัท ช. การช่าง จํากัด (มหาชน) ได้มาถูกต้อง อีกบริษัทหนึ่งเขาก็ ได้มาถูกต้องเพราะเขาประมูลตํ่าสุด มันจะได้จบครับท่านประธาน ไม่ต้องไปกล่าวหากัน เอาเวทีรัฐสภาแห่งนี้ละครับ นี่คือมิติทางสังคมครับท่านประธานที่เราเป็นพี่น้องกัน เราต้องดูว่าการกู้เงินนี่มันได้กระจายกันทั่ว แน่นอนพี่น้องต่างจังหวัดถ้ามาอยู่กรุงเทพฯ มาอยู่จังหวัดนนทบุรีก็ได้ใช้ แต่ผลประโยชน์ที่มันใช้มันตกจริง ๆ นั้นได้คนละกี่เปอร์เซ็นต์ ของบ้านนี้เมืองนี้ พอพวกเรามาอยู่กรุงเทพฯ มาอยู่นานท่านก็บอกว่าทําให้รถติด ไม่มีเวลาเดินห้าง ขอให้เลิกชุมนุม พอมาทวงความเป็นธรรมก็บอกว่ากล่าวหาอย่างโน้น อย่างนี้นี่คือมิติทางสังคมที่มันสะสมมา ท้ายที่สุดนี้ครับท่านประธานรัฐสภาผ่านไปยัง ผู้มีอํานาจวาสนาในบ้านในเมืองนี้ ถ้าอยากจะเห็นการใช้เงินกู้ที่ตั้งอุแว้ ๖๓ ล้านคน ที่เป็นหนี้กันคนละประมาณ ๑๒๐,๐๐๐-๑๔๐,๐๐๐ บาทที่เป็นหนี้สาธารณะทั้งประเทศ ถ้าเป็นไปได้ขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการเถอะครับ อย่ากลัวการตรวจสอบ การเป็นผู้มีอํานาจ ย่อมใจกว้าง ผมหวังไว้ว่าการอภิปรายของผมที่มีเวลา ๑๐ นาทีคงเป็นการเตือนสติของ สมาชิกรัฐสภาที่ถือว่าเป็นคนคุณภาพของประเทศนี่อย่างน้อยช่วยกันรณรงค์ให้รัฐบาลตั้ง คณะกรรมาธิการตรวจสอบเงินกู้ ๗๖,๐๐๐ ล้านบาทครับ กราบขอบคุณครับท่านประธาน
ร้อยตํารวจโท เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ เชิญครับ ทราบว่าทางวิปฝ่ายค้านจะให้ทางรัฐบาลแถลงใช่ไหม ใช่หรือเปล่า ตกลงกัน อย่างไร เชิญคุณเชาวรินต่อ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ร้อยตํารวจโท เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดราชบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ จากการที่รัฐบาลได้ขออนุมัติกรอบการกู้เงินจากประเทศญี่ปุ่นเพื่อสร้างสะพานข้ามแม่นํ้า เจ้าพระยาและสร้างรถไฟฟ้ำสายสีม่วง ตัวเลขที่รัฐบาลขอกู้ในกรณีของการสร้างสะพาน ๗,๓๐๗ ล้านเยน จากอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันนี้ที่ ๑๐๐ เยนต่อ ๓๔.๒๕๕๐ บาท ก็เป็นเงินประมาณ ๒,๕๐๓ ล้านบาท เงินส่วนนี้ จะเสียดอกเบี้ยร้อยละ ๐.๙๕ ต่อปี ในเวลา ๒๐ ปีตามสัญญานี้ก็จะเสียดอกเบี้ยประมาณ ๑,๓๘๘ ล้านเยน ซึ่งคิดเป็นเงินบาทตามอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวจะอยู่ที่ ๔๗๕ ล้านบาท นั่นหมายความว่าโครงการจะสร้างสะพานข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยาที่กู้จากประเทศญี่ปุ่นนี้ เราจะต้องเสียดอกเบี้ยเงินกู้ในโครงการนี้เป็นเงินจํานวน ๔๗๕ ล้านบาท โครงการที่ ๒ ที่จะสร้างรถไฟฟ้ำนั้น ๑๖,๖๓๙ ล้านเยน ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑.๔ ในระยะเวลา ๒๕ ปี จะต้องเสียดอกเบี้ย จํานวน ๓,๓๒๓.๖๕ ล้านเยน แต่คิดเป็นเงินบาทตามอัตราแลกเปลี่ยน ดังที่กระผมได้กราบเรียนไปเมื่อสักครู่ ๑๐๐ เยนต่อ ๓๔.๒๕๕๐ บาท จะเป็นดอกเบี้ย จํานวน ๑,๑๓๘.๕๑ ล้านบาท ดอกเบี้ยทั้ง ๒ รายการนี้ประเทศไทยต้องเสียให้แก่ ประเทศญี่ปุ่นเป็นเงิน ๑,๖๑๓.๕๑ ล้านบาท ผมก็เกิดความสงสัยว่าทําไมเราไม่กู้เงิน ภายในประเทศ เพราะจะเป็นการประหยัดดอกเบี้ยจํานวน ๑,๖๐๐ กว่าล้านบาท หรือถ้าจะต้องเสียก็ขอให้มันเป็นเงินหมุนเวียนอยู่ภายในประเทศ อันนี้เป็นข้อสังเกต หรือข้อสงสัยที่อยากจะได้คําตอบจากรัฐบาล เมื่อสักครู่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านหนึ่งได้อภิปรายเกี่ยวกับเรื่องสะพานข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยาซึ่งคิดเป็นมูลค่าประมาณ ๒,๕๐๓ ล้านบาท เทียบกับสะพานข้ามแม่นํ้าโขงซึ่งมีความยาวมากกว่าสะพาน ข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยาที่จะสร้างตามขนาดความกว้างของแม่นํ้า ชัดเจนครับ เพื่อนสมาชิก จากจังหวัดนครพนมได้กล่าวว่าสะพานที่ข้ามแม่นํ้าโขงเป็นเงิน ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่นี่สร้างสะพานข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยา ๒,๕๐๐ กว่าล้านบาท เมื่อตอนที่ท่านประธานรัฐสภา ได้กรุณาตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งเพื่อจัดกิจกรรมเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวในวโรกาสเจริญพระชนมายุ ๘๔ พรรษา ในปี ๒๕๕๔ ซึ่งรัฐสภามีโครงการ ที่สําคัญอย่างยิ่งยวดก็คือโครงการสร้างรัฐสภาใหม่ เพราะเป็นที่รู้กันว่าบริเวณรัฐสภา ปัจจุบันนี้อยู่ในเขตพระราชฐาน สถานที่คับแคบ เวลาประชุมร่วมกันแต่ละครั้งสมาชิก ไม่ได้รับความสะดวกสบาย นอกจากนั้นยังมีปัญหาเรื่องห้องประชุม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ พวกเราสมาชิกรัฐสภาที่ทําหน้าที่เป็นกรรมาธิการอยู่ใน คณะต่าง ๆ นั้นต้องทําหน้าที่เหมือนอย่างกับคนเล่นเก้าอี้ดนตรี บางครั้งนัดประชุมบ่าย ต้องไปยืนรออยู่ที่หน้าห้อง ขณะที่กรรมาธิการชุดอื่นซึ่งใช้ห้องนั้นประชุมในช่วงเช้า ยังไม่เสร็จสิ้น ผู้ที่จะมาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการก็ต้องพบกับอุปสรรคเช่นกัน ดังนั้น โครงการสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ซึ่งได้มีการพูดกันมาตั้งแต่สมัย ฯพณฯ ศาสตราจารย์มารุต บุนนาค เป็นประธานรัฐสภา แต่ความชัดเจนก็ยังไม่ปรากฏ แต่ว่าขณะนี้มีความชัดเจนแล้วว่า เราจะย้ายที่ทําการรัฐสภาไปอยู่ที่บริเวณเกียกกาย ซึ่งมีการประกวดแบบอะไรต่ออะไร ต่าง ๆ ประมาณราคาค่าก่อสร้างอยู่ที่ ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท ก็ได้ทราบมาว่ารัฐบาลจะสนับสนุน เป็นเงินปีละประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งแน่นอนเงินจํานวน ๑๒,๐๐๐ ล้านบาทนั้น จะต้องใช้เวลาเกือบ ๑๐ ปี จึงจะมีงบประมาณพอที่จะสร้างอาคารที่ทําการของรัฐสภา แห่งใหม่ ในฐานะที่เป็นกรรมการคนหนึ่ง ผมมีโอกาสเข้าไปร่วมประชุมด้วย ผมก็เสนอ ความคิดเห็นว่าน่าที่จะเจรจากับทางประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เชิญชวนให้เขามา ลงทุนสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ก่อน แล้วเราก็ตั้งงบประมาณใช้คืนในระบบที่เขาเรียกกันว่า ระบบเทิร์นคีย์ (Turnkey) จากการแสดงความคิดเห็นดังกล่าวทําให้ผมมีโอกาสเดินทาง ไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนร่วมกับท่านประธานรัฐสภาเมื่อตอนต้นปี โดยออกจาก กรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ ๙ มกราคม ท่านประธานครับ วันที่ ๑๕ มกราคม คณะของ ท่านประธานรัฐสภาได้ไปที่เมืองหนานจิง ในมณฑลเจียงซู ที่นั่นผมมีโอกาสพบกับนักธุรกิจชาวจีน ซึ่งผมมีความประสงค์จะไปเชิญชวนให้เขามา ลงทุนสร้างรัฐสภาในเมืองไทย โดยให้เขาหาแหล่งเงินมาด้วย เมื่อสร้างเสร็จแล้ว ทางรัฐสภาก็จะตั้งงบประมาณใช้คืนเขา ซึ่งการก่อสร้างของประเทศจีนนั้นผมอยากจะ กราบเรียนว่าในระยะ ๒ ทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศจีนมีการพัฒนาก้าวกระโดด อย่างขณะนี้เขากําลังจัดงานเอกซ์โป (Expo) ที่เมืองเซี่ยงไฮ้ ถ้าท่านประธานมีโอกาสไปชม จะเห็นว่าเขาก่อสร้างเหมือนอย่างเนรมิต เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราได้ผู้ลงทุนเป็ นชาวจีน มาสร้างรัฐสภารับรองว่าจะแล้วเสร็จภายในปี ๒๕๕๔ ทันกับความตั้งใจในการที่จะให้ โครงการนี้เป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวโรกาสทรงเจริญ พระชนมายุ ๘๔ พรรษาหรือครบ ๗ รอบ ท่านประธานครับ เมื่อคืนวันที่ ๑๕ ผมได้มีโอกาส พบกับนักธุรกิจชาวจีนเขาได้ปรารภเกี่ยวกับเรื่องการก่อสร้างในเมืองไทย เขาเล่าให้ผมฟัง ว่าสะพานพระราม ๘ ที่ข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยาปัจจุบันนี้เขาเสียดายเหลือเกิน งบประมาณ ที่สร้างสะพานพระราม ๘ ถ้าให้บริษัทเขามาสร้างเขาบอกเขาสร้างได้ ๒ สะพานครึ่ง ๒ สะพานครึ่งครับท่านประธาน เงินงบประมาณของเราสูญเสียไปจากการก่อสร้าง ในเมืองไทยนี่ ผมประมาณไม่ถูกว่ารั่วไหลไปเท่าไร ในเมื่อนักธุรกิจจีนที่เข้ามาดู มาประมูล มาต่อสู้แข่งขันกัน แล้วเขาไปอธิบายว่าวงเงินนั้นสามารถสร้างได้ถึง ๒ สะพานครึ่ง ตรงนี้ ก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานฝากผ่านไปยังรัฐมนตรีว่า เงินกู้เหล่านี้จะต้องกวดขัน ดูแลเรื่องการใช้จ่ายอย่าให้มีการทุจริตคอร์รัปชัน (Corruption) จนนักธุรกิจชาวจีนเอาไป พูดกันในบ้านเขาเป็นเรื่องที่น่าอับอายเหลือเกิน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอใช้โอกาส ตรงนี้กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็น ผู้เสนอขอรับอนุมัติกรอบเงินกู้ผ่านรัฐสภา ท่านลองคิดขอกู้อย่างนี้อีกสักก้อนได้ไหม จะเป็นกี่หมื่นล้าน เป็นกี่แสนล้านบาทก็ตามใจ แล้วโยนลงไปทั้งประเทศเลยครับ ให้ขุดบ่อสําหรับเกษตรกรไม่ต้องไปสร้างเขื่อนขนาดใหญ่เป็นพัน ๆ ล้าน เป็นหมื่นล้าน เอาเป็นบ่อในแต่ละแปลงนาหรือแต่ละพื้นที่ที่เกษตรกรมีไว้สําหรับทําการเกษตรไม่ว่าจะเป็น เรือกสวนไร่นาอะไรก็แล้วแต่ ให้มีบ่อเก็บนํ้าเป็ นแบบตาข่ายไปเลยทั้งประเทศ ท่านประธานจะสังเกตแต่ละปีฤดูฝนเวลานํ้าท่วมมันจะท่วมจากภาคเหนือ แล้วก็ไล่ไปเรื่อย แล้วก็มาท่วมภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แล้วสุดท้ายภาคใต้นี่จะท่วมช้า เว้นแต่บางปีเท่านั้นที่มันเกิดวิปริตอากาศเปลี่ยนแปลงอาจจะผิดพลาดไปบ้าง ปริมาณนํ้าฝน ที่ตกในบ้านเราแต่ละปีนี่ไหลลงสู่ทะเล มีผู้รู้บอกว่านํ้า ๑๐ ปีบจะไหลลงทะเลประมาณ ๘ ปีบกว่า เก็บไว้ใช้ประโยชน์ในบ้านเราได้เพียงแค่ปีบกว่าเท่านั้น ลองได้ไหมครับ รัฐบาลทุ่มเงินเป็นแสนล้านบาทไปเลย เอาโปรเจกต์ (Project) อย่างนี้ขุดบ่อให้แก่เกษตรกร ให้ทั่วทั้งประเทศ ให้มันเหมือนหลุมขนมครก เวลานํ้าท่วมมาให้นํ้ามันกักอยู่ในบ่อเหล่านั้น และแน่นอนเกษตรกรทุกพื้นที่ถ้ามีนํ้าอยู่แล้วเขาสามารถที่จะทําอะไรต่ออะไรได้อีก มากมายก่ายกอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอีสานนี่ ใครบอกคนอีสานขี้เกียจไม่ใช่นะครับ เขาไม่มีนํ้าที่จะทํา ถ้ารัฐบาลสามารถจัดหาแหล่งนํ้าให้เขา คนอีสานนี่แหละครับเป็นคนที่ มีความขยันขันแข็งที่สุด เพราะฉะนั้นการที่ทางรัฐบาลมากู้เงินจํานวนเป็นหมื่น ๆ ล้าน เพื่อพัฒนาหรือสร้างความเจริญในด้านสาธารณูปโภคโดยเฉพาะอย่างยิ่งการคมนาคมนั้น ผมไม่ได้คัดค้านตรงนี้ แต่ผมอยากจะฝากข้อสังเกตให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังขอให้ท่านคํานึงถึงพี่น้องเกษตรกรชาวไร่ชาวนา ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ลองเสนอรัฐบาลกู้สักแสนล้านบาทแล้วก็ไปทําอย่างนี้เลย ขุดบ่อให้มันทั่วไปหมดให้มันเป็นตาข่ายเป็นหลุมขนมครกเก็บนํ้าไว้สําหรับพี่น้องเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นชาวไร่ชาวนาผมว่าบ้านเมืองของเราจะพัฒนาไปอีกเยอะ แล้วพี่น้องประชาชน ทั้งประเทศนี่ก็จะหายจน ก็เป็นเรื่องที่ผมอยากจะกราบเรียนฝากไว้ ขอขอบพระคุณครับ
ครับ เชิญท่านองอาจ มีอะไรครับท่านองอาจ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายองอาจ วงษ์ประยูร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสระบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขอเสนอให้ปิดอภิปราย เนื่องจากใช้เวลามาพอสมควร แล้วเรายังมีญัตติอื่นที่ต้องพิจารณาอีกในระเบียบวาระที่ ๔.๖ ขอผู้รับรองด้วยครับ
ผู้รับรองถูกต้องนะครับ เอาใหม่นะครับ ขอผู้รับรอง
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ครบไหม ผู้รับรองถูกต้อง คุณหมอประสิทธิ์มีอะไรครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ผม นายแพทย์ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ ผมอยากขอร้องเพื่อนสมาชิก ความจริงยังพูดได้นิดเดียวเอง ท่านประธานชัย ชิดชอบ ท่านบอกมีคนแจ้งความจํานงถึง ๓๐ คน แต่ปรากฏว่าพูดกันได้ ไม่กี่คน ผมอยากขอร้องเพื่อนสมาชิกให้มีการพูดกัน เงินตั้งเท่าไรครับท่านประธาน เงินตั้งกี่หมื่น ๒๓,๐๐๐ กว่าล้านเยน ให้พูดกันแค่นี้แล้วก็จะพอหรือ ผมก็ไม่เข้าใจ รัฐบาล กลัวอะไร ไม่เข้าใจ ฝากท่านถึงท่านรัฐมนตรี มันต้องคุยกันนิดหนึ่งไม่ได้หรือครับ ทําไมอยู่ ดี ๆ ก็จะปิดปาก ปิดหู ปิดตา มันอะไรกัน ไม่เข้าใจท่านประธาน ท่านประธานลองถาม เพื่อนสมาชิกให้พูดกันอีกสักระยะหนึ่งได้ไหมครับ เพราะว่าท่านพูดแบบนี้ผมดูแล้ว มันแปลกชอบกล เงินตั้งกี่หมื่นล้าน ฝากเพื่อนสมาชิก
ท่านองอาจขอให้ อภิปรายต่อไปอีกหน่อยได้ไหมครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายองอาจ วงษ์ประยูร สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมฟังมาโดยตลอด ส่วนใหญ่ผู้อภิปรายหลายท่านอภิปรายประเด็นก็คล้าย ๆ กันซํ้ากัน แล้วที่สําคัญคือยังมีในระเบียบวาระที่ ๔.๖ ก็มีความสําคัญมากก็จะได้เอาเวลาไป อภิปรายในระเบียบวาระที่ ๔.๖ ก็มีความสําคัญเป็นพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน เหมือนกัน ผมก็ยืนยันขอปิดอภิปรายครับ
คุณหมอเชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ผมขอเสนอเปิดอภิปราย แล้วขอให้เหตุผลด้วยนะครับ ขอผู้รับรองครับ
ผู้รับรองถูกต้อง ต้องลง มตินะครับ คงต้องลงมติเลยนะครับ
(นายประสพสุข บุญเดช รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มา ประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
เชิญครับ ท่านมีอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม พิษณุ หัตถสงเคราะห์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดหนองบัวลําภู ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพท่านประธานแล้วก็เพื่อนสมาชิกที่เสนอปิดอภิปราย แต่ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่าทางซีกของฝ่ายค้านเองก็เหลือสมาชิก อีกเพียงไม่กี่ท่าน ประมาณ ๖-๗ ท่าน ที่เราจะได้อภิปรายในเรื่องนี้ซึ่งเป็นเรื่องสําคัญ ของบ้านของเมือง ผมคิดว่าสมาชิกซีกรัฐบาลน่าจะใจกว้าง เพราะว่าคนเราก็ไม่เยอะ จะได้มีการพูดคุยกัน ขอท่านประธานช่วยพิจารณาก่อนที่จะลงมติด้วยครับ
เชิญ ท่านมีอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เมื่อกี้ผมมี คําถามไปถึงท่านรัฐมนตรี ทางรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคม ท่านจะต้องตอบคําถามผมก่อน แล้วผมจะได้ขอสงวนไว้ว่าผมจะต้อง ซักถามท่านต่อครับ แล้วใช้วิธีการปิดอภิปรายอย่างนี้ มันทําอย่างนี้ในสภาผู้แทนราษฎร มาโดยตลอด วันนี้เชื้อโรคมันกําลังระบาดมาถึงรัฐสภา ปิดหู ปิดตา ได้อย่างไรพี่น้อง ประชาชนเขาฟังอยู่ท่านประธาน การอภิปรายอย่างนี้มันเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ต่อประเทศชาติ กลัวจะไม่ได้ไปใช้หนี้ กลัวจะไม่ได้ไปเป็นหนี้เขาหรืออย่างไรท่านประธาน ปิดหู ปิดตา แบบนี้ไม่ได้ครับ ฝากถึงท่านอภิสิทธิ์ ท่านให้พรรคประชาธิปัตย์ของท่าน มาปิดหู ปิดตา เสนอปิดอภิปรายได้อย่างไร ประโยชน์ของพี่น้องประชาชนประเทศชาติ กําลังจะเป็นหนี้ทําอย่างนี้มันไม่ถูกต้องนะท่านประธาน ผมก็อยู่ในสภามาครั้งนี้แหละครับ สภาแห่งนี้แหละทําอะไรก็จะเสนอปิด ๆ ไม่ยอมให้มีการอภิปรายแล้วมีสภาไว้ทําไม ทําไมไม่ยุบสภาเสียท่านประธาน มีไว้ทําไมครับ
เอาละครับท่านสุรพงษ์
จะใช้ปากพูดแทนพี่น้องประชาชนก็ปิดหู ปิดตา ปิดปาก ผมแบบนี้ใช้ไม่ได้ท่านประธาน
เอาละครับ ไม่เป็นไรนะครับ เดี๋ยวท่านรัฐมนตรีจะอภิปรายชี้แจงอีกทีหนึ่งหลังจากปิดอภิปรายแล้วนะครับ ท่านธนิตพล มีอะไรครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม ธนิตพล ไชยนันทน์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดตาก ในฐานะ วิปของรัฐบาลครับ ต้องกราบเรียนท่านประธานเพื่อทําความเข้าใจกับเพื่อนสมาชิก พรรคฝ่ำยค้านนะครับ โดยเฉพาะท่านที่ลุกขึ้นมากล่าวหาทั้งฝ่ำยรัฐบาลและ นายกรัฐมนตรีว่าปิดหู ปิดตา ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ตลอดระยะเวลา ๒ อาทิตย์ที่ผ่านมาในการประชุมสภาพวกเราพยายามที่จะประนีประนอมมาโดยตลอด โดยการใช้วิปเป็นการประสานงานครับ และครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันครับท่านประธาน ผมเอง ก็เห็นว่าเมื่อเช้านี้ช่วงแรกของการประชุมรัฐสภา ทางท่านประธานได้แจ้งให้กับที่ประชุม ถึงการที่จะอภิปรายทั้ง ๒ กรอบการเจรจา แต่ว่าท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงเพียงแค่กรอบเดียว ผมก็ไปหารือกับประธานวิปรัฐบาล ฝ่ายค้านบอกว่าขอให้ท่านรัฐมนตรีขึ้นอภิปราย อีกกรอบหนึ่ง แล้วให้ ส.ส. กับ ส.ว. ได้อภิปรายรวมไปเลยได้ไหม ก็ปรากฏว่าทางประธาน วิปรัฐบาลก็ไม่เห็นด้วยครับ ผมก็บอกว่าการยืดหยุ่นอย่างนี้ในเมื่อทางฝ่ำยค้าน เขาไม่สามารถที่จะยืดหยุ่นให้กับพวกเรา เราก็จําเป็นที่จะต้องดําเนินงานตามที่พวกเรา หวังไว้ ดังนั้นจึงกราบเรียนว่า ในส่วนของวิปรัฐบาลเราได้ตั้งใจที่จะประนีประนอมแล้ว แต่เมื่อท่านไม่เคยยื่นมือมาให้กับพวกเรา แล้วมากล่าวอ้างว่าพวกเราเป็นคนปิดหู ปิดตา เรื่องนี้จึงไม่เป็นความจริง แล้วก็กราบเรียนต่อท่านประธานว่า ผมเห็นว่าถ้าท่านประธาน อยากจะให้การประชุมสภาดําเนินต่อไปด้วยความราบรื่นก็ขอให้ทางวิปฝ่ายค้านได้หันมา เจรจากับฝ่ายรัฐบาลบ้างครับ ไม่ใช่เอาแต่ให้คนอื่นเข้ามากล่าวอ้างใส่ร้ายกับพวกเรา อย่างเดียวครับ ขอบคุณมากครับ
ก็จะขอตรวจสอบ องค์ประชุมนะครับ เชิญประธานวิปฝ่ายค้านครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม วิทยา บุรณศิริ ขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงครับท่านประธาน ต่อคําหารือของท่าน ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านวิปรัฐบาลท่านธนิตพล ผมคิดว่าท่านคงไปปรักปรําผมอย่างนั้นคงจะไม่ชอบนะครับ กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาด้วยความเคารพว่า การที่เรากําลังพิจารณาระเบียบวาระ การประชุมที่เลื่อนขึ้นมาต้องยอมรับนะครับ หากท่านรัฐมนตรีจะนําเสนอ ๒ เรื่อง คือระเบียบวาระที่ ๔.๕ และระเบียบวาระที่ ๔.๖ พร้อมกันนั้น ผมก็ไม่ขัดข้อง แต่ท่านรัฐมนตรีเป็นคนเสนอเองทีละเรื่อง ท่านเสนอใน ระเบียบวาระที่ ๔.๕ ก่อนระเบียบวาระที่ ๔.๖ ท่านไม่ได้เสนอ ระหว่างนั้นมีการเสนอ ไปแล้ว และมีการอภิปรายเดินทางมาตั้งไกลแล้ว แล้วจะมาขอให้ผมนั้นบอกว่า ขออนุญาตให้พิจารณา ๒ ระเบียบวาระเลยได้ไหม ผมก็บอกว่ามันพิจารณาเดินทาง มาแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเราจะไปเสนอญัตติหนึ่งขึ้นมาอีกไปซ้อนญัตติเรื่องที่กําลัง พิจารณาอยู่ก็เกรงว่ามันจะมีปัญหา กระผมมีแค่นี้เองครับ ส่วนหลักเกณฑ์ในการที่จะใช้ วิจารณญาณของสมาชิกต่อระเบียบวาระที่นําเสนอต่อรัฐสภา อันนี้มีความจําเป็น ซึ่งแตกต่างกับเหตุผลที่ท่านธนิตพลได้กล่าว เพราะเรื่องนี้มีความจําเป็นต่อการใช้จ่าย เม็ดเงินของประเทศ เป็นการก่อหนี้สาธารณะ มีความผูกพันเป็นระยะยาว ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ เองก็น่าจะต้องแสดงเหตุผลให้มากกว่านี้ และมีการพิจารณาจากเพื่อนสมาชิก อย่างกว้างขวาง เหตุผลแบบนี้ผมว่าเป็ นเหตุผลที่น่าฟังกว่าและเชื่อถือได้กว่า เพราะฉะนั้นการที่มาเสนอปิ ดอภิปราย ผมคิดว่าเรื่องนี้คงจะไม่ชอบ ส่วนหนึ่ง ท่านประธานชัยได้บอกว่ามีผู้แสดงความจํานงในการอภิปรายมีความประสงค์ จํานวน ๓๐ ท่าน ท่านประธานรัฐสภาครับ เราได้ทําหน้าที่มายังไม่ถึง ๑๕ ท่านเลยครับ ยังไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ท่านสมาชิกจากจังหวัดสระบุรีท่านก็เสนอบอกขอปิดอภิปราย แล้วก็ ขอผู้รับรอง อย่างนี้มันไม่เรียกว่ามัดมือกันหน่อยหรือครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น โดยเหตุผลนะครับ เม็ดเงินงบประมาณของแผ่นดินในสภาวะแบบนี้มีความจําเป็น ที่จะต้องได้รับการชี้แจงจากรัฐมนตรีและคณะ การใช้จ่ายเม็ดเงินที่หลายหมื่นล้านบาท โดยเฉพาะเงินกู้ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ก็ได้ถูกประณามนักหนาว่าชอบกู้เงิน ก็ควรจะแสดงเหตุผล ให้กับสมาชิกรัฐสภาได้ทราบหน่อย ไม่ใช่อภิปรายยังไม่ถึง ๑๐ ท่าน หรือ ๑๒ ท่าน ท่านบอกสมควรปิดอภิปราย อันนี้มันชอบหรือไม่ครับ ก็ฝากท่านประธานและที่ประชุม แห่งนี้ได้โปรดพิจารณาด้วยครับ
ก็จะขอตรวจสอบ องค์ประชุมนะครับ ขอเชิญท่านเสียบบัตรแสดงตนแล้วก็กดปุ่ มแสดงตนด้วยครับ เชิญครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ท่านแสดงตนครบทุกท่าน แล้วหรือยังครับ เชิญครับ ท่านมีอะไรครับ ท่านกดไม่ได้หรืออย่างไรครับ
ของผมเมื่อกี้ กดไม่ได้นะครับ
ได้แล้วใช่ไหมครับ ได้แล้ว เชิญครับ
เพิ่มให้ผม ด้วยนะครับ
ครับ มีท่านสุรชัย อีกคนหนึ่งนะครับ มีใครยังไม่ได้แสดงตนมีไหมครับ รีบแสดงตนครับ ท่านโสภณแสดงตน หรือยังครับ เชิญท่านรีบเข้ามาในห้องประชุมแล้วก็กดปุ่มแสดงตน ท่านที่อยู่ข้างหลัง เสียบบัตรแล้วก็กดปุ่มแสดงตนนะครับ แสดงตนหมดทุกท่านแล้วนะครับ แจ้งผลมา ได้ครับ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๓๕๐ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ
ผมจะถามมตินะครับ ท่านผู้ใดเห็นควรให้อภิปรายต่อไปให้กดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่านผู้ใดเห็นว่าควรปิดอภิปราย กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย เชิญลงมติได้ครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ลงมติหมดเรียบร้อยแล้ว ครบทุกท่านแล้วนะครับ ปิดการลงมติ แจ้งผลมาได้ครับ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๔๒๐ ท่าน เห็นด้วย ๙๐ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๓๐๒ ท่าน งดออกเสียง ๗ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒๑ ท่าน
ก็เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติให้ปิดการอภิปรายนะครับ เชิญท่านรัฐมนตรี ชี้แจงสรุปครับ
ท่านประธานรัฐสภา ท่านสมาชิกรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ขอใช้เวลาสั้น ๆ ชี้แจงให้ท่านประธานรัฐสภา และท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ถามคําถาม และผมคิดว่าน่าจะครอบคลุมเกือบจะทุกประเด็น
ในประเด็นแรกมีหลายท่านสงสัย โดยเฉพาะท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คือท่านสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ที่ถามคือโครงการรถไฟฟ้ำสายสีม่วงเริ่มตั้งแต่สมัย ท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร และผมเองก็เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังมา ทั้ง ๓ นายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นผมคงจะให้ข้อมูลเป็นกลางได้กับท่านประธานรัฐสภา และเพื่อนสมาชิกให้กระจ่างได้ว่าวงเงินก่อสร้างของงานโยธาทั้งสิ้น ๓ สัญญา และระบบราง ๑ สัญญา คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไปเมื่อ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๑ เป็นวงเงิน ทั้งหมด ๓๖,๐๐๐ ล้านบาท โดยกระทรวงการคลังได้ลงนามในสัญญาเงินกู้ระยะที่ ๑ ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อปี ๒๕๕๑ ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท สมัยท่านสมัคร สุนทรเวช และได้เริ่มเบิกจ่ายเงินกู้ไปแล้วในงานโยธา ในครั้งนี้จะอนุมัติระยะที่ ๒ เป็นเงินประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อจัดทําในโครงการเดียวกัน โครงการระยะที่ ๒ และในการลงทุน งานโยธาและระบบราง ส่วนเงินกู้ในระยะที่ ๓ นั้นจะเป็ นส่วนที่เหลือประมาณ ๑๓,๐๐๐ ล้านบาท ยังไม่ได้กู้ ยังไม่ได้ทําสัญญาเงินกู้ ฉะนั้นทั้งหมดนี้เป็นวงเงิน รวมทั้งหมด
ส่วนเรื่องรายละเอียดเงินกู้ผมอยากจะเรียนตอบสั้น ๆ คุณชาดาที่บอกว่า เงื่อนไขพิเศษในการพิจารณาผู้รับเหมานั้นมีหรือไม่ อย่างเช่นกู้เงินจากไจก้าจะต้องใช้ ผู้รับเหมาญี่ปุ่นหรือเปล่า ในอดีตมีการตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อเรากู้เงินจากไจก้านั้นทําไมใช้ ผู้รับเหมาญี่ปุ่น แต่ในครั้งนี้ได้มีการจัดขั้นตอน แล้วก็มีข้อเสนอใหม่เกี่ยวกับการจัดซื้อ จัดจ้างของไจก้า โดยสามารถจะประกวดราคานานาชาติได้ จัดซื้อจัดจ้างได้ทุกประเทศ ไม่จําเป็นจะต้องเป็นประเทศญี่ปุ่น
ส่วนคําถามของคุณนฤมล อยากจะเรียนตอบคุณนฤมล ท่าน ส.ว. ว่า โดยทั่วไปกําหนดเงินกู้นั้นจะมีระยะยาว จะมีอัตราดอกเบี้ยที่แพงกว่าเงินกู้ระยะสั้น ซึ่งสอดคล้องกับเงื่อนไขเงินกู้ อัตราดอกเบี้ยปัจจุบันนั้นมี ๓ ประเภท ขึ้นอยู่กับการชําระ เงินกู้ดังนี้คือ ร้อยละ ๑.๔ กู้ ๒๕ ปี ปลอดหนี้ ๗ ปี ร้อยละ ๐.๙๕ กู้ ๒๐ ปี ปลอดหนี้ ๖ ปี ร้อยละ ๐.๘ ระยะกู้ ๑๕ ปี ปลอดหนี้ ๕ ปี กระทรวงการคลังจะเลือกเงื่อนไขเงินกู้ที่สอดคล้อง และเหมาะสมกับลักษณะโครงการดังกล่าว คือการก่อสร้างสะพานที่ไม่ได้ใช้ระยะเวลา ดําเนินงานนาน ส่วนรถไฟฟ้ำจะเป็นโครงการขนาดใหญ่จะต้องใช้ระยะเวลาดําเนินการนาน ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยในส่วนของการจ้างที่ปรึกษาจะอยู่ที่ร้อยละ ๐.๑ ทั้งหมดก็คงจะครอบคลุม ในรายละเอียดพอสมควร ส่วนเรื่องแวทหรือเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นขอให้ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมชี้แจงครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม โสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จะขอตอบข้อซักถามของท่านสมาชิกรัฐสภาในกรอบเงินกู้รถไฟฟ้ำสายสีม่วง ผมกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาอย่างนี้นะครับว่า รถไฟฟ้ำสายสีม่วงนี่ได้เริ่มดําเนินการ เป็นจริงจัง มติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี ๒๕๕๐ โดยอนุมัติกรอบวงเงินไว้ ๓๒,๔๖๕ ล้านบาท และในปี ๒๕๕๑ ก็มีการเจรจาและไปกู้เงินกับไจก้าในรัฐบาลชุดนั้น ซึ่งได้แหล่งเงินกู้แล้ว ส่วนปี ๒๕๕๐ นี่ยังไม่มีแหล่งเงินกู้ ปี ๒๕๕๑ ในวันที่ ๓๑ มีนาคมนี่ได้แหล่งเงินกู้คือไจก้า ก็ไปเซ็นสัญญาเงินกู้ครั้งนั้น ในการที่เซ็นสัญญาเงินกู้ครั้งนั้นในรัฐบาลชุดนั้นก็รู้ว่า การกู้กับเจบิกหรือไจก้าในขณะนี้ไม่ต้องเสียแวท แต่เขาก็ไปเซ็นมีแวทอยู่ และในเดือน เมษายน ๒๕๕๑ นี่ได้มีการขายเอกสารการประกวดราคา ซึ่งก่อนที่ผมจะมาดํารงตําแหน่ง และต่อมาในวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๑ ได้มีการขยายวงเงินในรัฐบาลชุดก่อนนั้น ก่อนที่ผมจะเข้ามา ซึ่งขยายกรอบวงเงินเป็น ๓๖,๐๕๕ ล้านบาท ซึ่งในการขยาย กรอบวงเงินครั้งนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดพลาด ด้วยเหตุว่าการขยายกรอบวงเงินครั้งนั้น โดยการใช้สูตรเอาค่าเคกับอัตราเงินเฟ้ อนี้ไปคูณ ซึ่งจริง ๆ การคํานวณค่าก่อสร้างแล้วนี่ จะต้องใช้วิธีคํานวณเป็นราคาต่อหน่วยหรือยูนิต คอสท์ (Unit cost) ที่ว่า ฉะนั้นในการขยาย กรอบวงเงินครั้งนั้นก็มีการไปเพิ่ม ซึ่งในการขายเอกสารแล้วนี่ แล้วก็ไปขยายกรอบวงเงิน แล้วไปเพิ่มคุณสมบัติของผู้ที่จะมารับเหมา จึงเป็นเหตุให้มีการร้ อง ขณะนี้ ป.ป.ช. ก็ได้รับเรื่องและตรวจสอบกันอยู่ และต่อมาในเดือนสิงหาคม ๒๕๕๑ ก็มีการยื่นซอง ประกวดราคา ซึ่งขณะนั้นผมเองก็ยังไม่ได้รับตําแหน่งเป็นรัฐมนตรีหรือรัฐบาลชุดนี้ก็ยัง ไม่ได้เข้ามาบริหารประเทศ ที่ผมกราบเรียนอย่างนี้จะได้แก้ข้อกล่าวหาว่าบริษัทต่าง ๆ ที่ท่านเอ่ยถึงเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะว่าบริษัทเหล่านั้นยื่นก่อนที่รัฐบาลชุดนี้ได้มา บริหารประเทศ ฉะนั้นนี่คือข้อที่ผมกราบเรียนต่อท่านประธานไปยังท่านสมาชิกนะครับว่า การยื่นซอง การขายซอง การขยายกรอบวงเงิน เกิดขึ้นก่อนรัฐบาลชุดนี้จะมาบริหาร ประเทศ หลังจากที่ผมมาบริหารประเทศในวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๑ ปรากฏว่ามี การเปิดซองประกวดราคา ในการเปิดซองประกวดราคา ๓ สัญญาครั้งนั้น ผมก็กราบเรียนว่า ในการเปิดซองประกวดราคา สัญญาที่ ๑ นี่เขายื่นซองประกวดราคา ๑๓,๔๑๕ ล้านบาท สัญญาที่ ๒ ๑๒,๖๐๒ ล้านบาท สัญญาที่ ๓ ๕,๙๖๒ ล้านบาท การประกวดราคาซึ่งบน ข้อตกลงของไจก้านี่เขาตกลงจะไม่มีการต่อรองราคาแต่ให้เจรจา เขาก็เจรจากันตามลําดับ ผมกราบเรียนว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมีฐานะกํากับ รฟม. เท่านั้น ส่วนการที่จะ ยื่นซองหรือการอนุมัติเป็นหน้าที่ของบอร์ด (Board) รฟม. ดําเนินการ หลังจากที่เขาเจรจากัน ไม่รู้กี่ครั้ง จนมีการนําไปสู่การตั้งคณะกรรมการซึ่งเป็นคนนอกมาตรวจสอบราคา คณะกรรมการคนนอกก็เป็นทั้งคนนอกกระทรวงและเป็นคนกระทรวงอื่น เป็นตัวแทนจาก สํานักงบประมาณ เป็นตัวแทนจากกระทรวงการคลัง เป็นอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง เท่าที่ผมจําได้ ผมก็ตรวจสอบว่ามีการตรวจสอบราคาที่เป็นราคาจริงยื่นมาที่ผม ปรากฏว่าสัญญาที่ยื่นมาที่ผมราคารวมทั้งหมดที่เขายื่น ๓๘,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อมีการเจรจามา จนมาได้ราคารวมทั้งหมดนี่ ๓๒,๐๐๐ ล้านบาท ก็ลดลง ๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็นหน้าที่ ของรัฐมนตรีที่จะต้องตัดสินใจว่าจะทําอย่างไร ผมเองก็ตัดสินใจบนอํานาจหน้าที่ที่ผมมีอยู่ เพราะขณะนั้นเอามาให้ผมเห็นชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมไม่มีหน้าที่เห็นชอบ ผมก็นําเรื่องนี้รายงานต่อ ครม. ให้ทราบ เหตุที่ต้องรายงานให้ ครม. ทราบเพราะมีการปรับ กรอบวงเงิน ในที่ผมรายงาน ครม. ให้ทราบมีชัดเจน รายงานทุกอย่าง รายงานแม้แต่ที่ท่าน บอกว่าแวทคือกรอบวงเงินทั้งหมดไม่เกินกรอบวงเงิน ๖๓,๐๕๕ ล้านบาท แล้วก็มีการปรับ กรอบวงเงินในสัญญาที่ ๖ ที่ปรับกรอบวงเงินจาก ๔,๖๗๗ ล้านบาท มาเป็น ๓,๖๓๘ ล้านบาท ฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาไปยังท่านสมาชิกที่สงสัยว่าทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น ข้อกล่าวหาที่บอกว่าผลประโยชน์ทับซ้อนเองก็ตาม หรือการทําเกินกรอบวงเงินที่ใช้ นําไปสู่ ความไม่โปร่งใส วันนี้การตรวจสอบสัญญานี้ได้ถูกตรวจสอบทั้งคนนอกซึ่งมีตัวแทนต่าง ๆ ไม่ว่าเป็นอัยการอย่างที่ผมกราบเรียนแล้ว ผมก็มีหน้าที่ตัดสินใจนําเรื่องนี้รายงานให้ ครม. ทราบ วันนี้ผมกราบเรียนว่าถ้ารัฐบาลไม่ได้เดินหน้าต่อสัญญานี้การยกเลิกที่จะยกเลิก สัญญากับไจก้าได้นี่มันต้องอยู่หลายเงื่อนไข ไม่ใช่อยู่ดี ๆ แล้วมันยกเลิกได้ ฉะนั้นผม ก็เรียนว่า การตรวจสอบครั้งนี้เป็นไปอย่างตรงไปตรงมาในหน้าที่ที่ผมกระทําอยู่และเป็น ประโยชน์ต่อประเทศชาติ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าสิ่งที่รัฐบาลได้ตัดสินใจดําเนินการ ไปถูกต้องทุกประการ ขอบคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ เอกสาร มีอยู่ ๓ ฉบับนะครับ คือร่างหนังสือแลกเปลี่ยนว่าด้วยความร่วมมือทางการเงินระหว่าง รัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่น ๒. ร่างพระราชบัญญัติเงินกู้ และ ๓. ร่างสัญญาคํ้าประกัน เงินกู้ ผมจะขอมติทีละฉบับนะครับ
ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะให้ความเห็นชอบกับร่างหนังสือ แลกเปลี่ยนว่าด้วยความร่วมมือทางการเงินระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่นหรือไม่
(นายประสพสุข บุญเดช รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มา ประชุมทราบก่อนลงมติ)
เดี๋ยวให้ผมโหวตก่อนนะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ท่านผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ลงคะแนนได้ครับ
เชิญท่านประท้วงอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานเมื่อกี้ท่านรัฐมนตรีชี้แจง ผมมีคําถามเล็กน้อยที่จะถามท่านเพราะยังไม่จบ และท่านก็มาขอโหวต และแบบนี้ มันใช้ไม่ได้เพราะว่าท่านรัฐมนตรีพูดผิด ท่านประธาน ท่านรัฐมนตรีพูดผิด เอกสารที่แจกมา ไม่ตรงกับที่ท่านชี้แจง ผมจะมีโอกาสได้พูดไหมครับ
เอาละครับ
ท่านประธานวันนี้สภานี้มันมั่วซั่วไปหมดแล้วท่านประธาน
เอาละครับท่านสุรพงษ์ ไม่เป็นอะไรนะครับ เอาเถอะครับ
ไม่ได้ท่านประธาน คือท่านรัฐมนตรีชี้แจงผิด ไม่ตรงกับข้อมูลในนี้ ผมจะได้พูดไว้เป็น หลักฐานครับ
ท่านรัฐมนตรีชี้แจงแล้วนะครับ
ก็ชี้แจงผิดอย่างไรท่านประธาน ผมจะได้พูดไว้เป็นหลักฐาน
ท่านสุรพงษ์ ผมวินิจฉัย แล้วว่าท่านรัฐมนตรีชี้แจงแล้วนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ เงิน ๘,๐๐๐ กว่าล้านบาทมันไม่ใช่น้อย ๆ ครับ ทําไมมาปิดหู ปิดตา พี่น้องประชาชน ปิดปาก ส.ส. อย่างผม ท่านประธานที่เคารพ แบบนี้ไม่ถูกต้องนะครับ สภามีไว้ไม่มีประโยชน์แบบนี้
เอาเถอะท่านสุรพงษ์ครับ
คืออย่างนี้ครับท่านประธาน
เขาปิดอภิปรายไปแล้ว เชิญท่านสุรพงษ์นั่งได้นะครับ
ไม่ได้อภิปรายท่านประธาน
ท่านสุรพงษ์เชิญนั่งลงได้ ท่านสุรพงษ์นั่งลงได้นะครับ
(นายเชิดชัย วิเชียรวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านมีอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม เชิดชัย วิเชียรวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคภูมิใจไทยครับ ท่านประธานครับ กรุณาควบคุมผู้อภิปรายบ้างครับ เมื่อสักครู่เป็นถึง ดอกเตอร์นะครับ แล้วมาบอกว่าสภามั่วซั่ว ถอนนะครับ ต้องถอนครับ
เอาละครับ กําลัง นับคะแนนแล้ว ลงคะแนนหมดทุกท่านแล้วนะครับ เชิญนั่งลงทุกคนครับ มีใครยังไม่ได้ ลงคะแนนไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกยกมือ)
ไม่มี ปิดการลงคะแนน เชิญแจ้งผลมาได้ครับ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๓๗๐ ท่าน เห็นด้วย ๓๑๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๘ ท่าน งดออกเสียง ๒๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒๖ ท่าน ที่ประชุมเห็นด้วยนะครับ
ต่อไปผมจะถามมติจากที่ประชุมว่าจะให้ความเห็นชอบกับร่างสัญญา เงินกู้หรือไม่ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ลงคะแนนได้ครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ลงคะแนนครบหมด ทุกท่านแล้ว ปิดการลงคะแนนครับ แจ้งผลมาได้ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๔๐๘ ท่าน เห็นด้วย ๓๑๐ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๕๒ ท่าน งดออกเสียง ๒๗ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑๙ ท่าน ที่ประชุมมีมติเห็นชอบด้วยกับร่างสัญญาเงินกู้นะครับ
ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะให้ความเห็นชอบกับร่างสัญญา คํ้าประกันเงินกู้หรือไม่ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบ โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญลงคะแนนได้ครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ ใช้สิทธิ มีไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกยกมือ)
ถ้าไม่มี ปิดการลงคะแนน แจ้งผลมาได้ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๔๐๘ ท่าน เห็นด้วย ๓๑๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๕๙ ท่าน งดออกเสียง ๑๘ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑๙ ท่าน ที่ประชุมก็มีมติเห็นชอบด้วยกับ ร่างสัญญาคํ้าประกันเงินกู้นะครับ
ระเบียบวาระที่ ๔.๖ เงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จากธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาเอเชีย (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) โดยมีเอกสาร ในเรื่องนี้ จํานวน ๒ ฉบับ คือ ร่างสัญญาเงินกู้จากธนาคารโลกและร่างสัญญาเงินกู้จาก ธนาคารพัฒนาเอเชีย
ขอเชิญท่านรัฐมนตรีแถลงครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภา กระผม นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ขอกราบเรียนชี้แจงเหตุผลและความจําเป็น ในการขอความเห็นชอบที่ประชุมรัฐสภาเกี่ยวกับกรอบเจรจาเงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจากธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาเอเชีย
ท่านประธานครับ สืบเนื่องจากการที่ที่ประชุมรัฐสภา ในการประชุม เมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๒ ได้ให้ความเห็นชอบกรอบเจรจาเงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ และการพัฒนาโครงสร้ำงพื้นฐาน ประกอบด้วย เงินกู้ของธนาคารโลกวงเงิน ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญ และเงินกู้วงเงิน ๓๐๐ ล้านเหรียญจากธนาคารพัฒนาเอเชีย เพื่อให้ รัฐบาลนําไปใช้ในการสนับสนุนโครงการลงทุนภาครัฐ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว และเพื่อจัดหาเงินลงทุนเพิ่มเติมสํารองไว้ใช้ ในการสนับสนุนในการดําเนินงานของรัฐบาล นอกเหนือจากนั้นจากกรอบการใช้จ่าย เงินงบประมาณรายจ่ายในการดําเนินนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้มี ประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังได้เจรจาแหล่งเงินกู้ทั้งสองและได้ข้อสรุป จากการเจรจาเงินกู้ภายใต้กรอบที่ที่ประชุมรัฐสภาให้ความเห็นชอบ โดยมีเงื่อนไขดังนี้
เงินกู้จากธนาคารโลก วงเงินกู้ ลักษณะเงินกู้ วงเงินกู้ ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญ ลักษณะเงินกู้เป็นโปรแกรม โลน (Program Loan) ที่พิจารณาให้กู้จากปัจจัยโดยรวมของ ประเทศภายใต้กรอบนโยบายมาตรการซึ่งกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ให้ความเห็นชอบแล้วโดยครอบคลุมด้านต่าง ๆ เช่น การรับมือแก้ปัญหาวิกฤติ เศรษฐกิจ การพัฒนาระบบบริหารงบประมาณเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ การบริหารจัดการระบบราชการและการให้บริการหน่วยราชการต่าง ๆ อัตราดอกเบี้ย ใช้อัตราดอกเบี้ยลอยตัวของเงินกู้สกุลเงินเหรียญสหรัฐ ณ วันที่มีการเบิกจ่ายเงินกู้ โดยธนาคารโลกจะปรับอัตราดอกเบี้ยทุก ๖ เดือน
ทั้งนี้ ในงวดการชําระดอกเบี้ยงวดหนึ่ง ๆ จะกําหนดอัตราดอกเบี้ย ตามอัตราไลบอร์สกุลเงินเหรียญสหรัฐ ระยะเวลา ๖ เดือน บวกส่วนต่างหรือสเปรด (Spread) ประมาณร้อยละ ๐.๒๔ การเบิกจ่ายเงินกู้ภายในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔ และสามารถ ขยายระยะเวลาเบิกจ่ายได้ตามความจําเป็น ระยะเวลาชําระคืนเงินกู้ ๒๐ ปี รวมระยะเวลา ปลอดหนี้ ๘ ปี การชําระดอกเบี้ยชําระปีละ ๒ ครั้ง การชําระเงินต้นคืนเงินกู้แบ่งเป็น ๒๔ งวด กําหนดชําระปีละ ๒ ครั้ง ฟรอนท์ เอนด์ ฟีร้อยละ ๐.๒๕ ของจํานวนเงินกู้ การมีผลบังคับใช้ ภายใน ๙๐ วันหลังจากลงนาม
ส่วนที่ ๒ เงินกู้จากธนาคารพัฒนาเอเชีย วงเงินกู้ ๓๐๐ ล้านเหรียญ เป็นโปรแกรม โลนเช่นกันนะครับ พิจารณาเงินกู้จากปัจจัยโดยรวมของประเทศเกี่ยวกับ การพัฒนาตลาดทุนภายใต้กรอบนโยบายมาตรการซึ่งกระทรวงการคลังและหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องได้ให้ความเห็นชอบแล้ว โดยครอบคลุมทางด้านการเสริมสร้างการแข่งขัน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มประสิทธิภาพในความโปร่งใสของตลาดเงิน ส่งเสริมความเข้มแข็งทางด้านพื้นฐานและทางด้านการตลาด เพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ และขยายนักลงทุนผ่านการเสริมสร้างการศึกษา และการพัฒนาบริหารความเสี่ยง อัตราดอกเบี้ยใช้อัตราดอกเบี้ยลอยตัวของเงินกู้เงินสกุลเหรียญสหรัฐ ณ วันที่มีการเบิกจ่าย โดยธนาคารพัฒนาเอเชียจะปรับอัตราดอกเบี้ยทุก ๆ ๖ เดือน
ทั้งนี้ งวดในการชําระงวดหนึ่ง ๆ จะกําหนดอัตราดอกเบี้ยตามไลบอร์ สกุลเงินเหรียญสหรัฐ ระยะเวลา ๖ เดือน บวกส่วนต่างหรือสเปรดประมาณ ๐.๒๐ หักส่วนลดหรือรีเบท (Rebate) ประมาณร้อยละ ๐.๘ ครับ การเบิกจ่ายเงินกู้ภายในวันที่ ๓๑ มีนาคม ระยะเวลาชําระคืนเงินกู้ ๑๕ ปี รวมระยะเวลาปลอดหนี้ ๓ ปี การชําระ ดอกเบี้ยชําระปีละ ๒ ครั้ง การชําระคืนต้นเงินกู้แบ่งเป็น ๒๔ งวด กําหนดชําระปีละ ๒ ครั้ง ค่าธรรมเนียมผูกพันเงินกู้หรือคอมมิทเมนท์ ชาร์จ (Commitment charge) ร้อยละ ๐.๑๕ ต่อปีของวงเงินกู้ที่ยังไม่ได้เบิกจ่าย การมีผลบังคับใช้ของสัญญาภายใน ๙๐ วันหลังจาก วันลงนาม
ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิก รัฐสภา กระผมขอกราบเรียนว่าเงื่อนไขเงินกู้ที่กระทรวงการคลังได้เจรจากับแหล่งเงินกู้ ทั้งสองภายใต้กรอบเจรจาที่ประชุมรัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบไว้แล้วเป็นเงื่อนไข ที่เหมาะสมสําหรับต้นทุนในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ในการพัฒนาศักยภาพ รวมทั้งเพิ่ม ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จึงขอความเห็นชอบให้กระทรวงการคลัง เป็นผู้ลงนามในนามรัฐบาลไทยในหนังสือสัญญาเงินกู้โดยมีเอกสารที่เกี่ยวข้องกับ ธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาเอเชีย รัฐบาลใคร่ขอความเชื่อมั่นจากรัฐสภาและในฐานะ เป็นองค์กรที่มีอํานาจหน้าที่ในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินว่าจะใช้เงินกู้ให้ถือ ผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนชาวไทยเป็นที่ตั้ง ขอขอบพระคุณครับ
ขอเชิญท่านสมาชิก อภิปรายแสดงความคิดเห็นนะครับ ท่านแรกเชิญท่านวิทยาครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม วิทยา อินาลา สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนครพนมหรือสมาชิกรัฐสภา วันนี้ ก็จะมาขออภิปรายเกี่ยวกับเรื่องของสัญญาเงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานจากธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาเอเชีย ซึ่งอันนี้มันจะมีร่างสัญญาเงินกู้อยู่ ๒ ฉบับ ซึ่งฉบับแรกก็คือร่างสัญญาเงินกู้จากธนาคารโลก หรือเราเรียกว่า พับลิก เซคเตอร์ รีฟอร์ม ดีเวลลอปเมนท์ โพลิซี โลน หรือเรียกย่อ ๆ ก็คือพีเอสอาร์ดีพีแอลนะครับ แล้วอีกอันหนึ่งก็คือร่างสัญญาเงินกู้จากธนาคารพัฒนาเอเชียก็คือแคปิตอล มาร์เก็ต ดีเวลลอปเมนท์ โปรแกรม (Capital Market Development Program) หรือซีเอ็มดีพี (CMDP) ตรงนี้ผมก็อยากจะมีข้อคิดเห็นว่าจากที่รัฐบาลไปกู้เงินมา อันดับแรกไปกู้มาจากเวิลด์ แบงก์ ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญยูเอสดอลลาร์ (US dollar) ถ้าอัตราแลกเปลี่ยน ๓๓ บาทต่อ ๑ ยูเอสดอลลาร์ เป็นเงินไทยก็คือ ๓๓,๐๐๐ ล้านบาท เหตุผลที่กู้มาท่านบอกว่าเอาไปพัฒนาอยู่ ๓ แบบ ก็คือว่า
๑. ด้านความสําเร็จในด้านการรับมือกับปัญหาด้านเศรษฐกิจ
๒. เอามาช่วยในเรื่องของความสําเร็จด้านการพัฒนาระบบการบริหาร งบประมาณเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการงบประมาณ การเงินและการคลัง ของประเทศ
๓. ความสําเร็จในด้านการบริหารจัดการระบบราชการและการให้บริการ ของหน่วยงานราชการ ซึ่งจากที่ท่านสําแดงมาตรงนี้รายละเอียดที่ท่านกู้มา ๓๓,๐๐๐ ล้านบาท ท่านเอาไปใช้อย่างที่ ๑ อย่างที่ ๒ อย่างที่ ๓ อย่างละกี่ล้านบาท ไม่มีข้อมูล ไม่มีอะไรให้เลย อันนี้เป็นข้อสงสัยว่ามันมีอะไรเป็นฮิดเดน อะเจนดา (Hidden agenda) หรือเปล่า
อันที่ ๒ ก็คือการกู้เงินจากเอดีบีหรือว่าธนาคารพัฒนาเอเชีย วงเงิน ๓๐๐ ล้านยูเอสดอลลาร์ ถ้าเป็นอัตราแลกเปลี่ยน ๓๓ บาทต่อ ๑ ยูเอสดอลลาร์ก็คือ ๙,๙๐๐ ล้านบาท ท่านบอกว่าหลัก ๆ ก็คือเอาไปใช้ในการพัฒนาตลาดทุน พูดง่าย ๆ ตลาดทุนบ้านเราก็คือเรื่องของตลาดหลักทรัพย์เป็นหลัก อันนี้ผมก็เห็นด้วยนะครับว่า ตอนนี้การพัฒนาประเทศแบบยั่งยืน นอกจากเราจะต้องมีการออมเงินหรือว่ามีการลงทุน แต่การลงทุนหรือการออมส่วนใหญ่เราไปฝากกับสถาบันการเงินคือธนาคารพาณิชย์ แต่ในเรื่องของตลาดทุนหรือว่าตลาดหลักทรัพย์รัฐบาลไม่ค่อยให้ความสําคัญเท่าไร เพราะฉะนั้นจากการวิจัยจากข้อมูลของเอ็มเอสซีไอ (MSCI) ของประเทศญี่ปุ่นหรือของ เจแปน อินเดกซ์ (Japan Index) ณ เดือนกันยายน ๒๕๕๒ เขาวิจัยมาจาก ๑๐ ประเทศ ก็คือมี ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศไต้หวัน ประเทศจีน ประเทศอินเดีย ประเทศมาเลเซีย ไทยแลนด์ ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศฮ่องกง ประเทศสิงคโปร์ ในปี ๒๕๔๘ นี้ ขนาดของตลาดหลักทรัพย์ไทยมีอัตราส่วน ๓ เปอร์เซ็นต์แค่นั้นเอง แต่เปรียบเทียบกับทางประเทศจีนตอนนั้นมี ๑๑ เปอร์เซ็นต์ ประเทศสิงคโปร์มี ๘ เปอร์เซ็นต์ ประเทศฮ่องกงมี ๑๕ เปอร์เซ็นต์ แต่พอมาถึงปี ๒๕๕๒ คืออีก ๔ ปีต่อมาคือหลังจาก ปี ๒๕๔๘ มาปี ๒๕๕๒ ส่วนแบ่งตลาดของประเทศไทยลดลงครับ จาก ๓ เปอร์เซ็นต์ เหลือ ๒ เปอร์เซ็นต์ แต่ประเทศจีนนี่จาก ๑๑ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๒๗ เปอร์เซ็นต์ แต่ประเทศอื่น อย่างประเทศสิงคโปร์จาก ๘ เปอร์เซ็นต์ลดมา ๗ เปอร์เซ็นต์ ถือว่าไม่กี่เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าประเทศไทยจาก ๓ เปอร์เซ็นต์ลดมา ๒ เปอร์เซ็นต์ อัตราส่วนเป็นเปอร์เซ็นต์ ค่อนข้างจะสูง ๓๓ เปอร์เซ็นต์ ๓๔ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นตรงนี้ถ้าท่านกู้มาแล้ว ๓,๓๐๐ ล้านบาท ท่านต้องไปพัฒนาตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทยให้นักลงทุน ต่างประเทศให้ความสนใจ เพราะอะไรครับ เพราะว่าตลาดหลักทรัพย์ก็คือตลาดทุน เป็นสิ่งหนึ่งที่เราจะเรียกเงินทุนของเอกชนซึ่งมีต้นทุนที่ตํ่า อันนี้ผมก็เห็นด้วยนะครับ แล้วอีกอันหนึ่งผมดูตลาดหลักทรัพย์บ้านเราเรื่องของค่าพีอี เรโช (P/E Ratio) ค่าพีอี เรโช สะท้อนให้เห็นอะไรครับ สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทที่ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ถ้าท่านจะไป เรียกระดมทุนต้นทุนของท่านจะสูง เปรียบเทียบกับพีอี (P/E) ของประเทศมาเลเซีย เอาง่าย ๆ ประเทศบ้านเรา ๑๕.๘ เท่า แต่เมืองไทยพูดถึงเซต (Set) นะครับ เมน (Main) หลักของเราก็คือ ๑๑.๓ ถามว่า พีอี เรโช ของเรากับของประเทศมาเลเซียต่างกันนี่ถามว่านักลงทุนเขาจะไปลงทุนที่ไหน แน่นอนครับ เขาไปลงทุนที่ประเทศมาเลเซีย เพราะว่าถ้าพีอีตํ่านี่การระดมทุน ต้นทุนในการระดมทุน ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ต้นทุนที่ถูก เพราะฉะนั้นบริษัทเมืองไทย สมมุติว่าเขาอยากจะไปลงทุนแบบเข้าตลาดหลักทรัพย์เมืองไทยกับตลาดหลักทรัพย์ ประเทศสิงคโปร์หรือประเทศมาเลเซีย เขาก็จะเลือกเอาที่ประเทศสิงคโปร์หรือประเทศมาเลเซีย เพราะว่าพีอีของเขานั้นสูงเขาจะระดมเงินทุนที่ต้นทุนได้ถูกกว่าอย่างประเทศสิงคโปร์ พีอี เรโช ก็คือ ๑๕.๓ เท่า อันนี้ก็คือข้อมูลให้กับทางคณะรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลังครับว่าท่านเอามาแล้ว กู้มา ๓,๓๐๐ ล้านบาท ท่านต้องทําให้ได้จริง ๆ แล้วท่านมีตัวชี้วัดอย่างไรบ้างว่าเอามาแล้ว ๓,๓๐๐ ล้านบาท ตลาดหลักทรัพย์ของเราจะ เป็นอย่างไร มาร์เก็ต แกป (Market gap) เราจะเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อที่จะดึงนักลงทุนต่างชาติ เข้ามาลงทุนบ้านเรา เพื่อให้บริษัทเอกชนของเราเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แล้วเอาเงินเข้ามาในต้นทุนที่ตํ่าจะทําอย่างไรบ้าง ทีนี้จากที่ท่านบอกว่าท่านไปกู้เอดีบี ๓,๓๐๐ ล้านบาท จากประวัติประเทศไทยเราเป็นสมาชิกเริ่มต้นของเอดีบีคือปี ๑๙๕๕ ถ้าเป็น พ.ศ. ไทยก็คือปี ๒๕๐๙ จากประวัติมาจนถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๒ รัฐบาลไทย ไปกู้เอดีบี ๘๖ ครั้ง หากครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๘๗ จากปี ๒๕๐๙ ถึงปี ๒๕๕๓ ๔๔ ปี กู้ทั้งหมด ๘๗ ครั้ง เฉลี่ยแล้วรัฐบาลกู้เอดีบีปีละ ๒ ครั้ง ถ้าอนาคตรัฐบาลบริหารเงินกู้ไม่เป็น เศรษฐกิจไม่ดี การกู้ก็จะมากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าปีหนึ่งมากกว่า ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง ๔ ครั้ง ๕ ครั้ง ต่อไปความเชื่อถือ ของประเทศไทยจะเป็นอย่างไร อันนั้นก็ให้ท่านช่วยพิจารณาหน่อยก็แล้วกันนะครับ ทีนี้ ผมมาดูเป็นข้อ ภาษาไทยเขาเรียกอะไรครับ เป็นสิ่งเตือนใจว่าการกู้เงินกู้ขนาดไหนดี กู้ขนาดไหนไม่ดี คิดง่าย ๆ ก็คือหนี้สาธารณะต่อจีดีพี จากสิ้นปี ๒๕๕๒ นี้ประเทศที่มี หนี้สาธารณะต่อจีดีพีสูงสุด ท่านรู้ไหมครับว่าคือประเทศอะไร ประเทศอะไรที่มีเงินเฟ้ อ มากที่สุด จะมีเรื่องร้องเรียนกันนะครับ มีเรื่องโจ๊กกันนะครับ ปกติผมก็ไม่ค่อยเล่าเรื่องโจ๊ก เขาบอกว่าคนไปรับประทานอาหารที่ประเทศซิมบับเว เขาถามว่าอาหารตรงนี้ราคาเท่านี้ ๆ ถามว่าท่านจะจ่ายตอนนี้ไหม ราคาเท่านี้ สมมุติว่าราคา ๑๐๐ เหรียญ แต่ถ้ากินข้าวเสร็จ ๑๐๐ เหรียญจะไม่ใช่แล้ว ท่านต้องจ่ายเป็นดับเบิล (Double) ๒๐๐ เหรียญ เพราะฉะนั้น เงินเฟ้ อของประเทศซิมบับเวสูงมาก ๆ ปัญหาคือเขาไปกู้หนี้มา หนี้ต่อจีดีพี หนี้สาธารณะ ต่อจีดีพีของประเทศซิมบับเว เมื่อสิ้นปี ๒๕๕๒ นี้คือ ๓๐๔.๓ เปอร์เซ็นต์ อันดับหนึ่งเลย สูงสุดนะครับ อันดับสองอยู่ที่ไหนครับ อยู่ที่เอเชียเรานี่แหละครับ ประเทศที่เป็ น มหาอํานาจเศรษฐกิจของเอเชียคือประเทศญี่ปุ่ นครับ ๑๙๒.๑๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่า ประเทศญี่ปุ่นกับประเทศซิมบับเวต่างกันครับ ทีนี้ถามว่า ขออนุญาตนิดหนึ่งนะครับ ท่านประธาน ๑ นาทีครับ ประเทศกรีซที่มีปัญหาทุกวันนี้ ประเทศกรีซมีจีดีพี ๑๑๓ เปอร์เซ็นต์ เมืองไทยล่ะครับ ๔๕.๙๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าท่านกู้อย่างนี้ทุกวันนี้ผมว่า จีดีพีเมืองไทยผมว่าน่าจะถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว หนี้สาธารณะต่อจีดีพี แต่ถามว่าการกู้เงินมานี่เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจใช่ไหม ใช่ครับ กู้มาแล้วนี่เศรษฐกิจ มันต้องดี กู้ ๑๐๐ บาทเข้าผ่านเครื่องยนต์เศรษฐกิจต้องออกมาเกิน ๑๐๐ บาท ประเทศกรีซกู้ ๑๐๐ บาทเข้าไปเครื่องยนต์ เครื่องยนต์ไม่ดี กู้แล้วมีส่วนที่มันรั่วออกไป แทนที่จะเข้า ๑๐๐ บาท ไม่เข้า แล้วเครื่องยนต์เสียอีกออกมาได้ ๕๐ บาท นี่ละครับ คือประเทศกรีซมีปัญหาครับ แล้วถามว่าประเทศไทยเราล่ะครับเป็ นอย่างไรครับ ผมกลัวตรงนี้ครับ ประเทศไทยเราก็เหมือนกันครับ กู้ ๑๐๐ บาทก่อนที่จะเข้าเครื่องสูบของ เศรษฐกิจนี่แทนที่จะเข้า ๑๐๐ บาท ๕๐ บาทได้ไหม ๓๐ บาทได้ไหม สุดท้ายเครื่องยนต์ ไม่ดีอีกออกมาอีก ไม่ถึง ๒๐ บาทปัญหาเศรษฐกิจตามมาแน่นอน ขอบคุณครับ ท่านประธาน
เชิญท่านสุรพงษ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ที่จริงแล้วการกู้เงินนี่มันเป็นสิ่งที่ สําคัญที่รัฐสภาจะต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบ อย่างการกู้เงินไจก้าที่เมื่อกี้ได้ผ่านไป ในระเบียบวาระที่ ๔.๕ หลาย ๆ ประเด็นมีความผิดพลาดที่รัฐมนตรีตอบ แต่สภาแห่งนี้ กลับปิดโอกาสที่จะให้มีการซักถามเพื่อบันทึกไว้เป็นหลักฐาน เพื่อเป็นข้อมูลถึงอนุชนรุ่นหลัง ว่ารัฐบาลชุดนี้ได้กู้เงินเท่าไร จะสร้างความเสียหายหรือไม่ อย่างไร มีการทุจริต ไม่โปร่งใสอย่างไร แต่ไม่เป็นไรครับ ในเมื่อรัฐสภาไม่ได้ให้ความสําคัญถึงขนาดต้องตัด การอภิปรายให้เหลือน้อยคน วันนี้ขณะนี้ระเบียบวาระที่ ๔.๖ เราจะกู้เงินทั้งหมดร่วม ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็นเงินไทยทั้ง ๒ โครงการ ไม่พูดภาษาฝรั่งนะครับ โครงการแรก ๓๓,๐๐๐ ล้านบาท อีกโครงการหนึ่งก็ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เยอะยิ่งกว่าระเบียบวาระที่ ๔.๕ รถไฟฟ้ำสายสีม่วงเพราะเมื่อกี้กู้ ๘,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมจะถาม ท่านประธานว่าสภาแห่งนี้จะให้อภิปรายกันนานไหม หรือจะเอาแค่พูดไม่กี่คนแล้วก็จบ แล้วรัฐมนตรีก็ตอบสั้น ๆ แล้วก็ไปสะกิดให้พรรคร่วมรัฐบาลยกมือเสนอปิดอภิปรายจะเอา อย่างนั้นไหมครับ ถามท่านรัฐมนตรี ท่านแอบไปพูดกับพรรคร่วมของท่านหรือไม่ เพราะว่า การจะอภิปรายเงินก้อนนี้มันสําคัญอย่างยิ่งท่านประธาน เพราะอะไร เพราะเหตุผลครับ ท่านประธาน รัฐบาลชุดนี้นี่ผมจะต้องเท้าความให้ท่านประธานได้เห็นตัวเลขในมือผม ผมจะขออนุญาตอ่านให้ท่านประธานฟังเล็กน้อยครับ งบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๕๒ ตั้งไว้ ๑,๘๓๕,๐๐๐ ล้านบาท คาดการณ์การจัดเก็บรายได้ ๑,๕๓๕,๐๐๐ ล้านบาท แต่พอเกิด วิกฤติเศรษฐกิจ ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง บอกว่าปี ๒๕๕๒ วิกฤติไครซิส แฮมเบอร์เกอร์ (Crisis Hamburger) จะเก็บได้น้อย บางวันก็บอกว่าจะเก็บ พลาดไปถึง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท บางวันก็บอกว่าเก็บพลาดไป ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในที่สุดคาดการณ์ว่าจะจัดเก็บได้ ๑,๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จากที่ประมาณการไว้ ๑,๕๓๕,๐๐๐ ล้านบาท แต่สิ่งที่เกิดขึ้นครับท่านประธานเอาเข้าจริง ๆ ไครซิส (Crisis) สลายไปได้รวดเร็ว แต่รัฐบาลชุดนี้ออกพระราชกําหนด ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทกู้ไปเรียบร้อย แต่การคาดการณ์ตัวเลขจัดเก็บนั้นมันผิดพลาด ปรากฏว่าพอปลายปีงบประมาณ ๒๕๕๒ เก็บได้ครับ เก็บได้พลาดเป้ำไปแค่ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท รายได้ก็มีเพิ่มมากขึ้น แต่จากการที่คาดการณ์ผิดในปี ๒๕๕๒ ก็ทําให้ตั้งงบประมาณปี ๒๕๕๓ ผิดไปอีก ปี ๒๕๕๓ คือปีนี้ตั้งรายจ่ายไว้ ๑,๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รายได้ตั้งเป้ำไว้ ๑,๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่วันนี้พอเอาเข้าจริง ๆ จัดเก็บคาดการณ์ ณ วันนี้ จัดเก็บได้ ๑,๕๒๒,๐๐๐ ล้านบาท เกินเป้ำ ๑๗๒,๐๐๐ ล้านบาท นี่ยังไม่รวมเงินที่ไปยึดจากนายกรัฐมนตรีทักษิณมาอีก ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ เห็นไหมครับนอกจากจัดเก็บได้เกินเป้ำที่คาดการณ์ผิดพลาด ก็ยังมีเงินที่ไปยึดมาจากนายกรัฐมนตรีทักษิณที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง พูดตลอดเวลาอีก ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เท่ากับว่าเกินเป้ำอยู่ ๒๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เลยกลับมาว่าทําไมต้องไปกู้เงินก้อนนี้ ไม่จําเป็นแล้วจะไปกู้ทําไม เงินก้อนนี้กู้มา ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ในเมื่อจัดเก็บได้เกินเป้ำทําไมไม่เอาเงินก้อนนี้มาใช้ วันนี้ท่านประธาน ทราบไหมครับว่างบประมาณแผ่นดินในแต่ละปีทุกรัฐบาล นับตั้งแต่รัฐบาลชวน ๒ เราต้องใช้หนี้กองทุนฟื้นฟูเกษตรกร ใช้หนี้ดอกเบี้ยทุกปี ปีละ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ทําไม รัฐบาลไม่เอาเงินที่เก็บได้เกินมาใช้หนี้กองทุนฟื้นฟู อย่างน้อยเราประหยัดดอกเบี้ย ผมไม่เข้าใจว่ารัฐมนตรีที่นั่งอยู่ข้างบนบริหารงานเป็นหรือไม่ คาดการณ์ตัวเลขจัดเก็บผิด มาตลอด ๒ ปีซ้อน แบบนี้ต้องพิจารณาตัวเอง แล้วมาทําบอกว่าจะกู้ กู้เป็นภาษาฝรั่ง กู้ ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐจากธนาคารโลก กู้จากธนาคารพัฒนาเอเชีย ๓๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ เงินมหาศาล อยากจะให้รัฐมนตรีลองตอบให้ชัดเจนว่า การคาดการณ์ตัวเลขจัดเก็บภาษีของท่านผิดพลาด รายได้เข้าประเทศผิดพลาด เพราะฉะนั้น พ.ร.บ. การบริหารหนี้สาธารณะที่อนุญาตให้รัฐบาลกู้ทั้งในประเทศ และต่างประเทศมันกระทบกระเทือนหมด ตัวเลขผิดหมด ผมไม่ได้จบเศรษฐศาสตร์ ผมไม่ได้จบการเงิน การคลัง แต่ผมคิดเลขเป็นและคิดเลขได้ละเอียด ท่านรัฐมนตรี ต้องตอบให้สภาแห่งนี้ได้รับทราบ ให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบด้วยว่าท่านโม้ ท่านพูด อย่างในมือผมหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับล่าสุด คลังเร่งรื้อใหญ่ไทยเข้มแข็ง แล้วก็โม้ไว้ ในนี้ว่าจัดเก็บภาษีในปี ๒๕๕๓ ได้เกินเป้ำ ๑๗๒,๐๐๐ ล้านบาท บวกกับนายกรัฐมนตรี ทักษิณอีก ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ไปยึดเขามาเป็น ๒๑๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วจะไปกู้ อีกทําไม ทําไมไม่รู้จักประหยัด เอาเงินไปช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร วันนี้มังคุดและเงาะ ล้นตลาด ๗ กิโลกรัม ๑๐๐ บาท ทําไมกระทรวงการคลังไม่คิดที่จะเอามังคุดไปขายให้ ประเทศญี่ปุ่น ไปขายประเทศจีน ล้นตลาดเต็มไปหมด ทําไมไม่คิดจะทํา หาเงินง่าย ๆ คิดไม่เป็น มีแต่จะกู้เงินอย่างเดียวครับท่านประธาน ไม่อายบ้างหรือครับท่านรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงการคลัง แล้วเดี๋ยวท่านบอกเพื่อนท่านนะอย่ามาปิดอภิปราย ท่านตอบผม แล้วผมจะได้ลุกขึ้นซักถามสิ่งที่มันเป็นประโยชน์ต่อบ้านต่อเมืองต่อพี่น้องประชาชน รู้สึกอายบ้างสิครับ และท่านประธานด้วย ผมประท้วงเพื่อผลประโยชน์ของพี่น้อง ประชาชน ไม่ได้ประท้วงเพื่อประโยชน์ของผมเอง ต้องการคําชี้แจงที่ชัดเจนเรื่องเงิน เรื่องทองมันไม่เข้าใครออกใคร ท่านประธานรู้ไหมครับ มันตกใส่อ้ายนั่น อ้ายนั่นก็อ้า ตกใส่หญ้า หญ้าก็ตาย ฝากไว้ครับท่านประธาน เงินทองไม่เข้าใครออกใคร ขอบคุณครับ
เชิญท่านธวัชครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายธวัช บวรวนิชยกูร สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ต่อเรื่องเกี่ยวกับกรอบเจรจาเงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จากธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาเอเชีย ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาเงินกู้จากธนาคารโลก และธนาคารพัฒนาเอเชียแล้วตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เรื่องนี้วิปวุฒิสภาได้เชิญ กระทรวงการคลังมาเพื่อชี้แจงให้วิปวุฒิสภาได้รับทราบถึงวัตถุประสงค์ในการที่จะกู้เงิน ก้อนดังกล่าวนะครับ ซึ่งผมก็แปลกใจมากว่าท่านได้กล่าวถึงว่า วัตถุประสงค์เพื่อการฟื้นฟู เศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ซึ่งจํานวนเงินที่จะกู้ดังกล่าวถือว่าเป็น เงินนอกงบประมาณ และการใช้จ่ายให้เป็นไปตามดุลยพินิจของรัฐบาล ท่านประธานครับ ในส่วนนี้ผมรู้สึกเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่ง กระผมแอบดีใจลึก ๆ ตั้งแต่ที่ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านได้กล่าวว่าท่านสามารถเก็บเงินได้มากขึ้น จนท่านไม่มีความจําเป็นที่จะต้องใช้ พ.ร.บ. เงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทอีกต่อไป เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องซึ่งผมเชื่อว่าสมาชิก รัฐสภาเราทุกคนรู้สึกไม่สบายใจว่าทําไมเราจึงจะต้องไปใช้เงินนอกระบบงบประมาณ เพราะว่าการที่เราจะพิจารณาตามระบบงบประมาณมันจะมีหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งมันจะมี ความแน่ใจและโอเค (OK) ว่าสิ่งต่าง ๆ นั้นโปร่งใส ถูกต้องและเป็นธรรม แล้วก็สามารถ กระจายการใช้งบประมาณออกไปได้อย่างกว้างขวาง แต่การใช้เงินนอกงบประมาณ เป็นไปตามดุลยพินิจของรัฐบาล ตรงนี้น่ากลัว เป็นสิ่งที่ผมเคยได้อภิปรายมาโดยตลอด และตอนนี้เราก็ได้ยินมาอย่างหนาหูมาโดยตลอดเหมือนกัน โดยเฉพาะโครงการไทยเข้มแข็ง ผมเห็นใจครับ และผมเชื่อว่าเราทุกคนเห็นความจําเป็น ณ ตอนนั้นที่ว่าจะต้องมีการกู้เงิน โดยการที่รัฐบาลจะต้องรีบอนุมัติงบออกไป แต่เราก็ได้เห็น เราก็ได้ยิน ได้รับทราบจาก ทุก ๆ ฝ่ายมาเหมือนกันว่ามันเกิดการรั่วไหลในส่วนนั้น การรั่วไหลเยอะมากเลยทีเดียว ทุกฝ่ายรู้หมดว่ามันมีการที่จะให้โครงการออกมานี่จะต้องมีเสียเบี้ยบ้ายรายทางอย่างไร ผมเชื่อว่าพ่อค้าหรือแม้แต่ข้าราชการทุกกระทรวงเขารับรู้รับทราบ เพียงแต่ว่าเราไม่สามารถ ที่จะหาใบเสร็จได้ แต่เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้มันกระจายไปกว้างขวางเป็นที่รับรู้รับทราบ แต่วันนี้ เราก็จะมาใช้วิธีการดังกล่าวเหมือนเดิมที่จะมากู้เป็นลักษณะของเงินกู้นอกงบประมาณ โดยไม่ผ่านกระบวนการงบประมาณอีกเช่นเคย ซึ่งขณะนี้เราก็เตรียมที่จะเข้าสู่การพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณแล้ว ผมอยากจะถามท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีว่า มีความจําเป็นอย่างไรทําไมท่านไม่นําเงินกู้ส่วนนี้เข้าไปสู่กระบวนการงบประมาณ เหตุใดจึงต้องมาใช้เงินกู้นอกงบประมาณดังที่ท่านได้ขออนุมัติมาเพื่อที่จะไปเจรจา ในการกู้เงินนี้ ความจําเป็นเป็นอย่างไร นั่นข้อที่ ๑
ข้อที่ ๒ คือจํานวนเงินกู้ที่กู้จากธนาคารโลก จํานวน ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญ หรือคิดเป็นเงินประมาณ ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถ้าดูจากอัตราดอกเบี้ยที่ท่านได้ส่งเอกสาร มาให้เราก็คือใช้อัตราดอกเบี้ยลอยตัวเงินกู้สกุลเงินสหรัฐ ซึ่งมีวิธีการคํานวณตามอัตรา ต้นทุนการกู้เงินของธนาคารโลก บวกค่าธรรมเนียมและส่วนต่าง ซึ่งธนาคารโลกจะปรับ อัตราดอกเบี้ยทุก ๖ เดือน ในวงเล็บกล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยลอยตัวสกุลเงินดอลลาร์ ระยะเงินกู้เฉลี่ย ๑๔ ปี ณ วันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓ อยู่ที่ร้อยละ ๓.๖๓ สูงนะครับ ถ้าหากว่าอัตราเงินกู้ซึ่งตอนนี้ที่เป็นอยู่อยู่ที่ร้อยละ ๓.๖๓ เราไปกู้มา ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในอัตรา ๓.๖๓ เปอร์เซ็นต์นี่ ในขณะที่เรากู้จากไจก้าในโครงการต่าง ๆ ซึ่งเราเองเราได้ พิจารณามาก่อนหน้านี้นี่อยู่ที่ ๐.๙๕ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๑.๔ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งผมอยากทราบว่า ทําไมเรามีความจําเป็นขนาดไหนที่เราจะต้องไปกู้ด้วยอัตราดอกเบี้ยสูงขนาดนี้แล้วก็ออกมา ในลักษณะกู้นอกงบประมาณด้วย แล้วในส่วนที่กู้จากธนาคารพัฒนาเอเชีย อัตราดอกเบี้ยลอยตัวสําหรับธนาคารพัฒนาเอเชีย ของเงินกู้สหรัฐอเมริกา ซึ่งวิธีคํานวณตามอัตราต้นทุนการกู้เงินของเอดีบี บวกส่วนต่าง และอัตราส่วนลดซึ่งเอดีบีจะปรับอัตราดอกเบี้ยทุก ๖ เดือนก็คือไลบอร์ บวก ๐.๒ ลบ ๐.๒๘ อัตราดอกเบี้ยลอยตัวสกุลเงินดอลลาร์ระยะกู้เฉลี่ย ๙ ปี ณ วันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓ อยู่ที่ร้อยละ ๓ ก็สูงเช่นกัน ซึ่งเราเองเรากู้มากกว่านั้น ระยะเวลาชําระเงินกู้ ยาวกว่านั้นอีกคือ ๑๕ ปี ในขณะที่ ๙ ปีอยู่ที่ ๓ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนั่นหมายความว่า ๑๕ ปี อาจจะสูงกว่านั้นอีก อัตราดอกเบี้ยอาจจะสูงกว่านั้นอีก เพราะฉะนั้นแล้วคําถามผมก็คือ ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงขนาดนี้เราน่าจะมีซอร์ส (Source) อื่นหรือไม่ที่จะสามารถที่จะได้ ดอกเบี้ยที่ถูกกว่านี้ และจะสามารถเรียกเข้าตามระบบงบประมาณได้หรือไม่ เพื่อที่จะ ไม่เป็นการไปยํ้ารอยในสิ่งที่เราเคยทําผิดพลาดมาแล้ว โดยการอนุมัติตามลักษณะของ โครงการไทยเข้มแข็งซึ่งมีจุดรั่วไหลอยู่มากมายซึ่งทุกคนก็เป็นที่ทราบกัน ก็ขอถาม ๒ ข้อนี้ ต่อท่านผ่านท่านประธานรัฐสภาด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ
เชิญท่านประสิทธิ์ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา กระผม นายแพทย์ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วงเงินกู้จากธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาเอเชียรวมกันแล้ ว ๔๒,๙๐๐ ล้านบาท ดูครับไปเปิดดูไม่มีรายละเอียดเลยแม้แต่บาทเดียว มีแต่กรอบ ผมเคยอภิปรายเรื่อง พ.ร.บ. เงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท บอกขอดูรายละเอียดหน่อย รัฐบาลบอกว่าโปร่งใส ไม่มีปัญหา ไม่มีการทุจริต ไม่มีการคอร์รัปชัน มีแต่ความใสสะอาด เป็นอย่างไรท่านประธาน ท่านประธานก็ติดตามข่าว เอาแค่ในกระทรวงสาธารณสุข ๘๖,๐๐๐ ล้านบาทเป็นอย่างไรครับ เดี๋ยวนี้ปรากฏว่า พ.ร.บ. ยกเลิกไปแล้ว บอกว่าตอนนี้ รัฐบาลบอกว่าเศรษฐกิจดีแล้ว ไม่ต้องกู้อีกแล้ว พ.ร.บ. เงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ตอนนี้ มาขอกู้ กู้ไปทําอะไร ๑ ๒ ๓ ๔ แต่ไม่รู้เอาไปทําอะไร เป็นกรอบใหญ่ ๆ ท่านประธานครับ การกู้เงินมันน่ากลัวนะครับ การพิจารณางบประมาณถ้ามันผ่านงบประมาณมันจะมี การตรวจสอบ ขั้นแรกคือส่วนของราชการ เขาจะดูแล้วดูอีก ผ่านสํานักงบประมาณ ผ่าน ครม. เสร็จแล้วมาผ่านสภา ทั้งสภาผู้แทนราษฎร ทั้งวุฒิสภา ดูกันหลายเดือน ตั้งอนุกรรมาธิการ ตั้งไปทุกอย่าง กลั่นกรอง โอกาสขนาดนั้นมันยังรั่วไหลได้เลย มันยังมี การเรียกเปอร์เซ็นต์กันถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วนี่ไม่รู้เลย แล้วจะทําอีกแล้วหรือครับ ไปดูสิครับ ท่านประธาน ตอนนี้หนี้สาธารณะของเราขึ้นไปเรื่อย ๆ กู้แล้วก็กู้อีก จนชาวบ้านก็งง รัฐบาลนี้กู้เก่งจริง ๆ หนี้ตอนนี้ ๓,๙๖๗,๒๐๐ ล้านบาท ๔,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็น ๔๓.๘ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีแล้ว ดีนะครับที่ไม่เอา พ.ร.บ. เงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทมาอีก ผมก็ไม่เข้าใจว่าทําไมต้องรวบรัด เมื่อกี้ว่าจะอภิปราย เพราะอะไรครับท่านประธาน เมื่อกี้ เงินมันตกไป ๖,๐๐๐ ล้านบาท ทั้งโครงการเงินมันหายไป ๖,๐๐๐ ล้านบาท รถไฟฟ้ำ สายสีม่วงหายไป ๖,๐๐๐ ล้านบาท แล้วใครจะรับผิดชอบ เงินของประชาชน แล้วนี่มันจะหายไปอีกเท่าไรท่านประธาน ดูแล้วก็นั่งปลงอนิจจังอนิจจานะ สมัยก่อน เงินล้านหนึ่งเถียงกันหน้าดําครํ่าเครียด เดี๋ยวนี้ว่ากันเป็นหมื่นล้านบาท ๖,๐๐๐ ล้านบาท ผ่านกันง่าย ๆ ผมก็ไม่เข้าใจนะ ผมยังจําได้ในสมัยที่ผมเป็นรัฐบาลจะถูกตรวจสอบ อย่างขนานหนัก ท่านก็บอกว่าทุจริต ๆ แต่นี่ไม่รู้อะไรนะครับ มันทุจริตหรือไม่ท่านประธาน ถึงอยากเรียนครับว่า อย่างน้อยอยากขอร้องรัฐบาลท่าน ถึงแม้วันนี้พวกผมเสียงข้างน้อย แต่อยากให้ท่านส่งรายละเอียดให้พวกผมดูหน่อยได้ไหม ส่งทีหลังก็ได้ครับ เพราะผม ไม่อยากให้มันเกิดขึ้น นี่ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ขออภัยที่เอ่ยนามถึงท่าน ท่านเป็น รัฐมนตรีท่านประกาศออกมาชัดเจน วันที่ ๑๐ พฤษภาคม ท่านบอกว่าสามารถเซฟ (Save) เงิน พ.ร.ก. ๑๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท สามารถเซฟเงินได้ถึง ๑,๔๐๐ กว่าล้านบาท แล้วท่าน จะเอาเงิน ๑,๔๐๐ กว่าล้านบาทไปพัฒนาสถานีอนามัยได้ถึง ๒,๐๐๐ แห่ง ท่านประธาน คิดดูครับ อันนี้แค่เบา ๆ เองนะท่านประธาน แล้วนี่มันจะเกิดอะไรอีกครับท่านประธาน จะเอากันอย่างนี้หรือ ประเทศไทยช่างมันหรือ สมัยก่อนไม่ใช่พวกท่าน ไม่ใช่พวกเดียวกัน โอ้โฮ นิดหนึ่งหน่อยหนึ่งก็ว่าโกง ว่าทุจริต เดี๋ยวนี้เป็นอย่างเดียวกันไปเลย มันจะเป็น อย่างนั้นหรือครับประเทศไทย สงสารประชาชนหน่อยครับ ถึงวันนี้มันน่าจะสงสาร ประชาชนมากครับ ทําอะไรก็ไม่ผิดสักอย่าง ทุจริตอย่างไรก็ไม่เป็นไร พูดง่าย ๆ พวกเดียวกัน จะทําอะไรก็ไม่ผิด แต่คนตรงข้ามผิดหมดทุกอย่าง มันเป็นแบบนี้ท่านประธาน ประเทศไทย มันจะเดินไปได้อย่างไร มาตรฐาน ๒ มาตรฐานที่มันเกิดขึ้นทั่วทุกหัวระแหงไปหมด ท่านประธานจะให้เป็นอย่างนี้หรือครับ จะให้เป็นไปเรื่อย ๆ อย่างนี้หรือ มันจะไหวไหมครับ ประเทศไทยถึงวันนี้ต้องยอมรับว่าคนไทยโดยเฉพาะพ่อค้า เอกชนเขามีความเข้มแข็งครับ ต้องยอมรับรัฐบาลก่อน ๆ ทําให้เอกชนเข้มแข็งยืนด้วยตัวเองได้ตลอด ตอนนี้เขาเริ่มอ่อนแอ แต่รัฐบาลแทนที่จะเอาเงินไปช่วยเขา ปรากฏว่าบางกลุ่มรวย เงินก็ไหลเข้ากระเป๋ำบางกลุ่ม เท่านั้นเอง ทุกหัวระแหงเดือดร้อนกันไปหมดครับท่านประธาน กู้เงินนี่ผมอยากฝาก ท่านประธานไปถึงโดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลัง คนเป็นรัฐมนตรีมันต้องดูเม็ดเงินไม่ให้รั่วไหล ไม่ให้บกพร่อง แต่ปรากฏว่า วันนี้รถไฟฟ้ำสายสีม่วงหายไป ๖,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว แล้วธนาคาร ๒ แห่งนี้มันจะหายไป อีกเท่าไร ขออย่างเดียวพูดสั้น ๆ ขอรายละเอียดให้ผมหน่อยได้ไหมครับ ส่งรายละเอียด ที่ท่านจะไปทํา ไม่ใช่ยังไม่มีโครงการเลย เดี๋ยวก็ไปจับโน่นละครับเครื่องยูวี แฟน (UV Fan) อะไร ตอนนี้ก็ยกเลิกไป ๗ โครงการ ๘ โครงการ ๙ โครงการ เลิกหมดครับ เลิกหมดแล้ว ของกระทรวงสาธารณสุขเลิกหมด ๙ โครงการ ได้เงินจาก ๑๑,๐๐๐ ล้านบาท เหลือมา ๑,๔๐๐ กว่าล้านบาท ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ แล้วนี่จะเหลือกี่เปอร์เซ็นต์ ท่านเห็นใจ ประชาชนบ้างครับ รัฐบาลกู้เงิน ประชาชนก็ต้องเป็นหนี้ อันไหนที่ไม่ควรกู้ก็อย่าไปกู้มันเลย ท่านบอกว่าสองคําก็เศรษฐกิจพอเพียง แต่ผมไม่เห็นรัฐบาลนี้พอเพียงเลย ทุกอย่างขวางหน้า ทุกอย่างเก็บหมด ไม่มีความพอเพียงเท่าที่ควร ก็ฝากรัฐบาลผ่านท่านประธานขอรายละเอียด ส่งให้ฝ่ำยค้านได้ดูหน่อยได้ไหม เงิน ๔๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท ดูสักนิดได้ไหมครับ จะได้ช่วยตรวจสอบสิ่งที่มันเกิดขึ้นในบ้านเมืองเรานี่ ขอบคุณครับท่านประธาน
ท่านสมาชิกทุกลําดับ อภิปรายเป็นอย่างนี้นะครับ ต่อไปเป็นท่านจิตต์ ท่านพีรพันธุ์ ท่านนฤมล แล้วก็ท่านเรวัต เชิญท่านจิตต์ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดมุกดาหาร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา การพิจารณาเพื่อขอความเห็นชอบ ในกรอบเรื่องการตกลงเกี่ยวกับสัญญาเงินกู้ในวันนี้นะครับ เป็นเงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจาก ๒ ธนาคารก็คือ ๑. ธนาคารโลก ๒. ธนาคารพัฒนาเอเชีย ตามที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังได้แจ้งวัตถุประสงค์ให้กับสมาชิกรัฐสภาทราบว่า กู้เงินมาจาก ๒ ธนาคารนี้ก็เพื่อ
๑. สนับสนุนโครงการลงทุนภาครัฐเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ของประเทศไทยในระยะยาว
๒. เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงินของประเทศไทย
๓. เพื่อสนับสนุนมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทยเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง ให้กับระบบการเงินและระบบเศรษฐกิจของประเทศ
๔. เพื่อขยายสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ผู้ส่งออกและผู้ประกอบการภาคการผลิตอื่น ๆ
๕. เพื่อการคํ้าประกันสินเชื่อผ่านสถาบันการเงินของรัฐ และ
สุดท้าย เพื่อใช้ในการสนับสนุนโครงการไทยเข้มแข็งและโครงการตาม นโยบายของรัฐ
จากวัตถุประสงค์ทั้ง ๖ ข้อนี้ เงินกู้จากธนาคารโลก ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ถ้าคิดเป็นเงินไทยก็เท่ากับ ๓๓,๐๐๐ ล้านบาท เวลาชําระหนี้ ๒๐ ปี อัตราดอกเบี้ย ๓.๘๑ บาทต่อปี ๒. เงินกู้จากธนาคารพัฒนาเอเชีย ๓๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น เงินไทยก็ ๙,๙๐๐ ล้านบาท เวลาชําระหนี้ ๑๕ ปี อัตราดอกเบี้ย ๓.๑๙ บาทต่อปี รวมเป็นเงินกู้ทั้ง ๒ ธนาคาร ๑,๓๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ถ้าคิดเป็นเงินไทยก็เท่ากับ ๔๒,๙๐๐ ล้านบาท จากการที่รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับกรอบเจรจาเพื่อไปทํา สัญญาตกลงกู้เงินจากธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาเอเชียนั้น ก็ได้เห็นแล้วว่า สมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ได้ให้ความเห็นชอบไปเจรจาเพื่อขอเงินกู้ เพราะฉะนั้นในวันนี้ การที่รัฐบาลได้เสนอสิ่งที่ได้ไปตกลงมาแล้วก็คือเสนอร่างสัญญาเงินกู้ทั้ง ๒ อย่าง เพื่อจะไปทําสัญญาเงินกู้กับธนาคารโลก และธนาคารพัฒนาเอเชีย เพราะฉะนั้น ผมก็เห็นว่ารัฐบาลมีความจําเป็นที่จะต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจ มีความจําเป็นที่จะต้องพัฒนา ประเทศชาติบ้านเมืองของเราให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับนานาชาติ ทัดเทียมกับ ประเทศอื่นในโลก ซึ่งก็ถือว่าประเทศไทยก็อยู่ในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจเช่นเดียวกับ ประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก เพราะฉะนั้นเงินงบประมาณหรือรายได้ที่จัดเก็บจาก ๒-๓ ปีที่แล้ว ก็ถือว่าขาดดุลมาตลอด ดังนั้นการที่จะพัฒนาประเทศชาติให้มีความเจริญก้าวหน้า ทัดเทียมกับนานาชาติ ประชาชนอยู่ดีกินดี มันก็เป็นสิ่งสําคัญนะครับ เพราะฉะนั้น การที่รัฐบาลขอกู้เงินในคราวนี้ผมเห็นว่าเป็ นการสมควรอย่างยิ่งและรัฐสภา ก็เคยให้ความเห็นชอบในกรอบเจรจาที่จะไปทําสัญญาเงินกู้จาก ๒ ธนาคารนี้แล้ว แม้ว่าโครงการไทยเข้มแข็งในปัจจุบันนี้บางจุด บางแห่ง บางกระทรวง ก็มีส่อเค้าว่า มีการทุจริตคอร์รัปชันเกิดขึ้น แต่รัฐบาลก็สามารถที่จะทําการตรวจสอบเพื่อค้นหา ผู้กระทําความผิด และสิ่งที่สําคัญในขณะนี้ที่เป็นรูปธรรมมากที่สุดก็คือการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เกี่ยวกับทางด้านถนนหนทางต่าง ๆ ซึ่งประชาชนในต่างจังหวัดให้ความชื่นชมทางรัฐบาล แม้ว่าเงินกู้ที่ได้มาจะไปใช้ในสิ่งเหล่านี้มันก็เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ในต่างจังหวัดเป็นจํานวนมาก และในขณะเดียวกันเงินกู้ในครั้งนี้ก็ถือว่าเพื่อพัฒนา เกี่ยวกับระบบทางรางทางรถไฟต่าง ๆ อันนี้ก็เห็นด้วยนะครับ ผมขอให้การสนับสนุน และสิ่งที่สําคัญที่อยากจะฝากไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในขณะนี้ทราบว่า โครงการไทยเข้มแข็งถนน ๔ ช่องจราจรจากอําเภอคําชะอี จังหวัดมุกดาหารไปอําเภอ กุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ระยะทางประมาณ ๔๕ กิโลเมตร ได้ทําเรื่องของกู้เงินจาก ธนาคารพัฒนาเอเชียไปใช้ในโครงการนี้ จํานวน ๗๕๐ ล้านบาท แต่ปรากฏว่าทางธนาคาร พัฒนาเอเชียได้ศึกษาตรวจสอบดูโครงการแล้ว ปรากฏว่าไม่อนุมัติให้มีการกู้ยืมเงิน เพื่อไปก่อสร้างถนนดังกล่าว เนื่องจากว่ามีการเวนคืน มีการใช้เงินคืนเกี่ยวกับ พี่น้องประชาชนซึ่งอยู่ริมถนนทั้ง ๒ ฝั่งเป็นเงินจํานวนหนึ่ง เพราะฉะนั้นโครงการกู้เงิน ในคราวนี้ก็อยากจะให้ประสบความสําเร็จ ก็คือเงินกู้ในการก่อสร้างถนนก็ขอให้ใช้เงินกู้ ของธนาคารพัฒนาเอเชีย ส่วนเงินที่จะต้องชดใช้เกี่ยวกับเรื่องเวนคืน เกี่ยวกับเรื่อง การรื้อถอนบ้านพี่น้องประชาชนจากบริเวณถนนดังกล่าวก็ขอให้เป็นงบประมาณประจําปี ของรัฐบาลก็แล้วกัน ผมอยากให้โครงการนี้ผ่านไปด้วยดี ถนน ๔ ช่องจราจรมันเป็นถนน จากประตูอินโดจีนจังหวัดมุกดาหาร สะหวันนะเขต ประเทศเวียดนาม แล้วก็ไปสู่ประเทศพม่า ทางตะวันตก เพราะฉะนั้นถนนจากจังหวัดขอนแก่นมาจังหวัดกาฬสินธุ์ก็เสร็จแล้ว จากจังหวัดขอนแก่นไปหล่มสัก จังหวัดพิษณุโลก อันนี้ก็ถือว่าเสร็จไปมากแล้ว เพราะฉะนั้น ก็เหลืออยู่ ๑๒๕ กิโลเมตร จากจังหวัดมุกดาหารมาจังหวัดกาฬสินธุ์ ก็อยากจะให้รัฐบาล แล้วก็รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้พิจารณาจัดสรรเงินกู้ไปก่อสร้างถนนดังกล่าวนี้ ด้วยนะครับ และอีกอย่างหนึ่งในขณะนี้ผมได้รับร้องเรียนจากพี่น้องผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย จากจังหวัดมุกดาหารและจากทั่วประเทศทั้ง ๑๑ จังหวัด ปรากฏว่าในอดีตที่ผ่านมา เมื่อปี ๒๕๒๓ รัฐบาลในขณะนั้นก็มีปัญหาเกี่ยวกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ แล้วรัฐบาล ได้มีนโยบาย คําสั่ง ที่ ๖๖/๒๒๓ ให้พี่น้องประชาชนซึ่งเป็นผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ กลับเข้ามาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ดังนั้นก็มีพี่น้องประชาชนจํานวน ๘,๐๐๐ ราย ได้ยื่นข้อเรียกร้องตามที่รัฐบาลชุดเก่าได้ให้ความหวังหรือว่าได้ให้เงื่อนไขในการที่จะ ออกมาร่วมพัฒนาชาติไทยก็คือ
ประเด็นที่ ๑ ถ้าออกจากป่ามาแล้วทางรัฐบาลจะไม่ดําเนินคดีในข้อหาเป็น ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์
ประเด็นที่ ๒ จะไม่มีการกล่าวหาดูถูกเหยียดหยาม แบ่งชั้น ในสังคมกับ ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย
ประเด็นที่ ๓ รัฐบาลจะจัดสรรที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยครอบครัวละ ๑ ไร่ จัดสรรที่ดินทํากินครอบครัวละ ๕ ไร่ ถึง ๑๕ ไร่ พร้อมทั้งจัดทําถนนและไฟฟ้ำให้ด้วย
ประเด็นที่ ๔ ให้เงินทุนประกอบอาชีพแก่ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยสําหรับผู้ที่มี ที่อยู่อาศัยและที่ดินทํากินเกินกว่า ๕ ไร่ จะให้เงินทุนไปประกอบอาชีพครอบครัวละ ๕๐,๐๐๐ บาท ถ้าไม่มีที่ดินทํากินให้ทุนครอบครัวละ ๑๒๕,๐๐๐ บาท
ซึ่งรัฐบาลสมัยท่าน พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็ได้มอบทุนไปแล้วจํานวน ๑,๘๗๕ รายของผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยทั้งหมด ๑๑ จังหวัด แต่ในขณะนี้จากการตรวจสอบ ก็ปรากฏว่ามีผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยได้ส่งรายชื่อมาให้กับรัฐบาล จํานวน ๘,๐๐๐ กว่าคน ที่ตกค้างยังไม่ได้รับเงินทุนดังกล่าวจากรัฐบาลที่เคยรับปากว่าจะให้เงินทุนดังกล่าว และได้มีการเรียกร้องในขณะนี้ เพราะฉะนั้นเงินส่วนนี้หรือว่าทางรัฐบาลจะไม่ได้ใช้เงินส่วนนี้ในการที่จะเอาไปมอบให้กับ ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยดังกล่าวนั้น ก็อยากจะให้จัดสรรงบประมาณประจําปีได้มอบทุน ประกอบอาชีพให้เขาเหล่านั้นด้วย เขารอเวลามาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๓ จนถึงปัจจุบันนี้ก็เป็น เวลา ๓๐ ปีแล้วครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลต้องคํานึงถึง ที่พี่น้องประชาชนออกมาเรียกร้อง ในปัจจุบันนี้มันก็มีหลายส่วนประกอบกันนะครับ ทั้งได้รับความเป็นธรรมและไม่ได้รับ ความเป็นธรรม โดยเฉพาะผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรมก็จะออกมาเรียกร้อง อยากจะให้รัฐบาล ได้พิจารณาในเรื่องนี้ด้วย โดยเฉพาะ กอ.รมน. อย่าได้ทอดทิ้งประชาชน อย่าได้ลืมสัญญา ที่เคยให้ไว้กับพี่น้องประชาชน เงินกู้ที่กู้มานี่ไม่ว่าหรอกครับถ้าหากกู้มาแล้วเพื่อพัฒนา ประเทศชาติอย่างแท้จริง ไม่ว่ากันนะครับ ผมก็ได้รับฝากจากพี่น้องประชาชนว่าถ้าหากว่า รัฐบาลได้กู้เงินมาเพื่อพัฒนาประเทศชาติอย่างแท้จริงแล้วนี่ก็ขอให้การสนับสนุนด้วย ซึ่งผมก็ขอให้การสนับสนุนเงินกู้ที่รัฐบาลได้เสนอขอความเห็นชอบจากรัฐสภาในวันนี้ จํานวน ๔๒,๙๐๐ ล้านบาทจากธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาเอเชีย ก็หวังเป็นอย่างยิ่ง ว่ารัฐบาลคงจะไม่หลอกลวงประชาชน รัฐบาลไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลก่อนก็ตามนะครับ รัฐบาลก็คือผู้บริหารประเทศ เป็นผู้บริหารรัฐ เพราะฉะนั้นรัฐบาลไหนก็ตามถ้าเข้ามาแล้วนี่ ได้เคยรับปากและให้สัญญาไว้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยดังที่ว่า อีก ๘,๐๐๐ รายนี่ที่ยังไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐบาลนี่ก็ขอให้รัฐบาลได้พิจารณาให้ ความช่วยเหลือจัดเงินทุนทํากิน ผมทราบว่าขณะนี้กองอํานวยการรักษาความมั่นคงภายใน ก็ได้จัดประชุมกัน แล้วก็อนุมัติรายละ ๒๐๐,๐๐๐ บาท อันนี้ในเบื้องต้น แต่ว่าจะเป็นจริง อย่างไรนั้นก็อย่าเพิ่งให้ยาหอมกับพี่น้องประชาชน ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะให้เกิดผลสําเร็จ และพี่น้องประชาชนจะได้ชื่นชมแล้วก็เชื่อมั่นรัฐบาลต่อไปนะครับ กราบขอบพระคุณครับ
ครับ เชิญท่านเจริญ จรรย์โกมล ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม เจริญ จรรย์โกมล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อกี้ผมได้ตั้งคําถามหลายคําถามไปที่รัฐบาลผ่านท่าน บางครั้งผมต้องขอความกรุณาด้วยความเคารพท่านประธาน บางครั้งท่านรัฐมนตรี อาจจะตอบแล้วไม่ชัดเจน ไม่ตรงคําถาม นั้นก็เป็นสิ่งซึ่งพวกผมในฐานะสมาชิกรัฐสภานี่ มีความสงสัยก็อยากจะเรียนถามต่อ ถึงแม้ท่านประธานอาจจะไม่มีข้อซักถามก็เป็นเรื่อง ของท่านประธาน แต่ในฐานะสมาชิกอย่างพวกผมซึ่งจะต้องรับผิดชอบในการที่จะต้อง ลงมติในการอนุมัติอํานาจให้ทางรัฐบาลไปดําเนินงาน ต้องถามด้วยความรอบคอบว่า สิ่งซึ่งท่านจะเอาไปใช้นี่เป็นอย่างไร ฉะนั้นผมขอความกรุณาท่านประธาน ผมไม่อยากเห็น บรรยากาศอย่างเมื่อกี้ที่เกิดขึ้น ท่านสมาชิกหลายท่านนินทาท่านประธานว่าท่านประธาน นั่งก้มหน้าอ่านอย่างเดียวแล้วก็ไม่ฟังท่านสมาชิก ท่านประธานที่เคารพครับ สภาแห่งนี้ เราต้องรับผิดชอบร่วมกัน ใครจะชอบไม่ชอบเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เราในฐานะสมาชิกนี่ เราก็เอาเหตุผลมาพูดกันสภา ไม่มีเจตนาเป็นอย่างอื่นครับ เมื่อกี้ผมถามทางรัฐบาล ผ่านท่านไปนี่มันเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องสําคัญ ก็คือเงินภาษีมูลค่าเพิ่มก็ดี เงินสํารองจ่ายก็ดี ผมไม่ได้ถามท่านรัฐมนตรีว่ากระบวนการในการพิจารณาตรวจสอบเป็นอย่างไร ท่านก็ไป บอกว่ากระบวนการพิจารณาตรวจสอบนั้นถูกต้อง ผมไม่ได้ถามอย่างนั้น ผมถามว่าเงิน ๒ รายการนี้ ในฐานะเป็นรัฐบาลนี่ ในฐานะซึ่งจะต้องมารับผิดชอบร่วมกันนี่ทําไมไม่เอา คืนประเทศ ท่านก็ยังเอารายการนี้ไปให้กับ ๒ บริษัทที่เราได้ซักถามกันไปนี่ อันนี้เป็นเรื่อง สําคัญ ผมขอความกรุณาท่านประธานอดทนสักนิดหนึ่ง ถึงแม้ท่านประธานอาจจะไม่มี ข้อสงสัยก็ไม่เป็นไร ขอให้พวกผมได้มีโอกาสได้ซักถามเถอะครับ
ประการที่ ๒ ผมขอถามท่านประธานผ่านไปที่ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลังหน่อยว่า สิ่งซึ่งผมมีความสงสัยก็คือเงินกู้ในรายการนี้ ผมได้เชิญ สํานักงานบริหารหนี้สาธารณะซึ่งเรียกว่า สบน. มาถามว่าในรายการนี้ซึ่งเป็นเงินฟื้นฟู เศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งกู้จากเวิลด์ แบงก์ก็ดี เอดีบีก็ดี มันเป็นรายการ อะไร ซึ่งผมได้สอบถามทางผู้ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับคนที่จะมาดูและบริหารหนี้อันนี้ เขาบอกว่า มีอยู่ ๒ รายการก็คือ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ อันที่ ๒ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แต่ท่านประธาน ที่เคารพครับ พอท่านรัฐมนตรีได้เสนอต่อสภาแห่งนี้ท่านก็บอกว่าเป็นในเรื่องการส่งเสริม เกี่ยวกับเรื่องการกํากับ ดูง่าย ๆ ก็คือในเรื่องของหน่วยงานของรัฐว่าการบริหารการจัดการ ของสํานักงบประมาณก็ดี หน่วยงานอื่น ๆ ก็ดี ผมก็เลยสงสัยว่าจริง ๆ แล้วที่ท่านกู้มานี้ ท่านจะเอาเงินไปใช้อะไร ท่านจะต้องเอาเงินไปใช้อะไร ท่านไม่มีบอกมาเลยว่ารายละเอียด ท่านไปใช้อะไร เพียงแต่ผมดูจากเอกสารประกอบการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร อันที่ ๑
อันที่ ๒ ผมในฐานะประธานคณะกรรมาธิการติดตามการบริหาร งบประมาณของสภาผู้แทนราษฎร ก็ได้เรียกจากหน่วยงานราชการมาดูว่าจริง ๆ มันคืออะไรในรายการนี้ ผมเลยสงสัยว่าจริง ๆ ท่านรัฐมนตรีไปเอาเอกสารผิดมาอ่าน ให้พวกเราฟังหรือเปล่า หรือจริง ๆ ท่านต้องการอะไรในวงเงินนี้ที่ท่านจะไปกู้จาก เวิลด์ แบงก์ก็ดี เอดีบีก็ดี ๑,๓๐๐ ล้านเหรียญ แต่ไม่เป็นไร ที่ผมนําเสนออย่างนี้ก็เพราะว่า ผมดูจากเจตนารมณ์หรือวัตถุประสงค์ของท่าน ท่านก็บอกว่าจะกู้เงินนี้มาลงทุน ในการสนับสนุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว อันที่ ๒ ก็คือกู้เงินเพื่อส่งเสริม ความมั่นคงของการเงินของประเทศเพื่อสนับสนุนในเรื่องของ มาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐ เห็นง่าย ๆ อย่างนี้ คราวนี้ในฐานะเราเป็นสมาชิกรัฐสภา เราก็มีสิทธิที่จะถามท่านว่าท่านจะเอา ๑,๓๐๐ ล้านเหรียญไปทําอะไร ในรายละเอียด ของท่านท่านก็ไม่บอก นอกจากไม่บอกแล้วท่านก็ยังมีเอกสารของรัฐสภาประกอบ การพิจารณาก็บอกว่า รายการต่าง ๆ ท่านบอกว่ารายการกิจกรรมการเสริมสร้าง ความเข้มแข็งในการกํากับและเพิ่มความคุ้มครองในเรื่องของนักลงทุนต่าง ๆ รายการเหล่านี้ดําเนินการแล้วทั้งหมด ขอให้เจ้าหน้าที่ของรัฐสภาช่วยกรุณาส่งเอกสาร ประกอบการพิจารณาให้ท่านประธานดูหน่อย ดําเนินการหมดแล้วครับท่านประธาน มันก็เกิดคําถามว่าดําเนินการแล้วเอาเงินไปทําอะไร พวกผมก็เลยบอกว่าประชุมกันแล้ว จะขอความกรุณาท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เอาอย่างนี้ ได้ไหมครับ เพื่อให้การพิจารณาของเราโปร่งใส รอบคอบ รัดกุม แล้วก็ไม่เกิดข้อนินทา อะไรกันเลย ขอให้ตั้งกรรมาธิการขึ้นมาตรวจสอบเรื่องนี้ก่อนแล้วค่อยนํากลับเข้ามา พิจารณาได้ไหมครับ ผมเสนออย่างนี้ก่อนครับท่านประธาน เพราะว่าจริง ๆ เราไม่มีเจตนา จะขัดขวางเป็นอย่างอื่นเลย เราไม่เห็นเลยว่าท่านเอาเงินไปใช้อะไร ผมเห็นเอกสาร จากสํานักงานบริหารหนี้สาธารณะหรือ สบน. เขาบอกว่าจริง ๆ เอาไปฟื้นฟูเศรษฐกิจ และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แต่พอท่านรัฐมนตรีออกมาพูดบอกว่าไม่ใช่ เอาไปเกี่ยวข้องกับ เรื่องของการปรับแผนในเรื่องของการปรับปรุงส่วนราชการพอผมเรียกเอกสารมาถาม ที่ท่านบอกว่าไปปรับปรุงทั้งหมดมันทํามาแล้ว จริง ๆ ท่านเอาไปทําอะไร ขอถามก่อน ก่อนที่ผมจะอภิปรายต่อได้ไหม เราตั้งกรรมาธิการขึ้นมาตรวจสอบเรื่องนี้ก่อนได้ไหม แล้วเดี๋ยวพอหลังจากเราตั้งเสร็จ ทั้งฝ่ายวุฒิสภา ฝ่าย ส.ส. เรามาดูกันสัก ๑ เดือน ๔๕ วัน แล้วค่อยเอากลับมาใหม่ เหมือนกับคราวที่แล้วที่มาให้เรารับรองเรื่อง ปปง. เราก็ขอตั้ง กรรมาธิการตรวจสอบก่อน มันก็ไม่เห็นมีปัญหา ผมว่าไม่เห็นเสียหายอะไรเลย อันนี้ผม เสนอก่อนครับท่านประธาน ผมถามไปก่อนแล้วเดี๋ยวผมจะขอใช้สิทธิอภิปรายก่อนได้ไหม อย่างนี้ได้ไหมครับ เพราะเม็ดเงินถึง ๑,๓๐๐ ล้านเหรียญ ก็หลายหมื่นล้านบาท ในขณะนี้ ท่านไม่มีรายละเอียดให้พวกผมเลย ท่านจะเอาอย่างไรครับ ผมถามท่านประธานก่อน เพราะว่าผมไม่สามารถพิจารณาได้ เพราะผมยังไม่เห็นอะไรเลยในขณะนี้ ที่ผมสงสัยคือ ผมในฐานะประธานคณะกรรมาธิการผมเรียกเอกสารมา เขาบอกไม่ใช่ เขาบอกว่าเงินนี้ เอาไปฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โครงสร้างพื้นฐานมันก็เป็นเรื่องทุติยภูมิ ตติยภูมิ ก็คือในเรื่องของกระทรวงสาธารณสุขของเรา เอาอะไรจริง ๆ ผมถามท่านประธานก่อน ผมสงสัย ผมไปไม่ถูกครับ ผมถามท่านประธานช่วยกรุณาหารือทางท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังว่า เรื่องนี้ตั้งคณะกรรมาธิการก่อนได้ไหมครับ เอาอย่างไรครับท่านประธานท่านไม่พูดเลย อย่างนั้นให้ผมพูดต่อนะครับ
ท่านพูดต่อไปเถอะครับ
ท่านไม่ตอบ ก็หมายความว่าท่านก็ไม่ตั้ง อันนี้ผมก็จะถามท่านละคราวนี้ ผมสงสัยเหลือเกินว่า ตามเอกสารนี่นะครับ เดี๋ยวเจ้าหน้าที่ช่วยกรุณาเอาเอกสารนี้ส่งให้ท่านประธานดู หน้า ๔ เขาบอกว่า ส่งเสริมความเข้มแข็งในการกํากับและเพิ่มความคุ้มครองให้กับนักลงทุน ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านบอกดําเนินการแล้ว แต่ไม่รู้ละท่านจะเอาเงินนี้ไปกู้ ท่านประธานรู้เรื่องไหมครับ วันนี้นักลงทุนเขามาบ่นกับผมเหลือเกิน มาร้องเรียนกับ คณะกรรมาธิการของผมในขณะนี้ เขาบอกว่าพอเห็นเอกสารนี้เขาก็เลยถามว่า เอ๊ะ ท่านจะไปปรับแผนในเรื่องของกลยุทธ์ ปรับแผนการดําเนินงานและกลยุทธ์ระยะกลาง ตามระยะเวลาที่ท่านกําหนดเป็นการส่งเสริมเขานี่ เขาสงสัยอย่างนี้ครับ เขาบอกว่า นักลงทุนทั้งหลายมาร้องเรียนบอกว่าขณะนี้โดยเฉพาะกระทรวงอุตสาหกรรม เขาบอกว่า นํ้าตาลเขาต้องส่งไปขายที่ตลาดต่างประเทศ ตลาดนิวยอร์ก เบอร์ ๕ นี่ต่างประเทศ ไปเคาะราคากันซื้อขาย ซื้อขายกันเสร็จแล้วก็มีโควตาซื้อขายนํ้าตาลดิบโควตา ข ที่ต่างประเทศนี่ แล้วโควตา ค ก็ส่งไปขายต่างประเทศ ปรากฏว่าวันนี้อะไรเกิดขึ้นก็ไม่รู้ สําหรับประเทศไทย ผมก็ไม่รู้ วันดีคืนดีเขาบอกว่ารัฐบาลได้บังคับให้คณะกรรมการอ้อย และนํ้าตาลทราย ซึ่งเรียกว่า กอน. นี่ บังคับให้เอานํ้าตาลต่างประเทศ ๑,๐๐๐,๐๐๐ กระสอบ ๑,๐๐๐,๐๐๐ กระสอบก็คือ ๑๐๐ ล้านกิโลกรัมมาขายในประเทศ อ้างว่านํ้าตาลไม่พอขาย ทั้งที่เขาบอกเขาจะไปขายต่างประเทศแล้วเขาทําสัญญาล่วงหน้าไปแล้วก็ปรากฏว่าอะไรครับ ๑๐๐ ล้านกิโลกรัมมาขายในประเทศนี่ใครขายครับ ให้กระทรวงพาณิชย์เป็นคนจัดสรร กระทรวงพาณิชย์คือใคร ก็คือ ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ปรากฏว่ายี่ปั๊ว ซาปั๊ว คือเจ้าของเดียวกัน เอานํ้าตาล ๑๐๐ ล้านกิโลกรัมนี่ไป ท่านประธานรู้หรือเปล่าหึ่งกันเลย ยังไม่ทําอะไรเลย แบ่งกันแล้วกิโลกรัมละ ๓ บาท ๓๐๐ ล้านบาทไม่รู้หล่นไปที่ใคร เห็นไหมครับ นี่แข่งขัน อย่างไร เขาบอกว่านํ้าตาลนี้เขาขายไป ต่างประเทศแล้วแล้วดึงออกมา เขาบอกว่าวันนี้ เขาต้องขาดทุน เขามีสัญญาผูกพันไปต่างประเทศแล้ว แล้วนี่รายการนี้ท่านเอาเงินมาแล้ว ไปส่งเสริมมันจะเข้มแข็งได้อย่างไร เห็นไหมครับ ผมจึงเรียนท่านประธาน อันนี้ที่ผม ยกตัวอย่างให้ท่านประธานเห็นเป็นรูปธรรม วันนี้เงิน ๓๐๐ ล้านบาท เดี๋ยวนี้ท่านประธาน รู้หรือเปล่าครับ โรงงานนํ้าตาลมาบ่นให้ฟังว่าไม่อยากเอานํ้าตาลนี้ออกไปเพราะว่าเขามี การผูกพันต่างประเทศแล้ว เขาจะต้องถูกปรับอีกเท่าไร ไหนบอกว่าเข้มแข็ง ไหนบอกว่า ส่งเสริมแล้วมันจะทําให้ธุรกิจของเอกชน ทําให้การพัฒนาในเรื่องเศรษฐกิจมันดี เงินไม่ได้ ต้องมาแข่งขันภายในประเทศ อันนี้คือปัญหาหนึ่งผมจึงถามท่านรัฐมนตรีว่า เอ๊ะ ท่านบอกว่า ส่งเสริมนี่ท่านส่งเสริมแบบไหน
อันที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยความเคารพท่านประธาน แล้วก็ท่านรัฐมนตรี เราไปกู้เงินเขามาเพื่อเอามาฟื้นฟูเศรษฐกิจก็ดี หรือพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานก็ดี อย่างที่ผมได้เรียนตั้งแต่ต้นนี่ เราเอาตัวเลขอย่างตรงไปตรงมา เราไม่ได้พูด อย่างมีอคตินะครับ ผมก็ได้เรียกเอกสารขอให้ทางสภาผู้แทนราษฎรก็ดี ทางส่วน กระทรวงการคลังก็ดีเอามาดูหน่อยสิ คือผมไม่ได้เชื่อทั้งหมดหรอก วันนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังบอกเศรษฐกิจดีเราเก็บภาษีได้เยอะ หลายท่านก็บอกว่าเศรษฐกิจดี เก็บภาษีได้มาก บอกว่ารายได้จีดีพีของประเทศเพิ่มขึ้น ผมก็ฟังแต่ผมไม่ได้เชื่อ ในฐานะ ผมเป็นสมาชิกรัฐสภานี่ผมก็เลยได้เรียกข้อมูลเอกสารมาดูนะครับ จึงปรากฏอย่างนี้ครับ ท่านประธาน ตรงไปตรงมาครับ เขาบอกว่ารายได้ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๕๕๓ รัฐบาล จัดเก็บรายได้สุทธิ ๙๗,๐๐๐ ล้านบาท สูงกว่าปีที่ผ่านมาอีกเท่าไรครับ ๑๙,๔๕๔ ล้านบาท ก็แสดงว่าอย่างที่ท่านพูดมันก็เป็นไปได้ ตรงไปตรงมาไม่ได้ใส่ร้ายใคร แล้วขึ้นอีกประมาณ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ อันนี้เขาเทียบนะครับ เป็นผลจากการเก็บภาษี แล้วพอเรามาดูอีก เราก็ให้ ความเป็นธรรม แล้วอย่างนี้เรามาดูช่วง ๕ เดือนแรกตั้งแต่ปีงบประมาณ ตั้งแต่เดือน ตุลาคมจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๕๕๓ รัฐบาลเก็บรายได้สุทธิ ๕๕๘,๗๙๔ ล้านบาท สูงกว่าในคราวที่แล้วอีก ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เห็นไหมครับ อันนี้ตรงไปตรงมา เป็นตัวเลขที่ตรงไปตรงมาซึ่งผมได้ดูจากเอกสารแล้ว แล้วต่อมา ท่านประธานครับ ที่สําคัญก็คือว่าใน ๒ รายการนี้มันจะมาเกี่ยวข้องกับงบเอสพี ๒ (SP2) ซึ่งเราเรียกว่า ไทยเข้มแข็ง ท่านก็ได้เบิกจ่ายไปพอสมควรนั่นแหละ หมายความว่าจะหมดใช่ไหมครับ ท่านประธาน คือผมว่าเราอภิปรายอย่างเอาเหตุผลมาหักล้างกันแล้วนี่ไม่ได้เสียสมาธิ กระมังท่านประธาน
ท่านเกินเวลามาแล้วครับ
ท่านบอกเลย บอกว่ามันหมดแล้ว
ท่านหมดเวลาแล้วนะครับ กินเวลามา ๓ นาทีกว่าแล้วนะครับ
ทีนี้ประเด็น ที่จะต้องถามนี่ ท่านประธานครับ ประเด็นที่ถามนี่เป็นประเด็นที่ ๒ ว่า รายได้ท่านจะเก็บ ภาษีได้เยอะแล้ว รายได้ท่านก็เพิ่มมากขึ้นแล้ว แล้วทําไมจะต้องกู้ด้วย ทําไม
ท่านเจริญหมดเวลาแล้ว เดี๋ยวท่านรัฐมนตรีจะตอบให้ฟังนะครับ
ท่านรัฐมนตรี ตอบนะครับ เดี๋ยวผมจะใช้สิทธิถามอีก ขอบคุณครับ
เชิญท่านนฤมลครับ
ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉัน นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดอุตรดิตถ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ท่านประธานคะ เมื่อ ๒-๓ วันที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภาได้เชิญ เจ้าหน้าที่จาก สบน. คือสํานักบริหารหนี้สาธารณะมาชี้แจงเรื่องราวเกี่ยวกับโครงการเงินกู้ ทั้ง ๓ ประเภทนี้นะคะ ทั้งจากประเทศญี่ปุ่ น แล้วก็เงินกู้จากเวิลด์ แบงก์และเอดีบีนะคะ ข้อมูลที่มีมานั้นมันพิจารณาไม่ได้เลยค่ะ คือมีมาประมาณ ๒ ย่อหน้าแล้ว อันดับแรกเลย ก็คือบอกว่าขอกู้มาจากเวิลด์ แบงก์ ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญ แล้วก็จากเอดีบี ๓๐๐ ล้านเหรียญ ซึ่งถ้าตีเป็นเงินไทยที่อัตราแลกเปลี่ยน ๑ เหรียญสหรัฐที่ ๓๓ บาทตรง ๆ เลยนี่นะคะ มันก็อยู่ที่ ๔๒,๙๐๐ ล้านบาทไทย เมื่อสักครู่นี้เองแหละค่ะ ถ้าว่าจริง ๆ แล้วประมาณแล้ว ก็คือไม่เกินชั่วโมงครึ่งนี่นะคะ เราได้อนุมัติให้รัฐบาลได้ให้ความเห็นชอบให้ไปกู้เงินจาก ประเทศญี่ปุ่น จากไจก้าประมาณแล้ว ๘,๐๐๐ ล้านบาท ใน ๒ โครงการที่ทราบดีว่าคือ โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยาบริเวณถนนนนทบุรี ๑ แล้วก็โครงการ รถไฟฟ้ำสายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) ระยะที่ ๒ ดิฉันหนักใจค่ะ หนักใจมากกว่าการกู้ ครั้งนี้ก็เป็นภาระ ถามว่าถ้าอัตราการกู้ถ้าเทียบเป็นหนี้สาธารณะขณะนี้ท่านก็คงตอบเรา เหมือนทุกครั้งที่ตอบว่ามันไม่เป็นไรหรอก เรายังทําได้อยู่ ดิฉันถามว่ารายได้ส่วนใหญ่ ของประเทศไทยที่มานั้นก็มักจะมาจาก ๑. การท่องเที่ยว ๒. การส่งออก ๓. การเก็บภาษี ต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงภาษีสรรพสามิตด้วยนะคะ แล้วถ้ามองลึกลงไปอีก ท่านประธานที่เคารพ ภาษีสรรพสามิตนี่คือภาษีที่เก็บจากประชาชนคนไทย และส่วนใหญ่ก็เป็นภาษีที่เก็บจาก ภาษีนํ้ามัน ดิฉันสังเกตมาโดยตลอดเกือบ ๒ ปีนี้ค่ะว่าไม่ค่อยเคยเห็นมาตรการของรัฐบาล ชุดนี้ให้ประชาชนได้มีการประหยัด ใช้นํ้ามันอย่างประหยัดเท่าที่เคยเห็นเท่าที่เคยผ่านมา ในอดีตเพราะอะไรคะ เพราะดิฉันคิดว่ามันเป็นแหล่งเงินรายได้ใหญ่แหล่งหนึ่งของรัฐบาล แต่มันได้มาด้วยความยากลําบากของประชาชนนะคะ เพราะเราทราบกันดีค่ะว่านํ้ามัน เป็นปัจจัยพื้นฐานในการผลิต ในการมีชีวิตอยู่ กระทบไปทุกภาคส่วนของสังคมไทย แม้กระทั่งชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน ที่ต้องใช้นํ้ามันในการที่จะเติมเครื่อง แม้จะบอกว่าวันละ ๓๐ บาท ๕๐ บาท ๑๐๐ บาท แต่นั่นก็คือต้นทุนของเขา ภาษีนํ้ามันนี่เท่าที่ดิฉันทราบจะ เป็นภาษีแหล่งสุดท้ายเลยค่ะที่รัฐบาลในประเทศต่าง ๆ เขาจะเอาออกมาใช้จากประชาชน เพราะเขารู้ว่ามันลําบากมาก วันนี้ดิฉันกราบเรียนท่านค่ะ ประชาชนอยู่ยากจริง ๆ นะคะ ค่าครองชีพสูงเหลือเกิน ไม่นับถึงความทุกข์ทรมานใจ ในเรื่องของความไม่สงบสุขทางการเมืองของเรา ท่านคะ ๒ วันที่แล้วดิฉันไปตลาดค่ะ มะเขือก็กิโลกรัมละ ๔๐ บาท แตงกวาก็ ๔๐ บาท ถั่วฝักยาวก็จะเกือบร้อยบาทเข้าไปแล้ว มะระ ๕๐ บาท ดิฉันคิดว่ามันยากค่ะ แล้วเรายังบอกว่าเราจะเอาภาระที่เก็บจากภาษี สรรพสามิตเหล่านี้ให้อยู่กับประชาชนแล้วเป็นรายได้ของรัฐบาล ส่วนใหญ่ในขณะนี้ที่บอกว่า เก็บรายได้แล้วก็ภาษีเข้าเป้ำ ถ้าท่านชี้แจงให้เราฟังได้ชัดเจนว่ารายได้ที่บอกว่าเข้าเป้ำ หรือเกือบจะเข้าเป้ำนั้นมันมาจากความสามารถจริง ๆ ในการหาเงินของรัฐบาล ดิฉันก็คงจะ ไม่ลําบากใจแต่มั่นใจค่ะว่าส่วนใหญ่ของภาษีรายได้ที่เก็บได้นั้นเป็นภาษีที่มาจากภาษี สรรพสามิตนํ้ามัน เพราะฉะนั้นเรากังวลใจนี่คือประเด็นแรก ภาระทั้งหมดก็คืออยู่กับ ประชาชนไม่ว่าจะทางตรง ทางอ้อม
ประเด็นที่ ๒ ในเรื่องของความโปร่งใส วุฒิสภาของเรานี้ดิฉันเชื่อมั่นเลยค่ะ ว่าพยายามที่จะให้ความเป็นกลางแล้วก็ให้การสนับสนุนรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวดิฉันเอง ตรงไหนตรง ตรงไหนทําได้ดิฉันก็สนับสนุน อันไหนที่เห็นว่าไม่ควรสนับสนุนเพราะยังมี ข้อสงสัยคิดว่ามันจะไม่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง ดิฉันก็จะต้องบอกกันตรง ๆ อย่างร่างนี้ ที่จะขอให้เราให้ความเห็นชอบไปกู้เงินอีก ๔๒,๙๐๐ ล้านบาทบวกกับดอกเบี้ยอีกส่วนหนึ่ง ภาระอีกตั้งนานสําหรับประชาชนคนไทย ท่านบอกว่าถ้าทําเอาไปใช้แล้วผิดวัตถุประสงค์ รัฐบาลจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ดิฉันเรียนถามท่านค่ะว่ารัฐบาลไหนจะรับผิดชอบคะ รัฐบาลคือใครคะ ประชาชนนั่นแหละค่ะคือจะต้องเป็นผู้ที่รับ ดิฉันบอกว่ารับกรรม วันนี้บอกว่า จะขอให้เราให้ความเห็นชอบในกรอบเงินกู้ของเวิลด์ แบงก์ ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ในกรอบ เงินกู้ของเอดีบีหรือธนาคารพัฒนาเอเชียอีก ๓๐๐ ล้านเหรียญ ขอเปล่า ๆ อย่างนี้ ถ้าพูด แบบสมาชิกฝ่ายค้านก็จะพูดแรงได้ว่าให้เราเซ็นเช็คแล้วก็เป็นแบลงค์ เช็ค (Blank cheque) ไป แต่ดิฉันไม่ใช่ค่ะ ดิฉันเป็นสมาชิกวุฒิสภา ดิฉันอยากใช้เหตุและผล อยากให้ท่านชี้แจง ด้วยเหตุและผลให้ชัดเจนและเราถึงจะสบายใจค่ะ เราอยากเห็นรัฐบาลเดินได้ เราอยาก เห็นคนไทยไม่มีทุกข์ รัฐบาลมั่นคงคนไทยก็ไม่มีทุกข์ เพราะรัฐบาลจะสามารถดูแลให้ประชาชน มีความสุข มีความสงบได้ เมื่อสักประมาณ ๒ สัปดาห์ที่แล้วรัฐบาลออกข่าวว่า จะไม่ต้องกู้แล้วละค่ะ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่มาจาก พ.ร.บ. นั่นแหละค่ะ ดีใจจริง ๆ นะคะ ดีใจว่า เออไม่มีภาระหนี้ให้กับประชาชน ลูกหลานเรามากขึ้นอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วบอกว่ามาเอาตรงนี้ประมาณ ๔๒,๐๐๐ ล้านบาทบวกกับ ๘,๐๐๐ ล้านบาทก็คือ ได้เอาอีก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มันก็คิดว่าไม่ใช่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องความโปร่งใส ที่เรากังวล ในเรื่องที่ ๒ ก็คือในเรื่องของเวลา เวลานี้รัฐบาลบอกว่าจะมีการยุบสภา ประมาณแล้วก็คือปลายเดือนกันยายน จะมีการเลือกตั้งใหม่วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ดิฉันนี่แหละค่ะดีใจจนออกนอกหน้า ชาวบ้านชาวเมืองเขานินทาว่าทําอย่างกับจะไป เลือกตั้งเอง ที่ตั้งใจจะมาอภิปรายวันนั้นก็ไม่อภิปรายเลย ดิฉันก็บอกว่าดีใจจริง ๆ ค่ะ ที่ว่าเราจะมีทางออกมีแสงสว่างแล้ว แต่ดิฉันก็มาเจออันนี้อีกมันก็รู้สึกว่ามันจะไม่ใช่ ท่านจะเลือกตั้งอยู่แล้วอีกไม่นานนี้และท่านจะทําโครงการที่ไม่มีเนื้อโครงการออกมา คนเขาก็ครหาท่านได้ค่ะในเรื่องความชอบธรรม จะเชื่อได้อย่างไรคะว่าท่านจะไม่เอาเงิน ตรงนี้ไปทําโครงการต่าง ๆ ซึ่งมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับทางการเมือง ดิฉันขออนุญาตค่ะ ขอให้ความชัดเจนตรงนี้ การขอความมั่นใจ การให้ความมั่นใจของรัฐบาลต่อสภาของเรา ก็เกิดปัญหามาให้เห็นอยู่เนือง ๆ ครั้งนี้ท่านต้องอธิบายชัดเจนยิ่ง ๆ ขึ้นว่า ผลประโยชน์ ทับซ้อนไม่มี ความโปร่งใสความเป็นธรรมต้องมี ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง หรือมิใช่เพื่อใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เมื่อสัปดาห์ที่แล้วซีจีไอเอฟ (CGIF) เครดิต การันตี แอนด์ อินเวสท์เมนท์ ฟาซิลิตี้ (Credit Guarantee and Investment Facility) ก็อนุญาต ก็ให้ความเห็นชอบไปแล้ว ภาคเอกชนก็จะมีเครื่องมือในการที่จะไปดําเนินการ ดอกเบี้ยก็จะลดลง ต้นทุนก็ตํ่า มีสภาพคล่องสูงขึ้น กู้ง่ายขึ้น มาตรการริเริ่มจังหวัดเชียงใหม่ ก็จะเอาเงินไป รวมเป็นพูล (Pool) ไว้สําหรับอาเซียน+๓ ประเทศนะคะ คือประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี เอาเงินไปรวมกันไว้เพราะว่าเมื่อมีเหตุการณ์ทางการเงิน ที่มันผันผวนโดยง่ายเพราะว่าโลกาภิวัตน์ของเราก็จะมีเงินที่จะหยิบฉวยใช้ได้ เราก็ให้ เครื่องมือรัฐบาลไปมากพอสมควรทีเดียวค่ะ การที่เราจะมาขอให้มีการให้ความเห็นชอบ เป็นครั้ง ๆ ครั้ง ๆ ถ้าพูดภาษาชาวบ้านก็คือแบบกะปริบกะปรอยอย่างนี้นะคะ ทําเป็น แบบทีละครั้ง ทีละครั้ง ทีละครั้ง แล้วมันไม่ต่อเห็นภาพ เราก็รู้สึกจะลําบากใจค่ะ อย่างไร ก็ขออนุญาตให้รัฐบาลโดยท่านประธานผ่านถึงท่านรัฐมนตรีที่กรุณานั่งฟังนี่ได้ให้ ความกระจ่างกับพวกเราด้วย ให้เวลาได้ไหม สําหรับอันนี้ยังไม่ต้องให้เราให้ความเห็นชอบ ขอกรอบ ขอรายละเอียดสักหน่อย ดิฉันคิดว่าสมาชิกวุฒิสภาจะสบายใจยิ่ง ๆ ขึ้นค่ะ ดิฉันก็พูดในฐานะเป็นตัวแทนของหลายคนทีเดียวนะคะ ขอบพระคุณมากค่ะ
เชิญท่านพีรพันธุ์ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทยจากจังหวัด ยโสธร ท่านประธานครับ เบื้องต้นผมก็มีความเห็นคล้าย ๆ กับท่านสมาชิกหลายท่านที่ได้ อภิปรายมาแล้ว คือช่วงหลังพวกเราได้รับฟัง รับทราบ มาจากการแถลงของรัฐบาล โดยเฉพาะของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมาอยู่ตลอด บอกว่าบัดนี้สถานะการเงิน ของประเทศดีขึ้นไม่จําเป็ นจะต้องกู้แล้ว และแม้กระทั่งเงินที่ท่านคิดว่าจะกู้ตาม พระราชบัญญัติเงินกู้อีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นท่านก็จะไม่กู้ ฟังแล้วก็น่าจะเป็นเรื่อง ที่ดีใจนะครับว่าสถานะของประเทศคงจะดีขึ้น แต่พอมาดูวันนี้เมื่อกี้ที่ผ่านไปท่านก็ขอ กู้เงินไปเพื่อที่จะไปสร้างรถไฟฟ้ำกับสะพาน คราวนี้ก็จะกู้เงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยกู้จากธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาเอเชีย ถ้าดูตาม วัตถุประสงค์หลายท่านได้พูดไปแล้วนะครับว่าต้องการเอามาทําอะไร เพื่อเพิ่ม ขีดความสามารถของประเทศในการแข่งขันระยะยาว เงินกู้ที่เอามาจากธนาคารโลก ซึ่งเป็นเงินกู้เป็นพับลิก เซคเตอร์ รีฟอร์ม ดีเวลลอปเมนท์ โพลิซี โลนนั้นก็พูดชัดเจนว่า จะมาพัฒนามาตรการทางการบริหารราชการเป็นหลัก พัฒนาระบบบริหารงบประมาณ มีการจะใช้ที่เราเรียกว่า อี (E) นั้นเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้นจากระบบราชการ การให้บริหาร หน่วยงานของราชการนะครับ และในเอกสารที่ทางรัฐบาลส่งมาก็บอกว่ากิจกรรมที่เป็น ไพรเออร์ แอคชั่น (Prior action) คือกิจกรรมที่ท่านทําไว้ก่อน ท่านก็ได้ดําเนินการไปแล้ว เสมือนว่าเพื่อจะเตรียมที่จะใช้เงิน ๑,๐๐๐ กว่าล้านเหรียญสหรัฐที่จะทําต่อไป ผมก็พยายามดูต่อแล้วจะเอาไปทําอะไร ตรงนี้คือสิ่งที่สมาชิกอยากจะทราบครับ ท่านประธาน อยากจะทราบ คือถ้าดูจากภาษาอังกฤษที่เอามา จริง ๆ ไม่จําเป็นต้อง เสนอเลย ก็บอกเพียงว่าเงินนี้ใครกู้ ผู้ให้กู้ กู้เท่าไร ดอกเบี้ยคิดอย่างไร จะใช้จ่ายกัน อย่างไร แต่สิ่งที่เราอยากจะทราบคือท่านจะเอาไปทําอะไร ดูในเนื้อหาที่เป็นภาษาอังกฤษ ก็บอกแต่กว้าง ๆ ไว้ แต่ว่าที่สมาชิกสภาอยากทราบก็คือว่าเวลาเราจะให้ใครเอาเงินกู้ ไปทําอะไร เหมือนกับที่ท่านวุฒิสมาชิกที่ผ่านไปท่านพูดว่า เราไม่อยากใช้คําว่าเป็น แบลงค์ เช็ค แต่ว่าดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้นคือบอกท่านจะไปปรับปรุง พัฒนาระบบ ราชการ ไปทําอะไร หน่วยงานราชการต่าง ๆ ได้เตรียมไว้แล้ว คือสิ่งที่ท่านบอกว่า ได้ดําเนินการไปแล้ว แล้วต่อไปล่ะครับจะทําอะไร อันนี้ไม่รู้เลย พอไม่รู้ผู้ที่จะอนุมัติ ให้ความเห็นชอบให้รัฐบาลไปลงนามก็เท่ากับว่าให้ความเห็นชอบไปโดยความไม่รู้ นี่คือสิ่งที่เป็นปัญหาที่ผมคิดว่าน่าจะมีการปรับปรุงในการนําเรื่องมาเสนอต่อสภานะครับ
เรื่องที่ ๒ ก็เช่นเดียวที่จะกู้จากธนาคารพัฒนาเอเชียเป็นแคปิตอล มาร์เก็ต ดีเวลลอปเมนท์ โปรแกรมก็คือการพัฒนาทุนว่าทําอะไรบ้าง พูดหลัก ๆ ก็พอดูกิจกรรม ที่บรรยายไว้เป็นดีไซน์ ซัมมารี (Design summary) ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวกับตลาดทุน ไม่ว่า จะเป็ นตลาดหลักทรัพย์ใครต่อใครได้ดําเนินการไปแล้วหลายเรื่อง แล้วเงินอีก ๓๐๐ กว่าล้านเหรียญที่จะทํานี่จะทําอะไรล่ะครับ พอไปดูในสัญญาในตอนท้ายของเรื่อง ท่านก็เขียนไว้ว่าเดสคริพชัน ออฟ โปรแกรม (Description of Program) คือสิ่งนี้ท่าน สามารถบอกธนาคารพัฒนาเอเชียได้ บอกธนาคารโลกได้แต่บอกสมาชิกไม่ได้ ในข้อกําหนด ก็บอกว่าโปรแกรมนี้ภาษาอังกฤษก็จะมีรายละเอียดอยู่ในโพลิซี เลทเตอร์ (Policy Letter) กับโพลิซี เมทริกซ์ (Policy Matrix) สมาชิกดูไม่ได้เลยหรือครับ ไม่ทราบเลย ก็นี่อย่างไรที่ หลายคนได้อภิปรายมาแล้วว่าดูเหมือนพวกเราจะให้รัฐบาลไปกู้เงินอีก ๑,๐๐๐ ล้าน เหรียญสหรัฐกับอีก ๓๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐนี่ เสร็จแล้วไปทําอะไรไม่ทราบ แล้วไม่ทราบ พวกผมจะอนุมัติไปได้อย่างไร ฉะนั้นผมจึงสนับสนุนข้อเสนอของท่านเจริญว่าเป็นไปได้ ไหมครับ เราก็อยากจะให้ถ้ามันมีเหตุมีผลไม่มีใครขัดข้องหรอกครับ แต่ว่าอยากจะให้ รัฐบาลให้ข้อมูลมากกว่านี้ บอกรายละเอียดมากกว่านี้ ไม่อย่างนั้นแล้วก็จะเป็นอย่างที่ พวกผมได้เรียนท่านประธานไปแล้วว่ามันจะมีปัญหา ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นเวลา ที่สมาชิกถามไปหลายอย่างผมก็คิดว่าทางรัฐบาลท่านรัฐมนตรี ๒ ท่านที่นั่งอยู่ได้กรุณาดู ว่าท่านถามว่าอย่างไรช่วยตอบคําถามให้มันชัดเจนด้วย เหมือนตัวอย่างที่ผ่านมาเมื่อกี้นี้ ที่ผมจําได้หลายท่านลุกขึ้นถามว่า การกู้เงินไปทํารถไฟฟ้ำสายสีม่วงเดิมมันไม่มี ภาษีมูลค่าเพิ่ม ต่อมาไม่มี แล้วทําไมยอดมันยังเหมือนเดิมอยู่ เราก็อยากจะฟังคําตอบ แต่ท่านรัฐมนตรีก็ตอบเพียงบอกว่าที่ประมูลนี่มันประมูลสมัยรัฐบาลก่อน เมื่อกี้ผมไปถาม ดอกเตอร์สุรพงษ์ท่านก็พยายามจะตอบ รัฐมนตรีบอกไม่ใช่มันเปิดประมูลสมัยท่านนี่ละ วันนี้พวกผมก็ยังไม่ทราบ นี่ครับคือการตอบคลุม ๆ ไป ผ่านไป สุดท้ายสมาชิกสภา ก็อนุมัติไป มันไม่ง่ายไปหรือครับท่านประธาน เงินนี่เป็นเงินของพี่น้องนะครับ ประเทศ เป็นหนี้ เราก็อยากจะเห็นการใช้เงินนี้เป็นประโยชน์กับทุกคน เพราะฉะนั้นผมคิดว่า รายละเอียดที่ประกอบสัญญาเงินกู้และในข้อกําหนดก็ว่ารายละเอียดเหล่านี้มันเป็น ส่วนหนึ่งคือส่วนที่สําคัญส่วนเดียวกับของสัญญาด้วย อยากจะรู้เหมือนกัน ผมอยากจะ เรียนถามท่านประธานว่าขอให้ทางรัฐบาลและรัฐมนตรีข้อมูลที่เป็นรายละเอียดของโครงการ ที่จะใช้กรุณาบอกสมาชิกให้ทราบได้ไหมครับ เพื่อพวกเราจะได้พิจารณาด้วย ความรอบคอบกันต่อไป ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านเรวัตครับ
กระผม นายเรวัต สิรินุกุล ส.ส. แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เมื่อกี้คุณเจริญเขาถามนี่ ไม่ทราบว่ารัฐมนตรีจะตอบก่อนไหมครับ ท่านรัฐมนตรีจะตอบ ก่อนไหมครับ เพื่อว่าถ้าท่านมีอะไรผมจะได้ถามต่อไปบ้าง จะตอบก่อนไหมครับ ยังไม่ตอบนะครับ เฉย ๆ ก็ไม่ตอบไม่เป็นไรครับ ท่านประธานครับ ในกรอบเงินกู้เพื่อฟื้นฟู เศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจากธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาเอเชีย ผมได้ฟัง ท่านสมาชิกรัฐสภาได้อภิปรายไป หลายท่านความคิดเห็นก็คล้าย ๆ กัน ผมเองก็มี ความสงสัยอยากจะเรียนถามท่านรัฐมนตรีเลยนะครับว่าไม่ทราบว่าท่านรัฐมนตรีได้ดู ในหนังสือนี้หรือเปล่าครับ หนังสือที่ท่านนายกรัฐมนตรีแนบมาด้วย อย่างโครงการกู้เงิน ซึ่งมี ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ ก็คือว่ากู้จากธนาคารโลกนี่ ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ แล้วก็กู้จาก ธนาคารพัฒนาเอเชียหรือเอดีบีอีก ๓๐๐ ล้านเหรียญ ผมมาถามอันนี้ก่อนครับท่านประธาน ถามว่าในการกู้ ๓๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ในหนังสือนี้ บอกมาเสร็จเลย ท่านประธานดูหน้า ๓ หน้า ๔ หน้า ๕ เขาบอกมาหมดเลยครับท่านประธาน เสริมสร้างความเข้มแข็งในการกํากับดูแลและเพิ่มความคุ้มครองให้แก่นักลงทุน ทําแล้ว ดําเนินการแล้ว อะไรต่ออะไรดําเนินการแล้วหมดเลย ทั้งหมดมี ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ เยอะเลย ดําเนินการแล้วหมด ทีนี้เงินที่กู้ ๓๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ที่เขาพูด ๆ กันจะไปทําอะไร เอาไปชําระหนี้ไหมครับท่านประธาน ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด ไม่อย่างนั้นท่านรัฐมนตรีก็ต้อง ตอบสักนิดหนึ่งว่า ๓๐๐ ล้านเหรียญ เอามาให้ที่เขาดําเนินการไปแล้ว เพราะที่เขา ดําเนินการไปนี่ยังไม่ให้เงินเขาเลยอย่างนี้ใช่ไหมครับ ถูกไหมครับ ไม่ให้เงินเขาเลยติดเขา มาก่อน แล้วให้เขามาทําให้จนกระทั่งเรียบร้อยไป แต่ผมก็ไม่เคยเห็นว่าสิ่งที่ดําเนินการ แล้วเป็นอย่างไร ไม่มีใครพูด ไม่เคยได้ยินเลยครับว่าดีแล้วแค่ไหน ไม่ดีแค่ไหน ถ้าดีแล้ว หุ้นของเราน่าจะขึ้นเรื่อย ๆ เพราะว่านั่นคือการพัฒนา แต่ว่าหุ้นก็ตก มีอะไรปุ๊ บปั๊บก็ตก อย่างนี้ถือว่าพัฒนาหรือเปล่าผมไม่ทราบ ก็อยากจะเรียนถามท่าน ในส่วนตรงนี้ในเรื่อง ตลาดทุน ตลาดหุ้น ก็จะเรียนถามต่อไปว่าเดี๋ยวนี้ในปัจจุบันนี้ ในขณะนี้ เราไม่ค่อยได้ยิน แต่ว่าการปั่นหุ้นมีไหม มีการปั่นหุ้นไหมครับ ในตลาดนี้มีไหมครับ แล้วถ้ามีจะปราบปราม กันอย่างไร หรือจะมีวิธีการอย่างไร ต้องใช้เงิน ๓๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐนี้มาปราบปราม นักปั่นหุ้นไหมอย่างนี้เป็นต้น ในสิ่งเหล่านี้ก็ควรจะชี้แจงให้รับทราบหน่อยเพื่อความมั่นใจ เพื่อความสบายใจของรัฐสภาแห่งนี้ ในส่วนเงิน ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐก็บอก เช่นเดียวกัน มาฟื้นฟูเสริมสภาพคล่องให้กับระบบการเงินและเศรษฐกิจของประเทศ ท่านประธานครับ นี่ก็เหมือนกันครับ ดําเนินการแล้ว ก็ถามเช่นเดียวกันว่าการดําเนินการ แล้วหมายความว่าที่ผ่านมานั้นติดเงินเขาใช่ไหม ดําเนินการไปแล้วให้เขามาดําเนินการให้ เงินยังไม่จ่ายใช่ไหมครับ หรือว่าจ่ายแล้วอย่างไรอย่างนี้เป็นต้น ที่เขาถามกันมันไม่มี รายละเอียดก็จริงครับ อย่างคุณเจริญก็เป็นฝ่ายตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎร อะไร ก็ตรวจสอบหมด รู้เรื่องดี แต่เวลาคําตอบก็ไม่ค่อยมีอย่างนี้เป็นต้น ผมก็อยากจะเรียนถาม เช่นเดียวกัน อยากจะรู้ ผมอยากจะรู้จริง ๆ ครับท่านประธาน อยากจะรู้ว่าประเทศชาติ ในขณะนี้ซึ่งรัฐบาลบอกแล้ว เรากําลังก้าวหน้า เรากําลังเจริญไป เศรษฐกิจกําลังดีขึ้น แล้วทําไมต้องกู้เงินมาฟื้นฟูเศรษฐกิจครับท่านประธาน มันไม่จําเป็ นเลยนะครับ เงินกู้ก้อนนี้ เมื่อเศรษฐกิจดีเราก็พัฒนาดีแล้วใช่ไหมครับที่บอกว่าดําเนินการแล้ว ทําให้เกิดเศรษฐกิจดีขึ้นมาในขณะนี้ใช่ไหมครับ ติดสตางค์เขาหรืออย่างไรท่านประธาน ติดสตางค์เขาไว้ใช่ไหม ถ้าเศรษฐกิจดีฟื้นฟูมาแล้ว ติดสตางค์เขายังไม่ได้ให้เขาเลย ต้องไปกู้เงินมา ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ เอามาใช้เขาหรืออย่างไร อันนี้เป็นเรื่องที่น่าคิด ทุกคนก็ไม่รู้ผมฟังดูแล้วก็ยังไม่รู้ว่าเงินที่จะกู้มาให้อะไร มาให้ใครอย่างไร นี่คือสิ่งที่ อยากจะรู้อยากจะทราบ ท่านประธานครับ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่สําคัญ ก็อยากจะรู้นะว่า ที่ว่าการบริหารของรัฐบาลไม่ว่ารัฐมนตรีแต่ละท่าน ๆ ที่ดําเนินการมาอยู่ภายใต้เงินก้อนนี้ หรืออย่างไร ภายใต้เงิน ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ภายใต้เงิน ๓๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ จึงมาเป็นประเทศไทยวันนี้อย่างนี้หรือใช่ไหมครับ นี่ทุกคนก็อยากรู้ครับ จะได้รู้ว่ารัฐมนตรี ของเราไม่ค่อยมีความรู้อะไรเลยที่ไปบริหารงานต้องอาศัยต่างประเทศทั้งนั้น ต้องใช้เงินถึง ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านทั้งนั้น เพื่อเอามาพัฒนาประเทศไทยอย่างนี้ใช่ไหมครับ นี่คือสิ่งที่เราต้องทราบ สิ่งที่เราต้องถาม แต่ถ้าหากว่าไม่ว่านะครับ ท่านรัฐมนตรี ต้องดําเนินการแล้ว แล้วประเทศไทยทุกวันนี้เป็ นอย่างนี้ก็ไม่ว่าครับ เสียเงิน ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท จนประเทศไทยเป็นอย่างนี้ แต่ถ้าไม่ใช่ก็ต้องตอบมาว่าไม่ใช่ จากความคิดความอ่านของรัฐมนตรีเองจึงเกิดประเทศไทยวันนี้ เจริญรุ่งเรืองมาได้วันนี้ นี่คือบริหารของรัฐบาลเองอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นก็อยากจะเรียนท่านประธานผ่านไป รัฐมนตรีว่าตอบในสิ่งเหล่านี้ด้วย จะได้สบายใจครับท่านประธาน ผมเองเป็นผู้หนึ่ง ที่สนับสนุน อะไรที่เป็ นประโยชน์ผมสนับสนุนครับ รัฐบาลทําอะไรเป็นประโยชน์ ผมสนับสนุน อะไรที่กู้เงินมาเป็นประโยชน์สนับสนุนครับ เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของ ประเทศชาติ นี่คือสิ่งที่เป็ นเป้ำหมาย เพราะฉะนั้นก็อยากจะกราบเรียนว่าอะไร ที่ท่านสมาชิกรัฐสภาถามตอบด้วย ตอบให้ด้วย แล้วที่สําคัญดําเนินการแล้วอย่างที่ผมถาม นี่ ไม่รู้ ผมก็ขออภัยท่านประธานนะครับ ผมก็ไม่มั่นใจว่าท่านประธานจะรู้หมด ว่าท่าน จะรู้ไหมตามนี้ อย่างนี้ดําเนินการแล้ว แล้วยังไปติดสตางค์เขาหรืออย่างไร ไม่ให้เงินเขา หรืออย่างไร แล้วทุกวันนี้ประเทศไทยเจริญรุ่งเรืองได้เพราะว่าเงิน ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญ กับ ๓๐๐ ล้านเหรียญใช่ไหม ขอบพระคุณครับท่านประธาน
เชิญท่านสุริยาครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสุริยา ปันจอร์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ถ้าไม่พูดบ้างเกี่ยวกับเรื่องของการทําสัญญากู้เงินก็ดูเหมือนจะไม่ครบวงจร เพราะครั้งหนึ่งตอนที่ พ.ร.ก. กู้เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทผมก็ได้พูดได้อภิปรายซักถาม พอมาถึง พ.ร.บ. เงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทผมก็ได้อภิปรายซักถามข้อมูลต่าง ๆ ท่านประธานครับ มาถึงตรงนี้ถ้าไม่พูดก็อย่างที่ผมเรียนแล้วว่าไม่ครบวงจร ท่านประธานครับ เอกสารที่ผมได้รับเป็นเอกสารเพียงไม่กี่หน้า ไม่มีรายละเอียด ไม่มีข้อมูลเพื่อที่จะนําไปพิจารณาเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ก่อนที่จะตัดสินใจเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ อย่างน้อย ๆ ก็จะต้องมีข้อมูลประกอบ ตัวเลขบ้าง หลักฐานเอกสาร ที่เกี่ยวข้องบ้าง อันนี้เป็นส่วนประกอบ เพราะฉะนั้นผมก็พยายามดูแต่ปรากฏว่าไม่พบกับ สิ่งเหล่านี้ เสมือนกับท่านสมาชิกทั้งหลายได้อภิปราย ข้อมูลอาจจะซํ้าบ้างแต่ผมต้อง ขออนุญาตท่านประธาน ที่จําเป็นต้องซํ้าก็เนื่องจากต้องการที่จะยํ้าให้เห็นว่าการที่จะนําเสนอ เพื่อขอความเห็นชอบในสภา ควรจะมีข้อมูลประกอบให้เห็นเด่นชัดเพื่อสะดวกต่อ การตัดสินใจ ท่านประธานครับ เงินกู้ ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐเป็นเงินไม่ใช่น้อย กู้มาแล้วก็ไม่จบครับ กู้มาแล้วก็จะต้องเป็นภาระผูกพันให้กับคนทั้งชาติ แม้แต่ลูกหลาน ของผมซึ่งกําลังจะเกิดจะคลอด ในโอกาสต่อไปข้างหน้าไม่นานก็ต้องมาร่วมรับผิดชอบ ในเรื่องของหนี้สินที่รัฐบาลได้ไปสร้างเอาไว้คือก่อไว้ ผมในฐานะ ๑ ในประชากรของ ประเทศไทยก็จําเป็นที่จะต้องเสนอแนะ จําเป็นที่จะต้องติติงเพื่อช่วยกันคิดนะครับ ท่านประธานครับ ผมดูเอกสารแล้ว อย่างเช่นเอกสารหน้า ๓ เอกสารหน้า ๓ บอกเหตุผล การกู้เงินจากเอดีบี ๓๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ บอกว่าเพื่อการเสริมสร้างความเข้มแข็ง ในการกํากับดูแลและเพิ่มความคุ้มครองให้แก่นักลงทุน เหตุผลแค่นี้รัฐบาลจําเป็นที่จะต้อง ไปเซ็นเพื่อกู้เงินมาถึง ๓๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ
ประการที่ ๒ ท่านบอกว่า เพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพในสภาพคล่องและ ความโปร่งใสของตลาดการเงิน เหตุผลเพียงแค่นี้ แต่รัฐบาลก็ต้องไปเซ็นชื่อเพื่อที่จะ กู้เงินมา
ประการที่ ๓ การส่งเสริมความเข้มแข็งของโครงสร้างพื้นฐานและตัวกลาง ทางการตลาด
ประการที่ ๔ เพื่อเป็นการเพิ่มผลผลิต หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ และขยายฐาน การลงทุน
ทั้งหมดนี้ถ้าท่านจะอ้างว่าเป็นเหตุผล แต่ท่านลืมคิดไปว่าภาวะของ ประเทศไทยเราในขณะนี้นั้นอยู่ในสถานะอันใด ท่านลืมคิด มีอยู่หลายครั้งที่ท่านรัฐมนตรี ได้อ้างว่าเก็บภาษีเพิ่มขึ้น รายได้เพิ่มขึ้น ขณะนี้เศรษฐกิจกระเตื้องขึ้นแล้ว เป็นการพูด ที่ซํ้าแล้วซํ้าอีก แล้วก็เป็นที่รู้กันทั้งประเทศ แต่พออยู่ ๆ ปรากฏว่าเงินไม่พอใช้ ก็จําเป็น ที่จะต้องขอยืมขอกู้มาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะโครงการเมื่อตอนเช้าที่มี ๒ โครงการ ผมได้อภิปรายวันก่อน ตอนที่ พ.ร.ก. และ พ.ร.บ. เข้าในสภาแห่งนี้ ผมได้อภิปรายว่า เห็นด้วยกับพี่น้องชาวกรุงเทพฯ ที่จะได้สะพานข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยา เห็นด้วยกับรถไฟฟ้ำ สายสีม่วง เห็นด้วยเพราะความสะดวก ประชาชนก็อยู่กันอย่างแออัด แต่ที่ไม่ค่อยจะเห็นด้วย เพราะผมเข้าใจและอีกหลายท่านเข้าใจว่ากรุงเทพฯ ไม่ใช่ประเทศไทย พูดกันหลายครั้ง กรุงเทพฯ ไม่ใช่ประเทศไทย ตาสี ตาสา แบกจอบ แบกเสียม ก็ควรที่จะได้รับการอํานวย ความสะดวกจากรัฐบาลเหมือนกัน เพราะฉะนั้นในโอกาสุดท้ายตรงนี้ผมอยากจะเรียน ถามท่านรัฐมนตรีผ่านท่านประธาน ในกรอบหน้า ๓ เกี่ยวกับเรื่องระบบการดํารงตําแหน่ง ซึ่งอยู่ในกรอบข้อที่ ๖ รัฐสภาประกาศพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน ปี ๒๕๕๑ ซึ่งสํานักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนได้นําระบบการดํารงตําแหน่งใหม่มาใช้กับ ระบบราชการไทยตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี ๒๕๕๑ ผมอาจจะไม่เข้าใจก็ได้ ผมอาจจะไม่รู้ ไม่เข้าใจตรงนี้ก็ได้ แต่ถ้าอ่านกันผิวเผินแล้วดูเสมือนหนึ่งว่ารายได้ที่ประเทศไทยได้รายได้ เพิ่มขึ้นในขณะนี้น่าจะเพียงพอต่อการที่จะจัดระบบในส่วนนี้ โดยไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมา จากต่างประเทศ ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วมีอยู่ตอนเดียวที่ผมเห็นด้วย ก็เนื่องจากว่า โครงการทั้งหมดเป็นโครงการที่ทําต่อเนื่องมา และเป็นโครงการที่จะต้องดําเนินการต่อไป ด้วยเหตุนี้ที่ผมจะต้องเห็นด้วย แต่จริง ๆ แล้วในเรื่องของการกู้เงินนั้นผมแสดงท่าที ใบหน้าของผมกับการกู้ยืมเงินตั้งแต่ครั้งที่แล้ว ปกติแล้วผมดูใบหน้าแล้วดุดัน แต่จริง ๆ ไม่ใช่ ถ้าเป็นเรื่องกู้เงินผมจะพูดแบบนี้ทุกครั้ง ขอบคุณมากครับ
เชิญท่าน พันเอก วินัย สมพงษ์
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันเอก วินัย สมพงษ์ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธาน ที่เคารพครับ ประเด็นการขอกู้เงินของรัฐบาลในวันนี้มี ๒ รายการนะครับ
รายการแรก เงินกู้เป็นเงินเยนจากประเทศญี่ปุ่นเพื่อเอาไปสร้างสะพาน ข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยาที่จังหวัดนนทบุรี และกู้เป็นเงินเยนจากรัฐบาลญี่ปุ่นเพื่อเอาไปสร้าง รถไฟฟ้ำสายสีม่วง (บางซื่อ-บางใหญ่) ระยะที่ ๒ เงินกู้ลอต (Lot) แรกประมาณ ๘,๐๐๐ ล้านบาท เรารู้ว่ารัฐบาลกู้จากไหน เท่าไร จะไปทําอะไร มันเป็นการกู้ที่มีรูปธรรม ที่ชัดเจน เมื่อออกจากสภาแห่งนี้ไปพี่น้องประชาชนคนกรุงเทพมหานครหรือคนไทย ถามว่า รัฐบาลกู้เงินประมาณ ๘,๐๐๐ ล้านบาทเอาไปทําอะไร คนที่เป็นผู้แทนปวงชนนั้น ตอบได้ว่ารัฐบาลกู้เพื่อเอาไปสร้างสะพานข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยา เอาไปสร้างรถไฟฟ้ำ สายสีม่วง เมื่อตอบอย่างนี้พี่น้องประชาชนมีความเข้าใจ แล้วก็พอใจที่จะให้กู้เพราะเขา รู้ว่ากู้ไปแล้วรัฐบาลจะทําอะไรให้เขา
แต่ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ รายการเงินกู้ลอตที่ ๒ หรือว่าประเด็นที่ ๒ ที่กู้จากธนาคารโลก แล้วก็กู้จากธนาคารพัฒนาเอเชีย จํานวน ๑,๓๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยก็ ๔๒,๙๐๐ ล้านบาท ผมกราบเรียนว่าผมได้สดับตรับฟังท่านสมาชิก รัฐสภาได้อภิปราย ตลอดจนได้พยายามดูเอกสารหลักฐานที่กระผมได้รับแจกมา ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อออกจากห้องประชุมสภานี้ไปพี่น้องประชาชนถามว่าเงิน ๔๒,๙๐๐ ล้านบาทนี้รัฐบาลกู้จะไปทําอะไรบ้าง ผมเป็นคนหนึ่งที่ตอบไม่ได้ชัดเจนว่าจะเอา เงิน ๔๒,๙๐๐ ล้านบาทไปทําอะไรบ้าง ซึ่งในฐานะที่เป็นผู้แทนปวงชน เป็นคนที่ประชาชน เขาเลือกมา หนักใจครับ เพราะเราตอบเขาไม่ได้ชัดเจนว่าอีก ๔๒,๙๐๐ ล้านบาทนี้ รัฐบาลจะกู้แล้วไปทําอะไรบ้าง ท่านประธานสภาที่เคารพครับ รัฐบาลนั้นมาแล้วก็ไป ส.ส.ในสภาเป็ นอยู่สักระยะหนึ่งมากหรือน้อยแล้วก็จากไป แต่หนี้ที่รัฐบาลกู้ รัฐสภาอนุมัตินี้ประชาชนเป็นผู้รับผิดชอบ ลูกหลานเหลนโหลนวันข้างหน้ารับผิดชอบ ในการที่จะต้องชําระหนี้ เพราะฉะนั้นอย่างน้อยที่สุดก่อนที่ ส.ส. ผู้ทรงเกียรติ วุฒิสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ รัฐสภาผู้ทรงเกียรติ จะอนุมัติเงินให้รัฐบาลไปกู้มาอย่างน้อยที่สุดผมคิดว่า เราน่าจะตอบประชาชนได้ว่ากู้มาเพราะอะไร ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ด้วยเหตุผล อย่างนี้แหละครับกระผมจึงอยากจะกราบเรียนถามไปทางรัฐบาลว่า ถ้าสมมุติว่า เอาเงินกู้อีก ๔๒,๙๐๐ ล้านบาท สมมุติว่าได้รับอนุมัติจากรัฐสภาไปกู้จากเอดีบี ไปกู้จาก ธนาคารโลกมา รวมเงินกู้งวดนี้เข้าไปแล้วสมทบกับเงินกู้เดิม ๆ ที่กู้รวมเป็นหนี้สาธารณะแล้ว หนี้สาธารณะ ณ วันที่อนุมัติอีก ๔๒,๙๐๐ ล้านบาทเข้าไปแล้วจะเป็นกี่ล้านล้านบาทครับ เพราะเดิมทีเดียวเมื่อ ๒-๓ ปีที่แล้วผมจําได้ว่าหนี้สาธารณะมีประมาณ ๓,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้ถ้ารัฐบาลบวกเอายอดหนี้ก้อนนี้เข้าไปอีกจะเป็นหนี้สาธารณะเท่าใด
คําถามที่ ๒ ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผมอยากจะขอความกรุณา รัฐบาลครับว่า เงิน ๔๒,๙๐๐ ล้านบาทที่ขอกู้ในลอตที่ ๒ วันนี้เอาคร่าว ๆ ท่านมีความตั้งใจ จะเอาไปทําอะไรบ้าง ให้พอตอบประชาชนได้ เพราะวัตถุประสงค์ที่ท่านบอกไว้ ผมอ่านแล้ว มันเป็นแอบสแทรคท์ (Abstract) ครับ มันเป็นนามธรรม มันไม่เป็นรูปธรรมเหมือนอย่าง เงินกู้ที่ไปทํารถไฟฟ้ำสายสีม่วง หรือไม่เป็นรูปธรรมเหมือนอย่างที่เอาไปทําสะพาน ข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยา แต่ว่า ๔๒,๙๐๐ ล้านบาทมันค่อนข้างเป็นนามธรรมกว้าง ๆ เอาไปตอบประชาชนไม่ได้ ชัดเจน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผมมีเรื่องที่ข้องใจสงสัยเท่านี้ ถ้าไม่อย่างนั้นจะต้อง อนุมัติให้รัฐบาลกู้เท่าไรก็แล้วแต่ครับ ขอให้เราอนุมัติด้วยความสบายใจ รู้ว่ารัฐบาลจะเอา ไปทําอะไร แต่ถ้าไม่รู้แน่ชัด ผมกราบเรียนว่าผมมีความตะขิดตะขวงที่จะอนุมัติ งบประมาณอย่างนี้ครับ
คุณพิษณุ หัตถสงเคราะห์ ๗ นาที
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม พิษณุ หัตถสงเคราะห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดหนองบัวลําภู พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนที่ผมจะอภิปรายลงในรายละเอียดในเรื่องการกู้เงินวันนี้ ผมต้องขอชื่นชมท่าน ส.ส. วินัย สมพงษ์ ผมคิดว่าท่านเป็นผู้หนึ่งที่ตั้งคําถามได้ชัดเจนกับรัฐบาลแห่งนี้ ผมก็คิดว่า ท่านรัฐมนตรีที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ทั้ง ๒ ท่านก็คงจะได้ตอบคําถามของท่านวินัย สมพงษ์ แล้วก็คําถามของเพื่อนสมาชิกอีกหลายคนในห้องนี้ ท่านประธานครับ วันนี้เราอภิปรายกัน เรื่องการที่รัฐบาลจะขอกรอบวงเงินในการกู้เงินจากธนาคารโลก อันแรก ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ถ้าตีเป็นเงินไทย คูณด้วย ๓๒ บาท ก็จะขอกู้เงินอีก ๓๒,๐๐๐ ล้านบาทจากธนาคารโลก โดยกู้ไปทําอะไรนั้น เอกสารที่ทางรัฐบาลแล้วก็ทางสภาจัดให้ นั่นก็คือกู้ไปจัดทํานโยบาย ที่รัฐบาลดําเนินการอยู่แล้ว แล้วก็นโยบายที่รัฐบาลจะดําเนินการใหม่ นี่คือวัตถุประสงค์หลัก ของการกู้เงิน ๓๒,๐๐๐ ล้านบาทจากธนาคารโลก อันที่สอง รัฐบาลวันนี้ก็มาขออนุมัติ จากสภาที่จะกู้เงินจากธนาคารพัฒนาเอเชียหรือว่าธนาคารเอดีบี อีก ๓๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ คูณด้วย ๓๒ บาท ก็ใกล้ ๆ จะอีก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ การกู้เงินทั้ง ๒ อันนี้ มีต้นทุนนะครับ จากเอกสารที่เราได้รับมา กู้เงินจากธนาคารโลกเขาคิดดอกเบี้ยนะครับ ไม่ได้ให้กู้ฟรี ๆ ธนาคารโลกจะคิดดอกเบี้ยอัตราลอยตัว สกุลเงินเหรียญสหรัฐ เฉลี่ย ๑๔ ปี ที่ผ่านมาอยู่ที่ร้อยละ ๓.๘๑ ส่วนธนาคารพัฒนาเอเชียหรือว่าเอดีบีนั้นคิดดอกเบี้ยอยู่ที่ ร้อยละ ๓.๑๙ นี่คือต้นทุนที่มองเห็นชัดเจน นอกจากนั้นการกู้เงินจากต่างประเทศ ท่านประธานและพี่น้องประชาชนที่รับฟังสถานีวิทยุกระจายเสียงของรัฐสภาแห่งนี้ยังมี ค่าฟรอนท์ เอนด์ ฟีอีกคิดเป็นอัตราร้อยละ ๐.๒๕ ของวงเงินกู้ นี่คือต้นทุนที่ประเทศไทย จะต้องแบกรับถ้าหากว่าวันนี้สภาแห่งนี้อนุมัติเงินจํานวนเกือบ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ให้รัฐบาลนําไปดําเนินการ ผมมีคําถามสั้น ๆ ซึ่งผมต้องการต่อยอด จากท่านวินัย สมพงษ์ ที่ท่านได้ถามไป ถามรัฐบาลอย่างนี้ครับว่า ผมคิดว่ารัฐบาลเองก็คงจะทราบดีในเรื่อง ของตัวเลข รายรับของภาครัฐเอง โดยมีข้อมูลอย่างนี้ครับท่านประธาน ในปี ๒๕๕๒ ถึงปี ๒๕๕๓ ตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๕๒ ถึงเดือนมีนาคม ๒๕๕๓ เป็นการดําเนิน งบประมาณมาครึ่งปีงบประมาณก็ว่าได้ครับท่านประธาน กรมสรรพากรจัดเก็บรายได้ ๔๗๖,๑๗๙ ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ ๑๓.๙ เปอร์เซ็นต์ กรมสรรพสามิตจัดเก็บ รายได้ ๖ เดือนที่ผ่านมา ๒๐๗,๓๙๕ ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ ๔๑.๙ เปอร์เซ็นต์ ครับท่านประธาน นอกจากนั้นกรมศุลกากรก็จัดเก็บได้อีก ๔๗,๘๐๗ ล้านบาท สูงกว่า ประมาณการ ๒๘.๕ ล้านบาท ผมใคร่ขอถามผ่านท่านประธานไปยังรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านกรณ์ จาติกวณิช ซึ่งรับผิดชอบเรื่องของ นโยบายการคลังของประเทศนี้ และท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการที่นั่งฟังอยู่วันนี้ว่า ผมคิดว่าการขอกู้เงินวันนี้ผิดเวลาไปไหมครับท่านรัฐมนตรี ท่านรัฐบาลครับ ๖ เดือนที่ผ่านมา ท่านก็เห็นอยู่แล้วว่ารายได้ของท่านสามารถจัดเก็บได้เกินเป้ำอยู่แล้วทุกหน่วยงานที่เข้ามา แล้วท่านจะกู้เงินมาอีกทําไมในเมื่อจะมีรายจ่ายนั่นก็คือดอกเบี้ยที่จะต้องมาเสียอีก ซึ่งผม ไม่มั่นใจว่าการขอกู้เงินในกรอบวงเงินที่เสนอเข้ามาสภาแห่งนี้แถมไม่มีรายละเอียดด้วย และสําคัญไปกว่านั้นครับท่านประธาน พี่น้องประชาชนที่รับฟังอยู่ทางบ้านครับ หนึ่งในนั้น คือเงินกู้จากธนาคารพัฒนาเอเชียหรือว่าเอดีบีเป็นเงินถึง ๓๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ เอามา ทําอะไรบ้าง ไส้ในเอามาพัฒนาตลาดหลักทรัพย์ครับท่านประธาน ท่านประธานก็เห็นอยู่ ขณะนี้นักท่องเที่ยวถ้าไปที่สนามบินสุวรรณภูมิลดน้อยลงเป็นอย่างมาก เพราะเนื่องจาก เขาไม่ไว้วางใจว่ารัฐบาลชุดนี้จะใช้ความรุนแรงหรือไม่ เข้ามาเที่ยวประเทศไทยแล้วจะอยู่ ได้หรือไม่ การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เองขณะนี้ก็ค่อนข้างโหรงเหรง แล้วท่านประธาน จะมั่นใจได้อย่างไรว่า เราจะเซ็นเช็คเปล่าให้กับรัฐบาลนี้อีก ๓๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อ ไปพัฒนาตลาดทุนโดยที่ไม่มีใครเข้ามาลงทุนอีกเลย ผมเป็นห่วงว่าเราขอกู้เงินครั้งนี้ผิดที่ ผิดเวลา หรือไม่ ถ้าหากว่าผมเป็นรัฐบาลถ้ามีความจําเป็นจริง ๆ ท่านประธานครับ ท่านรัฐมนตรีครับ ผมจะไม่กู้ไปพัฒนาตลาดหุ้น ตลาดทุนหรอกครับ ผมจะเอามาให้กับ พี่น้องเกษตรกร มีเกษตรกรอีก ๗๐๐,๐๐๐ ราย ๘๐๐,๐๐๐ ราย ต้องการสระขนาดเล็กในไร่นา รัฐบาลก็ยังไม่เคยกระดิกหูเลยว่าจะทําโครงการพัฒนาแหล่งนํ้าขนาดเล็กเหล่านั้นให้กับ เกษตรกรหรือไม่ กับอีก ๓๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐเอาไปพัฒนาตลาดทุนซึ่งผมไม่สบายใจ ตรงนี้ แต่ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกครับ ถ้ารัฐบาลจะกู้จริง ๆ มีวิธีอื่นครับท่านรัฐมนตรี ผมขอแนะนําว่าทําไมท่านไม่ออกเป็นพันธบัตรรัฐบาล ขณะนี้มีพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะ คนแก่รอซื้อพันธบัตรอยู่ครับ ท่านมีต้นทุน ท่านบอกว่าถ้าท่านขายพันธบัตรให้กับพี่น้อง ประชาชนให้ดอกเบี้ยเขาร้อยละ ๓.๕ ร้อยละ ๔ เขาก็เอาแล้วครับ เพราะเดี๋ยวนี้เงินฝาก ธนาคารร้อยละ ๕๐ สตางค์เท่านั้น เงินล้นตลาดอยู่แล้ว ผมไม่เข้าใจว่ารัฐบาล แล้วก็ โดยเฉพาะรัฐมนตรีกรณ์ แล้วก็รัฐมนตรีที่นั่งอยู่บนบัลลังก์นี้ ท่านคิดอย่างไรท่านถึงไป กู้เงินต่างประเทศ ทั้ง ๆ ที่เงินในประเทศมันล้นอยู่แล้วครับ เพราะฉะนั้นออกเป็นพันธบัตร เถอะครับ ท่านประธานครับ ท่านรัฐมนตรีครับ เปลี่ยนใจยังได้นะครับ ถ้าวันนี้เราตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณาความจําเป็นเหมาะสมในการกู้เงินวันนี้เสียก่อน อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจเยส ออร์ โน (Yes or no) ใจเย็น ๆ นะครับ ยังมีเวลาตัดสินใจกันได้ ถ้าหากดูแล้ว ตั้งกรรมาธิการขึ้นมาดูแล้วต้นทุนมันเยอะเราออกเป็นพันธบัตรรัฐบาล ออกให้กับพี่น้องประชาชนไปกู้ยังจะดีกว่า กู้พี่น้องประชาชนดีกว่าไปกู้ต่างประเทศ แล้วก็ ต้องมีพันธะกับธนาคารต่างประเทศอีก ผมก็ขออนุญาตเสนอเพียงเท่านี้ ขอขอบคุณครับ
ต่อไปเชิญคุณสถาพร มณีรัตน์ ๗ นาที เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม สถาพร มณีรัตน์ สมาชิกพรรคเพื่อไทย ในนามสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ต่อท่าที ต่อความคิดเห็น ในฐานะสมาชิกรัฐสภาที่อยากเห็นรัฐสภา แห่งนี้มีมาตรฐานในเรื่องความรู้ ในเรื่องของข้อมูลข่าวสารที่จะสื่อไปยังพี่น้องประชาชน ต่อการกู้เงินจากธนาคารโลก ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญ และจากธนาคารพัฒนาเอเชีย ๓๐๐ ล้านเหรียญ ซึ่งระยะเวลาคืนเงินกู้ทั้งหมดธนาคารโลกก็ ๒๐ ปี ธนาคารพัฒนาเอเชีย ๑๕ ปี ทั้งหมดทั้งมวลนี้เขาเรียกว่า หนี้สาธารณะ ซึ่งถือว่าเป็นความรับผิดชอบของผู้คน ในบ้านในเมืองนี้ทุกคน ประเด็นที่อยากถามผู้ที่จะไปกู้ในนามตัวแทนประเทศไทยก็คือ ท่านรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีว่า วงเงินทั้งหมดวันนี้ท่านอย่าเอามาใช้เฉพาะในส่วนที่ เอกสาร ๓ แผ่นเท่านี้ใช่หรือไม่ ถ้าเอามาใช้เฉพาะเอกสาร ๓ แผ่นที่มาให้กับรัฐสภาแห่งนี้นั้น ผมเองถือว่าเป็นการกู้เงินในสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง ท่านได้ใช้วงเงินกู้ ๑,๓๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกานี้ไปในทิศทางที่อุดหนุนให้เฉพาะ กลุ่มทุนบางกลุ่มบางประเภทเท่านั้น ไม่ได้กระจายงบประมาณเหล่านี้ไปยังพี่น้องประชาชน หรือไม่ทําให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจเท่าที่เราคิดว่าจะกระตุ้นได้ เพราะสิ่งต่าง ๆ ที่ท่าน ดําเนินการที่จะเอาเงินกู้ไปใช้นั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับตลาดเงินตลาดทุน เป็นเรื่องที่เอามา ดูแลในส่วนเรื่องของตลาดเงินตลาดทุนเป็นหลัก เป็นสิ่งที่น่าเสียดายว่าถ้าเราได้ใช้เงิน จํานวนนี้ไปกระจายในส่วนที่การกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าหรือไปกระตุ้นเพิ่มศักยภาพ การแข่งขันของระดับล่าง เช่น ตลาดโอทอป (OTOP) การแปรรูปผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตร ให้เกิดการแข่งขัน ตรงนี้น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าที่จะเอาเงินวงเงินกู้ ๑,๓๐๐ เหรียญสหรัฐนี้ ไปใช้เฉพาะตลาดทุน และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดบนอย่างเดียว วันนี้เราต้อง ยอมรับว่าสินค้าเกษตรของเราที่มีปัญหาก็คือเรื่องของการแปรรูปที่ไปอีกขั้นสองขั้นที่จะ ส่งเข้าตลาดโลกและตลาดต่างประเทศอย่างดียิ่ง แต่เนื่องจากว่าเราขาดปัจจัยงบประมาณ ที่จะสนับสนุนงานวิจัย สนับสนุนในเรื่องเครื่องมือเครื่องใช้ และสนับสนุนในงบประมาณ ของนักวิชาการต่าง ๆ ซึ่งเงินจํานวน ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญ กับ ๓๐๐ ล้านเหรียญนี้ ถ้าเรา เอามาเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดล่างหรือตลาดแข่งขันด้านสินค้าเกษตร ด้านสินค้า โอทอป ส่งไปเพิ่มมูลค่า สินค้าเหล่านี้จะกลับเข้าสู่ประเทศในวงเงินรายได้และทําให้พี่น้อง ประชาชนทุกระดับมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพราะฉะนั้นต่อคําถามท่านประธานรัฐสภา ผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีทั้ง ๒ ท่านว่า จริง ๆ แล้วรัฐบาลเอาเงิน ๑,๓๐๐ ล้านเหรียญ ไปใช้อะไรกันแน่ สมมุติฐานที่ได้มานั้นมันยังไม่พอเพียงครับ เพราะไม่มีรายละเอียด เราเองถึงเรียกร้องให้มีการตั้งกรรมาธิการเข้าไปศึกษา เข้าไปดูในรายละเอียด เพื่อที่ อยากเห็นว่าเงิน ๑,๓๐๐ ล้านเหรียญที่เราจะเป็นหนี้กันถ้วนหน้าเอาไปใช้จริง ๆ คืออะไร ท่านบอกว่าเอาไปพัฒนาในตลาดทุน รวมทั้งการปรับแผนการดําเนินการกลยุทธ์ ระยะกลาง เอาไปส่งเสริมให้ ก.ล.ต. หรือตลาดหลักทรัพย์ดําเนินกิจการอย่างเป็นอิสระ อันที่จริงตลาดหลักทรัพย์นั้นก็มีเงินภาษี มีเงินอุดหนุน มีเงินอะไรตั้งเยอะแยะ ทําไมจะต้อง กู้เงินแล้วไปส่งเสริมสิ่งเหล่านี้ เรามีหนทางอื่นไหมที่ไม่ต้องเป็ นหนี้ เพราะชื่อมันก็ ตลาดหลักทรัพย์ จําเป็นไหมที่จะเอานายแก้ว นายคํา นายดํา นายแดง ต้องไปคํ้าเงิน ประเภทนี้ ทําไมตลาดหลักทรัพย์ไม่กู้เงินมาเองล่ะครับ เอามาเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน เอามาพัฒนาตลาดทุน ตลาดเงินของตัวเอง ทําไมต้องมารบกวนพี่น้องประชาชน ตาสี ตาสา ทั่วประเทศ เพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดหลักทรัพย์ น่าที่จะใช้พ่อมดการเงิน ทั้งหลายแหล่ไปหาเงินมาเอง ไปพัฒนาตลาดหลักทรัพย์เอง เก่งอยู่แล้วรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังของเรานี่ ได้ข่าวว่าเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังระดับเอเชีย ระดับโลก ทําไมต้องกู้เงินมาพัฒนาตลาดหลักทรัพย์ล่ะครับ แสดงว่าไม่เก่งจริงใช่หรือไม่ ใจจริงเราอยากจะได้เงินกู้ที่มีการเอาไปใช้ในการพัฒนาอย่างจริงจังทั่วระบบ เพิ่มสินค้า เกษตร เพิ่มการแปรรูป สร้างถนนหนทางให้พี่น้องประชาชน ทําให้สินค้าเกษตรดีขึ้น สร้างแหล่งนํ้าให้นํ้าไหล ไฟสว่าง หนทางดี มีตลาดกลางสินค้า ทําให้พี่น้องประชาชน เงินกู้เหล่านี้น่าจะทําให้มีความสุขถ้วนหน้ามากกว่าจะเอามาพัฒนาตลาดหลักทรัพย์ ที่มีคนทั้งประเทศเล่นตลาดหลักทรัพย์ไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ คน นี่ละครับผมสงสัยว่า เอาไปใช้อะไรกันนักกันหนาตั้ง ๑,๓๐๐ ล้านเหรียญ ท่านรัฐมนตรีต้องตอบให้ได้นะครับ ถ้าตอบไม่ได้ผมก็จะเสียใจอย่างมากที่จําเป็นจะต้องไม่เห็นชอบด้วย ท้ายที่สุดนี้ผมยังเรียกร้องให้รัฐสภา ให้สมาชิกรัฐสภาเรียกร้องให้รัฐบาลโดยเฉพาะ ท่านรัฐมนตรีและท่านประธานรัฐสภาให้ตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบเงินกู้ตั้งแต่เมื่อเช้า จนถึงฉบับนี้ ๓ ฉบับ เพื่อจะให้รัฐสภามีส่วนร่วมในการตรวจสอบเงินกู้ที่พวกเราต้อง เป็นหนี้เป็นสินกันนี่ถ้วนหน้า เพราะฉะนั้นนําเรียนท่านประธานรัฐสภาผ่านไปยังรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องว่าได้โปรดใช้เวลานี้พิจารณาทบทวนโดยการตั้งกรรมาธิการในการเข้าไปดูแล เงินกู้จํานวนนี้ด้วย กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ต่อไปมีเพิ่มอีก ๒ ท่านแค่นั้นใช่ไหมครับ ฝ่ายค้านมีคุณไพจิต ศรีวรขาน กับคุณชวลิต วิชยสุทธิ์ คนละ ๗ นาที เชิญคุณไพจิต ศรีวรขาน ๗ นาที
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ไพจิต ศรีวรขาน ส.ส. จังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย เป็นอีกครั้งหนึ่งที่จะต้อง แสดงข้อคิดเห็นในการทักท้วงคัดค้านการทําหน้าที่ในการบริหารประเทศของรัฐบาล ผมได้คัดค้านในช่วงที่ไปกู้เงินเพื่อที่จะมาใช้จ่ายในการพัฒนากรุงเทพมหานครไปรอบหนึ่ง ช่วงเช้า ๘,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ณ วันนี้ก่อนที่จะเห็นชอบตามนี้ภายใต้ รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่บอกว่าโชคดีที่ได้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี เราจะเป็นหนี้เบ็ดเสร็จแล้ว ๗๗๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถ้าจะรวมคราวนี้อีก ๒ รายการ ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐกับ ๓๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ก็เป็ นเงินร่วมประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ภายในวันเดียวจะต้องเห็นชอบให้ท่านไปสร้างหนี้สร้างสินให้กับ พี่น้องประชาชน ผมถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรบังเกิดขึ้นต่อฐานะในการบริหารราชการแผ่นดิน ท่านทราบดีอยู่ว่าอายุในการที่จะบริหารประเทศของรัฐบาลท่านใช้เวลาอยู่อีกสักเท่าไร ไล่เลียงดูก็คงพอจะรู้ และจะรีบร้อนสร้างภาระแบบนี้ในช่วงแบบนี้อย่างไร ภาระที่เกิดขึ้น จะต้องใช้หนี้เขาอยู่รายการ ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐนี่ ๒๐ ปี รายการ ๓๐๐ ล้านเหรียญ สหรัฐจากธนาคารพัฒนาเอเชียอีก ๑๕ ปี คนอายุไม่ยืนยังต้องเป็นหนี้อยู่ยังใช้ไม่หมดครับ ท่านประธาน เป็นภาระที่อยู่ในรอบของการกู้เงินกู้ทองในการบริหารประเทศเป็นครั้งแรก และไม่ควรจะเป็นภาระที่เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชน ผมเองยืนยันมั่นใจว่าเงินทั้งหมด ก่อนที่จะจับจ่ายใช้อะไรทั้งหลาย ประเทศก็เหมือนครอบครัวต้องคิดให้รอบคอบไล่เลียงกัน พวกผมก็เสนอความเห็นว่ารายละเอียดในการจะไปกู้มันเหมือนเขียนเช็คเซ็นชื่อเบิกจ่าย โดยไม่มีรายละเอียดการจะไปใช้หนี้ใช้ให้กับใคร ประเทศเป็นของพวกเราร่วมกันในการทํา หน้าที่ ยิ่งถ้ามองดูเผิน ๆ ว่าเป็ นการไปสนับสนุนฝ่ำยธุรกิจการเงินการทองซึ่ง ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนี่เป็นสายกิจการอาชีพเหล่านี้ผมยิ่งไม่ไว้วางใจ เงินทุกบาททุกสตางค์วันนี้ควรจะไปถึงมือพี่น้องประชาชนเสียนะครับ ในการแก้ไขปัญหา ต่าง ๆ มากมายท่านก็ทราบกันดี แต่ว่าทําไมต้องมาเปิดแบบนี้ไว้ในช่วงฉุกละหุกชุลมุน ทางการเมืองกันวันนี้นะครับ เราเรียกร้องความร่วมมือ เราเรียกร้องความร่วมแรงร่วมใจกัน แต่ไปทําแบบนี้อีก ปลายเดือนก็จะเอางบประมาณเข้ามาอีกก็พอที่จะใช้เงินส่วนนั้นอยู่แล้ว ในการที่จะพัฒนาแก้ปัญหาฟื้นเศรษฐกิจ ก็บอกเศรษฐกิจดีทําไมไม่คอยตรงนั้นล่ะ ผมสงสัยทีแรกว่ามันอะไรหนักหนา ๓ เดือน ๖ เดือน เหลือเวลาอยู่เพียงเท่านี้ก็จะสร้าง ภาระเหมือนกับถ้าภาษาชาวบ้านก็คือตายอดตายอยาก ผมไม่อยากให้เกิดรัฐบาลภาระ ที่เป็นแบบนี้ ก็มาตรฐานโลกมาตรฐานที่จะต้องทําให้เป็นแบบฉบับมีอยู่แล้ว ผมไม่อยากจะเห็นว่าเวลาสร้างชาติ สร้างบ้านสร้างเมือง เวลากู้หนี้ยืมสินทั้งหมดนี่มันจะ สิ้นเนื้อประดาตัว ตัวเลขความรับผิดชอบที่จะต้องเกิดขึ้นนี่มันมหาศาลครับ ฝ่ายผมนี่ขอให้ มีคณะกรรมาธิการตรวจรายละเอียดพิจารณากันเสีย ใช้เวลาที่มีอยู่ดูด้วยความรอบคอบ ตัวแม่งานใหญ่ก็คือท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซึ่งเป็นคนไปกู้แล้วก็จะต้อง จับจ่ายใช้เงินเหล่านี้กับใคร ที่ไหน อย่างไร ฐานะปัจจุบันเป็นอย่างไร ภาระแบบนี้ แต่ละฝ่ำยนี่จะมีฝ่ำยเศรษฐกิจการเงินของแต่ละพรรค แต่ละกลุ่มดูอยู่แล้วนะครับ มันนอนไม่หลับนะครับถ้าบอกว่าพอเป็นผู้แทนราษฎรก็ปล่อยให้ฝ่ายที่อยากจะกู้ไปหากู้ ไปหายืม การเป็นหนี้นี่คือความทุกข์ คนเป็นหนี้ไร้เกียรติ ไร้ศักดิ์ศรีครับท่านประธาน ไร้เกียรติ ไร้ศักดิ์ศรี ผมยังชื่นชมอดีตท่านนายกรัฐมนตรีท่านบอกว่าเวลาไปหาเขานี่ ไปหาประเทศใดก็ตาม คบเขาแต่อย่าไปกู้ยืมเงินเขา ซึ่งผิดแผกจากรัฐบาลนี้มีแต่กู้กับกู้ ตอนนี้ไปประเทศไหนเขาไม่อยากต้อนรับแล้ว เขาไม่ว่าง ไม่รับรอง เลื่อน เขากลัวอะไร รู้ไหมครับ เขากลัวจะไปยืมเงินเขา นี่แป๊ บเดียวนี่กู้แล้ว ๔๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมไม่เห็นว่ามันเป็นสง่าราศีตรงไหน หรือว่าเครดิตดีเรากู้ได้เยอะ ประเทศไทยจะได้โด่งดัง ไปทั่วโลกว่าเป็นคนที่มีเครดิตสามารถกู้เงินเขา มันไม่มีเกียรติ ไม่มีศักดิ์ศรี เพราะฉะนั้น จะต้องตอบกันว่าถ้ายืนยันจะต้องทําแบบนี้ ก่อนที่จะโหวตขอให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการ จํานวนตามสัดส่วนที่รัฐบาลจะพึงเสนอได้ ให้บุคคลที่เป็นเจ้าภาพใหญ่มาชี้แจงต่อ ตัวแทนพรรคการเมือง ตัวแทนของสภา ตามกรอบวิธีการทํางานที่ละเอียดรอบคอบ ก็บอกแล้วว่าเราต้องการอนาคตเพื่อทําให้บ้านเมืองเป็นของประชาชน ทําบ้านเมือง ให้เป็นประชาธิปไตย อํานาจสูงสุดอยู่ที่ประชาชน ผมไม่อยากให้อํานาจไปอยู่โดยวิธี ขาดความรอบคอบ ไร้ซึ่งเหตุและผล ลูกหลานเข้ามาอีก ๒๐ ปีครับ ผมไม่รู้จะอายุถึงไหม เขาก็จะนินทาว่าในสมัยนี้ท่านประธานนี่เป็นประธานดําเนินการประชุมเสร็จแล้วก็ให้มี การกู้ มีใครเป็ นนายกรัฐมนตรี มีท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เป็นคนเสนอขอกู้ต่อรัฐสภา คนหนุ่ม ๆ ทั้งนั้น ผมไม่เชื่อว่าเรื่องเหล่านี้จะเป็นผลดีหรอกครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมอยากให้มีการทําตามขั้นตอนที่เหมาะสม ก็ขอความกรุณา ถ้ายังมีความประสงค์ที่จะใช้ขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการ จะให้พิจารณา ๑๐ วัน ๑๕ วัน ก็สุดแท้แต่ และเอากลับมา ผมก็มอบความไว้วางใจให้คณะของพรรคที่มีความถนัด ในเรื่องนี้ไปทํางาน ขอบพระคุณครับ
คุณชวลิตเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดนครพนม ท่านประธานครับ ในการพัฒนาประเทศ กระผมไม่ปฏิเสธแนวทางในการกู้เงินเพื่อมาพัฒนาประเทศ เพียงแต่การกู้นั้นมีเหตุผล หรือไม่ และเราจําเป็นที่จะต้องทราบข้อมูลรายละเอียดเพื่อประกอบการพิจารณา โดยเฉพาะ ณ สถานการณ์ปัจจุบันเหมาะสมต่อการกู้หรือไม่ โครงการรายละเอียด ได้จัดลําดับความสําคัญในการแก้ไขปัญหาของประเทศอย่างไร ผมมีคําถามที่จะ สอบถามทางรัฐบาลนะครับ มีข้อมูลหลาย ๆ ตัวเลขที่ได้มีการนําเสนอ แต่ผมอยากได้เป็น เอกสารที่ทางท่านรัฐมนตรีจะแจกต่อที่ประชุม
ประเด็นแรก อยากทราบว่าหนี้สาธารณะปัจจุบันมีเท่าไร รวมการกู้ ครั้งนี้รวมแล้วเป็นเงินเท่าไร มีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีเท่าไรนะครับ
ประเด็นที่สอง นับแต่รัฐบาลนี้ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๑ รัฐบาลนี้ได้กู้เงินไปแล้วกี่ครั้ง ครั้งละเท่าไร รวมเป็นเงินเท่าไร และมี แผนการใช้เงินคืนอย่างไรนะครับ
ประเด็นที่สาม ผมยังชื่นใจที่มี ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล แล้วก็ ส.ว. หลายท่าน เรียกร้องขอทราบรายละเอียดโครงการ ผมก็เช่นกันครับอยากจะได้รายละเอียดของ โครงการที่จะไปใช้จ่ายตามเงินกู้ที่จะขอกู้นี้ ถ้าไม่มี จําเป็ นนะครับที่จะต้องตั้ง คณะกรรมาธิการตามที่สมาชิกหลายท่านได้เรียกร้องขอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการ
ประเด็นต่อมาครับ การจัดลําดับความสําคัญของการแก้ไขปัญหาประเทศ ผมมาจากบ้านนอกครับท่านประธาน ขณะนี้ปัญหาในชนบทที่สําคัญที่สุดก็คือปัญหา ภัยแล้ง ภัยแล้งกําลังคุกคามโลก ในขณะเดียวกันประเทศไทยของเราในชนบทภัยแล้ง ขณะนี้กําลังคุกคามพี่น้องชนบทอย่างหนัก ปัญหานํ้า นํ้าอุปโภคบริโภค นํ้ากินนํ้าใช้ พี่น้องชนบทลําบากมาก ช่วงเช้าผมดีใจนะครับที่พี่น้องในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ได้งบประมาณจํานวนมากในการแก้ไขปัญหา แต่ในขณะเดียวกันพี่น้องในภาคอีสาน ของผม เป็นภาคที่ใหญ่ที่สุด ประชาชนมากที่สุด แต่ยากจนมากที่สุด การกระจาย งบประมาณลงไปยังพื้นที่ในชนบทนั้นเทียบไม่ได้เลยกับการพัฒนาในภาพรวมของรัฐบาล ดังนั้นคนจนจึงไหลเข้าสู่เมือง รัฐบาลก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด แล้วภาระนี้ก็หมักหมมมากยิ่งขึ้น ๆ ทําอย่างไรเราถึงจะมาจัดลําดับความสําคัญในการที่จะ กระจายงบประมาณแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด ผมยังมองว่าปัญหาเรื่องนํ้าโดยเฉพาะ โครงการชลประทานนั้นได้มีการศึกษาไว้ ในภาคอีสานของเรามีพื้นที่ชลประทานเพียง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ปัญหาความยากจนจึงแก้ไม่สําเร็จครับท่านประธาน
สิ่งที่เป็นประเด็นที่ผมคงจะต้องสอบถามไปยังฝ่ายรัฐบาลก็คือว่าโครงการ เอสพี ๒ งบ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่รัฐบาลบอกว่ามีเงินแล้วไม่กู้ แต่ขณะนี้มีการจัดซื้อ จัดจ้างในโครงการดังกล่าวนั้นแต่ไม่มีเงิน มีการเวนคืนที่ดินไปแล้วในโครงการชลประทาน ผมยกตัวอย่าง โครงการ ปตร. ห้วยบังกอ ที่ตําบลท่าค้อ อําเภอเมือง จังหวัดนครพนม งบ ๓๐๐ กว่าล้านบาท โครงการนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการเก็บกักนํ้าไว้ใช้ในฤดูแล้ง ในขณะเดียวกันก็ป้ องกันนํ้าจากแม่นํ้าโขงในฤดูนํ้าหลากไม่ให้เข้ามาท่วมเรือกสวนไร่นา ของพี่น้องประชาชน ใช้งบเอสพี ๒ ในวงเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่เมื่อรัฐบาลไม่กู้ เพราะว่ามีเงินแล้ว ได้ผู้รับเหมาแล้วขณะนี้ได้ผู้จัดซื้อจัดจ้างแล้ว เวนคืนที่ดินไปแล้วด้วย จะทําอย่างไร จัดลําดับความสําคัญอย่างไรในการที่จะจัดงบประมาณให้เขา จะไปใช้ งบปี ๒๕๕๔ หรือ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทถ้าใช้งบปี ๒๕๕๔ งบลงทุนเรามีเพียงพอ หรือเปล่า นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะสอบถามรัฐบาลว่าเงินกู้ไปนี่มีการตัดสินใจในการแก้ไข ปัญหาของชาติบ้านเมืองอย่างไร เอามาเรียงลําดับความสําคัญอย่างไร หรือตามใจชอบ แล้วแต่พรรคใดพรรคหนึ่งที่จะมาจัดสรรงบประมาณตรงนี้โดยมิได้ดูภาพรวมปัญหาของ ประเทศ ผมจึงอยากจะสอบถามรัฐบาลใน ๓-๔ ประเด็นตามที่ได้กราบเรียนมาข้างต้น
ประการสําคัญครับท่านประธาน ประเด็นสุดท้ายผมเห็นพ้องกับสมาชิก หลายท่าน รายละเอียดของโครงการสําคัญครับ ที่สมาชิกรัฐสภามาจากการเลือกตั้งของ พี่น้องประชาชนถือเป็นผู้แทนปวงชน จําเป็นที่จะต้องรับทราบข้อมูลในการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการที่ต้องไปกู้เขามา ถ้าไม่มีรายละเอียดมาให้พวกเราในวันนี้คณะกรรมาธิการ สมควรที่จะมีขึ้นครับท่านประธาน ขอขอบคุณครับ
เชิญคุณมณเฑียร บุญตัน ๗ นาที
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหาภาคอื่น ในฐานะสมาชิก รัฐสภาครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมก็คงมีความเห็นที่สอดคล้องกับสมาชิก หลายท่านนะครับ ที่รู้สึกว่าขณะนี้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทย ถ้าไม่นับ วิกฤตการณ์การเมืองที่อาจจะเป็นอุปสรรคอยู่บ้าง ก็เป็นไปตามกระแสของเศรษฐกิจโลก ที่น่าจะขยับตัวดีขึ้น แล้วรัฐบาลเองก็ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้หลายครั้งถึงขนาดที่ ได้พูดถึงการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่น่าจะเป็นที่พอใจพอสมควรในปี นี้ แล้วก็ จากการที่รัฐบาลได้ยกเลิกแผนการที่จะกู้ยืมเงินตามพระราชบัญญัติเป็นจํานวน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เป็ นสิ่งที่น่ายินดีเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามการนําเสนอ ขอความเห็นชอบในวันนี้ด้วยระยะเวลาอันจํากัดแล้วก็แนวโน้มที่รัฐบาลอาจจะจัดให้มี การเลือกตั้งอีกไม่กี่เดือนนี้ ก็ทําให้พวกเราหลายท่านเกิดความสงสัยอยากจะทราบถึง ที่มาที่ไป และผมเชื่อแน่ว่าทางรัฐบาลก็คงเตรียมตัวที่จะให้ที่มาที่ไปอยู่แล้วนะครับ ก็คงไม่ต้องพูดซํ้าในเรื่องเหล่านี้ แต่อย่างไรก็ตามมันมีประเด็นบางประการที่ผมเชื่อว่า หากรัฐบาลเองยังไม่ได้กําหนดแผนการใช้เงินเอาไว้อย่างตึงตัวมาก สมมุติว่ายังมีทางออก ยังมีทางที่จะปรับเปลี่ยนได้ ผมคิดว่าสิ่งที่จะต้องเร่งในการที่จะต้องนําเอาเงินมาใช้ หากจะต้องมีการกู้จริง ๆ ก็คือเรื่องของปัญหาทางสังคม คงไม่ลืมนะครับว่าสาเหตุสําคัญ ประการหนึ่งที่ทําให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองก็คือความเหลื่อมลํ้าทางสังคมและ เศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องประชาชนผู้ด้อยโอกาสในชนบท ผู้เสียเปรียบทางสังคม คนพิการ ผู้ไร้สถานะหลายกลุ่มหลายพวก ที่ไม่มีโอกาสที่จะเข้าถึงการจัดสรรทรัพยากร ไม่ว่าจะโดยวิธีการใดก็ตาม ผมคิดว่ารัฐบาลเองก็พูดถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงสังคมไทย ไปสู่สังคมสวัสดิการ ถึงขนาดท่านนายกรัฐมนตรีเองลงมาจับเรื่องนี้โดยตรงหลายครั้งนะครับ แล้วผมคิดว่าแผนสร้างความปรองดองของท่านนายกรัฐมนตรีก็มีส่วนหนึ่งที่ได้อธิบาย เรื่องนี้ก็คือเรื่องปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งย่อมหมายรวมถึงการปฏิรูปสังคม เศรษฐกิจและ การเมืองควบคู่กันไปด้วย คงจะต้องให้ความสําคัญกับปัญหาความเหลื่อมลํ้าทางสังคม ให้มากนะครับ หลายเรื่องนั้นรัฐบาลได้ริเริ่ม หลายเรื่องรัฐบาลได้สานต่อจากนโยบายที่ดี ของรัฐบาลก่อนหน้านั้น แต่ผมก็ยังเชื่อว่ามันมีอีกหลายประเด็นที่ยังต้องการความริเริ่ม แล้วก็สิ่งที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องสําคัญก็คือเรื่องของความชัดเจนในเรื่องการปฏิรูป การศึกษา ซึ่งควรจะต้องเป็นการปฏิรูปในเชิงเนื้อหามากกว่าในเรื่องของโครงสร้าง การบริหารแต่เพียงอย่างเดียว อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของการจัดสวัสดิการสําหรับกลุ่ม ผู้ด้อยโอกาส คนพิการ และผู้สูงอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมไทยกําลังจะก้าวไปสู่สังคม สูงอายุในอีกไม่กี่ปี ต้องถือว่าเป็นความสําเร็จของเราที่การสาธารณสุข การดูแลสุขภาพ ของเราได้ผล ทําให้อายุเฉลี่ยของเรายืนขึ้นมากนะครับ แต่ก็จะมีปัญหาตามมาอีก มากมายครับ โครงสร้างพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นทางด้านสถาปัตยกรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ขนส่งสาธารณะ ที่เกิดขึ้นมามากมายในรอบหลายปี ไม่ได้คํานึงถึงการใช้ ไม่ได้คํานึงถึง การเข้าถึง และใช้ประโยชน์ร่วมกันของคนทุกกลุ่ม หลักการการออกแบบที่เป็นสากล หรือยูนิเวอร์แซล ดีไซน์ (Universal design) ไม่ได้ถูกหยิบยกนํามาใช้ในการที่จะกําหนด รูปแบบในการก่อสร้าง ระบบข้อมูลข่าวสาร เทคโนโลยีสารสนเทศก็เช่นกัน ประเทศไทยเราเป็นประเทศเจ้าตํารับ ในการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ หลายเรื่องเราควรจะสนับสนุนงานวิจัยโดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานวิจัยที่จะทําให้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นเทคโนโลยีเพื่อทุกคน เป็นเทคโนโลยีที่คนไม่ว่าจะมีข้อจํากัดใด ๆ สามารถที่จะเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ และใน เรื่องสําคัญอีกหลายเรื่องนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการรักษาพยาบาลซึ่งก็ทราบว่ายังมี คนที่ไม่สามารถจะเข้าถึงอีกมากมาย ผมคิดว่าเงินเหล่านี้มีค่ามากมายมหาศาล ถ้าจําเป็น จะต้องกู้จริง ๆ รัฐบาลก็ควรจะต้องจัดลําดับให้ความสําคัญกับเรื่องนี้ให้มาก ผมจะไม่พูด ซํ้าเรื่องที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติท่านอื่นได้กล่าวไปแล้วนะครับ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่อง การจัดการนํ้า ปัญหาเรื่องเกษตรกร เพราะว่ามีผู้ให้ความสนใจอยู่แล้วนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องสําคัญก็คือเรื่องของการนําเงินมาใช้ ในการป้ องกันสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งผมคิดว่าอุบัติเหตุนั้นเป็นสาเหตุหนึ่งของความพิการ เป็นสาเหตุหนึ่งของความเจ็บป่วย บ้านเรานั้นยังไม่ประสบความสําเร็จในเรื่องของการลด อุบัติเหตุเท่าที่ควร หลายครั้งสามารถจะป้ องกันได้ครับ ที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือบริเวณ ทางแยกที่ตัดกับทางรถไฟหลายแห่ง เท่าที่ทราบมีจํานวน ๓๐๐-๔๐๐ แห่งที่ไม่มีสัญญาณ และแทนที่ท่านจะสร้างเป็นสะพานยกระดับ แทนที่ท่านจะสร้างเป็นอุโมงค์ ท่านก็ไม่สร้าง ก็ปล่อยให้ประชาชนไปเผชิญชะตากรรมเอาเอง ถือว่าเป็นกรรมของใครของมันก็แล้วกัน อย่างนี้เป็นต้น ผมคิดว่าเรื่องนี้น่าจะได้รับการดูแลแก้ไขนะครับ
ท้ายที่สุดนี้ ผมมีความเป็นห่วงในเรื่องของการเข้าถึงบทเรียน ตําราเรียน ซึ่งนโยบายของรัฐบาลก็คืออยากจะให้นักเรียนเรียนฟรี แต่ท่านทราบไหมครับว่า ตําราเรียนนั้นมีราคาสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตําราเรียนที่จําเป็นจะต้องนําไปทําซํ้าหรือไป ดัดแปลงให้กลุ่มคนหลายกลุ่มที่มีปัญหาในการอ่านจะได้สามารถเข้าถึงได้มีราคาค่างวด ค่อนข้างสูงครับ ถ้ารัฐบาลไม่ช่วยสนับสนุนการผลิตตําราเหล่านี้นักเรียนที่เป็นเด็กพิการ ก็ดี เป็นเด็กชนเผ่าก็ดี เป็นผู้ที่มีปัญหาทางการอ่านอื่น ๆ ก็ดี ก็จะไม่สามารถเข้าถึง บทเรียนได้ เพราะฉะนั้นอยากจะให้รัฐบาลสนับสนุนการผลิตตําราเรียนในรูปแบบที่เป็น สื่อทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นตําราเรียนที่เป็นสื่อมัลติมีเดีย (Multimedia) ก็ดี เป็นอักษรเบลล์ (Braille) ก็ดี เป็นภาษามือก็ดี หรือเป็นภาษากลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ก็ดี ก็จะเป็นประโยชน์ครับ ขอบพระคุณมากครับท่านประธาน
เชิญคุณสุชาติ ลายนํ้าเงิน คนสุดท้าย
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุชาติ ลายนํ้าเงิน พรรคเพื่อไทย จังหวัดลพบุรี ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ก็ขอพูดเป็นคนสุดท้ายในเวทีแห่งนี้ที่รัฐบาลจะพาพวกผมไปเป็นหนี้อีก ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้ ฝากท่านประธานครับ เมื่อกี้ที่ฟังตั้งแต่บ่ายสองโมงมา แทนพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ก็ได้รับรายงาน มีบางคนก็โทรศัพท์มาบอกว่า สภาจะกู้เงินอีกแล้วหรือครับท่านประธาน เขาฝากบอกมาว่าเมื่อกี้นี้มีพูดดีที่สุดก็คือ ท่าน พันเอก วินัย สมพงษ์ การกู้เงินต้องมีเหตุผลครับท่านประธาน วันนี้แผนการกู้เงิน มีอยู่ ๓-๔ แผ่น ครั้งที่ผ่านมา พ.ร.ก. ๑๗,๐๐๐ ล้านบาทก็ยังใช้ไม่หมด วันนี้รัฐบาลจะเอา มากู้อีก ลืมแล้วหรือครับท่านประธาน ลืมเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่านที่ได้ เตือนไว้เสมอว่าประเทศนี้น่าจะบริหารแบบเศรษฐกิจพอเพียง วันนี้เวิลด์ แบงก์หรือเงิน ต่างชาติ เงินไจก้า เราก็จะกู้มาเหมือนเดิม ยังไม่เห็นรัฐบาลนี้เลยครับ ๑ ปี ๔ เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลนี้ยังไม่เคยพูดเลยครับว่าจะขายข้าวให้ได้ราคาเกวียนละ ๑๔,๐๐๐ บาทหรือ ๑๕,๐๐๐ บาท แทนพี่น้องประชาชนชาวไร่ชาวนา มีแต่รัฐบาลนี้เสนอแผนกู้ กู้ กู้อย่างเดียว อย่างที่คนอื่นเขาบอก วันนี้ผมเป็นผู้แทนราษฎรในสภา ผมเป็นคนที่โดนเลือกมาให้มา เป็นฝ่ำยค้านในสภาก็ว่าได้ ผมยืนยันครับท่านประธาน และฝากไปถึงคณะรัฐบาล ของรัฐบาลนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นะครับว่าอย่าเพิ่งรีบกู้เลย อย่างน้อยก็เห็นใจ ประชาชนครับว่าไม่ต้องไปเพิ่มจํานวนหนี้สาธารณะขึ้นให้กับพี่น้องประชาชนคนไทย เหตุผล เพราะผมดูโครงการแต่ละโครงการแล้วครับท่านประธาน บางโครงการไม่รู้ว่ากู้ไป ซํ้าซ้อนกันหรือเปล่า บางโครงการเป็นโครงการต่อเนื่องก็ไม่น่ามีปัญหา แต่โครงการที่เป็นโครงการแบบรีบ ๆ ร้อน ๆ ร้อนจนไม่รู้ว่าเหมือนกับ ต้องบอกท่านประธานว่าเหมือนคนเป็นหนี้แล้วไม่มีสตางค์ ไปใช้เขา ไม่รู้จะเอาที่ไหนไปใช้ก็ไปกู้เพื่อนมาใช้หนี้เขา ถ้าผมพูดในสภาก็เหมือนคนเล่น การพนันหมดตัวชั่วโมงนี้ รัฐบาลนี้เหมือนคนเล่นการพนันหมดตัว ไปติดเขาไว้ไม่รู้จะทํา อย่างไรก็เอาประชาชนไปกู้ เพราะโฉนดก็ไม่มี หลักฐานความมั่นคงการเมืองก็ไม่ค่อยแข็ง สุดท้ายไปกู้เอาประชาชนไปเป็นกําบัง ทําไมผมพูดอย่างนี้ นี่คือประเทศไทยครับ ประเทศไทย น่าจะมีเอกราช เป็นเอกราชที่ไม่ได้ไปเป็นหนี้คนอื่นเขาเสียบ้าง นี่ยังไม่ทันไรครับลืมตาอ้าปาก ได้ไม่เกิน ๒-๓ ปี วันนี้เดินสู่วังวนเดิมครับ วังวนที่กลับไปกู้เหมือนเดิม กลับไปกู้มาอีก เป็นหมื่น ๆ ล้าน ท่านประธานลองมองกลับไปที่พี่น้องต่างจังหวัดชาวไร่ชาวนา พ่อค้า ประชาชน วันนี้พี่น้องเดือดร้อนมากครับท่านประธาน บางบ้านแทบทะเลาะกันลูกจะ เปิดเทอมยังหาสตางค์ไปซื้อเสื้อผ้าไปโรงเรียนไม่ได้เลย แถมปัญหาพ่วงมา ยาเสพติด เดินขายกันว่อนไปหมด รัฐบาลไม่เคยคิดจะแก้ปัญหาตรงนั้น แต่รัฐบาลกลับไปกู้เงิน เข้ามาอีก นี่คือความเจ็บปวดของคนไทย ผมเป็นคนต่างจังหวัดไปที่ไหนมีคนร้องที่นั่น ท่านประธานก็คงเป็นคนต่างจังหวัดเหมือนผม การกู้เงินแต่ละครั้ง ๆ ถามพี่น้องประชาชน ว่ารู้เรื่องไหม พี่น้องประชาชนบอกไม่รู้หรอก คนที่จะรู้เรื่องดีก็คือผู้แทนราษฎรที่เขาเลือกมา ครั้งที่แล้ว พ.ร.ก. ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทผมก็ขวางเต็มที่ ผมขวางเต็มที่ ผมก็พูดต่อไว้ ในสภาด้วยซํ้าไป ขอย้อนกลับไปนิดเดียวเมื่อกี้มีหลายคนพูดเรื่องโครงการไทยเข้มแข็ง ผมเข้มแข็งที่สุดที่จังหวัดลพบุรีของผมนั่นละครับ ผมเห็นถนนดี ๆ มันก็เข้มแข็งเหมือนเดิม ทําแต่ข้างหน้า ถนนที่โครงสร้างแข็งแรงอยู่แล้วนี่ก็คือเงินกู้อีกครับท่านประธาน คนกรุงเทพฯ กู้มาสร้างถนน กู้สร้างรถไฟฟ้ำ กรุงเทพฯ เจริญ แล้วถามว่าต่างจังหวัดไม่พัฒนาให้มันเจริญ เหมือนกันหรือ นี่ก็ประเทศไทยที่เสียภาษีเหมือนกัน วันนี้ถ้ารัฐบาลแน่จริงกู้สิครับ กู้ไป สร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นที่มันมีปัญหาใหญ่ ๆ อยู่ ผมฝากท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการประดิษฐ์ เพราะว่าเป็นคนจังหวัดพิจิตร ภัยแล้งท่านเห็นไหมครับ เวลานํ้าท่วมจังหวัดพิจิตร นํ้าท่วม จังหวัดสุโขทัย เวลาแล้งก็แล้งอยู่แถวจังหวัดพิจิตร แถวจังหวัดสุโขทัย เหตุผลทําไมผมพูด อย่างนี้ครับท่านประธาน ถ้ามีเขื่อนแก่งเสือเต้นผมขอพูดไว้ตรงนี้อีก ครั้งที่แล้วมีการศึกษา ๒๕ ลุ่มนํ้าสร้างแก่งเสือเต้นประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทแต่ไม่ยอมสร้างกลัวเอ็นจีโอ (NGO) ร้อง วันนี้ไม่ต้องกลัวครับท่านประธานประเทศจีนนี่เขาสร้างแบบไม่ต้องเกรงใจ แต่ถ้า รัฐบาลนี้เก่งจริงแน่จริงทําเถอะครับ ถ้าสร้างแก่งเสือเต้นได้ จังหวัดลพบุรี จังหวัดพิจิตร จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดอ่างทอง หน้านํ้าเก็บนํ้า หน้าแล้งปล่อยนํ้ามาทํานาหรือท่านไม่กล้าทํา ก็โอนโครงการไปเป็นโครงการพระราชดําริเหมือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี พี่น้อง จะได้ลืมตาอ้าปากได้ ดีกว่าพวกท่านไปกู้แล้วมาทําถนนที่ยังดี ๆ อยู่ นี่คือเหตุผลของผม ครับท่านประธาน ในเมื่อผมเป็นปากเป็นเสียงแทนพี่น้องฝากต่อท่านประธานด้วยครับ การบริหารประเทศนี้ราคาพืชผลพืชไร่ยังไม่เคยมีใครพูดเลย ยังไม่มีใครเห็น ที่ผ่านมาครั้งแรก พ.ร.ก. เงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เงินเหลือ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทต้องคืนคลัง ยกเลิก พ.ร.ก. เงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทอ้างว่าไม่จําเป็น ห่างกัน ๑ สัปดาห์กู้อีกแล้ว นํ้าแล้ง ฝนแล้ง ทําไมไม่กู้เพื่อไปแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศเสียบ้าง วันนี้อยากจะให้ลูกหลานของเรามีความสุขกับรัฐบาลในการบริหารเงินที่กู้มา ฝากนะครับ ท่านประธานครับ ฝากเรื่องทุจริตคอร์รัปชันที่ผ่านมา พอกู้แล้วโกงจับได้ท่านก็เปลี่ยนออก เอาคนอื่นมานั่งแทน แล้วก็บอกหน้าตาเฉยว่าไม่เป็นไรแล้วก็ใช้เวลาเงียบหายไป ๓-๔ โครงการที่พรรคเพื่อไทยตามอยู่ เช่น โครงการสิทธิชุมชนพอเพียง ประเด็นที่ ๑ สาธารณสุข ประเด็นที่ ๒ ปลากระป๋ อง ประเด็นที่ ๓ ทุกเรื่องเป็นเรื่องของเงินกู้ทั้งนั้น แล้วท่านก็เปลี่ยนคนออกไป แล้วก็เอาคนอื่นมานั่ง แล้ววันนี้ท่านก็มาเสนอกู้อีก แล้วกู้แล้ว จะมีการโกงหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ ขอบคุณมากครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ถือว่าปิดการอภิปราย เชิญรัฐมนตรีจะตอบไหมครับ เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภา ท่านสมาชิกรัฐสภาที่เคารพทุกท่านครับ ผมได้นั่งฟังข้อเสนอแนะ คําอภิปราย และความคิดเห็น ที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง และใคร่จะถือโอกาสนี้อธิบายให้ ท่านประธานรัฐสภาผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกรัฐสภาได้เข้าใจว่าในเอกสารที่แจกไปผมคิดว่า มีความเข้าใจผิดกัน เพราะว่าผู้ตั้งข้อสังเกตนี่จะตั้งข้อสังเกตเหมือนกันหมด คืออยากจะรู้ ว่านําเงินกู้ไปใช้อะไร แล้วก็มีการตั้งข้อสังเกตว่า นําเงินกู้ไปใช้ในส่วนของตลาดทุน ในส่วน ของการปรับปรุงการบริหารจัดการ ในส่วนของปรับปรุงงาน สํานักนายกรัฐมนตรี ตามหน้าที่เป็นตาราง แล้วก็มีตารางที่บอกว่าดําเนินการแล้ว ๆ ขอเรียนชี้แจงว่าในส่วนนั้น ไม่ใช่เป็นส่วนที่นําเงินกู้ไปใช้ ส่วนนั้นเป็นส่วนของธนาคารโลก ในส่วนของธนาคารโลก ที่บอกว่า ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญนั้นนําเงินไปใช้ในปัจจัยเรื่องของการบริหารงบประมาณ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ อันนี้เป็นเรื่องว่าธนาคารโลกเขามีข้อว่าถ้าเราดําเนินการบริหาร จัดการ การจัดสรรงบประมาณ บริหารจัดการสํานักนายกรัฐมนตรี สํานักงานคณะกรรมการ พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้มีประสิทธิภาพแล้วเขาถึงให้เรากู้ เป็นเงื่อนไข ที่ว่าถ้าเราทําสิ่งเหล่านี้แล้วเขาถึงให้เรากู้ ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญ
ในส่วนต่อไปครับ ส่วนของเอดีบีนั้นถ้าเราได้ปรับปรุงตลาดหลักทรัพย์ มีแนวทางที่จะปรับปรุงให้ตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทยนั้นดีขึ้นเขาถึงให้เรากู้อีก ๓๐๐ ล้านเหรียญ ไม่ใช่ว่าเราเอาเงิน ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญของธนาคารโลกไปใช้ในส่วน ตารางที่ท่านได้เห็น ไม่ใช่ว่าเราเอาเงิน ๓๐๐ ล้านเหรียญของเอดีบีไปใช้ ฉะนั้นผมเข้าใจว่า มีความเข้าใจผิด ซึ่งผมต้องขอกราบอภัยผ่านท่านประธานรัฐสภาไปยังเพื่อนสมาชิกด้วย
ส่วนถามว่าเงินทั้ง ๒ แหล่งนี้นําไปใช้อะไร คือทางกระทรวงการคลัง มีความคิดเห็นว่า เงินกู้ในลักษณะนี้เราจะนําไปใช้ในโครงการที่สนับสนุนภายใต้โครงการ ปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ซึ่งเราได้ยกเลิก พ.ร.บ.เงิน กู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทไปแล้ว ฉะนั้น มันเป็นยุทธศาสตร์ ท่านประธานครับ มันเป็นยุทธศาสตร์ของรัฐบาลที่จะมองว่าในสภาวะ เศรษฐกิจที่ยังไม่ดีขึ้น ประจวบกับปัญหาที่เกิดขึ้นปัจจุบันนี้ ความไม่สงบที่มีในประเทศเรา รัฐบาลมีความจําเป็นที่จะมีเงินก้อนหนึ่ง มีเงินกู้ก้อนหนึ่งไปใช้เพื่อที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ผมเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับว่า ตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ เมื่อเรา ประสบวิกฤติเศรษฐกิจในสมัยที่ท่านสมัครเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีสุรพงษ์ได้เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา สมัยท่านรัฐมนตรี สุชาติ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ก็มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเข้ามา สมัยนี้ซึ่งเป็นรัฐบาลชุดนี้ ก็มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของแต่ละรัฐบาลแต่ละชุดเข้ามา ซึ่งผมกราบเรียนอย่างนี้ ครับท่านประธาน ผมคิดว่าเราโชคดี โชคดีอย่างไรครับ โชคดีที่ว่ามาตรการกระตุ้ น เศรษฐกิจต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นแต่ละรัฐบาลเห็นแนวทางคล้าย ๆ กัน คล้าย ๆ กัน หมายความว่า ถ้ารัฐบาลชุดไหนมีมาตรการแล้ว ถ้ามาตรการไหนดีรัฐบาลชุดนั้นจะทําต่อ ถ้ามาตรการไหนไม่ดีหรือเห็นว่าไม่มีความจําเป็นรัฐบาลชุดนั้นก็จะยกเลิก ฉะนั้นมาตรการ ต่าง ๆ ที่ได้ดําเนินการมาตั้งแต่รัฐบาลท่านสมัครจนถึงรัฐบาลชุดนี้ ผมว่าส่วนใหญ่จะเป็นมาตรการต่อเนื่อง ยกเว้นแต่ว่ารัฐบาลชุดนี้ได้ออก พ.ร.บ. เงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทซึ่งผ่านสภาไป แต่ พ.ร.บ. เงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อันใหม่ที่ได้ ยกเลิกไปแล้วนั้น รัฐบาลเห็นว่าไม่มีความจําเป็น ด้วยเหตุผลที่ว่ารัฐบาลจัดเก็บรายได้ ได้ดีขึ้น รัฐบาลประสบความสําเร็จในการบริหารจัดการเศรษฐกิจที่ดีขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์เช่นนี้รัฐบาลยังมิอาจนิ่งนอนใจ จึงใช้ยุทธศาสตร์ที่อาจจะมีแนวความคิด ที่แตกต่างกับคนอื่น ยุทธศาสตร์ก็คือว่าเมื่อเศรษฐกิจยังอยู่ในสภาวะที่เปราะบาง ประจวบกับสถานการณ์ไม่สงบในประเทศเรา และสถานการณ์ในยุโรปไม่ว่าจะเป็น ประเทศกรีซ ไม่ว่าจะเป็นประเทศโปรตุเกส ไม่ว่าจะเป็นประเทศสเปน ซึ่งมีการพูดกันว่า จะมีปัญหากระทบเศรษฐกิจต่อเนื่องของโลก ฉะนั้นรัฐบาลเห็นว่ามีความจําเป็นที่เราจะต้อง มีเงินหรืองบประมาณก้อนหนึ่งเพื่อที่จะนําไปใช้รองรับการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือใช้จ่ายให้ เกิดความคล่องตัว ทีนี้ถามว่าไปใช้อะไร ส่วนใหญ่ที่พูดคุยกันก็คือว่าโครงการที่อยู่ใน เอสพี ๒ ที่เราได้ยกเลิก พ.ร.บ. ไปนั้น จะนําโครงการที่อยู่ในนั้นนํามาลําดับความสําคัญ อย่างที่ท่านสมาชิกวุฒิสภาบางท่าน หรือท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางท่านได้แนะนํา ผมมาว่าควรจะจัดลําดับความสําคัญให้ดีในการนําเงินก้อนนี้ไปใช้ ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนชี้แจงว่าเงินต่าง ๆ เหล่านี้ หรือเงินกู้ต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นเงินกู้ที่เราน่าที่จะไปกู้ เพราะว่าด้วยปัญหาเศรษฐกิจที่กําลังจะเกิดขึ้นในประเทศกรีซ ประเทศสเปน และประเทศ โปรตุเกส จะทําให้เราหาเงินกู้ได้ยากขึ้น จะทําให้เราหาเงินกู้ได้มีดอกเบี้ยที่แพงขึ้น ผมเข้าใจครับว่าท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติหลาย ๆ ท่านมีความกังวลว่ากู้มากเหลือเกิน แต่วันนี้ได้พิสูจน์แล้วครับว่าการที่เรากู้เงินมาในส่วนของ พ.ร.บ. ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และนําเงินไปใช้จ่าย วันนี้สิ่งที่มันได้สะท้อนกลับให้เห็นว่าเศรษฐกิจนั้นดีขึ้นก็คือเรา จัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้นได้ในช่วง ๖ เดือนของปีนี้ได้มากขึ้นตามตัวเลขที่เราได้ทราบกันอยู่ ผมจึงเรียนท่านประธานรัฐสภาผ่านไปยังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่มีความคิดเห็นที่ดีมาก มีความคิดเห็นที่สอดคล้อง เห็นใจและเห็นด้วยกับท่านที่ว่าท่านมีความเป็นห่วงในการใช้จ่าย งบประมาณ มีความเป็นห่วงในการใช้จ่ายภาษีของพี่น้องประชาชน ซึ่งผมมีความเป็นห่วงด้วย ฉะนั้นในอีกส่วนหนึ่งที่ผมอยากจะตอบคําถามของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมี ความเป็นห่วงในเรื่องของหนี้สิน วันนี้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีในปัจจุบันนะครับ ตัวเลขอยู่ที่ ระดับ ๔๑.๔ ซึ่งการกู้เงินจากต่างประเทศในปีงบประมาณ ๒๕๕๓ ที่ผ่านมาครั้งนี้ไม่เกินกรอบ ที่กฎหมายอนุมัติ และสําหรับการกู้ในครั้งนี้จากธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาเอเชีย จะทําให้หนี้สินต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ ๐.๐๐๐๔๔๒๑ ตัวเลขอาจจะละเอียดมากเกินไป แต่น้อยมากที่จะทําให้หนี้สินเราเพิ่มขึ้น ผมจึงอยากกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติให้ได้เข้าใจและได้ทราบ ผมคิดว่าเราเข้าใจกันดี แต่ว่าโครงการ ต่าง ๆ ที่คิดว่าจะใช้จ่ายนั้น อีกครั้งนะครับ จะดําเนินการนําโครงการที่อยู่ใน พ.ร.บ. ที่เรา ยกเลิกไปแล้วนํามาใส่ในตัวนี้และจะต้องผ่านคณะกรรมการซึ่งมีปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน และนําเสนอต่อคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งครับท่านประธาน ขอขอบพระคุณครับ
ก็จบ ต่อไปผมจะถามมติ มีอะไรครับ จบการอภิปรายแล้วท่านวิทยา จบไปแล้ว เราปิดการอภิปรายไปแล้วครับ ต่อไปก็มีแค่ การลงมติ แล้วผมจะตรวจสอบดูว่าสมาชิกอยู่ครบไหมครบ ถ้าครบก็จะลงมติ ถ้าไม่ครบ ก็จะเลื่อนการลงมติ ขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนครับ
(นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
มีอะไรครับ ปิดการอภิปราย ลงมติแล้ว
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม เจริญ จรรย์โกมล สมาชิกรัฐสภาจากจังหวัดชัยภูมิ ในข้อที่ได้เสนอต่อ ท่านประธานแล้ว ท่านประธานอาจจะขึ้นมาแล้วก็ไม่ทราบ คือผมได้อภิปรายแล้วก็ได้ เสนอไปที่ท่านประธานว่าในรายการนี้เมื่อรัฐบาลได้เสนอเข้ามาแล้วก็ไม่ทราบถึง รายละเอียด แล้วก็สมาชิกรัฐสภาหลายท่านก็ได้อภิปราย ผมจึงเสนอท่านประธานไป ท่านประธานก็ให้อภิปรายไปก่อน ก็คือขอตั้งกรรมาธิการขึ้นมาเพื่อตรวจสอบเรื่องนี้ ก่อนได้ไหม ขอประเด็นนี้ก่อนได้ไหมท่านประธาน
เดี๋ยวผมตรวจสอบองค์ประชุม ก่อนครับ
อันไหนนะครับ
ผมตรวจสอบองค์ประชุมก่อนครับ เชิญคุณวิทยา
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย เนื่องจากเราประชุมมาล่วงเลยเวลาที่ทําความตกลงกัน พอสมควร ผมอยากให้ท่านประธานเลื่อนการลงมติไปนัดหน้าครับ
ดูองค์ประชุมสักหน่อยครับ เดี๋ยวผมจะผิดข้อบังคับ มีอะไรอีกหรือครับ มีเยอะเหลือเกินครับ มีอะไรครับ มันปิด การอภิปรายแล้ว
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม พีรพันธุ์ พาลุสุข ท่านประธานเมื่อกี้นี้ผมฟังคําชี้แจงจากท่านรัฐมนตรี ท่านพูดในสภานี้ว่า
ปิดอภิปรายแล้วครับ ท่านเป็น นักกฎหมายครับ เมื่อปิดอภิปรายแล้ว ข้อบังคับมันก็ระบุไว้ชัด
ผมไม่ได้ อภิปรายครับท่านประธาน เพียงแต่อยากยํ้าต่อที่ประชุม
ท่านไม่อภิปราย ท่านพูดใช่ไหมครับ
พูดแต่ไม่ใช่ อภิปราย เพียงแต่ยํ้าต่อที่ประชุมบอกว่าเมื่อกี้นี้ท่านรัฐมนตรีตอบว่าเงินกู้นี้จะเอาไปใช้ แทนเงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เป็น พ.ร.บ. ก็คือรัฐบาลบอกว่าจะไปใช้ในโครงการ ไทยเข้มแข็ง ซึ่งเดิมผมเข้าใจว่ารัฐบาลบอกว่าจะกู้มา ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่กู้แล้ว จะเอาเข้าโครงการเป็นงบประมาณปีต่อไป แต่ว่าอันนี้จะมาใช้กับโครงการไทยเข้มแข็ง นี่คือเรื่องปัญหาที่ยิ่งใหญ่ ฉะนั้นผมคิดว่าสมาชิกจําเป็นจะต้องใส่ใจเรื่องนี้ให้มาก ๆ ครับท่านประธานครับ
ท่านสุทัศน์มีอะไรอีกครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม สุทัศน์ เงินหมื่น ความจริงปกติท่านประธานได้กําหนด ไว้ว่าเราประชุมกันประมาณห้าโมงเย็น นี่เลื่อนเวลามาจนถึงทุ่มหนึ่ง กระผมเห็นว่า ท่านประธานควรจะเลื่อนการลงมติไป
คือวันนี้เรานัดไว้ทั้งท่านประธาน วุฒิสภาว่าจะเอากันให้เสร็จถึงระเบียบวาระการประชุมที่พิจารณาเสร็จแล้วอะไรต่าง ๆ
ใช่ครับ ท่านประธาน
ทีนี้เราก็มาดูสมาชิกท่านก็เหนื่อย เพราะว่าทาง ส.ว. ท่านก็ประชุมแต่เช้ามา เมื่อวานท่านก็ประชุมดึกดื่นก็เห็นใจ ผมดูแล้ว ก็คงจะไม่ครบองค์ประชุม กระผมขอปิดประชุม และขอเลื่อนการลงคะแนนโหวต ในวันจันทร์ที่ ๑๗ เวลา ๙ โมงครึ่ง เดี๋ยวทําหนังสือเวียนครับ