รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓

พิษณุ หัตถสงเคราะห์ อภิปรายเรื่องการกู้เงิน 32,000 ล้านบาทจากธนาคารโลกและ 10,000 ล้านบาทจากธนาคารพัฒนาเอเชีย โดยมีค่าดอกเบี้ยและค่าฟรอนท์ เอนด์ ฟีอีก ซึ่งอาจจะไม่จำเป็นในการกู้เงิน เนื่องจากรายได้ของภาครัฐสามารถจัดเก็บได้เกินเป้าหมายทุกหน่วยงาน และมีเงินเหลือที่จะใช้ในการจ่ายดอกเบี้ย

นายพิษณุ หัตถสงเคราะห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หนองบัวลําภู

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม พิษณุ หัตถสงเคราะห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดหนองบัวลําภู พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนที่ผมจะอภิปรายลงในรายละเอียดในเรื่องการกู้เงินวันนี้ ผมต้องขอชื่นชมท่าน ส.ส. วินัย สมพงษ์ ผมคิดว่าท่านเป็นผู้หนึ่งที่ตั้งคําถามได้ชัดเจนกับรัฐบาลแห่งนี้ ผมก็คิดว่า ท่านรัฐมนตรีที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ทั้ง ๒ ท่านก็คงจะได้ตอบคําถามของท่านวินัย สมพงษ์ แล้วก็คําถามของเพื่อนสมาชิกอีกหลายคนในห้องนี้ ท่านประธานครับ วันนี้เราอภิปรายกัน เรื่องการที่รัฐบาลจะขอกรอบวงเงินในการกู้เงินจากธนาคารโลก อันแรก ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ถ้าตีเป็นเงินไทย คูณด้วย ๓๒ บาท ก็จะขอกู้เงินอีก ๓๒,๐๐๐ ล้านบาทจากธนาคารโลก โดยกู้ไปทําอะไรนั้น เอกสารที่ทางรัฐบาลแล้วก็ทางสภาจัดให้ นั่นก็คือกู้ไปจัดทํานโยบาย ที่รัฐบาลดําเนินการอยู่แล้ว แล้วก็นโยบายที่รัฐบาลจะดําเนินการใหม่ นี่คือวัตถุประสงค์หลัก ของการกู้เงิน ๓๒,๐๐๐ ล้านบาทจากธนาคารโลก อันที่สอง รัฐบาลวันนี้ก็มาขออนุมัติ จากสภาที่จะกู้เงินจากธนาคารพัฒนาเอเชียหรือว่าธนาคารเอดีบี อีก ๓๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ คูณด้วย ๓๒ บาท ก็ใกล้ ๆ จะอีก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ การกู้เงินทั้ง ๒ อันนี้ มีต้นทุนนะครับ จากเอกสารที่เราได้รับมา กู้เงินจากธนาคารโลกเขาคิดดอกเบี้ยนะครับ ไม่ได้ให้กู้ฟรี ๆ ธนาคารโลกจะคิดดอกเบี้ยอัตราลอยตัว สกุลเงินเหรียญสหรัฐ เฉลี่ย ๑๔ ปี ที่ผ่านมาอยู่ที่ร้อยละ ๓.๘๑ ส่วนธนาคารพัฒนาเอเชียหรือว่าเอดีบีนั้นคิดดอกเบี้ยอยู่ที่ ร้อยละ ๓.๑๙ นี่คือต้นทุนที่มองเห็นชัดเจน นอกจากนั้นการกู้เงินจากต่างประเทศ ท่านประธานและพี่น้องประชาชนที่รับฟังสถานีวิทยุกระจายเสียงของรัฐสภาแห่งนี้ยังมี ค่าฟรอนท์ เอนด์ ฟีอีกคิดเป็นอัตราร้อยละ ๐.๒๕ ของวงเงินกู้ นี่คือต้นทุนที่ประเทศไทย จะต้องแบกรับถ้าหากว่าวันนี้สภาแห่งนี้อนุมัติเงินจํานวนเกือบ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ให้รัฐบาลนําไปดําเนินการ ผมมีคําถามสั้น ๆ ซึ่งผมต้องการต่อยอด จากท่านวินัย สมพงษ์ ที่ท่านได้ถามไป ถามรัฐบาลอย่างนี้ครับว่า ผมคิดว่ารัฐบาลเองก็คงจะทราบดีในเรื่อง ของตัวเลข รายรับของภาครัฐเอง โดยมีข้อมูลอย่างนี้ครับท่านประธาน ในปี ๒๕๕๒ ถึงปี ๒๕๕๓ ตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๕๒ ถึงเดือนมีนาคม ๒๕๕๓ เป็นการดําเนิน งบประมาณมาครึ่งปีงบประมาณก็ว่าได้ครับท่านประธาน กรมสรรพากรจัดเก็บรายได้ ๔๗๖,๑๗๙ ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ ๑๓.๙ เปอร์เซ็นต์ กรมสรรพสามิตจัดเก็บ รายได้ ๖ เดือนที่ผ่านมา ๒๐๗,๓๙๕ ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ ๔๑.๙ เปอร์เซ็นต์ ครับท่านประธาน นอกจากนั้นกรมศุลกากรก็จัดเก็บได้อีก ๔๗,๘๐๗ ล้านบาท สูงกว่า ประมาณการ ๒๘.๕ ล้านบาท ผมใคร่ขอถามผ่านท่านประธานไปยังรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านกรณ์ จาติกวณิช ซึ่งรับผิดชอบเรื่องของ นโยบายการคลังของประเทศนี้ และท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการที่นั่งฟังอยู่วันนี้ว่า ผมคิดว่าการขอกู้เงินวันนี้ผิดเวลาไปไหมครับท่านรัฐมนตรี ท่านรัฐบาลครับ ๖ เดือนที่ผ่านมา ท่านก็เห็นอยู่แล้วว่ารายได้ของท่านสามารถจัดเก็บได้เกินเป้ำอยู่แล้วทุกหน่วยงานที่เข้ามา แล้วท่านจะกู้เงินมาอีกทําไมในเมื่อจะมีรายจ่ายนั่นก็คือดอกเบี้ยที่จะต้องมาเสียอีก ซึ่งผม ไม่มั่นใจว่าการขอกู้เงินในกรอบวงเงินที่เสนอเข้ามาสภาแห่งนี้แถมไม่มีรายละเอียดด้วย และสําคัญไปกว่านั้นครับท่านประธาน พี่น้องประชาชนที่รับฟังอยู่ทางบ้านครับ หนึ่งในนั้น คือเงินกู้จากธนาคารพัฒนาเอเชียหรือว่าเอดีบีเป็นเงินถึง ๓๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ เอามา ทําอะไรบ้าง ไส้ในเอามาพัฒนาตลาดหลักทรัพย์ครับท่านประธาน ท่านประธานก็เห็นอยู่ ขณะนี้นักท่องเที่ยวถ้าไปที่สนามบินสุวรรณภูมิลดน้อยลงเป็นอย่างมาก เพราะเนื่องจาก เขาไม่ไว้วางใจว่ารัฐบาลชุดนี้จะใช้ความรุนแรงหรือไม่ เข้ามาเที่ยวประเทศไทยแล้วจะอยู่ ได้หรือไม่ การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เองขณะนี้ก็ค่อนข้างโหรงเหรง แล้วท่านประธาน จะมั่นใจได้อย่างไรว่า เราจะเซ็นเช็คเปล่าให้กับรัฐบาลนี้อีก ๓๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อ ไปพัฒนาตลาดทุนโดยที่ไม่มีใครเข้ามาลงทุนอีกเลย ผมเป็นห่วงว่าเราขอกู้เงินครั้งนี้ผิดที่ ผิดเวลา หรือไม่ ถ้าหากว่าผมเป็นรัฐบาลถ้ามีความจําเป็นจริง ๆ ท่านประธานครับ ท่านรัฐมนตรีครับ ผมจะไม่กู้ไปพัฒนาตลาดหุ้น ตลาดทุนหรอกครับ ผมจะเอามาให้กับ พี่น้องเกษตรกร มีเกษตรกรอีก ๗๐๐,๐๐๐ ราย ๘๐๐,๐๐๐ ราย ต้องการสระขนาดเล็กในไร่นา รัฐบาลก็ยังไม่เคยกระดิกหูเลยว่าจะทําโครงการพัฒนาแหล่งนํ้าขนาดเล็กเหล่านั้นให้กับ เกษตรกรหรือไม่ กับอีก ๓๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐเอาไปพัฒนาตลาดทุนซึ่งผมไม่สบายใจ ตรงนี้ แต่ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกครับ ถ้ารัฐบาลจะกู้จริง ๆ มีวิธีอื่นครับท่านรัฐมนตรี ผมขอแนะนําว่าทําไมท่านไม่ออกเป็นพันธบัตรรัฐบาล ขณะนี้มีพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะ คนแก่รอซื้อพันธบัตรอยู่ครับ ท่านมีต้นทุน ท่านบอกว่าถ้าท่านขายพันธบัตรให้กับพี่น้อง ประชาชนให้ดอกเบี้ยเขาร้อยละ ๓.๕ ร้อยละ ๔ เขาก็เอาแล้วครับ เพราะเดี๋ยวนี้เงินฝาก ธนาคารร้อยละ ๕๐ สตางค์เท่านั้น เงินล้นตลาดอยู่แล้ว ผมไม่เข้าใจว่ารัฐบาล แล้วก็ โดยเฉพาะรัฐมนตรีกรณ์ แล้วก็รัฐมนตรีที่นั่งอยู่บนบัลลังก์นี้ ท่านคิดอย่างไรท่านถึงไป กู้เงินต่างประเทศ ทั้ง ๆ ที่เงินในประเทศมันล้นอยู่แล้วครับ เพราะฉะนั้นออกเป็นพันธบัตร เถอะครับ ท่านประธานครับ ท่านรัฐมนตรีครับ เปลี่ยนใจยังได้นะครับ ถ้าวันนี้เราตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณาความจําเป็นเหมาะสมในการกู้เงินวันนี้เสียก่อน อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจเยส ออร์ โน (Yes or no) ใจเย็น ๆ นะครับ ยังมีเวลาตัดสินใจกันได้ ถ้าหากดูแล้ว ตั้งกรรมาธิการขึ้นมาดูแล้วต้นทุนมันเยอะเราออกเป็นพันธบัตรรัฐบาล ออกให้กับพี่น้องประชาชนไปกู้ยังจะดีกว่า กู้พี่น้องประชาชนดีกว่าไปกู้ต่างประเทศ แล้วก็ ต้องมีพันธะกับธนาคารต่างประเทศอีก ผมก็ขออนุญาตเสนอเพียงเท่านี้ ขอขอบคุณครับ