ร้อยตํารวจโท เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ หารือเรื่องการกู้เงินจากประเทศญี่ปุ่นเพื่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาและรถไฟฟ้า สงสัยว่าทำไมไม่กู้เงินภายในประเทศ และเสนอให้เจรจากับประเทศจีนเพื่อลงทุนสร้างรัฐสภาใหม่
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ร้อยตํารวจโท เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดราชบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ จากการที่รัฐบาลได้ขออนุมัติกรอบการกู้เงินจากประเทศญี่ปุ่นเพื่อสร้างสะพานข้ามแม่นํ้า เจ้าพระยาและสร้างรถไฟฟ้ำสายสีม่วง ตัวเลขที่รัฐบาลขอกู้ในกรณีของการสร้างสะพาน ๗,๓๐๗ ล้านเยน จากอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันนี้ที่ ๑๐๐ เยนต่อ ๓๔.๒๕๕๐ บาท ก็เป็นเงินประมาณ ๒,๕๐๓ ล้านบาท เงินส่วนนี้ จะเสียดอกเบี้ยร้อยละ ๐.๙๕ ต่อปี ในเวลา ๒๐ ปีตามสัญญานี้ก็จะเสียดอกเบี้ยประมาณ ๑,๓๘๘ ล้านเยน ซึ่งคิดเป็นเงินบาทตามอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวจะอยู่ที่ ๔๗๕ ล้านบาท นั่นหมายความว่าโครงการจะสร้างสะพานข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยาที่กู้จากประเทศญี่ปุ่นนี้ เราจะต้องเสียดอกเบี้ยเงินกู้ในโครงการนี้เป็นเงินจํานวน ๔๗๕ ล้านบาท โครงการที่ ๒ ที่จะสร้างรถไฟฟ้ำนั้น ๑๖,๖๓๙ ล้านเยน ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑.๔ ในระยะเวลา ๒๕ ปี จะต้องเสียดอกเบี้ย จํานวน ๓,๓๒๓.๖๕ ล้านเยน แต่คิดเป็นเงินบาทตามอัตราแลกเปลี่ยน ดังที่กระผมได้กราบเรียนไปเมื่อสักครู่ ๑๐๐ เยนต่อ ๓๔.๒๕๕๐ บาท จะเป็นดอกเบี้ย จํานวน ๑,๑๓๘.๕๑ ล้านบาท ดอกเบี้ยทั้ง ๒ รายการนี้ประเทศไทยต้องเสียให้แก่ ประเทศญี่ปุ่นเป็นเงิน ๑,๖๑๓.๕๑ ล้านบาท ผมก็เกิดความสงสัยว่าทําไมเราไม่กู้เงิน ภายในประเทศ เพราะจะเป็นการประหยัดดอกเบี้ยจํานวน ๑,๖๐๐ กว่าล้านบาท หรือถ้าจะต้องเสียก็ขอให้มันเป็นเงินหมุนเวียนอยู่ภายในประเทศ อันนี้เป็นข้อสังเกต หรือข้อสงสัยที่อยากจะได้คําตอบจากรัฐบาล เมื่อสักครู่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านหนึ่งได้อภิปรายเกี่ยวกับเรื่องสะพานข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยาซึ่งคิดเป็นมูลค่าประมาณ ๒,๕๐๓ ล้านบาท เทียบกับสะพานข้ามแม่นํ้าโขงซึ่งมีความยาวมากกว่าสะพาน ข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยาที่จะสร้างตามขนาดความกว้างของแม่นํ้า ชัดเจนครับ เพื่อนสมาชิก จากจังหวัดนครพนมได้กล่าวว่าสะพานที่ข้ามแม่นํ้าโขงเป็นเงิน ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่นี่สร้างสะพานข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยา ๒,๕๐๐ กว่าล้านบาท เมื่อตอนที่ท่านประธานรัฐสภา ได้กรุณาตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งเพื่อจัดกิจกรรมเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวในวโรกาสเจริญพระชนมายุ ๘๔ พรรษา ในปี ๒๕๕๔ ซึ่งรัฐสภามีโครงการ ที่สําคัญอย่างยิ่งยวดก็คือโครงการสร้างรัฐสภาใหม่ เพราะเป็นที่รู้กันว่าบริเวณรัฐสภา ปัจจุบันนี้อยู่ในเขตพระราชฐาน สถานที่คับแคบ เวลาประชุมร่วมกันแต่ละครั้งสมาชิก ไม่ได้รับความสะดวกสบาย นอกจากนั้นยังมีปัญหาเรื่องห้องประชุม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ พวกเราสมาชิกรัฐสภาที่ทําหน้าที่เป็นกรรมาธิการอยู่ใน คณะต่าง ๆ นั้นต้องทําหน้าที่เหมือนอย่างกับคนเล่นเก้าอี้ดนตรี บางครั้งนัดประชุมบ่าย ต้องไปยืนรออยู่ที่หน้าห้อง ขณะที่กรรมาธิการชุดอื่นซึ่งใช้ห้องนั้นประชุมในช่วงเช้า ยังไม่เสร็จสิ้น ผู้ที่จะมาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการก็ต้องพบกับอุปสรรคเช่นกัน ดังนั้น โครงการสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ซึ่งได้มีการพูดกันมาตั้งแต่สมัย ฯพณฯ ศาสตราจารย์มารุต บุนนาค เป็นประธานรัฐสภา แต่ความชัดเจนก็ยังไม่ปรากฏ แต่ว่าขณะนี้มีความชัดเจนแล้วว่า เราจะย้ายที่ทําการรัฐสภาไปอยู่ที่บริเวณเกียกกาย ซึ่งมีการประกวดแบบอะไรต่ออะไร ต่าง ๆ ประมาณราคาค่าก่อสร้างอยู่ที่ ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท ก็ได้ทราบมาว่ารัฐบาลจะสนับสนุน เป็นเงินปีละประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งแน่นอนเงินจํานวน ๑๒,๐๐๐ ล้านบาทนั้น จะต้องใช้เวลาเกือบ ๑๐ ปี จึงจะมีงบประมาณพอที่จะสร้างอาคารที่ทําการของรัฐสภา แห่งใหม่ ในฐานะที่เป็นกรรมการคนหนึ่ง ผมมีโอกาสเข้าไปร่วมประชุมด้วย ผมก็เสนอ ความคิดเห็นว่าน่าที่จะเจรจากับทางประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เชิญชวนให้เขามา ลงทุนสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ก่อน แล้วเราก็ตั้งงบประมาณใช้คืนในระบบที่เขาเรียกกันว่า ระบบเทิร์นคีย์ (Turnkey) จากการแสดงความคิดเห็นดังกล่าวทําให้ผมมีโอกาสเดินทาง ไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนร่วมกับท่านประธานรัฐสภาเมื่อตอนต้นปี โดยออกจาก กรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ ๙ มกราคม ท่านประธานครับ วันที่ ๑๕ มกราคม คณะของ ท่านประธานรัฐสภาได้ไปที่เมืองหนานจิง ในมณฑลเจียงซู ที่นั่นผมมีโอกาสพบกับนักธุรกิจชาวจีน ซึ่งผมมีความประสงค์จะไปเชิญชวนให้เขามา ลงทุนสร้างรัฐสภาในเมืองไทย โดยให้เขาหาแหล่งเงินมาด้วย เมื่อสร้างเสร็จแล้ว ทางรัฐสภาก็จะตั้งงบประมาณใช้คืนเขา ซึ่งการก่อสร้างของประเทศจีนนั้นผมอยากจะ กราบเรียนว่าในระยะ ๒ ทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศจีนมีการพัฒนาก้าวกระโดด อย่างขณะนี้เขากําลังจัดงานเอกซ์โป (Expo) ที่เมืองเซี่ยงไฮ้ ถ้าท่านประธานมีโอกาสไปชม จะเห็นว่าเขาก่อสร้างเหมือนอย่างเนรมิต เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราได้ผู้ลงทุนเป็ นชาวจีน มาสร้างรัฐสภารับรองว่าจะแล้วเสร็จภายในปี ๒๕๕๔ ทันกับความตั้งใจในการที่จะให้ โครงการนี้เป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวโรกาสทรงเจริญ พระชนมายุ ๘๔ พรรษาหรือครบ ๗ รอบ ท่านประธานครับ เมื่อคืนวันที่ ๑๕ ผมได้มีโอกาส พบกับนักธุรกิจชาวจีนเขาได้ปรารภเกี่ยวกับเรื่องการก่อสร้างในเมืองไทย เขาเล่าให้ผมฟัง ว่าสะพานพระราม ๘ ที่ข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยาปัจจุบันนี้เขาเสียดายเหลือเกิน งบประมาณ ที่สร้างสะพานพระราม ๘ ถ้าให้บริษัทเขามาสร้างเขาบอกเขาสร้างได้ ๒ สะพานครึ่ง ๒ สะพานครึ่งครับท่านประธาน เงินงบประมาณของเราสูญเสียไปจากการก่อสร้าง ในเมืองไทยนี่ ผมประมาณไม่ถูกว่ารั่วไหลไปเท่าไร ในเมื่อนักธุรกิจจีนที่เข้ามาดู มาประมูล มาต่อสู้แข่งขันกัน แล้วเขาไปอธิบายว่าวงเงินนั้นสามารถสร้างได้ถึง ๒ สะพานครึ่ง ตรงนี้ ก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานฝากผ่านไปยังรัฐมนตรีว่า เงินกู้เหล่านี้จะต้องกวดขัน ดูแลเรื่องการใช้จ่ายอย่าให้มีการทุจริตคอร์รัปชัน (Corruption) จนนักธุรกิจชาวจีนเอาไป พูดกันในบ้านเขาเป็นเรื่องที่น่าอับอายเหลือเกิน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอใช้โอกาส ตรงนี้กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็น ผู้เสนอขอรับอนุมัติกรอบเงินกู้ผ่านรัฐสภา ท่านลองคิดขอกู้อย่างนี้อีกสักก้อนได้ไหม จะเป็นกี่หมื่นล้าน เป็นกี่แสนล้านบาทก็ตามใจ แล้วโยนลงไปทั้งประเทศเลยครับ ให้ขุดบ่อสําหรับเกษตรกรไม่ต้องไปสร้างเขื่อนขนาดใหญ่เป็นพัน ๆ ล้าน เป็นหมื่นล้าน เอาเป็นบ่อในแต่ละแปลงนาหรือแต่ละพื้นที่ที่เกษตรกรมีไว้สําหรับทําการเกษตรไม่ว่าจะเป็น เรือกสวนไร่นาอะไรก็แล้วแต่ ให้มีบ่อเก็บนํ้าเป็ นแบบตาข่ายไปเลยทั้งประเทศ ท่านประธานจะสังเกตแต่ละปีฤดูฝนเวลานํ้าท่วมมันจะท่วมจากภาคเหนือ แล้วก็ไล่ไปเรื่อย แล้วก็มาท่วมภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แล้วสุดท้ายภาคใต้นี่จะท่วมช้า เว้นแต่บางปีเท่านั้นที่มันเกิดวิปริตอากาศเปลี่ยนแปลงอาจจะผิดพลาดไปบ้าง ปริมาณนํ้าฝน ที่ตกในบ้านเราแต่ละปีนี่ไหลลงสู่ทะเล มีผู้รู้บอกว่านํ้า ๑๐ ปีบจะไหลลงทะเลประมาณ ๘ ปีบกว่า เก็บไว้ใช้ประโยชน์ในบ้านเราได้เพียงแค่ปีบกว่าเท่านั้น ลองได้ไหมครับ รัฐบาลทุ่มเงินเป็นแสนล้านบาทไปเลย เอาโปรเจกต์ (Project) อย่างนี้ขุดบ่อให้แก่เกษตรกร ให้ทั่วทั้งประเทศ ให้มันเหมือนหลุมขนมครก เวลานํ้าท่วมมาให้นํ้ามันกักอยู่ในบ่อเหล่านั้น และแน่นอนเกษตรกรทุกพื้นที่ถ้ามีนํ้าอยู่แล้วเขาสามารถที่จะทําอะไรต่ออะไรได้อีก มากมายก่ายกอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอีสานนี่ ใครบอกคนอีสานขี้เกียจไม่ใช่นะครับ เขาไม่มีนํ้าที่จะทํา ถ้ารัฐบาลสามารถจัดหาแหล่งนํ้าให้เขา คนอีสานนี่แหละครับเป็นคนที่ มีความขยันขันแข็งที่สุด เพราะฉะนั้นการที่ทางรัฐบาลมากู้เงินจํานวนเป็นหมื่น ๆ ล้าน เพื่อพัฒนาหรือสร้างความเจริญในด้านสาธารณูปโภคโดยเฉพาะอย่างยิ่งการคมนาคมนั้น ผมไม่ได้คัดค้านตรงนี้ แต่ผมอยากจะฝากข้อสังเกตให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังขอให้ท่านคํานึงถึงพี่น้องเกษตรกรชาวไร่ชาวนา ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ลองเสนอรัฐบาลกู้สักแสนล้านบาทแล้วก็ไปทําอย่างนี้เลย ขุดบ่อให้มันทั่วไปหมดให้มันเป็นตาข่ายเป็นหลุมขนมครกเก็บนํ้าไว้สําหรับพี่น้องเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นชาวไร่ชาวนาผมว่าบ้านเมืองของเราจะพัฒนาไปอีกเยอะ แล้วพี่น้องประชาชน ทั้งประเทศนี่ก็จะหายจน ก็เป็นเรื่องที่ผมอยากจะกราบเรียนฝากไว้ ขอขอบพระคุณครับ