รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓

สามารถ ราชพลสิทธิ์ หารือเรื่องการลงทุนโครงการรถไฟฟ้าและระบบอาณัติสัญญาณ โดยขอแนะนำให้รัฐบาลลงทุนโดยทั้งหมด 100% และไม่ให้เอกชนมาร่วมลงทุน เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยของโครงการนี้สูงกว่าโครงการในอดีตของรัฐบาล และไม่ควรให้เอกชนมาร่วมลงทุนในระบบที่สำคัญ เช่น ระบบรถไฟฟ้าและระบบอาณัติสัญญาณ นอกจากนี้ยังเสนอแนะการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มเติม และแนะนำให้รัฐบาลลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อดึงดูดการลงทุนในฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา และส่งเสริมการลงทุนในโครงการต่างๆ เช่น โมเตอร์เวย์ สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา และระบบขนส่งมวลชน นอกจากนี้ยังแนะนำให้รัฐบาลพิจารณาใช้การลงทุนในรูปแบบพีพีพี (PPP Model) และควรลงทุนในโครงการสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งใหม่ และแนะนำให้รัฐบาลมุ่งเน้นกู้เงินจากไจก้ามากกว่าธนาคารโลกและธนาคารเอดีบี

นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม สามารถ ราชพลสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอพูดถึง วาระทั้ง ๒ วาระ วาระแรก ก็คือเป็นร่างหนังสือแลกเปลี่ยนความร่วมมือทางการเงิน ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่ นเพื่อนํามาใช้ในการก่อสร้างโครงการสําคัญ ก็คือ โครงการรถไฟฟ้ำสายสีม่วงระหว่างบางซื่อไปถึงบางใหญ่ ระยะทางประมาณ ๒๓ กิโลเมตร โครงการที่ ๒ ก็คือโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยาบริเวณ ถนนนนทบุรี ๑ สําหรับโครงการแรกนั้นโครงการรถไฟฟ้ำสายสีม่วงจากบางซื่อ ไปบางใหญ่ ผมถือว่าเป็นโครงการที่มีความสําคัญมาก เพราะเป็นโครงการที่สามารถ เชื่อมโยงตัวเมืองกับชานเมืองเป็นการช่วยในการขนผู้โดยสารจากชานเมืองเข้าสู่ตัวเมือง โครงการนี้ถ้าท่านที่ผ่านไปบริเวณถนนรัตนาธิเบศร์ บริเวณบางบัวทอง บางใหญ่ จะพบว่ามีการก่อสร้างแล้วครับ เริ่มก่อสร้าง เริ่มเจาะเข็ม ทําสถานีหลายสถานี สถานี ทั้งหมดนั้นมี ๑๖ สถานี เริ่มก่อสร้างแล้ว และเส้นทางนี้ในอนาคตนั้นจะมีเส้นทางต่อเนื่อง จากแยกเตาปูนไปยังราษฎร์บูรณะซึ่งจะมีเส้นทางที่ผ่านรัฐสภาแห่งใหม่ ผมดีใจครับ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการบริหารงานก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ แล้วก็กราบเรียน เสนอต่อประธานคณะกรรมาธิการคณะนี้ก็คือท่านประธานชัยว่าจําเป็นที่รัฐบาลต้องเร่ง ก่อสร้างเส้นทางต่อเนื่องสายนี้ จากเตาปูนไปถึงราษฎร์บูรณะซึ่งแผนเดิมนั้นจะต้อง แล้วเสร็จในปี ๒๕๖๒ ใช้เวลาอีกนานครับ ผมก็ได้เสนอแนะว่าควรจะเร่งก่อสร้าง สถานีเดียวจากเตาปูนมาสู่สถานีเกียกกาย ซึ่งผมเสนอแนะให้เปลี่ยนจากสถานีเกียกกาย ไปเป็นสถานีรัฐสภา เวลานี้ก็มีข่าวดีครับว่าทางรัฐบาลโดยกระทรวงคมนาคมและ การรถไฟฟ้ำขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. เตรียมแผนที่จะเร่งรัด การก่อสร้างรถไฟฟ้ำสายสีม่วงช่วงแยกเตาปูนถึงสถานีรัฐสภาแห่งใหม่ ซึ่งทางสายนี้ พูดกันว่าเริ่มจากบางซื่อไปถึงบางใหญ่ อันที่จริงแล้วเริ่มจากแยกเตาปูน เพราะฉะนั้น จากบางซื่อไปถึงแยกเตาปูนนั้นจะมีอีกเส้นทางหนึ่งก็คือเส้นทางสายสีนํ้าเงินซึ่งทาง รัฐบาลได้เตรียมก่อสร้างเช่นเดียวกัน เหตุผลที่รัฐบาลจําเป็นต้องกู้เงินจากไจก้าหรือ องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่นนั้น ก็เพราะว่ามีความจําเป็นที่จะต้องใช้ ในการวางราง เวลานี้ทํางานก่อสร้างเฉพาะงานโยธา รางยังไม่มี ระบบอาณัติสัญญาณ ยังไม่มี ระบบรถไฟฟ้ำยังไม่มีครับ วางรางนั้นต้องใช้เงินประมาณ ๑๖,๖๓๙ ล้านเยน ที่รัฐบาลกําลังจะกู้นี้ ก็เห็นว่ามีความจําเป็น ส่วนระบบรถไฟฟ้ำ ระบบอาณัติสัญญาณนั้น รัฐบาลจะให้เอกชนมาร่วมลงทุนที่เรียกกันว่าใช้รูปแบบพีพีพี (PPP) หรือ ๓ พี (3P) ใช้เงิน ประมาณ ๑๓,๐๐๐ ล้านบาท โครงการนี้ถ้ามีเส้นทางผ่านรัฐสภาแห่งใหม่ได้ และควรจะ สร้างแล้วเสร็จภายใน ๔ ปี นั่นก็คือเส้นทางจากแยกเตาปูนถึงสถานีรัฐสภา ก็จะทําให้ พี่น้องประชาชน ส.ส. ส.ว. สามารถเดินทางเข้าสู่รัฐสภาได้อย่างรวดเร็วตรงเวลาครับ ไม่ว่าจะเดินทางจากบางใหญ่ บางบัวทอง จากแยกท่าอิฐ หรือจากบางซื่อ หรือจากหัวลําโพง รัชดาภิเษกครับ ดังนั้นผมเห็นว่ามีความจําเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลจําเป็นต้องก่อสร้างเส้นทางสายนี้ ให้เสร็จสมบูรณ์ แต่อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน ผมมีข้อเสนอแนะถึงรัฐบาล ๔-๕ ประการนะครับ

ข้อที่ ๑ ก็คือรัฐบาลควรจะลงทุนในโครงการนี้ทั้งหมด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่ควรจะให้เอกชนมาร่วมลงทุนในส่วนของระบบรถไฟฟ้ำและระบบอาณัติสัญญาณ ซึ่งใช้เงินประมาณ ๑๓,๐๐๐ ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของมูลค่า โครงการ ซึ่งใช้เงินทั้งหมด ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมทั้งการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินด้วย เหตุผล ที่ผมเสนออย่างนี้ก็คือโครงการระบบขนส่งมวลชนนั้นไม่ควรจะใช้ระบบพีพีพี ควรจะเป็นการลงทุนทั้งหมดโดยภาครัฐ เพราะรัฐสามารถควบคุมค่าโดยสารได้ แต่นี่รัฐบาลให้เอกชนมาลงทุนส่วนหนึ่งครับ ส่วนหนึ่งเอกชนนั้นจะต้องไปกู้เงินมา อัตราดอกเบี้ยก็แพงด้วย จะส่งผลไปถึงค่าโดยสารครับ รัฐบาลจะควบคุมค่าโดยสาร ได้หรือไม่ ถ้ารัฐบาลลงทุนเองทั้งหมดนั้นควบคุมค่าโดยสารได้ ทําให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ ชานเมืองนั้นสามารถเดินทางเข้ามาสู่ตัวเมืองได้เป็นจํานวนมาก สามารถจอดรถอยู่บ้าน โดยสารรถไฟฟ้ำเข้าสู่ที่ทํางานได้

ข้อเสนอแนะข้อที่ ๒ ก็คือผมมีข้อสังเกตเรื่องอัตราดอกเบี้ย อัตราดอกเบี้ย โครงการนี้ร้อยละ ๑.๔ ต่อปี ถือว่าเป็นดอกเบี้ยผ่อนปรนที่ได้รับจากไจก้าหรือองค์การ ความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น แต่เมื่อเปรียบเทียบกับโครงการในอดีตของรัฐบาลนั้น ก็คือโครงการรถไฟฟ้ำใต้ดินของ รฟม. จากหัวลําโพงไปสู่บางซื่อ ดอกเบี้ยตํ่ามากครับ ดอกเบี้ยแค่ ๐.๗๕ เปอร์เซ็นต์ ก็ไม่เข้าใจว่าทําไมเวลานี้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น และเมื่อ เปรียบเทียบกับเงินกู้ที่ใช้ในการก่อสร้างสะพานข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยาบริเวณถนนนนทบุรี ๑ นั้น ปรากฏว่ายังสูงกว่าโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยา คือโครงการนั้นมีอัตรา ดอกเบี้ยร้อยละ ๐.๙๕ ทั้ง ๆ ที่โครงการนี้เป็นโครงการขนคนไม่ใช่ขนรถ เป็นโครงการ ขนมวลชน แต่โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยานั้นยังส่งเสริมให้พี่น้องประชาชน ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลอยู่ โครงการรถไฟฟ้ำนั้นจะช่วยลดมลภาวะ ช่วยลดการใช้นํ้ามันเชื้อเพลิง ช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม อัตราดอกเบี้ยควรจะตํ่ากว่าโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่นํ้า เจ้าพระยาครับ

ต่อไปนะครับ สิ่งที่ผมเสนอแนะก็คือรัฐบาลควรจะเตรียมเจรจาต่อรองกับ ผู้รับสัมปทานรายเดิมครับ รายเดิมของรถไฟฟ้ำใต้ดินที่วิ่งระหว่างหัวลําโพงกับบางซื่อ เนื่องจากรัฐบาลนั้นลงทุนก่อสร้างขยายเส้นทางจากบางซื่อไปถึงบางใหญ่ เป็นการขนคน มาป้ อนให้กับผู้รับสัมปทานรายเดิม เพราะฉะนั้นผู้รับสัมปทานรายเดิมนั้นจะได้รายได้ เพิ่มมากขึ้น รัฐบาลก็ควรที่จะต่อรองเรื่องค่าโดยสารกับผู้รับสัมปทานรายเดิมด้วย

เรื่องต่อไปครับ ขอเสนอแนะให้รัฐบาลนั้น คือไม่ได้มองเฉพาะรถไฟฟ้ำ ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลนะครับ ควรจะวางแผนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง จากกรุงเทพฯ เชื่อมกับหัวเมืองต่าง ๆ ในต่างจังหวัด รัฐบาลนั้นเสนอว่าจะสร้าง จากกรุงเทพฯ ไปจังหวัดระยอง ผมว่าเส้นทางสายแรกควรจะเป็นกรุงเทพฯ กับภาคอีสาน ไม่ว่าจะเป็นภาคอีสานตอนบนหรือภาคอีสานตอนล่าง เหตุผลที่เสนอแนะอย่างนี้ก็คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นมีประชากรมากที่สุดครับ

สําหรับโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยาบริเวณถนนนนทบุรี ๑ นั้น เวลานี้สะพานข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยาในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลนั้นมีจํานวน ๒๑ สะพาน ผมถือว่ายังไม่พอ ที่ว่าไม่พอก็เพราะว่าเราจะสังเกตเห็นว่าในช่วงตอนเช้า จะมีรถหนาแน่นขับเข้าสู่กรุงเทพมหานครทางฝั่งขาเข้าและตอนเย็นจะมีรถติดในฝั่งขาออก ฉะนั้นจําเป็นที่จะต้องมีสะพานเพิ่มเติมอีก สําหรับโครงการนี้จะมีเส้นทางเชื่อมบริเวณ ถนนนนทบุรี ๑ ซึ่งเชื่อมโยงกับถนนเลี่ยงเมืองนนทบุรี เริ่มต้นจากบริเวณโรงเรียนศรีบุณยานนท์ข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยา ข้ามถนนวัดโบสถ์ดอนพรหม ไปสิ้นสุดที่ถนนราชพฤกษ์บริเวณโรงเรียนอนุบาลวัยใสและบริเวณหมู่บ้านบางกอกบูเลอวาร์ด และต่อขยายไปจนถึงถนนบางกรวย-ไทรน้อย บริเวณโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาบางใหญ่ ผมเห็นว่ามีความจําเป็นที่รัฐบาลต้องกู้เงินจํานวน ๗,๓๐๗ ล้านบาท แต่ผมก็มีข้อเสนอแนะ ต่อรัฐบาลดังนี้

ข้อที่ ๑ รัฐบาลควรจะต่อขยายเส้นทางสายนี้จากบางกรวย-ไทรน้อย ไปบรรจบกับถนนวงแหวนรอบนอกหรือถนนกาญจนาภิเษก รัฐบาลควรแก้ปัญหาจุดตัด บริเวณถนนราชพฤกษ์ ต้องแก้ล่วงหน้าไม่ใช่มาทําทีหลังเหมือนอย่างที่ทําอยู่บริเวณ วงเวียนพระราม ๕ ในเวลานี้

ข้อที่ ๒ ก็คือรัฐบาลควรส่งเสริมให้มีการลงทุนในฝั่งตะวันตกของ แม่นํ้าเจ้าพระยาให้มากขึ้น ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อโน้มน้าวให้พี่น้องประชาชน นักลงทุนนั้นไปตั้งกิจการร้านค้ามากขึ้น ซึ่งจะทําให้พี่น้องประชาชนมีแหล่งทํางาน ในฝั่งนนทบุรีและฝั่งธนบุรีมากขึ้น การเดินทางเข้าสู่กรุงเทพมหานครก็จะลดน้อยลง

ข้อต่อไป รัฐควรจะพิจารณาใช้การลงทุนในรูปแบบพีพีพี นั่นก็คือให้เอกชน มาร่วมลงทุน เพราะโครงการอย่างนี้สามารถเก็บค่าผ่านทางได้ นอกเหนือจากการนี้ระบบ ลงทุนที่เรียกว่าพีพีพี โมเดล (PPP Model) นั้นควรใช้กับโครงการมอเตอร์เวย์ (Motorway) สะพานข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยา แต่ระบบขนส่งมวลชนนั้นรัฐบาลควรลงทุนทั้งหมด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์

ข้อต่อไป รัฐบาลควรพิจารณาสร้างสะพานข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยาแห่งใหม่ โดยเฉพาะบริเวณสนามบินนํ้าหรือบริเวณอื่นที่ยังมีความจําเป็น ยังมีความต้องการ

ในส่วนของระเบียบวาระที่ ๔.๖ นั้นเป็นเงินกู้จากธนาคารโลกหรือธนาคาร เอดีบี (ADB) หรือธนาคารพัฒนาเอเชียนั้น โดยกู้จาก ๒ ธนาคารนี้ ผมอยากจะเรียนว่า รัฐบาลควรจะมุ่งเน้นกู้จากไจก้ามากกว่าธนาคารโลกและธนาคารเอดีบีครับ เพราะว่า อัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขการชําระเงินกู้นั้นดีกว่า ผ่อนปรนกว่าครับ กราบขอบคุณครับ