รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓

เจตน์ ศิรธรานนท์ หารือเรื่องการกู้เงินจากญี่ปุ่น 2 โครงการ คือ สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา และรถไฟฟ้า สายสีม่วงบางใหญ่-บางซื่อ ระยะที่ 2 และเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบความเหมาะสมของโครงการ และให้ประชาชนได้ฟังความคิดเห็น

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ภาครัฐ

ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ท่านประธานครับ เมื่อเรา มาดูเอกสารที่ทางรัฐบาลแจกให้ด้วยความฉุกละหุก เอกสารที่ได้รับมาก่อนที่จะเริ่ม มีการประชุมก็จะมีอยู่แผ่นเดียวได้รับที่บ้าน เสร็จแล้วก็มีเอกสารมาแจก ณ วันนี้ อีก ๑ แผ่น ท่านประธานครับ มันทําให้เกิดข้อสงสัยว่าทําไมการทํางานของรัฐบาลมันถึง ฉุกละหุกแบบนี้ เป็นเรื่องของการเจตนาให้มันฉุกละหุกหรือเปล่า ธรรมดาผมก็เชื่อมั่น ในตัวของทางรัฐมนตรีว่าการกับทางรัฐมนตรีช่วยว่าการทั้ง ๒ ท่านที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ ก็ต้อง ขอขอบคุณท่านด้วย แต่ว่าการแจกเอกสารแบบนี้ผมคิดว่ามันก็อดตั้งข้อสงสัยไม่ได้ แล้วก็เรื่องของการกู้เงิน โดยปกติตัวผมเองผมจะตั้งกรอบในการพิจารณาไว้ ๒ ข้อ คือข้อที่ ๑ โครงการที่จะกู้มาทํามันคุ้มค่าและมีประโยชน์ต่อประเทศชาติหรือไม่ อย่างไร ข้อที่ ๒ ก็คือว่าแหล่งเงินที่กู้และเงื่อนไขการกู้มันเหมาะสม ถูกต้อง และถูกเอารัดเอาเปรียบ จากประเทศยักษ์ใหญ่หรือไม่ อย่างไร ซึ่งเมื่อดูไปแล้วผมจะเริ่มจากโครงการเงินกู้ไจก้า ที่สร้างสะพานข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยาบริเวณถนนนนทบุรี ๑ และโครงการรถไฟฟ้ำสายสีม่วงบางใหญ่-บางซื่อระยะที่ ๒ ท่านประธานครับ ๒ โครงการนี้ เงินนิดเดียว ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท คือผมคิดสัดส่วนง่าย ๆ จาก ๗,๓๐๗ ล้านเยนกับ ๑๖,๖๓๙ ล้านเยนกับอีก ๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท เงินไม่มากครับแต่ว่าเมื่อเงินไม่มากพอ เราไปดูดอกเบี้ยถูก ๐.๙๕ เปอร์เซ็นต์ ๑.๔ เปอร์เซ็นต์ อาจจะมากกว่าโครงการก่อน สักเล็กน้อย แต่ก็ถือว่ายังถูกอยู่ แต่ว่าปัญหาก็คือว่าเงินกู้เรากู้เป็นเงินสกุลเยน เงินกู้สกุลเยน เป็นเงินที่ค่อนข้างจะมีความผันผวน แล้วเราก็ไม่ได้เปรียบเหมือนกับในขณะนี้มันมีวิกฤติ ค่าเงิน มันมีวิกฤติทางยุโรปที่เกิดจากประเทศพลิกก็คือตอนนี้ที่เริ่มประเทศกรีซ แล้วก็ ประเทศสเปน อาจจะลามไปถึงประเทศโปรตุเกส ประเทศไอร์แลนด์ ประเทศอิตาลี ซึ่งตรงนั้น เป็นความหวั่นกลัวของประเทศทั่วโลก ตรงนี้เราจะย้อนไปดูว่า ถ้าหากว่าอย่างนั้นเราจะ ตั้งรับอย่างไร เราก็ต้องมาดูให้รอบคอบ มาดูเรื่องของการก่อหนี้สาธารณะซึ่งผมจะพูด ในประเด็นต่อไป แต่ว่าย้อนมาดูเรื่องของเงินกู้จากรัฐบาลญี่ปุ่นทั้ง ๒ โครงการนี้ เมื่อเรา มาดูปัญหาเรื่องความเหมาะสมของโครงการคงไม่มีปัญหาละครับ เพราะว่าเราไปสร้าง สะพานซึ่งมีความจําเป็นกับประชาชนมากมายในบริเวณนั้น แล้วก็บริเวณอื่นที่จําเป็น จะต้องใช้เป็นทางผ่าน เรื่องของรถไฟฟ้ำขนส่งมวลชนเป็นเรื่องที่มีความสําคัญมาก ๆ ต่อคนกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อาจจะมีข้อติติงอยู่บ้าง ก็คือว่าเรามุ่งต่อการให้บริการ แก่คนกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเท่านั้นหรือ เราไม่ได้คิดถึงประชาชนในเขตอื่น ๆ ทั้งไม่ว่าจะเป็นอีสาน ทางเหนือ หรือทางใต้หรืออย่างไร ตรงนั้นก็คงจะเป็นประเด็นที่คงมี คนกล่าวบ้าง แต่ถึงอย่างไรก็ตามการแก้ปัญหาให้คนกรุงเทพมหานคร ลดพลังงานจาก การใช้นํ้ามัน อันนั้นเป็นเรื่องที่มีความจําเป็นอย่างยิ่ง เราคงปฏิเสธไม่ได้ แล้วก็เรื่องของ เงื่อนไขการกู้ นอกเหนือจากเรื่องที่เคยกล่าวไปแล้วในเรื่องของค่าธรรมเนียมผูกพันเงินกู้ ร้อยละ ๐.๑ ต่อปีของวงเงินกู้ที่ยังไม่ได้เบิกจ่าย ก็คือว่าทันทีที่เซ็นสัญญาก็จะมีดอกเบี้ยทันที ซึ่งตรงนี้เมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยที่ตํ่ามันก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาอย่างไร ซึ่งโดยรวมแล้ว ผมก็คิดว่าในเรื่องของโครงการกู้เงินเพื่อมาใช้ใน ๒ โครงการนั้นก็คงไม่มีปัญหาแต่อย่างใด ไม่เหมือนกับโครงการที่ล้มเหลว แล้วก็ไม่มีประโยชน์ต่อประเทศชาติในบางโครงการในอดีต ยกตัวอย่างเช่นเรื่องของเรือขุดของกรมเจ้าท่าในปัจจุบัน ซึ่งก็คิดว่ากู้มาแล้วก็ไปจ้างบริษัท เขาก่อสร้างเรือเสร็จแล้วก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรือในโครงการอื่น ๆ ของกรมชลประทาน ในโครงการที่เกี่ยวกับทางเกษตร ซึ่งประสิทธิภาพจากการประเมินมันก็ไม่ได้ผลเท่าที่ควร ซึ่งตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะฉะนั้นหวังว่าต่อไปในอนาคตข้างหน้าการตรวจสอบ ความคุ้มค่าก็น่าจะทํากันด้วยความจริงจัง ตรงนี้ผมอยากจะฝากประเด็นไว้นิดหนึ่งว่า ทราบมาว่าในเรื่องของการกู้เงินมันมีหลักการว่าจะต้องจัดประชุม ฟังความคิดเห็นของ ประชาชนเรื่องการกู้เงิน แล้วก็เผยแพร่ทางเว็บไซต์ (Web site) แล้วเป็นสิ่งที่ดีครับ แต่ผม อยากจะเรียนผ่านท่านประธานถึงท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังสักเล็กน้อยว่า ในเรื่องอย่างนี้ต่อไปเวลาที่จะขออนุมัติกรอบเงินกู้หรือการกู้เงินก็ตามทางสภาท่านช่วยให้ รายละเอียดตรงนี้นิดหนึ่งได้ไหมครับว่า ในกรณีที่ท่านไปทําประชาพิจารณ์ผลเป็นอย่างไร แน่นอนครับเราก็อยากจะได้ฟังในแง่ความคิดที่เป็นลบซึ่งก็จะมีประโยชน์ คือการติติง เอาไว้มันเป็นประโยชน์แน่นอน ซึ่งคนที่ติติงบางครั้งเขาไม่รู้เหตุผล ไม่รู้ความจําเป็น แต่ว่า เขาอาจจะตั้งข้อสังเกตเหมือนกับท่าน ส.ส. ที่อภิปรายไปท่านที่แล้ว ขออภัยที่ผมจํานาม ไม่ได้ ซึ่งก็เป็นข้อสังเกต แต่ผมเชื่อว่าท่านรัฐมนตรีตอบได้ ซึ่งตรงนี้ท่านก็คงจะต้องตอบต่อไป เพราะว่าไม่อย่างนั้นก็จะเป็นข้อครหาหรือข้อสงสัยของสมาชิกไม่มีที่สิ้นสุด ในเรื่องเงินกู้ อีก ๒ โครงการจากพีเอสอาร์ดีพีแอล (PSRDPL) แล้วก็ซีเอ็มดีพี (CMDP) จากธนาคารโลก และธนาคารพัฒนาเอเชีย มันเป็นเงินกู้ที่มีมูลค่าสูงค่อนข้างมาก ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ๓๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ตรงนี้นะครับ ดอกเบี้ยมันสูง เพราะว่าดอกเบี้ยที่ใช้เป็นดอกเบี้ย ที่ผูกกับไลบอร์ (LIBOR) ไลบอร์ก็คืออัตราดอกเบี้ยผูกพันคิดที่ลอนดอน ซึ่งดอกเบี้ยที่สูง ผมก็คิดว่ามันก็จะทําให้มีปัญหา ก็คงมีคําถามว่า เรามีความจําเป็นมากน้อยแค่น้อยที่เรา จะต้องกู้เงินจากแหล่งเงินทั้งสองในอัตราดอกเบี้ยที่สูง แล้วแถมในเรื่องเงินกู้จากธนาคารโลก ยังมีค่าฟรอนท์ เอนด์ ฟี (Front-end fee) หรือเงินค่าปากถุง ซึ่งก็อยู่ที่ร้อยละ ๐.๒๕ ของวงเงินกู้ร้อยละ ๐.๒๕ ของวงเงินกู้นี่คิดจากมูลค่าของวงเงินที่กู้ ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ก็ไม่น้อยนะครับ แต่แน่นอนครับผมก็เข้าใจว่าในเรื่องขั้นตอนในการกู้เงินจากต่างประเทศ มันก็จะต้องมีเงินค่าปากถุงในบางแห่ง ที่นี่ก็ชัดเจน แล้วคราวที่แล้วผมก็จําได้ว่ามันก็มี เรื่องของฟรอนท์ เอนด์ ฟี ซึ่งตรงนี้ก็เป็นข้อสังเกตข้อที่ ๑ และอีกอย่างหนึ่งก็คือเรื่องการปรับ อัตราดอกเบี้ยทุก ๖ เดือน แน่นอนครับมันเป็นเรื่องของผู้ให้กู้ที่เขาไม่ยอมเสียเปรียบ ก็เป็นเรื่องธรรมดาเขาก็จะต้องดําเนินการทุกชนิดที่ให้เกิดประโยชน์กับตัวเขาเอง แต่เรื่อง การตั้งข้อสังเกตแล้วนี่ ผมก็คิดว่าอีกเรื่องหนึ่งที่ผมตั้งไว้แต่แรกก็คือเรื่องของหนี้สาธารณะ กับหนี้การกู้ต่างประเทศ ผมอยากจะเรียนผ่านท่านประธานถึงท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการว่า เอกสารคราวหน้าท่านช่วยมีรายละเอียดนิดหนึ่งได้ไหมครับว่า ในขณะนี้หนี้สาธารณะเรา หลังจากกู้เงินแล้วเป็นเท่าไร เพื่อให้สมาชิกรัฐสภาทุกท่านทราบรายละเอียดจะได้สบายใจ แน่นอนครับปัจจุบันนี้อัตราหนี้ต่อจีดีพี (GDP) เราแค่ ๔๙ หรืออยู่แถว ๆ นี้นิดหน่อย มากกว่านี้ก็นิดหน่อย เราไม่ได้ ๑๒๐ เหมือนกับประเทศกรีซในปัจจุบัน แต่ถ้าหากว่า สมาชิกรัฐสภาทุกท่านได้มีโอกาสที่ติดตามแล้วก็ตรวจสอบอย่างเข้มงวด ผมก็เชื่อว่า อนาคตของเราไม่ต้องอยู่ในวังวนแห่งความเสี่ยงเหมือนกับในบางประเทศที่เกิดสถานการณ์ แบบนั้น ผมอยากจะให้ท่านรัฐมนตรีทําเอกสารในเวลาที่มันมีการประชุมในคราวหน้าที่มี เรื่องกรอบวงเงินนี้ เพราะคราวนี้คงทําไม่ทัน พวกเราจะได้สบายใจครับ เราไม่อยากจะให้ ประเทศไทยกลับไปเป็นเหมือนสมัยอดีตปี ๒๕๔๐ อีกนะครับ แต่ถ้าหากว่าสมาชิกรัฐสภา ทุกท่านติดตามด้วยความสนใจ ผมเชื่อว่าโอกาสนั้นจะไม่เกิดขึ้นครับ ผมฝากไว้ทั้งหมด เท่านี้ ขอบคุณครับ